สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๓๗ · ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๙๙ คน
(เนื่องจาก นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ติดราชการ นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง จึงปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเป่ด ประชุม เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ ซึ่งในวันนี้อาจจะเป่ดประชุม ล่าช้าไปบ้างนะครับ ก็สืบเนื่องจากได้ปรึกษาหารือกับทางท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ และประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการจะพิจารณาในส่วนมาตรา ต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่นะครับ ซึ่งเข้าใจว่า คงจะดำเนินการให้เสร็จตามระยะเวลาที่เราได้ กําหนดไว้นะครับ

กลับเข้าระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่แจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ยังไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

ก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ในวันนี้เปึน การพิจารณาต่อจากการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๓๖/๒๕๕๐ ก็คือ เมื่อวานนี้ นะครับ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาจนจบร่างแล้ว แต่ยังเหลื่อมาตราที่รอการพิจารณาอยู่ อีกหลายมาตรานะครับ

ก็ขอเชิญท่านกรรมาธิการ เข้านั่งประจำที่แล้วนะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

และในวันนี้ต้องเรียนท่านสมาชิกไว้ล่วงหน้าก่อนนะครับว่า มีญัตติที่ให้พิจารณาขอแก้ไข เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ในมือผมนี่แล้วนะครับ ประมาณ ๗ ญัตตินะครับ เดี๋ยวก็คงได้พิจารณา ต่อไป ซึ่งเอกสารได้แจกให้ท่านสมาชิกล่วงหน้าไปแล้วนะครับ

ซึ่งในวันนี้ได้หารือกับทางท่านประธานกรรมาธิการยกร่างแล้วนะครับ คงจะพิจารณาในมาตราที่ค้างอยู่เปึ้นลำดับมาตราไปนะครับ ซึ่งมาตราที่ค้างอยู่ในลำดับ ต้นนี่นะครับ ก็คือ มาตราที่เราแขวนไว้ ได้แก่ มาตรา ๒ นะครับ กับมาตรา ๗๘ ใช่ไหม ครับ ก็คงจะหารือท่านสมาชิกนะครับ ขอดำเนินการพิจารณาตั้งแต่มาตรา ๒ นะครับ แล้วก็ไล่เปึ้นลำดับนะครับ รวมถึงญัตติที่ท่านสมาชิกได้เสนอเข้ามาแก้ไขเพิ่มเติมด้วย นะครับ ท่านกรรมาธิการพร้อมหรือยังครับ ก็ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการเริ่ม พิจารณานะครับ เดี๋ยวผมให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนะครับ ท่านเลขาธิการครับ มาตราที่ ค้างอยู่ มาตรา ๒ ครับ

นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สภาร่างรัฐธรรมนูญ

มาตราที่ค้างอยู่ มาตราแรกเปึ้นมาตรา ๒ นะครับ ซึ่งจะพิจารณา รวมกับมาตรา ๗๘ คือ ประเด็นเรื่อง การขอให้บรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านประธาน หรือท่านกรรมาธิการมีอะไรจะกล่าวก่อนไหมครับ เชิญครับ

นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอกราบเรียนชี้แจงเกี่ยวกับข้อพิจารณาในเรื่องที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ไม่ได้บรรจุเรื่องพระพุทธศาสนา เปึ้นศาสนาประจำชาติ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เพื่อที่ประชุมแห่งนี้จะได้รับทราบและพิจารณา กระผมขอกราบเรียนว่า ข้อพิจารณาสำคัญของคณะกรรมาธิการยกร่างเกี่ยวกับเรื่อง ที่ไม่ได้บรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติไว้ ก็ด้วยเหตุผล ๒ ประการ ข้อพิจารณา ประการแรก ได้แก่ ข้อพิจารณาทางด้านรัฐศาสตร์ เกี่ยวกับการเมืองการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตย และข้อพิจารณาประการที่ ๒ เกี่ยวกับหลักการทางศาสนา คือ พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับความเจริญขึ้น หรือเสื่อมลงของ พระพุทธศาสนานั้น ตามแนวสอนของพระพุทธองค์ได้สอนไว้อย่างไร

ข้อพิจารณาสำคัญ ๒ ประการนี้ กระผมจะขอกราบเรียนชี้แจงเปึนข้อ ๆ ไป แต่ก่อนที่กระผมจะกราบเรียนชี้แจงในข้อ ๑ ซึ่งเปึ้นเรื่องทางรัฐศาสตร์เกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่า ความจริง ที่เกี่ยวกับมนุษย์ในเรื่องของความเชื่อนั้น ความจริงในเรื่องนี้นี่ความเชื่อของมนุษย์ ทำให้ เกิดวัฒนธรรมขึ้นโดยยึดถือ ความเชื่อในธรรมะทำให้เกิดวัฒนธรรมในทางศาสนาและ เกิดศาสนจักร ความเชื่อในทางการเมืองทำให้เกิดวัฒนธรรมในทางการเมือง การปกครอง ซึ่งเกิดอาณาจักร ความเชื่อซึ่งเปึนวัฒนธรรมอย่างนี้แหละ กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ในทางรัฐศาสตร์นั้น แต่ละรัฐ หรือแต่ละประเทศในขณะนี้ประกอบขึ้นด้วยชน์ชาติของ คนที่มีศาสนา มีภาษา มีจารีตประเพณี และประวัติความเปึนมาที่แตกต่างกัน ตลอดจน เชื้อชาติที่แตกต่างกัน ในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่บังคับให้ ทุกคนต้องใช้วัฒนธรรมที่เปึนมาตรฐานเดียวกัน แต่ให้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่จะ เลือกใช้วัฒนธรรมตามความเชื่อที่ทุกคนมีอยู่อย่างเสมอหน้ากัน โดยไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ เหนือกว่าใคร ท่านประธานครับ รัฐเปึนองค์การทางการเมืองของชาติ มีหน้าที่ในการจัดบริหารการปกครองให้เปึ้นระเบียบ เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนที่อยู่ ร่วมกัน รัฐจะไม่ใช้ความเชื่อของใครเปึนเครื่องมือในการจัดระเบียบการปกครอง แต่จะใช้ กฎหมายบังคับให้คนในรัฐหรือในประเทศนั้น ปฏิบัติเปึนมาตรฐานเดียวกันอย่างเปึน ระบบ เปึนสัญญาประชาคมที่ทุกคนในรัฐนั้น ต้องยอมรับอย่างเสมอหน้ากัน นี่คือเปึน เรื่องทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประเทศไทยนั้นไม่ได้ใช้ พระพุทธศาสนาเปึนกฎหมายของรัฐ หรือเปึนกฎหมายของประเทศ เพราะฉะนั้นการนํา ศาสนาไปบรรจุหรือไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเปึนวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตย สำหรับข้อพิจารณาประการที่ ๒ คือ ข้อพิจารณาด้าน ศาสนาพุทธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับความเจริญขึ้น หรือความเสื่อมลงของ พระพุทธศาสนานั้น ตามคำสอนของพระพุทธองค์ ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานในที่ ประชุมแห่งนี้ได้รับทราบว่า การที่พระพุทธศาสนาจะดํารงอยู่คู่กับประเทศไทยนานแค่ไหน นั้น ปัจจัยสําคัญอยู่ที่การเข้าถึงและเข้าใจหลักศาสนาตามคําสั่งสอนของพระพุทธองค์ และนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ได้อยู่กับเรื่องของการที่จะบัญญัติหรือไม่บัญญัติศาสนา พุทธหรือศาสนาอื่นไว้ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ท่านประธานที่เคารพครับ พระพุทธองค์มี พระราชบิดาเปึนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีพระราชอำนาจเต็มที่ในการที่จะสั่งการหรือออก กฎหมายในเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ได้ แต่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงฝากศาสนาพุทธที่ท่านตรัสรู้ นั้นไว้กับอาณาจักร หรือไว้กับอำนาจหนึ่งใดเลย หากแต่ได้ฝากไว้กับพุทธบริษัททั้งหลาย ซึ่งสมัยนั้นมีอยู่ ๔ ประเภท ที่เรียกว่า พุทธบริษัทสี่ ได้แก่ ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ขณะนี้ไม่มีภิกษุณี ก็เหลือพุทธบริษัทสาม คือ ภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ได้ทรงขอให้พุทธบริษัทช่วยกันดูแลการประพฤติปฏิบัติตนให้เปึ้นไปตามพระธรรมวินัย คําสั่งสอน โดยตรัสสอนไว้ว่า พระพุทธศาสนาจะเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงนั้น อยู่ที่พุทธบริษัท ทั้งหลายเหล่านี้ที่จะนำหลักธรรมคำสั่งสอน หรือพระวินัยไปประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ได้อย่างไรเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพ จากข้อเท็จจริงในการประพฤติปฏิบัติตน ของพุทธบริษัทดังกล่าว ในขณะนี้เปึนอย่างไร เปึนไปมากน้อยแค่ไหน ตามพระธรรมวินัย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า กระผมก็คิดว่า ไม่จําเปึนต้องกล่าวอะไรกันอีกให้เปึนที่กระทบกระเทือนใจว่า พุทธบริษัท นั้นได้ปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนที่มีอยู่มากน้อยแค่ไหน พุทธบริษัทที่ประพฤติปฏิบัติตน ตามพระวินัยคำสั่งสอนก็มีอยู่จำนวนมาก แต่ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยที่ไม่ได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ตามแนวทางคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ พุทธบริษัทบางหมู่บางพวกไม่ปฏิบัติตนให้อยู่ใน กิจธุระหน้าที่ของตนด้วยซ้ำไป ซึ่งเรื่องนี้เปึนข้อเท็จจริงที่ประชาชนในสังคมได้แลเห็นอยู่ ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอกราบเรียนว่า คณะกรรมาธิการยกร่างทุกท่านมีความ ต้องการที่จะยกย่อง เชิดชู ทุกศาสนาที่ประชาชนคนไทยเคารพนับถืออยู่ในขณะนี้ และ คณะกรรมาธิการยกร่างทุกท่านนั้น เข้าใจดีถึงความต้องการของบุคคลบางหมู่บางพวก ที่อยากจะให้บรรจุพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ด้วยความ เข้าใจว่าเมื่อบรรจุแล้ว พระพุทธศาสนาจะเจริญยั่งยืนสถาพร แต่ท่านประธานที่เคารพ กระผมได้กราบเรียนมาแล้วว่า ความเข้าใจดังกล่าวเปึนความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ด้วย เหตุผลต่าง ๆ ที่กระผมได้ยกขึ้นมากราบเรียนต่อที่ประชุมนี้ให้ทราบแล้ว ทั้งทางด้าน รัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย และทางด้านหลักการทาง พระพุทธศาสนา ตามแนวสอนของพระพุทธองค์ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่กระผมจะ จบคำชี้แจงในเรื่องนี้ กระผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบประการหนึ่งว่า วันเพ็ญเดือน แปด ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า คือ ในเดือนกรกฎาคมนี้ จะเปึนวันสำคัญยิ่งทางศาสนา พุทธ์ ที่เรียกว่า วันอาสาฬหบูชา วันนี้เปึนวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงปฐมธรรมเทศนา เปึ้นครั้งแรก และในปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้านั้น ได้มีคำตรัสในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ บรรพชิตว่า ไม่ควรเสพ ไม่ควรประพฤติ ไม่ควรเกี่ยวข้องอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องที่ ๑ เรื่องการเสพกาม และเรื่องที่ ๒ เรื่องการทรมานตนด้วยประการต่าง ๆ ท่านประธานครับ กระผมอยากจะนำคำตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่าด้วยการไม่บังควรเสพในการทรมานตน ด้วยประการต่าง ๆ มา เพื่อทราบในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า การ ประกอบต้นให้ลำบากเปล่า คือ ความพยายามที่จะบรรลุจุดที่หมาย ด้วยการทรมานต้น ให้ลำบากด้วยอาการต่าง ๆ ที่เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค นั้น เปึ้นที่สุดของของเลว เปึ้นที่สุดของของต่ำทราม นี่คือคำตรัสของพระพุทธองค์ในวันปฐมเทศนา คือ ในวันอาสาฬหบูชา วันเพ็ญเดือนแปด ที่กำลังจะมาถึง กระผมก็อยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธาน และที่ประชุมแห่งนี้ได้ รับทราบ และพิจารณาถึงเหตุผลสำคัญต่าง ๆ ที่ไม่ได้บัญญัติพระพุทธศาสนาไว้เปึน ศาสนาประจำชาติ แต่ได้เขียนไว้ในมาตรา ๗๘ ในลักษณะที่ขยายความว่า รัฐต้อง ส่งเสริม คุ้มครอง อุปถัมภ์ศาสนาพุทธที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รวมถึง ศาสนาอื่น ๆ ด้วย ก็ได้เขียนขยายความไว้ให้ เพื่อให้เข้าใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่ใน ประเทศนั้นนับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็จะต้องคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนคนไทย ที่มีความเชื่อในธรรมะ ในศาสนาที่เขาได้ยึดถืออยู่ด้วยเช่นเดียวกัน กระผมขอกราบเรียน มาด้วยความเคารพ และขอที่ประชุมแห่งนี้ได้ใช้การพิจารณาด้วยเหตุและผลอันถูกต้อง กระผมขอขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างครับ ผมกราบเรียนท่านสมาชิก อย่างนี้นะครับว่า ในการพิจารณามาตรา ๒ ดังกล่าวนี้ เราจะพิจารณารวมไปกับ มาตรา ๗๘ ไปพร้อม ๆ กันนะครับ คงไม่มีท่านสมาชิกขัดข้องนะครับ ซึ่งในช่วงแรกนี้นี่ นะครับ คงจะให้อภิปรายโดยรวมไปก่อนนะครับ ส่วนการพิจารณาของท่านสมาชิกที่ สงวนความเห็น หรือสงวนคำแปรญัตติไว้นี่นะครับ หลังจากได้อภิปรายในส่วนภาพรวม ไปทั้งหมดแล้วนี่นะครับ เราก็จะมาดูในแต่ละญัตติที่ท่านได้สงวนความเห็นหรือสงวน คําแปรญัตติไว้นะครับ แต่ก่อนที่จะให้ท่านสมาชิกอภิปรายนะครับ ขอเรียนครับว่า ขณะนี้ มีนักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน ๑๒๕ ท่าน นี่นะครับ เข้ามาฟังการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นะครับ ก็ขอ ต้อนรับทุกท่านนะครับ ในมาตราที่พิจารณาในมาตรา ๒ และมาตรา ๗๘ ดังกล่าวนี้ มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายนะครับ เรียนเชิญท่านอาจารย์เดโชครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพ กระผม นายเดโช ส่วนานนท์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๒๖ ผู้สนับสนุนคำแปรญัตติที่ ๑ ก่อนอื่นขอประทานอนุญาตขอบพระคุณท่านประธาน ที่กรุณาให้โอกาสตัวกระผมได้มายืนพูด ณ ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกระผมคิดว่า การพูดของ กระผมครั้งนี้คงเปึนการพูดครั้งสุดท้ายในสภาอันทรงเกียรติ เพราะอายุอานามของกระผม ก็ขึ้นหลัก ๗๕ แล้ว กระผมก็ขึ้นสัญญากับตัวกระผมเองว่า จะพูดแต่ความจริง และเรื่องที่ เปึ้นจริงทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพื่อจะบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้เปึนประวัติศาสตร์ ขอกราบเรียนเปึน เบื้องต้นว่า เหตุผลที่กระผมร่วมลงเสนอญัตติ สนับสนุนญัตตินี้ เพื่อให้ครบเงื่อนไข ๑๐ คน ตามข้อบัญญัติตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็เพราะกระผมเชื่อมั่นว่า เรื่อง พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาตินั้นเปึนเรื่องใหญ่ เปึ้นเรื่องที่มีความสําคัญเปึน อย่างยิ่งต่อบ้านต่อเมือง สมควรจะต้องมีการอภิปรายกันในสภาแห่งนี้ จะป่ดกั้นไม่ให้มี การอภิปรายในสภาแห่งนี้ กระผมยอมไม่ได้ นั่นเปึ้นเหตุที่กระผมเซ็นชื่อให้ครบ ๑๐ คน ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ แต่ที่กระผมที่เซ็นลงไปนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่ากระผมจะ เซ็นไปเพียงแต่ว่าให้มันครบ ๑๐ คนเท่านั้น ที่กระผมเซ็นลงไป เพราะผมเชื่อมั่นว่า ญัตตินี้เปึนญัตติที่มีความถูกต้อง เปึนความจริงซึ่ง เคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยที่กระผมมีส่วนร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพราะญัตติเรื่องนี้ก็ได้เคย อภิปรายกันอย่างเผ็ดร้อนในสภาแห่งนี้เมื่อป้ ๒๕๔๐ แล้วเช่นกัน เมื่อป้ ๒๕๔๐ นั้น กระผมเองได้ยืนอยู่สถานที่นี้ แล้วก็ประกาศ ณ สถานที่นี้ว่า กระผมเองมีความเห็นต่อ ญัตตินี้เปึนกลาง ภาคเสธ บรรจุก็ได้ ไม่บรรจุก็ได้ เพราะตอนนั้นมีประเด็นที่จะถกเถียงกัน แต่เพียงว่า ศาสนาพุทธอันเปึนศาสนาประจําชาติอยู่แล้ว ไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อนี้ สมควรจะบรรจุลงไปในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะว่าหลักสากลปรกติอย่างที่ท่านประธาน กรรมาธิการยกร่างก็กรุณาได้พูดถึงแล้วว่า เขาไม่นิยมบรรจุเรื่องศาสนาลงในรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นในเมื่อป้ ๒๕๔๐ กับประเด็น ๒๕๕๐ แตกต่างกันไป ด้วยเหตุการณ์ที่ เปลี่ยนแปลง ภาวการณ์ของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลง กระผมจึงเต็มใจที่จะอภิปราย สนับสนุนญัตตินี้อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมคงไม่ใช้เวลาของสภาแห่ง นี้นานเกินไปนัก แต่ขอเวลาให้กระผมได้ใช้หลักการและเหตุผลสนับสนุนคำแปรญัตติของ พวกกระผมเพียง ๕ ประเด็นสำคัญเท่านั้น

ประเด็นแรก กระผมคงจะขออนุญาตเพื่อนสมาชิกทั้งหลายพิจารณาว่า จริงหรือ ประเทศไทยไม่เคยบรรจุเรื่องหลักการพระพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญของเรา ถ้าจะตอบเผิน ๆ คำตอบนี้ก็คงเปึนความจริง เพราะเรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ ๒๔๗๕ จนมาถึง ๒๕๕๐ ๑๗ ฉบับที่ผ่านมานั้น ไม่มีการบรรจุเรื่องพระพุทธศาสนาลงไปชัดเจน แต่ประเทศไทยไม่ได้เกิดเมื่อ ๒๔๗๕ ท่านที่เคารพครับ ชาติไทยเราเกิดมา เรารู้กันอยู่ชัด ๆ ว่า ราชอาณาจักรแรกของเรา คือ ราชอาณาจักรสุโขทัย เราเกิดชาติออกมาเมื่อ ๑๘๐๐ พุทธศักราช ๑๘๐๐ หรือ ประมาณเจ็ดร้อยป้เศษมาแล้ว เรามีราชอาณาจักรแรกของเรา คือ ราชอาณาจักรสุโขทัย ถึงรัชกาลที่ ๓ แห่งราชอาณาจักรสุโขทัย บันทึกแผ่นดินปรากฏขึ้น โด่งดังไปทั่วประเทศ และโด่งดังไปทั่วโลก นั่นก็คือ หลักศิลาจารึกหลักหนึ่ง ท่านที่เคารพครับ ซึ่งปรมาจารย์ ทางการเมืองอดีต หมู่อมราช่วงศ์เส้นีย์ ปราโมช ยกย่องศิลาจารึกหลักหนึ่งนั้นว่า เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของราชอาณาจักรไทย แต่การจารึกเอาไว้เมื่อเจ็ดร้อยป้เศษ หลังจาก แม้กนา คาร์ตา (Magna Carta) อันยิ่งใหญ่ของอังกฤษเพียงเจ็ดสิบป้เศษเท่านั้น หลักการปกครองบ้านเมืองตอนนั้นเขียนไว้ชัดเรื่องพระพุทธศาสนาว่า มันเปึนของชาติ ไทย มันเกิดมาพร้อมกับชาติไทย ไม่สามารถแยกออกจากชาติได้เลยแม้แต่นิดเดียว สถาบันหลักของเราที่เกิดชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นั้นจะต้องเปึนเนื้อเดียวกันโดย ตลอด นี่คือการเกิดชาติ ขออนุญาตให้กระผมได้อ่านศิลาจารึกหลักหนึ่ง กรุงสุโขทัย เพียงสองสามข้อ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กระผมพูดนั้นเปึ้นความจริง คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักท่าน มักทรงศีล มักโอยท่าน พ่อขุนรามคำแห่งเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปัืว ท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้ญิ่ง ฝูงท่วย มีศรัทธาเปึน (ใน) พระพุทธศาสนา มั่นในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษา กรานกฐินเดือนณึ่งจึ่งแล้ว กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม มีปู์ครูนิสัยมุตก์ มีเถร มีมหาเถร ๑๒๑๔ ศก์ พุทธศักราช ๑๘๓๕ ป้มะโรง พ่อขุนรามคำแห่ง เจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยนี้ ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้า จึ่งให้ช่าง ฟันขดานหินตั้งหว่าง กลางไม้ตาลนี้ วันเดือนดับ เดือนโอกแปดวัน (วัน) เดือนเต็มเดือนบ้างแปดวัน ฝูงปู์ ครู เถร มหาเถร ขึ้นนั่งเหนือขุด้านหิน สูดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัย ขึ้นนั่งเหนือขุด้านหิน ให้ฝูงท่วย ลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วย ถือบ้านถือเมือง นี่เปึนเพียงตัวอย่าง กระผมเพียงแต่ยืนยันว่า เราไม่สามารถที่จะแยกสิ่งที่ เรียกว่าเปึนอุดมการณ์ของรัฐ หรืออุดมการณ์ของชาติแยกจากกัน ต้องไปด้วยกันทั้ง ๓ อย่าง เหตุผลประการที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตกล่าวถึงเรื่องธงชาติ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ธงชาติคือธงประจําชาติไทย แล้วไม่ต้องพิสูจน์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ สาระสำคัญของเรื่องธงชาตินั้น ซึ่งจะเห็นว่า สถาบันทั้งสามอยู่ด้วยกัน ไม่แยกออกจาก กัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ธงชาติไทยนี้ พระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ ๖ ทรงสถาปนาขึ้น ไม่เฉพาะแต่ทรงสถาปนาเท่านั้น แต่ว่าได้ทรงบทพระราช นิพนธ์อธิบายความหมายของธงชาติไว้ กระผมขออนุญาตกล่าวอ้างถึงดังต่อไปนี้ ขอร่ำ รำพันบรรยายความคิดเครื่องหมายแห่งศรีทั้งสามงามถนัด ขาวคือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมาย พระไตรรัตน์และธรรมะคุ้มจิตไทย สีขาวหมายถึงพระพุทธศาสนาครับท่านที่เคารพ มิได้ หมายถึงศาสนาอย่างที่เราเข้าใจกัน ยืนยันชัดแจ้งจากองค์ผู้สถาปนาธงไตรรงค์ของเรา นี่ เปึ้นบทพระราชนิพนธ์แท้ ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ ๓ กระผมจะน้อมนำเรื่อง ของพระปฐมบรมราชโองการ อันเปึนสถาบันของพระมหากษัตริย์มาเทิดทูนสักการะ ไว้ตรงนี้ เพื่อยืนยันว่า ๓ สถาบันนี้แยกออกจากกันไม่ได้ ขอนำแต่เฉพาะอดีต พระมหากษัตริย์ คือพระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ รัชกาลที่ ๑ ซึ่งได้ทรงพระราชนิพนธ์นิราศ ท่าดินแดง เปึ้นทำนองเปึนพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน เปึนที่กล่าวยกย่องในหมู่นัก วรรณคดีทั้งหลาย ความว่าอย่างนี้ ตั้งใจจะอุปถัมภก ย่อยกพระพุทธศาสนา ปัองกัน ขอบขัณฑ์สีมา รักษาประชาชนและมนตรี นี่คืออุดมการณ์ของชาติ ซึ่งประกาศเปึน พระบรมราชโองการ ท่านที่เคารพครับ ถ้าบ้านเราแบบอังกฤษ คือไม่มีรัฐธรรมนูญลาย ลักษณ์อักษร สิ่งเหล่านี้ก็คงจะเปึนการปฏิบัติในรัฐธรรมนูญนั่นเอง เพราะเปึนประเพณีที่ ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ท่านที่เคารพครับ เหตุผลข้อต่อไป มีบางคนก็บอกว่า ต่างชาติเขา ไม่บรรจุเรื่องศาสนาเอาไว้ในรัฐธรรมนูญของเขา ซึ่งกระผมยืนยันว่า ไม่เปึนความจริง เด็ดขาด อินโดนีเซียไม่ได้บรรจุศาสนาอิสลามเปึนศาสนาประจำชาติ แต่เขาบรรจุ อุดมการณ์ของชาติของเขาเอาไว้ นั่นคือปัญจศีลา เปึนหลักอุดมการณ์ของชาติ อยู่ใน รัฐธรรมนูญอินโดนีเซีย มาเลเซียบรรจุศาสนาอิสลามเปึนศาสนาประจําชาติ อเมริกาที่เรา ชอบอ้างกันนักว่า ไม่มีหลักศาสนาไว้เปึนศาสนาประจำชาติ กระผมขออนุญาตท่าน ประธานอีกครั้งหนึ่งครับ อ่านบทความ ข้อเขียนของพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณปิยุต ปิยุตโต ปราชญ์ทางศาสนา ซึ่งได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างแจ่มชัดดังต่อไปนี้ สาเหตุสำคัญที่ ประเทศอเมริกา ไม่ให้ยกศาสนาใดศาสนาหนึ่งขึ้นเปึนศาสนาประจํารัฐ ก็เพราะว่า คน อเมริกันได้ผ่านประสบการณ์อันขมขื่นทางศาสนามาจากทวีปยุโรป กล่าวคือชาวอเมริกัน จำนวนมากเปึ้นผู้ประสบภัยจากการกดขี่ข่มเหงระหว่างศาสนิกในศาสนาเดียวกัน แต่ต่าง นิกายในทวีปยุโรปจึงอพยพหลบหนี้เอาชีวิตรอด มาตั้งถิ่นฐานใหม่ในทวีปอเมริกา แม้กระนั้นเมื่อตั้งประเทศใ์หม่ของตนขึ้นได้แล้ว ศาสนิกทั้งหลายในศาสนาเดียวกัน ซึ่งมีหลายนิกาย ต่างก็หวาดกลัวกันว่า ถ้านิกายอื่น ได้รับการสถาปนาจากรัฐ นิกายของตัวจะประสบฐานะต้อยต่ำ หรือต้องเผชิญชะตากรรม ที่เดือดร้อนลำบาก ดังบทเรียนที่ได้ประสบมาแล้ว ในทวีปยุโรป ก่อนอพยพ จึงต่างก็ พยายามแก่งเกี่ยงแย่ง ไม่ยอมกัน สาเหตุระหว่างศาสนาเดียวกัน แต่ต่างนิกายนี้มีถึง ๓ ข้อ และมีเหตุผลอื่นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเปึนบทเรียนทางศาสนาจากยุโรปเช่นเดียวกัน คือ ความตื่นตัวจากปัญญา จากการที่วิทยาศาสตร์เจริญขึ้น สรุปว่า ประเทศสหรัฐไม่มี ศาสนาประจำชาติ เพราะไม่มีเอกภาพทางศาสนา ถ้าจะให้มีศาสนาประจำชาติ ก็ต้อง ยกนิกายใดนิกายหนึ่งขึ้นมาเปึนใหญ่ เมื่อยกนิกายใดหนึ่งขึ้นเปึนใหญ่ ก็จะเกิดแยก สามัคคีกันขึ้น การมีศาสนาประจำชาติก็จะกลายเปึนการทำให้เกิดความไม่สามัคคี ดังนั้น จึงจำเปึนต้องเลี่ยงโดยการรักษาความสามัคคีด้วยการไม่มีศาสนาประจำชาติ นั่นเปึน เหตุผลเฉพาะของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังคงต้องการให้ศาสนาซึ่ง ถือเปึนหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ช่วยทำให้เกิดความสามัคคีอยู่นั่นเอง ในเมื่อศาสนิกชน แบ่งแยกเปึนหลายนิกายนัก จะอาศัยศาสนาที่เปึนสถาบันอย่างรูปธรรมช่วยสร้างความ สามัคคีนั้นก็ไม่ได้ จึงต้องหาวิธีอย่างอื่น ในที่สุดก็หาทางออกได้ โดยยกเอาตัวศาสนาที่ เปึนนามธรรมขึ้นมาสถาปนาเปึนหลักของชาติ ทำนองยกเปึนศาสนาประจำชาติกลาย ๆ กล่าวคือ ในป้พุทธศักราช ๒๔๙๗ หรือคริสตศักราช ๑๙๕๔ รัฐสภาอเมริกันได้มีมติให้ เพิ่มคำว่า อันเดอร์ ก็อด (Under god) เข้าต่อท้ายคำว่า วัน เนชัน (One nation) ในคำ ปฏิญาณธงของอเมริกา เปึน วัน เนชั่น อันเดอร์ ก็อด ประเทศอเมริกาเปึนประชาชาติ อันหนึ่งอันเดียวภายใต้องค์พระผู้เปึ้นเจ้า และต่อมาในป้ พ.ศ. ๒๔๙๙ หรือคริสต์ศักราช ๑๙๕๖ รัฐสภาอเมริกันก็ได้มีมติยกข้อความ อิน ก็อด วี ทรัสต์ (In god we trust) เรา มอบชีวิต ฝากจิตใจไว้ในองค์พระผู้เปึนเจ้า ขึ้นเปึนคำขวัญของชาติ ท่านที่เคารพครับ นั่น ก็เปึนคํายืนยันว่า แม้นอเมริกาก็ต้องมีบรรจุศาสนาประจําชาติไว้ในรัฐธรรมนูญของ อเมริกา ขอสรุปกล่าวรวมครับ เปึนประเด็นที่ ๔ เราสำรวจดูสถิติกันหมดแล้วครับ สถิติที่ อ้างอิงได้ และยืนยันได้ เท่าที่รวบรวมได้ ประเทศที่ประกาศว่าอิสลามเปึนศาสนาประจำ ชาติ มีทั้งหมด ๔๘ ประเทศ อาทิเช่น มาเลเซีย บรูไน ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก คูเวต เปึ้นต้น ประเทศที่มีบัญญัติว่า ศาสนาคริสต์เปึนศาสนาประจำชาติมี ๑๑ ประเทศ เช่น เดนมาร์ก ฟ่นแลนด์ นอร์เวย์ ประเทศที่บัญญัติให้พุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติมี ๓ ประเทศ เช่น กัมพูชา พม่า ศรีลังกา ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้าย ที่กระผมขออนุญาตหยิบยกขึ้นมาบันทึกเอาไว้เปึนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ คือ กระผม ไม่เห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งที่ ขอประทานอภัย คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะ ประนีประนอม หรือจะเรียกว่า สมานฉันท์ ก็ตามแต่ โดยพยายามค้นหาถ้อยคำหรือ วิธีการที่ใกล้เคียงกับคำที่พวกกระผมจะเสนอ เช่น คณะกรรมาธิการได้ยินยอมให้ปรับ ถ้อยคำว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาหลักหรือเปึนศาสนาส่วนใหญ่ที่คนเคารพนับถือมา ช้านานแล้วเปึนต้น ทําไมหรือครับ คําว่า ศาสนาพุทธ์ เปึนศาสนาประจําชาตินั้น น่ารังเกียจมากนักหรือครับ คำว่า ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ ไม่เปึนความจริง หรือครับ คําว่า ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจําชาติ ก่อให้เกิดสามัคคีเภทขึ้นอย่างนั้นหรือ ครับ ท่านกลัวที่จะพูดความจริงหรือครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเองอย่างที่กราบ เรียนไปเบื้องต้นว่า โอกาสนี้ ท่านประธานให้โอกาสกระผมยืนตรงนี้ คงเปึ้นโอกาสสุดท้าย ของชีวิต เพราะฉะนั้นกระผมจึงขอยืนยันว่า กระผมจะพูดแต่ความจริง กระผมจะไม่มีทิฐิ ใด ๆ ทั้งสิ้นในการเสนอญัตติในวันนี้ อคติทั้งสี่ ไม่ว่าจะโทสาคติ โมหาคติ หรือภัยาคติ โดยเฉพาะภัยาคติ กระผมพยายามข่มความกลัว และกล้าที่จะเผชิญความจริง ขอ อนุญาตเสนอบรรจุศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวที่ท่านยกมือ จดแล้วนะครับ กราบเรียนท่านสมาชิกนิดหนึ่ง พอดีทางฝ์ายเลขานุการกรรมาธิการยกร่างนี่นะครับ เขาโน้ต (Note) ขึ้นมาว่า มาตรา ที่พิจารณานี่ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนานี่ จะมีมาตรา ๒ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๗๘ นะครับ ในการพิจารณารวม ก็ถ้าเกี่ยวข้องกับมาตราเหล่านี้ ก็ขออนุญาตที่ประชุมนะครับ ก็คือ การกล่าวพิจารณาถึงมาตรา ๒ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๗๘ ด้วยนะครับ เพื่อจะได้ ดำเนินการได้ถูกต้องตรงกันนะครับ ท่านสมาชิกที่ยื่นแสดงความจำนงนะครับ ขออภิปราย คือ ท่านวิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ นะครับ แล้วมีท่านเกียรติชัย แล้วก็อาจารย์ คุณหมอธีรวัฒน์ นะครับ แล้วก็ท่านวัชราด้วยครับ เชิญท่านวิชัยครับ

นายวิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่าน สสร. ผู้ทรงเกียรติครับ กระผม วิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ สสร. หมายเลข ๐๕๙ ผู้ขอแปรญัตติ จากส่วนที่ ๔ แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม มาตรา ๗๘ ซึ่งได้ บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ กระผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานในส่วนที่ขอแปรญัตติจากร่างเดิม แต่ในส่วน สุดท้าย หรือวรรคสาม ขอต่อเติมคำว่า ให้คุณธรรมนำความรู้ การพัฒนาสังคม และการพัฒนาการเมือง ทั้ง ๓ ประเด็นในวรรคแรกของมาตรานี้ ขอกราบเรียนว่า วรรคแรกได้รับฟังมาจากคณะกรรมาธิการยกร่างได้บรรจุคำว่า เปึนศาสนาที่ประชาชนคน ไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน ได้บัญญัติไว้เรียบร้อยแล้ว จึงขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ แต่ในส่วนของศาสนาอื่น ๆ ท่านประธานครับ ยังมิได้บัญญัติให้ระบุศาสนา อิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหม์ และศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ ไว้แต่ประการใด ด้วย เหตุประการใด ๆ ก็ตาม ศาสนาทั้ง ๕ ศาสนาที่กระผมขอให้เพิ่มเติม และบัญญัติไว้ให้ ชัดเจนในรัฐธรรมนูญนั้น เปึนการบ่งบอกถึงความให้ความสำคัญต่อพี่น้องประชาชน คนไทยทุกคนอย่างทั่วถึง เปึนการให้เกียรติ ยกย่อง ยอมรับในหลักคิดของแต่ละศาสนา หรือนิกายที่ได้สืบทอดกันมาเปึนเวลาช้านาน ดังที่ปรากฏไว้ในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัยของชาติไทย แต่ที่สุดแล้วคำสอนทุก ๆ คำสอนล้วนเปึ้นคุณประโยชน์ต่อ ผู้ประพฤติปฏิบัติเปึนอย่างดียิ่ง ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ให้เกียรติ และยอมรับ นับถือโดยมีเหตุมีผล จึงทำให้ทุกศาสนาที่มีความสำคัญ จำเปึนต่อพี่น้องประชาชนคน ไทยเปึนอย่างยิ่ง รวมถึงมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน เพราะว่าศาสนา ทุกศาสนาเปึนที่ยอมรับในการจัดทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติและศาสนา จึงทําให้สังคมไทยมีความเจริญรุ่งเรื่อง ยั่งยืนมาถึงวันนี้ และวรรคท้ายมิได้ระบุคําว่า พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้คุณธรรมนำความรู้ การพัฒนาทางสังคม และการพัฒนาทาง การเมือง จึงทำการบัญญัติไว้ไม่ครบถ้วนตามที่กระผมขอแปรญัตติ กระผมจึงขอความ กรุณาให้บัญญัติไว้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ประการแรก ศาสนาพุทธเปึนศาสนาหลักค้ำจุน โลก มีความเจริญตราบเท่าทุกวันนี้ ตามประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ประชาชน คนไทยนับถือศาสนาพุทธ์ มีความผูกพันอย่างประสานกลมกลืนกับหลักความเชื่อ และ หลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนามาเปึนเวลายาวนาน รากฐานวัฒนธรรมไทยมีความสำคัญ อยู่ในพระพุทธศาสนา คนไทยได้บทเรียน รับการศึกษาจากสถาบันพระพุทธศาสนา ดังมีประเพณีบทเรียน อาศัยวัดวาอาราม อาศัยพระสงฆ์ในการดำรงชีพ เปึนหลักฐาน สืบมาถึงวันนี้ ชุมชนทุกแห่ง แม้แต่หมู่บ้านในชนบทที่ห่างไกล จากชุมชนที่มีความเจริญ แล้ว ต่างก็มีวัดประจำอยู่ทุกหนทุกแห่ง เปึนศูนย์รวมจิตใจ เปึนศูนย์กลางกิจกรรมของ ชุมชน กิจกรรมของรัฐ จะมีส่วนประกอบด้วยพระพุทธศาสนา เพื่อเน้นย้ำความสำคัญ และความเสริมคุณค่าทางจิตใจ โดยไม่มีการบังคับศรัทธา มีความสำคัญเชิงบวก ช่วยเหลือเอื้อเฟุ๋อเกื้อกูล หรือประสาน ความร่วมมือกับศาสนาอื่น จึงกลายเปึนปัจจัย และเปึนสื่อช่วยให้ศาสนาต่าง ๆ ซึ่ง หลากหลายในหลักคําสอนอยู่ร่วมกันได้เปึนอย่างดี พระพุทธศาสนาเปึนสถาบันคู่ชาติ เปึ้นแหล่งสำคัญที่หล่อหลอมเอกลักษณ์ของชาติ เปึนมรดก แต่เปึนคลังสมบัติอันล้ำค่า ของชาติไทย เปึนการส่งเสริมการท่องเที่ยว นำรายได้เข้าสู่ประเทศป้ละจำนวน หลายหมื่นล้านบาท มีส่วนธำรงไว้ซึ่งความกตัญ็ูรู้คุณ ทดแทนคุณผู้ให้กำเนิด ทำให้ชาว พุทธกระทำแต่ความดี ละเว้นการปฏิบัติชั่ว และรักษาศีล ทำให้ประชาชนคนไทยมี คุณภาพ มีคุณธรรม ลดเรื่องอบายมุข ประพฤติในสิ่งที่ดีงาม จะทำให้ชาวโลกอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข น้ำไปสู่ความรุ่งเรื่อง ค้ำจุนโลกให้อยู่รอดปลอดภัยมาถึงวันนี้ สำหรับ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาซิกข์ และศาสนาฮินดู ซึ่งเปึน ศาสนาที่ประชาชนคนไทยจำนวนมากนับถือและศรัทธามิใช่น้อย ร่วมกันพัฒนาสังคม พัฒนาการปกครอง การประกอบสัมมาอาชีพ การศึกษา และพิธีกรรมของทุก ๆ ศาสนา ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ร่วมกันพัฒนาภารกิจของแผ่นดินและของชาติ อย่างกลมกลืน ไม่มีการแบ่งแยกแม้แต่ประการใด พุทธศาสนา ศาสนาคริสต์ ศาสนา อิสลาม ศาสนาซิกข์ และศาสนาทั้ง ๕ ศาสนานั้น ที่กระผมได้กราบเรียน คำสอนทุกคำ สอนได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ทุกคนนั้นได้ประพฤติปฏิบัติ โดยมีหลักธรรมเปึ้นเครื่อง ยึดเหนี่ยวจิตใจ เปึ้นปัจจัยหลักให้ผู้ปฏิบัติมีความเจริญรุ่งเรื่อง หากมีการบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จะทําให้ประชาชนคนไทยที่นับถือศาสนาทุก ๆ ศาสนา ที่ขอ บัญญัติไว้ในวรรคสอง จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และด้วยความสามัคคี เกิดความ ภาคภูมิใจกับผู้นับถือศาสนานั้น ๆ เพราะความเท่าเทียมกันตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยผู้สูงอายุ และร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาสังคม จากชนบทจนถึงระดับประเทศ และส่งผลถึงสังคมโลก ให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขต่อไป ด้วยเหตุนี้กระผมจึงขออนุญาตแปรญัตติตามเหตุผล ที่กล่าวแล้วข้างต้น และขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการยกร่างทุกท่านครับ ที่ได้กรุณา วรรคแรกไว้แล้วตั้งแต่ต้น ขอขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เรียนเชิญท่านอาจารย์เกียรติชัยครับ

นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ สสร. ซึ่งจะขออภิปรายรวมในประเด็นเรื่องศาสนา ซึ่งเปึน ประเด็นที่เปราะบาง และอยู่ท่ามกลางความกดดัน การเรียกร้อง เท่าที่เราได้รับทราบ กันอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่าไม่มีเหตุอันใดเลยต่อการปฏิเสธของคนไทยถึงเรื่องศาสนาพุทธ์ ซึ่งมีอยู่ในใจ อยู่ในศรัทธาความเชื่อถือของคนไทยมาช้านาน จนรู้สึกว่า เราคือพุทธ์ ศาสนิกที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตสำนึกตลอดมาในประวัติศาสตร์ แต่ประเด็นที่พูดกัน ในวันนี้ ก็คือ ประเด็นที่ว่า จําเปึนแค่ไหนกับการที่จะต้องตราไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างที่ได้ มีการเรียกร้องต้องการกันในขณะนี้ สมาชิกผู้มีเกียรติได้พูดถึงบางประเทศที่บัญญัติถึง พุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศไปบ้างแล้ว เราไม่สนใจว่าศาสนาไหน จะบันทึก บรรจุ ตราไว้อย่างไรในรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศของศาสนานั้น แต่สิ่งที่เรา จะต้องเปึนกังวล และเอาใจใส่อย่างยิ่ง ก็คือ เรื่องของพุทธศาสนา ที่เรากําลังพูดถึงกัน ในวันนี้ หลายประเทศที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึง ผมอยากจะพูดถึงประสบการณ์ของ บางประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนา ที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่มีประสบการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราคงไม่มีเวลาพูดมาก และผมจะพูดอย่างสั้น ๆ ประเทศหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คือ ประเทศศรีลังกา ถ้าเราได้เรียนประวัติศาสตร์พอสมควรเกี่ยวกับประเทศนี้ ก็จะเห็นว่า ในสมัยหนึ่ง ตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ ๑๒ กษัตริย์ของศรีลังกาองค์หนึ่งได้สถาปนาศาสนาพุทธเปึนศาสนา ประจำชาติ อันเกิดจากเหตุผลของการทำสงครามกับกลุ่มทมิฬที่ยืดเยื้อยาวนานกับกลุ่ม สิ่งหลในครั้งนั้น และสงครามครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก จนกษัตริย์พระองค์นั้นรู้สึกเปึนตราบาปกับการล้มล้างฆ่าฟันผู้คนในประเทศของตนที่ เกิดขึ้น ได้ไปเฝัาพระสังฆราช และทรงทูลถามว่า การฆ่าคนที่เปึนศัตรูเช่นนี้เปึนบาปี หรือไม่ คำตอบที่ได้จากพระสังฆราช ก็คือว่า การฆ่าคนที่เปึนศัตรูเช่นนี้เกิดจากการที่ แผ่นดินนี้เปึนแผ่นดินของพระพุทธศาสนา พวกนอกรีต พวกคิดหยาบช้า ฆ่าเท่าไรก็ไม่ บาป ถือเปึ้นท่านบูชา รักษาศาสนาพุทธ์ ตรงนี้เองที่ทำให้กษัตริย์พระองค์นั้นของศรีลังกา ทรงประกาศให้ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติของศรีลังกา และผลที่เกิดตามมา ก็คือ ได้ก่อให้เกิดการแตกแยกอย่างรุนแรงในหมู่ทมิฬกับชนสิ่งหล กับชนกลุ่มที่มีหลากหลาย ในศรัทธาทางศาสนาที่มีอยู่ในศรีลังกา และเหตุร้าวลึกเหล่านี้ก็ยังปรากฏให้เห็นแม้จนถึง ทุกวันนี้ ผมจะพูดถึงประเทศพม่าซึ่งมีศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างแรงกล้าประเทศหนึ่ง อยู่ ข้างบ้านเรานี่เอง ผมอยู่ในประเทศนั้นหลายป้ แล้วก็ศึกษาพอสมควรกับเหตุที่เกิดขึ้นกับ บ้านพี่เมืองน้องที่ใกล้บ้านเรานี้ เหตุหนึ่งที่ได้มองเห็นถึงความผิดพลาดในนโยบายข้อหนึ่ง ในสมัยที่อดีตนายกรัฐมนตรีของพม่า คือ อูนุ (U Nu) ที่ได้ประกาศในการเลือกตั้งเมื่อ ป้ ๒๕๐๓ ให้ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ ซึ่งเราคงจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ การเมืองของพม่าในช่วงนั้น และแม้ถึงเวลานี้แล้วก็ตามว่า ในท่ามกลางความขัดแย้ง รุนแรงที่คุกรุ่นรุนแรงอยู่แล้วนั้น บรรดารัฐชนกลุ่มน้อยที่เฝั้าเรียกร้องแยกตัวเองเปึนอิสระ ตั้งแต่ครั้งที่พม่าเริ่มมีอิสรภาพ หรือแม้ในขณะนี้ก็ตาม ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่อง นโยบายทางศาสนา โดยที่รัฐชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มิได้นับถือศาสนาพุทธเปึนศาสนาหลัก จึงเปึ้นเหตุแห่งความขัดแย้งยิ่งขึ้น ร้าวลึกมาในขณะนี้ เห็นง่าย ๆ ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ การรบราฆ่าฟันระหว่างกะเหรี่ยงศาสนาพุทธกับ กะเหรี่ยงคริสต์ นั่นเปึนตัวอย่างหนึ่งที่ทำ ให้เห็นว่า การบรรจุเอาพุทธศาสนาของพม่าได้ก่อให้เกิดผลทางการเมืองอย่างไรตามมา ผมจะไม่พูดถึงเหตุจากการแตกแยกเหล่านี้ว่ามีอย่างไร ซึ่งคิดว่า คงจะเปึ้นเรื่องที่รับรู้ กันมาพอสมควร ถ้าอย่างนั้นแล้ว เราต้องคิดถึงประเด็นร่วมสมัย แต่เราคงจะได้เห็น ผลที่เกิดจากประเทศที่นำเอาพุทธศาสนามาบัญญัติเปึนศาสนาประจำชาติ ทั้งของ ศรีลังกาและกับของพม่าว่า การนำเอาศาสนามารวมปนอยู่กับอาณาจักร ระหว่าง ศาสนจักรกับอาณาจักรนั้น ได้เกิดผลเปึนอย่างไรกับส่วนร่วมของประชาชนในประเทศนั้น ในช่วงเวลา ในสถานการณ์อย่างนั้น เหตุดังกล่าวที่เกิดในศรีลังกา ปรากฏให้เห็นชัดกับ เหตุการณ์ของไทยในช่วงป้พุทธศักราช ๒๕๑๔ ๒๕๑๖ ไม่ต่าง แต่ก็ตรง คล้ายกัน เพราะ ในช่วงนั้นเราคงจะคุ้นเคย และยังจะไม่ลืมคำถามว่า พระฆ่าพวกคอมมิวนิสต์ (Communist) นี่ผิดไหม แต่มีความพยายามที่จะอธิบายว่า ไม่ผิด เปึนการรักษา พุทธศาสนา ประเด็นที่ชี้ให้เห็นตรงนี้คืออะไร เราจะต้องตระหนักถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา มันเปึนไปได้ไหมว่า ในทันทีที่มีการ ประกาศให้พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ จะทําให้พวกคลั่งศาสนาลุกขึ้นมาประกาศ เรียกร้องให้แผ่นดินนี้ต้องเปึ้นสังคมที่สะอาดบริสุทธิ์ เอาข้อบังคับ ข้อห้าม ข้ออ้างต่าง ๆ มากล่าวอ้างล้มล้างพัฒนาการสมัยใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์หรือเปล่า การประกาศเอา ศาสนาพุทธมาเปึนศาสนาประจำชาติเท่ากับเปึนการให้ความชอบธรรมในการที่จะ เรียกร้อง กดดัน ของพวกคลั่งศาสนา ที่จะทำให้แผ่นดินนี้บริสุทธิ์ ดั่งศาสนาพุทธทั้งหลาย ที่บัญญัติไว้อย่างนั้นหรือเปล่า ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้จะต้องคิดกันให้มาก และมันจะ เกิดอะไรขึ้น ตลอดประวัติกาลของชาติไทยเรา เราได้รับรู้ รับทราบ มาอย่างลึกซึ้ง ตลอดเวลาถึงน้ำพระทัยของพระมหากษัตริย์ของไทยว่า กว้างขวาง ยอมรับความเปึ้น อิสระและเสรีภาพของการนับถือศาสนา แต่เราก็ร่วมอยู่กันมาได้อย่างกลมกลืน แม้จะทำ ในเชิงสัญลักษณ์ แต่นั่นก็เปึนการเชื้อเชิญเอาเทคโนโลยี (Technology) สมัยใหม่เข้ามา พัฒนาประเทศพร้อมกันไปด้วย บ้านเมืองเจริญขึ้นก็เพราะด้วยน้ำพระทัยอันกว้างขวาง อย่างนี้ และสังคมนี้ก็อยู่ร่วมกันมาได้ด้วยดี จนมาถึงยุคช่วงของการร่วมสมัยใหม่ใน ขณะนี้ เราจะกลับไปเผชิญประสบการณ์ของบางประเทศที่ได้ประกาศพุทธศาสนาเปึ้น ศาสนาประจำชาติ จำเปึนนักหรือ แก้ไขปัญหาได้จริงหรือ แค่ไหน หรือจะเท่ากับเปึนการ สร้างความชอบธรรมให้กับพวกคลั่งศาสนา ที่อาจจะ และน่าจะ เชื้อเชิญความขัดแย้งเข้า มาสู่ความยุ่งยากยิ่งขึ้นของสังคมไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องมีความกล้าหาญต่อการตัดสินใจในเรื่องอันอ่อนไหว เปราะบางต่อประเด็นของความยุ่งยากของศาสนจักรกับอาณาจักร ที่หากไม่วางกรอบ ของขอบเขตแห่งสัมพันธภาพระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักรให้ชัดเจนเสียแล้ว อะไรจะ เกิดขึ้น ประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศที่บัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำ ชาติในรัฐธรรมนูญ บอกเราแล้วบางเรื่อง บางอย่าง เราจะเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านั้น บ้างไหม ประเด็นอันเปราะบางเหล่านี้ต้องใช้จิตสำนึกที่แน่ชัด ตระหนักชัดต่อ่อนาคตของ สังคมนี้ และเราจะต้องกล้าต่อการตัดสินใจว่า จําเปึนไหมที่จะต้องตราให้ปรากฏไว้ใน รัฐธรรมนูญ ว่าศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ ศรัทธาในพุทธศาสนาของปวงชน ชาวไทยมีมานาน ยังบอกไม่พอหรือ ปล่อยพุทธศาสนาให้เปึนพุทธศาสนาของชาติ ตลอดมา บอกพอแล้วหรือยัง วันนี้ละครับ ที่เราจะต้องกล้าหาญ ตัดสินใจให้ชัดเจน เรียนรู้จากบทเรียนแห่งประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะวันนี้จะเปึนการ ตัดสินใจที่จะบอก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ของสังคมไทยเราในขณะนี้ต่อไปด้วย ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เชิญครับ คุณหมอธีรวัฒน์ครับ เดี๋ยวนะครับ คุณหมอครับ เดี๋ยวครับ ผมกราบเรียน ท่านสมาชิกนิดหนึ่งครับว่า สิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปนั้นนี่นะครับ ผมเข้าใจว่า ท่านก็ จะอ้างอิงศาสนาประจําชาติของประเทศอื่นนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า สมาชิกที่อภิปราย ไปแล้วนี่นะครับ น่าจะยกตัวอย่าง แล้วก็เพียงพอแก่การพิจารณาพอสมควรนะครับ เพราะว่าในเรื่องศาสนา ประเทศอื่นเขาจะบรรจุอย่างไรนั้นนี่ ก็อาจจะเปึนความประสงค์ หรือความพอใจของประชาชนในประเทศเขา ถ้าเรามาหยิบยกนี่นะครับ ในตรงนี้มาก ๆ ก็อาจจะเปึนเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมก็จะขอให้ท่านยกเท่าที่จำเปึน นะครับ ที่ยกไปแล้วก็น่าจะเหมาะสมนะครับ แล้วก็เพียงพอแก่การยกตัวอย่างนะครับ เพราะฉะนั้นการจะหยิบยกอะไรต่อไป ขอให้พึงระมัดระวังประเทศอื่น ๆ ด้วย เชิญท่าน คุณหมอธีรวัฒน์ครับ

นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และท่านประธาน ยกร่าง ตลอดจนกรรมาธิการยกร่างและท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับ กระผม นายแพทย์ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง เมื่อป้ ๒๕๔๐ ผมก็ได้มาช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ที่นี่ครั้งแรกนะครับ ตอนนั้นก็เช่นเดียวกันครับ ผมไม่ได้มองเห็นว่าจำเปึ้นหรือไม่จำเปึน ครับ ในการที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติครับ แต่เวลาผ่านไปสิ่งที่ผม ได้เรียนรู้และได้สังเกตเห็นว่า การที่มีศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ หรือไม่มี ก็มีการฆ่ากันอย่างมากมายครับ อย่างยกตัวอย่าง ทุกท่านก็คงจะเห็นแล้วว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ทั้งภาคใต้ ภาคต่าง ๆ ก็มีนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า การ บรรจุ ไม่บรรจุนั้น ก็คงไม่เกี่ยวกับการที่จะทำร้ายซึ่งกันและกัน หรือเปึ้นสงครามอะไรกัน ครับ เพราะว่าต่างประเทศนะครับผมก็เห็นว่า ไม่จําเปึนต้องบรรจุศาสนาอะไรต่าง ๆ เข้า ไปก็ยังฆ่ากันอยู่ครับ อันนั้นมันเปึนปัจจัยของการเมืองครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้นะครับ คงจะ ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ เหตุการณ์ของแต่ละประเทศนะครับ อย่างประเทศไทยของเราผมได้ ออกไปรับฟังความคิดเห็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ ก็มีเปอร์เซ็นต์ (Percent) ว่า ให้บรรจุ พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติประมาณ ๕๖ เปอร์เซ็นต์ และจังหวัดกาฬสินธุ์ก็ ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ครับ อันนั้นเปึนส่วนหนึ่ง และผมมาดูว่า เอ๊ะ ประชากรของ ประเทศเรามัน ๖๕ ล้านนะครับ ๖๕ ล้านแล้วครับ เปึ้นพุทธศาสนาประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ครับ อันนี้สําคัญนะครับ น้ําหนักหรืออะไร ความสําคัญ เพราะผมเห็นแล้ว ประเทศต่าง ๆ ที่เขาบรรจุพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ยังไม่ถึงเลยครับ ยังไม่ ถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์เลย และศาสนาประเทศอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป ผมเห็นบรรจุตั้งเยอะแยะเลย แต่ท่านประธานบอกว่า ไม่จำเปึนต้องอธิบาย รายละเอียด ผมก็คิดว่า เอาแค่ตัวเลขว่าเขาบรรจุครับ แล้วก็มีทั้งประเทศที่มีปัญหาและไม่ มีปัญหาครับ แล้วการที่ว่าจะให้พุทธศาสนานั้นประพฤติดี แล้วอะไรดี แล้วมันถึงจะยั่งยืน ผมเห็นด้วยนะครับ อันนั้นเปึนปัจจัยหนึ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติ แต่เกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย หรือบทบัญญัติรับรองนั้น จำเปึนครับ ผมเห็นนะครับ สมัยโบราณ พระเจ้าอโศกมหาราช ครับมีพลังอํานาจ มีอะไรต่าง ๆ นะครับ แล้วก็เข้มแข็งในด้านปฏิบัติพระพุทธศาสนาครับ แต่ไม่รอดครับ ศาสนาพุทธสูญพันธุ์ไปจากอินเดียเลยครับ เพิ่งจะกลับเข้าไปใหม่นะครับ อันนั้นเปึนจุดสําคัญว่า ไม่ใช่การปฏิบัติดีอย่างเดียว เพราะว่าศาสนาพุทธเปึนศาสนาที่มี ความเปราะบาง อ่อนแออยู่ในตัวนะครับ อันนั้นผมเห็นว่า จําเปึนครับ จะต้องมีการ ปกปัองไว้ด้วยนะครับ แล้วขณะเดียวกัน ประเทศไทยเรามีศาสนาอิสลามประมาณ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๒ ล้านคน นะครับ และคริสต์ศาสนา .๗ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ก็ประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ คน นะครับ โดยประมาณ และศาสนาอื่น ๆ ประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ นะครับ ผมเห็นว่า จำเปึนครับที่จะต้องมีการให้น้ำหนักว่า ประชากรของ ประเทศนั้นเปึนอย่างไร แล้วก็ผมเห็นการเรียกร้องครับ เยอะแยะเลยครับ จริงอยู่อาจจะไม่ หมดทุกคนครับ แต่ก็เปึ้นเปอร์เซ็นต์ที่มากนะครับ ผมคิดว่าจําเปึน แล้วมามองดูว่า ประเทศไทยเรา ความเปึนไทยของเรา อะไรคือสัญลักษณ์หรือจุดสําคัญ คือ ๓ เสา ครับ เสาหนึ่งชาติ เสาสองศาสนา เสาสามก็พระมหากษัตริย์ ๓ เสาครับ ถ้าเดี๋ยวนี้ก็ชาติและ พระมหากษัตริย์ มี ๒ เสา อยู่ยากครับ ที่เขาบอกตั้งกาต้มน้ำ จำเปึนต้องมี ๓ เสา ครับ มั่นถึงจะมั่นคง ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ผมเลยเห็นว่า จำเปึนครับ แล้วก็โครงสร้าง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ เปึนภาพลักษณ์ของประเทศครับ เปึนการ บอกถึงภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่เราจะบัญญัติภาพลักษณ์ของประเทศ เราเข้าไปความเปึนไทยไม่ได้หรือครับ เพราะว่าเกี่ยวกับทางโบราณ หรือนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๕๐๐ ครับ พ.ศ. ๕๐๐ ก็มี บุคคลสำคัญของประเทศไทยเรานะครับ ท่านขุนเบ้าบรรจุศาสนาพุทธเปึนศาสนา ประจำชาติตั้งแต่ พ.ศ. ๕๐๐ โน่นครับ และก็ประชาชนตอนนั้นประมาณสามสี่หมื่น ครอบครัวครับที่นับถือ และตลอดมาจนพ่อขุนรามคำแห่ง และมาถึงกษัตริย์องค์ต่าง ๆ จนพระจอมเกล้า และพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ ๖ อะไรเรื่อยมาครับ จนถึงรัชกาล ปัจจุบันครับ รัชกาลปัจจุบันนี้นะครับ ท่านได้ให้พระราชดำรัสไว้หลาย ๆ แห่งครับ แต่ผม จะไม่เสียเวลาที่จะบอกว่าที่ไหน ท่านได้บอกไว้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คุณหมอครับ ขอความกรุณานิดหนึ่งครับ ถ้าจะอ้างในส่วนพระราชดำรัสใดนี่นะครับ ผมเข้าใจนะครับ

นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง

ถ้าอย่างนั้นก็เปึ้นอันว่าเข้าใจนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอให้ระมัดระวังเรื่องควร มิควร ด้วยนะครับ

นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง

ผมคิดว่า ก็มีพระราชดํารัสแบบนั้น เอาแค่นั้น พอนะครับ ผมคิดว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านได้ดำรัสไว้หลายแห่งนะครับ แล้วผมคิดว่าจำเปึน ครับ เพราะว่าท่านหน้านคำครับ สมัยโบราณท่านก็ได้เปรียบการปกครองบริหารประเทศ เปรียบเสมือนต้นไม้ครับ ต้นไม้นั้นต้องมีปุิยครับ ปุิยคือธรรมะครับ ไม่ว่าศาสนาใดก็ตาม ครับ แล้วก็มีราก เปึ้นนักบวชศาสนาใดก็ได้ครับ ชี พราหมณ์ อะไรต่าง ๆ พวกนั้น แล้วก็ แต่ละราก แล้วมีรากแก้วเปึนพุทธศาสนา และจากนั้นก็เปึนลำต้นครับ มีทหาร ข้าราช บริพารต่าง ๆ แล้วกิ่งก้านสาขานั้นนะครับ ก็เปึนเปรียบเสมือนข้าราชการ อำมาตย์ต่าง ๆ และใบ ก็คือ ประชาชน ยอด ก็คือ องค์พระมหากษัตริย์ของเราครับ ถ้าปุิยได้เข้าไปตาม รากและไปตามลำต้น ไปกิ่งก้านสาขาไปสู่ใบครับ แน่นอนครับต้นไม้ย่อมเจริญเติบโต อย่างสวยงาม แต่ถ้าไม่มีปุิยนะครับ ต้นไม้นั้นจะแคระแกร็น และผลสุดท้าย ป์วยเปึนโรค นะครับ เช่นเดียวกับประเทศไทยครับ ตอนนี้ป์วยเปึนโรคครับ ที่เราได้มีปัญหากัน อยู่ตอนนี้ แล้วได้ยึดทรัพย์ ยึดอะไร ก็ขาดตรงนี้แหละครับ จริยธรรมตรงนี้ ขาดปุิยครับ เพราะฉะนั้นจําเปึ้นทั้งผู้ใหญ่ ทั้งเด็ก ทั้งอะไรต่าง ๆ จําเปึ้นที่จะต้องมีปุิยนะครับ ประเทศ ไทยเราก็เช่นเดียวกัน แล้วก็การบรรจุไว้นั้นนะครับ ทําไมต้องบรรจุพระพุทธศาสนาเปึน ศาสนาประจำชาติ หลายท่านก็ได้กล่าวไปแล้ว ผมจะไม่เสียเวลานะครับ เพราะบรรพบุรุษ ของเราที่เปึนกษัตริย์ ได้บรรจุศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติมาตลอดนะครับ แล้วก็ อีกอันหนึ่งนะครับ เกี่ยวกับว่า

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คุณหมอช่วยสรุปด้วยนะครับ คุณหมอครับ

นายธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง

ครับ อีกนิดหนึ่งครับท่าน ก็มีบรรพบุรุษของเรา นะครับ อย่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า พระมงกุฎเกล้า (พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) แล้วก็สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครับ แล้วสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หลวงวิจิตรวาทการ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ และกรมหมื่นพิทยากร พระยาอนุมานราชธน์ พระยาศรีวิสารวาจา และหมู่อมราช่วงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เหล่านี้ครับ เขาได้มองเห็นว่า จำเปึนที่จะต้องมีภาพลักษณ์ของประเทศ ไทยออกมาเปึนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ครับ และประโยชน์ครับ ผมขอว่าทำไมถึง จะต้องบรรจุประโยชน์เกี่ยวกับด้านนี้นะครับ มาดูสังคมไทยนะครับ ผู้นําฟัืนเฟ๋อนครับ เพราะไม่ยึดศีลธรรม การปกครองฟัืนเฝ๋อครับ แบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ การเมืองฟุบครับ เพราะ เดี๋ยวยึด เดี๋ยวยุบอำนาจ ประชาธิปไตยเฟัอครับ เรียกร้องแต่สิทธิ และเด็กก็ไม่เข้าวัด ไม่ฟังธรรม ไม่ฟังคำพ่อแม่ครับ ศาสนาฟอนครับ ก็ไม่เอาจริงเอาจังกับศาสนา สังคมเฟ๊ะ ครับ มีแต่คนเห็นแก่ตัวครับ เอาเปรียบกดขี่ข่มเหง ศีลธรรมแฟบครับ ขาดศีลธรรม เยาวชนฟุังครับ ฟุังเฟัอ มีรสนิยมสูง รายได้ต่ำครับ แล้ววัฒนธรรมเฟุ้ยวครับ วิ่งตามต่างประเทศ เศรษฐกิจฟ์ามครับ เปึนฟ้องสบู่ คนรวย รวยล้นฟัา คนจน จนเหลือหลายครับ มีช่องว่างมากครับ แล้วขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ ครับที่เรากำลังเขียนนี่ เปึนฟาง กระดาษฟางครับ ถูกฉีกบ่อยครับ แล้วความเปึนไทยเฟัย ครับ นี่เมืองไทยมันอะไรกันนี่ครับ แก้โดยกลับมาหาศีลธรรม แบ็ก ทู เบสิก (Back to basic) คืนสู่พื้นฐานดั้งเดิมครับ ถ้าธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ เพื่อให้เปึนประเทศที่ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทองครับ ในช่วงนี้ผมขอยุติไว้แค่นี้ก่อนครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ ชื่อที่แสดงความจำนงไว้ ก็มีท่านอรรครัตน์นะครับ แล้วมีท่านใดอีก ไหมครับ ท่านสดศรีนะครับ ท่านอาจารย์พิเชียร ท่านชาติชาย ท่านเศวตนะครับ เอาเท่านี้ ก่อนนะครับ แล้วก็ท่าน ช. นะครับ ท่านเลขาจดด้วยนะครับ เชิญท่านอรรครัตน์ครับ ผม ไม่ได้เร่งรัดนะครับ เพียงแต่ว่า พอเริ่มจะวน ๆ นี่ ผมก็ขอให้สรุปด้วยนะครับ เชิญครับ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ เคารพ กระผม นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ กระผมได้สนับสนุนในการแปรญัตติให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติใน ร่างรัฐธรรมนูญ โดยทั้งนี้ทั้งนั้นกระผมมีจิตใจที่เปึนกลาง แต่ที่สนับสนุนก็เนื่องจาก ที่ได้ ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งในจังหวัดมุกดาหาร ทั้งในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งจากที่ได้รับฟังจากกลุ่มคน องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยมีเหตุ ผลต่าง ๆ นานาซึ่งจะขอนำมาสรุปแยกเปึนประเด็น ๆ ดังที่จะได้กราบเรียนต่อท่าน ประธานดังนี้ครับ ตามที่ได้มีบางท่านตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ควรเอาพระพุทธศาสนาเปึน ศาสนาประจำชาตินั้น เพราะว่าเราเปึนคนไทย นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ แล้วศาสนามีอยู่ในใจของทุก ๆ คน ไม่ต้องเขียนไว้เปึ้นตัวหนังสือ เพียงแต่ไม่กี่บรรทัดก็ได้ อีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ควรเอาพระพุทธศาสนาซึ่งเปึนของสูงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งเปึน ของสกปรก จะเปึนเหตุทำให้แตกความสามัคคีกับศาสนาอื่น ๆ ที่ให้แก้ที่ตัวผู้ปฏิบัติ พระพุทธศาสนา แก้ไขที่ตัว ปฏิบัติตัวเองให้ดีขึ้น ผู้สนับสนุนได้ให้ความเห็นดังนี้ครับ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ต้องอาศัยกฎหมายบ้านเมืองเข้ามาช่วย เพราะทุกวันนี้มันหยาบมาก มีกิเลส มีความโลภ ไม่ละอายต่อบาปกรรม เอาพระพุทธศาสนาเปึนที่ทำมาหากิน เปึน ที่อาศัย โดยโกนหัว นุ่งเหลืองห่มเหลือง สร้างบาปสร้างกรรม ทำให้เปึนข่าวทาง หนังสือพิมพ์เกือบทุก ๆ วัน โดยเฉพาะพระธรรมวินัยแล้ว เปึนเรื่องทางจิตใจ เพียงแต่บอก ว่า ทำอย่างนี้เปึ้นบาปีนะ คนพวกนี้ไม่ฟังหรอก ต้องใส่คุกใส่ตะราง ต้องอาศัยกฎหมาย บ้านเมือง เพราะมีคุกตะรางมาช่วย ก็เหมือนกับสมัยประวัติศาสตร์ พระเจ้าอโศกมหาราช มีพระไม่ดีเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนามากมาย ท่านก็เอากฎหมายบ้านเมือง เข้าไปช่วย ถึงแก้ปัญหาได้ ทุกวันนี้มีปัญหาไม่ใช่เพราะพระที่ดี ๆ แต่เปึ้นเพราะพวกที่ไม่ดี ถ้าจะเปึน พระต้องไม่ผิดศีลธรรม ถ้าเปึนพระแล้วต้องถือพระวินัยอย่างเคร่งครัด มุ่งมรรคผล นิพพานอย่างเดียว ในพระวินัยของพระไม่มีปรับไหม ไม่มีจำคุกติดตะราง อย่างมากก็ให้ ล่าสิกขาเท่านั้น จับสึกแล้วก็ไปบวชที่อื่นต่อ สร้างปัญหาอย่างนี้ตลอดมา ควรจะมี กฎหมายบ้านเมืองเข้ามาช่วยแก้ไข กำราบ ปราบปราม สะสางปัญหาเหล่านี้ให้น้อยลง หรือหมดไป สำหรับปัญหาการปล่อยวางนั้นเปึนเรื่องของจิตใจ พระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติ ตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แต่การปล่อยวางนั้น เปึนเรื่องของจิตใจ ถ้าเรา ปล่อยวางไม่ถูกมันจะทำให้มีปัญหามาก ทุกวันนี้มีคนชอบพูดว่า เราต้องรู้จักปล่อยว่าง เสียบ้าง รู้จักละกิเลสเสียบ้าง การปล่อยวางนั้น เราต้องปล่อยวางทางจิตใจ ไม่ใช่ ปล่อยปละละเลย ไม่รับผิดชอบ เราต้องทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ เราต้องบริโภค เราต้องนุ่งห่ม ต้องรู้จักอันไหนควร ไม่ ควร ทำดีที่สุดแล้วก็ยังไม่ติดดี รัฐธรรมนูญนั้น หมายถึง เปึ้นเรื่องของกาย เราต้องปฏิบัติ ทางกายให้ถูกต้อง ร่างกายนี้เปึนโลกี่ยะ จําเปึนต้องบัญญัติรัฐธรรมนูญสําหรับกาย สำหรับจิตใจนั้นเอาไว้ปล่อยว่าง ศีลนั้นเปึ้นเรื่องของกาย ธรรมเปึนเรื่องของจิตใจ คนเรา นั้นต้องมีทั้งกายทั้งใจ ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่าง ชัดเจน ศาสนาคือภาคปฏิบัติ ไม่ใช่ปรัชญาอย่างเดียว เมื่อมันทิ้งกาย วาจาแล้ว จะเอา อะไรเปึนศาสนา ถ้าเราปล่อยวางไม่ถูกไม่ต้องก็คงไม่ดีแน่ ทุกวันนี้เรามีปัญหาก็เพราะมัน ปล่อยวางไม่ถูกต้อง ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยพิจารณาใคร่ครวญดี ๆ ที่ผ่านมาเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ไม่ว่าการเรียกร้องพระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนา ประจำชาติ หรือเรียกร้องพระราชบัญญัติสงฆ์ จะมีพระออกมาเรียกร้องขอให้ทางรัฐช่วย ปกติแล้วพระท่านก็ไม่ออกมาเรียกร้อง ถ้าไม่ใช่กิจของพระศาสนา เพราะพระต้องเปึน ผู้รับผิดชอบในเรื่องของพระพุทธศาสนา ถ้าพระไม่ออกมาแล้วจะมีใครออกมา พระที่ ออกมาถือว่าถูกต้อง เปึนผู้เสียสละ ต้องอดทนต่อความร้อน ความเหน็ดเหนื่อย ความ เหนื่อย ความหิว ความกระหาย อดทนต่อคำติฉินนินทา จาบจ้วง ต่าง ๆ นานา ประชาชน ทั้งหมดน่าจะมีปัญญาพิจารณาว่า มีอะไรเกิดขึ้นพระท่านถึงออกมาแสดงว่า ท่าน แก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ท่านมาขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพื่อให้ทางรัฐช่วยเหลือในด้าน ของกฎหมายบ้านเมือง เพราะเปึนสิ่งที่สามารถทำได้อยู่แล้ว เหตุใดพระสงฆ์ การระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญเรื่องประชาธิปไตย ก็ไม่ทําให้ประชาชนเข้าใจในประชาธิปไตยมากขึ้น การ ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญในเรื่องพระพุทธศาสนาก็ไม่ทําให้คนเปึนคนดีขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น แต่เปึนเรื่องของความเปึนประเทศ และความมั่นคงของประเทศ ความมั่นคงที่เปึน ลายลักษณ์อักษรจะทำให้ความมั่นคงแก่สิ่งที่กล่าวถึงอย่างเปึ้นทางการฉันใด ความ มั่นคงของชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็จำเปึ้นที่จะต้องระบุไว้เปึนลายลักษณ์ อักษรในรัฐธรรมนูญฉันนั้น จึงเปึนเรื่องความมั่นคงของประเทศที่จะต้องรักษาไว้เปึน ลายลักษณ์อักษร ผู้ใดบ่อนทำลายชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความผิด ฐานทําลายความมั่นคงของประเทศ และหากจะให้การรับรองศาสนาอื่น ๆ ด้วย ในฐานะ ศาสนาที่รัฐต้องส่งเสริมให้ความมั่นคง ก็สมควรยิ่ง การไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาตินั้น เปรียบเสมือนธงชาติไทยที่ไร้ซึ่งแถบสีขาว หากธงชาติไทยยังมีแถบสีขาวแห่งพระพุทธศาสนาแล้วไซร้ และหากประชาชนคนไทย ยังให้ความสำคัญต่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา รัฐธรรมนูญจึงควรจะต้องมีบัญญัติ ว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นผมยังมีข้อ คำถามที่อยากจะนำมาตอบ ซึ่งได้รับจากการจัดเวทีรับฟัง ดังนี้นะครับ เหตุผลที่ต้องบรรจุ พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

๑. ชาวไทยไม่น้อยกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์เปึนศาสนาพุทธ์ พระพุทธศาสนา เปึ้นศาสนาประจำใจของคนส่วนใหญ่ในชาติ ประเทศไทยจึงควรให้พระพุทธศาสนาเปึน ศาสนาประจําชาติ

๒. จำเปึนต้องระบุให้เปึนศาสนาประจำชาติ ถ้าไม่ระบุในครั้งนี้ ก็จะเปึน การมองที่แคบและสั้นไป เนื่องจากการส่งเสริมสนับสนุนจะเปึนไปด้วยความยากลำบาก ในอนาคต หากเกรงกลัวจะถูกมองว่าไม่เปึนธรรมต่อศาสนาอื่น และไม่สร้างความ สมานฉันท์นั้น เปึนความคิดเห็นที่ไม่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพสมบูรณ์ เคารพสิทธิของประชาชนทุกคนในการเลือกนับถือศาสนาตามที่ตนเชื่อและศรัทธา

๓. ถ้าไม่ใส่ในการให้จะระบุพระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติแล้ว ในอนาคตพุทธศาสนาจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว จำเปึนต้องได้รับการดูแล และส่งเสริม สนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเหมาะสม

๔. เราได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา จากพระธรรมคำสั่งสอน เรา พูดเสมอว่า พระรัตนตรัยเปึนที่พึ่ง ที่เคารพสูงสุด ดังนั้น จึงเปึนหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน ทุกท่าน ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ที่ต้องรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ในขณะนี้ได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อประกาศใช้ ถือว่าเปึ้นเวลาที่เหมาะสม ในการสนับสนุนให้มีการระบุพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ซึ่งจะเปึนจุดเริ่มต้น ของแม่บทกฎหมายให้เปึ้นในทิศทางที่ถูกต้อง เกื้อกูลแก่การรักษาพระพุทธศาสนา หาก พุทธบริษัทจะไม่ช่วยกันรักษาพุทธศาสนาแล้ว จะปล่อยให้เปึนหน้าที่ของใคร

๕. การละเลยที่จะไม่ปฏิบัติเรื่องพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น จะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้ เหมือนกับการถอดวิชาพระพุทธศาสนา ออกจากบทเรียน พบปัญหามากมาย ทั้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะลูกหลานของเรา ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนาพุทธ์ ครับ ข้ออ้างที่บรรจุว่าทำให้ชาติ ศาสนา แตกแยก

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านอรรครัตน์ครับ ผมเรียนท่านนิดหนึ่ง พอดีท่านไม่เคยทำงานในสภานะครับ เวลาท่าน จะอภิปรายท่านเตรียมเอกสารมาหลายครั้งแล้ว เมื่อท่านไม่มีประสบการณ์ ผมก็ให้ท่าน อ่านนะครับ ทีนี้พอท่านอ่าน มันก็ขัดกับข้อบังคับ ผมก็อะลุ้มอล่วยมาตลอดนะครับ แต่ผม เห็นท่านอยู่อีกป๊กหนึ่งนี่นะครับ ผมว่าวันนี้มันจะไม่จบนะครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๕๑ นี่นะครับ เขาเขียนไว้ว่า ห้ามมิให้นําเอกสารใด ๆ มาอ่าน หรือน้ําวัตถุใด ๆ มาแสดง ในที่ประชุม เว้นแต่ประธานจะอนุญาตนะครับ ทีนี้พอท่านอ่านไปเยอะ ๆ นี่นะครับ มันก็ ไม่ใช่ความคิดเห็นที่เราไปวิเคราะห์มา แต่เราไปเอาบทความของคนอื่นมาอ่านในที่ประชุม นี่นะครับ ผมก็อยากจะขอให้ท่านอย่าได้อ่านอย่างที่ดําเนินการอยู่เลยนะครับ เพราะอ่าน แล้วดูอีกป๊กหนึ่ง มันก็ขัดกับข้อบังคับนะครับ ผมก็ขอหารือท่าน ถ้าท่านอภิปราย ท่านเอา เลยครับ แต่ถ้าอ่าน ผมว่ามันก็เยอะแล้ว ขอให้สรุปเลยนะครับ เชิญครับ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์

ครับ ท่านประธานครับ ในประเด็น พระพุทธศาสนานั้นครับ กระผมมีความรู้น้อย ผมยอมรับตรงนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะ นำเสนอต่อสภานี้เปึ้นสิ่งที่ได้รับมาจากผู้ที่รู้ และกระผมก็ไม่อยากผิดพลาดเหมือนที่ท่าน ประธานพูดว่า พยายามที่จะไม่ให้พูดถึงในสิ่งอื่น ๆ แล้วสิ่งที่ผมนํามานี้ ก็คือ เปึ้นสิ่งที่ผม พยายามที่จะกลั่นกรองมา นั่นคือผมไม่พยายามให้หลุดไปจากที่อื่น ไม่พยายามที่จะให้ ไปกระทบกระเทือนในสิ่งใด ผมทราบว่า ในการที่เอาเอกสารมานั้นจะต้องได้รับอนุญาต จากท่าน ซึ่งผมก็เห็นว่าท่านพิจารณาให้ผมพูดไปได้ ผมก็เข้าใจว่าท่านอนุญาต แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นครับ ผมถือว่า สิ่งที่นำมานั้นเปึ้นเรื่องที่ดี แล้วก็เปึนเรื่องละเอียดอ่อน วันนี้เราเดิน มาถึงเกือบจะสุดท้ายแล้วครับ แล้วก็สิ่งนี้เปึ้นสิ่งที่สำคัญ ผมอยากให้ เนื่องจากที่ผ่านมา เรามีการพูดกันเยอะ แล้วทุกท่านในที่นี้ก็ทราบว่า เรื่องพระพุทธศาสนาเปึ้นเรื่องที่ใหญ่ แล้วก็เปึ้นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เปึนเรื่องที่ละเอียดอ่อนนะครับ ผมมีอยู่ป๊กหนึ่งจริงครับ แต่ว่าผมอ่านหน้าหนึ่งประมาณสามสี่บรรทัดแล้วผมก็วางลงไป อย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว ว่า ผมรับมาจากในหลายที่ และในขณะเดียวกัน ผมก็ต้องการนำเสนอสิ่งเหล่านั้น มาผ่าน ทางนี้ เพราะว่าผมทําหน้าที่ สสร. ก็คือ ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมา ผมไม่ได้ใส่ ไข่ ผมไม่ได้แต่งแต้มสีสั้น สิ่งเหล่านี้ ผมถือว่าในสภานี้ควรจะรับฟังเปึ้นเสียงของประชาชน ที่แท้จริงครับ ไม่ยาวครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาต

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ผมชี้แจงท่านนิดหนึ่ง เดี๋ยวข้างนอกจะเข้าใจผิดนะครับ คือ สาระนี่ ผมไม่ได้ติดใจ หรือ ไม่ได้ห้าม แต่ผมเห็นท่านเอกสารท่านเตรียมไว้เยอะ ท่านเตรียมตัวดีนะครับ ก็ไม่ได้ห้าม ตรงนั้น สาระที่นํามา ถ้าเปึนประโยชน์ก็อภิปรายพูดได้นะครับ ถ้าหากว่าท่านจะใช้วิธีการ อภิปรายแล้วถ้าส่วนไหนจะหยิบยกอ้างอิง ท่านว่าเปึนครั้งคราวไปก็จะเหมาะสม อย่างนั้นสมาชิกทุกคนก็เอาเอกสารมาอ่านทั้งสภานี่นะครับ มันก็ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์กัน แล้ว เอาเปึนว่าท่านจะอ่านอีกเยอะไหมครับ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์

ไม่เยอะครับ ในแต่ละหน้าที่ท่านดู ผมจะ เฉพาะในสีเขียวครับ มีทั้งหมดประมาณสี่สิบบรรทัด แต่ที่ผมจะพูดแค่ ๔ บรรทัด

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ ขอให้ท่านดำเนินการต่อนะครับ แต่ขอให้กระชับด้วยนะครับ เชิญครับ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์

ครับ ขอบพระคุณท่านประธานที่เห็นแก่ พระพุทธศาสนาครับ กระผมขออนุญาต

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้ครับ ขอให้ถอนคำพูดนะครับ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์

ขออนุญาตถอนครับ ขออภัยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เพราะว่าถ้าเกิดไม่ให้ ก็กลายเปึนไม่เห็นแก่พระพุทธศาสนา ก็ไม่ถูกไม่ควรแล้วนะครับ เชิญอภิปรายต่อครับ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์

ในความเห็นที่ผมได้รับมา ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ว่า สนับสนุนการให้บรรจุพระพุทธศาสนาอย่างสุดโต่ง แต่ว่าบางความเห็นก็มีในความเห็นที่ แปลกแตกแยกไปบ้างนะครับ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเลยต้องนำเปึ้นเอกสาร ซึ่งจริง ๆ ก็เปึน สิ่งที่กระผมได้ดำเนินการไปจัดพิมพ์ แล้วก็เอามาเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดครับ ขออนุญาตดำเนินการต่อครับ มีความคิดเห็นอีกว่า ในข้ออ้างที่บรรจุพระพุทธศาสนาแล้ว ทำให้ชาติแตกแยก อันนี้รับรองได้เลยว่า ประชาชนฟังไม่ขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้บรรจุ ชาติก็แตกแยก คนตายมามากมายอยู่แล้ว ดังนั้น ความแตกแยกในชาติไม่ได้มาจาก ศาสนา แต่มาจากความอยุติธรรมในการบริหารราชการของภาครัฐ ส่วนข้ออ้างที่ว่า บรรจุแล้วจะทําให้ศาสนาดีขึ้นนั้นก็ไม่จริง ประโยคเดียวในรัฐธรรมนูญไม่ได้ทําให้ พระพุทธศาสนา ดีขึ้น แต่การบรรจุนั้นเปึนความภูมิใจของชาวไทย และเปึนการประกาศ เทิดทูนพระพุทธศาสนาอันเปึนหนึ่งในสามของสถาบันของประเทศ เปึนสิ่งที่ พุทธศาสนิกชนสมควรทำ เปึนจุดเริ่มต้นของการฟุ๋่นฟูพระพุทธศาสนา และออกกฎหมาย ปรับปรุงองค์กรสงฆ์ที่ฟอนเฟ๊ะ อ่อนแอ โดนการแทรกแซงจากลัทธิธรรมปฏิรูป และ อำนาจการเงินในประเทศไทยเมื่อไม่ได้บัญญัติการเรียนรู้พระพุทธศาสนาของชาวพุทธ์ ถ้าบรรจุสําเร็จแล้ว ก็จะส่งผลทําให้การเรียน การสอน การเผยแพร่พระพุทธศาสนาดีขึ้น ก็ควรจะบัญญัติ การบัญญัติศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ ที่จริงในโลกนี้ก็มีประเทศที่บัญญัติมากกว่าไม่บัญญัติตามสารานุกรมเวิร์กพีเดีย (สารานุกรมวิกิพีเดีย (Wikipedia, The Free Encyclopedia) ผมขอกล่าวโดยสรุปว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ ที่ไม่ได้บรรจุพระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติ ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๔๗๕ เปึ้นต้นมา ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมีมากมาย การสอนวิชาจริยธรรม ไทยอ่อนแอ ชาวพุทธไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนในวิชาพุทธศาสนาอย่างเหมาะสม ที่เปึน เช่นนั้น ก็เพราะพระพุทธศาสนาถูกแยกออกไปจากรัฐ โดยที่คณะบุคคลที่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ นำมาเปึนเครื่องมืออบรมจริยธรรม อย่างถูกต้องนั่นเอง ผมใคร่ขอให้ที่ประชุมแห่งนี้เมื่อมี การลงมติในการพิจารณาใด ๆ ขอให้รับฟังด้วยเหตุ ด้วยผล ปราศจากอคติ อย่าคิดว่า ที่ ลงมติเปึนไปด้วยการถูกชี้น้ำ ถูกข่มขู่ แต่ผมขอให้ทุกท่านลงมติด้วยจิตใจบริสุทธิ์ แล้วด้วย หลักการ ด้วยเหตุด้วยผลที่ผ่านมา ผมมีความรู้สึกว่า ไม่สบายใจมาก เพราะว่าบางท่าน ถูกมองว่ากดดันจากภายนอก แต่ผมอยากให้มององค์รวมต่าง ๆ ครับ มองถึงข้อดี ข้อเสีย ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ให้สมาชิกตัดสินใจกันเองนะครับ ท่านที่แสดงความจำนงไว้ ท่านสดศรีครับ

นางสดศรี สัตย์ธรรม กรรมาธิการ

ประทานกราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน สดศรี สัตย์ธรรม ในฐานะกรรมาธิการยกร่าง และในฐานะ สสร. ด้วยนะคะ เราคงจะ ทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปึนจุดรวมใจของประชาชนชาวไทยนะคะ และทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมนะคะ ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้มีบทบัญญัติใน มาตรา ๘ ที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะเปึ้นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะ ละเมิดมิได้ และในมาตรา ๙ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์ทรงเปึ้นพุทธมามกะ และทรงเปึนอัครศาสนูปถัมภก ดังนั้น เราก็คงเห็นได้ชัดว่า ผู้ที่เปึนจุดรวมซึ่งจิตใจของประชาชนชาวไทย ซึ่งเปึ้นที่เคารพ สักการะอย่างยิ่งของพวกเรานี่ ได้ทรงเปึนพุทธมามกะอยู่แล้วนะคะ และทรงเปึน อัครศาสนูปถัมภกในศาสนาพุทธอยู่แล้ว ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า พุทธศาสนาเปึนศาสนาของ ประเทศไทยนะคะ แต่ในขณะนี้เราคงจะเห็นว่า ศาสนาพุทธมีการเรียวลงไป ผู้ที่ปฏิบัติก็ดี หรือผู้ที่มีนําพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้มาปฏิบัติก็ดี มิได้ดําเนินการปฏิบัติไป ตามถ้อยคําคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้านะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่า หากเราทํานุบํารุง พุทธศาสนาให้เจริญวัฒนาสถาพรในฐานะที่เราเปึนพุทธมามกะ จะเปึนการที่ดีกว่าที่เรา จะต้องไปบัญญัติชัดเจนในเรื่องว่า พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ เพราะเราก็ต้อง ทราบดีอยู่แล้วว่า เมื่อพระประมุขของเราเปึนพุทธมามกะแล้ว การที่เราเปึนประชาชนชาว ไทยซึ่งนับถือศาสนาพุทธ์ เราต้องถือว่า เราอยู่ในฐานะที่จะบํารุงศาสนาพุทธ์ให้จรรโลง วัฒนาสถาพรตลอดไปนะคะ เราคงจะไม่ต้องไปคํานึงถึงศาสนาอื่น เพราะว่าทุกคนมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะนับถือศาสนาใด ๆ ก็ได้นะคะ เมื่อประชาชนชาวไทยผู้ที่นับถือพุทธ์ ศาสนาเปึนศาสนาของตนเองแล้ว ดิฉันก็ว่า เรามาร่วมใจกันที่จะบำรุงรักษาและทำนุ บำรุงศาสนาพุทธนะคะ เพื่อให้ยั่งยืนตลอดไป และไม่ให้ศาสนาพุทธ์ได้เรียวลงเหมือน อย่างทุกวันนี้นะคะ เราคงจะต้องช่วยกันดูแลพุทธศาสนา ในการบัญญัติไว้ว่า พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ถ้าหากเราไม่ช่วยดูแลพุทธศาสนาแล้ว ถึงจะบัญญัติ ไปก็ไม่ได้เกิดมรรคผลอะไรขึ้นมานะคะ ในเมื่อเราจะถือว่าพุทธศาสนาเปึนของ พุทธมามกะแล้ว ก็ควรจะเปึนเรื่องที่พุทธศาสนิกชนทุกคนควรช่วยกันจรรโลงพุทธศาสนา แล้วก็ถ้าจะใส่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดิฉันเห็นว่า จะใส่ในมาตรา ๒ วรรคท้าย วรรคสองที่ได้ ขอแปรญัตติไว้ หรือมาตรา ๗๘ ก็จะเหมือนกันนะคะ เพราะอย่างไรก็ตาม เราคงว่า เราเปึนพุทธมามกะ ก็คงจะดูแลพุทธศาสนาให้ดี ในลักษณะที่ควรจะให้เปึนการทำนุบำรุง เฉพาะศาสนาที่เรานับถือเท่านั้น ดิฉันเห็นว่า เราไม่ควรไปกะเกณฑ์ว่า ทุกคนจะต้อง นับถือพุทธศาสนา เปึ้นสิทธิประชาชนชาวไทยที่จะนับถือศาสนาใดก็ได้ ตามที่ท่านเคารพ และศรัทธา ดิฉันขอพูดสั้น ๆ แค่นี้ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ท่านพิเชียรครับ เชิญครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๔๕ นะครับ กระผมได้มีโอกาสยื่นญัตติในประเด็นนี้นะครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ เพื่อน สสร. ทุกท่านที่ได้กรุณากับกระผม แล้วก็กลุ่มของกระผมด้วยดีตลอดมา แล้วก็ กระผมเองก็ได้ ทําหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วนะครับ จากนี้ไป กระผมคิดว่า อยู่ที่ วิจารณญาณของเพื่อน ๆ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่จะพิจารณาว่า สมควรจะ บรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติไว้ในมาตรา ๒ วรรคที่ ๒ นะครับ คือ ต่อจาก วรรคแรก หรือไม่อย่างไร ตรงนี้กระผมขออนุญาตเรียนท่านทั้งหลายนะครับว่า วันนี้ วันศุกร์ที่ ๒๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐ จะเปึนวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งนะครับ ที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งชาติจะจดจำ แล้วก็จารึกไว้นะครับว่า ครั้งหนึ่งมีสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญถึง ๑๐๐ ท่านนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชียรครับ ขอโทษท่านจริง ๆ เข้าเรื่องดีกว่านะครับ

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ 🔗

ได้ครับ ก็ได้มาประชุมพร้อมกัน แล้วก็ จะพิจารณาเรื่องใหญ่ที่สําคัญของประเทศชาตินะครับ กระผมจะขออนุญาตพูดสั้น ๆ นะครับ เพื่อชี้แจง และอธิบายถึงเหตุผลที่สมควรจะให้มีการบรรจุพระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนา ประจำชาตินะครับ จะมีเหตุผลสำคัญ ๆ อยู่ประมาณ ๕ ประการ ครับท่านประธาน

ประการที่ ๑ คือ ขณะนี้สังคมไทยได้ลดความสําคัญของพระพุทธศาสนา ลงค่อนข้างจะมากครับท่านประธาน ตลอดระยะเวลา ๔๕ ป้ที่ผ่านมา พระพุทธศาสนา ของเราถูกลดความสําคัญลงไป ความจริงแล้วในการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๔๗๕ เราก็ได้ดําริว่าจะมีการใส่คําว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ลงไป แต่เนื่องจาก เหตุผลบางประการนะครับ จึงไม่สามารถบรรจุลงได้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๔๗๕ หลังจากนั้น เปึ้นต้นมา เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้งก็มีการพูดถึงประเด็นนี้อยู่ตลอดเวลาครับ ท่านประธาน แต่ก็ไม่สามารถจะบรรจุลงไปได้นะครับ ทั้งหมดนี้จึงทําให้พระพุทธศาสนา นั้น ดูเหมือนว่าอาจจะอยู่นอกกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีบางครั้งในการประชุมสัมมนา และในการประชุมครั้งสำคัญ ก็มีบางท่านได้เอ่ยว่า ศาสนาพุทธมิได้อยู่ในกฎหมาย นะครับ ตรงนี้ก็เปึ้นจุดอ่อนที่สําคัญ ที่ทําให้เราเห็นว่า น่าจะมีการบรรจุพุทธศาสนาไว้ใน กฎหมายรัฐธรรมนูญ อันนี้เปึนประการที่ ๑ ครับท่านประธาน

ประการที่ ๒ คือ กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในระยะหลังนี่ถูกกีดกัน นะครับ ค่อนข้างจะมาก พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ถูกกีดกันทางด้านการศึกษานะครับ แล้วก็ถูกจำกัดด้วยกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการ ออกเสียงเลือกตั้งครับท่านประธาน สิทธิตรงนี้พระสงฆ์สามแสนกว่ารูปทั่วประเทศ ถูกตัดสิทธิการออกเสียงเลือกตั้ง ในขณะที่พระหรือว่านักบวชในศาสนาอื่นสามารถ ที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า เปึนเรื่องหนึ่งที่สำคัญ แล้วก็น่าที่จะมีการ พิจารณากันนะครับ นอกจากนั้นแล้วนะครับ พุทธศาสนิกชนจำนวนมากก็ถูกสกัดในเรื่อง ของโอกาสทางการศึกษา แล้วก็วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาครับท่านประธาน เช่น วันพระ ในระยะหลังก็ไม่ได้รับการพิจารณาให้ความสำคัญอย่างเพียงพอ รวมทั้ง วันสำคัญทางศาสนาอื่น ๆ เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา ในระยะหลัง เด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ตระหนักนะครับ นอกจากนั้น แล้ววิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมก็ถูกตัดออกจากหลักสูตรการศึกษา ให้ไปไว้เปึน วิชาเลือก ซึ่งเด็กบางคนไม่ได้เลือก ก็เลยไม่ได้เรียน ไม่ได้ศึกษา ตรงนี้ต้องแก้ไขนะครับ

ข้อที่ ๓ ศาสนาพุทธ์ถูกรุกรานอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นครับท่านประธาน กระแสโลกาภิวัตน์ ทุนนิยม วัตถุนิยม ได้เข้ามาค่อนข้างจะมากนะครับ แล้วก็กระแส การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และการรุกรานของวัฒนธรรม และเศรษฐกิจของต่างชาติ ตรงนี้ก็ทำให้พุทธศาสนาคลอนแคลนลงไปมากครับท่านประธาน ถ้าได้มีการบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญจะเปึนประโยชน์อย่างยิ่ง และจะช่วยจรรโลงพุทธศาสนาในระยะยาวนะครับ แล้วก็จะทําให้พุทธศาสนานั้นไม่ล่มสลาย

และข้อที่ ๔ ครับ การเมืองไทยในระยะหลัง บางครั้งก็เปึนภัยต่อ พุทธศาสนานะครับ ทั้งนี้เนื่องจากว่า การเมืองในระยะหลัง นักการเมืองขาดศีลธรรม ขาดคุณธรรมและจริยธรรมลงไปมาก ตรงนี้เปึ้นจุดใหญ่นะครับ ที่ควรจะต้องได้รับ การแก้ไข และถ้าเราได้มีการบรรจุพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะช่วยให้นักการเมือง ทั้งหลายมีศีลธรรม มีคุณธรรม มีจริยธรรมมากยิ่งขึ้นครับท่านประธาน

และข้อสุดท้ายในข้อที่ ๕ นะครับ คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเด็กและ เยาวชนไทย ในระยะหลังถูกอิทธิพลของกระแสวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามานะครับ บั่นทอน แล้วก็ทําให้เด็กไร้ศีลธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราได้บรรจุพระพุทธศาสนาไว้เปึนศาสนา ประจำชาติ ก็จะช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยยี่สิบกว่าล้านคนทั่วประเทศนะครับ มีคุณธรรม จริยธรรมที่ดีขึ้น นี่คือ ผลที่จะได้รับจากการบรรจุพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ แล้วก็สิ่งสำคัญ ยิ่งกว่านั้น ก็คือ จะเปึนหลักประกันความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา และศรัทธาของ ปวงชนชาวไทยให้เจริญก้าวหน้า ยั่งยืน และมีกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับ ไม่เปึน กฎหมายเถื่อน เหมือนอย่างที่บางท่านได้กล่าวหา และมีเปัาหมาย มีทิศทางในการ ส่งเสริมและพัฒนาให้ศาสนาพุทธนั้นเจริญก้าวหน้า ยั่งยืนนะครับ ได้ช่วยกันเชิดชู พระพุทธศาสนาให้เปึ้นศาสนาที่มีคุณค่าทั้งในสายตาของชาวไทยและชาวโลกนะครับ และพุทธศาสนานั้นเปึ้นศาสนาที่ให้เสรีภาพกับศาสนาอื่น ๆ ในการที่จะปฏิบัติศาสนธรรม ในประเทศไทย ศาสนาอื่น ๆ ก็จะได้รับอานิสงส์ ได้รับประโยชน์จากการที่บรรจุ พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติไทยไว้ด้วยครับท่านประธาน ทั้งหมดที่กระผมกล่าวมา นี้จะเปึนสิ่งที่ดีงามที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และจะช่วยให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางของ ศาสนาพุทธ์ของโลกด้วยนะครับ ซึ่งกระผมดูแล้วก็มีแต่ผลดีนะครับ ส่วนผลเสียที่บางท่าน อาจจะมองว่าอาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกหรือความขัดแย้งนั้น กระผมคิดว่าเมื่อมาถึง จุดนี้แล้ว หลายท่านก็ได้เข้าใจ แล้วก็ได้ตระหนักแล้ว กระผมคิดว่าประเด็นนั้นน่าจะตกไป ได้นะครับ แล้วก็ในท้ายที่สุดนะครับ กระผมคิดว่า ศาสนาพุทธเปึนหัวใจสําคัญ เปึน เสาหลักหนึ่งในสามของประเทศไทย คือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ถ้าเรามีครบทั้ง ๓ อย่างนะครับ อันนี้ก็จะเปึนสิ่งที่ดีงามในสังคมไทย และกระผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วนะครับ ที่พวกเราจะมีความกล้าหาญทางจิตใจ เราเปึ้นคนไทยครับ ท่านประธาน เรามีศาสนาพุทธ์อยู่ในหัวใจของคนไทยส่วนใหญ่เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เราต้องกล้าประกาศตนว่าเราเปึนชาวพุทธ เราต้องกล้าที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาไว้ใน กฎหมายรัฐธรรมนูญของเรา และในท้ายสุดนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

๓ ท้ายสุดแล้วนะครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

กระผมของบิณฑบาตเพื่อน ๆ สสร. ทุกท่านที่ยังลังเลใจอยู่นะครับ หากท่านได้บรรจุพุทธศาสนาไว้เปึนศาสนาประจำชาติ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะเปึ้นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของท่านครับ ขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อนุโมทนานะครับ เหลือสมาชิกอีก ๖ ท่านนะครับ กรรมาธิการขอชี้แจงรอบแรกนี้ก่อน นะครับ เชิญครับ

นายธงทอง จันทรางศุ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธงทอง จันทรางศุ กรรมาธิการครับผม ประเด็นที่เช้าวันนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญ จะได้พิจารณาบทบัญญัติในมาตรา ๒ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๗๘ ต่อเนื่องกันนั้น เปึ้นประเด็นสำคัญที่สภาแห่งนี้จะได้ใช้วิจารณญาณอันถี่ถ้วน รอบคอบ พิจารณาสาระ ซึ่งเชื่อมโยงกันใน ๓ มาตรานี้ และดูไปในระยะยาวว่า การบัญญัติอย่างไรจะเปึน ประโยชน์ต่อชาติ ต่อแผ่นดิน ต่อประชาชนคนไทยมากที่สุด ประเด็นสำคัญนั้น คงจะละ เรื่องของถ้อยคํา รายละเอียดต่าง ๆ ทิ้งไว้เสียก่อนนะครับ ประเด็นที่ได้อภิปรายกันมา ตั้งแต่ช่วงเช้านั้นก็คือ การที่จะบัญญัติหรือระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระพุทธศานา เปึ้นศาสนาประจำชาติ ผมคิดว่าที่ประชุมแห่งนี้ และท่านที่ติดตามการอภิปรายของเรา ตั้งแต่เช้ามีความเข้าใจตรงกันแล้วว่า ในสังคมไทย ในเมืองไทยนั้น เปึนความจริง เปึน สัจจะที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ เปึนข้อเท็จจริงที่ ประจักษ์มาหลายร้อยป้ และจะเปึนอย่างนี้ไปอีกตราบนานเท่านานที่มีคนไทยอยู่บน แผ่นดินผืนนี้ แต่ประเด็นว่า ควรจะบัญญัติถ้อยคำว่า พุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติ อยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ขอประทานกราบเรียนความเห็นของฝ์ายกรรมาธิการครับผม ว่า เท่าที่เราได้ศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์มาแล้วนั้น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ เปึ้นลายลักษณ์อักษร ตั้งแต่ป้พุทธศักราช ๒๔๗๕ นั้น เลือกหนทางที่จะไม่บัญญัติ ข้อความเช่นว่านั้นไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่ามีข้อความหนึ่ง ซึ่งดําเนินสืบเนื่องมาตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับแรก จนกระทั่งถึงฉบับปัจจุบัน และแม้ในฉบับที่คณะกรรมาธิการยกร่าง ขอประทานเสนอเพื่อที่ประชุมนี้ในพิจารณาอยู่ในเวลานี้ ก็มีข้อความอยู่ในทำนอง เดียวกัน ดังปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๙ ในเวลานี้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเปึนพุทธมามกะ และทรงเปึนอัครศาสนูปถัมภก ความส่วนนี้หรือ เนื้อความอย่างนี้นั้น เปึนการแสดงถึงฐานะพิเศษ ฐานะอันมีความสำคัญยิ่งยวดสุดยอด ของความเปึนสถาบันหลักแห่งหนึ่งของบ้านเมือง ถึงการที่ยอมรับสถานะพิเศษ ของพระพุทธศาสนาว่า เปึนศาสนาที่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งเปึนประชาชนของ แผ่นดินนี้เคารพ นับถือ เลื่อมใส่ เพราะเหตุว่า พระมหากษัตริย์นั้นทรงอยู่ในฐานะทรงเปึน หมายเลข ๑ ของประเทศ ทรงเปึนพระประมุขของชาติ ทรงเปึนนิมิตหมาย ทรงเปึน สัญลักษณ์แห่งความเปึ้นชาติ ในขณะที่ประชาชนคนไทยอื่น ๆ ในมาตรา ๓๗ นั้น เรารับรองว่า บุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ที่จะนับถือศาสนาใดก็ได้นะครับ มีอยู่เพียงพระองค์ เดียว หรือท่านเดียวในเมืองไทยของเราที่กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุบ่ง มีข้อผูกมัดว่า ต้องเปึนพุทธมามกะ คือ เปึนผู้ที่ประกาศพระองค์ว่า เปึนพุทธศาสนิกชนโดยแจ้งชัด นะครับ ก็คือ พระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นการที่ระบุบ่งอย่างนี้ ผมคิดว่าเปึนภูมิปัญญา ของเราที่ได้อธิบาย หรือได้แสดงให้ประจักษ์แก่สาธารณชนว่า ประเทศไทยแห่งนี้ แผ่นดิน ไทยผืนนี้นั้น มีพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ด้วยวิธีการเขียนอันเนียน อันละมุน ละม่อมตามแบบแผนที่เราเคยคิดมาตั้งแต่ ๗๕ ป้ก่อน แล้วกรรมาธิการก็รักที่อยากจะคง แนวทางอย่างที่บรรพบุรุษของเราได้เคยเขียนข้อความอย่างนี้ไว้ แต่ในประโยคเดียวกัน นั้นเองมีข้อความอีก ๑ วลี ต่อท้ายไว้ว่า นอกจากทรงเปึนพุทธมามกะแล้ว พร้อมกันนั้น ทรงเปึนอัครศาสนูปถัมภกด้วย เพราะเหตุว่าในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ เก้าสิบ เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ของประชาชนคนไทยนั้น นับถือศาสนาพุทธ์ ก็ยังมีพี่น้องของ ประชาชนคนไทยของเรานี่เองแหละนะครับ อีกจำนวนหนึ่ง ที่เปึ้นผู้ที่มีความศรัทธา เลื่อมใส่ในศาสนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนศาสาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ศาสนาซิกข์ หรือศาสนาอื่นใดก็แล้วแต่ ในฐานะซึ่งประชาชนคนไทยนั้นมีความปรองดอง สมานฉันท์ มีความอยู่ร่วมกันมาด้วยความผาสุก สงบ เรียบร้อย โดยไม่มีความแตกแยก แตกต่างในเรื่องของศาสนามาเปึนเวลาช้านานแล้ว พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเปึน พุทธมามกะ ก็ทรงทำหน้าที่อีกประการหนึ่ง ในฐานะที่เปึนผู้แทนของประชาชนคนไทย ในการแสดงถึงอุปนิสัยที่เปึนลักษณะสำคัญประจำชาติของเรา ก็คือ การไม่รังเกียจ เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และเปึ้นผู้ที่พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ให้แก่ศาสนาต่าง ๆ แนวทางอย่างนี้เปึนแนวทางที่เราเขียนมาช้านานแล้วนะครับ แล้วกรรมาธิการก็คิดว่า น่าจะพอเหมาะ พอสมควร วิธีการที่จะเขียนบทบัญญัติในมาตราอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา ๗๘ นั้น คณะกรรมาธิการก็ขออนุญาตที่จะอนุโลมตามแบบที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน กับแนวทางการเขียนบทบัญญัติมาตรา ๙ คือ เน้นหรือแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ พระพุทธศาสนาในฐานะซึ่งเปึนศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ เลื่อมใส่มาช้า นาน ให้เปึ้นที่ปรากฏชัด ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อความซึ่งได้มีการบทบัญญัติถึง รับรองถึง ฐานะของศาสนาอื่นไว้ให้ปรากฏอยู่ด้วยในมาตรา ๗๘ ดังร่างที่กรรมาธิการขอประทาน เสนออยู่ในเวลานี้นะครับ ข้ออภิปรายของเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านนั้น ดู เหมือนจะมีความเปึนห่วงกังวลว่า ถ้าหากว่าไม่ได้มีการบัญญัติข้อความว่า ศาสนาพุทธ์ เปึ้นศาสนาประจำชาติ แล้ว ความอุปถัมภ์ คุ้มครอง การพิทักษ์ ปัองกันภัยต่าง ๆ ที่จะมี มาสู่พระพุทธศาสนานั้นจะขาดตกบกพร่องไป ขอประทานกราบเรียนว่า บทบัญญัติใน มาตรา ๗๘ ก็ดีนะครับ แนวปฏิบัติที่เปึนอยู่ในเมืองไทยก็ดีมาแต่ไหนแต่ไร รวมทั้งหลัก กฎหมายนั้น ผมขอประทานกราบเรียนยืนยันได้ว่า ไม่มีอุปสรรค์ ไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ที่รัฐ จะอุปถัมภ์หรือคุ้มครองพระพุทธศาสนา แม้ว่าไม่มีบทบัญญัติที่เขียนไว้ โดยบัญญัติ ถ้อยคำแจ้งชัดเช่นว่านั้น ขออนุญาตกราบเรียนข้อมูลสถิติสักนิดเถอะครับ หลาย ๆ ท่าน พูดถึงเรื่องการอุปถัมภ์บำรุง คือ ดูเหมือนจะเพ่งเล็งไปว่า ถ้าหากว่าไม่ได้มีการบัญญัติ เอาไว้แล้ว เงินท้อง ความคุ้มครองต่าง ๆ ดูจะขาดตกบกพร่องไป ขอประทานกราบเรียน ว่า สำหรับงบประมาณ ท่านทั้งหลายตรวจสอบดูได้ในงบประมาณ ป้ ๒๕๕๐ นี้นะครับ เฉพาะในเรื่องของการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเปึนงบประมาณที่จัดสรรผ่าน หน่วยงานที่เรียกว่า สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นั้น งบประมาณ ป้ ๒๕๕๐ นี้ เปึน จำนวนประมาณสามพันกว่าล้านบาทนะครับ ในขณะซึ่งงบประมาณซึ่งอุดหนุนของ ศาสนาอื่นนั้นจ่ายผ่านทางกรมศาสนา แล้วก็มีจำนวนซึ่ง ผมคิดว่า มีความแตกต่างกัน อย่างเปึนนัยสำคัญ ก็ขอประทานได้ไปโปรดลองสืบค้นดู จะเห็นความชัดเจนในส่วนนี้ได้ นะครับ เรื่องของการที่จะลงโทษ ลงทัณฑ์ ผู้ที่เปึนพระภิกษุอลัชชี สมมุติ เราเรียกกันว่า เช่นนั้นนี่นะครับ ผมคิดว่าไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ถ้าหากว่าจะมีการยกร่าง หรือมีการเสนอ กฎหมายที่ว่านั้น เปึนกฎหมายที่มีกำหนดโทษในทางอาญา โดยไม่จําเปึ้นที่จะต้องไปเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญรองรับไว้ในเบื้องต้นเสียก่อนว่า พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ผมคิดว่า ประเด็นสําคัญที่ผมประทานกราบเรียนใน วาระที่สุดนี้ เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาที่ประชุมแห่งนี้มากเกินไปนะครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตกล่าวอ้างไปถึงมาตราซึ่งยังไม่มีใครได้พูดกันมากมายนัก คือมาตรา ๑ ครับ มาตรา ๑ นั้นบอก ราชอาณาจักรไทยเปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้ใดจะแบ่งแยกมิได้ ในการ อภิปรายในประเด็นเดียวกันนี้ เมื่อ ๑๐ ป้ มาแล้ว ในเวลาใกล้เคียงกันครับ เมื่อเดือน กรกฎาคม ป้ ๒๕๔๐ ที่ประชุมแห่งนี้ก็ได้พิจารณาในประเด็นอย่างเดียวกันนี้แหละครับ แล้ววันนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีมติ มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ไม่บัญญัติในเรื่อง ของพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ การอภิปรายเมื่อ ๑๐ ป้ ก่อนนั้น มีท่านผู้มีเกียรติ ท่านหนึ่งได้พูดถึงบทบัญญัติมาตรา ๑ ราชอาณาจักรไทยเปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้ใดจะ แบ่งแยกมิได้ คำว่า เปึนอันหนึ่งอันเดียวกัน นี้ ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่รูปธรรมที่เปึน กายภาพเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงแผ่นดินซึ่งติดต่อกันเท่านั้น แต่หมายถึงความสมัครสมาน กลมเกลี่ยว เปึนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความรู้สึกว่า เราร่วมแผ่นดินเกิดแผ่นนี้ด้วยกัน แผ่นดินผืนเดียวกันนี้ด้วยกัน แล้วเรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองของเรา ให้เจริญรุ่งเรือง มีความวัฒนาสถาวร ความหมองหมาง ความรู้สึกแตกต่างนั้น เปึน ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของเราคนไทยทุกคนครับผม ที่จะต้องร่วมกันดูแล แล้วก็กำจัดจุดอ่อน จุดด้อยต่าง ๆ เหล่านั้นให้หายไป ในหนังสือโบร่ำโบราณเล่มหนึ่ง สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระมติว่า คนไทยเรานั้นมีลักษณะเด่นอยู่ ๓ ประการด้วยกัน จึงรักในความเปึนอิสระ ปราศจากวิหิงสา คือ ความเบียดเบียน และ ฉลาดในการประสานประโยชน์ เมื่อสองสามวันมานี้ ผมมีโอกาสที่ไปนั่งอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าพระยา ผมได้มองเห็นภาพทิวทัศน์ของฝัืงตรงข้ามจากทางฝัืงกรุงเทพไป ผมเห็น พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เปึนพระปรางค์สูงเสียดฟัา เปึนความภาคภูมิใจของคน ไทยทุกคน ไม่ห่างไกลกันนั้น มีพระอุโบสถ วัดกัลยาณมิตรนะครับ แล้วก็เยื้องไปอีกนิด เดียว ผมมองเห็นเจดีย์วัดประยุรวงศาวาส ระหว่างวัดกัลยากับวัดประยุรวงศาวาสนั้น ผม มองเห็นยอดแหลมของโบสถ์คริสต์ โบสถ์ซางตาครูส (Santa Cruz Church) แล้วถ้าผมจะ ลึกลงไปใน คลองบางกอกใหญ่อีกสักนิดหนึ่ง ผมก็จะพบกุฎีเจริญพาศน์ หรือมัสยิดต้นสน เข้าไปอีกนิดเดียว ผมก็จะมีศาลเจ้าของจีน ผมขอประทานโทษที่จำชื่อไม่ได้ ผมคิดว่า ภาพเหล่านี้คือภาพที่งดงามและเปึนภาพซึ่งเปึนความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนว่า เรา สามารถอยู่ร่วมกันมาได้ด้วยความสมานฉันท์ ด้วยความปรองดอง ในขณะซึ่ง พระพุทธศาสนานั้นมีฐานะสําคัญโดดเด่น วันสําคัญที่เปึนวันสําคัญในพระพุทธศาสนา นั้น เราก็ทราบอยู่แล้วว่า เปึนวันหยุดในทางราชการ งานประเพณี งานพิธีทางฝ์าย ราชการทั้งหลาย รวมทั้งงานพระราชพิธีทั้งหลาย ก็ล้วนแต่มีประเพณี มีการบำเพ็ญ พระราชกุศล ในทางฝ์ายพระพุทธศาสนา เปึนหลักเปึนประธานอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ความจริงที่ปรากฏชัดเหล่านี้แล้ว ผมคิดว่า เปึนสิ่งซึ่งอยู่ในใจของพวกเรา และเปึนคำตอบ ที่ชัดเจนแล้วว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ โดยที่ไม่จําเปึนต้องไปบัญญัติ หรือไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึ้นเพียงแค่กระดาษรับรองข้อเท็จจริงในทางกฎหมาย แล้วก็ผมคิดว่า สิ่งที่อยู่ในใจ อยู่ในสํานึกของพวกเรานั้น มีความสําคัญโดดเด่นมากกว่า การบัญญัติไว้ที่ใดทั้งสิ้น ขอประทานกราบเรียนเพียงนี้ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ คือ ตอนนี้กําลังจะเทศน์กันหมดแล้วนะครับ เรากําลังอภิปรายเกี่ยวกับ ศาสนา ซึ่งตอนนี้มีสมาชิกแสดงความจำนงไว้อีกหลายท่านนะครับ ผมว่าเราพักสัก ชั่วโมงหนึ่งนะครับ แล้วก็มาประชุมต่อนะครับ ขอหารืออย่างนี้นะครับ ขอพักการประชุม ครับ

พักประชุมเวลา ๑๒.๐๙ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๑๐ นาฬิกา

ครับ ท่านสมาชิกครับ ขอดำเนินการประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญต่อนะครับ ท่านสมาชิกที่จะอภิปรายนะครับ เดี๋ยวขอให้ท่านอาจารย์จรัญ กรรมาธิการยกร่าง อภิปรายเพื่อจะได้ดำเนินการต่อไปได้นะครับ ครับ เชิญท่านอาจารย์จรัญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ ในประเด็นเรื่องที่จะบัญญัติคำว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่นี่ กระผมมองว่า เปึ้นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในงานร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญสภานี้ นะครับ แล้วกระผมก็ตระหนักดีว่า ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่มีความเห็นของ ๒ ฝ์ายที่ ตรงข้ามกันอย่างแทบจะหาจุดประนีประนอมได้ยาก กระผมอยากจะกราบเรียน ใช้เวลา เพียงสัก ๕ นาที เพื่อเผื่อว่าจะมีทางที่สภาของเรานี่จะสามารถมีฉันทามติเปึนเอกฉันท์ได้ ก็จะช่วยให้งานร่างรัฐธรรมนูญของเราในครั้งนี้มีน้ําหนัก มีกําลังแน่วแน่ปรากฏเอาไว้ใน ประวัติศาสตร์ทางการเมืองการปกครองของประเทศได้อีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผมเชื่อมั่นว่า ทุกศาสนามุ่งอบรมสั่งสอนให้คนเปึนคนดี แต่ความขัดแย้งทาง ศาสนาจะนำมาซึ่งสามัคคีเภทอย่างรุนแรง ภัยันตรายของศาสนาทั้งหลายนั้นอยู่ที่การ วิวาทบาดหมาง จึงเกลียดจงชัง และอาฆาตแค้นกันระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนา เราจะต้องช่วยกันระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น โดยการบิดเบือน ยุยง ปลุกปัืน ของคนที่ไม่อยู่ในหลักการของศาสนาที่แท้จริง ท่านประธานครับ คนที่นับถือ ศาสนาต่างกันนั้นนี่ ไม่ใช่ปัญหาครับ คนที่มีความเห็นต่างกันในทางศาสนาก็ไม่ใช่ ตัวปัญหาสำคัญ ปัญหาสำคัญอยู่ที่คนที่ไร้ศาสนาต่างหาก ที่เปึนตัวปัญหาที่มุ่งจะให้เกิด การกดข่ม และแข่งดีกันขึ้นในระหว่างศาสนาต่าง ๆ เพื่อจะได้เปึนการง่ายแก่การที่ พวกไร้ศาสนาเหล่านั้นจะปลุกระดม แล้วก็ยุยงให้เกิดการบาดหมางกันในระหว่างศาสนา ต่าง ๆ ในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้นี่ กระผมจึงตั้งใจว่า จะพยายามอย่างเต็มกําลังที่จะ ไม่เป่ดโอกาสให้พวกไร้ศาสนาเหล่านั้นนําเอารัฐธรรมนูญของประเทศไปบิดเบือน ปลุกปัืน ยุยงให้ประชาชนแตกสามัคคี ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราได้รับการอบรมสั่งสอนมาตลอดชีวิตของชาวพุทธว่า พระรัตนตรัยเปึ้นที่พึ่งครับ พระพุทธองค์ พระธรรม และพระสังฆ์คุณ เปึนสรณะ ของพวกเรา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเปึ้นที่พึ่งครับ พวกเราได้รับการอบรมสั่งสอนมาว่า ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นองค์พระบรมศาสดา ผู้ใดเข้าถึงธรรม ผู้นั้นเข้าถึงองค์พระบรมศาสดา ไม่ใช่เห็นรัฐธรรมนูญ หรือยึดติดอยู่กับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ครูบาอาจารย์ สั่งสอนมาว่า ตราบใดที่คันถธุระและวิปัสสนาธุระยังคงมั่นคงอยู่ในแผ่นดินนี้ พระธรรมวินัยและพระพุทธศาสนาจะไม่มีวันสูญหายหรือเสื่อมสลาย ความสำคัญจึงอยู่ที่ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ คือ การศึกษาภาคทฤษฎีและการปฏิบัติตามทฤษฎีนั้น ให้เกิดผลเปึนปฏิเวธธรรม นั่นล่ะครับ คือหลัก คือที่พึ่งของพุทธศาสนิกชน หาใช่รัฐธรรมนูญไม่ พระศาสนาจะเสื่อมสลายเพราะพุทธบริษัทกันเองเปึนสำคัญยิ่งกว่า การกระทําของบุคคลอื่น หากพุทธบริษัทพากันละทิ้งการศึกษาและการปฏิบัติธรรม ให้ถูกต้องตามสมควรแก่ธรรมแล้ว แม้ว่าเราจะบัญญัติถ้อยคำเลิศเลออย่างไร ไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ก็ปัองกันการเสื่อมสลายของพระพุทธศาสนามิได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมตระหนักดีว่า การที่จะบัญญัติความว่า พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนา ประจําชาติ เอาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ก็เปึนการดี มีประโยชน์ มีโอกาสที่จะได้สิ่งดี ๆ ไม่น้อย แต่ทว่า กระผมก็อยากกราบเรียนว่า การกระทำเช่นนั้นก็มีโทษอยู่มากเช่นกัน มีส่วนได้ก็จริง แต่ก็มีส่วนเสียอยู่ไม่น้อย แล้วก็ด้วยเหตุนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งเห็นกันเปึ้นเอกฉันท์ว่า ในกาลสมัยขณะนี้ยังไม่เปึน การสมควรที่จะบัญญัติคําว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า ส่วนที่ได้จะไม่เท่ากับส่วนที่เสีย ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกที่จะอภิปรายนะครับ มีท่านช.ชัยนาท ท่านอนุศาสน์ ท่านชาติชาย แสงสุข นะครับ ท่านเศวต ท่านวัชรานะครับ ส่วนที่ยกมือเพิ่ม เดี๋ยวท่านเลขาดูด้วยนะครับ ขอหารือท่านสมาชิกนะครับ ว่า ในส่วนการอภิปราย ดังกล่าวนี้ เรายังมีเนื้อหาสาระที่จะต้องพิจารณาอีกหลายเรื่องนะครับ ก็ขอความกรุณา ช่วยกระชับในเนื้อหาสาระแท้ ๆ เลยนะครับ ขอความร่วมมืออย่างนี้นะครับ ท่านช.ชัยนาท ครับ เชิญครับ

