รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๔ กันยายน ๒๕๕๖

สุรเดช จิรัฐิติเจริญ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๕ ที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้คงคุณสมบัติที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรากําลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเราเองก็ได้พิจารณามาหลายวัน แล้ววันนี้เราเองมาพิจารณาในส่วนของมาตรา ๕ ซึ่งได้เขียนไว้ว่าให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และใช้ข้อความนี้แทน ในมาตรา ๑๑๕ นั้น ที่บอกว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภา ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วในมาตรา ๕ นี้ที่มีการแก้ไขตามมาตรา ๑๑๕ นั้น เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา ๑๑๕ เหมือนกัน แต่ต่างถ้อยคําหรือตัดถ้อยคํา ที่บอกว่าเดิมทีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมีสมาชิกทั้งเลือกตั้งและสรรหา ดังนั้นเองจึงต้อง ตัดถ้อยคําที่บอกว่า ให้มีการเสนอชื่อเพื่อรับการสรรหาเท่านั้น แต่เนื้อหาตามมาตรา ๑๑๕ เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน ดังนั้นผมเองในฐานะสมาชิกวุฒิสภานะครับ การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดข้อความ คุณสมบัติบางข้อไปนะครับ ซึ่งผมจะพูดในรายละเอียดนั้น ผมเองก็เป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ซึ่งไม่เห็นด้วยในการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากตัดคุณสมบัติบางประการ ไปนะครับ ผมจึงได้ขอสงวนคําแปรญัตติ สงวนความเห็นว่าให้คงตามร่างเดิมตามมาตรา ๑๑๕ ตามที่รัฐสภาแห่งนี้รับหลักการในวาระที่หนึ่ง ท่านประธานครับ คุณสมบัติ ซึ่งเพื่อนสมาชิก พูดกันมากในเรื่องคุณสมบัตินั้น มันต้องต่างกันครับ การที่เป็น ส.ส. และ ส.ว. ถ้าคุณสมบัติ เหมือนกันเราจะมี ๒ สภาไปทําไมนะครับ ดังนั้นผมจึงเป็นคนหนึ่งในกับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ที่ขอให้คงคุณสมบัติที่แตกต่างกันของสมาชิกวุฒิสภากับ ส.ส. สืบเนื่องจากว่า ถ้า ส.ส. นั้น ในสภาของเรามี ๕๐๐ คน แต่อาจจะมีความคิดเห็นเหมือนดอกไม้ ๒ สี ก็คือสีฝ่ายค้าน และสีฝ่ายรัฐบาล แต่ถ้าเกิด ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมี ๑๕๐ ท่าน เหลือ ๑๔๙ ท่าน เปรียบเสมือนดอกไม้ ๑๔๙ สี ซึ่งถึงแม้ว่าความคิดที่ไม่เหมือนกันแต่อยู่ในแจกันเดียวกัน ในดอกไม้ ๑๔๙ สีนั้น ต้องมีความสง่างาม มีความสวยงามของมันเอง เพราะการพิจารณา ความคิดต่าง ๆ มันจะล้อตามเสียงข้างมาก เราพิจารณาด้วยเหตุและด้วยผล ดังนั้นเอง ความเป็นอิสระของ ส.ว. ต้องมีครบ ต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างจาก ส.ส. สืบเนื่องจากว่า ส.ส. ต้องยอมรับว่าเรา ส.ส. เป็นดอกไม้เหมือน ๒ สี เพราะ ส.ส. เองเป็นฝ่ายนิติบัญญัติส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งทางฝ่ายนิติบัญญัติหรือ ส.