บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๕ ของร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วยกับการเปิดโอกาสให้คู่สมรส บุพการี และบุตร มีคุณสมบัติในการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องการสนับสนุนให้คงไว้ที่ร่างเดิมหรือตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม คือให้มีการเว้นวรรคทางการเมือง ๕ ปี
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอถือโอกาสนี้อภิปรายในฐานะที่กระผม แปรญัตติในร่างมาตรา ๕ ของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในตัวเนื้อร่างมาตรา ๕ นั้นก็เป็นเรื่องของ การแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเป็น มาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ผมจะอภิปราย ในส่วนของ (๕ (๖) (๗) และ (๙) นะครับ ใน (๕) นั้นผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่เปิดโอกาสให้คู่สมรส บุพการี และบุตร มีคุณสมบัติในการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะเหตุว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดีนะครับ ผมจะเทียบให้ท่านกรรมาธิการได้ทราบนะครับ แล้วก็ไม่ได้มีข้อยึดโยงกับประชาชนว่าประชาชนจะได้อะไรจากการที่เปิดโอกาสให้สมาชิก วุฒิสภาที่เป็นเรียกว่า สภาผัวหรือสภาเมีย หรือสภาครอบครัว ทุกอย่างต้องมีประโยชน์ และก็มีโทษนะครับ เพื่อนสมาชิกก็อภิปราย ก็แข่งกันนําเสนอวิสัยทัศน์ว่ามันจะเกิดผลดี หรือผลเสียมากกว่ากัน ผลเสียก็คือว่า ทําให้ไม่มีความเป็นกลาง เพราะความเป็นกลาง เป็นคุณสมบัติหลักของวุฒิสมาชิก ผลเสียอีกข้อหนึ่งก็คือไม่มีความเป็นอิสระ ซึ่งความเป็น อิสระและความเป็นกลางถือว่าเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดของวุฒิสมาชิก ผลประโยชน์หรือข้อดี ของการที่ท่านกรรมาธิการได้แก้ไขให้เกิดเป็นสภาผัวสภาเมียได้นี้ก็คือผลประโยชน์ต่อ นักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่เกิน ๕๐๐ คนนี้หรอกครับที่จะมีโอกาส ได้ประโยชน์จากในส่วนนี้ แต่นอกจากนั้นการเปิดโอกาสให้เกิดวุฒิสมาชิกสภาผัว สภาเมียนั้น ยังปิดกั้นไม่ให้ผู้ที่ มีความรู้ความสามารถจากนามสกุลอื่น ๆ หรือจากตระกูลอื่น ๆ ได้มีโอกาสได้งอกเงยมาเป็น สมาชิกรัฐสภาในนามของวุฒิสมาชิกได้อีกด้วย นั่นย่อมเป็นการจํากัดโอกาสในทางการเข้าสู่ ทางการเมือง ส่วนนี้ทําไมผมถึงเสนอที่แตกต่าง แล้วก็สมาชิกรัฐสภาในที่นี่หลายท่านไม่ได้พูด ถึงตรงนี้การปิดโอกาสของพี่น้องประชาชนในตระกูลอื่น ๆ ได้เข้ามาสู่ในวงการรัฐสภานั้นเป็น การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจะลืมคิดถึงประเด็นนี้ไปหรือไม่ หรือจะเป็นการรวบรัดให้ฐานอํานาจทางการเมืองนั้นอยู่ในครอบครัวของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่า แม้ผมไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาแต่การได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งรัฐศาสตร์ผมกลับเห็นว่าพี่น้องประชาชนควรจะมีโอกาสได้พบนักการเมืองที่หลากหลาย แนวความคิดหลากหลายภูมิประเทศ หลากหลายเศรษฐสถานะ หลากหลายอาชีพ ให้มากกว่าเดิมด้วยการกลับไปเป็นร่างเดิมหรือไปเป็นรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ (๖) ของมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นั้น ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ ท่านได้ตัดการเว้นวรรคทางการเมือง ๕ ปี ออกไปจากผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ที่ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ในพรรคการเมืองนะครับ ในกฎหมายเดิมนั้นต้องให้มีเว้นวรรค ๕ ปี เพื่อให้มีการปลอดจากกลุ่มก้อนทางการเมือง ในยุคนั้นสมัยนั้นให้พอสมควรคือ ๕ ปี แต่ท่านกรรมาธิการกลับตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป ผมเข้าใจครับที่ท่านอธิบายว่า เพื่อไม่เป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมากจนเกินไป แล้วก็ใช้เหตุผลว่าเป็นการให้สิทธิเสรีภาพ แต่ผมกลับคิดว่าข้อเสียมากกว่าข้อดี ผู้ใหญ่ ในพรรคผมจะสอนผมเสมอว่าการอภิปรายอะไรต้องพูดทั้งข้อดีและข้อเสีย การอภิปรายที่พูด แต่ข้อดีอย่างเดียวไม่พูดข้อเสียเลยต้องถือว่าไม่น่าเชื่อถือไว้ก่อน หรือพูดแต่ข้อเสียอย่างเดียว ไม่พูดข้อดีมันก็อาจจะไม่น่าเชื่อถือ ฉะนั้นต้องพูดถึงข้อดีและข้อเสีย การเว้นวรรค ทางการเมือง ๕ ปีนั้นเป็นการทําให้ผู้สมัครนั้นปลอดจากความเป็นผู้ที่ไม่อิสระทางการเมือง แล้วก็ทําให้ผู้นั้นปลอดจากความไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งผมได้วิเคราะห์แล้วว่า วุฒิสมาชิกนั้นจะต้องมี ๒ สิ่งที่สําคัญก็คือความเป็นอิสระและความเป็นกลางทางการเมือง เพราะเหตุว่าพรรคการเมืองนั้นย่อมหล่อหลอมให้สมาชิกพรรคก็ดีหรือผู้ดํารงตําแหน่ง เช่น เป็นประธานสาขา กรรมการสาขา กรรมการบริหารพรรค ที่ปรึกษาพรรคต่าง ๆ ก็ดี แต่ละพรรคการเมืองนั้นก็มีวัฒนธรรมทางการเมืองมี หลักคิดที่แตกต่างกัน บางพรรค การเมืองก็เป็นในแนวของทุนนิยมสุดโต่ง เป็นวัตถุนิยมทุนนิยมสุดโต่งก็มีให้เห็น บางพรรคการเมืองก็เป็นอนุรักษ์นิยม บางพรรคการเมืองก็เป็นการเน้นเฉพาะเรื่องของ แรงงาน บางพรรคการเมืองก็จะเน้นในจุดที่มีความแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นการที่จะ ให้ผู้สมัครการเข้าถึงการเป็นผู้สมัครของวุฒิสมาชิกนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะคงไว้ที่ร่างเดิม หรือคงไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม คือให้มีการเว้นวรรคทางการเมือง ๕ ปี เพราะผมก็ยังหา เหตุผลที่อธิบายไม่ได้ว่าประชาชนจะได้อะไรจากการที่ไปแก้ไขให้เป็นไปตามร่างของ กรรมาธิการเสียงข้างมาก นอกจากจะเป็นผลดีต่อนักการเมืองเท่านั้น ใน (๗) ผู้สมัคร วุฒิสมาชิกนั้นจะต้องปลอดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕ ปี ท่านก็ไปปรับปรุงให้เป็นว่า ไม่ต้องเว้นวรรค ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือพ้นจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็สามารถที่จะต่อเนื่องไปสมัคร ส.ว. ได้เลย นี่ก็อธิบายเช่นเดียวกันกับ (๖) ที่ผมได้อภิปรายไว้แล้ว ทําให้ขาดความเป็นอิสระ และขาดความเป็นกลางทางการเมืองในระดับของพรรคการเมือง นอกจากนั้นการที่ ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เช่น เป็นรัฐมนตรีหรือเป็นตําแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองนั้น ในการแก้ไขของกรรมาธิการนั้น ก็มองในแง่ดีไปเสียหมดทุกอย่าง ว่ามนุษย์นั้นเป็นคนที่มี จิตใจที่ไม่มีอคติ ความอคตินั่นละ จะเป็นตัวที่ทําให้เกิดความไม่เป็นอิสระในทางการเมือง แล้วก็ทําให้มีความไม่เป็นกลางทางการเมือง ในอคตินั้น ขออ้างในพระพุทธศาสนานั้นแบ่งไว้ เป็น ๔ ประเภท นักการเมืองทั้งหลายมีอคติครบทั้ง ๔ ประเภทเลย ถ้าว่าไม่เป็นนักการเมือง ที่มีจิตใจ ที่ถูกฝึกมาให้เห็นแก่พี่น้องประชาชนจริง ๆ นั่นก็คืออคติในเรื่องของความรัก หรือชอบ เรียกว่า ฉันทาคติ นักการเมืองบางพรรคหรือบางยุคบางสมัยก็จะชอบที่จะเอื้อ ผลประโยชน์ให้จังหวัดหรือให้กลุ่มของประชาชนที่เลือกตนเข้ามา เขาเรียกว่าเป็นการอคติ ด้วยความรักหรือโดยความชอบ ถามว่าผิดไหม ปุถุชนไม่ผิดละครับ แต่ถ้าเป็นอริยสงฆ์ ก็ผิดครับ อคติเพราะชั่งหรือไม่ชอบ เขาเรียกว่า โทสาคติ อคติเพราะโกธร เพราะไม่ชอบ ก็เพราะเขาไม่ได้เลือกเรา เราก็เลยไม่ให้เอื้อประโยชน์แก่เขา อันนี้ก็คือเป็นอคติข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ก็คืออคติเพราะกลัว กลัวเขาจะไม่ให้เราลงสมัครครั้งต่อไปบ้าง กลัวเขาจะไม่ให้เรา ได้รับตําแหน่งบ้าง เนื่องจากคู่แข่งเยอะ ก็กลัวเขาจะไม่พิจารณาให้เราได้รับตําแหน่ง ในตําแหน่งบริหารต่าง ๆ บ้าง เขาเรียกว่า ภยาคติ ภยาคติก็คืออคติเพราะกลัว นักการเมือง ส่วนใหญ่ครบเครื่องเลยนะครับ ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งกลัว มีโอกาสนะครับ เพราะเป็นปุถุชน แต่ไม่ได้หมายถึงทุกคน ข้อสุดท้ายครับ อคติเพราะหลง ความหลงก็คืออวิชา คือความไม่รู้ คือความโง่เขลา หรือความไม่รู้ ก็เลยเป็นโมหาคติ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านมองคนผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก ซึ่งผมดูในคุณสมบัติทั่ว ๆ ไปนั้น เขาไม่ได้พูดถึง เรื่องสภาพจิตใจเลย เพราะฉะนั้นคนคอหยัก ๆ สักแต่ว่าเป็นคน และมีคุณสมบัติ อายุครบถ้วน ภูมิลําเนา สัญชาติถูกต้อง ลงสมัคร ส.ส. และวุฒิสภาได้ทั้งสิ้น ไม่ได้พูดถึง คุณธรรมจริยธรรมเลย เพราะว่าเราอยู่ในโลกของมนุษย์ ซึ่งเราเรียกว่า โลกในโลกิยะ ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการทํามาหากิน เรื่องของผลประโยชน์ ความอยู่รอด ก็เลยเปิดโอกาส ให้ทุกคนละครับ ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นคน เป็นมนุษย์หรือยัง ก็ยังไม่รู้ ได้เป็นผู้สมัครก่อน แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนเลือก แต่ท่านก็ใช้ตัวกรอง มาตรฐานไส้กรองเดียวกันคือ ถ้าประชาชนเลือกมาแล้วก็หวังว่าจะต้องเป็น คนมันเป็นอยู่แล้ว แล้วก็จะต้องเป็นมนุษย์ และก็มีจิตใจสูง ปราศจากอคติทั้ง ๔ อย่างแน่นอน แล้วก็มาทําหน้าที่แบ่งปันผลประโยชน์ ทรัพยากรในฐานะนักการเมือง เพราะว่าคําว่า นักการเมืองนั้น เป็นบุคคลที่ในทางรัฐศาสตร์ เขาเรียกว่า เป็นผู้แบ่งปันผลประโยชน์ ผลประโยชน์ต่าง ๆ หรือเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ อันมีข้อจํากัดให้กับประชาชนทั้งมวล แล้วก็เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้ประชาชน เขาเรียกว่า นักการเมือง ก็คือคนที่กระทํา เดอะ แมทเทอร์ ออฟ ชอยซ์ (The Matter of choice) ก็คือสร้างตัวเลือกที่ดีที่สุดให้ประชาชน แต่ถ้าหากว่า ส.ว. ที่เลือกมาด้วยกระบวนการที่ท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ออกแบบมาแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็มีอยู่แล้ว ๕๐๐ คน ใน ๕๐๐ คนนี้ ผมก็แปลกใจว่า มันคิดต่างกัน ๒ ข้างอยู่ตลอดเวลานะครับ ทางข้างหนึ่งก็เชื่อฟังไปทั้งหมด ทุกอย่าง เห็นเหมือนกันหมด อีกข้างหนึ่งก็ทําอะไรก็เหมือนกันหมด แล้วถ้าเกิดว่า ส.