นายช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม ช.ชัยนาท ศรีเสมาเมือง สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญนะครับ ผมในฐานะผู้สนับสนุนในญัตตินี้ของท่านพิเชียร ด้วยเหตุผลที่ทุกท่าน กล่าวมานั้น ก็มีทั้งฝ์ายสนับสนุน แล้วก็ไม่สนับสนุนนะครับ ผมนั้นไม่เคยลุกขึ้นพูดในสภา แห่งนี้เลยนะครับ แต่วันนี้ผมต้องขอท่านประธานพูดสักนิดหนึ่ง ท่านก็บอกพูดให้น้อย ไม่เปึนไรครับ ผมไม่มีอะไรพูดมาก โดยภารกิจและหน้าที่นั้น ผมเปึนสมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ได้รับมอบหมายให้ไปฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ในรอบแรก และรอบที่ ๒ นะครับ ถ้าหลักการของการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้นี่ เกิดจาก ความต้องการของพี่น้องประชาชน ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับ ท่านประธาน สิ่งที่พี่น้อง ประชาชนเรียกร้องมาเปึนอย่างมาก ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ที่ผมได้ไปร่วมทำงานกับ กรรมาธิการของจังหวัด ไม่ว่าจะเปึนจังหวัดชัยนาทก็ดี นครปฐม อ่างทอง ในจังหวัด ชัยนาทนั้นนี่ แทบจะพูดได้ว่า ๙๘ เปอร์เซ็นต์ของประชาชน บอกผมมาชัดเจนว่า ต้องบรรจุศาสนาพุทธลงในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ฉบับนี้นะครับ และผมปฏิเสธความ ต้องการของพี่น้องประชาชนไม่ได้เลย เพราะภารกิจหน้าที่ต้องทำอย่างนั้นนะครับ แล้วสิ่งหนึ่งนะครับ ที่เปึนความเข้าใจของพี่น้องประชาชนนั้น บอกกระผมมาตรง ๆ เลยว่า ศาสนาพุทธนั้นนี่เปึนวิถีชีวิต เปึนความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายของ พี่น้องประชาชน เหตุผลนะครับ และสิ่งที่จะกล่าวอ้างใด ๆ นั้นนี่ พี่น้องประชาชนนั้นเขา ไม่สนใจเท่าไรนะครับ เขาบอกว่า ที่พึ่งสุดท้ายของพี่น้องประชาชนในยามที่ไม่มีใครช่วย ได้แล้ว นั่นก็คือ ศาสนา นะครับ ไม่ว่าจะช่วยในทางความเปึนอยู่ก็ดี หรือจะช่วยทางจิตใจ ก็ดี เปึนสิ่งที่มีความจำเปึนอยู่มากนะครับ เมื่อพี่น้องประชาชนบอกผมมาอย่างนี้นะครับ ผมก็ต้องแสดงจุดยืนของผมนะครับ สนับสนุนในญัตตินี้นะครับ แล้วเรื่องศาสนานั้นนี่ ถ้ามองกันอย่างให้ลึกซึ้ง ละเอียดแล้วนี่ เปึนเรื่องของความศรัทธา ความเชื่อ เปึนเรื่องของ จิตใจนะครับ แต่เรื่องของรัฐธรรมนูญนั้นนี่ เปึ้นเรื่องกติกา ข้อตกลงระหว่างมนุษย์ที่อยู่ใน สังคมนี้นะครับ ความศรัทธา และความเชื่อในเรื่องศาสนานั้นนี่มีการสั่นคลอนได้ มีการ ถูกบิดเบือนได้ในกลุ่มคนที่ไม่หวังดี แต่กฎหมายหรือกติกาในสังคมนั้นนี่ถูกตรามาบังคับ ใช้ ทุกคนต้องปฏิบัติตามนะครับ ถ้าศาสนาถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เหมือนเปึนการ รับรองโดยกฎหมาย ให้มีความมั่นคงในเรื่องศาสนานะครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ครับ ผมนั้นไม่ได้ถูกใครชักจูง หรือให้ข้อร้อง แต่เปึนสิ่งที่ผมมีความเชื่อว่า ถ้าบรรจุ พุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วนั้นนี่ ความสุข ความสงบ ความสามัคคีของคนในชาติ นั้น จะมีมากยิ่งขึ้นยิ่งกว่านี้ ผมมีเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ ท่านอนุศาสน์ครับ เชิญครับ

นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมใคร่ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน เท่าที่กระผมได้รับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนมา หลังจากที่มีกระแสจากพี่น้องหลายต่อหลายคน ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้มี การบัญญัติศาสนาพุทธ์ให้เปึ้นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้พี่น้องชาวไทย พุทธ์ในพื้นที่ภาคใต้จำนวนไม่น้อยที่รับเอากระแสนี้ไปพิจารณา ดังจะเห็นได้จากการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในรอบที่ ๒ ซึ่งประเด็นนี้ถูกโหวต (Vote) ให้มาเปึ้นเรื่อง ของการแสดงความคิดเห็นในระดับต้น ๆ เสมอ แต่เท่าที่รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้อง ประชาชนมา แม้ว่าจะมีผู้พยายามสนับสนุนแนวคิดนี้ แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเปึ้นเสียงของ คนส่วนใหญ่ว่า ไม่จำเปึนกับแนวคิดที่จะบัญญัติให้ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติไว้ ในรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเหตุผลของสภาพสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอีกหลาย ๆ เหตุผล แต่ที่สำคัญที่สุด อาจจะเปึ้นเหตุผลเฉพาะของพี่น้องใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ นั้นคือ ปมประเด็นที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งเปึ้นเหตุผลที่หลายต่อ หลายคนเห็นว่า เปึ้นเรื่องที่น่าเห็นใจสำหรับพวกเขา เพราะสถานการณ์ในพื้นที่มันบีบบังคับให้พวกเขาต้องคิดอย่างนั้น แม้ว่าโอกาสที่จะเกิด ความขัดแย้ง เพราะเรื่องนี้อาจจะน้อยก็ตาม แต่หลายต่อหลายคนพยายามย้ำว่า อย่าให้ มีโอกาสเกิดความขัดแย้งเลยจะดีกว่า ท่านประธานที่เคารพ หากเรามาพิจารณาถึง เหตุผลแล้ว เราเองก็ต้องยอมรับว่า สภาพของประเทศไทยในทุกวันนี้ ทุกปั๊มประเด็นล้วน แต่ล่อแหลมต่อความขัดแย้งทางสังคมเกือบทั้งหมด ปมประเด็นที่คิดว่าจะสร้างปัญหา หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติ หากหลีกเลี่ยงได้ควรจะหลีกเลี่ยงจะเปึนการดี ที่สุด ท่านประธานที่เคารพ กระผมตระหนักดีต่อเจตนารมณ์ของทุกคนที่ออกมา เคลื่อนไหวว่า ทุกคนมีเจตนาดี ทุกคนมีหวังดีต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อ พระพุทธศาสนา แต่ในบางครั้งความดีในบางเรื่อง บางประเด็นอาจจะกลายเปึนน้ําผึ้ง หยดเดียว หากเราพลาดพลั้งก้าวเดียว เราอาจจะดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความขัดแย้งได้ โดยเฉพาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การลดหย่อนผ่อนปรนในบางเรื่องจึง ไม่น่าจะเปึนความเสียหายมากนัก เพราะทุกคนต่างยืนยันว่า ที่กระทำลงไป เสนอไป ก็เพราะความรักชาติ รักบ้านเมือง รักพระพุทธศาสนาและองค์พระมหากษัตริย์กันทั้งหมด การปัองกันการขัดแย้งอย่าให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะในช่วงนี้ เวลานี้ จึงน่าจะดีกว่า การที่จะต้องมาสร้างโจทย์ปัญหาให้ต้องนั่งแก้ในภายหลัง ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ผม อยากจะใคร่ขอเรียนเพิ่มเติม

ประการแรก ที่อยากจะนำเสนอท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ เมื่อรัฐธรรมนูญถูกตราขึ้นมาให้การยอมรับว่าให้เปึ้นรัฐธรรมนูญของ ราชอาณาจักรไทย ทุกคนจะต้องยอมรับในความเปึ้นรัฐธรรมนูญ ยอมรับในบทบัญญัติ ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ และจะต้องเปึ้นบัญญัติที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนจะต้องถือ ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เปึนบัญญัติที่ตราขึ้นมา เพื่อเปึนสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง สมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกประการหนึ่ง ก็คือ ข้อความที่จะพึงบัญญัติ หรือเขียนลงไป ในรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่เปึนแค่การเขียนข้อความให้เปึนแค่บทความ หรือเรียงความ หรือการบอกเล่าเรื่องราวปกติ แต่สิ่งที่จะไปปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องเปึนการ แสดงให้เห็นถึงแบบแผน เปึ้นรูปแบบของการปกครองบ้านเมือง เปึ้นกติกาของบ้านเมือง ที่ทุกคนมีการตกลงร่วมกันว่า จะนำไปใช้ในการปกครองประเทศ และเปึนการแก้ปัญหา ความขัดแย้งให้กับบ้านเมือง เพื่อประโยชน์ของทุกฝ์าย เพื่อคนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ด้วยความคำนึงถึงองค์ประกอบ และเหตุผลนี้กระมัง ที่ทำให้บรรพบุรุษของเราเมื่อสมัยยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อ ๗๕ ป้ก่อน ไม่บัญญัติข้อความว่า พระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติ ไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับนั้น ท่านประธานที่เคารพ แต่เรายอมรับว่า ในความสามารถของ บรรพบุรุษนั้น ทุกท่านมีความหลักแหลม ชาญฉลาดในเรื่องของการใช้ภาษาและการร่าง รัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเหล่านี้ก็รัก และให้ความสําคัญกับพระพุทธศาสนาในฐานะที่เปึนศาสนาประจําชาติ และประสงค์ที่ จะให้เปึนศาสนาประจำใจของชาวพุทธต่อไป ท่านประธานที่เคารพ หากย้อนไปพิจารณา ถึงรัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรสยาม ฉบับป้ ๒๔๗๕ ซึ่งเปึนรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับแรกของประเทศไทย เราจะพบว่า ในมาตรา ๔ ในหมวดพระมหากษัตริย์ ได้มีการ บัญญัติไว้ด้วยข้อความว่า พระมหากษัตริย์ทรงเปึนพุทธมามกะและทรงเปึน อัครศาสนูปถัมภก และข้อความนี้ก็ยืนยันถึงฐานะของพระพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทยไว้ อย่างชัดเจนแล้ว จึงไม่มีความจำเปึนที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม แนวคิดของ บรรพบุรุษอีก เพราะเท่าที่สังเกตมา รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็มีการบัญญัติข้อความนี้ไว้ โดยตลอด และยืนยันได้ด้วยว่า ข้อความนี้เปึนข้อความที่เปึนสิริมงคลแฝงอยู่ในตัว เพราะ ไม่เคยปรากฏจะมีสิ่งเหตุการณ์ใดที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง หรือปั๊มเหตุแห่งการเกิด ความขัดแย้งทางศาสนาและวัฒนธรรมเลย และเปึนการแสดงออกถึงการเชิดชู เทิดทูนให้ เปึ้นสถาบันสูงสุดของประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพ แม้ว่าประเทศไทยจะเปึน ประเทศที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่จากการศึกษาประวัติศาสตร์ ก็ไม่ปรากฏเลยว่า จะเคยมีความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและศาสนาขึ้นในสังคมไทย ไม่เคยปรากฏความขัดแย้งที่จะเกิดมาจากความขัดแย้งทางศาสนา และทุกคนก็อยากให้ เปึ้นเช่นนี้ตลอดไป ผมอยากเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ความหวังดีต่อพระพุทธศาสนา เรื่องของศาสนาเปึนเรื่องละเอียดอ่อน เปึนเรื่องของความ เชื่อถือที่เกิดขึ้นในจิตใจ ความรัก ความห่วงใยทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น จากแรงศรัทธาแต่ ละคนที่จะบังคับหรือหักห้ามกันไม่ได้ แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน อยากจะให้พระศาสนา เหมือนโอสถ์สำหรับเยียวยาให้แก่ปัญหาสังคมทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพ จาก การศึกษารัฐธรรมนูญแห่งพระราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ป้ ๒๔๗๕ ซึ่งเปึนป้ที่มี การเปลี่ยนแปลงการปกครองเปึนต้นมา ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดบัญญัติไว้ว่า ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจําชาติตามที่บางคนเข้าใจ แต่เปึนที่ยอมรับโดยทั่วไปทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติว่าเปึนศาสนาหนึ่งในสถาบันที่สำคัญสูงสุดแห่งประเทศ และพุทธศาสนาก็เปึนศาสนาประจำชาติ เปึนศาสนาที่ปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ ความพยายามที่จะบัญญัติศาสนาพุทธ์ให้เปึนศาสนาประจำชาติมิใช่จะเกิดขึ้นในยุคนี้ ชาวพุทธทุกคนไม่ว่าเปึนยุคใดสมัยใด ต่างมีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนา รักพระพุทธศาสนา อยากให้พระพุทธศาสนาเปึ้นสิ่งจรรโลงใจ แต่ต่างคนต่างคิดกัน ให้หลายมุมมอง ซึ่งอาจจะมีบางส่วน บางแนวคิด ที่อาจจะดูเหมือนว่า จะขัดแย้งหรือเห็น ไม่ตรงกันบ้าง แต่ในที่สุดทุกคนก็ยังคงไว้ซึ่งความเปึนคนไทย คือ พร้อมที่จะ ประนีประนอมยอมความเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพ หากเราย้อนมองไป ถึงสมัยที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เราเองก็พบว่า มีผู้เสนอขอให้บัญญัติ ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ แต่ท่านประธานที่เคารพ หลังจากที่เป่ดให้มี อภิปรายอย่างกว้างขวาง ละเอียดลออ แสดงเหตุผล เสนอความคิดกันอย่างรอบคอบ ผลลงคะแนนเสียงเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ป้ ๒๕๔๐ มีสมาชิกฝ์ายเสียงข้างน้อย เห็นด้วยกับการแปรญัตติให้เพิ่มข้อความดังกล่าวเพียง ๗ เสียง และไม่เห็นด้วย ๖๖ เสียง ซึ่งเหตุผลที่พวกเขาไม่เห็นด้วยก็ไม่ต่างไปจากที่เพื่อนสมาชิกได้นำเสนอไปแล้วนั้น เมื่อ เปรียบเทียบกับสภาพปัญหาและความขัดแย้ง สภาพบ้านเมือง และการเมืองการปกครอง ในยุคสมัยนั้น กับเวลานี้แล้ว มันต่างกันมากกับปัญหาความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นกับ สังคมไทยในเวลานี้ แต่ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่เหมือนกันประการหนึ่ง คือ คนไทยและ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้น กับคนไทยในเวลานี้ ก็คือ ทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่า แม้จะไม่มีการบัญญัติข้อความดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติของไทยมาแต่โบราณ และปัจจุบันก็ยังเปึ้นเช่นนั้น และจะต้องเปึ้นเช่นนั้นตลอดไป กระผมใคร่ขอกราบขอบพระคุณกรรมาธิการยกร่าง ทุกท่านที่ได้ให้ความกรุณาตอบรับ และแสดงความเข้าใจ เห็นใจ ความห่วงใย ให้ความสำคัญกับเสียงเรียกร้อง โดยเพิ่มข้อความลงในมาตรา ๗๘ ซึ่งเดิมให้มี การบัญญัติ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาพุทธ ซึ่งเปึนศาสนาซึ่งปวงชน ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือเปึนเวลาช้านาน และศาสนาอื่น ๆ การเพิ่มข้อความในส่วนนี้ นับได้ว่าเปึนประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญไทย เปึนการแก้ปัญหาด้วยความออมชอม ประนีประนอม ส่วนหนึ่งเพื่อตอบสนองความหวังดีของพี่น้องประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง และอีกส่วนหนึ่งเปึนการเดินตามร้อยของบรรพบุรุษที่เคยยกร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว ในอดีต ซึ่งสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น ก็คือ ให้ทุกคนยอมรับในความบริสุทธิ์ของ พระพุทธศาสนา และเปึนการยอมรับที่เกิดจากจิตสำนึกในความศักดิ์สิทธิ์ของ พระพุทธศาสนาไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และกระผมคิดว่า พี่น้องประชาชนเอง คงเข้าใจและตระหนักในส่วนนี้ ท่านประธานที่เคารพ ผมเข้าใจในเจตนาของทุกคนที่ ต้องการบัญญัติให้พุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาติดี แต่ผมใคร่ขอกราบ ขอความ กรุณามายังเพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติทุกท่านให้มองแนวคิดที่แตกต่าง ของแต่ละคนเปึนความหวังดี มองความหลากหลายทางความคิด เปึนความขัดแย้งเพื่อ การสร้างสรรค์ และอยากให้แต่ละฝ์ายที่คิดจนเกือบจะเหมือนกันว่า มีเปัาหมายที่ คล้ายกัน ได้กรุณานำเอาสภาพบ้านเมืองในปัจจุบันมาเปึนข้อมูลประกอบการพิจารณา วิเคราะห์ สังเคราะห์ เหลียวหลังแลหน้า ใคร่ครวญ เพิ่มเติมอีกสักนิด เพื่อหาทางออก ร่วมกันด้วยสภาพบ้านเมืองของเราบอบช้ำ และล่อแหลมต่อความขัดแย้งเช่นนี้ เราน่าจะ ก้าวเดินเช่นไรประเทศไทยถึงจะร่มเย็น ต่างคนต่างต้องการเห็นความสงบสุข ร่มเย็นเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ต้องการเห็นความ ศักดิ์สิทธิ์และความบริสุทธิ์ของพระศาสนาทั้งนั้น และผมเองหวังว่า สิ่งที่ทุกท่านอยากเห็น อยากให้เกิด จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากทุกคนให้ความร่วมมือและจริงใจต่อ พระพุทธศาสนา ต่อบ้านต่อเมือง และอยากจะฝากข้อคิดไว้สักนิดว่า ศาสนาพุทธจะ รุ่งเรื่องหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่ว่า คนไทยที่เปึ้นชาวพุทธจะ นำศาสนาพุทธมาเปึนศาสนาประจำใจมากน้อยเพียงใด หากสามารถปฏิบัติได้มาก แม้ จะไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า และเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาก็ยังคง รุ่งเรืองสถิตสถาพรคู่บ้านคู่เมืองตลอดไป ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านที่อภิปรายต่อไปนะครับ ท่านชาติชาย แสงสุข เชิญครับ คุณชาติชายครับ

นายชาติชาย แสงสุข

ครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่าน คณะกรรมาธิการยกร่าง ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับ กระผม ชาติชาย แสงสุข สสร. ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดลึกฝั่งไว้ในจิตใจของชาวพุทธ์ หลายคน วันนี้ผมจะประกาศว่า ประเทศไทยของเรานั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องบรรจุ ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ เหตุผลมีดังนี้ครับท่านประธาน ผมขอยกตัวอย่าง ง่าย ๆ สั้น ๆ กระชับ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านอาจจะมีความคิดเห็นที่ค่อนข้างแตกต่าง กันออกไป นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก ศาสนาถือเปึนขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวกับความเชื่อ จำเปึนจะต้องมีกฎมีเกณฑ์ ถ้าเคารพศาสนาโดยไม่แสดงออกนั้น ก็ต้องไม่มีการสร้างวัด ไม่ต้องไหว้พระสงฆ์ เคารพในจิตใจก็พอ ทำบุญไม่ต้อง เอาสังฆ์ท่านไปไหว้พระสงฆ์ที่วัด นั่งทำที่บ้านก็พอ นั่นคือ เคารพทางจิตใจ กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่า เปึ้นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ยึดหลัก ความคิดเห็นของประชาชนเปึนหลักใหญ่ นั่นคือจุดสำคัญ ผมแทบมองไม่เห็นเลยว่า ศาสนาจะทําให้คนนั้นแตกแยก ซึ่งเปึนเรื่องไม่มีมูลความจริง จากอะไรครับท่านประธาน ผมจะบอก ถ้าเกิดบรรจุศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติแล้วนั้น ทำให้คนแตกแยกได้ เปึ้นเรื่องที่น่าฉงนสนเท่ห์มาก เพราะศาสนาก็บอกแล้วว่า ต้องการสันติสุข แล้วก็ถ้าเกิด ใครมาคิดอย่างนี้ มาวิเคราะห์อย่างนี้ อย่างที่ท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน บอกว่า สาเหตุที่แตกความสามัคคีคนละประเด็นกับศาสนาครับ ท่านประธาน คนละประเด็นอย่างไร คนมีศาสนานี่เขาไม่ทํา เขาจะไม่เอาศาสนามา ยุ่งเกี่ยว ที่จะนำบรรจุไปในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้นี่ ไม่เกี่ยวกับการเมือง ถ้าเกิดมองว่า เมื่อเกิดการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเมื่อไร ต้องเปึ้นเรื่องกับการเมืองเท่านั้น ผิด การเมือง ผมจะไม่พูดว่า หมายความว่าอะไร แต่เหตุที่ผมจะพูดนี่คือหลักของศาสนาพุทธที่จะต้อง น้ำบรรจุเปึนศาสนาประจำชาติ มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่จะนำพาศาสนา พุทธ์นี่เปึนศาสนาประจำชาติ ตอนนั้นก็บอกยังไม่เหมาะสม ร่างมาแล้ว ๑๗ ฉบับ ก็บอก ว่า ยังไม่เหมาะสม ผมอยากจะกราบเรียนว่า ร่างต่อไปอีกหนึ่งร้อยกว่าฉบับ ถ้าเกิด เปึ้นไปได้ศาสนาพุทธก็ยังไม่เหมาะสมหรอกครับ ถ้าเราไม่บรรจุลง อย่างไรก็ไม่เหมาะสม วันนี้นี่ ผมต้องกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานว่า เปึนประเด็นที่ค่อนข้างลึก นาน ๆ ผมได้ พูดสักทีหนึ่ง เพราะผมไม่ค่อยได้มา ผมต้องกราบเรียนว่าอย่างนี้ แต่ผมไม่ได้ละเลยหน้าที่ของการเปึน ตัวแทนประชาชน ถูกครับที่มีท่านสมาชิกบอกว่า ความคิดเห็นบางส่วนบอกว่าไม่ จำเปึนต้องบรรจุ ประชาธิปไตย คือ ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ ต้อง เคารพกติกาของคนส่วนใหญ่ในประเทศ นี่คือกฎหลักของประชาธิปไตย ถ้าเกิดว่า ประชาชนออกมาขับเคลื่อน มาเคลื่อนไหว มาแสดงความคิดเห็นที่จะให้ศาสนาพุทธเปึน ศาสนาประจำชาติโดยมีเหตุผลสมควร ก็ต้องรับฟัง ไม่สำคัญหรอกครับท่านประธานว่า จะบรรจุ หรือไม่บรรจุ แต่สำคัญว่า เปึนความคิดเห็นของประชาชนแล้วจะทำอย่างไร และ ความคิดเห็นของประชาชนนี้ท่านไม่ได้บอกว่า ควรที่จะให้ความสำคัญกับศาสนาพุทธ์ อย่างเดียว แต่เขาบอกว่า ต้องบัญญัติศาสนาพุทธ์ให้เปึ้นศาสนาประจำชาติ เขาคิดคําให้ เราเสร็จสรรพเรียบร้อย แล้วผมก็คิดว่า ขณะนี้พ่อ แม่ พี่ น้อง ประชาชนทางบ้านก็กำลังดู ผมอยู่ แล้วอย่างนี้นี่ ท่านคณะกรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกครับ ถ้าเปึนความคิดเห็นของ ประชาชนนี่ ท่านจะรับไหม ท่านอาจจะบอกว่า จะใช้คำอื่นก็ได้ อะไรก็ได้ ถ้าเปึ้นแบบนี้นี่ ก็ต้องไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญใช้ ก็แค่เคารพกติกาแค่ในใจพอ ถ้าเกิดประเทศชาติ บ้านเมืองดีจริงนี่ ก็คงไม่ต้องมีกฎหมาย ก็คงไม่ต้องมีนายกรัฐมนตรีมาบริหาร ประเทศชาติบ้านเมือง ถึงเวลาแล้วครับที่จะต้องบรรจุพระพุทธศาสนาให้เปึนศาสนา ประจำชาติ ท่านประธานครับ สาเหตุที่บ่งบอกว่า กลัวเกิดความแบ่งแยกทางด้าน ความคิดที่เปึ้นทัศนคติเกี่ยวกับศาสนานั้นนี่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านชาติชายครับ ขออนุญาต ถ้าอภิปรายแล้ว ข้อความอย่าซ้ำนะครับ ความแตกแยกนี่ ท่านอภิปรายไป ๒ รอบแล้วนะครับ ขอให้อย่าซ้ำครับ

นายชาติชาย แสงสุข

ขอบพระคุณท่านประธานเปึนอย่างสูงครับ ท่าน ประธานครับ ผมในฐานะเยาวชนคนหนึ่ง ผมมีความคิดว่า กฎหมายยังมีการวิวัฒนาการ ได้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้ แล้วทําไมศาสนาพุทธจะบรรจุเปึนศาสนาประจําชาติมิได้ เพราะว่าตอนนี้นี่ สถานการณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองของเรานั้น ต้องเอาศาสนาพุทธ์ เข้าไปบรรจุ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง เพื่อให้ทุกคนเล็งเห็นว่า ท้ายที่สุดนี่ ศาสนาเปึ้นที่พึ่งทางใจ แล้วทางใจนี้นี่จะไม่เปึนผลเลยถ้าไม่บรรจุลงเปึ้น ศาสนาประจำชาติที่มาจากความคิดเห็นของประชาชน วันนี้นี่ค่อนข้างที่จะมีอะไร มากมาย ผมต้องขอกราบเรียนว่า ผมจะสรุปจริง ๆ แล้วก็สั้น ๆ ท่านประธานครับ ผม ไม่ขอพูดถึงว่า ประเทศอื่นจะมีเอกลักษณ์อะไร จะทําอะไร จะบรรจุอะไร ผมไม่สนใจ ผม สนใจตอนนี้อยู่อย่างเดียว คือ ความคิดเห็นของประชาชน และเปึ้นที่ประจักษ์ ท่าน ประธานเองก็เห็น ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างท่านก็เห็น ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็เห็น เพราะฉะนั้นในเงื่อนไขที่บอกว่า จะเกิดความแบ่งอะไรนี่ อาจจะมีข้อเหตุผลตรงนี้ลบล้าง ออกไปเสีย เปึนไปได้ไหมครับท่านประธานว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญชุดนี้นี่ ฉบับนี้นี่ จะเปึนกฎหมายในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ชัดเจนไปทุกเรื่อง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านชาติชายครับ ท่านอภิปรายวนแล้วนะครับ สรุปได้แล้วครับ เชิญครับ

นายชาติชาย แสงสุข

สาเหตุที่ผมอภิปรายวนไปวนมานั้น ล้วนแล้วแต่มี ข้อเกี่ยวข้องทั้งสิ้น แต่ผมก็ต้องทำตามมติในที่ประชุม ศาสนาพุทธนั้นเปึนศาสนาในทาง วิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ เมื่อก่อนนี้ก็ไม่มีกฎหมายในการควบคุมสื่อต่าง ๆ เทคโนโลยีต่าง ๆ เพราะยังไม่เกิด แต่ เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ทั้งที่ศาสนานี่เกิดก่อน เปึ้นหลักที่เกิดก่อนสิ่งเหล่านี้ต่างหาก ต่อไปถ้าเกิด บรรจุแล้วนี่ จะบังคับไม่ให้พระสงฆ์ พระคุณเจ้านี่ถือเงินก็ได้ เปึนเรื่องของกรรมการ เปึน เรื่องของกระบวนการยุติธรรม เพื่อปัองกันปัญหาการทุจริตในหมู่พระสงฆ์ ก็สามารถทำ ได้ เพราะมีกฎหมายรับรอง รัฐก็สามารถที่จะอ้างในกฎหมายได้ในรัฐธรรมนูญได้ว่า นี่ ปรากฏไว้ รัฐต้องทำ รัฐต้องสนับสนุนวัด ในกรณีวัดเกิดขาดแคลน เกิดอะไรทั้งสิ้นนี่ ไม่ต้องไปเดินเรี่ยราย แล้วก็ไม่เปึนที่มาของการว่าฉ้อฉล ฉ้อโกงประชาชน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านชาติชายครับ ผมเตือนท่านหลายครั้งแล้วครับ ตอนนี้ท่านออกนอกไปถึงเรื่องอื่นแล้ว นะครับ เอาว่าเหตุผลเรื่องศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาตินี่ครับ ผมว่าคนที่บ้านนี่เขา ฟังท่านด้วยใจจดใจจ่อ เห็นท่านพูดดี อภิปรายดี แล้วเห็นเปึ้นเยาวชนนะครับ อยากให้มี เนื้อหาสาระจริง ๆ เพราะเกรงใจสมาชิกท่านอื่นนะครับ เขาก็มีชื่อที่จะอภิปรายอีกหลาย ท่าน แต่ท่านอภิปรายวนไปวนมานี่นะครับ ขออนุญาตให้ท่านสรุปเลยนะครับ เชิญครับ

นายชาติชาย แสงสุข

ขอบพระคุณท่านประธานครับ อย่างนั้นผมขอ สรุปสั้น ๆ สาเหตุที่ต้องบรรจุ ศาสนาพุทธ คำนี้เปึนศาสนาประจำชาติ

๑. เพื่อให้เกิดตามทำนองคลองธรรมของศาสนา ที่เปึนหลักประกัน เปึน ความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ให้เกิดขึ้น สามารถที่จะนำไปปฏิบัติในเชิงแง่ของ กฎหมายและคุ้มครองได้

๒. ทำตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เกี่ยวกับเรื่องของ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถือความคิดเห็นของประชาชนเปึ้นหลักใหญ่

๓. เปึนการรับประกันคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้ยืนยง ให้มีกฎหมายลูก บังคับใช้เปึ้นรายละเอียด อันที่จะเจริญสถาพร และเกิดเสถียรภาพทางด้านศาสนาขึ้นได้ อย่างแท้จริง

๔. เปึนการปกปัองศาสนาอื่น สนับสนุนศาสนาอื่น เพื่อให้เกิดความ สมานฉันท์ทุก ๆ ศาสนาที่อยู่ในประเทศไทย ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณนะครับ ต้องเรียนสมาชิกนิดหนึ่งนะครับ ว่า ข้อบังคับ ข้อ ๕๒ นี่นะครับ ถ้า ประธานเห็นว่าผู้ใดได้อภิปรายพอสมควรแล้ว ประธานจะให้ผู้นั้นยุติการอภิปรายก็ได้ นะครับ แต่สิ่งที่ผมไม่อยากให้เข้าใจผิดว่า สิ่งที่ท่านชาติชายอภิปรายนั้นผมพยายามจะ ไม่ให้พูด ไม่ใช่นะครับ ผมเห็นท่านพูดแล้วเนื้อหาสาระนี่พอได้ครบถ้วนไป ๒ รอบแล้ว ยังมีรอบที่ ๓ อะไรนี่นะครับ ผมก็เลยต้องชี้แจงให้ท่านได้เข้ามาในเนื้อหานะครับ คงไม่ได้ ป่ดกั้นการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ ท่านที่แสดงความจำนงไว้ ท่านวัชรา นะครับ แล้วก็ท่านเศวตนะครับ อาจารย์กรรณิการ์นะครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. ท่านประธานสภาครับ เนื่องจากพระพุทธศาสนามีความสำคัญ ต่อชนชาวไทย โดยเฉพาะในสองสามประการดังต่อไปนี้ครับ

ประการที่ ๑ เนื่องจากชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนามาเปึน เวลาช้านานแล้ว

ประการที่ ๒ ประมุขของประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง เปึ้นพุทธมามกะ

ประการที่ ๓ วัฒนธรรม ประเพณี วันหยุดราชการก็ดี สืบเนื่องมาจาก พระพุทธประวัติ และพระพุทธวจนะขององค์พระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคณะของกระผมจึง ได้ขอแปรญัตติไว้ใน ๒ มาตราด้วยกัน คือ มาตรา ๗๘ ขอให้ระบุพระพุทธศาสนาเปึ้น ศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาเปึนเวลาช้านาน และศาสนาอื่น ทั้งต้อง ส่งเสริมความเข้าใจอันดีในความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกของทุกศาสนา รวมทั้ง สนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพ ชีวิต ซึ่งในการแปรญัตติมาตรา ๗๘ นี้ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างได้กรุณาบรรจุลงไว้แล้ว ซึ่งกลุ่มของกระผมก็เปึ้นที่พอใจแล้ว ส่วนในอีกประเด็นหนึ่งนั้นคือ ได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๒ วรรคสอง ขอให้ระบุว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติของประเทศไทย เหตุผลที่ได้มีญัตติอันนี้ขึ้นมา ก็เนื่องจากทางกลุ่มของผมต้องการให้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นกันในที่ประชุมนี้ เนื่องจากเหตุดังกล่าวแล้วข้างต้นนะครับ และตอนนั้นทางกลุ่มของเพื่อนสมาชิกซึ่งได้ยื่น แปรญัตติในประเด็นที่คล้ายใกล้เคียงกับที่กระผมกล่าวตะกี้นี้ ญัตติได้ถูกตกไป เนื่องจาก ผู้รับรองถอนการรับรอง ทางกลุ่มกระผมก็เกรงว่า เรื่องนี้จะไม่ได้รับการพิจารณาในที่ ประชุมนี้ กลุ่มของกระผมจึงได้เสนอญัตติมาในนาที่สุดท้าย คือ สองทุ่มของคืนก่อนที่จะ หมดโอกาสที่จะยื่นได้นะครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าพระพุทธศาสนามีความสําคัญต่อ ประเทศชาติอย่างไร เพราะเปึนที่ยอมรับแล้วว่า พุทธศาสนามีความสําคัญต่อ ประเทศชาติไทย แต่ปัญหามีอยู่ว่า สมควรหรือไม่ที่จะระบุว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนา ประจําของชาติไทยไว้ในรัฐธรรมนูญ กระผมขอแสดงความคิดเห็นว่า รัฐธรรมนูญนี้เปึ้น บทกฎหมายสูงสุดของประเทศที่ว่าด้วยเรื่องอธิปไตยของประเทศ เรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่อง รูปแบบการปกครอง เรื่องการถ่วงดุลอํานาจและการตรวจสอบอํานาจรัฐ รัฐธรรมนูญนี้ เปึนกฎหมายอย่างหนึ่ง เปึนสิ่งที่ไม่ยั่งยืน อาจจะมีการเปลี่ยนแปรไปได้ด้วยเหตุประการ ต่าง ๆ แต่พระพุทธศาสนาเปึนสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือ ความศรัทธาของบุคคล ซึ่งจะ ยั่งยืนเพราะความเปึนสัจธรรมของพระพุทธศาสนา มีความยั่งยืนเพราะความเปึน พุทธศาสนาในตัวของตัวเอง ไม่จำเปึนต้องอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายใด สิ่งที่เปึนสิ่งที่ ยั่งยืนเปึนนิรันดร์ไม่สมควรครับที่จะต้องอาศัยหรือฝากไว้กับสิ่งที่ไม่ยั่งยืน กระผม มีความเห็นเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านเศวตครับ ยังติดใจไหมครับ ติดใจที่จะอภิปรายไหมครับ เชิญครับ

นายเศวต์ ทินกูล

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เศวต ทินกูล ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนเกษตรกร จังหวัดนครพนมครับ ท่านประธานครับ พี่น้องเอ๋ยหากพระพุทธศาสนายังอยู่ยัง บ่แปรเปลี่ยนทำลาย พวกหมู่เฮ้าทั้งหลาย กะอยู่ยาวยืนมั่น บ่มีวันสูญเศร้า ศาสนาเฮากะเฮื่องฮูง ชาติที่รักยิ่งเกล้า เจริญเรื่อย บ่เสื่อมลงครับ พี่น้องเอ๋ย นี่เปึนคำที่พูดมานานครับ ท่านประธานครับ ในบ้านของผม และ เนื่องจากผมเปึนชาวนครพนมนะครับ ผมก็ต้องเรียนที่จังหวัดนครพนมครับ โรงเรียนที่ผม เรียน คือโรงเรียนป่ยมหาราชาลัยครับ เปึ้นโรงเรียนที่ล้นเกล้า รัชกาลที่ ๕ พระราชทานให้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านเศวตครับ

นายเศวต ทินกูล

ครับผม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ช่วยเข้าเนื้อหาศาสนาดีกว่านะครับ ประวัติส่วนตัวเอาไว้ก่อน

นายเศวต์ ทินกูล

มันเปึนเนื้อหาครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ประวัติส่วนตัวเอาไว้ก่อน

นายเศวต ทินกูล 🔗

ไม่ใช่ครับ ผมจะไล่เลี้ยงว่า เหตุผลที่มาที่ไปเปึน อย่างไร เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างไรครับ การศึกษาด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากให้บรรยากาศในการอภิปรายนี้เปึนไปด้วยความ ละมุนละไมครับ ท่านประธานครับ เพราะเปึนประเด็นที่ละเอียดอ่อนและรอคอยมานาน นานกว่า ๗๕ ป้แล้วครับ ท่านประธาน ขอเถอะครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ เมื่อผมเรียนโรงเรียน ประจําจังหวัด ผมก็เคารพธงชาติไทย ผมมองเห็นทุกวัน สีแดง สีขาว สีน้ําเงิน หมายถึง อะไร ก็ไม่ต้องพูดถึงนะครับ และผมก็สวดมนต์ไหว้พระทุกวันครับ ตราโรงเรียนของผม เปึนตราพระธาตุพนมครับ เขียนคำว่า สุ จิ ปุ ลิ หัวใจนักปราชญ์ครับ สุ หมายถึง สุตมย์ปัญญา ครับ จิ หมายถึง จินตมย์ปัญญา ครับ ปุ หมายถึง ปุจฉาที่จะต้องถามครับ ลิ คือ ลิขิต ขีดเขียนครับ เปึนหัวใจนักปราชญ์ หล่อหลอมให้ผมมาเปึนนักปราชญ์ แต่เปึน ปราชญ์ชาวบ้านครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเขาก็สอนผม สั่งผมนะครับ แล้วผมก็ ร้องเพลงเขาครับว่า บทป่ยมหาราชาลัย จึงตั้งใจเล่าเรียนเพียรศึกษา ให้เก่งกาจ ปราดเปรื่องเรื่องวิชา สมเปึนข้าบาทบ้งสุ์องค์ภูัธร ทำสิ่งใดใจจิตคิดให้ลึก ค่ะนึ่งนึกคำครู ผู้สั่งสอน เกียรติศักดิ์รักมั่นตราบอมร สมศักดิ์ศรีชาวนครพนมเอย เขาสอนผมมาอย่างนั้น ครับ แล้วก่อนจะเรียนหนังสือเขาก็ไหว้ครูครับ ป่าเจราจริยาโหนติ ครับ ไม่ต้องบอกอีก พี่น้องประชาชนเขารู้ เข้าใจ จะเสียเวลาในการอภิปรายครับ เมื่อเปึนผมอย่างนี้ ผมก็เปึน อย่างที่เปึน เปึ้นเหตุให้ผมก็ต้องรณรงค์เรื่องศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน บ้านผมมีพระธาตุพนมที่บรรจุ พระอุรังค์ธาตุ ส่วนหน้าอก หมายถึงจิตใจของพระพุทธเจ้าที่ฝากบอกพระอ่านนท์ไว้ นะครับ เนื่องจากเปึ้นที่ตั้งของที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ในอดีต และเปึน หลักชัยที่จะกู้บ้านกู้เมืองในยามเดือดร้อน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงสั่งเสียแล้วก็บอก พระอ่านนท์ให้นำพระอุรังค์ธาตุมาประดิษฐานไว้ตรงนี้ และเปึนหน้าที่ของผม ชาวนครพนมจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ครับในเรื่องนี้ครับ เพราะนครพนมสมนาม มีพระธาตุ งามเปึนมิ่งขวัญเมือง เหมือนหลักชัยพาให้รุ่งเรื่อง ถิ่นพนมชื่อประเทืองสืบต่อเนื่องมานาน แม่โขงธารบอกย่านเขตแหล่ง น้ำไม่เหือดแห้งหลั่งไหลทุกฤดูกาล ดั่งเลือดไทยแต่สมัย ครั้งโบราณ ไหลมาเปึ้นพยานว่าเลือดสร้างแหล่งไทย ใครจะยื้อ ใครจะยุด ใครจะฉุด ใครจะเฉือน นครพนมไม่เขยื้อนจากไทยไป ชาวพนมอยู่ต่อสู้เพื่อไทย อุทิศเลือดหลั่งไหล ดั่งหยาดน้ำโขงธาร ครับท่านประธาน ก่อนอื่นเราจะต้องรู้เรื่องศาสนาก่อนครับว่า ศาสนา แต่ละศาสนาเปึนมาอย่างไรในโลกนี้ ในจักรวาลนี้ครับ ท่านประธานครับ เราต้อง เปรียบเทียบศาสนาก่อน ไม่ใช่ว่าจะพูดกันตะพึดตะพื่อเรื่องศาสนาพุทธ์อย่างเดียวครับ ตั้งแต่ครั้งอดีตในโลกนี้มนุษย์ก็มีความสัมพันธ์กับศาสนามาช้านาน คือศาสนา เทวนิยมนะครับ คือเขาคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องศาสนา เราต้องดูศาสนาเพื่อนบ้านของเรา นะครับ มีความคิดเห็นเรื่องพระเจ้าองค์เดียวกันครับ เปรียบเทียบ ผมไม่เอ่ยชื่อก็ได้ครับ มีคัมภีร์เขียนไว้ มีพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่เรียกคนละชื่อครับ มีส่วนเอเดน (Eden) เหมือนกัน มีอาดัม (Adam) อีวา (Eve) เหมือนกันครับ มีเรือโนอาร์ (Noah’s Ark) เหมือนกันครับ แต่เรียกชื่อคนละศาสนาครับท่านประธาน มันเปึนความคิดเห็นของ ศาสดาแต่ละบุคคล ศาสดาในศาสนาอื่น และศาสดาทั้ง ๒ ศาสนา ๓ ศาสนา เขาก็พูด เหมือนกัน บัญญัติไว้เหมือนกันถึงเรื่องของ นบี (Nabi) หรือว่าเรื่องของผู้นำทางศาสนา นะครับ มาช้านานก่อนเกิดกำเนิดศาสนาแล้ว แสดงว่าเขามีมานานแล้วครับ เรื่องศาสนา แห่งพระเจ้า เขามีมานานแล้ว เราก็ต้องเข้าใจศาสนาก่อนนะครับ แต่มนุษย์ต่างหากที่นำเอา ศาสนาไปเกี่ยวข้อง ดังเช่นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปถึงเรื่อง เชิร์ช แอนด์ สเตต์ เซพพะเรชัน (Church and state separation) เรื่องของราชอาณาจักรและศาสนจักรครับ มันไม่เปึน อย่างนั้นหรอกครับของเมืองไทยครับ เพราะไม่มีผู้นําทางศาสนาไปสวมมงกุฎให้คิง (King) หรอกครับ เมืองไทยไม่มี แล้วก็คิงก็ไม่ต้องไปอ้อนวอนกับผู้นำทางศาสนจักรหรอก ครับ มันไม่มี แต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีครับ อย่าเข้าใจนะครับว่า ที่ศรีลังกาบรรจุพระพุทธศาสนา ไว้ในรัฐธรรมนูญ เขาเขียนให้ศาสนาพุทธเปึนสิ่งสูงสุด มันก็เลยวุ่นวาย เพราะเขามีประวัติ การต่อสู้กับต่างชาติ ถูกกดขี่ข่มเหงมาช้านาน ไม่เหมือนกันหรอกครับ เราไม่ต้องไปดู คนอื่นหรอกครับ เชิร์ช แอนด์ สเตต์ เซพพะเรชัน เรียกชื่อก็ไม่เหมือนกับเราอยู่แล้วครับ เขาเรียกว่า เนชัน รีลิเจิน (Nation religion) ไม่เหมือนกับของเราหรอกครับ ศาสนาประจำชาติ เขาแปลว่า เนชัน สเตต (Nation state) ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านเศวตครับ ข้อบังคับบอกว่า ให้พูดภาษาไทย

นายเศวต ทินกูล

มันเปึนอย่างนี้ เปึนเรื่องหลักวิชาและวิชาการครับ ท่านประธานครับ ต้องขอประทานอภัย ด้วยความเคารพ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านก็แปลเสียเลย ไม่ต้องพูดแล้วนะครับ

นายเศวต ทินกูล

หมายความว่า ศาสนจักรกับราชอาณาจักร กับคําว่า เนชัน สเตต เนชัน รีลิเจิน หมายถึงว่า ศาสนาแห่งชาติ ประชาชาติ ไม่ใช่ครับ แต่ที่ผมพูด ประทานกราบเรียนเดี๋ยวนี้ เปึนเรื่องของชาติ แปลว่า การเกิด ผมนั้นได้รับอิทธิพลทาง พระพุทธศาสนาโดยชาติ คือ พ่อ แม่ผมเปึน ปู์ ย่า ตา ทวด ผมเปึนครับ เจ้ามหาชีวิต ผมเปึน ผมจึงเปึนอย่างนั้นครับท่านประธานครับ เราจะเอาของฝรั่งกับของเรามาร่วมกัน ผสมเปึนเรื่องเดียวกัน เรื่องของหลักรัฐศาสตร์กับศาสนจักรคนละเรื่องครับ ซึ่งชื่อคําว่า เชิร์ช แปลว่า โบสถ์ นะครับ แอนด์ สเตต แปลว่ารัฐ ต่างกันกับความหมายคำว่า ศาสนา ประจำชาติของผมอย่างสิ้นเชิงครับผม เพราะโดยชาติผมเปึนโดยชาติกำเนิดครับ ผม ไม่ได้มาบังคับกะเกณฑ์ให้พี่น้องประชาชนที่เกิดในประเทศไทยจะต้องนับถือ พระพุทธศาสนา แต่นับถือโดยการเกิดครับ ใครเกิดมาเขาก็นับถือ ใครอยากเปลี่ยนไป อย่างไร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เขียนในมาตรา ๓๗ แล้วว่า สิทธิเสรีภาพการนับถือศาสนานั้น ไม่จํากัดครับ และรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญคืออะไร นักวิชาการเข้ารู้ดี คือ ภาพสะท้อนระบอบครับ คือ เปึนรีเฟลกชัน ออฟ รีจีม (Reflection of regime) นะครับ ท่านต้องเข้าใจ สะท้อนออกมา รัฐธรรมนูญเปึนคอมมิวนิสต์ ก็สะท้อนคอมมิวนิสต์ รัฐธรรมนูญเผด็จการก็สะท้อนเผด็จการ เมื่อชนชาติไทยโดยชาติเกิดมาเปึ้นศาสนาพุทธ์ โดยกำเนิดแล้ว ก็สะท้อนออกมา มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่เราก็ไม่ได้บังคับกะเกณฑ์ว่า คุณต้องตามผมนะ ไม่ใช่ อย่าเข้าใจผิดครับ ท่านประธานครับ มันไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง ความเปึนชาติไทย เปึนวัฒนธรรมไทยหล่อหลอมกันมานาน เพื่อนสมาชิกหลายคน อภิปรายไปแล้วครับ หล่อหลอมจนมาถึงวันนี้ มองวัดวาอาราม ศาสนา อย่าเข้าใจนะครับ พระพุทธศาสนามันมีหลายมิติครับ มิติของความเปึนโลกุตรธรรม ปลีกวิเวกมีครับ มิติ ของความเปึนมิติสัมพันธ์กันระหว่างศาสนา ปรัชญา สังคม วัฒนธรรม ภาษา ชีวิต ความเปึนอยู่ ศิลปการ หลักการปกครอง มันหล่อหลอมร่วมกันเปึนศาสนาครับผม แล้ว เราก็ตามฝีรั่ง นักวิชาการของเราตามฝรั่งครับ และผมเรียนว่าอย่างนี้ หลายท่านเรียนแต่ ภาษาฝรั่ง เรียนแต่ตำรารัฐศาสตร์ฝรั่ง หรือมิติอื่น ๆ แต่องค์ความรู้ด้านการศาสนา วัฒนธรรมไม่มี ไม่ได้เรียน แล้วมาแสดงความคิดเห็นกัน ถ้ามีวิชาจารณ์สัมปันโน หมายความว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เห็นพ้องซึ่งเรียนทั้งสองข้างเรียนทั้งสองอย่าง แล้ว เปรียบเทียบกัน เรียนมิติของศาสนาอื่น จะเข้าใจ แล้วมาเถียงมาว่า มาวิจารณ์ ผม ไม่ขัดข้องครับ แต่ถ้าหากว่าไม่ได้เรียน ไม่ได้รู้ ตะพึดตะพื่อ คุณเศวต ผมเรียนมา ฝรั่งเขา บอกว่าอย่างนี้ ผมไม่อยากฟังครับ เพราะเถียงสัพพัญ็ู ผู้รู้แจ้ง ไม่ได้เรียน ไม่ได้ อ่านตำรา พระไตรป่ฎก พระสูตร พระธรรม พระวินัย และไม่คิดถึงตรึกตรองก็มา วิพากษ์วิจารณ์แล้วเริ่มพูดกันมาก็ผิดแล้ว คำว่า ชาติ ศาสนาแห่งการเกิดก็บิดเบือนเปึน เรื่องของศาสนจักรกับอาณาจักร รัฐธรรมนูญเราเขียนไว้แล้วว่า ห้ามนักพรต นักบวช ภิกษุ สามเณรมาลงเลือกตั้ง รับสมัครเลือกตั้ง เปึนรัฐมนตรี เปึน สส. ท่านพิจารณาดูดี ๆ สิครับ มันใช่ไหมครับ ศาสนจักรกับราชอาณาจักร มันคนละเรื่องครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านเศวตครับ

นายเศวต ทินกูล

ครับผม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ดังสองครั้งนี่นะครับ ผมก็เกรงใจท่าน เพราะว่าถ้ายิ่งทักท้วงท่าน ก็จะโต้กันไปโต้กันมา และก็จะเสียเวลาที่ประชุม ผมก็ให้เกียรติท่านนะครับ เพราะว่าท่านก็ถือว่าเปึนผู้อาวุโส อีกท่านหนึ่งนะครับ กรุณาเข้าเนื้อหาสาระที่ท่านจะให้เหตุผลว่า ควรจะให้มีการบัญญัติ ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจําชาติหรือไม่ ผมว่าคนเขาก็อยากจะฟังนะครับ เขาก็รอตรงนี้ นะครับ ขอความกรุณาเข้าประเด็นเลยนะครับ ท่านเศวตครับ

นายเศวต ทินกูล

ครับ ขอบคุณ ชัดเจนครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผม พูดนี้เปึนหลักในการหักล้างทางวิชาการของกรรมาธิการยกร่างครับ ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยนะครับ เพราะว่าหลักนี้เปึนหลัก ราชอาณาจักรกับศาสนจักรเปึนประเด็นสำคัญ เปึ้นหัวใจครับเพราะความคิดเห็นที่ต่างกันที่จุดนี้จุดเดียวครับ ไม่มีจุดอื่นเลยครับ ท่านประธานครับ แล้วทุกท่านก็อภิปรายมาแล้วว่า เรามีพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติอยู่แล้ว ทุกท่าน ไม่ว่าฝ์ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยครับ เพียงแต่ปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า สมควร จะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้นเองครับ เพราะนั่นเปึ้นประเด็นหักล้างเรื่อง ศาสนจักรและราชอาณาจักรเท่านั้นเองครับผม ที่จริงผมเตรียมอภิปรายถึงเรื่องจักรวาล มาด้วย กำเนิดศาสนา แต่เกรงว่าจะยาวไปนะครับ เอานิดเดียวครับท่านประธาน ไอน์สไตน์ (Einstein) น่ะครับ ยกตัวอย่าง ได้ศึกษาพระพุทธศาสนา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านเศวตครับ ผมขอประทานโทษ ที่ท่านตัดสินใจว่าจะไม่เอาจักรวาลมาพูด ผมว่า ท่านตัดสินใจถูกแล้วนะครับ อย่าไปดึงเข้ามาเลยครับ เดี๋ยวมันจะไปไกลใหญ่นะครับ

นายเศวต์ ทินกูล

มันไม่ใช่อย่างนั้นครับท่านประธาน จะชี้ลิงค์ (Link) เข้ามาให้เห็นว่าเหตุมันเกิดขึ้นเพราะอะไร

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ ผมเข้าใจนะสิ่งที่ท่านพยายามจะอภิปราย แต่ยิ่งพูดไปนี่นะครับ ผมว่าเหตุผล ดี ๆ ของท่านมันจะถูกหักล้างด้วยตัวเอง เพราะมันใช้เวลาเยอะนะครับ ก็จะเสียเนื้อหา สาระสำคัญ แล้วก็ดี ๆ ไป ท่านสรุปเถอะครับ นะครับ อย่าไปถึงจักรวาลเลยครับ ขอความ กรุณาเถอะครับ นะท่านเศวตนะ

นายเศวต ทินกูล

ผมกําลังจะบอกถึงเรื่องสัพเพ ธัมมา อนัตตา (สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา) นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ สรุปเลยนะครับ เชิญครับ

นายเศวต ทินกูล

การเกิดทุกสิ่งทุกอย่างมาจากความว่างเปล่าครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าสิ่งที่เราพูดนี่พูด ๗๕ ป้ เรารอคอยมานาน ผมไม่รบกวนเวลา มากหรอกครับ พูดแค่นี้ แล้วผมก็จะไม่พูดโต้แย้งอะไรอีก แล้วจะลงมติเลยครับ ท่านประธาน แต่ว่าต้องคิดเห็นใจพี่น้องชาวพุทธทั่วประเทศที่ดำเนินการเซ็นรายชื่อ มอบรายชื่อสองล้านกว่ารายชื่อ มามอบให้กรรมาธิการยกร่าง ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ต่อสู้เรียกร้อง ก็ไม่สัมฤทธิผล แล้วยังมาถูกจำกัดด้วยเวลาอีก ด้วยความเปึนเหตุเปึนผล ด้วยความ เคารพครับ เราจะต้องดู พูดถึงทุกมิติที่จะต้องว่ากันนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้ รอบคอบควรแก่การพิจารณาเพื่อนสมาชิก เพราะเปึนประเด็นใหญ่ของชาติบ้านเมือง เปึ้นประเด็นล่อแหลมต่อชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นองค์ความรู้มิติต่าง ๆ สมควรจะมา ชำแหละให้เห็นชัดเจนนะครับท่านประธานว่ามันเปึนอย่างไรนะครับ ผมจะนิดเดียว นะครับผม เรื่อง อสังขตธรรม ต่อสังข์ตธรรม มาจากสัพเพ ธัมมา อนัตตา ความว่างเปล่า ไอน์สไตล์ เขาเรียนศาสนาพุทธ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ผมให้ท่านอีก ๑ นาทีนะครับ

นายเศวต์ ทินกูล

ครับผม การก่อเกิดรังสีคอสมิก (Cosmic Ray) ต่อชั้นบรรยากาศโลก ให้เกิดอิเล็กตรอน (Electron) เปึ้นบวก ซึ่งไม่มีอยู่ในโลกนี้ ทำให้เกิด พลังงานจลมหาศาลเปลี่ยนเปึนสสารครับ แต่ว่าอสังขตธรรม คือ เอนเนอร์ยี (Energy) สังขตธรรม คือ แมส (Mass) คือ มวล คือ สสาร เปึนสิ่งเดียวกันมาจากอนัตตา เอกภาพ จะถูกบิ๊กแบ่ง (Big Bang) ถูกระเบิดออกมาต่อเนื่องกันหลายภพหลายภูมิ และ ต่อเนื่องกันเปึน ๑๐ มิติ ซึ่งอธิบายมาจากหลักภูมิของศาสนาเกี่ยวกับภพภูมิของเทวดา พรหม แปลงมาเปึนฟ่สิกส์ (Physics) นะครับ ซึ่งถ้าจะอภิปรายก็น่านมากในองค์ความรู้ ด้านนี้นะครับ ผมก็ขอเกริ่นแค่เล็กน้อยแค่นี้ว่า เมื่อเขาเห็นมันเปึนวิทยาศาสตร์ พระพุทธศาสนาเปึนวิทยาศาสตร์นะครับ ก็เปึนการเปรียบเทียบว่า สิ่งดีงามทั้งหลาย ต้องมีเหตุมีผลนะครับผม เราจะได้อะไรล่ะครับจากการบัญญัติพระพุทธศาสนาเปึน ศาสนาประจำชาติ ท่านประธานครับ มีหลายท่านพูดว่า ๗๕ ป้ รัฐธรรมนูญหลายฉบับ ไม่ใส่ ทําไมเราไม่ใส่ ผมตอบว่า ทําไมเราไม่มี สส. ปาร์ตีลิสต์ (Party list) สัดส่วนมันมี ขึ้นมา เปึ้นเหตุผลที่ตื้นนะครับ มีหลายอย่างที่ไม่เคยมีมา แต่ก็มีมานะครับ เรามาดูว่า สังคมเราสมควรหรือยังว่า เราจะบัญญัติพระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติอย่างไร เราเอาอุดมการณ์นะครับ ไม่ได้เอาไปบังคับกะเกณฑ์ใคร ทุกครั้งที่เคารพธงชาติไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เรารู้อยู่แล้วหมายถึงอะไร ต้องการอุดมการณ์ของชาติไปใส่ ไว้นะครับในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเปึ้นหน้าที่สะท้อนระบอบ สะท้อนความรู้สึกนึกคิด ชนชาวไทยนะครับ แล้วก็รัฐธรรมนูญก็ปกปัอง คุ้มครอง รักษาไว้ เปึนความภาคภูมิใจ เปึ้นเกียรติยศของไทยทั้งชาติ ไม่ได้ไปทำอะไรหรอกครับ เปึนอุดมการณ์อันสูงส่งของเรา ไปบัญญัติไว้ แล้วอุดมการณ์นั้นก็เปึ้นอุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ใช่พวกมากลากไป ต้องเปึนอุดมการณ์ที่เปึ้นอุดมธรรมนะครับ ประชาธิปไตยที่ดีนั้นต้องอุดมธรรม จึงเปึน ธรรมาธิปไตยครับ จึงเปึนประชาธิปไตยที่ดี ความหมายผมเปึนอย่างนั้น ผมไม่ได้ เอามาว่า มาตรา ๗๘ หรือมาตรา ๓๗ ว่า รัฐต้องส่งเสริมเสรีภาพทุกศาสนา ใช่ครับ ถูกต้อง ผมไม่ได้ขัดแย้งเรื่องนั้น มาตรา ๗๘ ก็ไม่ได้ขัดแย้งครับท่านประธาน แต่เราจะต้องดูว่าสังคมเราตกต่ำเสื่อมโทรมลงขนาดไหนครับท่านประธานครับ สังคมเรา มียาบ้า ยาอี (E) ยาเลิฟ (Love) มีเซ็กซ์ โฟน (Sex phone)

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านเศวตครับ หมดเวลาแล้วครับ ขอบคุณนะครับท่านเศวตครับ ท่านสรุปลงพอดีครับ

นายเศวต์ ทินกูล

ครับผม ยังไม่จบเลยครับท่านประธาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านจบแล้ว จนกระทั่งมาศาสนา จนมายาเสพติดแล้วครับท่าน พอเถอะครับ ออด ๓ ครั้ง แล้วครับ ท่านสรุปได้เนื้อหาสาระ อย่าให้เสียคะแนนเลยครับ คนฟังทั้งประเทศนะครับ เนื้อหาสาระดีแล้วครับ

นายเศวต ทินกูล

อย่างนั้นก็ลงคะแนนเลยครับท่านประธาน เนื้อหาสาระ ดีแล้ว ก็ลงคะแนนเลยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ

นายเศวต์ ทินกูล

ถ้าไม่พูดกันต่อครับ ลงคะแนนครับ ผมเสนอ ขอลงคะแนนลับเลยครับท่านประธาน ผมไม่อยากให้พาดพิงคนอื่นครับ เดือดร้อนครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับท่านเศวต ขอบพระคุณนะครับ อาจารย์กรรณิการ์ครับ เชิญครับ

นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร 🔗

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร สสร. นะคะ ในประเด็นนี้ขอนำเสนอในประเด็นที่ว่า เรื่องของ ศาสนา เวลาเราพูดถึงศาสนานี่ ก็จะเปึนเรื่องของการที่เราต้องการการเปึนคนดี ทุกศาสนาซึ่งมีบทบัญญัติแห่งศาสนาอยู่ ไม่ว่าจะเปึนคัมภีร์ไบเบิ้ล (Bible) คัมภีร์ อัลกุรอ่าน (Al-Quran) หรือพระไตรป่ฎกก็แล้วแต่ เหล่านี้ล้วนแต่สอนให้เปึ้นคนดี ทีนี้การ ที่คนจะเปึนคนดีนั้น ก็คือ สังคมเราจะอยู่เย็นเปึ้นสุขได้นั้น ก็แต่ละคนก็จะมีศาสนาแต่ละ ศาสนาด้วยความเชื่อ ด้วยวิถีครอบครัวเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เปึนสิ่งที่เรามาจากครอบครัว ของเราเอง หรือที่สุด ถ้าเราโตขึ้น เราก็ตัดสินใจที่จะเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ แล้ว น่าจะเปึนหลักการในเบื้องต้นที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะนำเสนอในที่นี้ก็คือว่า ความ หลากหลายของศาสนาในสังคมไทยนั้นมีมากนะคะ ดิฉันเคยมีประสบการณ์ในการที่จะ อยู่ที่จังหวัดปัตตานี เนื่องจากมีภูมิลำเนา ก็อยู่กันกับทางกลุ่ม เรามีเพื่อนมุสลิม มีคริสต์ เราก็อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข เราก็ไปมาหาสู่กัน พ่อแม่ พี่น้องก็จะรู้จักกัน สังคมเปึนสังคม ที่มีความเอื้อเฟุ๋อเผื่อแผ่กัน เรารู้จักโต๊ะอิหมู่าม รู้จักดาโต๊ะ รู้จักบาทหลวง เราก็ไปมาหาสู่ กันได้ เหล่านี้ทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีของศาสนา ๒ ศาสนิกนะคะ ซึ่งตรงนี้ที่สุด ก็คือว่า แต่ละครอบครัวในชุมชนนะคะ จะมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร นั้น ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราจะเอามาพูดกันในเชิงของว่า เราเปึนพุทธ์ หรือเราเปึนอิสลาม หรือ เราเปึนคริสต์ เหล่านี้สอนอยู่ในสายเลือด หรือความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว ตรงนี้อยากจะเน้นย้ําว่า การที่จะเปึนคนดี โดยที่มีศาสนาน้ํานั้น ส่วนที่สําคัญที่สุด ก็คือ คุณมีศีลธรรม สถาบันของครอบครัว ครอบครัว ชุมชนเปึนสถาบันทางศีลธรรมที่เปึ้น หน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมไทย ถ้าชุมชน ครอบครัวแต่ละครอบครัว แต่ละชุมชนมีวิถีปฏิบัติ แล้วเปึนตัวอย่างที่ดีของสถาบันทางศีลธรรม ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่ที่สุด ก็คือ คุณปฏิบัติจริง คุณปฏิบัติดี คุณปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ถ้า หน่วยสังคมที่มีศีลธรรมเหล่านี้ในทุกพื้นที่ของสังคมไทยเกิดขึ้นมาแล้ว ปัญหาสังคมที่ กำลังกล่าวขานกันอยู่ในขณะนี้ก็จะลดน้อยลงไปได้ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นว่า เมื่อเวลาเราพูด ถึงศาสนา ก็พูดถึงมี ๒ ส่วน ถ้าจะวิเคราะห์ ก็คือ ส่วนหนึ่ง ก็คือ ผู้ปฏิบัติ ซึ่งประชาชน ผู้เลื่อมใส่ในแต่ละศาสนาเปึนคนดำเนินการ แล้วก็เปึนคนสืบทอดต่อไป อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ กลไกองค์กรการจัดการต่อศาสนานั้น ซึ่งอาจจะเปึนผู้คุ้มนะคะ ไม่ว่าจะเปึนองค์กรของ ศาสนานั้น ๆ ซึ่งตรงนั้นเปึนส่วนที่จะต้องทำหน้าที่ในการควบคุม กำกับกลไก จัดการ อย่างไรจึงจะให้ศาสนาของตนเองนั้นนําไปสู่การปฏิบัติจริง ให้เปึ้นจริงต่อสังคม แล้วทําให้ สถาบันทางศีลธรรมของศาสนาตัวเองนั้นยั่งยืนต่อไป ศาสนาพุทธก็เช่นเดียวกันค่ะ พวกเราส่วนใหญ่นะคะ เราก็เปึนพุทธ์ ดิฉันก็นับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่กำเนิด เราก็ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบกันมา ก็เชื่อว่า เราจะต้องมีความเชื่อว่า แต่ละคนนั้นเปึนคนดี ถ้าเราคิดว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ เปึ้นคนดี เราก็ทำดี ท่านพุทธทาสก็ยังบอก ผู้ใดปฏิบัติงาน ผู้นั้นปฏิบัติธรรม ก็คือการ ทำงาน ก็คือปฏิบัติธรรม ก็คือสืบทอดศาสนา เราก็เปึนพุทธมามกะ เพราะฉะนั้นตรงส่วน นี้พระสงฆ์ ในส่วนของพระสงฆ์ซึ่งเปึนผู้รับหน้าที่ในเรื่องของการสืบทอด เปึนตัวแทนของ พระพุทธเจ้าในเรื่องของการปฏิบัติทางธรรมต่อไป ปฏิบัติธรรมนั้นก็เปึนตัวอย่างที่ถือว่า เปึนกลไก เปึนการจัดการ เปึนองค์กรที่จะทำหน้าที่ดูแล จัดการให้สังคมไทยนั้น โดยเฉพาะกลุ่มชาวพุทธนั้น เปึนคนดี แล้วก็สร้างสถาบันทางศีลธรรมของพุทธให้เกิดขึ้น ให้ได้ แต่ตรงนี้ต้องย้อนกลับมาถามว่า แล้วองค์กร กลไกการจัดการตรงนั้นทำอย่างไร เปึ้นอย่างไรในปัจจุบัน ดิฉันมิอาจกล่าววิเคราะห์ในรายละเอียดได้ เนื่องจากว่า แต่เห็น ปรากฏการณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นมาขณะนี้ ก็คือว่า ทำอย่างไรจึงองค์กรหรือองค์กรกลไก การจัดการของแต่ละศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ์นี่นะคะ จะจัดการตรงนี้ ทำอย่างไรจึง จะเปึนแนวหน้าในการที่จะทําให้พระไตรป่ฎกได้มีการปฏิบัติจริง ปฏิบัติได้ แล้วถ้าทุกคน ที่เปึนพุทธดำเนินการเหล่านี้แล้ว ทำให้ครอบครัว ชุมชน ไม่ใช่สักแต่บอกว่า เราเปึนพุทธ์ แต่เราต้องปฏิบัติได้ ปฏิบัติจริง ทำความดีได้ แค่ถือศีลห้าได้ก็ถือว่า เปึนคนดีระดับหนึ่ง แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ทําอย่างไร เราคงไม่ต้องการหวังว่า เราจะมีแต่มาฟังเทศน์ หรือ สอนศีลธรรมในหลักสูตร เหล่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิบัติจริง ถ้าเปึนการบังคับ แต่ต้อง เกิดจากจิตสำนึกจริง ๆ ของบุคคลที่มีความเชื่อในศาสนานั้น ๆ ที่จะดำเนินการ แล้วก็สืบ ทอดความดี เราคงไม่ได้ยึดติดว่า จะต้องเปึนศาสนาประจำตัวหรือประจำชาติอย่างถึง ที่สุดนะคะ ตรงนี้คิดว่า น่าจะทําอย่างไรเราถึงจะมี ดิฉันจะขอมองถึงสถาบันทางศีลธรรม ซึ่งเปึนหน่วยที่เล็ก ก็คือ ครอบครัว และชุมชน จะนับถือศาสนาอะไรนั้น ไม่น่าจะติดใจ คือ เรามีสิทธิที่จะเลือกปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ในส่วนของศาสนาพุทธ ซึ่งถือว่า คนส่วนใหญ่ของ ประเทศนั้น เรานับถือกันมาเปึนเวลาช้านาน แล้วคนส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาพุทธ์ ดิฉัน เห็นว่า การบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ไม่ได้ทําให้เกิดการปฏิบัติได้จริง เพราะว่าการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เปึ้นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่จะบัญญัติเอาไว้ แต่จะ จริง หรือไม่จริงอยู่ที่การปฏิบัติ ซึ่งจะปฏิบัตินั้น ก็คือ องค์กร กลไก การจัดการของหน่วย ของฝ์ายศาสนานั้น ๆ ที่จะต้องเปึนคนจัดการ จะมาหวังพึ่งรัฐในเรื่องของการบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ก่อให้เกิดการปฏิบัติจริง ดิฉันขอเน้น นะคะว่า สถาบันทางศีลธรรม ก็คือสถาบันครอบครัว ชุมชนนั้น จะเปึนส่วนที่จะปฏิบัติจริงนะคะ ดังนั้น ที่สุดก็คือ อยากจะเสนอว่า เห็นด้วยกับทางท่านอาจารย์จรัญนะคะ ขออนุญาตที่ เอ่ยนาม ที่เห็นว่า ถ้าเปึ้นทางส่วนหนึ่งที่เราเห็นว่า ไม่ใช่ประนีประนอม เปึนการหาทาง ออกร่วมกัน เนื่องจากว่า เปึนประเด็นที่สำคัญ ก็คือ ดิฉันก็ยังเห็นด้วยกับการบัญญัติใน มาตรา ๗๘ นะคะ ที่ว่าด้วย รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเปึน ศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาเปึนเวลาช้านาน และศาสนาอื่นที่ได้รับการ รับรองจากรัฐ ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้เกิดความปฏิบัติจริงต่อไปได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ชัดเจนแล้วนะครับ เหลืออีก ๓ ท่านนะครับ ท่านวิทยา ท่านมนตรี ท่านวิทยาก่อน ครับ

นายวิทยา คชเขื่อน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา คชเขื่อน สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ได้อภิปรายไปหลายท่านนะครับ แต่ว่าการ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของผม คงจะลืมไม่ได้ว่า ๗๐ ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เห็นด้วย ให้บรรจุพระพุทธศาสนาเปึ้นศาสนาประจำชาตินะครับ แล้วก็การบรรจุศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ทำให้เกิดความขัดแย้งใช่หรือไม่นี่ ก็พิจารณา ไม่ว่าจะอภิปรายมาหลายท่านแล้วนะครับว่า ท่านได้ยกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเปึน ประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศตะวันออกกลาง ประเทศอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่ เปึ้นเรื่องของผลประโยชน์ซึ่งขัดกัน แต่ที่อาจจะมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ก็มีการ ทําลายสิ่งที่เปึนความสําคัญทางศาสนา ซึ่งนั่นเราก็ถือว่า เปึนกรรมของเขาซึ่งจะต้อง ได้รับกรรมในส่วนที่เขาทําลายนั้นนะครับ ในส่วนที่ หลายท่านเปึ้นห่วงว่า นวัตกรรม ใหม่ ๆ ถ้าหากว่ามีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำให้เปึนผล เปึนความล้าสมัย หรือเปึน ความขัดแย้ง ทำให้นำไปสู่การล้าสมัย ถอยหลังคืนไปหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ศาสนาพุทธ์ เปึ้นศาสนาที่สอนให้คนเปึนคนดีนะครับ แล้วก็มีผลเปึนวิทยาศาสตร์นะครับ ทําดีได้ดี ทํา ชั่วได้ชั่ว นั่นคือหลักคําสอนของพระพุทธศาสนานะครับว่า คําว่า พระธรรม นะครับ พระธรรม ก็คือ ความเปึ้นจริงตามธรรมชาติ ซึ่งไม่เคยล้าสมัยนะครับ แล้วก็ปรับได้ตลอด นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งหลาย ๆ สิ่งที่เราเสียไปกับศาสนาอื่นนะครับ ก็กราบ ขออภัย ถ้าหากว่ามันจะไปกระเทือนนะครับ แต่ว่าเราจะพยายามพูดที่จะไม่ให้กระเทือน มากที่สุดนะครับว่า เราเคยมีวันพระนะครับ วันพระในการประกอบกิจกรรมทางศาสนา นะครับ แต่เราก็ต้องเสียไปเปึนวันเสาร์ วันอาทิตย์นะครับ และศาสนาอื่นก็ยังแทรกเข้ามา อีกในวันศุกร์ ก็ยังสามารถใช้เวลาราชการส่วนนั้นมาทำกิจกรรมของเขาได้ แต่ขณะที่ ศาสนาพุทธ์จะใช้เพียงวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา ในการประกอบกิจกรรม วันอื่นเราก็ ไม่สามารถจะไปได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเสื่อมทางศีลธรรมนะครับ เสื่อมของ ตัวคุณเองว่า เมื่อไม่ได้เข้าไปขัดเกล้าในศาสนา เมื่อไม่ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรม สิ่งเหล่านั้นก็ ไม่ได้ขัดเกล้า ก็ไม่เกิดความดีความงามขึ้นมานะครับ ถ้าหากว่าบรรจุศาสนาพุทธเข้าเปึน ศาสนาประจำชาติ ที่เปึนกำลังใจ สิ่งที่เราสูญเสียไปในความเสียหายในการถูกฆ่าของ พระ ในการที่ท่านมาอดข้าวอยู่หน้ารัฐสภา ก็จะเปึ้นกําลังใจกับท่าน ให้ท่านได้มีกําลังใจ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเราจะวางลงไป ซึ่งจะให้มีผลทางกฎหมายบังคับท่าน ถ้าหากว่าท่าน ทำผิดกฎหมาย ถ้าท่านทำอะไรที่ไม่ดีไม่งาม เราก็สามารถจะไปปฏิบัติได้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวผมจะให้สลับกันครับ ท่านมนตรีครับ มีท่านอาจารย์อภิชาติยกมือ นะครับ เดี๋ยวผมจะให้สลับกันนะครับ ท่านอาจารย์อภิชาติคงมีบัญญัติ หรือไม่บัญญัติ ครับ เปึนบัญญัติ หรือไม่บัญญัติ

นายอภิชาติ ดําดี

ไม่บัญญัติครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ไม่บัญญัติ เชิญครับ เอาสลับกันนะครับ และเดี๋ยวท่านมนตรี บัญญัติไม่ใช่หรือครับ เชิญครับ

นายมนตรี เพชรขุ้ม

ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายอภิชาติ ดําดี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาติ ดําดี สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้สนับสนุนการแปรญัตติในมาตรา ๗๘ ท่านประธานครับ เราก็ประจักษ์ความจริงอย่างชัดเจนนะครับว่า ประเทศไทยเรานั้นได้ยอมรับนับถือ พุทธศาสนา ซึ่งถือกําเนิดจากประเทศอินเดียมาเมื่อเจ็ดร้อย แปดร้อยป้ที่แล้ว ถึงขณะนี้ ประชากรคนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๔ นับถือพุทธศาสนา ท่านประธานครับ เส้นทางของ พระพุทธศาสนาที่ยั่งยืนยาวนานมาเจ็ดร้อย แปดร้อยป้นั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย ซึ่งอยู่ในระบอบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก มีข้อความปรากฏในหลักศิลาจารึกว่า คนเมืองสุโขทัยนี้มักศีล มักทาน มักอวยศีล อวยทาน ทั้งชายและหญิงศรัทธา ในพระพุทธศาสนา ถัดมานั้น ในยุคที่การปกครองเปลี่ยนแปลงเปึ้นระบอบราชาธิปไตย หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระพุทธศาสนาก็ยังคงอยู่คู่ชาติไทยอย่างชัดเจน เด่นชัด ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลครับ ถ้าท่านประธานสังเกต จะเห็นว่า พระนามของ พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยานั้น ล้วนแล้วแต่สะท้อนความเปึนพุทธราชาและธรรมราชา เช่น พระเจ้าทรงธรรม พระมหาธรรมราชา พระบรมไตรโลกนาถ กระทั่งขุนหลวงหาวัด จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน แม้ปฐมบรมราชโองการก็เริ่มต้นว่า เราจะปกครองแผ่นดิน โดยธรรม และที่เห็นอย่างชัดเจน คือ วัตรปฏิบัติของพระมหากษัตริย์ ได้ยึดโยงอยู่กับ หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักทศพิธราชธรรม ผมไล่เรียงมาอย่างนี้ เพื่อจะได้เห็นว่า วิวัฒนาการความเจริญรุ่งเรือง ของพระพุทธศาสนานั้นเคียงคู่มากับระบบการปกครองที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครองจากพ่อปกครองลูก ไปเปึนราชาธิปไตยกระทั่งถึง ระบบประชาธิปไตยปัจจุบัน พระพุทธศาสนาก็ยังคงมีความสําคัญอยู่คู่ประจำชาติไทย มาโดยตลอด โดยผูกยึดโยงใยไว้กับสถาบันสูงสุดของชาติ นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่เปึนความจริงที่ประจักษ์ชัด ซึ่งเท่ากับว่า แม้ว่ากาลเวลาเปลี่ยนไป แม้ว่าระบอบ การเมืองการปกครองเปลี่ยนไป แม้ว่ากฎหมายเปลี่ยนไป แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง คือ พระธรรมวินัย หลักธรรมคำสั่งสอนพระองค์สัมมา สัมพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าอยู่เหนือกาลเวลา ดังคำที่ว่า อกาลิโก เมื่อเปึนเช่นนี้ผมกำลัง จะชี้ให้เห็นว่า แล้วมีเหตุผลอันใดเล่าที่จะเอาหลักธรรมคำสอนซึ่งอยู่เหนือระบอบ การเมืองการปกครอง ที่จะนำเอาศาสนจักรซึ่งอยู่เหนืออาณาจักรนั้นไปไว้อยู่ใต้อาณาจักร อีกเล่าครับ ผมจึงเห็นว่า ไม่มีความจำเปึนอันใดที่จะเอาสิ่งที่เปึนสัจธรรมที่เที่ยงแท้ แน่นอนไปผูกไว้กับระบบการเมืองการปกครอง ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลง ไม่มีความจำเปึน อันใดที่จะเอาหลักธรรม ซึ่งเปึนสิ่งที่เที่ยงแท้นั้นไปผูกไว้กับความไม่เที่ยงแท้ในทางโลก นั่นคือเหตุผลประการแรก

เหตุผลอีกประการหนึ่ง เปึนเหตุผลเรื่องหลักคำสอนครับ ท่านประธานครับ พระพุทธองค์นั้นไม่ได้จำแนกคนให้แตกต่างกันโดยศาสนาครับ หัวใจสำคัญที่ พระพุทธองค์เน้นนั้น ก็คือว่า ให้มนุษย์ทุกคนนั้นมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ เวลาเราแผ่เมตตา เราบอกว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนเปึน เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น นี่คือความเท่าเทียมกันของ ความเปึนมนุษย์ ในขณะเดียวกันพระพุทธพจน์บางบทได้บอกว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล กระทั่งคนเทหยากเยื่อ ถ้าหากเปึนผู้ประพฤติธรรมแล้วไซร้ ย่อมผู้เสมอกันในไตรทิพย์ ก็คือ มนุษย์นั้นเสมอกัน แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกให้ คนแตกต่างกันนั้น คือ กรรม เพราะหลักพระพุทธศาสนานั้นเน้นในเรื่องกรรม มนุษย์นั้นมี กรรมเปึนของตน ต้องรับผลแห่งกรรม มนุษย์นั้นมีกรรมเปึนเครื่องกำเนิด มีกรรมเปึน เผ่าพันธุ์ สิ่งที่จำแนกให้เราแตกต่างกัน ก็คือ กรรมดี กรรมชั่ว พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงชี้เลย ว่า เราแตกต่างกันเพราะท่านนับถือศาสนาใด และเรานับถือศาสนาใด ตรงนี้นะครับ ที่ผมคิดว่า ผมอดไม่ได้ที่จะต้องสะท้อนความคิดเห็นในฐานะที่ผมได้มีโอกาสรับฟัง ความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดอันดามัน กระบี่ พังงา ภูเก็ต ซึ่ง เปึนสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เปึนสังคมที่มีความหลากหลายทางด้าน ศาสนา และพี่น้องไทยพุทธ์ ไทยมุสลิมได้อยู่ร่วมกันโดยสันติสุขเสมอมาอย่างไม่มีปัญหา ใด ๆ ท่านประธานครับ พิธีทางราชการ พิธีกรรมของวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ฝัืงอันดามันนั้น ก็ยังคงมีการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตน์ตรัย วันหยุด วันสำคัญของชาติ ก็ยั่งยืนอยู่บนวัน สำคัญของพระพุทธศาสนา นี่คือภาพของวิถีชีวิตที่เปึนมา ผมจึงคิดว่า หลักพุทธที่แท้จริง นั้นให้ความสำคัญของคนเสมอกันโดยไม่จำแนกความแตกต่างทางศาสนา ต่างศาสนา เราอยู่ร่วมกันโดยสันติสุข มาโดยตลอด เวลามีคลื่นสึนามิ (Tsunami) เข้ามาครับ ท่านประธานครับ คลื่นก็ไม่เลือกที่จะทําร้าย ครับ ทั้งไทย - พุทธ์ ไทย – มุสลิม และไทย – คริสต์ ก็กลายเปึนเหยื่อของคลื่นยักษ์เสมอ เหมือนกันครับ นั่นคือ ความเปึนมนุษย์ที่ต้องเท่าเทียมกัน ผมจึงคิดว่า สิ่งสำคัญก็คือ เรา อย่าได้ตีตรา ตีค่าราคาคนกัน ด้วยการมาวัด มาบัญญัติกันว่า ความเชื่อของใครเหนือกว่า กัน ความเชื่อของใครสำคัญกว่ากัน และความเชื่อของใครเปึนทางการมากกว่ากัน ท่านประธานคงได้ยิน คำว่า แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เมืองไทยเรานั้นถ้าจะอยู่ร่วมกัน โดยสันติสุข เราต้องช่วยกันเลือก ช่วยกันหาสิ่งที่จะเปึ้นจุดร่วมกัน ในขณะที่จุดต่างนั้น เราก็คงจะสงวนกันไว้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ความเสมอภาคเท่าเทียมกันในหลัก พระพุทธศาสนา ก็เปึ้นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่ผมขอนำเสนอ ในขณะเดียวกันมาดูบทบัญญัติ ที่มีอยู่แล้วสิครับว่า ในมาตรา ๗๘ ที่มีการเพิ่มเติม โดยเน้นว่า พุทธศาสนานั้นเปึนศาสนา ที่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่นับถือมาอย่างช้านาน ต้องได้รับการอุปถัมภ์ คุ้มครองจากรัฐ ชัดเจน ในขณะเดียวกัน มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ทรงเปึนพุทธมามกะ และทรงเปึน อัครศาสนูปถัมภก นี่ครับ คือตำแหน่งแห่งที่ที่สูงสุดแล้วครับ กับการยกย่อง เชิดชู พระพุทธศาสนา ด้วยการไปผูกยึดโยงไว้กับสถาบันสูงสุดของชาติ คือ สถาบัน พระมหากษัตริย์

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อาจารย์ครับ ขออภัยนะครับ ท่านวนมาแล้วครับ อยากให้สรุปหน่อยครับ

นายอภิชาติ ดําดี

เพราะฉะนั้นผมกําลังสรุปว่า ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ได้ อภิปรายมานั้น ผมจึงขอยืนยันว่า เท่าที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่มีอยู่นั้น ก็อยู่ในทาง สายกลางที่พอควร พอเหมาะ พอสมแล้ว กับการอุปถัมภ์ค้ำจุน กับการยกย่อง เชิดชู และ กับการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ท่านประธานครับ ผมอยากจะลงท้ายการอภิปรายครั้งนี้ ด้วยพระพุทธพจน์บทหนึ่ง เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ได้บอกกับพระอ่านนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัยทั้งหลายที่เราได้แสดงไว้แล้ว ที่เราได้บัญญัติไว้แล้วนั้น ธรรมวินัยเหล่านั้น นั่นแหละจะเปึนศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อกาลล่วงลับไปแล้วแห่งเรา นั่นหมายถึงว่า ศาสนาพุทธ์นั้นยั่งยืน เปึนอกาลิโก อยู่ที่พระธรรมวินัย ท่านประธานครับ การตัดสินใจ ในหลักพระพุทธศาสนานั้น มีอยู่ ๓ อย่าง อัตตาธิปไตย ก็คือ ถือต้นเองเปึนใหญ่ โลกาธิปไตย ก็คือ ถือความคิดเห็นของโลกเปึนใหญ่ และธรรมาธิปไตย ก็คือ ถือเอา หลักธรรมและความถูกต้องเปึนใหญ่ ผมคาดหวังว่า การพิจารณาในมาตราที่เกี่ยวข้องกับ พุทธศาสนาเหล่านี้ เราจะได้พิจารณาโดยใช้หลักธรรมาธิปไตย ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ผมเรียนท่านสมาชิกถึงสถานการณ์นะครับ วันนี้เรายังพิจารณา ในมาตรา ๒ กับมาตรา ๗๘ นะครับ แต่ทีนี้เรามีมาตราที่แขวนนี่นะครับ ยี่สิบกว่ามาตรา นะครับ แล้วก็มีญัตติที่ย้อนกลับมาให้พิจารณาทบทวนอีก ๘ ญัตตินะครับ ผมว่าขอหารือ นะครับ และไม่ตัดสิทธิท่านนะครับ ท่านช่วยอภิปรายกระชับนะครับ ต้องช่วยกันนะครับ ท่านที่แสดงความจำนงไว้นะครับ ท่านมนตรี ท่านสมเกียรติ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ท่านศักดิ์นรินทร์ ท่านมนตรีครับ เชิญครับ

นายมนตรี เพชรขุ้ม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการยกร่างทุกท่านนะครับ รวมทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับ ผม มนตรี เพชรขุ้ม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้ว ผมมี ๒ ประเด็นครับ ท่านประธานครับ วันนี้มาพูดกันเรื่องของมาตรา ๒ มาตรา ๗๘ ว่าด้วยเรื่องของศาสนานะครับ ผมมี ๒ ประเด็น ที่จะนำเสนอต่อท่านประธานนะครับ จริง ๆ แล้วนะครับ คือ ประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานว่า ขอป่ดอภิปรายเรื่องของมาตรา ๒ มาตรา ๗๘ เรื่องของพุทธศาสนานะครับ เพราะว่าหลายท่านได้อภิปรายมากว้างขวาง พอสมควรนะครับ ก็เปึ้นที่ทราบ ที่เข้าใจของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเปึนอย่างดี และก็ เปึ้นที่เข้าใจของพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านเปึนอย่างดีนะครับว่า ในมาตราที่เราพูดกัน นี้ทั้ง ๒ ฝ์ายให้ความคิดเห็นพอสมควรนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณ

นายมนตรี เพชรขุ้ม

แล้วก็ประเด็นที่ ๒ นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ อย่าเพิ่งพูดเลยครับ เอาประเด็นแรกของท่านก่อน

นายมนตรี เพชรขุ้ม

ประเด็นแรกก็ขอป่ดการอภิปรายเรื่องของมาตรา ๒ มาตรา ๗๘ นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญนั่งครับ

นายมนตรี เพชรขุ้ม

แล้วก็ผมขอนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านขอป่ดอภิปราย ก็เชิญนั่งก่อนนะครับ ผมวินิจฉัยก่อนนะครับ การที่ขอป่ดอภิปรายนั้น ขอป่ดอภิปราย ห้ามอภิปรายก่อน ของท่านอภิปรายไปก่อนแล้ว และขอป่ดขัดข้อบังคับ นะครับ ในประเด็นนี้ยังอยู่นะครับ เชิญท่านสมเกียรติครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ ครับ ก็ขออนุญาตที่จะพูดถึงนี้เรื่องสักนิดหนึ่ง คงใช้เวลาไม่มากสําหรับผม ก็คือ เมื่อเช้าวันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ก็คงจะต้องบอกว่า โอกาสของคนพุทธ์นี่ไม่ใช่มี เฉพาะวันพระวันเดียวนะครับ ทุกเช้า เราทำบุญได้ทุกเช้า ใส่บาตรได้ทุกเช้า และผมก็ ค่อนข้างจะปฏิบัติโดยเคร่งครัดโดยตลอด โดยเฉพาะกับคุณแม่ผม อายุ ๘๖ ป้ นะครับ กิจวัตรของผมและครอบครัวนี่ แทบจะพูดได้ว่าเปึนพุทธศาสนิกชนโดยแท้เลยนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสมเกียรติครับ มีท่านก่อนหน้านี้ก็อภิปรายแบบลักษณะใกล้ ๆ เคียงกันนะครับ ผมก็ ขอร้องให้เข้าเนื้อหา

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ครับผม ผมขออนุญาตเข้าเนื้อเลยครับ พี่น้อง ผม ๔ คน บวชเรียนอย่างดีนะครับทางพุทธศาสนา และค่อนข้างจะเคร่งครัด ช่วงบวช ก็ถือศีล ๒๒๗ ข้อ ล้าบวชแล้วก็ถือศีล ๔ ถึง ๕ ข้อ ทำไมถึง ๔ ถึง ๕ ข้อครับ บางโอกาส มันมียกเว้นบ้างเล็กน้อย ก็ทำบุญทำท่านกันพอสมควร คุณแม่ผมวัย ๘๖ ก็ค่อนข้างจะ ทำบุญ ตักบาตรไม่ขาด และถือศีลห้า เคร่งครัดด้วยนะครับ แล้วก็บำรุงพระพุทธศาสนา พอสมควร ในป้หนึ่งใช้ทุนทรัพย์พอสมควรสำหรับบำรุงวัดใกล้ ๆ บ้านนะครับ ตรงนี้มัน เข้ามาถึง มาตรา ๗๘ พอดี มาตรา ๗๘เขาบอกว่า รัฐต้องให้ความคุ้มครองอุปถัมภ์ พระพุทธศาสนา ซึ่งผมอยากจะเห็นตรงนี้เปึนการปฏิบัติที่ชัดเจนลงไปนะครับ มันจะได้ แบ่งเบากระเปิาคุณแม่ผมลงไปด้วย เพราะตอนนี้งบประมาณไม่ค่อยมีมาสนับสนุน ก็ชาวบ้านนี่ล่ะครับ ที่อุปถัมภ์พระ อุปถัมภ์เจ้า อุปถัมภ์วัดอยู่นะครับ ก็ผมก็ค่อนข้างที่จะ ทำอย่างนี้เหมือนกันสม่ำเสมอ วันนี้บังเอิญตอนเช้าไปใส่บาตรกับคุณแม่พอดี แล้ว หลังจากใส่บาตรเสร็จ ก่อนจะมานี่ก็ คุณแม่ก็ถามถึงความคืบหน้าที่ลูกชายไปร่าง รัฐธรรมนูญว่าไปไหน ถึงไหน อย่างไรแล้ว ผมก็เลยอธิบายให้ฟังว่า ขณะนี้เรามีหลาย ๆ มาตราแขวนอยู่ โดยเฉพาะมาตรา ๒ บรรจุศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ มาตรา ๓๗ สิทธิในการนับถือศาสนา มาตรา ๗๘ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ศาสนาต่าง ๆ ก็เลยก่อนจะ จากกัน เลยสอบถามคุณแม่มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ คุณแม่ก็บอกว่า เรื่อง ศาสนานี่นะ ทุกศาสนาถ้าปฏิบัติดีนะครับ ตามศาสนาให้ครบถ้วนแล้ว ไม่ต้องไปบอก หรอกว่าอยู่ศาสนาไหน มันเห็นชัดนะครับ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า คุณแม่ฝากบอกว่า ศาสนา นั้นอยู่ที่ใจครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชื่อคุณแม่ก็เจริญทุกคนนะครับ ผมเอ่ยชื่อ ๒ ท่านไปแล้วนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ กับ คุณศักดิ์นรินทร์นะครับ ผมขอความกรุณาท่านอื่นนะครับ เพราะว่าเมื่อกี้พอผมเอ่ย ๒ ชื่อ ก็ยุติแล้วครับ ท่านสามขวัญยกมือ พอผมขอบอก ขอ ๒ ท่าน ท่านก็ไม่พูดแล้วนะครับ ข้อ ๒ ท่านแล้วกันนะครับ จะได้ป่ดแล้วครับ ขอใช้สิทธิประธานแล้วครับ ไม่ไหวแล้วครับ ถ้ามายกมือทีหลังกันนี่นะครับ มันก็ยกมือกันไปเรื่อย ๆ วันนี้ไม่จบหรอกครับ ท่านศักดิ์นรินทร์ก่อน เชิญเลยครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ให้ท่านศักดิ์นรินทร์ก่อนใช่ไหมครับ

นายศักดิ์นรินทร์ เขื่อนอ้น

กราบเรียนท่านประธานครับ ท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างครับ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ศักดิ์นรินทร์ เขื่อนอ้น นะครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ก็เพื่อจะไม่ให้เปึ้น การเสียเวลาของสภาของเรานะครับ ก็ในเมื่อเปึนตัวแทนของเยาวชนคนไทยคนหนึ่ง นะครับ ที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ขอนำเสียงของพี่น้องนักศึกษา แล้วก็เยาวชน ทุกคนที่เล็งเห็นในส่วนของประเด็นของพระพุทธศาสนาตรงนี้นะครับ จากการที่เราออกไปรับฟังความคิดเห็นมาในทั่วประเทศนะครับ ไม่ว่าจะเปึนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน แล้วก็ภาคใต้นะครับ ก็ได้รับความคิดเห็นหลากหลายมากมาย นะครับ ในส่วนของประเด็นพระพุทธศาสนา แต่ในส่วนของระบอบประชาธิปไตยแล้วเราก็ ต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่ผมจะนำเรียนดังต่อไปนี้ ก็คือ เปึ้นเสียงส่วนใหญ่ของ เพื่อน ๆ นิสิต นักศึกษา แต่เราก็ไม่ได้ละทิ้งเสียงส่วนน้อยของเพื่อน ๆ นิสิต นักศึกษาที่ยัง จะเห็นด้วยในการบรรจุพระพุทธศาสนา แต่เสียงส่วนใหญ่ของนิสิต นักศึกษาแล้วยังมี ความคิดเห็นว่า ไม่สมควรที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาลงไปในรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่า ตามหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนคนไทยแล้ว ถ้าเกิดว่า เราไม่ได้บรรจุพระพุทธศาสนา ลงไปในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ยังสามารถที่จะปฏิบัติเปึ้นพุทธศาสนิกชนที่ดี แล้วก็ยังสามารถ ที่ปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้เปึนอย่างดีเยี่ยมนะครับ ดังนั้นในส่วน ของนิสิต นักศึกษา จึงไม่สมควรที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญนะครับ ก็เห็น ด้วยกับคณะกรรมาธิการยกร่างนะครับที่รอมชอมในการที่จะเปลี่ยนคำจากคำว่า พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ลงในรัฐธรรมนูญตามมาตราที่ ๗๘ นะครับ เพราะผมถือว่าตามหลักของประชาธิปไตยแล้ว ลำดับแรกเราต้องเปึนประชาธิปไตยแบบ ปรึกษาหารือ เราต้องพูดคุยกัน เราต้องปรึกษาหารือกันว่า เราจะทำอย่างไร เพื่อที่จะให้ อยู่บนพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน อยู่บน พื้นฐานของสังคมไทยที่จะต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข

และข้อที่ ๒ นะครับ ต้องยอมรับความแตกต่างทางด้านความคิด เพราะว่า คนเรามีความคิดที่แตกต่างกัน จะให้เห็นด้วยด้วยกันทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ มันเปึนไป ไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นมาเราก็ต้องยอมรับ ประชาชนที่แสดงความ คิดเห็นมาบอกว่า อยากจะให้พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ตรงนั้นทาง คณะกรรมาธิการยกร่างก็ยอมรับแล้ว แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว และใน ส่วนของสภาร่างเอง ในส่วนของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ที่ออกไปรับฟังความคิดเห็น เอง ก็รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนตรงนั้นเข้ามา แต่ว่าในเมื่อในเสียงส่วนใหญ่ แล้ว เราก็ต้องยอมรับในระบอบประชาธิปไตยในเสียงส่วนใหญ่

และลำดับสุดท้ายนะครับ ก็คือ ต้องมีอุดมการณ์ในความรัก อุดมการณ์ ในความรักครั้งนี้ ก็คือ อุดมการณ์ในความรักชาติ คนเราเกิดมาครั้งหนึ่งบนผืนแผ่นดิน ไทย จะต้องรักชาติ รักผืนแผ่นดินไทยตรงนี้ ดังนั้น การที่เราจะมาขัดแย้งกันด้วยเหตุ เพราะเรื่องพระพุทธศาสนาตรงนี้ ผมจึงไม่เห็นด้วยในส่วนตรงนี้ แล้วก็อยากจะฝากถึงพี่ น้องประชาชนคนไทยที่รับฟังการถ่ายทอดสดอยู่ตรงนี้นะครับว่า ไม่ว่าวันนี้ผลของคะแนน ที่ ลงมติลงไปจะเปึนอย่างไร ก็อยากจะให้พี่น้องคนไทยต้องรักกัน ต้องยอมรับในมติตรง นี้ ถ้าเกิดว่าเราไม่ยอมรับมติตรงนี้แล้ว ประเทศไทยคงไม่ได้เปึนประชาธิปไตยครับ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ วันนี้เด็กพูดได้ดีนะครับ ผู้ใหญ่ก็นำไปพิจารณาด้วยนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ เรียกชื่อไว้แล้วครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดวันนี้ใน ๓ ฐานะด้วยกัน ๑. ในฐานะที่เปึ้นผู้แปรญัตติและเปึนหัวหน้ากลุ่มในการแปรญัตติในเรื่องมาตรา ๗๘ ๒. ในฐานะที่เปึนประธานกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็ได้รับฟังความเห็นของประชาชนมาทั่วประเทศ และ ๓. ในฐานะที่ผมเปึนชาวพุทธ์ แล้วก็จะนับถือศาสนาพุทธตลอดไป ท่านประธานครับ ผมอยู่ในประเทศไทยมา ด้วยความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยไม่เคยมีเงื่อนไขแห่งการนับถือศาสนาที่แตกต่าง และเราไม่มีความแตกแยกในศาสนา นั่นเปึนความภาคภูมิใจลึก ๆ ในการเปึนคนไทย ของผมอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานครับ ผมได้พยายามรับฟังผู้ที่อยากที่จะให้บรรจุ พระพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ พอจะจับความได้ว่า ในฐานะที่เขาเปึนชาวพุทธ์ เหมือนกับผม เขาอยากจะได้ความภาคภูมิใจว่า ชาวพุทธนั้นเปึนเจ้าของประเทศ ท่านประธานครับ คําว่า พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ตีความได้ ผมไปฟัง หลายต่อหลายคนบอกว่า ตีความได้ ด้วยความเปึนห่วงว่า กลายเปึนว่าช้าติไทยเปึนของ ชาวพุทธ์ อันนี้มีทั้งดี ทั้งเสีย ท่านประธานลองฟังทิ้งไว้ก่อนก็แล้วกัน

ประการที่ ๒ ผมรับฟังมา ได้ความเห็นว่า ถ้าบรรจุในรัฐธรรมนูญแล้ว ศาสนาพุทธจะเจริญ จะยั่งยืน จะสถาพร ประเด็นนี้ผมพยายามซักไซ้ไล่เลี้ยงว่า จะยั่งยืน จะสถาพรได้อย่างไร ก็ไม่มีรูปธรรมชัดเจน แต่มีความเปึนห่วงอยู่ว่า ถ้าเกิดความประมาทว่า บรรจุแล้วจะยั่งยืนถาวร กลับเปึน ข้อเสีย ท่านประธานครับ ผมได้พิจารณาถึงข้อด้อย หรือข้อเสียหลายประการ ถ้าเราถูก ตีความว่า ชาติไทยเปึนของชาวพุทธ โดยการบรรจุเรื่องนี้ เท่ากับว่าเรากำลังสร้างความ บาดใจกับคนที่นับถือศาสนาอื่นว่า เขาอยู่ในเมืองไทยด้วยสถานะใด และเปึนการสะท้อน ให้เห็นว่า ผู้ที่คิดว่า ประเทศไทยหรือชาติไทยเปึนของชาวพุทธนั้น เปึ้นผู้ที่อยากได้ อยากเปึน อยากมี อยากเปึนเจ้าของ ก็คือ อยากที่จะเปึนเจ้าของ ยั่งยึดถืออัตตาว่าเปึน ของตัวตน ท่านประธานครับ ผมเองเปึนห่วงว่า จะเปึ้นเหตุอ้างของผู้ไม่ประสงค์ดีหากว่า เราบรรจุในเรื่องนี้ ในประการถัดไปผมคิดว่า พุทธธรรมยิ่งใหญ่มาก แล้วก็เปึ้นอกาลิโก ถูกต้องทุกกาลเวลา แต่ทําไมต้องบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่มีการเปลี่ยนแปลงง่าย ล้าสมัย ง่าย แล้วก็ถูกฉีกง่ายด้วย ท่านประธานครับ ในฐานะที่เรากำลังยกร่างรัฐธรรมนูญนี่ นะครับ รัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างได้ร่างมา ผมคิดว่า มีความเหมาะสม มีความ สุภาพ มีความนิ่มนวล สื่อความหมายในเรื่องนี้ได้อย่างดี มาตรา ๙ คณะกรรมาธิการได้ บัญญัติไว้ตรงกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับว่า พระมหากษัตริย์ทรงเปึ้นพุทธมามกะ และทรง เปึ้นอัครศาสนูปถัมภก ขณะเดียวกัน มาตรา ๗๘ ได้บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา แล้วยังเติม เที่ยวนี้เขาขอแก้ไขเพิ่มเติมนะครับว่า ซึ่งเปึ้น ศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน ผมคิดว่า เติมอย่างนี้ก็น่าที่จะเปึนการตรง กับใจหลายต่อหลายคน ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าอยากจะยิ่งกว่านั้น ผมยังคิดว่า ถ้า จะใส่ในคำปรารภ์ ก็คงไม่มีใครขัดข้อง ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังผู้ที่ ยังเข้าใจอยู่ว่า ต้องเปึนพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ว่าที่ท่านบัญญัติไว้ ประดิษฐ์ ไว้ เปึนสิ่งที่ประดิษฐ์ไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษ เปึ้นสิ่งที่ประดิษฐ์ไว้อย่างแยบยล อย่างนิ่มนวล อย่างสื่อความหมาย โดยไม่ไปบาดใจผู้หนึ่งผู้ใด ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนี่ถึงกับ กำหนดว่า พระมหากษัตริย์ต้องเปึนพุทธมามกะนี่ โอ้โห อันนี้มหาศาลนะครับ เปึนการสื่อ ที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราเรียกทุกอย่าง แม้ในรัฐธรรมนูญก็ เรียกว่า พุทธศักราช หรือ พ.ศ. ในรัฐธรรมนูญ เวลาเรากล่าวถึงพระมหากษัตริย์ เราก็จะ บอกถึงว่า พระพุทธเจ้าข้า เราเรียกตัวเราเองว่า ข้าพระพุทธเจ้า ก็บอกหลายอย่างนะครับ ว่า พระมหากษัตริย์นั้นมีความสืบเนื่องสัมพันธ์กับพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งอย่างไร วันหยุดราชการเราก็ใช้วันสำคัญในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นสิ่งทั้งหลายนั้นเปึน สิ่งประกอบกัน ไม่ใช่จะดื้อรั้นเอาแต่เพียงคำเดียว ในมาตรา ๒ ท่านประธานครับ ถามว่า ถ้าเราใส่ พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ แล้ว เราจะใช้ พุทธวินัยเปึนศาสนา เสียเลย ดีไหม ถ้าอยากจะให้ใส่ เรากำลังอยากจะให้อาณาจักรกับศาสนจักรนั้นเปึนหนึ่งเดียว อยากจะให้อาณาจักรนั้นเข้าแทรกแซงศาสนจักรนี่ ผมกราบเรียนถามว่า จะเอาจริง ๆ อย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าจะให้พุทธวินัยบัญญัติเปึนกฎหมาย รัฐธรรมนูญนี่เปึนกฎหมาย นะครับ ไม่ใช่บัญญัติไว้เพื่อความภาคภูมิใจของผู้ใด แต่ถ้าเปึ้นบัญญัติไว้ในกฎหมาย ท่านประธานครับ อย่างน้อยประชาชนต้องนับถือศีลห้า ถ้าหากว่า ผู้ใดผิดศีลห้า ก็ต้อง ถือว่าผิดกฎหมาย พระผู้บวชตั้งใจว่าบวชแล้วจะบรรลุธรรม ก็จำเปึ้นที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติ เพราะฉะนั้น พระที่ไม่ศึกษาและไม่ปฏิบัติ ต้องมีการจับสอบไล่ออกจากการเปึนพระ อย่างเช่นที่เคย เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าจะบวชก็จะต้องปฏิบัติเจริญสมาธิ เจริญสติ แล้วจะต้องมีศูนย์การเรียนรู้ก่อนบวช เมื่อบวชแล้วพระอุปัชฌายะต้องดูแลพฤติกรรม อย่างน้อย ๕ ป้ เหมือนแม่ไก่ ลูกไก่ ซึ่งเปึนไปตามพระวินัย แล้วยิ่งกว่านั้น เวลาจะบวชก็ คงจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินของผู้บวชทั้งก่อนและหลังการบวช ส่วนแตกต่างหรือสินทรัพย์ ที่เพิ่มขึ้น ต้องตกเปึนของสงฆ์ จะเปึนของส่วนตัวไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น จำเปึนที่จะต้องมี กรมธนารักษ์ขึ้นมาดูแลทรัพย์สมบัติของศาสนจักร คือ พุทธศาสนา วัดจะต้องเปึนวัด อย่างแท้จริงที่ปฏิบัติธรรมนะครับ พระสงฆ์จะต้องตัดขาดจากพระเครื่อง และ ผลประโยชน์ในทางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหลาย ไม่เว้นแม้แต่การเผาศพ ซึ่งการเผาศพนั้น ก็ ควรจะแยกขาดจากวัด ให้มืออาชีพที่เขาสามารถจะปฏิบัติได้ แล้วคงจะต้องมีตำรวจพระ เพื่อที่จะดูแลสอดส่องและเอาผิดทางอาญา นี่คือตัวอย่างครับ ท่านประธานครับ ถ้าหาก ว่า เราต้องการที่จะบัญญัติอยู่ในกฎหมายจริง ๆ ให้พุทธวินัยเปึนกฎหมาย และบัญญัติ อยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ผมได้สอบถามแล้ว ผู้ที่ต้องการดังกล่าวบอกไม่เอาจริง เพียงแต่ขอ เปึ้นสัญลักษณ์เท่านั้น ท่านประธานครับ ถ้าเปึนสัญลักษณ์เท่านั้นนี่ ได้จะเท่ากับเสีย หรือไม่ ท่านประธานครับ ถ้าใส่ ถ้าไม่ใส่ในรัฐธรรมนูญ แล้วสามารถจะออก พระราชบัญญัติมาสนับสนุนพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ได้หรือไม่ คำตอบ คือ ได้ เรามี พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เรามีพระราชบัญญัติต่าง ๆจะแก้ไขเพิ่มเติม จะทำอะไร ได้ทั้งสิ้น ไม่มีความจําเปึ้นแต่อย่างหนึ่งอย่างใดที่จะต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้บาดใจ คนอื่น แล้วในขณะเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราจะช่วยกันคิดที่จะเพิ่มเติม งบประมาณก็ดี การดำเนินการให้เปึ้นรูปธรรม สามารถที่จะออกเปึ้นแก้ไขเพิ่มเติมใน พระราชบัญญัติได้อย่างเปึนรูปธรรม ดีกว่าเราต้องการสัญลักษณ์เท่านั้น ท่านประธาน ครับ ผมไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในฐานะที่ผมเปึนประธานกรรมาธิการ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในมือของผมนี้ คือ สถิติที่ไปรับฟังความ คิดเห็นมา ปรากฏว่า สถิติที่เชื่อได้ส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติให้พุทธศาสนาเปึ้น ศาสนาประจำชาติ แต่ว่าเปึ้นที่น่าเสียใจครับ ท่านประธานครับ มีอยู่หลายจังหวัดใน ภาคเหนือและในภาคอีสาน ได้ปรากฏว่า มีคนพยายามขนคนเข้าไปทำสถิติ เพื่อที่จะให้ ศาสนาพุทธเปึนศาสนาประจำชาติ มีการขนคนเข้าไป เวทีแล้วเวทีเล่า เพื่อที่จะยกมือทำ สถิติ แล้วก็ออกไป หลังจากพอหมดญัตตินี้เรื่องเดียว เขาจะไม่สนใจเรื่องอื่น แล้วก็ เปลี่ยนไปเวทีอื่น มีการจ่ายเงินจากวัดที่ร่ำรวยแถว ๆ ปีทุมธานี ให้กับพระรายละ ๕,๐๐๐ บาท แล้วปรากฏว่าธนาคารทั้งหลาย เปึ้นที่ตกใจกับบรรดาเหล่าธนาคารที่ ตรวจสอบพบว่า มีพระมาขึ้นเงินองค์ละห้าพัน ห้าพัน ผมเคยได้กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกในห้องแห่งนี้แล้ว มีหลักฐานชัดเจน ก็ยังเก็บอยู่ ท่านประธานครับ ที่น่าเสียใจ ที่สุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการแอบอ้างว่า บุคคลระดับสูงของประเทศ ถูกแอบอ้าง ครับ ถูกแอบอ้างจากพลเอกคนหนึ่ง มีชื่อสั้น ๆ มีนามสกุล หรือว่ามีนามสกุล

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อาจารย์ครับ พยายามอย่าไปโยงคนนอกเลย

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผมมีหลักฐาน ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เข้าใจว่ามีหลักฐาน อาจารย์ขอความกรุณา

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ผมมีนามบัตรอยู่ที่นี่ ท่านประธาน อยากจะดูไหม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เข้าใจครับ อาจารย์เอ่ยชื่อแค่นี้ เขาก็รู้แล้วครับ ไม่ต้องต่อแล้วครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ไม่ใช่นายพลที่เคยออกอากาศ ไม่ใช่ นายพลที่เคยเปึนข่าวในหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่นะครับ พลเอกคนนี้แอบอ้าง และชวนบรรดา พวกเราไปทีละกลุ่ม ทีละกลุ่ม ไปกินอาหารกลางวัน ไปกินอาหารเย็น แล้วก็เป่ดวีดิโอ (Video) เป่ดภาพให้ดู เขาบอกว่า ไปคุยกันเรื่องภาคใต้ เป่ดภาพให้ดูว่า พระสงฆ์ถูก ทำร้ายในภาคใต้ ซึ่งมันเปึนคนละเรื่องกัน แต่พยายามจะเอาเรื่องนั้นเชื่อมโยงเข้ามาว่า เพราะฉะนั้นต้องบรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ท่านประธานครับ ชาวพุทธ์ พวกเราเปึ้นชาวพุทธส่วนใหญ่ในห้องนี้ ชาวพุทธย่อมไม่มุสา ท่านประธานจะให้ผมบอก ไหมว่าใครบ้าง และใครเปึนคนนําไป จะให้ผมบอกไหมครับ แล้วท่านกรุณาอย่ามุสานะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ไม่ต้องหรอกครับอาจารย์

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

หรือให้ท่านสารภาพเองได้ไหมว่า ใครนำไป ยกมือได้ไหมครับในห้องนี้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เอาตามสมควรอาจารย์ครับ ไม่ต้องหรอกครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ไปที่สนามเสือป์า ทั้งเวลากลางวัน ชวนไปกินข้าว ในเวลาเย็นที่พวกเรากินข้าวที่นี่เราจะไม่พบ ไปทีละกลุ่ม ไปทีละชุด แล้วพลเอกท่านนี้ชื่อสั้น ๆ แต่ดูแล้วเปึน ๒ พยางค์ แต่ชื่อสั้น ๆ แจกนามบัตร ด้วย แล้วสื่อความหมายที่แอบอ้างเบื้องสูงท่านประธาน ผมนี่ ท่านประธานรู้นะครับ ผมนี่จอมตรวจสอบเรื่องนี้ คนที่ชอบแอบอ้าง ผมรู้ว่าอะไรเปึ้นอะไรทั้งสิ้น ฉะนั้น เพื่อนสมาชิกครับ ที่ท่านไปนี่นะครับ ท่านโปรดระมัดระวังนะครับ ผมเตือนท่านไว้แค่นี้ ก็แล้วกัน คือ เรื่องของการแอบอ้าง ท่านประธานครับ ชาวพุทธ์แท้นี่เขาไม่ทำกันหรอกครับ ผมคิดว่า ชาวพุทธแท้เขาไม่โกหก และเขาไม่ทำกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมเองได้ไป ตรวจสอบและพบอีก อีกกรณีหนึ่ง มีการข่มขู่ สส. ว่า ถ้า สส. ไม่สนับสนุนเรื่องนี้ จะไม่สนับสนุนให้เปึ้น สส. แล้วก็ขู่ สสร. พวกเรานี่ล่ะครับ ว่า ถ้าไม่สนับสนุน จะไป ลงสมัครอะไรก็จะไม่ได้เปึน สสร. ท่านนั้นก็ได้พูด แล้วก็บันทึกเทปอยู่ด้วยนะครับ ท่านประธานครับ เขาก็ยินดีที่จะให้พูดด้วย แต่ว่า เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาอันสมควร ท่านประธานครับ การกดดัน บีบคั้น ด้วยวิธีทางโลก แล้วก็มาอ้างว่าเปึ้นทางธรรม ได้มี การปฏิบัติกัน แล้วก็ใช้คำพระมาปกป่ด เวลาเดินขบวน ก็เรียกว่า ธรรมยาตรา เวลาไป ชุมนุม ก็บอกว่า เปึนการปฏิบัติธรรมหน้าสภา เวลาจะยึดพื้นที่ชุมนุม ก็บอกว่า เปึน รัฐสภาวนาราม เวลาจะอดข้าวประท้วง ก็อ้างอหิงสธรรมขั้นอุกฤษ ท่านประธานครับ เราใช้หลักทางโลกทั้งสิ้น แต่เรากลับใช้การตกแต่งให้ดูเปึนคำทางธรรม การเลี่ยงบาลีนี่ ผมคิดว่าพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญนะครับ โดยเฉพาะการอดข้าว พระพุทธเจ้าได้ทดลอง แล้วว่าการอดอาหารไม่บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าไม่เคยสรรเสริญผู้ที่อดอาหาร เพราะฉะนั้นถ้าจะอดอาหารเพื่อบรรลุธรรม เพื่อเจริญปฏิบัติธรรมหน้าสภานี่ ผมไม่เชื่อว่า พระพุทธองค์นั้นสรรเสริญ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าอดเพื่อที่จะบีบคั้น เพื่อที่จะประท้วง ผมก็ คิดว่า ไม่อยู่ในพุทธวินัย ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญของเรา ๑๗ ฉบับ ไม่เคยบัญญัติ คํานี้ บรรพบุรุษของเรามีความแยบยล มีความนิ่มนวลและมีความฉลาดหลักแหลม สสร. ชุดนี้ ท่านจะพลาดพลั้ง ท่านคิดว่า ท่านหลักแหลมกว่าบรรพบุรุษของเรา อย่างนั้นหรือ ท่านกำลังอวดตัวว่าท่านกำลังหลักแหลมกว่า แน่กว่า ทำได้ดีกว่า ท่านกำลังจะลงมติ สุ่ม เสี่ยงอย่างนั้นหรือ ท่านคิดดูก็แล้วกันนะครับ ถ้าท่านพลาดพลั้งไป ประเทศไทยจะเปึน อย่างไร ท่านประธานครับ ก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอ่านนท์ทูลถามว่า จะทำ อย่างไร จะยึดใคร ยึดอะไรเปึนหลัก เพื่อให้พุทธศาสนายั่งยืน พระพุทธองค์ไม่ตอบว่าให้ ยึดอะไร ยึดใคร แต่ท่านบอกว่า ให้ยึดพระธรรมคําสอน ไม่ใช่ยึดรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ ไม่มีผู้อภิปรายนะครับ ยังจะมีอีกหรือครับ เดี๋ยวนะครับ เชิญท่านมนตรีครับ

นายมนตรี เพชรขุ้ม

ขอบคุณท่านประธานนะครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม มนตรี เพชรขุ้ม ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า เราใช้เวลามามากพอสมควรแล้วนะครับ ขอป่ดการอภิปรายเรื่องมาตรา ๒ และ ๗๘ นะครับ เรื่องพุทธศาสนานะครับ กราบขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

มีผู้รับรองนะครับ ครับ มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เชิญครับ ท่านผู้ไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายวิทวัส บุญญสถิตย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิทวัส บุญญสถิตย์ ครับ ผมขอเสนอโหวตลับครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คนละเรื่องครับ ตอนนี้ครับ เดี๋ยวโหวตเอาไว้ทีหลังนะครับ ไม่มีท่านใดขอเป่ดอภิปราย นะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๗ นะครับ เชิญท่านกรรมาธิการสรุปครับ