ส. นั้น เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นเองเสียง ข้างมากของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. เป็นการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นเองทางฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. นั้นต้องเห็นพ้องต้องตามทางฝ่ายบริหารทั้งหมด อันนี้ที่เป็นที่ยอมรับกันได้ แต่ท่านประธานครับ ถ้าในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาบางเรื่องเพื่อนสมาชิก ผมเองก็ได้ทํางาน ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาทั้งเลือกตั้งและสรรหาด้วยดีมาตลอด ผมทํางานอยู่สภาแห่งนี้ ๕ ปี กว่าแล้วครับ ๕ ปี ๖ เดือนนะครับ เราทํางานด้วยกันได้อย่างดี เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเหตุและ เป็นผลกัน ถึงแม้ว่าสภาแห่งนี้ได้พิจารณาในรัฐธรรมนูญแก้ไขในมาตรา ๑ มาตรา ๒ และมาตรา ๓ ให้เปลี่ยนโครงสร้างจากระบบการสรรหาเป็นการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน ก็ตาม แต่คุณสมบัติในมาตรา ๕ ต้องมีความแตกต่าง ผมจึงต้องสงวนคําแปรญัตติ เพราะว่า อย่างเช่นอํานาจหน้าที่ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่าอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา มีอันมากนะครับ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔-๕ เรื่อง อย่างเรื่องแรกเรื่องการกลั่นกรองของกฎหมาย การกลั่นกรองของกฎหมายต้องไปยอมรับความจริงว่ากฎหมายที่ทางคณะรัฐมนตรีเสนอ ถ้าผ่านทางสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมาก คือฝ่ายรัฐบาล ต้องผ่านนะครับ แต่การกลั่นกรอง ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาบางเรื่องก็ไม่ผ่าน ดังนั้นเองความเป็นอิสระตรงนั้นมีความจําเป็นมา นะครับ ต้องมีความแตกต่างกัน ดังนั้นในบทบาทหน้าที่อันดับแรก คือการกลั่นกรอง กฎหมาย จึงมีเขาเรียกว่า สภาพี่เลี้ยงหรือสภากลั่นกรองไม่ใช่ว่าเห็นพ้องต้องตาม ถ้ามี คุณสมบัติเหมือนกันไม่จําเป็นหรอกครับที่จะมี ๒ สภา มีสภาเดียวก็พอ หรือแม้กระทั่ง ในเรื่องหน้าที่ ๒ เรื่องการพิจารณาควบคุมบริหารการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสภาแห่งนี้ เรามีทั้งชั้นกรรมาธิการ มีการแปรญัตติ มีการตั้งกระทู้ถาม ถ้าส่วนในชั้นกรรมาธิการก็ต้อง ยอมรับ ในส่วนของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นสัดส่วนของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลตามสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ก็เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ถ้า ทางรัฐบาลถืออะไรกฎหมายก็ต้องผ่าน เช่นเดียวกันในชั้นกรรมาธิการที่จะตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินในเมื่อในแต่ละคณะกรรมาธิการก็มี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเป็น เป็นอันมาก ดังนั้นเองบางเรื่องทางฝ่ายบริหารทําอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ฝ่ายรัฐบาลเองอาจจะต้องให้การสนับสนุน เพราะถือว่าเป็นพรรคเดียวกัน และฝ่ายค้านเอง ถึงแม้ว่าบางเรื่องทั้ง ๆ ที่เป็นการที่ดีนะครับ ก็เห็นค้านไปตลอด ดังนั้นมีข้อจํากัด แต่ส่วน ในชั้นของคณะกรรมาธิการ ซึ่งการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติของสมาชิกวุฒิสภาเราทํางานด้วยเหตุด้วยผล ผมเองเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ผมเองมีสมาชิก ทั้งจากการเลือกตั้งและสรรหาเท่าเทียมกัน ทํางานด้วยเหตุด้วยผล เราไม่มีความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน สามารถทําร่วมกันได้ เรื่องอะไรที่ทางรัฐบาลทําดีเราก็สนับสนุน เรื่องอะไร ที่ไม่เห็นด้วยเราก็คัดค้าน ดังนั้นเองความสง่างามหรือความสวยงามของฟาร์ม (Farm) ดอกไม้ ๑๔๙ ดอก หรือ ๑๔๙ สีนั้น คือความสง่างามหรือความจําเป็น หรือแม้กระทั่ง