ว. เลือกตั้งมาโดยฐานเดียวกัน มันเกิดเป็นเหมือนกัน เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งก็คงจะแย่ นะครับ เพราะฉะนั้นนายท้ายเรือนั้นก็คงจะต้องเป็น ส.ว. ที่มีอํานาจในการตรวจสอบ และถ่วงดุล มีการเห็นแตกต่างจาก ส.ส. ที่มีการเลือกตั้งตรงจากพี่น้องประชาชน ในมาตรา ๓ นั้น ผมอภิปรายไว้ก็เป็นความกังวลมากอยู่แล้วว่าฐานเดียวกับ ส.ส. พอมา ในมาตรา ๕ นี้ก็ไปใช้ฐานเดียวกับ ส.ส. อีก ส.ส. นั้นเขาไม่ห้ามครับ สามี ภรรยา บุตร ธิดา บุพการี ลงสมัครได้ บ้านเดียวกันเป็น ส.ส. ทั้งสามี ภรรยาก็ได้ แต่ถ้าเป็น ส.ว. ก็ให้เว้น ระยะห่างสักนิดหนึ่งจะไปหย่าจะไปอะไรเขาก็ไม่ว่า ก็ไปหย่าสิครับ ไม่เป็นไร แต่ท่านหย่า ท่านก็ขาดสิทธิอีกหลายอย่างนะครับ ถ้าท่านต้องการสิทธิบางอย่าง ท่านก็ไปหย่าก็ไม่มีใคร ห้าม อย่างน้อยมันก็เป็นการสร้างแนวทางเนติแบบแผนให้คณะรัฐศาสตร์ต่าง ๆ คณะนิติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เป็นนักศึกษาจะได้เอาไปเล่าไปเรียนว่าการเป็น ส.ว. นั้นมันมีหน้าที่ แตกต่างจาก ส.ส. อย่างไร แล้วความแตกต่างนั้นความที่คนเป็นปุถุชนนะครับ มีอคติต่าง ๆ จึงจําเป็นจะต้องกําหนดข้อกําหนดพอสมควร ที่กําหนดไว้ในนี้ในมาตรา ๕ นั้นมี ๙ วงเล็บ ผมเองก็ติติงไว้แค่ ๔ วงเล็บเท่านั้นเองว่า อย่าให้มันรูดมหาราช หรือว่าไม่มีเกลียวเลยนะครับ ไปได้หมดทุกอย่างนะครับ การที่ท่านคิดอย่างนี้มีหลักคิดอย่างไร มีข้อวิจัยอย่างไรในการ ออกแบบกฎหมายแบบนี้ ผมก็สงสัยนะครับ ก่อนที่จะมีการแก้ไขสิ่งใดนะครับ ประวัติศาสตร์ อนาคตก็ต้องมาศึกษาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันมีปฐมเหตุมาจากอะไร ว่าทําไมผู้ร่าง ที่เสนอร่างมาคร่าว ๆ เป็นสมมุติฐานนะครับ เมื่อมาอยู่ในชั้นกรรมาธิการ กรรมาธิการเป็นผู้รู้ เป็นนักวิชาการ ท่านไม่ต้องเร่งรีบที่จะพิจารณา ท่านต้องไปศึกษา ท่านต้องไปเรียกข้อมูล ต่าง ๆ แล้วก็ไปดูร่องรอยของการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยก่อนเป็นต้นมา ข้อดีอะไร ข้อเสีย อะไร มาเทียบให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นเก็บร่องรอยไว้ให้มีการศึกษาของบัณฑิต ของนักศึกษาในอนาคต ท่านใช้แต่ความรู้สึกไม่ได้หรอกครับ รู้สึกว่าอย่างนั้น รู้สึกว่าอย่างนี้ เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามากแล้วครับท่าน แล้วก็ทางรัฐศาสตร์นั้นเขาก็เรียกว่า วิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่าโพลิติคอล ซายนซ์ (Political Science) วิทยาศาสตร์ ไปถึงดวงจันทร์ ไปถึงดาวอังคารแล้ว แต่วิทยาศาสตร์ทางการเมืองหรือโพลิทิคอล ซายนซ์ ทําไมมันถอยหน้า ถอยหลังอยู่อย่างนี้ผมก็ไม่เข้าใจนะครับ ก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการ แก้ไขรัฐธรรมนูญมีข้อมูลอะไรที่จะยืนยันให้กับผม ซึ่งผมเองก็พอมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ ก็อยากจะรู้ว่าต้นตอในหลักคิดมันอย่างไรนะครับ และที่ท่านอ้างว่าเพื่อให้ถ้าประชาชนเลือก แล้วก็จบ ก็คือชอบธรรม ตรงส่วนนี้ถ้าเป็น ส.ส. ผมไม่ว่า แต่เป็น ส.ว. นั้นมันมีบทบาท ที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะ ๒ เรื่องที่สําคัญก็คือพิจารณาให้ดํารงตําแหน่งจํานวน ๘ ตําแหน่ง ผมคงไม่ต้องชี้แจงหมดทุกตําแหน่งนะครับ โดยมากก็จะเป็นเรื่องขององค์กร อิสระ แล้วก็องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. ต่าง ๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติต่าง ๆ ตรงนี้