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างครับ กระผมคิดว่า ตั้งแต่ เวลาประมาณสิบนาฬิกาครึ่ง จนถึงขณะนี้นี่ ใช้เวลาประมาณเกือบสี่ชั่วโมง พวกเราได้รับ ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาและพุทธศาสนาจากผู้เชี่ยวชาญจนเต็มอิ่ม ทุกท่านล้วน แล้วแต่รู้ใน เรื่องของหลักธรรมอย่างดีเยี่ยมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเปึ้นในด้านเห็นว่า ควรจะ บรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ หรือไม่เห็นพ้องด้วยก็ตามนะครับ กระผมก็ขอ กราบเรียนว่า นั่นเปึนความหลากหลาย และเปึนความงดงามอันหนึ่งของประเทศไทยเรา ซึ่งก็ได้เคยมีบาทหลวงเข้ามาสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แล้วก็บันทึกไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า จะมีประเทศใดในโลกที่มีศาสนาอยู่มากมาย และแต่ละศาสนาสามารถ ปฏิบัติพิธีการของตนได้อย่างเสรีเท่ากับประเทศสยาม เช่นเดียวกัน ความคิดเห็นของ พวกเราก็สามารถจะเห็นได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะในแง่ของการเห็นด้วย หรือไม่เห็น ด้วย กระผมขอกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับว่า กระผมเองนี่ได้ถูกหล่อหลอมในหลักธรรม โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงตลอดมา บวชเรียนแล้ว แล้วก็ปฏิบัติทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ เพราะฉะนั้นกระผมไม่อาจแอบอ้างหรอกว่า กระผมมีความรู้ในเรื่องของ พุทธศาสนาดี หรือไม่ดีอย่างไร แต่กระผมใคร่ขอกราบเรียนท่านที่เคารพ ที่มีความเห็นว่า ควรจะบรรจุ คําว่า พุทธศาสนา ไว้เปึนศาสนาประจําชาตินั้นนี่ ท่านรู้หลักธรรมดีและ ลึกซึ้งเพียงใด ถ้าจะถามว่าหลักของพุทธศาสนาที่แท้นั้นคืออะไร ขอให้พวกเราชาวพุทธ์ ชาวไทยช่วยกันตอบหน่อย พระพุทธเจ้าสอนอะไร สิ่งเหล่านี้นี่นะครับเปึนสิ่งที่เรา จะต้องค้นหา เปึนหลักปรัชญาที่เราถือได้ว่า เปึนหนึ่งในโลก ไม่จำเปึนต้องบรรจุอยู่ ในรัฐธรรมนูญ หนึ่งเดียวในโลกเท่านั้น ก็คือ พระไตรป่ฎก ซึ่งเปึนหลักของธรรมะอัน ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เราจะเห็นได้ว่ามีความห่วงกังวลอยู่มากมายหลากหลายที่ว่า ถ้าไม่ได้ บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วนี่ พุทธศาสนาอาจจะสิ้นสูญลงก็ได้ กระผมขอกราบเรียนว่า พุทธศาสนายืนยงคงกระพันอยู่ในผืนแผ่นดินไทยนี่ตั้งแต่บรรพบุรุษ บรรพกาล ที่ท่านอาจารย์เดโช ขออนุญาตเอ่ยนามบอกว่า อยู่ในศิลาจารึกแล้ว ซึ่งศิลาจารึกมิใช่ รัฐธรรมนูญนะขอรับ ศิลาจารึกเปึ้นเพียงข้อเปรียบเทียบของ ฯพณฯ หมู่อมราช่วงศ์เสนีย์ ปราโมช บอกว่า ถือ เสมือนหนึ่งว่าเปึนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย แต่มิใช่รัฐธรรมนูญอย่างเปึ้นเรื่องเปึนราว หรืออย่างเปึ้นทางการ เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทุก พระองค์นะครับ ตั้งแต่อดีตกาล ทรงเปึนพระบรมธรรมิกมหาราช และรวมทั้งพระองค์ทรง มั่นอยู่ในบวรพุทธศาสนา จนกระทั่งมาบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก แล้วก็ตลอดมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นทรงเปึนพุทธมามกะ และกระนั้นก็ดี ก็ยังต่อท้ายว่า ทรงเปึนอัครศาสนูปถัมภก คือ ทรงคุ้มครองทุกศาสนา ดูแลทุกศาสนาเสมอกัน แต่ว่า ทรงเปึนพุทธมามกะอย่างมั่นคง เราก็ต้องถามว่า แค่นี้ยังไม่งดงาม ไม่สง่างามเพียงพอ หรืออย่างไร ถ้ายังไม่งดงาม ไม่สง่างามเพียงพอ แนวนโยบายแห่งรัฐก็ยังบรรจุไว้ อย่างมั่นคงว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครองพุทธศาสนา ซึ่งเปึนศาสนาที่ ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และศาสนาอื่นด้วย นั่นก็แสดงให้เห็นเลยว่า พวกเรามิได้ละเลยต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเปึนศาสนาหลักของประเทศชาติ ของบ้านเมือง ของเรา แต่ว่าการที่จะเขียนบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนบทบัญญัติในด้านของการเมือง หรือว่าเปึนกฎหมายที่เกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง และยึดโยงในทางการเมืองนั้น มันเปึนอันตรายอย่างใหญ่หลวง ทำให้ศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธอันเปึนศาสนา อันบริสุทธิ์ผ่องใสต้องมาแปดเปุ๋่อนกับกระบวนการทางการเมือง แล้วจะต้องมีการตีความ กันว่า ลัทธินั้นลัทธินี้คือพุทธศาสนาหรือไม่ จะต้องถือว่า เปึนศาสนาประจําชาติไทยด้วย หรือไม่ อย่าลืมว่า พระพุทธศาสนาในโลกนี้มิใช่มีลัทธิเดียวเท่านั้น มีลัทธิ หลายลัทธิ มีหลายนิกาย ต่าง ๆ มากมาย แค่ที่เราดูแลกันอยู่นี้ก็ยังวุ่นวายกันมากมาย แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าได้ทําความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับแผ่นดินไทยมากกว่านี้ เลยครับ มิฉะนั้นแล้ว เราจะไม่เปึ้นอันดูแลและทำความผาสุกให้กับประชาชน ให้กับมหาชนชาวไทยนะครับ ด้วยเรื่องของทางการเมือง ซึ่งยังรอหน้าเราอยู่อีกเยอะ นะครับ เราจะต้องมาแก้ไขสถานการณ์ในด้านของศาสนา ซึ่งจะทําให้ไม่อาจที่จะทําให้ แก้ไขสถานการณ์ทางด้านการเมืองได้ กระผมขอกราบเรียนท่านที่เคารพว่า พระพุทธองค์ ทรงตรัสว่า นิสัมมะ กะระณัง เสยโย (นิสมฺม กรณํ เสยฺโย) ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า เพราะฉะนั้นจึงได้โปรดขอใคร่ครวญให้ดี และถือหลักธรรมอันหนึ่งด้วยว่า แสงสว่างอื่นใด เสมอด้วยปัญญาไม่มี เพราะฉะนั้น ณ ห้องประชุมแห่งนี้เปึ้นที่แห่งสัตบุรุษ พึงใช้ สติปัญญาอย่างที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ไม่ต้องสาธุนะครับ ผมขอพิจารณารายมาตรานะครับ มาตราที่พิจาณา ก็คือ มาตรา ๒ นะครับ มาตรา ๓๗ มาตรา ๗๘ นะครับ ผมขอถามมาตรา ๒ ก่อนนะครับ มาตราที่ ๒ นะครับ มีกรรมาธิการสงวนความเห็นนะครับ กรรมาธิการสงวนความเห็น ยังมีท่านใด ติดใจไหมครับ ไม่มีท่านใดติดใจนะครับ มาตรา ๒ มีกลุ่มท่านอาจารย์พิเชียรนะครับ ขอแก้ความ แล้วก็ขอแปรญัตติไว้ ท่านให้ลงมติหรือเปล่าครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมอยากให้ลงมติครับ ในส่วนที่กระผมสงวนคำแปรญัตติไว้ครับ กราบขอบพระคุณ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านวิทวัสครับ เมื่อกี้ท่านเสนออะไรที่ค้างอยู่ครับ

นายวิทวัส บุญญสถิตย์

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทวัส บุญญสถิตย์ ผมขอเสนอป่ดอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อที่ ๕๕ (๒)

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อภิปรายป่ดไปแล้วครับ

นายวิทวัส บุญญสถิตย์

แล้วก็ขอป่ดอภิปรายด้วยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อะไรนะครับ

นายวิทวัส บุญญสถิตย์

ขอโหวตลับครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอลงคะแนนลับนะครับ

นายวิทวัส บุญญสถิตย์

ขอผู้รับรองครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอผู้รับรองนะครับ มีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๑๐ คนนะครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

การรับรองถูกต้องนะครับ ไม่มีสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนท้อง ผมอยากเห็นความโปร่งใสชัดเจนว่า ถ้าเราจะตัดสินอย่างไร ต้องรับผิดชอบ ต่อบ้านเมือง อย่างที่ผมพูดนะครับ ถ้าเราอาจหาญ ต้องรับผิดชอบว่าใครเห็นอย่างไร ขอให้มีการลงมติอย่างเป่ดเผยครับ ผมขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

มีผู้รับรองนะครับ แต่คราวนี้อย่างนี้ครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๖๒ นะครับ บอกว่า ถ้ามีผู้ คัดค้าน การจะลงมติโดยเป่ดเผยได้ หรือลงคะแนนโดยเป่ดเผย ต้องมีผู้รับรองมากกว่า หนึ่งในสามของสมาชิกในที่ประชุมสภานะครับ ก็ให้ลงเป่ดเผย ผมไม่แน่ใจว่า ที่ยกมือ เมื่อกี้หลายท่านนะครับ มีจำนวนถึงหนึ่งในสามหรือไม่ ผมขอถามคะแนนนะครับ

(นายเสรี สุวรรณภานนท์ (รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง) มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ คัดค้านขอให้ลงคะแนนโดยเปี่ดเผยนะครับ หากท่านเห็นด้วย นะครับ ให้ลงคะแนนโดยเป่ดเผย ให้กด เห็นด้วย หากไม่เห็นด้วย ก็คือให้ลงคะแนนลับ นะครับ ไม่ต้องครับ ไม่ต้องถาม ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ให้กด ไม่เห็นด้วย เพราะจะเช็คเสียงดูว่า ได้หนึ่งในสามไหมนะครับ เชิญลงคะแนนครับ ถามอีกครั้งหนึ่งนะครับ สมาชิกถ้าเห็นด้วย กับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ ที่ขอลงคะแนนโดยเป่ดเผย ให้กดคะแนนว่า เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย ก็กด ไม่เห็นด้วย นะครับ เชิญลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ลงคะแนน มีไหมครับ ลงคะแนนเรียบร้อยนะครับ ลงคะแนนครบถ้วนแล้ว นะครับ มีท่านใดยังไม่ลงคะแนนมีไหมครับ ไม่มีนะครับ ป่ดการลงคะแนนนะครับ เชิญ เจ้าหน้าที่รวมคะแนนครับ มีผู้เข้าประชุม ๙๐ เห็นด้วย ๔๔ ไม่เห็นด้วย ๔๑ งดออกเสียง ๕ นะครับ ก็คงไม่ถึง หนึ่งในสามนี่เท่าไรนะครับ ๓๐ นะครับ ประทานโทษครับ วันนี้เลข ไม่ค่อยจะคล่องนะครับ คะแนนถึงหนึ่งในสามนะครับ ก็ให้ลงคะแนนโดยเป่ดเผยนะครับ เปึ้นเอกสิทธิ์ของสมาชิกนะครับ

ผมขอถามท่านสมาชิกต่อเลยนะครับ มาตราที่ ๒ นะครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

ขออนุญาตนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านวัชราครับ เชิญครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. เนื่องจากกลุ่มของกระผมได้ยื่นญัตติไว้ด้วย มีข้อความคล้ายกันกับ กลุ่มของคุณพิเชียร เพราะฉะนั้นกระผมขอเสนอให้มีการถามญัตติรวมกันครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ของท่านอยู่ในมาตรา ๗๘ นะครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

มิได้ครับ มาตรา ๒ ครับ โดยอนุมัติของ กรรมาธิการยกร่าง เปึนญัตติเพิ่มเติม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ของท่านยังมีอีกญัตติหนึ่ง ใช่ไหมครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ จะให้เพิ่มทีหลังนะครับ ญัตตินี้ ที่มายื่นภายหลังนะครับ กรรมาธิการไปรับรองญัตติ ด้วยใช่ไหมครับ ของท่านสดศรี เมื่อกี้ผมถามแล้วครับ ว่าท่านยังสงวน ยังติดใจไหมครับ เชิญครับ ท่านสดศรีครับ

นางสดศรี สัตย์ธรรม กรรมาธิการ

ยังติดใจค่ะ เพราะว่าก็ไม่ได้ เหมือนกับ แต่อยู่ในมาตรา ๒ เหมือนกันนะคะ ไม่ได้เหมือนกับท่านพิเชียรทั้งหมดนะคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ อย่างนั้นผมขออนุญาตถามท่านสดศรีก่อนนะครับ ท่านสดศรีแปรญัตติเพิ่มวรรคที่ ๒ เข้ามานะครับ เพิ่มคำว่า พุทธศาสนิกชนชาวไทยพึงจรรโลงศาสนาพุทธ์ให้ยั่งยืนวัฒนา สถาพรคู่ชาติบ้านเมืองสืบไป นะครับ ผมจะถามวรรคสองของท่านสดศรีก่อนนะครับ ผมไม่รวมญัตติ เพราะว่าไม่เหมือนกัน คนละหลักการนะครับ

(นายเสรี สุวรรณภานนท์ (รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง) มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ครับ ในมาตราที่ ๒ นะครับ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอเพิ่ม ข้อความเปึนวรรคที่ ๒ นะครับ หากท่านสมาชิกเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ไม่เห็นควร ให้เพิ่มข้อความในวรรคสอง ให้กด เห็นด้วย หากเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่ขอเพิ่มข้อความเปึนวรรคสองดังกล่าว ให้กด ไม่เห็นด้วย นะครับ ถ้าเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก กด เห็นด้วย นะครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ให้กด ไม่เห็นด้วย เชิญลงคะแนนนะครับ ไม่รวมของท่านพิเชียรนะครับ ของท่านสดศรี อย่างเดียวครับ คนละความกันเลยครับ

(สมาชิกเสียบบัตรแสดงตนและกดบุ่มลงคะแนน)

ท่านวีนัสมีอะไรครับ

นายวีนัส ม่านมุงศิลปี

ท่านประธานครับ ผม วีนัสครับ วรรคสอง เรายัง ไม่รู้เลยว่าข้อความเปึนอย่างไรครับ ท่านครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อยู่ในเอกสารครับ

นายวีนัส ม่านมุ่งศิลปี

ขอให้ท่านสดศรี ได้กรุณานิดได้ไหมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านอภิปรายไปแล้วครับ ตอนนี้ลงคะแนนแล้วครับ ท่านครับ ท่านยกตัวอย่างไปตั้งแต่ รอบแรกแล้วครับ เชิญนั่งครับ

นายวีนัส ม่านมุงศิลปี

ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญนั่งครับ ท่านลงคะแนนครบถ้วนแล้วนะครับ ท่านวีนัสลงคะแนนหรือยังครับ ลงคะแนนก่อนครับ ถ้าไม่เข้าใจก็งดออกเสียงก็ได้นะครับ ถ้าเข้าใจแล้วก็เชิญลงคะแนน ได้นะครับ ป่ดการลงคะแนนนะครับ เชิญเจ้าหน้าที่รวมคะแนนครับ เห็นด้วยกับ กรรมาธิการ ๗๔ ไม่เห็นด้วย ๑๓ งดออกเสียง ๓ นะครับ เปึนไปตามกรรมาธิการนะครับ ที่ไม่ให้เพิ่มข้อความ

ในวรรคสอง ของท่านพิเชียรขอเพิ่มข้อความ กับของท่านอาจารย์วัชรา ใน หลักการเดียวกันนะครับ ท่านวัชราครับ ถ้าหลักการเดียวกันนี่ ข้อความนี่ท่านจะเอาของ ท่านพิเชียรเปึนหลักได้ไหมครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ได้ นะครับ ผมถามท่านสมาชิกในวรรคที่ ๒ นะครับ ที่มีสมาชิกขอสงวนคำแปรญัตติไว้ นะครับ หากท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ ให้กด เห็นด้วย หากเห็นด้วยกับสมาชิก ที่ขอแปรญัตติไว้นะครับ ให้กด ไม่เห็นด้วย เชิญลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

ครับ มีท่านใดยังไม่ลงคะแนน มีไหมครับ ลงคะแนนครบถ้วนแล้ว ป่ดการลงคะแนน เชิญเจ้าหน้าที่รวมคะแนนครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๖๖ ไม่เห็นด้วย ๑๙ งดออกเสียง ๔ ไม่ลงคะแนน ๑ นะครับ เปึนไปตามกรรมาธิการนะครับ

มาตราต่อไปที่เกี่ยวข้องนะครับ มาตรา ๓๗ นะครับ มาตรา ๓๗ นี่ เข้าใจ ว่า ผมสอบถามท่านเลขาธิการแล้ว ผ่านไปแล้วนะครับ เพียงแต่เกี่ยวเนื่องแล้วเอามา อภิปรายไปพร้อม ๆ กันเท่านั้นนะครับ มติผ่านไปแล้วนะครับ มาตรา ๓๗ ไม่มีท่านใด ติดใจนะครับ คงมีมาตรา ๗๘ ที่จะต้องพิจารณานะครับ มาตรา ๗๘ นะครับ มีท่านพิเชียร นะครับ กลุ่มท่านพิเชียรที่ขอแปรญัตติไว้นะครับ ของท่านอุทิศ กลุ่มท่านอุทิศนี่ เมื่อกี้ที่อภิปราย คือ ท่านวิชัยนะครับ ของกรรมาธิการเขา ก็แก้ไขไปคล้าย ๆ กับท่านแล้วนะครับ ข้อความอื่น ท่านติดใจไหมครับ ท่านวิชัยครับ เชิญครับ

นายวิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ สสร. ครับ กระผมกราบเรียนว่า ที่ได้แปรญัตติไว้นั้น มีอยู่ ๒ วรรคที่ยัง ไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการยกร่างครับ ใช้คําว่า ที่รัฐได้รับการรับรองจาก รัฐ ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และศาสนาซิกข์ แล้วก็ ตอนท้ายบอกว่า ให้คุณธรรมนำความรู้ การพัฒนาสังคมและการพัฒนาการเมือง อันนี้ กระผมยังติดใจว่า ที่ได้อภิปราย ได้กราบเรียนไปแล้วครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วแต่สมาชิก ครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ของท่านยังมีอยู่ ๒ ส่วนนะครับ ส่วนแรกซึ่งเปึนศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือมา ช้านาน ส่วนนี้ท่านไม่ติดใจนะครับ คงติดใจ ผมขอถามญัตติของกลุ่มของท่านอุทิศ นะครับ ที่ท่านวิชัยเสนอนะครับว่า ขอเติมข้อความนะครับว่า ที่ได้รับการรับรองจากรัฐ ได้แก่ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และศาสนาซิกข์นะครับ แล้วก็ มีวรรคสุดท้ายนะครับข้อเติมข้อความว่า ให้คุณธรรมนำความรู้การพัฒนาสังคมและการ พัฒนาการเมืองนะครับ ผมจะถามท่านสมาชิกนะครับ หากท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการ นะครับ ร่างเดิมของกรรมาธิการ ให้กด เห็นด้วย หากไม่เห็นด้วยนะครับ โดยเห็นตามที่ สมาชิกขอแปรญัตติไว้ ให้กด ไม่เห็นด้วย เฉพาะในกลุ่มของท่านวิชัยนะครับ กลุ่มท่านอุทิศนะครับ

(นายเสรี สุวรรณภานนท์ (รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง) มี สัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ครับ มาตรา ๗๘ กลุ่มท่านอุทิศนะครับ ข้อความแรก ซึ่งเปึ้นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่ นับถือมาช้านาน อันนี้ไม่ติดใจแล้วนะครับ บันทึกเพื่อความชัดเจน ข้อความอื่นนะครับ ที่ขอเติมขึ้นมานี่นะครับ กรรมาธิการไม่เห็นด้วย หากท่านสมาชิกเห็นด้วยกับกรรมาธิการ นะครับให้กด เห็นด้วย หากเห็นด้วยกับสมาชิกที่ขอแปรญัตติไว้ ให้กด ไม่เห็นด้วย เชิญ ลงคะแนนได้ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

ชัดเจนนะครับ มีท่านใดไม่ลงคะแนน มีไหมครับ ครับ ลงคะแนนครบถ้วนแล้ว ป่ด การลงคะแนน เชิญเจ้าหน้าที่รวมคะแนนครับ เห็นด้วย ๗๕ นะครับ ไม่เห็นด้วย ๑๑ งดออกเสียง ๓ ไม่ลงคะแนน ๑ นะครับ เปึนไปตามกรรมาธิการนะครับ

ญัตติอื่น มีของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นะครับ ของท่านพิเชียรรอเดี๋ยว นะครับ ของท่านก็ไม่เหมือนคนอื่นนะครับ ของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นี่กรรมาธิการเขาแก้ ให้ไปแล้วนะครับ อันนี้ส่วนอื่นอาจจะมีข้อความอื่น ท่านยังติดใจไหมครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง กลุ่มพวกผมนี่ได้ขอแปรญัตติไว้ มีหลักการอยู่ ๒ เรื่องนะครับ เรื่องที่ ๑ นี่บอกว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ให้เติมว่า ซึ่งเปึนศาสนาที่ ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน นะครับ ซึ่งกรรมาธิการนี่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ตรงกันกับที่ผมได้ขอแปรญัตติไปก่อนหน้านั้นแล้ว ส่วนนี้ผมไม่ติดใจ ส่วนถัดไปที่ผมขอ เพิ่มเติม ก็คือว่า และศาสนาอื่นที่ได้รับการรับรองจากรัฐ ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและ ความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชน และทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของ ศาสนามาใช้ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ผมขอเติมว่า ให้คุณธรรม นําความรู้ การพัฒนาสังคมและการพัฒนาการเมือง ส่วนนี้กรรมาธิการได้เติมให้ส่วนแรก ส่วนที่ ๒ ไม่เติมให้ ผมก็ไม่ติดใจครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ผมก็หลง นึกว่าจะติดใจนะครับ ขอบพระคุณนะครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ครับ กลุ่มของ ท่านสุรชัยครับ กรรมาธิการก็เติมคล้าย ๆ นะครับ ท่านติดใจไหมครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ ส่วนที่ผมขอ แปรญัตติไว้ กรรมาธิการได้แก้ไขหลักการตรงกันแล้วครับ ไม่ติดใจครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณนะครับ ของท่านวัชรานี่ ท่านไม่ติดใจไปแล้วนะครับ ท่านแถลงไม่ติดใจ ไปตั้งแต่แรกนะครับ คงเหลือกลุ่มของท่านอาจารย์พิเชียรนะครับ อาจารย์พิเชียรยังติดใจ ไหมครับ เชิญครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

ครับ กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพนะครับ กระผม พิเชียร อํานาจวรประเสริฐ นะครับ ในมาตรา ๗๘ นี้นะครับ กลุ่มของกระผมได้แปรญัตตินะครับ โดยได้ขอเพิ่มเติมนะครับ ในวรรคที่ว่านะครับ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น เราได้เติม คําว่า ที่ได้รับการรับรองจากรัฐ จัดให้มีการเรียน การสอน ในเรื่องสิทธิ หน้าที่ ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ในการศึกษาทุกระบบ และทุกชั้นอย่างพอเพียง ทั้งเนื้อหาและเวลา นะครับ แล้วเราก็เติมอีกคําหนึ่ง คือ คําว่า ความสามัคคี นะครับ รวมทั้งเราได้เติมในวรรคที่ ๒ นะครับ การปฏิบัติศาสนธรรมของศาสนาใด ต้องไม่กระทบหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพของ ผู้อื่น ครับท่านประธาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ติดใจไหมครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

กระผมมองดูเพื่อน ๆ สสร. ทั้งหมดแล้ว นะครับ ก็เพื่อความสามัคคีครับ เรามีคำว่า สามัคคี กระผมก็ไม่ติดใจแล้วครับ แล้วก็ เห็นว่า ท่านกรรมาธิการยกร่างท่านก็ได้กรุณาแก้ไขนะครับ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างนี่ ประนีประนอม แล้วก็เปึ้นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยเรานะครับ ดังนั้น กระผม ก็เห็นว่า เพื่อความสามัคคีที่ว่า กระผมไม่ติดใจแล้วครับ ขอขอบพระคุณมากครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณครับ มีท่านใดติดใจ วรรคใด ส่วนใดอีก มีไหมครับ มาตรา ๒ มาตรา ๗๘ ไม่มีแล้วนะครับ เพื่อความชัดเจนนะครับ ให้สาธารณชนทั่วไปได้เห็นถึงความสำคัญ ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ เรื่องศาสนา และได้เติมข้อความไป ถือได้ว่าเปึนประโยชน์กับทุกฝ์าย ผมขออนุญาต ท่านอาจารย์สมคิดนะครับ ท่านกรรมาธิการยกร่าง ช่วยอ่านนะครับ ส่วนที่ท่านเติม เพื่อให้สาธารณชนทั่วไปได้เข้าใจ ในส่วนที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับศาสนาพุทธด้วย นะครับ เชิญครับ ท่านอาจารย์สมคิดครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ประเด็นที่ท่านประธานได้เรียนกราบเรียน ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และพี่น้องประชาชนทุกคน ที่ฟังการถ่ายทอดอยู่นั้น เปึ้นเรี่องที่สําคัญมาก กรรมาธิการเห็นตรงกันครับ รวมทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญว่า ศาสนาพุทธเปึนศาสนาที่สําคัญของประเทศ จึงมีความจําเปึนต้องเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อให้ เกิดความก้าวหน้าในเรื่องการบัญญัติเรื่องศาสนาพุทธ์ในรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๗๘ นั้น กรรมาธิการได้เติมข้อความที่สําคัญขึ้นมาอีกข้อความหนึ่งนะครับ เติมข้อความว่า ศาสนาพุทธเปึนศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน นะครับ ประโยคนี้ เปึ้นประโยคที่สำคัญมาก ขออนุญาตอ่านทั้งมาตราครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๗๘ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเปึ้นศาสนาที่ประชาชนชาวไทย ส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และศาสนาอื่น ทั้งต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและ ความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของ ศาสนามาใช้ เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ครับ ก็เปึนความก้าวหน้าที่ เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แล้วคงทําให้ศาสนาพุทธ์ ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่นับถือ ในประเทศไทยนั้น มีความเจริญก้าวหน้าสืบต่อไปอย่างยิ่งยืนนานครับ ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณนะครับ ถือว่าจบการพิจารณา มาตรา ๗๘ นะครับ ขอเข้าพิจารณาใน ส่วนมาตราที่ได้มีการแขวนไว้นะครับ กับที่มีสมาชิกขอแปรญัตติไว้ ตอนนี้ยื่นญัตติ เข้ามาถึง ๘ ญัตตินะครับ ผมเข้าใจว่า ต้องใช้เวลาพอสมควรนะครับ แต่ก่อนจะเข้าสู่การ พิจารณานี่ ผมขออนุญาตทำความเข้าใจ และตกลงกับสมาชิกก่อนนะครับ ว่า ในการยื่น คำขอแปรญัตติดังกล่าว มีสมาชิกลงชื่อรับรองมาถึงสามในห้านะครับ ตามรัฐธรรมนูญ นะครับ แต่เพื่อไม่ให้การพิจารณามีปัญหานี่นะครับ ในการลงมตินี่ ผมขอหารือทาง กรรมาธิการยกร่างนี่นะครับ กับท่านสมาชิกนะครับ ว่าในการลงมติ คะแนนที่จะเปึนผล ชี้ขาดนั้นนี่นะครับ ควรจะเปึนคะแนนกึ่งหนึ่ง หรือสามในห้า ตามที่ท่านสมาชิกได้รับรอง หรือเห็นชอบญัตติดังกล่าวนะครับ ผมอยากให้ตกลงกันให้ชัดเจนเสียก่อนนะครับ เดี๋ยว พอลงมติไปแล้วนี่ มันจะกลายเปึนปัญหานะครับ เชิญท่านเลขาครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ ความจริงใน ๘ ญัตติที่ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอขึ้นมานี่นะครับ กรรมาธิการเห็นด้วยทั้งหมด ๗ ญัตติ มีอีก ๑ ญัตติที่ไม่เห็นด้วย ก็ขออนุญาตกราบเรียน เปึ้นข้อมูลเบื้องต้น แต่ว่าโดยรวม คือ กรรมาธิการมีความเห็นว่า เราได้ลงมติกันโดยใช้ เสียงกึ่งหนึ่งมาโดยตลอดนะครับ ของผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อให้การประชุมเปึ้นไปด้วย ความเรียบร้อย แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องการตีความ และจะเสียเวลาในการตีความมาก นะครับ ผมขออนุญาตแถลงในฐานะกรรมาธิการว่า กรรมาธิการมีความเห็นว่า ก็ขอใช้ เสียงกึ่งหนึ่งเหมือนเดิมครับ ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ถ้าเปึนกึ่งหนึ่งโดยกรรมาธิการ เห็นด้วยนะครับ เห็นชอบกับญัตติดังกล่าวนะครับ ก็ใช้ กึ่งหนึ่งตามปกตินะครับ ไม่มีปัญหานะครับ ทีนี้ส่วนที่ญัตติที่ท่านอาจารย์บอกว่ายังไม่รับ นี่นะครับ ญัตติไหนครับ จะได้แยกออกไปก่อนครับ เดี๋ยวสับสน

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

มาตรา ๓๐ ครับ ท่านประธานครับ คือ มาตราเรื่องการเพิ่มเรื่องอัตลักษณ์เข้าไป มาตราอื่นนั้นกรรมาธิการ มีเห็นด้วย แล้วก็มีข้อแก้คำเล็กน้อยบางส่วน แต่มีมาตรา ๓๐ วรรคสาม ซึ่งกรรมาธิการ ยังไม่เห็นด้วยนะครับ ขออนุญาต

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คือ ถ้าไม่เห็นด้วยนะครับ เสียงมันก็ต้องมานั่งพิจารณากันอีกนะครับ ว่า ตกลงแล้วจะเอา เสียงเท่าไร จะมีปัญหานะครับ ถ้าครึ่งหนึ่งธรรมด้านี่นะครับ ถ้าท่านรับว่าให้เปึนญัตติเลย นี่นะครับ มันก็ครึ่งหนึ่งได้นะครับ แต่ก็รับนี่ไม่ใช่หมายความว่า ก็เปึ้นร่างของกรรมาธิการ นะครับ ถ้ารับก็น่าจะรับให้หมด ขอหารือนะครับ ขอหารือ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ที่บอกไม่เห็นด้วยนี่ คือ ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาครับ แต่ว่าเห็นด้วยกับการนำเสนอเข้ามา เปึ้นญัตติอยู่แล้วท่านประธาน ทั้ง ๘ ญัตติครับ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการนำเข้าสู่ญัตติ แต่ประการใดครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณนะครับ อย่างนั้นก็พิจารณาลงมติด้วยคะแนนเสียงปกตินะครับ คือ เกิน กึ่งหนึ่งนะครับ ท่านจะพิจารณาในส่วนมาตรา ๓๐ ไปเลยไหมครับ เรียงลำดับเลย ไหมครับ หรือว่าจะไปหารือกันก่อน เพราะว่าเริ่มมาท่านก็เริ่มไม่รับเสียก่อนแล้วนะครับ หารือท่านกรรมาธิการครับ ท่านจะเริ่มมาตรา ๓๐ เลยหรือเปล่า เพราะเริ่มมาท่านก็ไม่รับ นี่ จะมีโอกาสใช้เวลาไปคุยกันอีกสักเล็กน้อยอะไรอย่างนี้ครับ มีไหมครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ เรียงไปทีละมาตราได้ไหมครับ และมาตรา ๓๐ นี่เปึนมาตราที่ได้ อภิปรายไปพอสมควรแล้ว กรรมาธิการใคร่ขอเสนอว่าก็ใช้ฝ์ายละคนได้ไหมครับ อภิปราย ทางฝ์ายผู้แปร ๑ คน ทางฝ์ายกรรมาธิการ ๑ คน แล้วก็ลงมติกันเลย ขออนุญาตหารือ แบบนี้ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ อย่างนั้นก็พิจารณาตั้งแต่ญัตติแรกนี่นะครับ คือ มาตราที่ ๓๐ นะครับ ท่านศิวะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ ผมอยากขอความกรุณาปรึกษาท่านกรรมาธิการยกร่างนิดหนึ่งครับว่า คือ ถ้าหาก ว่าเราเอาเรื่องที่ท่านกรรมาธิการเห็นด้วยขึ้นไปพิจารณาก่อนบ้างนี่ ผมว่ามันจะ บรรยากาศอย่างที่ท่านประธานบอกเมื่อกี้ว่าน่าจะดี แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยการปฏิเสธนี่ ผมว่า มันจะทำให้การพิจารณาอะไร มันรู้สึกว่าบรรยากาศมันจะไม่ค่อยดีครับ ท่านอาจารย์ สมคิดถ้ากรุณาเอาเรื่องที่พอไปได้ก่อนได้ไหมครับ นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อาจารย์สมคิดครับ ได้นะครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ดีครับ ยินดีครับ ไม่มี ปัญหาครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อย่างนั้นขอเริ่มที่ มาตรา ๓๒ นะครับ มาตรา ๓๒ มีผู้ยื่นญัตติไว้นะครับ ท่านใดจะชี้แจง ครับ มาตรา ๓๒ ที่ยื่นมา วรรคสามนี่นะครับ และขอแยกเปึนวรรคสาม วรรคสี่อะไรนี่ สมาชิกท่านใดจะเปึนผู้อภิปรายครับ ท่านสวัสดิ์ใช่ไหมครับ อาจารย์สวัสดิ์ครับ เห็นกลุ่ม มีชื่อท่านอาจารย์สวัสดิ์ หรือท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานนิดครับ กรรมาธิการเขาอยากจะเรียงก็เรียง ผมเห็นด้วยนะครับ เริ่มตั้งแต่ มาตรา ๓๐ เถอะครับ ไปเว้นทําไมล่ะครับ ๓๐ ผมคิดว่า เพื่อนสมาชิกนี่กําลังอยู่กันครบ ๆ อารมณ์กำลังดี ๆ ก็พิจารณาเรื่องเล็ก ๆ นิดเดียว แล้วก็ไปได้เลยครับ นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คือ กรรมาธิการก็ไม่ขัดข้อง พอดีท่านศิวะเสนอมานี่นะครับ ท่านขอท่านศิวะก่อนนะครับ เอ้า อย่างนั้นมาตรา ๓๐ นะครับ ท่านใดที่จะเปึ้นผู้นําเสนอครับ ขออภิปราย ตกลงกันก่อนได้ไหมครับว่าจะอภิปรายใน หลักเกณฑ์อะไร เดี๋ยวจะมากลายเปึนอภิปรายซ้ำซ้อนเข้าไปอีกนะครับ ขออนุญาตตกลง กันก่อนครับ เชิญท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ คงอภิปรายสั้น นิดเดียว เพราะว่าเพื่อนสมาชิกคงจะจำได้ เพราะฉะนั้นอธิบายเพียงแค่คำ ๆ เดียวที่เติม เข้ามาว่า เห็นว่าอย่างไร เอาแค่นั้นล่ะครับ ว่ามีความหมายว่าอย่างไร และทําไมต้องเติม เท่านั้นเอง ไม่พูดยาวนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านใดจะอภิปรายครับ อาจารย์หรือครับ ครับ นึกว่าท่านอลิสา

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง 🔗

ท่านประธานครับ ผมเปึน ผู้แปรญัตติ ผมก็ต้องเปึ้นผู้อภิปรายใช่ไหมครับ ส่วนท่านจะกรุณาให้สมาชิกที่ร่วมเซ็น อยู่ด้วยอภิปรายด้วย ก็ไม่ขัดข้องนะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๓๐ นี่ ถ้าเพื่อนสมาชิก จำได้ เปึนเรื่องของความเสมอภาคระหว่างหญิง ชาย ผู้แปรญัตติ คือ กลุ่มผมตั้งแต่ต้นนี่ ไม่ได้ขัดข้องที่จะให้มีแต่เฉพาะว่าสิทธิเสมอภาค คือ หญิงและชายมีความเสมอภาค แต่ ในวรรคที่ ๒ เปึนวรรคที่พูดถึงเรื่องการเลือกปฏิบัติ เพราะผมมองเห็นว่า ในที่กรรมาธิการ ยกร่างมาน่ะ ท่านเห็นความสำคัญของการห้ามไม่ให้เลือกปฏิบัติกับมนุษย์ กับเพื่อน มนุษย์ของเรา ท่านจึงเติม ท่านจึงมีเขียนอยู่ในวรรคนี้ว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึ้นธรรม ต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่าง ทําไม่ได้ ท่านประธานครับ อันนี้เราต้องชม นะครับ ว่า กรรมาธิการยกร่างท่านใจกว้าง ท่านเห็นประโยชน์ของการเลือกปฏิบัติ เพื่อนที่ เปึนมนุษย์ มีเลือดสีแดงเหมือนกับเรา เปึนคนเหมือนกับเรา เราจะเลือกปฏิบัติเขาว่า คน นี้ได้ คนนั้นไม่ได้ มนุษย์มันไม่ควรเลือกปฏิบัติกัน เพราะฉะนั้นในหลักใหญ่ ผมคิดว่า เรา เห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่างทั้งหมด คราวนี้ท่านไปต่อ ท่านไปเติม ถ้าท่านเขียน เพียงแค่นี้ ผมว่าเราก็รับได้ ไม่มีปัญหาเลย คือ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึ้นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างจะกระทำมิได้ เท่านี้นี่ ผมก็เห็นด้วยหมดเลย จบ แต่บังเอิญ ท่านไปเติม ท่านไปเติมว่า เลือกปฏิบัติในเรื่องถิ่นกำเนิด พอเริ่มเติมปัูบ มันก็แคบเข้าว่า เรื่องอะไรบ้าง ท่านนึกออกนะครับ พอบอกว่าเรื่องถิ่นกำเนิดเลือกปฏิบัติไม่ได้ เรื่อง เชื้อชาติเลือกปฏิบัติไม่ได้ เรื่องภาษา เรื่องเพศ เรื่องอายุ เรื่องความพิการ เช่น คนพิการนี่ เราจะเลือกปฏิบัติว่า คุณพิการ เพราะฉะนั้นคุณควรอยู่บ้าน คุณอย่าไปยุ่ง อย่าไป ลงคะแนนเสียง อย่างนี้นะครับ คนพิการก็เลือกปฏิบัติไม่ได้ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ ความคิดอ่านทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างทั้งหลายพวกนี้ เลือกปฏิบัติไม่ได้ ท่านประธานครับ ที่คราวที่แล้วถ้าท่านจำได้ เรามีปัญหากันตอน กลางคืนเท่านั้นเอง ตอนกลางคืนของคืนวันที่ ๑๑ วันแรก จำได้ไหมครับเพื่อนสมาชิก ถึง เวลาประมาณสามทุ่ม เราได้มีการพิจารณากันในเรื่องนี้ และเราก็บอกว่า ผู้ที่เขามีความ หลากหลายทางเพศ เขาเกิดมาร่างกายเขาเปึนเพศหนึ่ง แต่ใจเขา สมองเขา ยีน (Gene) เขา ซึ่งมีการค้นคว้าออกมาชัดเจนว่า ยีนตัวที่เท่าไร อย่างไร มันเปึนอย่างนั้นจริง ๆ โครโมโซม (Chromosome) ตัวที่เท่าไร เปึนอย่างนั้นจริง ๆ อาจารย์กรรณิการ์ได้ไป ค้นคว้าต่อมาอีก พบว่า มันเปึนเรื่องของยีน เปึนเรื่องของโครโมโซม ที่เขาเองไม่อยากเปึน เช่นนั้น แต่มันเปึ้นเช่นนั้นแล้ว ตามที่เขาเกิดเปึนมนุษย์ แล้วเขาเปึนอย่างนั้น เขาอาจจะใจเปึ้นเพศหนึ่ง แต่กายเขาเปึ้นเพศหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ขอให้เขามีสิทธิ อะไรพิเศษเลย ขอไม่ให้เขาถูกเลือกปฏิบัติ อย่างเช่น โรงแรมโนโวเทล (Novotel Hotel) ที่ สยามสแควร์ (Siam Square) ได้เลือกปฏิบัติต่อเขาแล้ว ท่านประธานครับ ข่าวออกไป ทั่วโลกนี่แหละครับ อยู่ในมือผมนี่ ร้อยเตอร์ (Reuter) ส่งไปทั่วโลกว่า ที่กรุงเทพ ปรากฏว่า โรงแรมโนโวเทลห้ามไม่ให้ เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เองครับ เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนจูน (June) ๒๘ ที่ผ่านมานี่ครับ ห้ามไม่ให้เหยียบย่างเข้าไปในโรงแรม พอเข้ารู้ว่า บุคคลคนนี้เปึนบุคคลที่ เปึนความหลากหลายทางเพศ หรือเปึนบุคคลที่เรา ในที่นี้เลยเสนอว่า เปึนบุคคลที่มี อัตลักษณ์ทางเพศ เขามีเพศที่เขามีอัตลักษณ์ คือ มีลักษณะที่เขารู้สึกว่าเขาเปึน อย่างนั้น ในขณะที่ร่างกายเขาอาจจะเปึนอีกอย่างหนึ่ง แต่เขารู้สึกเขาเปึ้นอย่างนั้น เขามีอัตลักษณ์ อัตลักษณ์ ก็แปลว่า อัตตา แปลว่า เขารู้สึกตัวตนของเขาเปึนอย่างไร แต่ร่างกายเขาอาจจะมีอีกอย่างหนึ่ง มันไม่ตรง เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ไม่มีใคร หรอกครับอยากที่จะเปึนอย่างนี้ ตัวเขาเองก็ไม่อยากเปึน เราเปึนพ่อ เปึนแม่ เราก็ ไม่อยากให้ลูกเราเปึน แต่ถ้าเราเลือกไม่ได้ ท่านประธาน สมมุติว่า เราโชคร้าย ลูกเราเปึน อย่างนี้ แล้วลูกของเราถูกเลือกปฏิบัติซ้ำเข้าไปอีก เราจะรู้สึกอย่างไร คือ ลูกเรานี่เปึน อย่างนี้ เราก็ไม่พอใจอยู่แล้ว แต่มันเลือกไม่ได้ ถ้าเกิดมีโครโมโซมอย่างนี้ มียีนอย่างนี้ แล้วถ้าใครเจออย่างนี้ ไปไหนถูกเลือกปฏิบัติ โรงแรมอย่างนี้ก็ไม่ให้เข้า นี่ตัวอย่างเดียวที่ เกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนที่ผ่านมานี้ ท่านประธานครับ อย่างนี้นี่เกิดขึ้นวันสองวันที่ผ่าน มานี้เอง ที่พวกผมร้องขอ ขอความเปึนธรรมให้กับคนที่เปึนเพื่อนมนุษย์ ท่านจะใช้คำอะไร ไม่ติดใจทั้งสิ้น แต่ขอไม่่ให้่เลือกปฏิบัติเฉย ๆ ไม่ได้ให้่สิทธิพิเศษใด ๆ ขอเข้าสิทธิเสมอคน พิการเท่านั้น ถ้าไม่ให้ก็ใจดํา ต้องพูดกันอย่างนี้ ท่านประธานครับ ใครไม่โดนกับ ตัวไม่รู้ แต่ถ้าท่านโดนกับตัว แล้วถูกเขาเลือกปฏิบัติ มันเจ็บใจอย่างไรบ้าง แล้วผมคิดว่าประเทศ ไทยพัฒนาขึ้น ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการว่า ความพิการ ท่านก็บอกว่า อย่าไปเลือก ปฏิบัติ สุขภาพทางกาย ท่านก็ไม่ให้เลือกปฏิบัติ นี่เปึนสุขภาพของโครโมโซมของใจกับ กายที่มันไม่ตรงกัน เขาไม่ได้อยากเปึนอย่างนั้นครับท่านประธาน แล้วไม่ได้ให้สิทธิพิเศษ จะได้ไปกลัวว่า พอได้สิทธิแล้วมันจะไปเผยแพร่ อะไรต่ออะไร นั่นพูดเกินเหตุ แต่การให้ ขอให้บัญญัติว่า ห้ามไม่ให้เลือกปฏิบัติ เฉกเช่นคนพิการ ผมคิดว่าแค่นี้สมควรแล้วครับ และเมื่อคราวที่แล้วกรรมาธิการก็พูดกับพวกเราว่า เห็นด้วยในหลักการ เพียงแต่ถ้อยคำ จะไปคิด ขอหยุดสัก ๑๐ นาที แต่พอไปถึง ๑๐ นาที ถ้อยคำหาไม่ได้ ตกลงกันไม่ได้ กลับเอามาถึง ก็มีเพื่อนสมาชิกบอกว่า ขอลงมติ มติมันก็เลยออกมาว่า ไม่ต้องมีคำนี้ เพราะเราหาไม่ได้ เรามีเวลาจากวันที่ ๑๑ ถึงวันนี้ เราทํางานกันมาทุกวัน ก็มีคนส่งคํามา มากมายว่า จะใช้คําไหน ในที่สุดพวกเราก็เห็นตรงกัน และกรรมาธิการหลายคนในที่นี้ก็ เห็นตรงกันว่า ควรจะใช้ คำว่า อัตลักษณ์ทางเพศ แปลว่า เรื่องเพศที่เขามีอัตตา เขามี ตัวตน เขารู้ว่าเขาคิดว่าเขาเปึนอย่างไร เพราะโครโมโซมเปึนเช่นนั้น เพราะฉะนั้นขอความ กรุณาใส่เท่านี้ล่ะครับ ถ้าไม่ให้ ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ผมจะบอกว่า ใจดำ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเดโช ส่วนานนท์ รอง ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ดุดันจริงครับ เชิญกรรมาธิการ คุณหมอครับ เชิญครับ โทษครับ ในนามกรรมาธิการ หรือในนามอะไร

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน ท่านอาจารย์เดโช ส่วนานนท์ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ครับ เปึนคนขอเสนอแปร์ ญัตติเพิ่มเติมครับ ไม่ได้พูดในนามกรรมาธิการ ผมอยากจะทบทวนความจำเล็กน้อยครับ ความจริง เมื่อกี้ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้พูดไปหลายส่วนแล้วนะครับ ตอนที่เราพิจารณา มาตรา ๓๐ ผมคิดว่า ท่านสมาชิกทั้งหลายคงจำกันได้ว่า มีการขอยุติการประชุมเพื่อไป เจรจารอบนอก และในการเจรจาวันนั้นก็รับในหลักการว่า จะเติมในวรรคสาม มาตรา ๓๐ แต่ว่าวรรคสองก็ไม่ได้เสนอให้เติมนะครับ ก็เสนอวรรคสามในกรณีเลือกปฏิบัติ ก็เห็นว่า ไม่ควรเลือกปฏิบัติ แต่ว่ายังหาคำที่เหมาะสมไม่ได้ เสร็จแล้วก็มีการเสนอคำ คำหนึ่งขึ้นมา เรื่องใช้คำว่า ความหลากหลายทางเพศ แต่ว่าก็ไม่เปึนที่ตกลงกัน แล้วก็หลายท่าน รวมทั้ง ผมด้วยก็คิดว่า ก็น่าจะมีเวลาที่จะหาคําได้ต่อไปนะครับ แต่ว่าการณ์ก็ไม่ได้เปึนอย่างนั้น แล้วก็ลับมาก็มีการอภิปรายต่อ แล้วก็มีผู้ขอให้ป่ดอภิปราย แล้วก็มีการลงมติกันขึ้น แล้ว เหตุการณ์ในวันนั้น ก็เปึ้นที่อ้างอิงในการพูดคุยกันรอบนอกนะครับ ว่า มีการถูกต้มบ้าง อะไรบ้างนะครับ อันนั้นก็เปึ้นเรื่องที่ตามมา เหตุการณ์ที่ ๒ ก็เพิ่งคุยกันเมื่อสักวันสองวันนี้ ล่ะครับ อันที่จริงเมื่อกี้ท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ท่านน่าจะเปึนพยานได้ เพราะว่า ท่านเปึนรองประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็เปึนรองประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็คุย กับทีมของอาจารย์ ท่าน สสร. กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ท่าน สสร. อลิสา พันธุ์ศักดิ์ แล้วก็ ท่าน สสร. สวิ่ง ตันอุด นะครับ ก็คุยกันว่า จะหาคำอย่างไรดี และปรากฏว่าท่าน อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ก็เปึนคนเสนอคำขึ้นมาได้ว่า อัตลักษณ์ทางเพศ นะครับ เราก็ดู แล้วก็ตรวจสอบกับทางเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ เขาก็บอกว่า รับได้ คำว่า อัตลักษณ์ ทางเพศ ประเด็นก็อยู่แค่นี้ครับ แล้วเสร็จแล้ววันนี้ ก็ไม่ทราบมีการสื่อสารที่เข้าใจ คลาดเคลื่อนอย่างไรก็ไม่ทราบ คณะกรรมาธิการยกร่างก็บอกว่า ไม่เห็นด้วยนะครับ ซึ่ง ผมเองก็เมื่อเช้าอาจจะมาไม่ทัน แต่ว่าก็บอกว่า ไม่เห็นด้วย อันนั้นก็เปึ้นเรื่องที่น่าเสียดาย ในหลักการที่ได้เคยร่วมหารือตั้งแต่ต้น ตอนนี้หาคำที่เหมาะสมได้แล้ว อันนั้นก็เปึน ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนต่อที่ประชุมนะครับ ประเด็นที่ ๓ ก็ข่าวคราวที่ท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์พูดเมื่อกี้ครับ ที่คนที่เขาบอกว่าเปึ้นเกย์ (Gay) ก็เข้าไปในบาร์ (Bar) ใน คลับ (Club) อะไรไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่า ก็เหมือนสมัยที่คนผิวสีถูกเหยียดครับ ไม่สามารถเข้า ไปนั่งอยู่ในร้าน ในโรง ในร้านอาหาร หรือว่าในบาร์ ในผับ (Pub) ในโรงแรมที่คนผิวขาวนั่ง จริง ๆ แล้วมหาบุรุษของโลก เช่น ท่านมหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) ก็เคยถูกโยน ลงจากรถไฟ ชั้นที่ ๑ นะครับ ท่านจบเนติบัณฑิตจากอังกฤษ แต่ว่าเมื่อไปอยู่ในดินแดนที่ ถูกเหยียดผิว ท่านก็โดนโยน จับโยนลงมา เพราะฉะนั้นก็ผมคิดว่า เราได้พูดเรื่องพุทธ์ ศาสนาด้วยบรรยากาศที่ดีมาก ๆ นะครับ แล้วก็ท่านอาจารย์วิชาก็อ้างถึงบาทหลวงท่าน หนึ่งนะครับที่บันทึก เมื่อกี้ผมขอจากท่าน ชื่อ บาทหลวง ฌอง เดอ บูรซ์ ที่บันทึกใน จุดหมายเหตุการเดินทางของสมเด็จพระสังฆราชี้แห่งเบริธ ว่าดังนี้นะครับ เดี๋ยวผมขอ อ่านอีกทีนะครับ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะมีประเทศใดในโลกที่มีศาสนาอยู่มากมาย และแต่ ละศาสนาสามารถปฏิบัติพิธีการของตนได้อย่างเสรีเท่ากับประเทศสยาม อันนี้เปึ้นบท แถมท้ายไว้ทบทวนของท่านเจ้าคุณอาจารย์ปยุต ปิยุตโต นะครับ ท่านเขียนใน พารากราฟ (Paragraph) สุดท้ายในหน้า ๘๕ บอกว่า เฉพาะอย่างยิ่งในโลกบัดนี้ที่เต็มไป ด้วยการแบ่งแยกและความรุนแรง เหมือนรอการแก้ไข คนไทยสมควรอย่างยิ่งที่จะคิดกัน ให้จริงจังในการสืบค้นคุณสมบัติพิเศษแห่งชาติวัฒนธรรมของตนขึ้นมาอนุวัตพัฒนา ทำ เมืองสยามนี้ให้เปึ้นแผ่นดินแบบอย่างที่มนุษย์ทุกชาติเชื้อหมู่เหล่าอยู่ร่วมกันด้วยน้ำใจ ไม่ตรีมีสันติสุข อันนี้เปึนพารากราฟสุดท้ายที่ในบทแถมท้ายไว้ทบทวนนะครับ ผมคิดว่า ดังที่ผมได้อภิปราย และได้ไปค้นหาเอกสารความรู้ที่นํามาอ้างอิงนะครับว่า สิ่งที่เขาขอไม่ได้ขออะไรหรอกครับ ไม่ได้ขอให้ไปแก้กฎหมายว่า จะต้องมีเพศที่ ๓ ที่ไม่ใช่ เพศหญิง เพศชาย แต่ว่า ขอเพียงว่า อย่าเลือกปฏิบัติกับเขา เขาขอเพียงแต่ว่าอย่ารังแก่ เขาแค่นั้นแหละครับ แล้วเขาก็เปึนมนุษย์กับเราที่อยู่บนแผ่นดินสยามเหมือนกับเรา แล้ว ไม่ได้เปึนความผิดของเขา รวมทั้งไม่ใช่พ่อแม่ของเขา แต่มีความผิดปกติที่โครโมโซม เอ็กซ์ (X) ซึ่งทำให้เขาเกิดมาแล้วเขารู้สึกอย่างนั้น แต่ว่าเมื่อรู้สึกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เกิดใน ครอบครับพ่อแม่ก็กลุ้มใจ ก็กลับกลายเปึนทุกข์ แล้วก็พ่อแม่เองก็นึกว่าตัวเองได้ทำ ก่อกรรมอะไรไว้ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เลยนะครับ เท่านั้นไม่พอ สังคมยังกระหน่ําซ้ําเติมอีก ผมขอเพียงพื้นที่ให้เขาได้ยืนนะครับ ได้สูดลมหายใจ ได้มีที่ที่สำหรับเขาได้อยู่ในแผ่นดิน สยามอย่างสันติสุข ผมขอแค่นั้นแหละครับ ขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบคุณครับ ลำดับที่อยู่ในรายการของผมมี ท่านชาลี กางอิ่ม ครับ เชิญครับ

นายชาลี กางอิ่ม

กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ชาลี กางอิ่ม สสร. ผมคิดว่า ผมก็ไม่ค่อยได้ขออะไรคณะกรรมาธิการยกร่างนะครับ แล้วก็พูดก็ไม่เยอะนะครับ ก็คิดว่า เราให้แล้วนะครับ แล้วก็เรื่องสุขภาพให้หมดแล้ว นะครับ เรื่องของเพศ และอัตลักษณ์ ผมก็คิดว่า โดยเฉพาะท่านคุณหมอชูชัย ขออนุญาต ที่เอ่ยนามครับ ขอนำคำท่านมาใช้ว่า โครโมโซม เอ็กซ์ ซึ่งก็เปึนความผิดปกติ ผมคิดว่า อันนี้น่าจะขอความกรุณาคณะกรรมาธิการยกร่างนะครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

อย่าเพิ่งเลยนะครับ ขอท่านธิติพันธุ์ครับ ไม่อยู่หรือครับ กำลังเจรจา ขอโทษ เชิญครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย กรรมาธิการ

ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ ผม ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย ครับ จริง ๆ ในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรา ๓๐ วรรคสามนี้นั้น ได้มีการคุยกัน ได้มีการพูดกันในวันที่ ๑๑ อย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้ กล่าวไว้นะครับ ประเด็นหลักอาจจะอยู่ตรงที่คํา ว่ามันเปึนคําไหน ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่เรา ทุกคนในสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น และแม้กระทั่งกรรมาธิการทุกท่านนั้น ผมเชื่อว่า ไม่มี ความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มนี้ เพียงแต่สิ่งที่มีปัญหาใน คืนนั้น อาจจะเปึนเรื่องของการหาถ้อยคำ ความหลากหลายทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ หรือคําอื่น ๆ ความจริงแล้วคํา คํานี้ ผมเองก็ได้เรียนเสนอในที่ประชุมแห่งนี้ในเย็นวันนั้น ว่า คำว่า หลากหลายทางเพศนั้นหมายความว่า เรากำลังสร้างเพศที่ ๓ ขึ้นมา ซึ่ง ส่วนตัวเอง ผมเองนั้นเห็นว่าไม่ใช่ ไม่มีเพศที่ ๓ คือมีเพศชาย และเพศหญิง เพียงแต่ว่า อารมณ์ หรือผมไม่ทราบว่าทางแพทย์นั้นจะเรียกอะไร แต่จิตใจ ความรู้สึกของบุคคลที่มี อยู่ตรงข้ามกับเพศที่เกิดมาพร้อมกับต้นเอง ซึ่งตรงส่วนนี้ ผมคิดว่า เปึนเรื่องที่ถูกต้องที่เรา ต้องไม่ไปเลือกปฏิบัติกับคนกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตามพอเราไปใส่คำว่า เพศและความ หลากหลายทางเพศ เรากำลังสร้างสถานะทางกฎหมายของเพศที่ ๓ ขึ้นมา ผมในคืนนั้น จึงเสนอคำอีกคำหนึ่ง และคิดว่าอยากจะขอให้ที่ประชุมแห่งนี้ลองพิจารณา คือ ท่าน อาจจะไม่เห็นด้วยไม่เปึนไร แต่อย่างน้อยได้มีโอกาสในการพิจารณา อย่างที่ผมเรียนใน คืนนั้นว่า ความเข้าใจของผมนั้นเปึนเรื่องของความเชื่อหรือความนิยมในเรื่องทางเพศใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ผมใช้คำว่า เจตคติทางเพศ ซึ่งถ้าหากพวกเราไปเป่ดใน พจนานุกรมนั้น ก็จะทราบว่าในนั้นเปึนเรื่องของความมุ่งมั่นหรือเปึนความรู้สึก หรือความ มีอารมณ์ร่วมในทางเพศใดเพศหนึ่งนั้น คือเจตคติ ความรู้สึกร่วมลักษณะอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้นั้นถ้าในพื้จนานุกรมเองก็มีการวงเล็บคำว่า ภาษาอังกฤษเอาไว้ว่า เปึน แอตติจูด (Attitude) และขณะเดียวกันนั้นนี่หากเราไปดูในซินโนนีม (Synonym) ของคำว่า แอตติจูด ในภาษาอังกฤษนั้นนี่เราจะพบว่า คำที่ใช้แทนกันได้กับ แอต่ติจูดนั้นนี่ คือ คำว่า คอนเซนเตรชัน (Concentration) ผมจำได้ว่า ท่านอาจารย์วิชา ขอโทษที่เอ่ยนาม ได้มีการ พูดถึงรัฐธรรมนูญในสเป็น ใช้คําว่า เซ็กชวล ค่อนเซนเตรชัน (Sexual concentration) ซึ่ง ถ้าหากเรายอมรับว่า ซึ่งในนี้ไปเป่ดในธีซอรัส (Thesaurus) ได้นะครับ คอนเซ็นเตรชัน นั้นนี่มันเท่ากับตัวแอตติจูด เจตคติทางเพศนั้นนี่ก็อาจจะสามารถเทียบเคียงได้กับ เซ็กชวล คอนเซ็นเตรชัน ที่ท่านอาจารย์วิชาได้กล่าวไว้ อันนี้ก็คงเปึนความเห็นที่ผม อยากจะเรียนเสนอให้ที่ประชุมนี่ได้พิจารณาในส่วนนี้ ประเด็นที่ผมเองนั้นนี่อยากจะเสนอ ในเรื่องเจตคติทางเพศนั้น เนื่องจากเวลาที่เราไปใช้คำว่า อัตลักษณ์ทางเพศ หรือ หลากหลายทางเพศนั้นนี่ เรากำลังสร้างสถานะทางกฎหมายของเพศที่ ๓ ขึ้นมา ประเด็น มันจะมีต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นเครื่องมือเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เหล่านั้น จำเปึ้นที่จะต้องจัดทำให้สำหรับบุคคลเหล่านี้ต่างหากหรือไม่ ซึ่งผมเองนั้นนี่ เชื่อว่า ส่วนใหญ่ในที่นี้อาจจะไม่ได้คิดถึงในลักษณะอย่างนั้น เพียงแต่ในการปฏิบัติต่อบุคคล เหล่านี้อย่าให้มีการเลือกปฏิบัติที่แตกต่างไปจากคนที่เปึนเพศชาย หรือเพศหญิง อยู่ดั้งเดิมนั้นนั่นเอง จึงขอเรียนมาเพื่อพิจารณาในส่วนนี้ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับ ก็เสนอคำ ความจริงคำ คำนี้เปึนศัพท์บัญญัติทางการศึกษานะครับ ไม่มีบวกลบ มันอาจจะพอสซิทีฟ (Positive) หรือเนกกาทีฟ (Negative) ก็ได้ เพราะฉะนั้นคําว่า เจตคติทางเพศ มันบอกไม่ถูกว่ามันไปทางบวกหรือทางลบหรือทางไหนนะครับ แต่ อย่างไรก็ตาม เชิญท่านกรรมาธิการครับ พร้อมไหมครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องความเสมอภาค เรื่องหลักเลือกไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เปึนธรรมนะครับ เปึ้นหลักที่เราพูดกันอยู่ในมาตรา ๓๐ มีความก้าวหน้าจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ พอสมควร ทางผู้แปรญัตติได้ขอเติมคำเข้ามาอีกคำหนึ่ง คำว่า อัตลักษณ์ทางเพศ ก็ขอ อนุญาตกรรมาธิการได้หารือกันนะครับ แม้ไม่เปึนเอกภาพ แต่ว่าเสียงส่วนใหญ่ก็ยังเห็น ไปในทิศทางว่า คำนี้น่าจะพอเติมได้ แต่อยากให้บันทึกไว้ให้ชัดเจนว่า ไม่ใช่การสร้างเพศ ที่ ๓ ที่ ๔ หรือที่ ๕ ขึ้น แต่เปึนการต้องการให้เกิดการปฏิบัติให้ดีขึ้นกับคนกลุ่มหนึ่งที่มี ปัญหา หรือมีลักษณะที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ นะครับ กรรมาธิการก็ขออนุญาตว่า เห็นด้วย กับผู้แปรญัตติครับ ท่านประธานครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับ ถ้าอย่างนั้นก็เปึ้นที่ตกลงกันได้ ไม่ต้องโหวตใช่ไหมครับ เห็นด้วย หรือท่านผู้ใดเห็นว่า ยัง ไม่เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการปรับปรุงถ้อยคำ และยอมรับกันในลักษณะอย่างนี้

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

เห็นเปึ้นเอกฉันท์นะครับ ขออนุญาตผ่านนะครับข้อนี้ ขอบคุณครับ ต่อไปครับ มาตรา ๓๒ วรรคสาม ใช่ไหมครับ มีผู้เสนอญัตติ ท่านอาจารย์สวัสดิ์ เชิญครับ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ กระผม สวัสดิ์ โชติพานิช ครับ เนื่องจากมีปัญหาตามที่ท่านกรรมาธิการยกร่างได้บัญญัติ ในมาตรา ๓๒ วรรคสองนะครับ เกี่ยวกับเรื่องการจับกุม คุ้มขัง และตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ ปัญหาก็อยู่ ที่ว่า การค้นตัวบุคคลนั้นจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะมีคำสั่งหรือหมายของศาล ซึ่งวันนั้นที่ ประชุมก็ไม่รับบทบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้เขียนขึ้น กระผมก็ได้ไปแยกแยะออกมา โดยเอาแยกมาตรา (๒) นี้ ออกมาเปึน ๒ วรรคนะครับ ก็คือว่า การจับและคุมขัง นี่เปึน วรรคหนึ่งนะครับ อีกวรรคหนึ่ง ก็คือ เปึนการค้นตัวบุคคลนะครับ ที่เปึนปัญหาวันนั้นมัน อยู่ที่เรื่องการค้นตัวบุคคลตามที่กรรมาธิการยกร่างได้เขียนขึ้นนั้น บอกว่า จะกระทำมิได้เว้นแต่จะมีคําสั่งหรือหมายของศาล ก็ทําให้อ่านแล้วก็จะเกิดเปึน ปัญหาในทางปฏิบัติ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่านอาจจะไม่กล้าไปค้นตัวบุคคล ในขณะที่เห็น การกระทำผิดจะแจ้งว่าบุคคลนั้นมีของผิดกฎหมายอยู่ในตัว หรืออะไรอย่างนี้ครับ แล้วก็ จะต้องไปขอหมายศาลอีก จะเปึนปัญหาในทางปฏิบัติ ทางที่ประชุมก็เลยไม่รับหลักการ ในเรื่องนี้ กระผมก็เลยไปแยกเสีย เปึนว่า ถ้าในกรณีค้นตัวบุคคลนี่ หรือกระทำการใดอัน กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมาย บัญญัติ ก็โยงไปว่า ถ้ากรณีนั้นมันมีกฎหมายบัญญัติว่า ให้ทำได้ ก็ให้ทำได้เลยนะครับ ไม่ให้มาเขียนให้เปึ้นที่สงสัยว่า ทําไม่ได้เลยตามวรรคสอง เว้นแต่จะมีคําสั่งศาลนะครับ กระผมก็ไปแยกออกมา เพื่อให้มันชัดเจนขึ้นว่า โดยหลักแล้วก็สามารถจะทำได้ถ้ามี กฎหมายบัญญัติ ขอบคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ เชิญท่านอาจารย์สมคิดครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ กรรมาธิการเห็นด้วยกับที่มีผู้แปรญัตติไว้ครับ ท่านประธาน น่าจะแก้ไข และจะทำให้ระบบเรื่องความยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะ เรื่องการตรวจค้นตัวบุคคลชัดเจนยิ่งขึ้นครับ กรรมาธิการเห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