ในเรื่องของการแต่งตั้งหรือให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่ง อันนี้ก็เป็นสิ่งสําคัญ ถ้าเกิดว่า ถ้าอยู่ในอํานาจอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลหรือสมาชิก วุฒิสภามีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันหรือครอบงําได้ก็ไม่ต่างอะไร ซึ่งตําแหน่งนี้เป็นสิ่งสําคัญ ถึงแม้ว่าจะเป็นการให้ความเห็นชอบกันตาม ถ้าเกิดว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาที่มามีเหตุ มีผล และมีความคิดของตัวเอง ผมว่าวุฒิภาวะทุกท่านมีพอนะครับ จึงสามารถตัดสินใจได้ ถ้าทุกคนเห็นชอบด้วย บุคคลนั้นก็สมควรที่จะได้รับการดํารงตําแหน่งนั้นต่อไป หรือแม้กระทั่งเรื่องการถอดถอนเช่นเดียวกัน ถอดถอน อย่างถึงแม้ว่าสมาชิกวุฒิสภา ตั้งแต่ผมทํางานมา ๕ ปีครึ่ง ไม่เคยถอดถอนใคร แต่ถ้าเกิดว่าอยู่ในภายใต้อาณัติของคน ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บางเรื่องอาจจะมีการกลั่งแกล้งกันได้ ทําให้การถอดถอนได้ ถึงแม้ว่า ใช้ในสัดส่วน ๓ ใน ๕ ซึ่งใช้จํานวนถึง ๙๐ เสียงนะครับ ทั้ง ๆ ที่โดยธรรมชาติแล้วไม่สามารถ ที่จะถอดถอนได้ ยกเว้นผู้นั้นเป็นผู้กระทําความผิดโดยชัดเจน ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภา ก็สามารถถอดถอนได้ แต่ถ้าเกิดอยู่ภายใต้อาณัติของใครก็จะมาชี้นําได้ว่าบางเรื่องไม่สมควร อาจจะมีการกลั่นแกล้งกันถอดถอนได้ หรือบางเรื่องผิดจริงแต่ขอร้องให้ช่วยเหลือกัน ก็สามารถที่จะหลุดพ้นการถอดถอนได้ ดังนั้นเองผมคิดว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องแตกต่างจาก ส.ส. นะครับ อย่างที่ทางในชั้นกรรมาธิการที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก มีแปรญัตติทั้ง ๆ ที่ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่เห็นชอบหรือรับหลักการในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในวาระที่หนึ่ง ในมาตรา ๕ ที่มีการแก้ไข มาตรา ๑๑๕ ซึ่งทางชั้นกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีการแก้ไขใน (๕) ที่ว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เพื่อน สมาชิกหลายคนในที่นี้ได้อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยในการที่หลายคนว่าเป็นสภาผัว สภาเมีย ถึงแม้ว่าสภาผัว สภาเมีย บางคนก็เลี่ยงคัมภีร์ว่าสามารถหย่ากันได้ หย่ากันได้ก็สามารถลงได้ แต่สังคมเขาจะประณามถึงแม้ว่าโดยนิติกรรม คุณคิดว่าคุณเป็นผัวเมียกันแล้วคุณหย่า ก็มีสิทธิสมัครได้ แต่สังคมจะประณามคุณ สังคมจะรู้ว่าคุณไม่เหมาะสม คุณเลี่ยงกฎหมาย และเพราะว่าถึงคุณหย่าได้ สมัครได้ ก็ไม่แน่ว่าคุณจะได้ ประชาชนจะลงโทษคุณ หรือ แม้กระทั่งบุพการีคือพ่อ แม่ หรือบุตรหลาน การที่วุฒิสภากับสมาชิกวุฒิสภามีความเกี่ยวโยงกัน โดยเฉพาะทางสายเลือด คนไทยเองเขาว่าเลือดต้องข้นกว่าน้ํา บางเรื่องเหตุผลมาทีหลัง ต้องเอาความผูกพันความสัมพันธ์ระหว่างญาติมิตรพี่น้อง อย่าลืมนะครับ ดังนั้นเอง ความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันถ้ายังมีอยู่ หวังอย่างไรว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสภานั้นจะ สามารถทําได้เต็มที่ ถ้ายังมีข้อนี้อยู่ ดังนั้นเองผมก็ไม่เห็นด้วยที่ทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะจัดข้อนี้ ผมเองก็ขอให้ยืนยันหรือให้คง ข้อ (๕) นี้ต่อไป หรือแม้กระทั่งใน (๖) ที่บอกว่าไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใด ๆ ของพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดํารงตําแหน่ง พ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้เองเช่นเดียวกันนะครับ สมาชิก หลายคน เพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดว่า หรือบางพรรคอาจจะมีสมาชิกที่มากอาจจะมาดํารง ตําแหน่ง หรือว่าในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรลงไม่ครบก็อาจจะไปลงวุฒิสภาได้ หรือ แม้กระทั่งในเมื่อท่านนั้นถึงแม้ว่าลาออก แต่พ้นไป ๕ ปี ความผูกพันนั้น ความเจือจางหรือว่า ความเข้มข้นยังมี ดังนั้นเองถ้าเกิดว่าคุณสมบัติเรื่องนี้ถ้าห่างกันไปเราคงไม่สามารถที่จะ ปฏิเสธได้ว่าแต่ละคนนั้นศรัทธาใคร เลือกพรรคอะไร แต่เวลามันสามารถพิสูจน์ได้นะครับ เวลาที่ห่างกันนั้นสามารถที่ทําให้ความผูกพันและความเกี่ยวข้องกันห่างกันได้ ดังนั้นเอง ผมเองก็เห็นด้วยว่า ควรที่จะคงไว้ว่าสมาชิก คุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นต้องพ้น จากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๕ ปีเช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนหนึ่งกับทางรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือใน (๗) ที่ว่าไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ๕ ปีนับจากวันเลือกตั้ง เช่นเดียวกันเมื่อสักครู่ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าขนาดสมาชิก ไม่เห็นด้วย แล้วยิ่งเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกิน ๕ ปีความผูกพันจะมี แล้วถ้าเกิดว่า สมาชิกวุฒิสภาที่เคยเป็น ส.ส. แล้ว ได้รับมาเป็น ส.ว. แล้วการกระทําอะไรต่อให้บางทีเรา เข้าไปคุยกับใคร หรือเคยเป็นพรรคใด คนนั้นต่อให้คุณทําดีอย่างไรคุณทําถูกต้องอย่างไร เขาไม่เชื่อ เพราะถือว่าคุณเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ว่าระยะห่างที่ ๕ ปีนั้น จะสามารถทําให้ความเข้มข้น ความผูกพันกับพรรคนั้นหายไปได้ก็เป็นข้อคิดหนึ่งที่ผมเสนอ แล้วก็ข้อสุดท้ายที่บอกว่าใน (๙) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ที่พ้น ๕ ปี ก็เช่นเดียวกันว่าขนาดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมไม่เห็นด้วย ยิ่งคนเป็นรัฐมนตรีหรือ ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ยิ่งเป็นเขาเรียกว่า เสนาบดี ยิ่งมีความผูกพัน ยิ่งมีความใกล้ชิด กับพรรคการเมือง ดังนั้นเองที่ผมแปรญัตติแล้วก็อยากจะขอวิงวอนทางท่านคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเห็นพ้องผมสักครั้งหนึ่งจะได้ไหมครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ใน ธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ที่โหวตมา ๔ มาตราแล้ว เห็นตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยตลอด ผมเองถึงแม้เป็นคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเองสงวนคําแปรญัตติมาตรานี้ มาตราเดียว ผมเห็นว่ามาตรานี้ไม่มีความเหมาะสม เพราะว่าถ้าเกิดว่าเป็นไปตามคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากตัดคุณสมบัติบางข้อออกไปจํานวน ๔ ข้อนั้นจะทําให้คุณสมบัติความใกล้ชิด ระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. ใกล้ชิดกันมาก ดังนั้นเองถ้ายังคงอย่างนี้อยู่ผมว่ามีสภาเดียวก็พอ ก็ขอวิงวอนท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ที่นี้ โปรดช่วยลงมติให้เห็นตามที่ผม ได้อภิปราย ขอขอบคุณครับ