กรรมาธิการเห็นด้วยแล้วนะครับ ท่านสมาชิกท่านอื่นครับ เชิญท่านสุรชัยครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ ก็เห็นด้วยนะครับที่จะมีการแยกเรื่องจับ เรื่องขัง กับเรื่องค้นตัว บุคคลออกมาอยู่คนละวรรคนะครับ ทีนี้มีปัญหานิดเดียวครับที่จะขอหารือท่าน กรรมาธิการครับ ไหน ๆ ท่านจะเห็นด้วยกับการแก้ไขญัตติแล้ว วรรคสองนี่เราพูดแต่เรื่อง ค้นตัวบุคคล แต่เราไม่พูดหรือครับเรื่องค้นที่รโหฐาน หารือท่านครับว่า จะเอาอย่างไรครับ เรื่อง

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอหารือใช่ไหมครับ เชิญ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ครับ ว่าพูดวรรคแรก เราเรื่องของจับ เรื่องขัง เห็นด้วยแล้วครับว่า ต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาล การค้นตัวบุคคลก็ไม่ต้องมีคำสั่ง หรือหมายของศาล แต่ให้มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วเรื่องค้นที่รโหฐานล่ะครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ท่านอาจารย์สมคิดครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ เรื่องการค้นเคหสถาน หรือที่รโหฐาน เขียนไว้ในมาตรา ๓๓ วรรคสามครับ ท่าน สุรชัยขอความกรุณานะครับ ๓๓ วรรคสามเขียนว่า การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจาก ความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการตรวจค้นเคหสถานจะกระทำมิได้ อยู่ ตรงนี้ครับ ขออนุญาตแยกกันระหว่างสิทธิในเรื่องการค้นตัวคนกับค้นเรื่องสถานที่ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

พอใจไหมครับ เอาอาการพยักหน้าเปึนที่ยอมรับนะครับ เพราะฉะนั้นขณะนี้ ผมจะสรุปได้ แล้วนะครับว่า มีมติเปึ้นเอกฉันท์เห็นชอบตามที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ ขออนุญาต ผ่านนะครับ ต่อไป ลำดับที่ ๔ เปึ้นมาตรา ๔๗/๑ เชิญท่านอัชพรครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ มาตรา ๔๗/๑ ที่ยังแขวนการพิจารณาไปนั้น คือ พิจารณาควบคู่ไปกับมาตรา ๒๕๖ (๔) ครับ คือ ที่ค้างการพิจารณาอยู่นั้น ก็เนื่องจาก สมาชิกเห็นว่าการเขียนในมาตรา ๔๗/๑ คือ ห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเปึ้นเจ้าของ กิจการ หรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่าง ๆ นั้น เขียนซ้อนอยู่กับมาตรา ๒๕๖ (๔) ซึ่งกําหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาต้องไม่เปึนหุ้นส่วนในกิจการ ที่เกี่ยวกับสื่อสารมวลชนด้วย แต่ว่าของมาตรา ๔๗/๑ นั้นกว้างกว่า (๔) ก็ให้รับไป พิจารณาว่าจะปรับปรุงอย่างไร คณะกรรมาธิการได้พิจารณาอยู่แล้ว ก็เห็นว่า ในมาตรา ๔๗/๑ นั้น ทางสมาชิกหลายท่านได้มีการอภิปรายว่า ควรจะคงอยู่ใน มาตรา ๔๗/๑ เพื่อให้ชัดเจนอยู่ในเรื่องสิทธิของสื่อสารมวลชน ดังนั้น ก็ขออนุญาตคง มาตรา ๔๗/๑ ตามข้อความเดิมทั้งหมด แต่มาแก้ไข (๔) โดยตัดข้อความเดิม แล้วก็เขียนข้อความเปึนข้อห้ามของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า ไม่กระทำการอันเปึนการต้องห้ามตามมาตรา ๔๗/๑ นั่นก็คือ เอาการอ้างอิงไปถึง ๔๗/๑ นั้น มาใส่เปึนข้อห้ามของมาตรา ๒๕๖ กรณีนี้ข้อความก็จะรับ กันทั้งหมดครับ เปึนการแก้เพื่อให้ถ้อยคำรับกันเท่านั้นเอง

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับ รวม ๒๕๖ ด้วยนะครับ ท่านสุรชัยใช่ไหมครับ เจ้าของญัตติ ใช่หรือเปล่าครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ไม่ใช่ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เชิญครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ มาตรานี้เปึ้นมาตราที่แขวนไว้เท่านั้นเองครับ เปึนรายละเอียดเล็กน้อยครับ เข้าใจว่า ไม่ได้มีใครติดใจเรื่องอะไร ไม่ใช่ประเด็น เปึนการไปเติมให้สอดคล้องกันเท่านั้นครับ ท่าน ประธานครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ก็ต้องถามว่า มีสมาชิกผู้ใดติดใจอีกไหมครับ ไม่ติดใจ ถือว่าผ่านนะครับ เปึ้นเอกฉันท์ครับ ต่อไปเปึ้นลำดับที่ ๕ นะครับ มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง และ ๒๙๓ (๑) ๔๘ วรรคหนึ่ง ขออภัยครับ ๔๘ วรรคหนึ่ง มาตรานี้มีผู้แปรญัตติ กลุ่มท่านวิทธยา ท่านวิทธยา มีไหมครับ ท่านวิทธยาไม่อยู่ในห้องประชุม อ้อ อยู่ครับ เชิญครับ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ ผมได้ขอเสนอแปรญัตติเพิ่มเติมในมาตรา ๔๘ ซึ่ง มาตรา ๔๘ ที่ได้มีมติไปแล้วนะครับ ความเดิมนั้นว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการ เลือกรับการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย หรือระดับประถมศึกษา ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ที่รัฐจะต้อง จัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เรื่องนี้หลังจากที่เราได้ผ่านมติไป แล้วนะครับ ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาจากทางฝ์ายผู้ปฏิบัติ คือทางครูบาอาจารย์ทาง โรงเรียนว่า เรื่องนี้อาจจะเปึนปัญหาในแง่ของการปฏิบัติ ซึ่งจะเกิดปัญหาวุ่นวายอยู่ใน การบริหารจัดการอย่างยิ่ง เหตุผลก็คือว่าอย่างนี้ครับ ถ้าผู้ปกครองและเด็กนี่จะเลือกรับ การศึกษา ๑๒ ป้ นะครับ ตามที่เราได้มีมติผ่านไป จะเลือกได้ ๒ แบบ คือ แบบที่ ๑ ตั้งแต่ ปฐมวัย คือ อนุบาล ไป ๑๒ ป้ จะไปหมดสิ้นสุดเอาช่วงมัธยมต้น คือ ม. ๓ แล้วอีกพวก หนึ่งครับ เลือกตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา คือ ชั้น ป. ๑ ไปหมดเอาที่ชั้นมัธยมศึกษาตอน ปลาย คือ ม. ๖ ความแตกต่างของนักเรียนทั้ง ๒ คนนี้ จะเปึนปัญหาในแง่การปฏิบัติดังนี้ ครับ ๑. ครับ นักเรียนใน ๑ ห้องเรียนนี่ เช่น ตั้งแต่ชั้นปฐมวัย หรือชั้นมัธยมปลายนี่ จะมี ความแตกต่างกัน ๒ ระดับ คือ ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเรียนใช้สิทธิ ๑๒ ป้ ฟรี อีกกลุ่มหนึ่งต้อง เสียเงินนะครับ ในห้องเดียวกันมี ๒ พวก พวกเสียเงิน กับพวกไม่ต้องเสียสตางค์ เพราะว่า ใช้สิทธิต่างกัน อันที่ ๒ ครับ ค่าใช้จ่ายของนักเรียนในแต่ละระดับนั้น แตกต่างกัน ถ้า ผู้ปกครองรับสิทธิ ในชั้นอนุบาล หรือปฐมวัยนี่ อาจจะเสียเปรียบกับนักเรียนที่ใช้สิทธิ ในช่วงประถม ๑ ถึงมัธยมปลาย เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการจัดการนั้นมีความแตกต่างกัน ต่อไปทางโรงเรียนและผู้ปกครองก็จะมีความสับสนกัน แล้วก็ต้องตรวจสอบ ตรวจสอบว่า นักเรียนคนนี้เคยใช้สิทธิมาตั้งแต่ปฐมวัย หรือชั้นประถมศึกษา จะต้องตรวจสอบว่า ผู้ปกครองนั้นนะครับ กับทางโรงเรียนนั้นได้ทำสัญญาตกลงกันไว้อย่างไรตั้งแต่ต้น ถ้าเปึน โรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่ต้นนี่ มันก็อาจจะพอติดตามเรื่องนี้ได้ แต่ในความจริงแล้วนั้น เด็กจะมีการเรียนเปึ้นระดับ พอจบจากปฐมวัย หรืออนุบาล ก็อาจจะต่อโรงเรียนเดียวกัน ได้ครับ ถึงชั้นประถมศึกษา แต่พอจบประถมศึกษานี่ ส่วนใหญ่จะย้ายไปโรงเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษา การโยกย้ายระหว่างป้ การโยกย้ายระหว่างชั้นเรียนนะครับ หรืออื่นใด ย้าย ระหว่างจังหวัด ย้ายติดตามผู้ปกครอง สิ่งเหล่านี้จะต้องมีเหตุ การติดตามบันทึกของ นักเรียนแต่ละคนติดตาม ติดตัวไป ซึ่งต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง ปลายทาง จะมีธุรการอีกงานหนึ่งครับ คือ งานในโรงเรียนที่ไปรับเด็กขึ้นมาใหม่ว่า ต้องตรวจสอบว่า เด็กเดิมนั้นมีใช้สิทธิมาเปึ้นรูปแบบไหนมาก่อน ถ้ามีการทุจริต หรือมีการคิดว่าอาจจะมี การทําผิดพลาด อะไรก็แล้วแต่ ด้วยเหตุทุจริตหรือไม่ก็ตามนะครับ มันก็จะต้องมีความ เสียหายที่จะต้องเรียกร้องคืนต่อรัฐ หรือรัฐต้องจ่ายเพิ่มอะไรอย่างนี้ เปึ้นปัญหาที่เราคิดว่า จะเปึนปัญหาเพิ่มภารกิจให้กับโรงเรียนและผู้ปฏิบัติอีกมากมาย ถ้าหากว่าเราจะปรับ นะครับ ซึ่งทางกลุ่มของผมนี่ได้ขอปรับว่า ขอให้ปรับเปึนเหมือนกันเลยได้ไหมครับ คือ เริ่มตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล คือ ปฐมวัย ไปจนกระทั่งถึงจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เหมือนกับที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันวันนี้ จะทำให้ทุกคนได้รับสิทธิเท่ากัน ประชาชน ผู้ปกครองและนักเรียนได้รับสิทธิเท่ากัน จะได้รับผลของการศึกษานี้เท่ากันนะครับ แล้วก็ ดูง่าย ท่านกรรมาธิการครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ทางกลุ่มได้เสนอเพิ่มนะครับ ปรับเปลี่ยนญัตติในมาตรา ๔๘ ครับว่า ให้เปึ้น บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับ การศึกษา โดยเริ่มจากระดับปฐมวัยถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่รัฐจะต้องจัดให้ อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย หมายความว่า เราไม่ได้ระบุว่าเปึนป้ ๑๒ ป้ หรือ ๑๕ ป้ หรือ ๙ ป้ แต่ว่าให้เปึนการศึกษาในช่วงเลยครับ ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย จนกระทั่งถึงสิ้นสุดมัธยมปลาย เหตุผลเปึนอย่างนี้ครับ ในปัจจุบันวันนี้ ทางสถานศึกษาที่ ไปสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเองนั้น ก็จัดการศึกษาตั้งแต่ชั้น ป. ๑ ถึงมัธยมศึกษาป้ที่ ๖ อยู่แล้ว ๑๒ ป้ ในขณะเดียวกันโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการนี่ครับ ก็ได้จัดแถม การศึกษาปฐมวัย คือ อนุบาลให้ในทุกโรงเรียนที่มีระดับประถมศึกษาอยู่ด้วยอีก ๒ ป้ คือ วันนี้สรุปว่า จัดทั้งหมด ๑๒ บวก ๒ อยู่แล้ว คือ ๑๔ ป้ แล้วก็จัดงบประมาณมาให้นะครับ เปึ้น ๑๔ ป้ ซึ่งขณะนี้ดําเนินการไปได้ผลนะครับ ดําเนินการไปแล้ว ๑๔ ป้ ก็ถ้าเผื่อว่า เรา ไม่มาพูดถึงป้นะครับ เอาพูดตั้งแต่ถึงระดับการเรียนตั้งแต่ปฐมวัยจน์ไปสิ้นสุดถึง มัธยมศึกษา ตอนปลายนี่ครับ มันก็จะคลุมได้หมดนะครับ ซึ่งอาจจะมีความจริงคือ ๑๔ ป้ ที่เราจัดให้นะครับ แต่ว่า มันก็จะอยู่ได้ระหว่างช่วงนี้ครับ ตั้งแต่ต้น ที่ทางกลุ่มของ กระผมได้เสนอมาทั้งหมดนี่ครับ กราบเรียนว่าเราได้ทราบว่ามันมีเหตุผล ๒ ประการครับ ขั้นที่ ๑ ก็คือว่า ผู้ปกครองนักเรียนและประชาชนที่เราได้ไปฟังความคิดเห็นมาจากใน ทุกภาคนี่ ก็อยากขอให้มีการจัดปฐมวัย คืออนุบาลให้ และให้ประกาศเปึนทางการว่า คุ้มครองตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมนะครับ อันที่ ๒ ครับ รัฐก็จัดให้อยู่แล้ว ถ้าเผื่อว่า เรา กําหนดให้เปึ้นนโยบายอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธินะครับ สิทธิเสรีภาพ ในการศึกษาเสมอกัน จะทำให้ได้ประโยชน์ นะครับ และเปึนการพัฒนาบุคลากร คือ พัฒนาคน ซึ่งเด็กของเรานั้น เราก็ทราบว่า เปึนเยาวชนที่เราจะต้องสร้างเพื่อเปึ้นผู้ใหญ่ใน อนาคต ถ้าเราวางกําหนดฐานที่ดีนะครับ มันก็จะทำให้การศึกษาของเด็กนั้นได้รับการ ดูแลตั้งแต่ปฐมวัย ส่วนการที่รัฐจะจัดนะครับ อาจจะมีเอกชนหรือท้องถิ่น หรือใครจะจัด อย่างไรนั้น อันนั้นอยู่ที่รายละเอียด ซึ่งจะต้องไปพูดกันในรายละเอียดต่อไป แต่ถือว่า อันนี้เปึ้นสิทธิที่ประชาชนทุกคนควรจะได้ เพื่อให้เปึนประโยชน์กับการศึกษาอย่างแท้จริง แล้วก็เปึนความต้องการของประชาชนที่ขอมานะครับ ทางผมก็เลยขอแปรญัตติ เปลี่ยนแปลงจากมติเดิมนะครับ เปึนดังที่เราได้นำเสนอไปแล้ว ขอบคุณครับ ท่านประธาน ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ตกลงข้อความที่แท้จริง ที่เปลี่ยนแปลงใหม่นี่ว่าอย่างไรครับ ช่วย

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

ข้อความที่เปลี่ยนแปลงใหม่ก็คือ บุคคลย่อม มีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา โดยเริ่มจากการศึกษาระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษา ตอนปลาย ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ครับ เปลี่ยนแปลงจากคำว่า เลือกรับ นะครับ แล้วก็ หรือระดับประถมศึกษา ออกนะครับ ตามร่างที่เสนอไป เอกสารแจกไปแล้วครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

มันเปลี่ยนไปอีกด้านหนึ่ง คือเปลี่ยน ๑๒ ป้ กลายเปึน ๑๔ ป้

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

ท่านประธานครับ กระผมไม่ได้พูดถึงป้เลย ครับ กระผมใช้ถึงคําว่า เริ่มตั้งแต่ระดับใดถึงระดับใดเท่านั้นเองครับ ทั้งนี้ก็อยู่ที่ คณะกรรมาธิการ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

การนับจากปฐมวัยไปถึงมัธยมศึกษาตอนปลายมัน ๑๔ ป้ ใช่ไหมครับ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

ครับ ซึ่งจัดอยู่แล้วในปัจจุบันวันนี้ครับ ทําอยู่แล้วครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ไม่ใช่ จัดแล้วหรือไม่จัดแล้วก็ตามแต่ แต่หมายความว่า นับตรงนี้มัน ๑๔ ป้ ใช่หรือไม่

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

ใช่ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ถ้าใช่ แล้วคำ สิบสองป้ ประโยคนี้ถูกตัดออกไปใช่ไหมครับ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

ใช่ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ถ้าไม่มี ก็ตกลงครับ อาจารย์ศรีราชาครับ

รองศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช กรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศรีราชา เจริญพานิช กรรมาธิการนะครับ ผมจะขอ กราบเรียนว่า ที่ขอแปรญัตตินั้น ขอเท้าความเดิมนิดหนึ่งครับ เมื่อตอนครั้งก่อนนี้ได้มีการ หารือกันระหว่างกรรมาธิการกับทางสมาชิกนะครับ แล้วก็มีการตกลงรอมชอมกันว่า เราจะจัดการศึกษาโดยที่มีการเลือกนะครับ คือเปึน ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ นั้น ตกลงกัน ไปแล้วนะครับ มีการเลือกตั้งแต่ปฐมวัย หรืออนุบาล ๑ ๒ ๓ จนกระทั่งถึง ม. ๓ ก็คือ ๑๒ ป้ ในแบบแรก แบบที่ ๒ ก็คือ ป. ๑ ถึง ม. ๖ ซึ่งเปึ้นไปตามเดิม เหมือนอย่าง รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นะครับ ทีนี้ผู้ขอแปรญัตติมานี่ก็ขอจะแปรเปึ้น ๑๔ หรือ ๑๕ ป้ โดยไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนนะครับ ก็คือจะเปึน ๑๔ กับ ๑๕ ก็ได้ โดยที่ถือว่ากระทรวงศึกษา เองได้เคยจัดข้องปฐมวัยเปึน ๒ ชั้นอยู่แล้ว จะเปึน ๑๔ ทีนี้กราบเรียนด้วยความเคารพ นะครับว่า การที่จะขยายขึ้นไปจากเดิมเปึน ๑๔ ชั้น นี่นะครับ ตามของเดิมที่เคยปฏิบัติ อยู่แล้ว ของกระทรวงศึกษาธิการนี่ครับ ผมใคร่ขอให้ดูเอกสารที่ผมจะชี้แจงเกี่ยวกับ ตัวเลขที่ได้เตรียมมาให้ ก็คือ ในปัจจุบันในเอกสารหมายเลข ๑ นะครับ ก็คือ งบประมาณ ป้ ๒๕๕๐ นี่นะครับ ท่านจะเห็นได้ว่า งบประมาณป้นี้เปึนงบประมาณที่เราใช้จ่ายกัน ค่อนข้างจะสูงนะครับ กระทรวงศึกษาธิการเองก็ได้ไปอยู่ในระดับ ๒ แสน ๒๕๕๐ นี่ ได้ประมาณสองแสนแปดหมื่นล้านเศษนะครับ ป้ ๒๕๕๑ นะครับ ก็จะเปึนสามแสนกับ หนึ่งหมื่นกว่าล้านนะครับ ซึ่งงบประมาณเหล่านี้ถือเปึนสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมาก กระทรวงเดียวนะครับได้รับงบประมาณถึง ยี่สิบ ยี่สิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ของจำนวน งบประมาณทั้งประเทศ ผมขอเรียนว่า เนื่องจากตัวเลขของกระทรวงศึกษาเปึน งบประมาณที่สูงมาโดยตลอดนะครับ แต่ในเรื่องของการจัดการศึกษานั้น คุณภาพ มาตรฐานยังค่อนข้างจะเปึ้นที่สงสัยนะครับ เพราะว่าไม่สามารถที่จะจัดการศึกษาให้ได้ เท่ากับมาตรฐานและคุณภาพที่คาดหวังเหมือนอย่าง สปศ. ก็ได้ประเมินไปแล้วนะครับ สำนักงานประเมินการศึกษา สปศ. ได้ประเมินไปแล้ว ก็จะเห็นว่า โรงเรียนกว่าครึ่งคือ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่มาตรฐานขั้นดี เพราะฉะนั้นปัญหาของชาติตอนนี้ก็คือ เราคงต้องมาดู ว่า งบส่วนใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการตามเอกสารหมายเลข ๒ ที่มีเห็นเปึนงบของ กระทรวงศึกษาธิการเปึนงบรายจ่ายป้ ๒๕๕๑ จะเห็นว่า เป่ดไปที่หน้ากลาง ๆ นะครับ จะเห็นว่า มีกรอบของงบประมาณในการผลิตของบรรดางบบุคลากร ผมขออนุญาตเปึน หน้าที่ ๔ จากข้างท้ายนะครับ จะเห็นได้ว่า งบบุคลากรของกระทรวงประมาณทั้งสิ้น หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าล้าน คือพูดง่าย ๆ ว่า ๘๒ เปอร์เซ็นต์ เปึนงบที่ใช้จ่ายกับ บุคลากรเกือบทั้งหมดนะครับ ส่วนงบที่จะไปลงในเรื่องดำเนินการ เหลือเจ็ดพันกว่าล้าน นะครับ งบลงทุนสามพันกว่าล้าน งบเงินอุดหนุนหนึ่งหมื่นสองพันกว่าล้าน ท่านจะเห็นได้ ว่า การศึกษาที่ลงไปนี่นะครับ ผมไม่ได้คัดค้านนะครับเรื่องที่ว่าจะต้องทุ่มในการศึกษา แต่การศึกษาลงไปมันไม่ได้ผลิตผล ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร แล้วงบส่วนใหญ่ก็เปึนงบของ บุคลากร เพราะฉะนั้นทําให้มีปัญหา ผมคิดว่าถ้าเผื่อเราขยายเปึน ๑๔ หรือ ๑๕ นี่ครับ ผลที่จะลงไปมันจะไม่เกิดแก่เด็กเท่าไรครับ เงินส่วนใหญ่ก็จะไปอยู่กับบุคลากรทาง การศึกษาเปึนส่วนใหญ่นะครับ ซึ่งตอนนี้มีปัญหามาก ประเทศเราในป้ปัจจุบัน งบประมาณ ๒๕๕๐ เราจะใช้งบประมาณขาดดุล กู้เขาไปตั้งหนึ่งแสนสี่หมื่นหกพัน กว่าล้าน ซึ่งปัญหานี่นะครับ ถ้าเผื่อสรุปง่าย ๆ ก็คือว่าความคุ้มทุนในการที่ขยาย การศึกษาลงไป ผมไม่เชื่อว่าการศึกษาที่จะขยายไปอีกเปึน ๑๔ หรือ ๑๕ ป้ นั้นจะทำให้ เด็กเกิดศักยภาพ เกิดความแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันรัฐจะลงทุนไปมากกว่าที่ควร เยอะ ทั้ง ๆ ที่การศึกษาถ้าเผื่อเราจัดหลักสูตรให้ดีแล้วนะครับ ๑๒ ป้ หรือ ๙ ป้ อาจจะได้ ผลลัพธ์ไม่ต่างกันเลย ถ้าเผื่อจัดวางหลักสูตรให้ดีนะครับ แต่ขณะนี้คุณภาพมาตรฐาน ของการเรียนการสอนยังไม่เปึ้นที่น่าพอใจ เพราะว่าเด็กชั้นประถมจบมาแล้วบางทียัง อ่านหนังสือไม่ออกก็มีนะครับ เด็กจบมัธยมมาเข้ามหาวิทยาลัย ครูบาอาจารย์ใน มหาวิทยาลัยก็คงทราบดีว่า คุณภาพมาตรฐานต่ำกว่าเดิมมาก เพราะฉะนั้นการที่จะ ขยายไปถึง ๑๕ ป้ เปึนภาระแก่รัฐบาลอย่างมหาศาลที่จะต้องจัดงบมากขึ้นอีกมากมาย พอสมควรนะครับ อีกเปึนหมื่นล้านนะครับ เพราะฉะนั้นโดยความเคารพต่อท่านสมาชิกที่ ขอแปรญัตติ ผมเองผมมีความเห็นว่า เรื่องที่ได้ตกลงไปแล้วมันมีทางเลือกอยู่ ๒ ทาง เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมาธิการว่า ท่านจะเลือกใช้ทางไหนครับ ก็คือ แบบที่ ๑ ก็คือ อนุบาลถึงมัธยม ๓ ซึ่งจะเปึนไปตามหลักการศึกษาทั่วไป ก็คือว่า มีอนุบาล ๓ ชั้น แล้ว ต่อด้วย ป. ๑ ถึง ม. ๓ ซึ่งจะเปึนไปสอดคล้องกับ พรบ. การศึกษาภาคบังคับ แล้วก็เราใช้ คําว่า ไม่น้อยกว่า เมื่อไรก็ตามที่ประเทศชาติมีงบประมาณมากพอเราก็ขยายขึ้นไปได้ครับ แต่การที่จะเขียนบังคับว่าต้อง ๑๕ ขึ้นไป ผมว่าจะเปึนปัญหาแก่ประเทศมากมาย ในขณะที่ประเทศเราก็ยังไม่ค่อยจะฟุ๋่นตัวเท่าไร เพราะฉะนั้นขอให้เป่ดช่องไว้นะครับ ในที่นี้ก็คือว่า ให้ใช้ ๑๒ แล้วก็ขอให้ผลักให้การศึกษาอนุบาลไปอยู่ในระบบของท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ท้องถิ่นได้ตื่นตัวในเรื่องนี้ แล้วก็แข่งกันเพื่อที่จะทำคุณภาพการศึกษาให้ดี จึงจะเปึนมิติใหม่ในอนาคตของประเทศชาติว่า เราได้ให้ท้องถิ่นรับผิดชอบ เรื่องนี้แล้ว เรื่องถ่ายโอนถึงค่อย ๆ ทำไปที่หลัง ถ้าเผื่อเมื่อไรก็ตาม ท้องถิ่นมั่นคง สามารถจัดได้ดี มีความมั่นคงแล้ว ผมเชื่อว่า การถ่ายโอนไปสู่ท้องถิ่นจะไม่มีปัญหาเลย ที่มีปัญหาก็คือ เขากลัวว่ามันง่อนแง่น ถ้าเผื่อทำดีเมื่อไร มีคุณภาพเมื่อไร แล้วก็สวัสดิการ ครูบาอาจารย์ดีเมื่อไร มั่นคงเมื่อไร ทุกคนผมว่าไม่ต่างกันครับ คงจะถ่ายโอนไป และจะ เปึนความสำเร็จอีกชั้นหนึ่ง ส่วนสำหรับกรณีที่เปึนประถม ๑ ถึง มัธยม ๓ ซึ่งเปึน ๙ ป้ ที่เหนือขึ้นมาจากชั้นอนุบาล ก็จะทำให้งบประมาณที่เคยจัดอยู่เดิมของกระทรวงศึกษา จะทุ่มไปที่ตรงนี้ได้พอดี ผมเคยได้กราบเรียนว่า เราขาดอยู่ ในชั้นประถมเราจะขาดอยู่ ประมาณ ๒๔ เปอร์เซ็นต์ ชั้นมัธยมขาดอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเผื่อเอาชั้นประถม มัธยมมาเกลี่ยกันแล้ว ๒ ส่วน จะไล่เลี่ยกันกับงบที่จะมี ที่จะจัด ๙ ป้ อย่างที่ผมกราบเรียน เพราะฉะนั้นอันนี้จะเปึนความพอดีที่จะทําให้เด็กรับการศึกษาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ครบถ้วน และได้คุณภาพ และในท้ายที่สุด เมื่อเด็กเข้าฝักแล้วนะครับ พอไปชั้นสูงขึ้นก็จะเข้า มหาวิทยาลัย ทำอะไรต่ออะไร แยกไปตามสายอาชีพ ไปสายสามัญ ให้ได้ การศึกษา เราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนในส่วนนี้ว่า ถ้าเผื่อ ไม่รอมชอมกัน ก็ควรที่จะขออนุญาตที่จะให้มีการลงมติว่า จะเอา ๑๒ ป้ หรือ ๑๕ ป้ ประเด็นที่ ๑ นะครับ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ถ้าเผื่อเปึน ๑๒ ป้ แล้ว จะเลือกแบบเดิม ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หรือจะเลือกแบบใหม่ตามที่ว่าเสนอใหม่ ตามที่กรรมาธิการ ได้เคยตกลงกันไปแล้ว ก็คือเปึนเรื่องที่ตั้งแต่อนุบาล ๑ ๒ ๓ ถึง ม. ๓ ซึ่งจะเปึนตามหลัก การศึกษาภาคบังคับในปัจจุบัน แล้วหลังจากนั้นก็ไปแยกสายอาชีพอะไรให้ชัดเจนนะครับ ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องปรับปรุงกระทรวงศึกษา ปรับปรุงระบบการศึกษากัน ขนานใหญ่ เพราะไม่อย่างนั้นประเทศชาติของเราจะไปไม่รอดครับ เพราะฉะนั้น ขอกราบเรียนวิงวอนว่า ขอให้พิจารณาในส่วนนี้เถอะครับ เพราะว่าในส่วนมาตรา ๑๖๗ วรรคสอง ก็เรียบร้อยไปแล้วนะครับ ที่จะทําให้ประเทศชาติอยู่รอด ทําให้รัฐธรรมนูญ อยู่รอด แต่มาตรานี้ ถ้าเผื่อท่านไม่พิจารณาตรงนี้ ก็จะมีปัญหาต่อไปในอนาคต ซึ่ง เปึนปัญหาซีเรียส (Serious) เช่นเดียวกันครับ ผมขอกราบเรียนท่านสมาชิกนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับผม ตกลงไม่ใช่ในนามกรรมาธิการนะครับ ในนามผู้ที่ไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านอาจารย์ วิทธยาว่าอย่างไร หรือกรรมาธิการว่าอย่างไรครับ ไหนว่าตกลงกันเรียบร้อยหมดแล้ว จะยืนยันไหมครับ ท่านอาจารย์สนั่นพอดีครับ เชิญ เชิญอาจารย์สนั่น แต่ไม่ใช่ฐานะ กรรมาธิการอีก

นายสนั่น อินทร์ประเสริฐ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ ผมก็เปึนผู้หนึ่งที่ขอแปรญัตติเรื่องนี้ คือ เราเห็นด้วยว่ากับการจัดการศึกษาเปึน เรื่องสำคัญของบ้านเมือง เรื่องการลงทุน การเปึ้นห่วงว่ารัฐบาลไม่สามารถจะหาเงินได้ ผมว่าไม่ต้องเปึนห่วงหรอกครับ คนที่เขาก้าวเข้ามาสู่ความเปึ้นรัฐบาลเขาต้องมี ความพร้อม ต้องมีความคิดที่จะทำงานเพื่อบ้านเมือง ฉะนั้นในการที่ได้ขอแปรญัตติไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา โดยเริ่มต้นจากระดับปฐมวัยถึงระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย อันนั้นหมายถึงว่า ระดับประถมศึกษานี่ การศึกษาภาคบังคับ คือ เมื่อเด็กอายุย่างเข้า ป้ที่ ๗ ตาม พรบ. การศึกษา ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา จนถึงอายุ ๑๖ ป้ ถ้าเผื่อเรียนไม่จบ ก็เปึนอันว่าพื้นเกณฑ์โดยอัตโนมัติ ความมุ่งหมายอันนี้คือว่า อยากจะ ให้เริ่มต้นตั้งแต่ประถม คือ ตามหลักการประถม คือ การศึกษาภาคบังคับ เมื่อบังคับเขา มาเรียนแล้ว จะมาเก็บเงินเขาอีกก็ มันไม่ถูกต้อง

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอประทานโทษ ท่านอาจารย์สนั่นครับ ตกลงว่าฉบับที่เสนอปรับกันนั่น คือฉบับไหนแน่ ที่อาจารย์วิทธยาว่านี่คนละอันกับที่อาจารย์กำลังพูดนะครับ

นายสนั่น อินทร์ประเสริฐ กรรมาธิการ

คืออันเดียวกันครับ อันนี้ คือว่า เรา ขออนุญาตอาจารย์วิทธยา เพราะว่าอาจารย์วิทธยาไปอธิบายเพิ่มเติมอาจจะทำให้ เกิดการไขว้เขว คือไปอธิบาย

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ตกลงไม่รับที่อาจารย์วิทธยาพูดเมื่อสักครู่นะครับ ถ้าอย่างนั้นใช่ไหมครับ

นายสนั่น อินทร์ประเสริฐ กรรมาธิการ

เดี๋ยวต้องเช็ก (Check) อีกทีว่า อาจารย์วิทธยาพูดหมายถึงว่า ไปเพิ่มอนุบาลอีก ๒ ป้ ใช่ไหม มันไม่ใช่ครับ เราจะเริ่ม นับตั้งแต่ประถม ๑ ถึงประถม ๖ แล้ว ม. ๑ ถึง ม. ๖ ก็รวม ๑๒ ป้ แล้วก็ส่วนอีก ๒ ป้ ที่พูดนั้นคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตอนนี้เขาดูแลอยู่แล้ว มีส่วนร่วมอยู่แล้ว ต้องการ อย่างนี้ที่ชัดเจนครับว่า ๑๒ ป้ เหมือน อันนี้เหตุผลก็เหมือนอย่าง ป้ ๒๕๔๐ นะครับ ป้ ๒๕๔๐ ก็ ๑๒ ป้ ถ้าเผื่อเราไปลด ๑๒ ป้ ให้เหลือ ๙ ป้ หรืออะไรอย่างนี้จะมีปัญหากับ ผู้ปกครอง หรือความรู้สึกที่ไม่ดีกับประชาชน ขอบคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์สมคิดครับท่าน

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ขอแปรญัตติ เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ๒ มาตรานะครับ มาตรา ๔๘ ววรคหนึ่ง กับมาตรา ๒๙๓ (๑) ในมาตรา ๒๙๓ (๑) กรรมาธิการขออนุญาตพูดไปล่วงหน้าว่า กรรมาธิการเห็นด้วย โดยไม่แก้ไขถ้อยคําเลย ตามที่ท่านวิทธยาได้แปรญัตติมา ในส่วนของมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง นั้นได้หารือกันเรียบร้อยแล้วครับว่า จะขอกลับไปใช้ร่างเดิมของกรรมาธิการ โดยมีการปรับปรุงเล็กน้อย คำที่จะใช้ก็คือว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับ การศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองป้ ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายคําจะเปึนอย่างนี้นะครับ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ท่านวิทธยาเห็นด้วยใช่ไหม ท่านประธานครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ท่านมนตรีนะครับ

นายมนตรี เพชรขุ้ม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการยกร่าง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพรักทุกท่านนะครับ ผม มนตรี เพชรขุ้ม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาของการศึกษา เปึ้นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ต่อเนื่องมานานนะครับ ไม่ว่าใครจะไปเปึ้นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ นะครับ ก็จะมีปัญหาเรื่องการศึกษาตลอดมานะครับ ผมขออนุญาตนะครับ จริง ๆ ผมจะ ไม่พูดเรื่องต่างประเทศนะครับ แต่ขออ้างอิงนิดหนึ่งครับ ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศ มาเลเซียนะครับ คนที่ไปทําหน้าที่เปึนคณะรัฐมนตรีนะครับ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เมื่อไม่นานมานี้นะครับ ท่านเปึ้นรัฐมนตรีครั้งแรก ท่านบอกว่า ท่านขอลงไปเปึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา นะครับ และอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนั้นก็ได้ทำหน้าที่ของการศึกษาอย่างดีเปึ้นอย่างยิ่ง นะครับ ต่อเนื่องมาตลอดเวลานะครับ และในขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ของประเทศเพื่อนบ้าน ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับ คือ ประเทศมาเลเซียนะครับ คือ ทั้งอดีตและนายกรัฐมนตรีในคนปัจจุบันนะครับ ก็มาจากกระทรวงการศึกษาทั้งนั้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก่อนนี้เมื่อทำหน้าที่เปึนคณะรัฐมนตรีนะครับ ก็เสนอตัวเปึน นายก ขออภัยครับ ขอเสนอตัวเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาเช่นกันนะครับ ฉะนั้น จะเห็นว่า ประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นก็แล้วแต่จะให้ความสําคัญกับการศึกษาเปึน อย่างยิ่งนะครับ โดยเฉพาะประเทศไทยนะครับ การศึกษาก็ให้การสนใจพอสมควร แต่ถ้า ถามว่าดีไหม ไม่ดีนะครับ ภาครัฐ ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเท่าที่ควรนะครับ และภาครัฐก็ไม่ได้สนับสนุนอย่างจริงจังนะครับ อย่างที่ผ่านมานะครับ รัฐธรรมนูญฉบับ ป้ ๒๕๔๐ นะครับ ก็อ้างอิงตลอดเวลาว่า รัฐต้องส่งเสริมเรื่องการศึกษา ได้ให้มีการศึกษา ฟรี แต่ไม่ได้ฟรีอย่างที่ว่านะครับ ฉะนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นกันนะครับ ถ้าคณะกรรมาธิการยกร่างและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐต้องส่งเสริมให้เรียน ฟรีนะครับ อย่างที่คณะกรรมาธิการยกร่าง ขอเอ่ยนามนะครับ ท่านสมคิด เลิศไพฑูรย์ ได้กล่าวเมื่อกี้นะครับว่า ให้เรียนฟรี ๑๒ ป้ นะครับ ผมเองก็เห็นด้วยนะครับ แต่ก็ต้อง ขอย้ำว่า ต้องให้เรียนฟรีจริง ๆ นะครับ

และอีกประการหนึ่งนะครับ ก็ขอนำเรียนกับท่านอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ นะครับ ที่ท่านได้กล่าวเมื่อกี้ว่า การเรียนฟรีนี่ครับ ท่านก็ไม่ได้ระบุว่าเริ่มจากที่ ไหนนะครับ ผมขอนำเรียนกับท่านประธานว่า ทางที่ดีนะครับ ให้เริ่มตั้งแต่ประถม ๑ หรือว่า ป. ๑ นะครับ เริ่มเรียนฟรีไปเลยนะครับ ส่วนอนุบาลท่านไม่ต้องเปึ้นห่วงนะครับ ก่อนปฐมวัย แล้วก็ชั้นอนุบาลนะครับ เพราะมีท้องถิ่นดูแลอยู่แล้วนะครับ ผมนำเรียน อย่างนี้ก็เพราะว่า ผมเปึนส่วนหนึ่งของท้องถิ่นนะครับ ผมก็ทําหน้าที่อย่างนี้มาตลอด แล้วก็ท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศนะครับ เขาก็ทํากันอยู่นะครับ และขณะเดียวกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ก็ได้สนับสนุน เรื่องของอนุบาลเปึนอย่างยิ่งนะครับ ณ ปัจจุบันนี้ท่านประธานจะเห็นได้ว่า ทุก ๆ ที่ของ ท้องถิ่นนะครับ ไม่ว่าจะเปึน อบต. เทศบาล อบจ. นะครับ ก็กำลังรณรงค์เรื่องของ การศึกษานะครับ โดยเฉพาะก่อนปฐมวัยและอนุบาลนี่ครับ ทุก อบต. ทุกเทศบาล ทุก ๆ ที่นะครับ ก็พยายามที่จะจัดสร้างสถานที่ศึกษา คือ โรงเรียนอนุบาลนะครับ แล้วก็เปึนการ ดูแลกันอย่างเปึนล่ำเปึนสันทีเดียวนะครับ ก็แสดงให้เห็นว่า ท้องถิ่นนี่ครับ ก็จะพยายาม ส่งเสริมด้านการศึกษา ส่งเสริมดูแลเด็กอนุบาล เด็กก่อนปฐมวัยตลอดมานะครับ และก็ ต่อไปจากนั้น ท้องถิ่นก็ได้ดูแลถึงระดับประถม ถึงมัธยม ก็ช่วยกันดูแลนะครับ ก็ให้การ สนับสนุนตามลำดับชั้นเสมอไปนะครับ จะมากหรือน้อยก็อยู่กับงบประมาณที่ท้องถิ่น มีอยู่นะครับ แต่โดยเฉพาะอนุบาลอย่างที่ผมนําเรียนแล้วว่า ท้องถิ่นทุกท้องถิ่นนี่ตั้งใจดูแล เปึ้นอย่างดีนะครับ เพราะว่าเด็กเล็ก ๆ เหล่านี้เปึ้นลูกหลานของในพื้นที่ ในท้องถิ่นนั้น ๆ ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ก็ต้องดูแลเปึนอย่างดี ก็ตระหนักดีว่า นั่นคือจุดเริ่มแรก จุดเริ่มต้นของเด็กนะครับ ที่จะมีการศึกษา ที่จะเรียนรู้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อการศึกษาดีนะครับ อะไร ๆ ก็ดีขึ้น การพัฒนาประเทศก็ดี จะทําให้ เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นนะครับ และอีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่น่าเปึนห่วงนะครับ ถ้าการศึกษา ไม่ดี เด็กไร้การศึกษา โตขึ้นมาครับ เมื่อที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี่ ท่านประธานก็จะเห็นว่า ร้านท้องโดนปล้นตลอดเวลา โจรผู้ร้ายชุกชุม แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง มือป๋นก็มีเต็มไปหมด นะครับ ทั่วบ้านทั่วเมือง ถ้าถามจริง ๆ แล้ว บุคคลเหล่านี้คือไม่ได้รับการศึกษา เมื่อไม่ได้ รับการศึกษานะครับ เมื่อไม่มีความรู้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็จำเปึนนะครับ ต้องหาทางที่จะทำอย่างไรที่จะให้ชีวิตตัวเองอยู่ได้ เมื่อเปึนเช่นนั้นก็ต้องเดินทางนะครับ ไปในทางที่ผิด ขอนิดเดียวท่านประธานครับ กำลังจะจบครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เพราะว่าเดี๋ยวผมมีภารกิจที่ต้องทำนิดหนึ่งครับ กรุณากระชับสั้นที่สุด เพราะตอนนี้ อภิปรายไม่ใช่ครับ อยากจะให้คุณวิทธยายืนยันเท่านั้นล่ะ พูดตอนนี้ยังไม่ยืนยันเลย คุณวิทธยา ถูกไหมครับ นั่งเสียก่อนได้ไหมครับ หรือว่าจะสรุปเลย เชิญสรุปเลยครับ

นายมนตรี เพชรขุ้ม

แต่ผมก็เชื่อว่าคุณวิทธยายืนยันนะครับ เพราะคุย กับผมเมื่อกี้แล้วครับ แต่อันนี้ก็เดี๋ยวท่านต้องถามท่านวิทธยาอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่เมื่อกี้ คุยกับผมคร่าว ๆ ว่าท่านยืนยันแบบนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ผมนำเรียนเมื่อกี้ ขอต่อเนื่องอีกนิดหนึ่งว่า ถ้าเมื่อเกิด ผู้ร้ายชุกชุมบ้านเมืองก็เดือดร้อนนะครับ ฉะนั้นก็ทางภาครัฐต้องส่งเสริมให้มีการศึกษา อย่างจริงจังนะครับ โดยไม่ใช่คิด เขียน ในรัฐธรรมนูญหรือประกาศทั่ว ๆ ไปว่า รัฐต้อง ส่งเสียเล่าเรียนจนถึงที่สุด รัฐจะสนับสนุน แต่ไม่รู้สนับสนุนอย่างไร สนับสนุนแบบไหน ต้องให้ชัดเจนนะครับ เพื่อว่าผู้ปฏิบัติ นั่นคือ ครู โรงเรียนนะครับ แล้วก็ผู้ปกครองได้ทำถูก นะครับ และก็หวังอย่างยิ่งว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะให้การศึกษาเปึ้นเรื่องสำคัญนะครับ แล้วก็รัฐจะต้องส่งเสริมการศึกษา และให้เรียนฟรีจริง ๆ นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดี ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากครับ ท่านวิทธยาครับ หมวด ๔๘ วรรคหนึ่งนะครับ ตามที่กรรมาธิการ อ่านให้ฟังเมื่อสักครู่นะครับ

นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขอบคุณท่านสมคิดได้กรุณาเสนอมาว่า จะใช้ จะขอไปใช้ตามร่างเดิมของยกร่าง ถ้าประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ผมมาปรึกษากันในกลุ่มว่า เราขออย่างนี้ได้ไหมครับ ที่เสนอมาเรารับได้ แต่ขอให้บันทึกเจตนารมณ์ไว้นิดหนึ่ง เพิ่มว่า การจัดการศึกษาของเรา จะต้องเริ่มกันตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยมนะครับ แต่ว่าปฐมวัยนั้น ขอให้หน่วยราชการอื่น เขา เช่น ท้องถิ่นสนับสนุนการจัด เพื่อให้กระจายไปในท้องถิ่น เพราะขณะนี้ปฐมวัย คือ อนุบาลจะอยู่ในทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ถ้าหากว่า ท้องถิ่นที่มีอำนาจบริหารจัดการอยู่แล้ว ช่วย จะทำให้กระจายตรงนี้ไปได้ ช่วยกระทรวงศึกษาธิการอีกด้านหนึ่ง ก็รับได้ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านกรรมาธิการจะยืนยัน รับได้ เพราะท่านพยักหน้า พร้อมกับบันทึก เจตนารมณ์อย่างที่ว่านะครับ ขอบพระคุณมาก สมาชิกท่านอื่นครับ ท่านเกียรติชัยครับ

นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ครับ ผมเปึนผู้ที่ร่วมเสนอในมาตรานี้ ในวันนี้ที่จะให้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง จากที่ได้มีการลงมติในมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่งไปแล้ว ซึ่งผมได้แสดง ความเปึนกังวลอย่างมากต่อมติที่ลงไป โดยเฉพาะในประเด็นที่ให้มีการเลือกที่จะได้รับ การศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผมจะสรุปสั้น ๆ แล้วก็ไม่ให้ยืดเยื้อ ก็คือว่า คือเรากําลังพูด ถึงการจัดการการศึกษา การจัดการการบริหารการศึกษา ซึ่งผมได้มองเห็นความโกลาหล อลหมู่านที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผมได้แสดงทัศนะออกไป รวมทั้งที่ได้เขียนเปึ้นบทความออกมาให้ เห็นโดยทั่วกันแล้วนั้น เปึ้นที่ยอมรับกันอย่างดีว่า มันจะโกลาหลอลหมู่านจริง ๆ หาก เปึ้นไปอย่างนั้น และนี่คือเหตุผลที่ผมจำเปึ้นที่จะต้องเข้ามาร่วม เพื่อขอให้ปรับเปลี่ยนแก้ อันนี้ แล้วก็เพื่อที่จะสรุปสั้น ๆ ก็คือ ผมเห็นด้วยกับท่านคณะกรรมาธิการที่จะกลับไปใช้ ร่างเดิมในเรื่องที่ท่านเลขาได้นำเสนอแล้วนั้น เพราะตรงนี้มันชี้ให้เห็นชัด หากเมื่อเราร่าง รัฐธรรมนูญที่ใช้พื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ การที่กำหนดไว้อย่างที่ท่านเลขา คณะกรรมาธิการยกร่าง ก็คือการรักษาเจตนารมณ์ที่ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จริง ๆ ในอันที่จะต้องการส่งเสริมการศึกษาของคนให้สูงขึ้น เขาถึงได้ไปกําหนดใน พรบ. การศึกษาแห่งชาติต่อมา ให้มีการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ประถม ๑ จนถึง มัธยมที่ ๖ แต่สิ่งหนึ่งที่เปึนข้อบกพร่อง เท่าที่ผมได้แสดงทัศนะออกไปแล้ว ก็คือ ความอ่อนด้อยของการที่เราให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับปฐมวัย ในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ น้อยไป เพราะฉะนั้นหากเมื่อเราจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในอันที่จะปรับปรุง แก้ไข โดยใช้ฐานของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ผมก็มีความเห็นว่า เราจะต้อง ทำการศึกษาในระดับปฐมวัยให้มีความเข้มแข็งขึ้น และในขณะเดียวก็จะต้องรักษาสป่ริต (Spirit) ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ไว้ด้วย ก็เอาสรุปว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการกลับไปใช้ร่างเดิมที่มีอยู่แล้ว เปึ้นทั้งเจตนารมณ์ของ ๒๕๔๐ กับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขณะเดียวกัน อยากจะเสนอว่า เพื่อที่จะ ปรับปรุงสิ่งที่อ่อนด้อยในรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ ในเรื่องการศึกษาปฐมวัยให้เข้มแข็งขึ้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากแม้เราจะไม่กําหนดไว้ให้ชัดเจนถึงการที่ลงไปคลุมถึงระดับปฐมวัย ผมคิดว่า ในมาตรา ๒๙๓ ซึ่งท่านคณะกรรมาธิการยกร่างได้ยอมรับไปแล้วนั้นนี่ น่าจะต้องแสดง เจตนารมณ์ในการที่จะพัฒนากฎหมายการศึกษา โดยมีเรื่องของการที่จะพัฒนากฎหมาย ให้ครอบคลุมส่งเสริมไปถึงเรื่องการศึกษาปฐมวัยด้วยครับ อันนี้จริง ๆ แล้วกำหนดไว้ ชัดเจนในมาตรา ๗๙ (๑) แล้ว แต่อยากจะแสดงเจตนารมณ์ไว้ตรงนี้ในมาตรา ๒๙๓ (๑) ด้วย ให้คลุมและส่งเสริมการศึกษาปฐมวัยให้เข้มแข็งขึ้น เพราะนั่นคือข้อบกพร่องของ รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว แล้วเราทําให้เข้มแข็งขึ้นในฉบับนี้ กราบขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากครับ ขอยืนยันซ้ำอีกครั้งนะครับ มาตรานี้ผ่านแล้วนะครับ ขออนุญาต ต่อไปมาตรา ๖๓ วรรคสอง กรรมาธิการขอเพิ่มครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

ท่านประธานครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ไหนครับ จะอภิปรายเรื่องการศึกษาหรือเปล่าครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

สั้น ๆ ครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เรื่องการศึกษาผ่านแล้วนะครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

สั้น ๆ ครับ สั้น ๆ

นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม

ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนถาม นิดเดียวครับ กรณีที่เราผ่านมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่งไปนะครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ถ้าเราขืนอภิปรายต่อไป และประเดี๋ยวแตกประเด็นไปเปึนการเรื่องใหญ่ ย้อนไปไม่ได้ อีกแล้วนะครับ ต้องขออนุญาตนะครับ ต้องขอประทานโทษ

นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม

เรียนถามท่านประธานว่า ถ้าหากว่าอนุบาล นี่เราจะให้หน่วยงานไหนลงไปดำเนินการที่เปึ้นรูปธรรมครับ หลักจากที่เราประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแล้วครับ ชั้นอนุบาลนี่ครับ เราจะให้หน่วยงานไหนลงไปทำครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

อันนี้ เห็นว่าจะบันทึกในเจตนารมณ์อย่างที่ว่าใช่ไหมครับ ให้องค์การประถม โอ.เค. (O.K.) ครับ จะยืนยันหรือครับ หรือทำอะไรครับ ครับ พยักหน้า

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ ครับ ผมกับคุณวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ ก็นั่งปรึกษากับกลุ่ม อยู่ด้วย และโดยหลักการแล้วก็ได้หารือกับกรรมาธิการแล้วนะครับว่า ในเรื่องของการที่ จะได้ส่งเสริมทั้งคุณภาพการศึกษาก็ดี

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

กรุณาอย่าอภิปรายต่อนะครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

ไม่ใช่อภิปรายครับ ผมคุยกับคุณวิทธยา อย่างนี้ครับว่า ในกรณีที่การเรียนฟรีนะครับ ค่าใช้จ่ายนี่ ควรจะบันทึกลงในเจตนารมณ์ ด้ว๋ย

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ยืนยันไปแล้ว ยืนยันแล้วว่าบันทึกเจตนารมณ์แน่นอนครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านประธาน ฟังสักนิดหนึ่งครับ ในเรื่องของการเรียนฟรี ค่าใช้จ่ายเรียนฟรีนี่ เราอยากให้บันทึกใน เจตนารมณ์ว่า ฟรีอะไรบ้าง

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ตกลงครับ ตกลงคุณชาติชายครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

ในส่วนของก่อนปฐมวัยนี่นะครับ เราก็ได้คุย กันแล้วครับว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่ ที่พอจะมีงบประมาณนะครับ ในการจะดูแล ในเรื่องของการศึกษานี่ พวกเรานั้นจะเข้าไปช่วยกันนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ การศึกษานี่ เราต้องลงทุนนะครับ ท่านประธานอย่าเพิ่งตัดไปเลยนะครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ไม่ใช่ ตัดไปครับ แต่ผมว่า

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

ก็คือหารือกัน หารือกันในกลุ่มแล้วว่า อยากจะให้บันทึกในเจตนารมณ์ของการเรียนฟรีนะครับ ใช้จ่ายฟรีอย่างไร ช่วยบันทึก เจตนารมณ์ด้วยนะครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ครับ แน่นอนครับ ขอบพระคุณครับ ขอมาตราต่อไปเลย ๖๓ วรรคสองนะครับ กรรมาธิการ ขอเพิ่ม เชิญกรรมาธิการครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรา ๖๓ วรรคสอง ซึ่งเปึนสิทธิที่เพิ่ม ขึ้นใหม่ในเรื่องการร่วมกลุ่มของข้าราชการนั้น ขอเติมถ้อยคำนิดเดียวครับว่า ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ เพราะการร่วมกลุ่มของข้าราชการนั้น มีข้อยกเว้นว่า จะต้องไม่กระทบ ต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการและความต่อเนื่อง ซึ่งจําเปึ้นจะต้องมีกฎหมายลูก มาเขียนว่า การกระทำอย่างไรถึงจะไม่กระทบครับ ขออนุญาตเติมถ้อยคำตามที่กฎหมาย บัญญัติครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เติมถ้อยคำตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเดียว ท่านสมาชิกมีใครขัดข้องบ้างไหมครับ มองแล้วว่าไม่มีใครขัดข้อง ก็ถือว่าผ่านโดยเอกฉันท์นะครับ เชิญไปต่อ มาตรา ๘๓ มีผู้แปรญัตติ กลุ่มท่านวิชัยครับ อยู่ไหมครับ

(นายวิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

กำลังประชุมอยู่ ถ้าข้ามไปตรงนี้ มันไป ๙๔ แขวนไว้ก่อนหรือครับ กรรมาธิการครับ ๘๓ ให้แขวนไว้ก่อนนะครับ ก็ไป ๙๔ ของกรรมาธิการ เชิญท่านอาจารย์สมคิดครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ มาตรา ๙๔ นั้น กรรมาธิการขอแก้ไขเล็กน้อยนะครับ เผอิญในมาตรา ๙๔ นั้น เราเขียนบุคคลที่ต้องห้ามนะครับ ไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง (๑) นี่ เปึนภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ครับ (๒) ก็ไปต่อด้วย ผู้วิกลจริต จิตฟัืนเฟ๋อน ไม่สมประกอบ นะครับ ซึ่งท่านภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช ทั้งหลาย ท่านเรียกร้องว่า อย่าไปอยู่ในกลุ่ม เดียวกันได้ไหมนะครับ กรรมาธิการก็ขออนุญาตย้าย (๒) ไปเปึน (๔) ครับ สลับกัน แค่นั้นเอง ท่านประธานครับ ขอจาก (๒) ไปอยู่ (๔) ก็เลื่อน (๓) ขึ้นมา (๔) ขึ้นมา แล้ว (๒) ไปอยู่ใน (๔) เนื้อหาเหมือนเดิมนะครับ ขอย้ายที่ของวงเล็บแค่นั้นเองครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ตามทันนะครับ ย้ายที่วงเล็บเท่านั้น เนื้อหาทุกอย่างเหมือนเดิม เห็นชอบ นะครับ ผมเอาสัญลักษณ์ของการพยักหน้ารับนะครับ ไม่มีใครปฏิเสธนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ถือว่า ผ่านโดยเอกฉันท์นะครับ ขอบพระคุณครับ ต่อไป ๙๕ ครับ แขวนไว้ใช่ไหมครับ เชิญครับ กรรมาธิการครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ในมาตรา ๙๕ ความจริงแขวนในเรื่อง ถ้อยคำนะครับ คือ เดิมเขียนร่วมกันว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ก็คือ เช่น (ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง ตรงนี้ทำให้ หลายท่านบอกว่า การเขียนร่วมกันไปนั้น ทำให้อ่านแล้วเข้าใจยากว่า จะแปลความ อย่างไร จึงได้เขียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับว่า (๔) เปึ้นเรื่องของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบ แบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งเปึนการเลือกตั้งในจังหวัด เพราะฉะนั้น (ก) (ข) (ค) (ง) (จ) ซึ่งเปึนเรื่อง การมีถิ่นที่อยู่ในจังหวัด ก็เลยกำหนดเฉพาะเรื่องจังหวัด โดยตัดคำว่า กลุ่มจังหวัด ออกนะครับ แล้วก็ขออนุญาตเพิ่มเปึน (๔/๑) สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งใช้กลุ่มจังหวัดเปึ้นเขตเลือกตั้ง ตรงนี้ก็มาเขียนรับได้ว่า สำหรับการเลือกตั้งแบบ สัดส่วนนั้น ก็ยังเอา (๔) คือเรื่องถิ่นที่อยู่มาใช้ แต่ให้แก้ไขคำว่า จังหวัด เปึน กลุ่มจังหวัด โดยใช้ถ้อยคำว่า แต่ลักษณะดังกล่าว ในกรณีใดที่กำหนดถึงจังหวัดให้หมายถึงกลุ่ม จังหวัด เขียนอย่างนี้ก็จะทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ถ้าสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เลือกตั้ง ก็จะดู (๔) ถ้ามาสมัครเลือกตั้งแบบสัดส่วน ก็จะมาดู (๔/๑) โดยไม่ปะปนกัน

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ มองแล้ว ทุกคนก็เห็นชอบนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มี ท่านผู้ใดเห็นเปึ้นอย่างอื่น เห็นไปตามความคิดของกรรมาธิการนะครับ ขออนุญาตผ่าน ครับ ขอบพระคุณครับ ๙๕ แล้วไป ๑๐๖ ครับ มีผู้แปรญัตติ กลุ่มท่านศิวะ มีใครจะแทน ท่านศิวะไหมครับ ไม่เห็น เชิญครับ ท่านประพันธ์หรือครับ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท สมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เปึ้นผู้เซ็นรับรองญัตติแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๐๖ เรื่องที่มาของ วุฒิสมาชิก ซึ่งเดิมได้มีการพิจารณาไปว่า ให้มีสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน จำนวน ๗๖ คน และมาจากการสรรหาจำนวน ๗๔ คน เปึ้น ๑๕๐ คน หลังจาก ที่มีการพิจารณาไปแล้วนะครับ ก็ได้มีการรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ นะครับ ได้มีการ พิจารณาหารือกันว่า จํานวนวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้ง ที่มาจากจังหวัดละ ๑ คน นั้น ในประการแรกเห็นว่า น่าจะยังไม่ตรงกับหลักความเสมอภาคของประชาชน เพราะ พิจารณาจากจำนวนประชากรนะครับ ในแต่ละจังหวัดนี่ ถ้าหากให้จังหวัดละ ๑ คน นี่นะครับ ความไม่เสมอภาคก็จะเกิดขึ้น ถ้าหากว่ามีการเลือกตั้งนะครับ สมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๑๒๐ คน นะครับ แล้วนำจำนวนประชากรมาเฉลี่ยนะครับ ให้แต่ละจังหวัด คือ จังหวัดละ ๑ คน มีทุกจังหวัด แล้วก็เพิ่มตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนนะครับ ประมาณจังหวัดละ วุฒิสมาชิกคนละประมาณ ๕๒๐,๐๐๐ คน ต่อ ๑ คน นะครับ ถ้าเปึน เหตุอย่างนี้ก็จะทำให้เกิดความเสมอภาคนะครับ ของพี่น้องประชาชนในแต่ละจังหวัด อย่างกระผมยกตัวอย่าง เช่น กรุงเทพมหานครมีประชากรประมาณ ๕ ล้าน ๖ แสนคน อย่างนี้ ก็จะมี สว. ได้ ๑๐ คน นะครับ ขอนแก่นนะครับ ก็จะมีได้ ๓ คน เชียงใหม่ก็จะมี ได้ ๓ คน นครราชสีมาก็จะมีได้ ๔ คน อุบลราชธานีก็จะมีได้ ๓ คน ประชาชนก็จะมีสิทธิเสมอภาค กันทุกจังหวัด มิฉะนั้นแล้วนี่ กรุงเทพก็มี สว. ได้คนเดียวนะครับ เท่ากับระนอง สตูล นครนายก นะครับ โดยเหตุนี้นี่ทางกลุ่มของกระผม จึงอยากจะใคร่ขอให้ที่ประชุมได้ พิจารณาว่า สมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งนี่น่าจะมีจํานวน ๑๒๐ คน และสรรหา ๔๐ คน รวมเปึ้น ๑๖๐ คน นะครับ ถ้าหากว่าให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามสัดส่วน อย่างที่กระผมได้กราบเรียนเสนอนะครับ การแข่งขันก็จะไม่รุนแรงเหมือนกับจังหวัดเดียว คนเดียวนะครับ แล้วก็ถ้าหากว่า เปึนลักษณะที่ให้มีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน นี่ การแข่งขันก็จะสูงมาก คนที่มีหัวคะแนนก็จะได้เปรียบ จึงขอกราบเรียนมา เพื่อโปรด พิจารณาในประเด็นนี้ และอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่า อยากเสนอว่าให้วุฒิสมาชิก ไม่ว่าจาก การสรรหา หรือการแต่งตั้งนะครับ จับสลากออก ในกรณีที่ครบ ๓ ป้แรก ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ มีการหมุนเวียนกัน ขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

มาตรานี้แก้ไขเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นก็คงต้องมีการขออภิปรายกันทั้ง ๒ ฝ์าย คือ ตามแบบ รูปแบบกรรมาธิการเดิม เพราะกรรมาธิการ ตกลงกับกรรมาธิการด้วยแล้ว หรือยังครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ยังครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เชิญครับ เชิญกรรมาธิการก่อนครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เรื่องนี้เราอภิปราย กันเปึนวัน แล้วก็ได้คิดกันอย่างละเอียด ตัดสินใจกันเปึ้นเจตนารมณ์ของสภา ไม่ใช่ เรื่องเล็กเรื่องน้อย ที่จะมาเก็บละเอียดในตอนท้าย การพิจารณาอย่างนี้นะครับ แล้วการที่ เราจัดให้มีวุฒิสภาที่มีที่มาจากการสรรหาด้วยนี่ ก็เพราะว่า เราเห็นสภาพปัญหาของ วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนี่ชัดเจนอยู่แล้ว แล้วก็เปึ้นที่มาของวิกฤติการเมือง จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติรัฐประหารมาเปึนสภาของเรานี่ เราจะไม่เปลี่ยนเลยหรือครับ เห็นไหมครับ เสียงเรียกร้องของประชาชนในตอนแรกนี่ คือ ไม่เอาวุฒิสภาเลย ไม่เอา เลือกตั้งเลย เราสรรหาทั้งหมด แต่แล้วก็มีกระบวนการที่อยากให้มีการเลือกตั้ง กรรมาธิการไม่ยอมเปลี่ยนว่า เอาเลือกตั้งสักส่วนหนึ่ง เพราะว่าให้มีเสียงจากประชาชน ด้วย ให้มีการสรรหาจากคนที่เปึนผู้ทรงคุณความรู้ในสังคม เปึ้นหลักเปึ้นเกณฑ์ให้กับ บ้านเมืองเข้ามาด้วย เปึนระบบผสม ซึ่งประชาชน จากที่เราไปสำรวจก็ตรงกันว่า ขอเปึน ระบบผสมเถอะ จะได้ถ่วงดุลกันและกันนะครับ ก็ออกมาเปึนร่างตัดสินใจของ คณะกรรมาธิการ ที่มีการอภิปรายและตัดสินใจกันจริง ๆ ลงมติกันจริง ๆ เปึ้นระบบผสม ๗๖ กับ ๗๔ เข้ามาสู่สภาแห่งนี้ ท่านก็อภิปรายกันจริง ๆ เราก็ชี้แจงกันจริง ๆ ทั้ง ๒ ฝ์าย แล้ว ก็ลงมติกันไป ๗๖ กับ ๗๔ เหตุผลอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าเราให้สัดส่วนของฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง มากกว่ากันเกินไปนี่ อีกส่วนหนึ่งจะไม่มีความหมายครับ ท่านประธานครับ อีกส่วนหนึ่ง ก็จะกลายเปึนไม้ประดับเท่านั้นครับ เราอยากเห็นวุฒิสภาที่เหมือนกับในอดีต ที่มี ไม้ประดับที่เปึนผู้ทรงคุณวุฒิ เปึนหลักให้กับบ้านเมืองอยู่สามสิบ สี่สิบคน เท่านั้น หรือครับ แล้วก็ถูกเอาต์ โหวต (Out vote) ด้วยฐานคะแนนจัดตั้งจากทางการเมืองบ้าง จากการขายตัวบ้าง อย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อป้ ๒๕๔๓ นี่ พรรคการเมืองยังไม่รู้เลยนะครับ ไม่รู้ตัวว่าจะต้องส่งคนของตัวเข้าไปเปึนวุฒิสมาชิก ถึงได้มีโอกาสที่จะได้คนดีเข้ามาบ้าง แต่หลังจากนี้ครับ เข้ารู้กันหมดครับ ว่า ต้องยึดฐาน วุฒิสภา เพราะมีอํานาจ เพราะฉะนั้นการที่นักปราชญ์ราชบัณฑิต ปูชนียบุคคลจะไปชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่ผ่านการสนับสนุนจากฐานคะแนนของพรรคการเมือง ผมว่าหวังได้ยากมาก เลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วท่านครับ เราไปแบ่งให้เลือกตั้งมา ๑๒๐ คน จาก ๗๖ จังหวัด ไม่มีหลักที่จะบอกว่าเราจะคำนวณจากอะไร ท่านที่เสนอก็อยากให้คิด จากสัดส่วนของจำนวนประชาชน ท่านประธานครับ จำนวนประชาชนนี่ เรามีตัวแทน เข้ามาที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ในวุฒิสภานี่ขอเปึ้นตัวแทนของใครครับ ก็เปึ้นตัวแทนของ ประชาชนโดยจำนวนอีกนี่ก็เหมือนเดิมครับ เปึนตัวแทนของคนกลุ่มเดิมที่ลงตัว แล้วก็จัดสัดส่วนออกมาเปึน ๗๖ จังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนั้น พอจะมีคำอธิบายได้ครับ ท่านประธานครับว่า ท่านเปึนตัวแทนของจังหวัด เปึนนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ผู้คน ในแต่ละจังหวัดท่านเคารพนับถือ ส่งเข้ามา เลือกเข้ามาเปึนหลักให้กับบ้านเมือง ไม่ใช่เอาตามกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มคนของตัวครับ ก็โดยความเคารพครับ ท่านประธานครับ กระผมก็เข้าใจว่า กระบวนการทำงานตรงนี้มาถึงขั้นตอนนี้ เราก็น่าจะ เก็บละเอียด ดูแลเฉพาะประเด็นสำคัญ แต่ถ้าเผื่อสภาถูกพลิกกลับเข้าไปอย่างไม่มีร่อง มีร้อย ท่านครับ ไม่มีเหตุผลที่มา เดี๋ยวก็จะมีเสนอว่า แล้ว สส. เอาลดเหลือ ๓๒๐ ดีไหม เอากลับไปที่สัดส่วน ๒๐๐ ๒๐๐ ดีไหม แล้วปัญหาอื่น ๆ ก็จะตามมาอีกครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานดูที่เราทําวันนี้ทุกเรื่องเลยครับ ไม่มีครับที่จะยัดไส้ เรื่องชนิดที่พลิกฟัาพลิกดินอะไรอย่างนี้นะครับ ก็ด้วยความเคารพท่านประธานครับ อันนี้ ผมไม่ได้ทราบที่มาที่ไป แล้วกรรมาธิการก็ไม่ได้เห็นชอบด้วย ผมไม่เคยเห็นชอบอันนี้ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ท่านเลขายื่นมาให้ตรงนี้ เขาคงตรวจสอบ แล้วก็คงเปึนญัตติที่ ๘ ที่ครบถ้วน ท่านวุฒิสารครับ

รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่าน ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ กระผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ และ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตอภิปรายประเด็นสั้น ๆ ครับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ของที่มา และสัดส่วนจํานวนของวุฒิสภา ในฐานะที่เปึ้นผู้สนับสนุนญัตตินี้ครับ ผมคิดว่า ประเด็นเหตุผลหลักที่กระผมพยายามนำเสนอ เห็นด้วยกับสัดส่วนของการเลือกตั้ง สว. ๑๒๐ คน และสรรหา ๔๐ คน นั้น กระผมมีเหตุผลสองสามประการที่ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกดังนี้ครับ ประการแรก ผมคิดว่า ประเด็น ปัญหาของสมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน นั้น ประเด็นหลักของปัญหาและการถูกแทรกแซงก็เกิดขึ้นจากการที่รัฐธรรมนูญไป กําหนดให้อํานาจของวุฒิสภามีหน้าที่ในการสรรหา หรือคัดเลือกผู้มาดํารงตําแหน่ง องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า ประเด็นนี้คือประเด็นที่มีความสําคัญมากว่า ทําให้ ระบบการเมืองและผู้ที่ต้องการที่จะมีอิทธิพลต่อวุฒิสภานั้นเข้ามาครอบงํา แต่อย่างไร ก็ตามครับ ผมคิดว่าวุฒิสภาที่ผ่านมา ที่ผ่านจากการเลือกตั้งของประชาชนเอง ก็มีทั้ง วุฒิสภาที่อาจจะถูกครอบงํา และก็มีวุฒิสภาที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี ดังนั้น หลักประกันที่บอกว่า การสรรหาจำนวนมากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ กระผมก็ยังไม่ค่อย แน่ใจ กระผมก็ยังค่อนข้างมั่นใจว่า การเลือกตั้งจากประชาชนนั้น อาจจะมีความยึดโยง กับประชาชนมากกว่า ดังนั้น เมื่ออํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่เรา กำลังพิจารณานั้น มีหลักการที่เปลี่ยนไป สำคัญมาก ๒ ประการ ก็คือว่า ประการแรก ก็คือว่า วุฒิสภาไม่ได้มีอํานาจในการที่จะเปึนคนเลือกผู้มาดํารงตําแหน่งองค์กรอิสระ อีกแล้ว มีหน้าที่เพียงให้ความเห็นชอบ แต่อย่างไรก็ตาม เราไปคงอำนาจเรื่องของการ ถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไว้ที่วุฒิสภา ด้วยเหตุผลนี้ล่ะครับ กับเหตุผลที่เรา ต้องการ ที่เราอภิปรายกันว่า การมี ๒ สภา นั้น เราต้องการให้วุฒิสภานั้นเปึ้นสภา กลั่นกรองกฎหมาย เปึ้นสภาที่มีความแตกต่างและมีจุดที่มีความหลากหลายใน ความคิดเห็น เปึ้นสภาที่ประกอบไปด้วยคนที่มีประสบการณ์ในการบริหารในบ้านเมืองต่าง ๆ เราจึงไป กําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาสู่ตําแหน่งวุฒิสภาไว้ค่อนข้างสูง เรามีการเปลี่ยนแปลง เรื่องคุณสมบัติของผู้จะเข้ามาจากวุฒิสภา จาก ๒ ป้ เปึน ๕ ป้ กระผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้คือ ความพยายามในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ เพื่อเปึน หลักประกันว่า เราจะได้วุฒิสภาที่มีคุณสมบัติอย่างที่เราต้องการ คือ เปึ้นสภาพี่เลี้ยง คือ เปึ้นสภากลั่นกรองกฎหมายเปึนหลัก แต่เหตุผลที่กระผมยั่งยืนยันว่า มีความเห็นว่า วุฒิสภาในสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งควรจะมากกว่ามาจากการสรรหาอย่าง มีนัยสำคัญนี้นี่ มิใช่เปึนความแตกต่างเพียงสัญลักษณ์ ผมกราบเรียนว่า สัดส่วน ๑๒๐ กับ ๔๐ นั้น มีความหมายว่า ๔๐ ที่มาจากการสรรหา คือ การเป่ดโอกาสให้มีที่ยืนของ บุคคลที่อาจจะไม่สามารถผ่านจากการเลือกตั้งได้ แต่เปึนตัวแทนกลุ่มอาชีพจริง ๆ ผม ยกตัวอย่างข้อดีของการแต่งตั้งวุฒิสภาในบางครั้ง เราจะเห็นว่าเรามีวุฒิสภาที่เปึน คนพิการ ที่มายืนอภิปรายอยู่ในสภานี้แล้วนั่งไม่ได้ตลอดชีวิต แต่มีสิทธิได้เปึนวุฒิสภา ดังนั้น กระผมยังเคารพในที่มาของระบบ ของการสรรหาที่จะหาตัวแทน หรือบุคคลที่จะ มาดูแล ปกปัอง และเสนอแนะเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ แต่อย่างไรก็ตามครับ ด้วยเหตุผลที่กระผมกราบเรียนว่า เมื่อเราให้อํานาจวุฒิสภาไปในฐานะที่ต้องถอดถอน นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ความชอบธรรมที่สำคัญมาก ก็คือ ผู้ถอดถอนนี่ก็ควร ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเปึนส่วนใหญ่ ด้วยเหตุผลนี้แหละครับ กระผมจึง เสนอสัดส่วนว่า ๑๒๐ กับ ๔๐ ด้วยเหตุผลที่ว่า ในมาตรา ๒๖๒ การริเริ่มการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่มาจากวุฒิสภาต้องใช้หนึ่งในสี่ นั่นก็คือ ๔๐ คน ครับ แต่อย่างไรก็ตามในการลงมติในมาตรา ๒๖๕ ต้องใช้เสียงสามในห้า นั่นก็แปลว่า สมาชิก ที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งอาจจะถูก อาจจะบอกว่า ถูกแต่งตั้งมาจากกรรมการสรรหานั้นนี่ สามารถริเริ่มถอดถอนได้ครับ แต่ไม่มีอำนาจถอดถอน เพราะฉะนั้นนี่ด้วยตรรกะแบบนี้ ครับ กระผมจึงคิดว่าเหตุผลที่เราเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ของ สว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ไม่ได้ให้มีอํานาจในการแต่งตั้งผู้มาดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระนี่ ผมคิดว่า ความกลัว หลายเรื่องที่ประสบการณ์ในอดีตของ สว. นั้น อาจจะเปลี่ยนไป ประการสุดท้ายครับ ที่ในญัตตินี้มีการเสนอให้มีการออกทุก ๓ ป้ เหตุผลหลัก ก็คือว่า จะมีการเปลี่ยนแปลง กลุ่มครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการสรรหาทุก ๓ ป้ นั่นก็แปลว่า ใน ๓ ป้แรกอาจจะมีคนมีวาระเพียง ๓ ป้ นะครับ แต่ว่าจากนั้นจะมีระบบที่มีการเปลี่ยน ถ่ายบุคคล ๑๖๐ คน นี้ทุกครึ่งเทอม (Term) อันนี้ก็จะเปึนหลักประกันอีกหลักหนึ่งครับที่ จะทำให้ทุกคนต้องแสดงบทบาทของตัวเอง และจะต้องเปึนกลาง การครอบงำต่าง ๆ ก็จะ ทำได้ยากขึ้นครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ครับ กระผมจึงขออนุญาตอภิปรายสนับสนุน ญัตตินี้ในฐานะที่เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กราบขอบพระคุณครับ

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม ขอเสริม

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ เชิญครับ กรรมาธิการครับ

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม วิชา มหาคุณ ขณะนี้เปึนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ด้วยความเคารพ ต่อท่านอาจารย์วุฒิสารอย่างยิ่งครับ เพราะขณะนี้ก็เปึ้นลูกศิษย์ท่านครับ ท่านสอนผม นะครับ เรื่องของหลักการ เรื่องของคุณธรรม จริยธรรม เรื่องอะไรทุกอย่างนะครับ ท่านได้ อภิปรายแบบนี้นี่ครับ เมื่อวันก่อนนี้นะครับ อย่างเดียวกันนี้ แล้วก็นำเสนออย่างนี้ ครบถ้วนครับ เพราะท่านเปึนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยตอนนั้นนี่นะครับ แล้วก็สู้กับ กรรมาธิการเสียงข้างมากนี่นะครับ แล้วผมก็ขอย้อนประเด็นไปนะครับว่า ประเด็นนี้นี่เปึ้น ประเด็นที่สำคัญ แล้วเราก็ได้สู้กันมาเปึนระยะเวลายาวนานในกรรมาธิการยกร่าง จนกระทั่งท่าน วุฒิสารได้กรุณากลายเปึนกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเองนี่ไม่ใช่ว่า ผมเห็นด้วยทั้งหมด แต่ผมต้องยอมรับนะครับในเสียงและความเห็นของกรรมาธิการ เสียงข้างมากนะครับ เพราะว่า ถือว่าได้ไตร่ตรองกันมาดีแล้ว รอบคอบดีแล้ว และด้วยความเคารพต่อท่านผู้ว่า พี่ศิวะที่เคารพยิ่งของกระผมนะครับ เมื่อวานนี้ท่านได้กรุณาพูดถึงกระผมนะครับ ว่า ไม่อยากให้กระผมได้ตำหนิ กระผมมิอาจที่จะตำหนิท่านผู้อาวุโสนะครับ ไม่ว่าจะเปึน ปราชญ์ หรือว่าท่านผู้ว่า ท่านที่มีความรู้นะครับ แต่ว่ากระผมเคยถูกตำหนิมาแล้วนะครับ จากท่านอาจารย์การุณ ขออนุญาตที่เอ่ยนามว่า ชักเข้าชักออก นะครับผม ต้องขออภัย นะครับ ว่าพูดไปแล้ว เอ๊ะ นี่เปลี่ยนนะครับ เดี๋ยวเปลี่ยนกลับไปกลับมาหรือเปล่านะครับ ผมขอกราบเรียนว่า ก็คงจะเปึนอย่างที่ท่านพี่ศิวะนะครับ ใต้เท้าท่านได้กรุณาพูดถึง เมื่อวานนี้นะครับ ท่านได้กรุณาบอกว่า เรื่องของจำนวนนี่เปึ้นเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องสำคัญ ถ้าเราพูดไปแล้วนะครับ ลงมติไปแล้ว ปรับเปลี่ยนนี่ มันจะตราตรึงติดอยู่ในประวัติศาสตร์ นะครับ ว่าวันนี้ว่าอย่างนี้ จำนวนนี้ พรุ่งนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว แสดงว่าสภาแห่งนี้มิได้ รอบคอบหรืออย่างไร และกระผมขอกราบเรียนว่าอย่างนี้ครับ ว่า กระผมไม่อยากให้มี เสียงตำหนิในหมู่ประชาชนทั่วไปว่า เหตุที่เปลี่ยนนี่ เพราะว่าจำนวนมันน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการเข้าแข่งขันกันของผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมในการแข่งขันในตำแหน่ง วุฒิสภา แล้วถ้าหากว่า ที่ประชุมแห่งนี้นี่นะครับ มีท่านหนึ่งท่านใดนี่นะครับ เสร็จแล้วนี่ ถ้าเราลงมติไปขยายเปึน ๑๒๐ นี่นะครับ แล้วท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้นี่นะครับ ไปลงแข่งด้วย ได้สิทธิด้วยนี่ อะไรจะเกิดขึ้นครับกับแผ่นดินนี้ ตอบคำถามไม่ได้ครับ ตรงนี้อันตรายที่สุด ครับ กระผมพูด กระผมไม่ประสงค์ที่จะกระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้ใดเลย จะเห็นได้ เลยว่า ทุกครั้งที่กระผมพูดนี่กระผมไม่เคยแตะเรื่องผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดเลยนะครับ ที่ท่านต้องการที่จะไปสู่ตําแหน่งใด ๆ นะครับ ที่จะมี หรือพึงมี หรือเกิดมีขึ้น โดยอาศัย รัฐธรรมนูญฉบับที่เรากําลังร่างกันอยู่นี้ แต่กรรมาธิการยกร่างนี่กระผมเชื่อว่า ไม่มี ผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าเขาถูกล็อก (Lock) ไว้หมดแล้วใช่ไหมครับ โดยรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ นะครับ ท่านอาจารย์วุฒิสารท่านก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร หรอก ท่านก็ไม่ได้เปึ้นตำแหน่งใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ แต่ว่าท่านผู้อื่นนี่กระผมขอรักษา ศักดิ์ศรี เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ของท่านไว้ด้วยชีวิตของกระผมนะครับ ว่า ท่านจะต้องไม่ถูก ตำหนิใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ ว่า ท่านเป่ดช่องให้พวกเรากันเองหรือเปล่า แต่กระผมมิได้ก้าว ล่วงไปถึงขนาดจะไปคิดว่าเปึนถึงขนาดถึงเพียงนั้น ซึ่งกระผมเชื่อว่า จะไม่มีถึงเพียงนั้น แต่อย่าให้มีฉายาหรือมีเงาแห่งการตำหนิขึ้นได้เลยนะครับ ในสภาแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณ มากครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ก็มี ขออนุญาตปรึกษาหารือ เดี๋ยวปรึกษานิดเดียว นิดเดียวรับรอง เขียนชื่อท่านการุณไว้แล้วครับ นี่ยืนยันครับ ขอปรึกษาหารืออย่างนี้ว่า เรื่องนี้เปึ้น เรื่องใหญ่ คงจะต้องมีการพูดกันอีกหลายท่านนะครับ เกรงจะกระทบกระเทือนกับเวลาที่ จะพัก กลัวไม่ต่อเนื่อง ก็มีคนหารือบอกว่า จะไม่พักรับประทานอาหารล่ะวันนี้ ถ้าเห็นด้วย ล่ะก็ ท่านประธานนรนิติก็จะมารับช่วงต่อจากกระผมเมื่อเวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา ไม่พัก รับประทานอาหาร ใครอยากพักรับประทานก็ออกไปทานอาหาร พอโหวตก็วิ่งกลับมา อย่างนี้ตกลงไหมครับ

นายการุณ ใสงาม

ท่านประธาน ขออนุญาตท่างนี้ ถ้าท่านประธานฟัง ผมเกรงว่า ถ้าฟังความเห็นผมแล้ว เกรงว่าอาจจะต้องพักกันก่อนที่จะพิจารณาต่อ ด้วยซ้ำไป

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เชิญครับ

นายการุณ ใสงาม 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. ต้องหนี้ออกมาจากข้างหน้าตรงนั้นนะครับ หลุดกระเด็นมาหลบมุมอยู่ที่นี่ ด้วยความ ตระหนกตกใจกับนั่งตรงนั้นประจันหน้ากับกรรมาธิการเกินไป ยอมรับว่า ระยะนี้ หวาดกลัวมาก ท่านประธานครับ ขอหารือเรื่องสำคัญในมาตรานี้ด้วย ผมเกรงว่า หากเรา เดินหน้าต่อไป เกรงจะถลำมากเกินไป แล้วการกระทำของเราจะกลายเปึนการกระทำที่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการที่เคารพทุกท่าน เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน อยากเชิญชวนทุกท่านตั้งหลักนิดหน่อย เรียกร้องให้ทุกท่าน ดูรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา ๒๘ วรรคสองให้ดี ๆ ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ เรียกร้องให้ท่าน ดูวิธีการประชุมตามข้อบังคับการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านประธานครับ ท่านดูวิธีการประชุมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ท่านอาจจะไม่ต้องดูที่รับ หลักการวาระที่ ๑ ที่ ๒ ก็ได้ แต่ท่านมาดูในการพิจารณาที่วาระที่ ๒ ที่ ๓ ต่อเนื่องของ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ โดยให้ท่านดูที่ข้อ ๑๒๐ ๑๒๑ ๑๒๒ และ ๑๒๓ ต่อเนื่องกัน มาประกอบการพิจารณาในการพิจารณารัฐธรรมนูญของเราฉบับนี้ด้วย ข้อที่ ๓ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ป้ ๒๕๔๙ ไม่มีบทบัญญัติในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ละเอียดลออมากนัก รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๘ ฉบับชั่วคราว ถ้าผมจำไม่คลาดเคลื่อน บอกไว้ว่า หากการใดที่ไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เปึ้นการชัดแจ้งให้ใช้วิธีประเพณีปฏิบัติ ของรัฐธรรมนูญหรือของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านมา นี่คือ กระบวนวิธี พิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ท่านครับ เปึ้นประการสำคัญ ข้อที่ ๑ จากเหตุผล ข้อที่ ๑ นี้ การกระทำของเราในขณะนี้กำลังก้าวล่วงไปสู่การพิจารณาบทบัญญัติมาตราที่เราได้ พิจารณาผ่านไปแล้ว และมีมติครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ท่านดูสิครับว่า ไม่มีบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อบังคับใด ๆ เขียนไว้ให้ท่านถอยกลับมาดึงมาพิจารณาใหม่ โดยใช้วิธี กระบวนการอย่างนี้ เรียกว่า ชักเข้าแล้วก็ชักออก แล้วก็ชักเข้ามาให้เสนอพิจารณาใหม่ กระทําอย่างนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดเขียนให้ท่านทําได้ การกระทําของท่านที่กระทําอย่างนี้ เท่ากับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านมติไปแล้ว และรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่ท่านได้ใช้เงื่อนไขในห้องประชุมนี้กระทำการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ในรัฐธรรมนูญ มาตรานั้น ๆ อีกเบิ้ล (Double) ซ้อนแล้วครับท่าน ท่านกำลังพิจารณาซ้อนมาตราที่ผ่าน การพิจารณามีมติไปอย่างครบถ้วนแล้ว ท่านตามช้า ๆ ท่านดูละเอียด ๆ ท่านดูช้า ๆ แม้แต่เงื่อนไขในการพิจารณาตาม มาตรา ๒๘ วรรคสอง ก็ไม่ให้เงื่อนไขของท่าน ทำอย่างนี้ได้ ข้อที่ ๒ ขอความกรุณาทุกท่านได้โปรดไปเป่ดดูรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา ๓๐ ด้วยครับ ช้า ๆ ครับ ท่านที่เคารพครับ ท่านกรุณาพลิกเป่ดไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ชั่วคราวด้วยครับ ป้ ๒๕๔๙ เหล่านี้ มาตรา ๓๐ เขาบอกว่าอย่างไรครับ เขาบอกว่า เมื่อท่านพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว นะครับ เขาให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ ทําการไปพิจารณากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้ง ขอย้ำ ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้ง เฉพาะในส่วนที่จำเปึ้นเท่านั้น ท่านครับ ท่านไปออก กฎหมาย ท่านกรรมาธิการยกร่างครับ หลังจากเราพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เสร็จไปแล้ว ท่านจะไปพิจารณา ว่าด้วยเรื่องการสรรหาอยู่ตรงไหน ท่านช่วยเป่ดดู รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐ ชั่วคราวครับ ไม่มีบอกให้ท่านไปยกร่างว่าด้วยระเบียบวิธีการ สรรหานะครับ แล้วท่านจะไปเขียนว่าด้วยเรื่องการสรรหาในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. สว. และการสรรหา สว. ท่านกำลังเขียนกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญเกินกว่าอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับนี้ใน มาตรา ๓๐ ท่านประธานที่เคารพครับ เรากำลังเดินถลำลึกลงไปแห่งความผิดพลาด หรือเปล่า ท้ายที่สุดจะมีผู้เสนอบอกว่า ท่านพิจารณารัฐธรรมนูญไม่จบ ไม่เสร็จ เพราะอะไร เพราะท่านมีเรื่องการสรรหา สว. ด้วย ท่านกรรมาธิการยกร่างครับ ท่านจะไป ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งและสรรหา สว. ได้อย่างไร เพราะอํานาจหน้าที่ของท่านไม่ได้ไปทําเรื่องการสรรหา สว. หรือท่านกําลังจะอ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของท่าน มันจะไม่เกินไปหรือ ครับ อํานาจหน้าที่ของท่านมา ผมคิดว่า เพียง ๒ ข้อนี้นี่นะครับ เรากําลังทําอะไรกันอยู่ ครับ และยังมีอีกหลายมาตราที่ท่านกำลังเสนอมา เช่น มาตราที่พิจารณาผ่านไปแล้ว อนุมัติไปแล้ว มีมติไปแล้ว ถกเถียงกันทั้งวันเช่นกันครับ ในเรื่องมาตราอะไร นั่นคือ คำสั่ง เรียกเอกสาร เรียกบุคคล ในคณะกรรมาธิการก็พิจารณาจบและผ่าน มีมติแล้ว ท่านก็ กำลังเสนอเข้ามา โดยอ้าง ๖๐ ชื่อ ท่านที่เคารพ ท่านช่วยดูมาตรา ๒๘ วรรคสอง การเสนอญัตติไม่มีบอกว่า ให้เสนอด้วยชื่อกี่ชื่อ แต่เขาบอกว่าให้เห็นชอบต้องเสียง สามในห้า ถ้าหากพิจารณานอกจากญัตติที่แปรญัตติตามมาตรา ๒๗ และตามร่างที่ คณะกรรมาธิการเสนอเรามา ท่านช่วยหาหน่อยเถอะครับว่า เขาให้เขียนญัตติใหม่ โดยเขียนญัตติตอนนี้ ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมมติที่ผ่านไปแล้วนี่ ท่านช่วยเป่ดหาให้ผมดูหน่อย ครับว่า เขาใช้เสียงสามในห้าอยู่ตรงไหน ท่านหาเห็นหรือยังครับ ท่านครับ ผมไม่อยากพูด รายละเอียดให้ยาวกว่านี้ แต่เอาเพียงย่อ ๆ เท่านี้ก่อน ยังมีอีกเยอะครับ ที่ท่านกำลัง หลงทางอยู่ และคลาดเคลื่อน และผิดพลาดเข้าไปอีก ยังมีอีกเยอะครับ ที่จะพูดคุยกัน ต่อไป

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เชิญท่านอาจารย์จรัญครับ ช่วยตีความระเบียบที่ท่านการุณว่าด้วยนะครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ ผมขออ้างอิงรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งก่อนนะครับ ในมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งนี่ เปึ้นเพียงบทบัญญัติ ให้อํานาจคณะกรรมาธิการไปดําเนินการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพิ่มขึ้นด้วยจากภารกิจหลัก ภารกิจหลักของเรา ก็คือ ยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แล้ว มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ก็ขอฝากด้วยว่า ถ้าท่านร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้ท่านไป ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเปึ้น เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มี การเลือกตั้ง ท่านดูนะครับ ไม่ได้บอกว่า ห้ามไม่ให้มาบัญญัติ หรือว่ายกร่างรัฐธรรมนูญ เปึ้นแบบนั้นแบบนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งนี่ เปึนหน้าที่ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างนี่ ต้องไปดำเนินการยกร่าง ส่วนเรื่องนอกเหนือจากนั้นนี่ จะกระทํา หรือไม่กระทําเปึนอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ควร หรือไม่ควร เปึนอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะร่างรัฐธรรมนูญให้มีการสรรหาวุฒิสมาชิกไม่ได้ครับ เพราะถ้าท่านอ่านวรรคสองต่อไปสิครับ ท่านประธานครับ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัด ส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ลงสมัครรับเลือกตั้งเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาภายในสองป้นับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่งกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ วรรคสองของมาตรา ๓๐ ชี้นํามาแล้วครับ ว่าการ เปึ้นสมาชิกวุฒิสภาหลังจากใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ ไม่จําเปึนต้องเลือกตั้งครับ ถ้าเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ห้าม แต่ถ้าจะไปเปึนสมาชิก วุฒิสภา จะไปดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาโดยวิธีอย่างไรก็สุดแท้แต่ ห้าม นี่ครับ กระผม ก็คิดว่า สภานี้มีอํานาจที่จะออกแบบรัฐธรรมนูญว่า จะให้มีวุฒิสภาหรือไม่ให้มี ถ้าให้มี ที่มาของวุฒิสมาชิกจะมาจากที่ไหน สภานี้ตัดสินใจได้ครับ แล้วเราก็ตัดสินใจไปแล้วครับ เราตัดสินใจไปแล้วว่า เรามีวุฒิสภา และเราก็ขอให้มีสมาชิกมาจากสองทาง เพื่อให้ได้ สัดส่วนกัน ดุล ค้านกัน ไม่ให้เปึนไม้ประดับของฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นสัดส่วนที่เรา อภิปรายกันไปแล้วลงมติกันไปชัดเจนเรื่องหลักการใหญ่ แกนกลางของระบบการเลือกตั้ง ระบบการเมืองของประเทศ สภานี้ได้ลงมติไปแล้วด้วยเจตนาจริง ๆ ไม่ใช่ผิดพลาด คลาดเคลื่อนในเทคนิค (Technique) แล้วนี่เราจะมาเล่นลิเกหรือให้เปึนการทำงานของ สภาครับ เราประกาศผลอย่างนั้นออกไปให้ประชาชนทราบ เปึ้นที่รู้กันทั่วประเทศแล้ว แล้ววันนี้ซึ่งเรากําลังจะเก็บละเอียด เรื่องไหนที่เปึนเรื่องถ้อยคำ เรื่องไหนที่เปึนเรื่อง รายละเอียดปลีกย่อย เรื่องไหนแขวนไว้ เราเอามาเติมให้เต็ม ไม่ใช่มาแปรญัตติ ตอนนี้ แปรญัตติไม่ได้แล้วครับ ตอนนี้ถ้าทําก็เปึนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมติที่สภานี้ได้ออกไปแล้ว ท่านครับ มาตรา ๒๘ วรรคสอง ก็ไม่ได้ให้สิทธิทํา แต่เรื่องที่ทํากันมานี่ทํากันมาเพราะ เห็นว่า สภาเห็นว่า เปึ้นเรื่องเล็กน้อย เรื่องที่ปรับให้สมบูรณ์ได้ แม้แต่ว่าผ่านวาระสอง ไปแล้ว ก่อนที่จะลงมติรับ หรือไม่รับ ในวาระสาม สภาก็ยังมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขถ้อยคําที่มันอาจจะขัดแย้งตรงนั้นตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้น นี่คือที่มาของการทํางาน ในวันนี้ครับผม ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่ามาทําโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ชอบครับ แต่ว่าอย่าถึงกับไปเปลี่ยนมติสำคัญที่สภาของพวกเราได้ทำไปแล้วเลยครับ นะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็จะจารึกไปตลอดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า สภาแห่งนี้ไม่เปึนโล้ เปึ้นพาย ท่านสมาชิก ท่านก็เคยว่ากล่าวกรรมาธิการไว้แล้วว่า ไม่ให้กลับไปกลับมาจนหา หลักหาเกณฑ์ไม่ได้ เรื่องนี้เหมือนกันครับ เอาอ้างเหตุผล อ้างหลักเกณฑ์อะไรที่ใหม่กว่า ที่เราได้รับพิจารณาไปแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนขอความกรุณาท่าน ผู้แปรญัตติ ขอความกรุณาท่าน ท่านเห็นแก่สภาเถอะครับ เรื่องนี้เปึ้นเรื่องสำคัญ แล้วกระผมก็ยอมรับการปรับแบบนี้อย่างกลับหลังยูเทิร์น (U-Turn) อย่างนี้ไม่ได้จริง ๆ ครับ ทั้งนี้ โดยไม่ถึงกับจะต้องอ้างมาตรา ๒๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ผมเข้าใจว่า

นายการุณ ใสงาม

ท่านประธาน ต่อเนื่องนิดเดียว ทางนี้ครับท่าน

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

เจ้าของญัตติ ใครนะครับ ก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือครับในเรื่องของข้อกฎหมาย ไม่ต้อง ตีความอีกแล้วนะครับ เอ้า เชิญครับ

นายการุณ ใสงาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. ผมเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการ ท่านจรัญครับ ในกรณีที่เสนอญัตติเข้ามาใหม่ ในกรณี เรื่องที่เปึนมติไปแล้วไม่ได้ และผมก็ขีดเส้นใต้ในข้อบังคับเหล่านี้เอาไว้เหมือนกันว่า การทําต่อไปนี้ ก็คือ ที่ผ่านไปแล้ว ที่เปึนมติไปแล้ว จะปรับปรุงถ้อยคําได้ ถ้อยคํานะครับ ได้ แต่ถ้อยคําใดถ้าเปึนการเปลี่ยนหลักการของมติไปแล้วนี่จะทําไม่ได้ อันนี้ท่านประธาน ก็เคยร่วมกันมานะครับ อันนี้ข้อที่ ๑ เราเห็นด้วยกันนะครับ ข้อที่ ๒ ครับ ท่านดูมาตรา ๓๐ ให้ดีนะครับว่า วรรคที่ ๑ นั้นเขาบอกว่า เมื่อกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ รัฐธรรมนูญได้ผ่านเสร็จไปแล้ว ให้กรรมาธิการไปทําอะไรได้ บ้าง ก็คือให้ทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง ว่าด้วยเรื่องการ เลือกตั้งให้เสร็จ เฉพาะในส่วนที่สำคัญที่จำเปึ้น ท่านเห็นไหมครับวรรคหนึ่ง ท่านกรุณาดู วรรคสอง ดูดี ๆ ครับ ดูให้ละเอียด วรรคสองนี่เขาเริ่มต้นจั่วหัว เขาบอกว่า เพื่อประโยชน์ ของการขจัดส่วนได้เสีย นี่คือวรรคสอง ไม่ใช่ให้ท่านไปร่างให้มันเปึนอย่างไร เรื่องร่าง ให้เปึนอย่างไรนั้น มันอยู่ที่วรรคหนึ่ง ท่าน แต่เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย เขาห้ามพวกท่านที่เปึนกรรมาธิการ ๒ ป้นี้ท่านจะต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง ก็ตาม แม้แต่ใช้ถ้อยคําในการดํารงตําแหน่ง สว. ก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า อนุญาตให้ ท่านไปเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งโดยให้มีกระบวนการ นอกจาก คําว่า เลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ท่าน ดูให้ดีครับ เพราะวรรคสองนี้ว่าด้วยเรื่องการขจัด ส่วนได้เสียของพวกท่านนะครับ ท่านครับ ละเอียด ละเอียด นิดหนึ่งครับ เพราะว่าแต่ละ ประเด็น แล้วเราจะตีความไขว้เขวไปจนบอกว่า อันนี้ก็โยงไปถึงให้สามารถแต่งตั้งก็ได้ สรรหาก็ได้ เลือกก็ได้ ผมคิดว่าไม่ใช่ครับ ผมก็มีความเห็นอย่างนี้แหละครับ ไม่ได้ขวาง อะไร แต่เพียงแต่ว่าให้เราตั้งหลักกันให้ดีไหม กรณีที่เราเสนอญัตติเพื่อเข้ามาแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในโอกาสที่รัฐธรรมนูญผ่านมติไปแล้ว และยังไม่ได้ประกาศใช้ แต่กลับมีญัตติเข้ามาแก้ไขเพิ่มเติม แล้วการแก้ไขเพิ่มเติมส่วนนี้มันเปึ้นการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญที่ผ่านมติไปแล้ว และรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศใช้ มันเปึ้นการญัตติ ซ้อนเบิ้ลเข้าไปในตัวนี้อีก ที่จะทำใหม่อีก ท่าน ท่านลองดูดี ๆ หน่อยครับ ที่สำคัญ การพิจารณาในส่วนนี้ ๒๘ วรรคท้าย วรรคสองตอนท้ายนะครับ บอกว่า ต้องใช้สามในห้า นะครับ คือ ๖๐ เสียง ท่านลองทบทวนดูใหม่ครับว่า เกินกึ่งหนึ่งนี่คืออะไรกันแน่ เสียงนะครับ อันนี้ก็ความเห็น ข้อเสนอให้ท่านดูเท่านั้นเองครับ เตือนกัน ถ้าเผื่อว่ามั่นใช่ ท่านยืนยันเสียงผม ข้างน้อยจะเปึนไรไปครับ มันก็ไปตามเสียงข้างมากนั่นแหละ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ เพียงแต่สังคมทั้งสังคม คนอื่นเขาก็กําลังดูเราด้วยเหมือนกันว่า เราทําถูก ทําผิด ความเห็นของคนอื่นทั่วทั้งประเทศก็จะมีเหมือนกันนะครับ ท่านครับ

นายเดโช ส่วนานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สอง

ขอบพระคุณครับ ความจริงที่เราผ่านมาก็เปึ้นเรื่องถ้อยคำนะครับ ส่วนใหญ่ พอมาเจอ ตรงนี้แหละครับ มาตรานี้ แล้วก็เรื่องของหลักการ ซึ่งมีมติไปแล้ว ก็เปึ้นประเด็นปัญหา อย่างที่ตีความกันเมื่อสักครู่ แต่ว่าที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่าเรื่องถ้อยคำเล็กน้อย หรือว่าเรื่อง ที่เรายังไม่เคยมีมตินะครับ เรื่องที่ไม่เคยมีมติ เพราะเราสามารถมีมติได้ แต่เรื่องใดที่มี มติแล้ว ผมไม่แน่ใจ เท่าที่ฟังว่าว่า รับไม่ได้ จึงขอถามว่า ญัตติที่เสนอเข้ามา ญัตติที่ ๘ ผมเองก็เพิ่งได้รับเมื่อสักครู่นี้เอง ถามว่าญัตตินี้ยื่นกับใคร แล้วก็ลงบรรจุระเบียบวาระแล้ว หรือยังนะครับ นี่ทางปฏิบัติ ผมได้รับยื่นจากท่านเลข้ามาตรงนี้ แล้วก็ทําตรงนี้ ผมก็ต้อง ขอถามว่า หลักการจริง ๆ ตรงนี้แหละครับ ตามข้อบังคับจริง ๆ นี่ เมื่อญัตติยื่นกับใคร คนนั้นลงบรรจุระเบียบวาระเมื่อไร อย่างไร ใช่ไหมครับ มีใครตอบได้ไหม เพราะว่า เพิ่งได้รับจริง ๆ นะครับ โผล่มาจริง ๆ ญัตติที่ ๘ แล้วระยะเวลาที่ยื่นผมไม่ทราบครับ ไม่ทราบจริง ๆ ผมคือมีอยู่ญัตติที่ ๗ มีอยู่ในมือตลอดเวลา แต่วันนี้เพิ่งได้รับเมื่อสักครู่นี้ จึงไม่ทราบนะครับ เพราะในขณะนี้มีปัญหา ก็ดีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นที่เสนอว่า เมื่อสักครู่ขอถอนนะครับ ที่ว่าไม่พักรับประทานอาหาร พอดีถึงเวลาพักรับประทานอาหาร ใจเย็น ๆ จะได้ไปร่วมพิจารณากันที่ห้องอาหารกันอีกที ขออนุญาตพักการประชุม ๑ ชั่วโมงครับ ขอบพระคุณมากครับ

พักประชุมเวลา ๑๗.๒๙ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๙.๑๘ นาฬิกา

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสมาชิกครับ หลังจากเราพักรับประทานอาหาร ขอต่อนะครับ วันนี้ยังมีเรื่องอะไรต่าง ๆ ทีนี้เรื่องตามที่ แปรไว้นะครับ ขอแขวนไว้ชั่วคราวก่อนนะครับ กำลังดู อาจจะปรับปรุงตัวเขียนนิดหน่อย ขอเอาเรื่องที่เปึนเรื่องที่เราแขวนไว้ อันอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับที่เสนอใหม่นะครับ มาพิจารณา เพราะฉะนั้นจะเริ่มจากมาตรา ๑๑๒ เชิญเลยครับ ท่านกรรมาธิการครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ ในมาตรา ๑๑๒ นั้น คงเดิมไว้นะครับ แต่ว่าใน ๑๙๒ นั้น ได้มีท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญขอให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปเติมนะครับ เรื่องเงิน ประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น อันนี้เปึ้นเรื่องวรรคหนึ่งนะครับ ไม่ใช่เรื่อง บําเหน็จบํานาญที่เราตัดทิ้งในวรรคสองไปแล้วนะครับ เปึนเรื่องเงินประจําตําแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั้น ท่านสมาชิกสภาร่างได้อภิปรายในทิศทางที่อยากให้ จ่ายเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนี่ ต้องให้จ่ายได้ไม่ก่อนวันที่เขา รับหน้าที่ ไม่ใช่วันเลือกตั้งนะครับ อันนี้ก็ไปเขียนให้แล้วนะครับใน ๑๙๒ ตอนท้ายนะครับ ขออนุญาตอ่านว่า เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ผู้นํา ฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ให้กําหนด โดยพระราชกฤษฎีกา อันนี้คงเดิมทั้งหมดนะครับ เติมคําเข้าไปว่า ซึ่งต้องกําหนด ให้จ่ายได้ไม่ก่อนวันเข้ารับหน้าที่ ครับ ตามเดิมทุกอย่าง เติมนิดเดียวครับ ตามความเห็น ของท่านทั้งหลายแล้วครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสมาชิกครับ อันนี้ไปเติมตามที่มีการตั้งข้อสังเกตกันเอาไว้นะครับ ก็มีมติรับนะครับ ไม่มีใครเห็นเปึ้น อย่างอื่นนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ขอเปึนมติรับ นะครับ มาตรา ๑๙๒ ที่เพิ่มเติมเข้าไปนะครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

ขออนุญาตครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร กระผมขอให้ย้ำเรื่อง มาตรา ๑๑๒ ที่ว่า คงร่างเดิมนั้น คงร่างเดิมก่อนแก้ไข หรือที่ได้แก้ไขแล้วครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับ ยกร่าง

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ คือ หมายถึงโครงร่างเดิมที่ผ่านการพิจารณาจาก สภาแล้ว ที่แก้ไขแล้วนะครับ คือไม่แก้ไขในมาตรานั้นครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

หมายถึงที่ผ่านการแก้ไขแล้วใช่ไหมครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

ที่ผ่านการแก้ไขแล้วครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ผ่านนะครับ เปึ้นมติทั้ง ๒ มาตรานะครับ ต่อไปท่านเลขาครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๑๑๕ ครับ เกี่ยวกับการแทนในตำแหน่งที่ว่างของ สว.

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญท่านอัชพร ครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรา ๑๑๕ นั้น แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ความ สมบูรณ์ขึ้นนะครับ คือ ข้อความเดิมที่นำเสนอนั้นยังมีข้อความตกบางประการเกี่ยวกับ วาระของคนที่เข้ามาแทนในช่วงเวลาที่วาระยังไม่หมด กับระยะเวลา ถ้าเหลืออยู่น้อย เกินไปก็ไม่จำเปึนต้องเลือกตั้งใหม่ แล้วก็ไปเลือกตั้งตามกรณีปกติ เพราะฉะนั้นก็เลยเติม ขึ้นไปว่า และให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เข้ามาแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งได้เพียง เท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่ว่างลงจะเหลือไม่ถึง หนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่ดำเนินการเลือกตั้งหรือสรรหาก็ได้ นะครับ เปึนการเติมข้อความ ให้สมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเองครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสมาชิกครับ ขอมติผ่านนะครับ มาตรา ๑๑๕ เชิญท่านเลขาต่อเลยครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๑๑๖ กับมาตรา ๑๒๗ นะครับ ที่เกี่ยวกับอํานาจของวุฒิสภา

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เอามาตรา ๑๑๖ ก่อน

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ คือ มาตรา ๑๑๖ กับ มาตรา ๑๒๗ เกี่ยวเนื่องเปึนการถ้อยคำครับ คือในการพิจารณานั้น ทางท่านสมาชิกบางท่านได้ขอให้ไป ตรวจสอบว่า หน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะมีหน้าที่ทั้งเลือก ทั้งแต่งตั้ง ให้คําแนะนํา หรือให้ความเห็นชอบ ครบถ้วนทั้ง ๔ อย่างหรือไม่นะครับ คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า เพื่อมิให้เปึนปัญหาในการใช้ถ้อยคำเช่นนั้น จึงเห็นว่าไม่จำเปึน จะต้องไประบุถึงรายละเอียดว่า การกระทํา เลือก หรือแต่งตั้ง หรือให้คําแนะนําอะไรก็ ตาม เพราะท้ายที่สุดแล้วถ้อยคําทั้งหมดนั้นหมายถึงการที่วุฒิสภาจะพิจารณาในการที่จะ ให้บุคคลใดดํารงตําแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนกรณีใดจะใช้วิธีเลือก กรณีใดจะใช้การแต่งตั้ง หรือให้คําแนะนํา ก็อยู่ในรายละเอียดของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ละเรื่องอยู่แล้ว จึงขอความกรุณาใช้คํารวมนะครับว่า ในการที่วุฒิสภาจะพิจารณาให้ บุคคลดํารงตําแหน่งใด ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งครอบคลุมถึงทุกกรณีอยู่แล้ว ครับ ส่วนมาตรา ๑๒๗ ก็แก้ไขให้ถ้อยคําตรงกันครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสมาชิก เห็นไหมครับ ตามเอกสาร ขอผ่านมาตรา ๑๑๖ นะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มีใครเห็นเปึน อย่างอื่นนะครับ เปึ้นมติเห็นด้วยตามมาตรา ๑๑๖ แล้วก็ขอมติผ่านมาตรา ๑๒๗ นะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มีใครเห็นเปึน อย่างอื่นนะครับ เปึนมติครับ เชิญท่านเลขาครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ผมต้องกราบเรียนว่า ผมตามไม่ทัน จริง ๆ คือ ขอย้อนนิดเดียวนะครับท่านประธาน อย่าหาว่าผมย้อนเลย

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มาตราอะไร

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

เดี๋ยวนะครับ มาตราที่มันแก้เยอะ ผมพยายามอ่านแล้วไปอ้างอิง แล้วผมเป่ดไม่ทันจริง ๆ ขอความกรุณาอธิบายเท่านั้น แหละครับ ก่อน ๑๑๖ นี่นะครับ ๑๑๕

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

๑๑๕ ใช่ไหม ที่โยง ให้น้ำบทมาตราอะไรต่ออะไรใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ใช่ครับ ขอความกรุณาลง รายละเอียดสักนิดหนึ่ง

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับ ท่านกรรมาธิการ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านอัชพร ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๑๕ ความจริงไม่มีอะไรเลยครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขออนุญาตนิดเดียวว่า กรรมาธิการไม่ได้เขียนเรื่องการเข้ามาแทนที่ไว้นะครับ สมมุติว่า มี สว. คนหนึ่งอยู่มา ๓ ป้แล้ว สว. คนนั้นก็พ้นจากตำแหน่งไป ตายหรืออะไรก็แล้วแต่นี่ คำถามคือ สว. คนใหม่ที่เข้ามาจะมีอายุกี่ป้ เดิมไม่ได้เขียนไว้ครับ เขียนเฉพาะ สส. ไว้ ก็ เลยขออนุญาตเขียนใน ๑๑๕ ด้วยว่า สว. ที่เข้ามาแทนคนที่เสียชีวิตไปนี่ ก็เข้ามาแทน เฉพาะที่เหลืออยู่เท่านั้น ในวาระที่เหลืออยู่ ก็ ๓ ป้ ก็เปึ้นหลักการทั่วไป แค่นั้นเองครับ มาตราอื่นที่เขียนตรงโน้น ตรงนี้ ตรงนั้น ก็เปึนรายละเอียดเท่านั้นเอง แต่ว่าหลักการใหญ่ ก็คือว่า ต้องการให้คนที่เข้ามาแทนนี่ แทนเฉพาะเวลาที่เหลืออยู่เท่านั้น ยกเว้นถ้าเหลือ น้อยกว่า ๑๘๐ วัน ก็ไม่ต้องแทนก็ได้ แค่นั้นเองครับ หลักการเปึนอย่างนั้นครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เข้าใจแล้วนะครับ เปึ้นไปตามมติที่ลงไปแล้ว ท่านอุทิศครับ

นายอุทิศ ชูช่วย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม อุทิศ ชูช่วย ครับ ขออนุญาตย้อนนิดหนึ่งนะครับ เมื่อกี้นะครับมาตรา ๑๑๐ ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการครับ ๑๑๐ เนื่องจากว่า มีการแก้หลายจุดเหมือนกันในช่วงที่เราพิจารณา กันนะครับ ใน (๘) ท่านประธานครับ ที่ท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ขอโทษที่เอ่ยนาม นะครับ ที่ท่านได้ตกลงในที่ประชุมคราวก่อนหน้าโน้นนะครับว่า (๘) นะครับ ที่บอกว่าจะ เติมข้อความ ทั้งนี้ไม่รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นครับ ท่านครับ เพื่อความรอบคอบจะได้ไม่ผ่านไปครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านกรรมาธิการครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านกรรมาธิการ ครับ ทำให้ความสบายใจ และยืนยันเปึนลายลักษณ์อักษรเสียหน่อย

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ คือ ความจริงมาตรา ๑๑๐ (๘) นั้น มีการแก้ไข แล้วก็ได้ นำเสนอต่อที่ประชุม เห็นชอบแล้วนะครับ ขออนุญาตอ่านข้อความซ้ำอีกที่ที่พิจารณา เห็นชอบนะครับ (๘) ข้อความก็จะเปึนว่า ไม่เปึนรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอื่น ยกเว้นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเปึนแต่พ้นจาก ตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าป้ คือเติมคำว่า ยกเว้นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น ต่อท้ายคำว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งหมายความว่า คำว่า ผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งต้องห้ามตามมาตรานี้ไม่รวมถึงสมาชิกสภาท้องถิ่นและ ผู้บริหารท้องถิ่น ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เขียนไว้แล้ว นะครับ ไม่ใช่เรื่องที่ขอมติวันนี้นะครับ ผ่าน ท่านเลขาต่อไปเลยครับ มาตรา ๑๓๖

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๑๓๖ วรรคสี่ การตรวจสอบกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญ ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญกรรมาธิการ ยกร่างครับ เข้าใจว่าตัดออกใช่ไหมครับ เชิญครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ มาตรา ๑๓๖ วรรคสี่ เปึ้นเรื่องที่ท่านการุณขอให้ตัดออกนะครับ กรรมาธิการเห็นด้วย นะครับ และได้ตัดออกแล้วครับ นำมาเสนอที่ประชุมเท่านั้นเองว่า ทั้งหมดเรื่องร่าง พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ปกติเมื่อร่างเสร็จแล้วต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาก่อน นะครับว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเมื่อประกาศใช้ไปแล้ว นี่นะครับ ท่านการุณขอให้ ตัดตอนสุดท้ายออกนะครับ เราก็ตัดทิ้งแล้ว ตามที่ท่านการุณเสนอครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ตัดออกแล้ว ถูกต้องไหมครับ ขอมตินะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่มีความเห็นเปึน อย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมมีมติให้มาตรา ๑๓๖ ตัดความในวรรคสี่ออกนะครับ ผ่านนะครับ ท่านเลขาครับ

นายจิเร พันธ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๑๘๖ เกี่ยวกับหนังสือสัญญานะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านอัชพรครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรา ๑๘๖ อันนี้รวมทั้ง ๒๙๓/๑ ซึ่ง ต่อเนื่องกันมานั้น คณะกรรมาธิการได้รับข้อความมาจากสิ่งที่คณะทำงานย่อยได้ไป ทำงาน แล้วก็ส่งรายละเอียดมาให้คณะกรรมาธิการนะครับ แนวทางก็คือ เพิ่มแก้ไข เพิ่มเติมในวรรคสองเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขของหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความ เห็นชอบจากรัฐสภา ก็คือ การที่หนังสือสัญญานั้นจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจหรือสังคม เติมคำว่า อย่างกว้างขวาง หรือว่าหนังสือสัญญานั้นมีผลผูกพันด้าน การค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งเหล่านี้นั้นจะต้องนําเสนอข้อความเห็นชอบจากรัฐสภาทั้งสิ้นนะครับ แล้วก็เขียน เงื่อนเวลาบังคับว่า รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด คือ ๖๐ วัน นับแต่ได้รับเรื่อง เพื่อให้กำหนดกรอบว่า จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ และจะได้ดำเนินการ ต่อไปได้นะครับ ในวรรคที่ ๒ เปึ้นเรื่องหนังสือสัญญาอื่น ซึ่งบังคับว่า ก่อนดำเนินการ ในเรื่องเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล แล้วก็เสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วยนะครับ ก่อนที่จะไปดำเนินการ ในวรรคถัดไป เมื่อมีการลงนามในหนังสือสัญญาแล้ว ก่อนที่จะมีการแสดงเจตนาผูกพันนั้น จะต้องให้ ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงรายละเอียดข้อมูลอันนั้นได้ และที่เพิ่มเติมก็คือ ถ้าการ ปฏิบัติตามสัญญานั้นกระทบต่อประชาชน ที่เพิ่มเติมใหม่จริง ๆ ก็คือ กระทบต่อ ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งเปึนผู้ประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะได้รับ ผลกระทบจากการทําสนธิสัญญาเหล่านั้น ก็จะต้องแก้ไขเยียวยาผลกระทบนั้นด้วย ส่วนหลักการใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน ๑๘๖ ก็คือ การกำหนดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับขั้นตอน วิธีดําเนินการในการทําหนังสือสัญญา การแก้ไขเยียวยาต่าง ๆ ผลกระทบนั้น และตรงนี้ นะครับ ที่เติม มาตรา ๒๙๓/๑ เข้ามาว่า กฎหมายที่พูดถึงเรื่องขั้นตอนและวิธีดําเนินการ ในการทําหนังสือสัญญานั้น จะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ซึ่งกําหนดรายละเอียด เกี่ยวกับวิธีการในการจัดทําหนังสือสัญญาที่จะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ มีความ โปร่งใส มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการศึกษาวิจัยก่อนที่จะดำเนินการอย่าง เปึ้นอิสระ แล้วก็แนวทางการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย หลักเกณฑ์นะครับ ที่จะกำหนด ขึ้น โดยสรุป ก็คือ ๑๘๖ ที่มีการไปพิจารณาแก้ไขใหม่นั้นก็คือ เพิ่มเงื่อนไขบ้างเงื่อนไขใน การที่คณะรัฐมนตรีจะต้องกระทำก่อนที่จะดำเนินการให้ผูกพันตามสัญญานั้น มีกฎหมาย กลางที่จะเปึนกรอบในการทําสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาต่าง ๆ เกิดขึ้นนะครับ อันนั้น คือสิ่งที่แก้ไขขึ้นมาครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

อันนี้พูดกันมายาว แล้ว ทีนี้สำหรับท่านที่ยังไม่เห็นด้วยตรงไหน เชิญเลย ท่านอาจารย์คมสั้น เปึนจุด ๆ ไป เชิญครับ ให้ท่านแย้งเสียก่อน เดี๋ยวจะได้เชิญกรรมาธิการชี้แจงเปึ้นจุด ๆ เชิญ

นายคมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ครับ ผม คมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการเสียงข้างน้อย และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ในมาตรา ๑๘๖ โดยหลักการนี่ ผมไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ว่ามันมีหลักการ บางประการที่เมื่อวานนี้ได้คุยกัน มีหลักอยู่ ๕ ประการ ที่จะใส่ในวรรคสองนะครับ ของ มาตรา ๑๘๖ เรื่องที่ ๑ ก็คือ เรื่องของหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอํานาจ อธิปไตยของรัฐ อันที่ ๒ ก็จะเปึนเรื่องของอาณาเขต แล้วก็เขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่ง ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือเขตอํานาจตามสนธิสัญญา หรือกฎหมายระหว่าง ประเทศ แล้วก็เปึ้นเรื่องที่ต้องออกกฎหมายให้เปึนไปตามหนังสือสัญญา เรื่องที่ ๔ ก็คือ เรื่องของการมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวาง แล้วก็มีผล ผูกพันอย่างกว้างขวางนะครับ แล้วก็ต่อมา ก็เรื่องของการมีผลผูกพันด้านการค้า การ ลงทุน และงบประมาณของประเทศอย่างสำคัญ ในเรื่องที่หลักการที่ได้คุยเมื่อวานนี้ได้ หายไป ๑ เรื่องนะครับ ก็คือ เรื่องของหนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ อํานาจอธิปไตยของประเทศนี่นะครับ ตรงนั้น ผมคิดว่าหลักการตรงนั้นมันหายไปจาก หลักการที่คุยกัน ประเด็นต่อมาก็คือว่า คำว่า มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุน หรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ผมไม่ค่อยเคลียร์ (Clear) คําว่า อย่างมี นัยสําคัญว่าคืออะไรนะครับ เพราะที่คุยกันคือ คําว่า อย่างสําคัญ แต่ อย่างมีนัยสําคัญ อันนี้คืออะไรครับ ท่านประธานครับ ต่อมาก็คือ ในเรื่องของกฎหมายตามวรรคห้า ที่บอก ขั้นตอนและวิธีดําเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญาตามวรรคสอง นี่ คือหลักการตรงนี้ คำว่า วิธีดําเนินการ กระผมเห็นว่า คําว่า วิธีดําเนินการ มันเหมือนกับวิธีทําหนังสือ แต่จริง ๆ แล้วกฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายที่กำหนดขั้นตอน แล้วก็กระบวนการเพื่อทำหนังสือ สัญญานะครับ ในมาตรา ๑๘๖ ในวรรคห้า อยากจะให้ใช้ถ้อยคำว่า ขั้นตอนและ กระบวนการเพื่อทำหนังสือสัญญาตามวรรคสอง ท่านประธานครับ คือหลักการตรงนี้ โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยครับ ยกเว้นเรื่องที่ถามนี่ มีประเด็นที่ข้อสงสัยอยู่ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ยกร่างว่าอย่างไร ครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านสมาชิกสภาร่าง ที่เคารพครับ ผมนึกว่าตกลงกันได้แล้วนะครับ ถ้าตกลงไม่ได้นี่ กรรมาธิการขอถอนครับ ไปพิจารณาพรุ่งนี้แล้วกันครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ครับ ในฐานะที่สภาได้มอบหมายให้ผมไปช่วยดูเรื่องนี้นะครับ แล้วก็ได้เชิญ ทุกฝ์ายมาพูดคุยกัน รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผมคิดว่า ที่อาจารย์คมสันตั้งคำถามนี่เปึนเพียงแค่ถ้อยคำ เพราะว่าเรื่องใหญ่มันน่าจะจบแล้ว ผมดูแล้วนี่นะครับ ไม่น่าจะมีปัญหา เพียงแค่ถ้อยคำว่า ขั้นตอนและวิธีดำเนินการ คือตอน ที่เราคุยกันเราใช้คำว่า ขั้นตอนและกระบวนการ วิธีดำเนิน เปลี่ยนเปึน กระบวน เท่านั้น แหละครับ ก็ตัดสินกันได้ว่า จะเอา วิธีดําเนินการ หรือจะเอา กระบวนการ ซึ่งในความรู้สึก ของผมไม่ต่างกันมาก ผมว่าเราค่อยดูได้ มันจะได้จบ ๆ ไป อย่าไปแขวนกันหลายครั้งเลย แล้วก็มีอันเดียวเท่านั้นล่ะครับที่ผมเห็น ก็คือ อันแรกที่อาจารย์คมสันตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทยนี่ อาจารย์คมสันบอกว่า ตามร่างเดิมเลยนี่ มันมีเขตอํานาจแห่งรัฐ ไม่น่าจะไปตัดออก เท่านั้นเอง คือเห็นไหมครับ ในวรรคสอง หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ ก็บอกว่า ขอตรงนี้เปึนร่างเดิมได้ไหมเท่านั้นเองนะครับ ก็มีอีก ๒ จุดที่ผมดูว่าเปึนถ้อยคํา กับอีกอันหนึ่ง เพราะว่าตอนที่คุยกันนี่ ผมเองเปึนคนสรุปกับทุกฝ์ายที่นั่งว่า ตกลงหนังสือ สัญญานี่ที่จะต้องขออนุญาตรัฐสภามีอะไรบ้าง เขาก็บอกมา ทีนี้คําว่า เขตอํานาจ แห่งรัฐ นี่ ผมก็อยากจะเรียนอย่างนี้ว่า มันเปึนคํากํากวม ถ้าพูดกัน อาจจะถูกตีความ เปึ้นอย่างอื่น นี่ผมจะลองชี้แจงกับอาจารย์คมสั้น เพราะฉะนั้นก็เลยเปลี่ยนถ้อยคำเสีย เปึนว่า เขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตาม หนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังอาจารย์คมสันนะครับ คือ เขตอำนาจแห่งรัฐนี่ วันนั้นก็ได้ซักไซ้ไล่เลี้ยงว่า ความหมายที่แท้จริงคืออะไร ซึ่งผมเองตอนเปึน สว. นี่ ผมก็ไปตีความว่า เขตอำนาจ แห่งรัฐนี่ ผมก็ไปตีความ เขตอำนาจเศรษฐกิจ อำนาจอะไรต่ออะไร ซึ่งมันเปึนนามธรรม แต่วันนั้นพอเราคุยกันแล้วนี่ เขาก็พูดถึงเขตดินแดน เขาเน้นดินแดน เน้นอำนาจแห่งรัฐ ก็หมายความว่า อย่างเช่น เขตในทะเลที่ยื่นออกไป แล้วก็ยังไปยกตัวอย่างว่า พื้นที่เจดีเอ (JDA-Joint Development Area) ที่ไทยกับมาเลเซีย ผมเปึนประธานในที่ประชุม ผม พอจําได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ากรรมาธิการท่านก็คงอยากจะแก้ตรงนี้ให้มันตรงกับ ที่วันนั้นเราพูด ก็แค่นั้นเอง เพราะว่าเขต จริง ๆ แล้วมันมีความหมายเดียวกัน เพียงแต่ว่า เขาไม่อยากให้ไปตีความกันอีก เลยเขียนเสียยาวหน่อยแทน ถ้าพอรับกันได้ผมว่ามันก็ จบตรงนี้แล้วท่าน ช่วยดูกระบวนการ ผมว่าวิธีดำเนินการกับกระบวนการมันน่าจะ พอไปกันได้

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ขอบคุณมากครับ ป่ยวาจาของอาจารย์เจิมศักดิ์ ถ้ารับกันได้ก็รับเถอะครับท่านครับ มันไม่มีเวลาแขวน เวลา ผลัดแล้ว

นายคมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ใช่ เรื่องตกลงกันไม่ได้นะครับ แต่ผมถามว่า ในหลักการที่คุยกันนี่ ว่ามันมีเรื่องอำนาจ อธิปไตยนี่ ท่านไม่ได้ตอบว่ามันคืออะไร แล้วมันอยู่ในนี้หรือเปล่า นั่นเรื่องหนึ่ง อันที่ ๒ นี่ นะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องถ้อยคําเท่านั้นเองที่ถามนี่ ถามว่า คําว่า อย่างมี นัยสําคัญนี่ มันมีความหมายว่าอะไรนะครับ แล้วก็ในเรื่องของคําว่า กระบวนการ ไม่ใช่ เรื่องตกลงไม่ได้นะครับ แต่ว่าประเด็นนี้ถามแล้วต้องตอบสิครับ ท่านประธานครับ ว่า ก็ใน เมื่อคุยกันในเมื่อวานนี้คณะทํางานย่อยบอกว่า คําว่า อํานาจอธิปไตย คืออะไร ผมถาม ท่านกรรมาธิการครับ ไม่ใช่เรื่องตกลงไม่ได้ แต่ต้องตอบครับว่าคืออะไรครับท่านประธาน มันต้องบันทึกไว้ครับ ท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ตอบไหมครับ แต่ในนี้ใช้คําว่า ไม่มี ไม่มีอํานาจอธิปไตย เห็นแต่ มีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตาม หนังสือสัญญา ที่จริงที่จะต้องต่างกัน ก็คือ นัยสำคัญ แต่ว่าท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ท่านบอกนี่ วิธีดำเนินการหรือกระบวนการอย่างอื่นน่าจะคลุมหมดแล้ว เชิญทางฝ์ายใครจะตอบครับ ท่านทูตตอบหรือทาง

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ความจริงคงไม่ต้องตอบอาจารย์คมสันก็ได้ เพราะอาจารย์คมสันเปึนคนไปเจรจาเองนะครับ ผมคิดว่า น่าจะตกลงกันได้เร็ว ถ้าอาจารย์คมสั้นไม่ยืนยันเรื่องเขตอํานาจแห่งรัฐ แล้วขอปรับเรื่องคําว่า ขบวนการอะไร ทั้งหลายตามที่อาจารย์เจิมศักดิ์เสนอนี่ ผมคิดว่า น่าจะผ่านไปได้เลยนะครับ กรรมาธิการคงไม่ได้ชี้แจงอะไรอีก แต่ว่าความจริงใน ๑๘๖ วรรคสองนี่นะครับ กรรมาธิการ บางส่วนก็จะขอเติมนะครับ ถ้าท่านอาจารย์คมสั้นจะขอเติมนะครับ ก็จะเติมกันอีก นะครับ ผมก็ยังบอกว่า ไม่ต้องเติมแล้ว เอาตามที่ตกลงกันไว้นี่แหละครับ มีฝ์าย กรรมาธิการที่ไปเจรจาก็จะขอเติมตอนท้ายนะครับว่า ในวรรคสองนะครับ ในการนี้รัฐสภา จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน นี่ ขอแก้เปึนสามสิบวันนะครับ แล้วถ้า ๓๐ วันแล้ว ยังไม่เสร็จอีก มีกรรมาธิการบางท่านก็บอกว่า ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ผมด้วยความเคารพครับ ไม่ได้ไปเจรจาด้วยนะครับ แต่ผมบอกว่า เอาตามร่างนี้เถอะครับ แล้วก็จะได้จบกันไปคืนนี้นะครับ อาจารย์คมสั้นยังติดใจหรือครับ เพราะฉะนั้นผมขอถอน นะครับ ไปเจรจาข้างนอกกันอีกนะครับ

นายคมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ถามคำว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ เลยนะครับ ท่านประธาน โปรดกรุณาฟังให้ดีนะครับ ผมไม่ได้ถามคําว่า เขตอำนาจแห่งรัฐว่าคืออะไร แต่เมื่อวานนี้ที่มีการคุยกัน คือ มีคำพูดคำหนึ่ง ก็คือว่า ที่มี บทเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตยของรัฐนะครับ คําว่า อํานาจอธิปไตยของรัฐ เช่น ไปทํา หนังสือสัญญานี่ แล้วไปลดเรื่องเขตอํานาจศาลนี่นะครับ มันอยู่ตรงไหน ถ้ามันอยู่ใน เนื้อความนี่ ก็อธิบายสิครับว่า อยู่ในเนื้อความนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เข้าใจว่าไม่มีนะ เขาใช้ในนี้ สิทธิอธิปไตย ท่านจรัญตอบที่หนึ่งแล้ว ได้ยุติ แขวนไปจนไม่มีเวลาจะแขวน แล้ว เต็มตู้ เชิญ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ กรรมาธิการครับ ผมเรียนตอบท่านอาจารย์คมสัน เพื่อบันทึกไว้เปึนหลักฐานอย่างนี้ครับ เรื่องเขตอำนาจแห่งรัฐนี่นะครับ ท่านอาจารย์เจิม ศักดิ์ได้อธิบายชัดเจน ก็คือ ขอปรับให้เปึนความหมายในคำที่ยาวขึ้น ๒ บรรทัดนี่นะครับ เขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปตีความโต้เถียงกันต่อไปนะครับ ส่วนคำ อย่างมีนัยสำคัญ ความหมายก็เหมือนกันกับ อย่างสำคัญ นั่นแหละครับ เพียงแต่ ว่า ทางฝ์ายเลขาขอใช้คำนี้ เพราะว่าเปึ้นที่นิยมใช้ในปัจจุบันมากขึ้น แล้วก็ส่วนคำว่า วิธีดําเนินการ นั้น ทางฝ์ายกรรมาธิการเห็นว่า ตรงกับกระบวนการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ ขอยืนยันว่า ความหมายไม่แตกต่างไปจากเดิมครับ ต้องการให้ ๒ ความหมายนี้มี ความหมายเหมือนกัน แบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็ขอยื่นตามข้อความเดิมได้ไหมครับ ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ได้ไหมครับ ขอเชิญนะครับ

นายคมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ คือ ถ้อยคำตรงนั้นผมไม่ได้ติดใจ ผมตั้งคำถาม ถ้าตอบแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่มันมีหลักการ หนึ่ง ท่านอาจารย์จรัญนี่ท่านได้คุยกับผมนะครับ มีหลักการ ๕ ข้อ ท่านอาจารย์จรัญก็ได้ คุยกับผม ข้อที่ ๑ นี่ ไม่ใช่คําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ กรุณาอย่าใช้คําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ เพราะผมไม่ได้ถามคําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ ถูกต้องไหมครับท่านอาจารย์จรัญ ผมถามว่า คําว่า อํานาจอธิปไตยของรัฐ นี่ที่ได้คุยกัน แล้วท่านอาจารย์จรัญก็ได้คุยอยู่ด้วย ตรงนั้น จะอธิบายอย่างไรครับ ว่ามันอยู่ตรงจุดไหน

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านทูตว่าอย่างไร ครับ มันอยู่ตรงไหน ท่านทูตครับ ผมก็ว่าอย่างนั้นนะครับ แต่อันนี้เปึนเรื่องกฎหมาย ระหว่างประเทศ ท่านทูตตอบนิดหนึ่งก็ได้ครับ ให้สบายใจ ตามหลักกฎหมายระหว่าง ประเทศท่านทูตตอบเลยครับ ขอบพระคุณ

นายสุพจน์ ไข่มุกด์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผม สุพจน์ ไข่มุกด์ กรรมาธิการครับ ตามที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขออภิปรายคําว่า อํานาจ อธิปไตย อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่อาณาเขตไทยครับ มันรวมหมดแล้วครับ อาณาเขตไทย อยู่ที่ไหน อํานาจอธิปไตยอยู่ที่นั่นครับ ง่ายที่สุด ชัดที่สุดแล้วครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ

นายคมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ คำว่า อํานาจอธิปไตย นี่ จะตีความคําว่า พื้นที่ ใช่ไหมครับ หรือว่าจะตีความที่องค์อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ครับ ความหมายจะตีตรงไหนครับ ความหมายของผมคือว่า ในหลักการที่คุยกันเมื่อวานนี้นี่ แล้วก็ที่ตกลงกันไปเมื่อวานนี้นี่ มีการพูดถึงคําว่า อํานาจ อธิปไตยของรัฐ แล้วก็พูดถึงเขตพื้นที่ที่ประเทศไทยนี่มีอาณาเขตอธิปไตยอยู่ มันมี ๒ เรื่อง นะครับ

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม วิชา มหาคุณ ครับ ผมเข้าใจว่า ทางคณะกรรมาธิการยกร่างนี่ได้อภิปรายโดย ยกตัวอย่าง แล้วก็ได้แสดงความคิดเห็นอะไรอย่างกระจ่างแจ้งแล้วนะครับ แล้วก็ได้ ครบถ้วนแล้วตามที่ได้ไปทําความตกลงกัน เพราะฉะนั้นกระผมขอให้ ถ้าเผื่อว่ายังมี ข้อติดใจอยู่ กระผมขอให้โหวตเลยครับ ว่าจะเอาตามร่างที่แก้นี้หรือไม่ครับผม

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสมาชิกครับ อย่างนี้ดีนะครับ เพราะเรื่องนี้พูดกันมาหลายหน พอมาพูดที่นี่ อยากจะแบ่งว่า ให้ยกร่าง พูดที่ สมาชิกที่ยังไม่เห็นด้วยพูดที แล้วอาจจะต้องขอเสียงนะครับ เพราะเราไม่มีเวลาที่จะ ไปถกกันมากแล้ว ถ้าตกลง ตกลงได้ไหมครับ ท่านอาจารย์คมสั้น หรือจะให้โหวตครับ ให้ออกเสียงครับ ขอโทษ ได้ไหมครับ จะได้ไม่ต้องออกเสียง ท่านอาจารย์ ถ้าถามผมนะ มันรวมอยู่ในสามบรรทัดแรกหมดแล้วท่านอาจารย์ ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศที่รวม แล้วรู้สึก ท่านไม่ใช้ อํานาจอธิปไตย ท่านก็ใช้ มีสิทธิอธิปไตย หรือ เขตที่มีอํานาจตาม ทีนี้ ถามอาจารย์คมสัน อาจารย์เจิมศักดิ์ช่วยตอบรับที่สิครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

คือ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ผม เจิมศักดิ์ นะครับ คิดว่าพอไปได้ครับ แล้วก็อยากจะเรียนไว้นิดหนึ่งว่า ที่บางท่านเปึ้นห่วง อยากจะให้เติมนี่ แล้วท่านก็ไม่ได้ขอเติมนี่ ผมก็ต้องขอบพระคุณ เดี๋ยวนะครับ อันนี้ สำคัญครับ เพราะว่าอาจารย์สมคิดพูดไว้ เดี๋ยวบันทึก และเดี๋ยวไม่มีอะไรแก้ คือที่อาจารย์ สมคิดพูดว่า มีกรรมาธิการบางท่านอยากจะให้เติมว่า ถ้ารัฐสภาจะต้องพิจารณา ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นั้นนะครับ ๖๐ วัน เกรงว่าจะยาวไปนี่ ผมคิดว่าถ้าเปึน ๓๐ วัน นี่จะอันตรายมากนะครับ เพราะว่าพอไปกําหนดว่าสภา ผมเคยทํางานในสภาผม รู้ พอไปกำหนดว่าให้ทำภายใน ๓๐ วัน นี่ ถ้าเกิดสภาในขณะนั้นอยู่ในบรรยากาศแห่งการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือบรรยากาศไม่ดีเลยนี่ ตรงนี้นี่ เรื่องพวกนี้จะไม่พิจารณาอย่าง รอบคอบ แล้วจะเต็มไปด้วยอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ยิ่งไปเขียนบอกว่า ถ้า ๓๐ วันแล้วนะครับ ถ้าไม่พิจารณาให้แล้วเสร็จ ถือว่าเรื่องผ่านนี่ จะถูกเกมการเมืองดึงกันสนุกสนาน แล้วจะ วุ่นวายมาก ๆ เพราะฉะนั้นการปล่อยให้สภามีช่องหายใจว่า ใน ๖๐ วัน นี่เขาจะดูจังหวะ อันเหมาะสม ผมคิดว่า น่าจะทำให้สภาพิจารณาได้ดี ซึ่งก็ขอบพระคุณนะครับที่ไม่ได้เติม เข้ามา อันนี้ก็ต้องขอบพระคุณ ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ก็ถือว่าดีแล้ว นะครับ รับได้ไหมครับ ท่านสมาชิกขอโหวต ท่านปริญญาไม่เกี่ยวกับอันนี้ใช่ไหม ให้เขา โหวตรับ

นายปริญญา ศิริสารการ

วรรคสองนะครับ ผมขอเสนอความคิดเห็น แล้วกันนะครับ ช่วยพิจารณาแล้วกันนะครับ หรือมีผลผูกพันด้านการลงทุนหรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องให้ประชาชนรับทราบและได้รับความ เห็นชอบจากรัฐสภานี้ เห็นไหม จะเหมาะสมไหมครับ ผมยกตัวอย่างประเทศชิลี (Chile) นี่ ให้ประชาชนรับทราบก่อน ๖ เดือน ฟ่ลิปป่นส์ให้ประชาชนดาวน์โหลด์ (Download) ไป จากเน็ต (Internet) ได้เลย ข้อมูลก่อนที่รัฐสภาจะเห็นชอบนะครับ แล้วประชาชนอาจจะมี ข้อคิดเห็นผ่านรัฐสภามาก็ได้นะครับ ในขณะที่บางประเทศ อย่างเวลานี้ คอสตาริกา (Costa Rica) อีกไม่กี่วันจะมีการลงประชามติเรื่องเอฟทีเอ (FTA - Free Trade Agreement) กับอเมริกานะครับ ผมก็เลยคิดว่า ประชาชนน่าจะรับ ในวรรคสามนี่จะมีรับฟังความ คิดเห็นของประชาชนนะครับ แต่ผมเสนอให้เห็นว่า ให้ประชาชนได้รับรู้ และให้ความเห็นชอบ จากรัฐสภานะครับ เพราะปัญหาของเอฟทีเอนี่เปึนปัญหาที่กําลังเกิดขึ้นในประเทศ ล่าตินอเมริกา (Latin America) ซึ่งเห็นชัดว่า ขณะนี้เม็กซิโก (Mexico) ล้มละลาย ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเอฟทีเอ นาฟตา (NAFTA – North American Free Trade Agreement) เวเนซูเอลา (Venezuala) ยึดบ่อน้ำมันมา ๓๓ บ่อ เนื่องจากผลจาก การกระทบที่เห็นผลของการเจรจาการค้าเสรีซึ่งกันและกันนะครับ ผมก็เลยบอกว่า น่าจะให้ประชาชนได้รับทราบ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นี่ยกตัวอย่างกรณี ประเทศที่เริ่มเห็นผลกระทบนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ท่านสมาชิก ครับ เมื่อตกลงไม่ได้ ถามจะโหวตนะครับ ท่านยกร่าง จะให้โหวตไหมครับ

(นายนรนิติ เศรษฐบุตร (ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ) มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ให้ออกเสียง นะครับ ท่านสมาชิกครับ ใครเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสนอ มาตรา ๑๘๖ ครับ เชิญครับ

นายคมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ

ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับ

นายคมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ท่านประธานจะให้โหวตอะไรครับ ท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

โหวตตามที่เขา ยืนมานี่

นายคมสัน โพธิ์คง กรรมาธิการ

ที่จริงมันมีคําเพียงคําเดียวครับ ท่านประธาน มันมีคำเพียงคำเดียวเท่านั้นเอง ในวรรคสองนี่ ที่เรียนถามนี่นะครับ ตัวผม บอกแล้วว่า หลักการทั้งหมดนี่รับได้ ยกเว้นถามคำเดียวเท่านั้นเองครับ ว่า อำนาจ อธิปไตยของรัฐนี่นะครับ ที่หนังสือสัญญามีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เช่น เขตอํานาจศาล หรือสิทธิสภาพนอกอาณาเขต อย่างนี้จะไม่ให้ผ่านสภาหรือครับท่านประธาน

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่ เขาตอบแล้ว

นายคมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ

เขาตอบ แต่ว่าคำตอบในความหมาย มันอยู่ที่เขตพื้นที่ครับ ท่านประธานครับ ไม่ใช่ตัวองค์อํานาจครับ เพราะฉะนั้นคําถามนี่มัน จะอยู่ตรงนี้เองครับ ท่านประธานครับ ถ้าถามว่าเอา ไม่เอา นี่มันก็ไปทั้งร่าง ซึ่งหลักการ ส่วนใหญ่ดีแล้ว เหลือแต่เพียงคําเดียวว่า จะมีคําว่า อํานาจอธิปไตยของรัฐ เข้าไปด้วย หรือไม่ ในวรรคสองนะครับ ในข้อความที่บอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลง ตรงคํานี้นะครับ มีคําว่า อํานาจอธิปไตยของรัฐ แล้วก็ต่อด้วยข้อความที่กรรมาธิการเสนอ ที่ผมตั้งคําถาม เพราะเมื่อวานนี้ไปคุยกันนะครับ ก็มีคุยกันเรื่องประเด็นนี้อยู่ด้วย ผมยกตัวอย่างเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เรื่องการศาลนี่ ท่านประธานครับ ถ้าเกิด หนังสือสัญญาไปตกลงกันอย่างนั้นนี่ จะทําอย่างไรครับท่านประธาน ถึงได้ตั้งคําถาม ตรงนี้ แล้วมันไม่ใช่เรื่องเขตพื้นที่ครับ ท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ทีนี้เขาตอบแล้วนี่ ท่านอาจารย์ จะให้ทำอย่างไร เขาตอบแล้วว่า ก็ท่านทูตเปึนคนตอบว่า อันนี้รวม แล้วผม จะทำอย่างไร ท่านอาจารย์จรัญ เมื่อตกลงไม่ได้ มันก็ต้องออกเสียง เชิญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ เรียนตอบท่านอาจารย์คมสันอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ถ้า ถึงขนาดไปเปลี่ยนอํานาจอธิปไตยของประเทศนี่มันต้องมาออกกฎหมายแน่นอนเลยครับ แล้วก็กระทบความมั่นคงแน่นอน เพราะฉะนั้นเวลาเราขยายความไปเยอะ เยอะ เยอะ เยอะอย่างนี้แล้วนี่ ก็ไม่จําเปึนต้องพูดถึงอํานาจอธิปไตย ไม่อย่างนั้นต้องพูดเยอะเลย นะครับ ในรัฐธรรมนูญ ในอะไรอีกเยอะเลยนะครับ ถ้าอย่างนี้พอสบายใจได้ไหมครับว่า ทำเสรี ทำชุ่ย ๆ ไม่ได้แน่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ได้ไหมครับ รับได้ ไหมครับ ท่านพิเชียรมีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรใหม่ ไม่ต้องครับ ท่านพิเชียรไม่ต้องครับ ผมถามท่านอาจารย์คมสั้น รับได้ไหมครับ

นายคมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขอให้ บันทึกนะครับ ไว้ให้ชัดนะครับในประเด็นนี้นะครับว่า ในความหมายถ้ากระทบอำนาจ อธิปไตย ต้องออกกฎหมายนะครับ ท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ผมเข้าใจว่า ต้องออกนะครับ ท่านครับ ผมจะขอมตินะครับ ถ้าไม่อย่างนั้น ท่านพิเชียร์ ไม่ได้แล้ว ท่านพิเชียร

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

ท่านประธานครับ นิดเดียวเองครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่ว่าอย่างไร

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ

ผมเห็นว่าคําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ นี่ ไม่ควรตัดครับท่านประธาน

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

คมสันเขาไม่ติดใจ แล้ว ท่านพิเชียรนั่งลงครับท่าน คมสันเขาไม่ติดใจแล้วนี่ครับ

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ

ติดใจครับท่านประธาน เพราะว่า คำว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ นี่สําคัญครับ ไม่ใช่เขตพื้นที่ ผมเห็นด้วยกับท่านคมสันครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านนั่งลง คมสันเขาไม่ติดใจ ท่านจะเห็นด้วยไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะต้องโหวต ท่านพิเชียร์ นะครับ ถ้าอย่างนั้นขอโหวตนะครับ ถ้าท่านอยากจะนั่น

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ื่นทอง

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ครับ ผมคิดว่า ไม่ต้องโหวตแล้วครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แล้วก็ที่คุณพิเชียรฟังผมนิดหนึ่งนะครับ เขตอำนาจแห่งรัฐนี่ เมื่อกี้ผมอธิบายไปที่หนึ่ง คุณไม่อยู่ ก็คือว่า เราได้คุยกันว่า ไปเปลี่ยน คำพูดให้มันยาวขึ้น ใช้คําว่า เขตพื้นที่นอกอาณาเขตแห่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตยหรือ มีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะอีตอนประชุม กันนี่ เราได้ดูกันว่า เขตอํานาจแห่งรัฐมีความหมายอะไร เขาก็อธิบายแล้ว แล้วก็บอกว่า คนนี่จะไปตีความ พอเขียนสั้นแล้วเลยจะตีความเปรอะไปหมด แล้วในอดีตผมก็เคย ตีความผิดไปผิดมา เมื่อชัดแล้วก็เขียนเสียให้มันชัด ทดแทนด้วย ๒ บรรทัด นะครับ ก็ น่าจะชัดเจนแล้ว แล้วที่คุณปริญญาถามว่า ต้องให้ประชาชนรู้นี่ ไปดูในวรรคที่ ๔ นะครับ บอกว่า คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น คือ มันมีหมดแล้วตรงนี้ แต่ว่ามันไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้น แต่ไปอยู่อีกวรรคหนึ่งนะครับ ท่าน ประธานครับ ผ่านเถอะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ขอมติผ่านนะครับ มาตรา ๑๘๖ นะครับ ไม่มีความเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ ผ่านมาตรา ๑๘๖ นะครับ เดี๋ยว ผมอ่านผิดมาตรา ผ่านแล้วครับเชิญ ท่านเลขาครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๒๓๒ (๒) นะครับ เกี่ยวกับอํานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญท่าน กรรมาธิการครับ ท่านกรรมาธิการ ๒๓๒ (๒) เชิญ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ความจริงมาตรา ๒๓๒ (๒) นั้น แก้ตามข้อ ทักท้วงของท่านอาจารย์สวัสดิ์เท่านั้นเองนะครับ ว่า ถ้าเขียนตามเดิมนั้น จะมีปัญหาว่า การที่จะลงโทษ หรือว่าจะดําเนินการเกี่ยวกับผู้ทุจริตในการเลือกตั้ง แล้วไปกําหนดเวลา ในกฎหมายว่า จะต้องเริ่มกระทําผิด กรณีใดถึงจะถือว่าเปึนการเริ่มกระทําผิด เวลาใด เมื่อใดนั้น จะมีปัญหา ท่านอาจารย์สวัสดิ์เลยขอให้เติมคำว่า หลักเกณฑ์ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง เข้ามา เพื่อให้ประโยชน์ในการที่ จะออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ที่จะถือว่า กรณีใดถึงจะเปึนความผิด แล้วก็ผิดตั้งแต่เมื่อใด เช่น บางความผิดอาจจะต้องถือว่า ความผิดนั้นกระทำขึ้นก่อนที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เปึนต้น ก็จะได้ไปออกกฎหมาย ลำดับรองได้ต่อไป เปึนไปตามข้อเสนอของท่านอาจารย์สวัสดิ์ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านวัชราครับ ว่าอย่างไรครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. ครับ ในเรื่องนี้นั้น ผมได้หารือท่านสวัสดิ์แล้ว พอดีท่านไม่อยู่ นะครับ ท่านอยู่ไหมครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านอยู่ครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

ท่านมาพอดี ผมได้หารือท่านแล้วนะครับ เราไม่ใช่ต้องการให้กำหนดเวลาลงไปแน่นอน เพราะว่าสมมุติกำหนดเวลา ๓ เดือน อย่างนี้นะครับ เขาก็จะทําก่อน ๔ เดือน เพราะฉะนั้นที่พูดขึ้นมานี้ เพื่อเปึนข้อสังเกตว่า ในการปฏิบัติการนี่นะครับ ให้คํานึงถึงว่า หลักใหญ่ คือ การเลือกตั้งที่เปึนไปโดยสุจริต การกระทําที่เปึนโดยไม่สุจริตนั้น ให้ดําเนินการไม่จํากัดเวลาครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ กระผมถาม ท่านสวัสดิ์ครับ มาตรา ๒๓๒ (๒) นี่ ทางยกร่างบอก แก้ตามคำเสนอแนะของท่าน ใช้ได้ ไหมครับ ท่านอาจารย์ครับ เชิญครับ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ท่านครับ ผมยังไม่เห็นนะครับ ยกร่าง ของผมยัง ไม่ได้รับนะครับ คือ กระผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับ มีอยู่นิดเดียวครับ คือ เขียนของเดิม นี่นะครับ ทั้งนี้ โดยฝ์าฝ๋นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการ เลือกตั้ง ถ้าอย่างนั้นมันก็เท่ากับเปึนการกระทําผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้ง ถ้าเขียนอย่างนั้นน่ะ ถ้าเขียนตามของเดิม ผมก็จะให้เขียนแต่เพียงว่า ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง เท่านั้นเอง ให้ เปึ้นหลักเกณฑ์ ที่ผมไม่แก้นี่แก้เท่านั้นเองครับ ไม่ใช่เรื่องเวลาครับ ไม่ใช่เวลา

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านจรัญว่า อย่างไรครับ เรายังเก็บอะไรไหมครับ ฝ์าฝ๋นพระราชบัญญัติไหม เชิญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ คือ ในมาตรา ๒๓๒ (๒) นี่ มี ๒ ประเด็นย่อย อยู่ ประเด็นแรก ก็คือ เรื่อง มีท่าน้อยากจะให้ดูกรอบเวลาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้ใน รัฐธรรมนูญก็ไม่รู้กรอบเวลา อันนี้ไม่ใช่ของท่านอาจารย์สวัสดิ์นะครับ แต่ส่วนของท่าน อาจารย์สวัสดิ์นี่ ก็เกรงว่า ถ้าไปเขียนมัดว่า อันเปึนการฝ์าฝ๋น นี่ เขาไม่ได้ฝ์าฝ๋น มันก็จะ ไม่เข้ามาตรานี้ ผมก็เลยคิดว่า คงจะต้องใช้คำนี้ได้ไหมครับ อันมีลักษณะเปึนการฝ์าฝ๋น แต่ตัวเขานี่ไม่ได้ฝ์าฝ๋น แต่ว่าลักษณะการกระทำของเขานี่เปึ้นการฝ์าฝ๋น ได้ใช่ไหมครับ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ได้ครับ เหมือนกันนะครับ คืออยาก ถ้าเรา บอกว่าเปึนการฝ์าฝ๋น เท่ากับไปบังคับว่ามันต้องเปึนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์จะเอาเปึนโดยลักษณะ ก็ไม่มีปัญหาครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

อ่านอีกที่สิว่า อย่างไร ให้แน่ ๆ เชิญท่านประพันธ์ครับ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท นะครับ กรรมาธิการครับ ถ้าเปึนตามที่ท่านอาจารย์สวัสดิ์ว่านี่นะครับ ขอให้ดูร่างที่เสนอไปนี่นะครับ ตอนแรกนี่นะครับ ตัดคำว่า โดยฝ์าฝ๋น ออกใช่ไหมครับท่าน แล้วก็เติม คำว่า ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติใน ใช่ไหมครับ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

อย่างนั้นก็ได้ครับ อย่างนั้นก็ได้ เหมือนกันครับ ได้ครับ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

อย่างนั้นก็ขอแก้ว่า ตัดคำว่า โดยฝ์าฝ๋น ออกนะครับ แล้วก็ใช้ คำว่า ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติใน แทนครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ได้แล้วนะครับ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ครับ ได้ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ดีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๓๒ (๒) ผ่าน ท่านวัชราครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร ขอกราบเรียนถามว่า แล้วคำว่า ภายในระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติ จะเอาออกไหมครับ ซึ่งผมใคร่ขอให้เอาออกครับ ระยะเวลานี้ไม่ควรกําหนดเอาไว้ มันจะ ทำให้คนที่ฝ์าฝ๋นนั้น ตัดออกแล้วนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มีไหม อันที่ผม ยังมีอยู่นะ ท่านกรรมาธิการเอาให้แน่ ท่านวัชราท่านบอกให้ตัด ผมมีเหมือนท่านวัชรา ใช่หรือเปล่า โอ้โฮ เราเปลี่ยนทุกชั่วโมงเลยมั้ง ขอของใหม่ซิง ๆ ให้ผมสักอันซิ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ท่านประธานครับ ผมขอย้ํานิดหนึ่ง เรื่องเวลาต้อง เอาออกนะครับ เวลาต้องไม่มีนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ตกลงผ่าน นะครับ ตามที่ตัดแล้วทั้ง ๒ ตอน ที่ท่านวัชราท้วงท่าน ไปต่อไปเลยครับ ท่านเลขาครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๒๓๓ ครับ เกี่ยวกับอํานาจคณะกรรมการการเลือกตั้งครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านกรรมาธิการ ครับ มาตรา ๒๓๓ ครับ เพิ่มความอะไรนี่ เชิญครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรา ๒๓๓ นั้น เพิ่มความขึ้นมาใน วรรคสองนะครับ กับวรรคสามนะครับ ซึ่งเปึนไปตามที่ท่านอาจารย์การุณได้กรุณาเสนอ ขึ้นมาว่า

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านการุณเสนอ ถูกต้องไหมครับท่านการุณครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

๒๓๓ กรณีที่เมื่อมีการยื่นคำร้อง ต่อศาล และตอนที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการเลือกตั้งจะเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง ก็ให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างที่ศาลฎีการับคําร้องนั้น ให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นจะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในระหว่าง นั้นครับ ทีนี้ก็มีคําถามมาว่า เมื่อหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้น การนับองค์ประชุมก็ ดี การลงมติ ที่บางกรณีในรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องใช้เสียงของสองในสาม หรือสามในสี่ ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่นั้น จะนับบุคคลที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ในวรรคที่ ๒ ซึ่งไม่ได้พิมพ์มา ให้ดูด้วยนะครับ หรือไม่ เพราะฉะนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ ก็ต้องเขียนขึ้นมาให้ชัดว่า ในกรณีที่ บุคคลตามวรรคสอง ก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะอยู่ในระหว่างถูกศาลสั่งนั้น ก็จะไม่ให้นับบุคคลดังกล่าวนั้นร่วมใน จำนวนเพื่อนับองค์ประชุมนะครับ ส่วนวรรคสุดท้ายนั้นเปึนการย้ายวรรคเฉย ๆ ไม่ได้มี การแก้ไขไปจากของเดิมครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

นะครับ รับรอง แล้วนะครับ วรรคนี้แก้ตามที่ผมเคยฟังท่านการุณอธิบายไปแล้ว สมาชิกรับได้นะครับ ขอเปึนมติผ่านมาตรา ๒๓๓ นะครับ เชิญครับ ท่านสวัสดิ์ครับ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ถ้า นอกจากวรรคที่ท่านการุณขอแปรแล้ว ผมจะพูดเรื่องวรรคหนึ่ง วรรคสอง ได้ไหมครับ ใน มาตรา ๒๓๓ นี่ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ผ่านไปหรือยัง ผ่านไปแล้วครับท่าน ผ่านไปแล้วคราวก่อน

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ผมให้ข้อสังเกตสักนิดนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ได้

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ความจริงเรื่องนี้ก็เคยพูดกับทางท่านกรรมาธิการ อยู่หลายท่านอยู่เหมือนกันนะครับ เรื่องนี้เรื่องสําคัญนะครับ ที่ผมอยากได้ ขอผมได้ขอ อนุญาตพูดสักนิดหนึ่งนะครับ ท่านจะเอา หรือไม่เอาก็สุดแล้วแต่นะครับ คือ ในวรรคหนึ่ง นี่นะครับ มันเปึ้นเรื่องการเพิกถอนสิทธินะครับ แล้วก็ในวรรคสอง ก็คือ ก่อนกับหลัง นะครับ ทีนี้การเพิกถอนสิทธินี่ ผมอยากจะเรียนว่า มันเปึ้นเรื่องใหญ่นะครับ อำนาจของ กกต. นี่ ไม่ควรจะต้องมีอํานาจอย่างนี้ ถ้าเราไปดูของเก่านี่จะเห็นได้เลยทีเดียวนะครับ เขาต้องออกกฎหมายว่าต้องมี อย่างน้อยที่สุดก็ต้องผ่านประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา อะไรต่ออะไร หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องไปให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธินะครับ นี่คณะกรรมการ กกต. นี่มีอํานาจมากเกินไป การเพิกถอนสิทธิของประชาชนนี่เปึนเรื่องใหญ่นะครับ เปึนเรื่องใหญ่มาก ทีนี้ผมก็เลยมี ความเห็นว่า เรื่องการเพิกถอนสิทธินี้นะครับ ควรจะต้องให้ศาลนะครับ ส่วนเรื่องให้ ใบเหลืองนี้นะครับ โดยสั่งให้เลือกตั้งใหม่นี้ ไม่จําเปึน ตามวรรคสองนี้ ไม่จําเปึนจะต้องไป ร้องต่อศาลก็ได้ ถือว่าเปึนอำนาจของ กกต. เลยทั้งหมด แต่เรื่องเพิกถอนสิทธินี่ผมเห็นว่า ผิดหลักการเลย ที่การบัญญัติกฎหมายเรื่องนี้นะครับ ลองไปดูกฎหมายเก่า ๆ เถอะครับ คือ ท่านได้คุยกับท่านประพันธ์แล้ว ท่านก็เปึนห่วง อย่างยกตัวอย่างบางคดีว่า วันนี้รู้เรื่อง เข้าว่ามันทําผิด อยากจะมีอํานาจเพิกถอนสิทธิไปเลย แต่ตรงนี้ผมว่า มันไม่น่าเปึนห่วง หรอกครับ เพราะถ้าเราไปทําตามกฎหมาย แต่ว่าผมยกตัวอย่างว่า สมมุติว่าคนสมัครนี่ ตายอย่างนี้ เราจะทําอย่างไร เราก็ต้องปล่อยเลือกตั้งไปอยู่ดี และถ้าคนตายมันเกิดได้ ขึ้นมา มันก็ต้องเหมือนกันนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

รับเปึนบันทึก เอาไว้ดีไหมครับท่าน

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ผมถือว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสำคัญนะครับ เรื่อง สําคัญมากเลยทีเดียว แล้วเรามาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเสียด้วย ของเก่ามันเขียนอยู่ใน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มันจะแก้ไขยากนะครับ และเคยพูดกับท่านประพันธ์ ประทานโทษที่เอ่ยชื่อ ท่านจรัญผมก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ หรือท่าน ประทานโทษ ท่านอัชพร ก็เคยพูด เมื่อเช้าเราก็ยังพูดกันอีกเรื่องนี้ ว่าเรื่องนี้ การเพิกถอนสิทธิของประชาชนนี่เปึน เรื่องใหญ่มากนะครับ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งนี่จะเปึนห่วงแต่เรื่องเวลา หรือเปึน ห่วงความยุ่งยาก ผมว่ามันไม่ได้นะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ท่านประพันธ์ครับ เชิญครับท่านประพันธ์

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ ขออนุญาตชี้แจงเพื่อบันทึกไว้สักเล็กน้อยนะครับ ที่ท่านได้กรุณาสอบถามนี่นะครับ คืออยากจะกราบเรียนว่า แต่เดิมนี่ ตามรัฐธรรมนูญเดิม ป้ ๒๕๔๐ นี่ คณะกรรมการการเลือกตั้งนี่สั่งได้หมดเลยนะครับ ทั้งเลือกตั้งใหม่ ทั้ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้งสิ้นเลยนะครับ ทั้งสิ้นเลย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในร่างนี้ ในวรรคแรกนี่ กับวรรคสองนี่ เราใช้การประกาศผลการเลือกตั้งเปึนตัวขีดเส้นนะครับ ว่า ถ้าก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ เพราะว่าช่วงเวลามันสั้น อย่างที่กราบเรียนไปแล้วทั้งหมดนี่นะครับ แล้วที่บอกว่า ถ้าหากว่าจะมาแยกว่า เลือกตั้งใหม่ คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งไป นะครับ ก่อนประกาศผลนี่ แล้วเพิกถอนสิทธินี่ ต้องไปศาล ยิ่งทำไม่ได้ ยิ่งสับสนเลยครับ อย่างเช่น คดีทุจริตที่บุรีรัมย์นี่ จับเงินได้ชัด ๆ เลยนี่นะครับ มันจะต้องทั้งเพิกถอนสิทธิ์ เลือกตั้งด้วย แล้วเลือกตั้งใหม่ด้วย มันจะไปเลือกตั้งใหม่อย่างเดียว แล้วเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง ไปศาลนี่ มันไม่ถูกหลักการเลยครับ เพราะฉะนั้นนี่อยากจะกราบเรียนว่า อันนี้ ปรับปรุงแก้ไขจากป้ ๒๕๔๐ ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความชัดเจน กรรมการการเลือกตั้ง นี่จะลดบทบาทในเรื่องการให้ใบเหลือง ใบแดง ไปมากมายเลยครับ พอมีประกาศผลการ เลือกตั้งอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า เมื่อป้ ๒๕๔๘ นี่ มีการแจกใบเหลือง ๑ ใบ ใบแดง ๑ ใบ ก่อนประกาศผลเท่านั้นเอง เพราะไม่มีเวลาครับ ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับท่าน สวัสดิ์ครับ

นายสวัสดิ์ โชติพานิช

ขออนุญาตครับ คือเรื่องนี้นะครับ เราต้องคิดว่า มันเปึ้นเรื่องใหญ่ของประชาชนในการไปเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเขานี่ กกต. เอง ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต. มีอำนาจทั้งสืบสวน สอบสวน จับกุม ฟัองร้อง ตัดสิน อยู่ที่ กกต. ทั้งหมด การสั่งให้เลือกตั้งใหม่นั้นยังพอรับได้ แต่ การเพิกถอนสิทธินี้มันเปึ้นเรื่องใหญ่นะครับ ในกฎหมายนี่ส่วนมากจะต้องไปเขียน เพราะว่าเปึนเรื่องให้ไปร้องศาลทั้งหมดนะครับ ตรงนี้ ประทานโทษเถอะครับ อย่าเปึนห่วง ว่าจะทำทันหรือไม่ทันนี่นะครับ อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าคนมันเกิดตายขึ้นมาอย่างนี้ เลื่อนการเลือกตั้งไม่ทัน มันก็ต้องปล่อยไป แล้วบางทีคนตายได้รับเลือกตั้งมา เราก็ต้อง สั่งให้เลือกตั้งใหม่ มันก็เหมือนกัน ในกรณีนี้เรื่องใบแดง กับเรื่องบุรีรัมย์อย่างที่ท่านว่า ก็ดำเนินคดีไป เพราะว่าคนนั้นอาจจะไม่ได้รับเลือกตั้งก็ได้ อาจจะไม่ได้รับเลือกตั้งก็ได้ แต่ อย่าเพิ่งไปเพิกถอนสิทธิเขา เขาอาจจะไปสู้คดี เขาอาจจะหลุดก็ได้ ใช่ไหมครับ แล้ว อยู่ดี ๆ เราไปเพิกถอนสิทธิเขา ตรงนี้มันเปึ้นเรื่องใหญ่ครับ มันผิดหลักการในการบัญญัติ กฎหมาย ที่ผมเถียงนี่นะครับ ท่านต้องมีตรงนี้ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

อันนี้ผ่านไปแล้ว ท่านจะเอาไปทำอย่างไร ท่านประพันธ์ครับ เชิญ มีมติไปแล้ว

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า อย่างเรื่องที่บุรีรัมย์นี่นะครับ ก่อนวันเลือกตั้งประมาณ ๓ วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้เงิน ๑๑ ล้าน ๔ แสนบาทนะครับ เงินแม็กซ์ (Max) กับบัตรที่ให้ไปเลือก บัตรหนึ่งนี่นะครับ ๑๒๐ บาท พบหลักฐานชัด ๆ อย่างนี้นี่นะครับ ท่านจะให้คนที่ทำผิดอย่างนี้นี่ลงเลือกตั้ง นะครับ คือ ไม่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ให้เขาลงเลือกตั้งนะครับ และให้ประชาชนเลือก หรือครับ และส่วนไปเลือกตั้งนี่ ประชาชนเลือกแล้วนี่นะครับ ก็ต้องมีการสอบสวนต่อมา ท่านให้ไปศาลใช่ไหมครับ ก็ต้องมีการสอบสวนต่อมานะครับ และมันปรากฏหลักฐาน อย่างนี้นี่นะครับก็ต้องสั่งเลือกตั้งใหม่ งบประมาณเสียอีกเท่าไรครับ คือ ผมเข้าใจความ เปึ้นห่วงของท่าน แต่ผมกราบเรียนว่า อันนี้ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบพอสมควร และถ้าเปึนกรณีอย่างเช่นเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลนี่นะครับ ขั้นตอนที่จะไป กฤษฎีกานี่นะครับ ก็จะอยู่ในกฎหมายลูก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้ง สส. สว. ซึ่งกรณีเพิกถอนสิทธินี่นะครับ กกต. ต้องใช้มติเอกฉันท์ คือ ๕ คน นะครับ แล้วยังจะต้องส่งไปขอความเห็นจากกฤษฎีกาตามกฎหมายลูกอยู่ดีครับ ตามเดิม นะครับ จึงขอกราบเรียนท่านไว้เปึนบันทึกไว้ด้วยครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มาตรานี้ได้ผ่าน ไปแล้ว ท่านตั้งข้อสังเกต บันทึกไว้ด้วยก็แล้วกัน จะได้เปึ้นหลักฐานนะครับ ขอผ่าน มาตรา ๒๓๓ ที่แก้เฉพาะ เพิ่มความวรรคสาม และแก้ไขเพิ่มเติมความในวรรคท้าย นะครับท่าน มีความเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ เมื่อกี้ตกลงกันไปแล้วนะครับ ผ่านนะครับ ท่านเลขาครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๒๓๙ ครับ คุณสมบัติของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับ ท่านกรรมาธิการครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรา ๒๓๙ เรื่องคุณสมบัติของผู้จะมา สมัครเปึนกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น ได้เคยกราบเรียนเสนอที่ ประชุมว่า เดิมนั้นที่เคยกำหนดเปึนรองอธิบดีกับรองศาสตราจารย์ รวมทั้งข้าราชการ ระดับ ๙ นั้น อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ คือ ระดับ ๙ นั้นเขาจะเลิกไปแล้วนะครับ รอง ศาสตราจารย์นั้น ก็มีหลายท่านทักท้วงว่า ในทางปฏิบัติ รองศาสตราจารย์อาจจะเริ่ม ตั้งแต่ระดับ ๗ ซึ่งยังเด็กเกินไปครับ ส่วนรองอธิบดีก็อาจจะมีปัญหา เพราะว่าในการ วินิจฉัยของกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตนั้น อาจจะต้องพิจารณาบุคคล ในระดับสูง ก็เลยขออนุญาตแก้ไขเปึ้นคุณสมบัติเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญไป นั่นก็คือ เคย รับราชการก็กำหนดให้เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี และก็ใช้ถ้อยคำเดียวกัน กับที่บัญญัติอยู่ในบทบัญญัติด้วยศาลรัฐธรรมนูญ คือ หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางบริหารใน ส่วนราชการที่มีอํานาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี นะครับ ส่วนระดับ ๙ นั้น ตัดออกไปทั้งหมด เพราะว่ากําลังเปลี่ยนแปลงครับ ในกรณีของผู้ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองศาสตราจารย์ ก็ขออนุญาตแก้ไขขยับเปึ้น ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าศาสตราจารย์ ครับ ซึ่งจะทําให้ คุณสมบัติของ ปปช. กับศาลรัฐธรรมนูญนั้นเท่ากันครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านครับ รับได้ ไหมครับ รับได้ใช่ไหมครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ขอเรียนหารือทางฝ์ายเลขาด้วย แล้วก็ทางท่านเจ้าของญัตติด้วย ว่า เราจะใช้หลักการเดียวกันกับคุณสมบัติของคนที่จะเปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดเลยได้ไหมครับ บทบัญญัติมันจะได้ไม่ลักลั่นกัน ก็เปึ้นอันรู้กัน บอกกับใครก็จำได้ ว่า คนไหนที่มีคุณสมบัติสมัครเปึ้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ก็ให้มีคุณสมบัติเปึ้น ปปช. ได้ แล้วก็ฐานะนี่ให้ท่านอยู่ในฐานะเดียวกัน อะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งถ้าอย่างนั้นก็ต้องปรับ ถ้อยคำมากกว่านี้อีกหน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับอาจารย์ เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ขอเรียนถามว่า ตอนนี้ถ้ายังไม่เท่ากันนี่มันต่างกันที่ตรงไหน เพราะว่าท่านขยับ จากรองขึ้นมาเปึนตัวอธิบดี แค่ตัดซี ๙ ผมก็ว่าเกือบจะเท่ากันแล้ว อะไรคือสิ่งที่มันยัง เขย่งกัน หรือยังไม่เท่ากันทีเดียวครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๐๑ (๓) นี่นะครับ นอกจากทางฝ์ายราชการ ก็คิดตรงกันแล้วนะครับ ว่าลงมา ที่ท่านอธิบดี หรือศาสตราจารย์ แต่ว่าทางฝ์ายเอกชนนี่ต้องบอกว่า หรือเคยเปึน ทนายความที่ประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องไม่น้อยกว่าสามสิบป้นับถึงวันที่ ได้รับการเสนอชื่อ ก็อยากจะขอในส่วนของภาคเอกชนอย่างนี้ครับให้มาในหลักการ เดียวกันครับ ขอบคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านยอมหรือ เปล่า ก็ยอม ต้องเอาเปึนถ้อยคำไปเลยครับ อย่างนั้นคงไม่ได้กลับมา

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ เจิมศักดิ์ครับ คือ ถ้าไปใช้มาตรา ท่านจะใช้ ๒๐๑ (๓) แทน หรือท่านจะเอา ๒๓๙ ไปแทน เอาอะไรแทน อะไรครับ เพราะว่ามันมีผู้แทนองค์กรเอกชนจะหายไป ผมไม่เห็นใน ๒๐๑ มีผู้แทนองค์กร เอกชน ผมว่านี่คือสาระสําคัญ ตกลงคงไว้ตามเดิมนี่นะครับ ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วนะครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ในส่วนของทนายความล่ะครับ ขอขยับขึ้นมาให้อยู่ในระดับเดียวกันได้ไหมครับ ที่แบบเดียวกับมาตรา ๒๐๑ (๓) ในศาล รัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่ามามีอํานาจเปึน ปปช. นี่ ท่านครับ อํานาจคับประเทศเลย นะครับ ขอให้มีประสบการณ์มีอะไรที่เปึนหลักให้บ้านเมืองเห็นหน่อยเถอะ ขอบคุณครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ นะครับ ประสบการณ์ที่ผมเคยตรวจสอบเรื่องนี้ ผมเห็นด้วย เพราะว่า ปปช.นี่ อำนาจมาก แล้วก็เปึ้นเซ็นเตอร์ (Center) ของแทบทุกอย่าง ถ้าได้คนมีประสบการณ์ก็ดี เพราะว่าเรา ต้องการจะตรวจสอบตัวโต ๆ ในครั้งนี้นะครับ แต่ยังไม่อยากที่จะไปเหมือนทีเดียว เพราะว่าของ ปปช. นี่ มันมีผู้แทนองค์กรเอกชนตามที่เราได้พูดกันไว้แล้วนะครับ เท่าที่ผม ดูเร็ว ๆ นี่ ขอใช้สำนวนอาจารย์สมคิดนะครับ ดูเร็ว ๆ นี่นะครับ ก็ยังมีองค์กรผู้แทนองค์กร เอกชนอยู่นะครับ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มี ใช่ไหมครับ หรือท่านจะเขียนว่า ให้ไปใช้ มาตราโน้น แล้วก็มาใส่องค์กรเอกชนเพิ่มขึ้นมา ผมก็ไม่ขัดข้อง อันนั้นเปึนวิธีเขียนเท่า นั้นเอง ในหลักการผมเห็นด้วยอย่างที่ว่า แต่ว่าควรจะมีเรื่องเอกชนอยู่ตรงนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อ่านเลยได้ไหมครับ หลักการ ก็คือ เปึนไปตามร่างที่เสนอทั้งหมดครับ เปลี่ยน ๑๐ เปึน ๓๐ ป้ นะครับ ให้เท่ากับคนที่จะมาเปึ้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ขอบคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านรับได้ไหม ครับ ท่านเปลี่ยนชัดเลย ง่ายหน่อย ดูว่าบรรทัดรองสุดท้ายนี่ ไม่น้อยกว่าสามสิบป้ นะครับ รับได้นะครับ ผ่านมาตรา ๒๓๙ ที่แก้ไขเพิ่มเติมความในวรรคสอง เชิญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผมขอเรียนย้อนไปที่ร่างมาตรา ๒๓๒ (๒) นะครับ ที่เมื่อกี้ถ้อยคำยังไม่ยุติทีเดียว นะครับ ผมได้เรียนหารือกับท่านอาจารย์สวัสดิ์ โชติพานิช แล้วก็ท่านอาจารย์ประพันธ์ นัยโกวิท แล้วนะครับ ขอปรับถ้อยคำให้ลงกันอย่างนี้ครับ หรือได้รับเลือกตั้งหรือสรรหามา โดยไม่สุจริต โดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไป อันมีลักษณะ เปึ้นการฝ์าฝ๋นหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ต่อไปก็เหมือนเดิม นะครับ ก็คือที่บอกว่า กระทําลงไปอันเปึนการฝ์าฝ๋น ก็กระทําลงไปอันมีลักษณะเปึนการ ฝ์าฝ๋นหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ครับ ขอบคุณครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ผมขออนุญาตท่านประธาน

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ท่านสุรชัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ เรียนหารือ อาจารย์จรัญเลยครับ ถ้าเราจะตัดคำว่า หลักเกณฑ์ ออกนี่มันจะครอบคลุมดีกว่าไหมครับ อันมีลักษณะเปึนการฝ์าฝ๋นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย เรื่องนี้ไปเลยครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ คือ ถ้าต้องไป ฝ์าฝ๋นพระราชบัญญัตินี่ บางทีในตัวบทก็อาจจะไม่ได้เขียนไว้ เขาจะมีการออกอะไร รายละเอียดอะไรของตัวกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี่ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านกรรณิการ์ ครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ถ้าอาจารย์คิดว่าตรงนั้นดี ผมมองอย่างนี้ ครับว่า คือ พออาจารย์จรัญชี้แจงมา รู้เลยครับว่า อาจารย์กับผมมองกันคนละมุม ผมมอง ว่า ถ้าเขียนคำว่า หลักเกณฑ์ เข้าไป นั่นหมายความว่า ก็จะเปึนการฝ์าฝ๋นเฉพาะ หลักเกณฑ์ที่ออกมาในเรื่องนั้น ๆ ไม่ครอบคลุมไปถึงบทบัญญัติอื่นของพระราชบัญญัติทั้ง ฉบับ แต่ผมมองในมุมว่า ผิดตรงไหนของพระราชบัญญัติฉบับนี้ หรือกฎหมายลูกที่ออก ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ถือว่าผิดแล้ว ฝ์าฝ๋นแล้วครับ อาจารย์ลองรับไว้พิจารณา แล้วกันครับ เปึนข้อสังเกตเฉย ๆ ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านครับ แก้ อย่างไรต้องแก้เสียเลยนะครับ เพราะว่ามันไม่มีวันจะผลัดแล้วครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ขอใช้ ถ้อยคำเดิมที่เรียนเสนอไป แต่บันทึกไว้ในเจตนารมณ์ได้ไหมครับว่า ต้องการให้คลุมทั้ง หลักที่อยู่ในตัวพระราชบัญญัติ และกฎหมายลูกบทที่ออกมาด้วยครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ตกลงเข้าใจแล้ว นะครับ ท่านอาจารย์กรรณิการ์ครับ

นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร คงมีข้อซักถามท่านกรรมาธิการในประเด็นเรื่องผู้แทนองค์กรเอกชน

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มาตราไหน

นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

ในมาตรา ๒๓๙ ค่ะท่านประธาน

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

รอเดี๋ยวครับ เดี๋ยว ๆ อาจารย์ เดี๋ยวนิดหนึ่ง เดี๋ยวให้อาจารย์ถาม ผมขออนุญาต เพราะท่านจรัญย้อน ตรงนี้เอาให้จบครับ ท่านครับ จะได้ยืนยัน เพราะว่ามันจะต้องเปึนหลักฐานแล้วครับท่าน อันไหนไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็อย่าไปแก้เลยครับ มันจะเปึน อินฟ่นิตี้ (Infinity) ไม่รู้จบ ท่าน แก้ได้หรือยังครับ กรุณาเลยครับ

นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ กระผมกำลังคิด อยู่ว่า ถ้าตัดคำว่า หลักเกณฑ์ตาม ออกนะครับ ฝ์าฝ๋นพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติ ดังกล่าว ถ้าใช้อย่างนี้น่าจะคลุมทั้ง ๒ กรณี จะใช้ได้ไหม คาดว่าน่าจะใช้ได้

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสุรชัยใช้ได้ ไหมนี่

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ถ้าอย่างนี้ผมว่าจะสมบูรณ์กว่าครับ อย่างที่ ผมได้แสดงความคิดเห็นไปเมื่อสักครู่

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ท่านสมาชิก ฟังแล้วนะครับ เชิญครับท่านอาจารย์รุจิรา

รองศาสตราจารย์รุจิรา เตชางกูร

เสนออีกทางเลือกหนึ่งนะคะ แต่ว่า ไม่ได้เก่งเหมือนพวกนิติศาสตร์นะคะ อันมีลักษณะอันเปึนการฝ์าฝ๋นหลักเกณฑ์และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ได้ไหมคะ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านอัครวิทย์ ส่ายหน้า แสดงว่าไม่ได้ จะยืนไว้รูปเดิม อาจารย์ให้เขายืนไว้ตามเดิมได้ไหมครับ นะครับ ตามที่ท่านตกลงกับท่านสุรชัยแล้ว ตกลงขอยืนยันนะครับว่า มาตรา ๒๓๒ (๒) ที่เรามาดู กันแล้วข้อแก้ถ้อยคำ เพื่อให้กระชับตามที่คณะกรรมาธิการยกร่าง ข้อมติท่าน ให้ผ่านอันนี้ นะครับ กลับไปท่านอาจารย์กรรณิการ์ครับ ตรงที่ท่านถามเรื่ององค์กรเอกชนอะไรนะครับ

นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ก็ขอเรียนถาม ท่านกรรมาธิการว่า ในความหมายของผู้แทนองค์กรเอกชนจะครอบคลุมองค์กรประเภท ใดบ้าง จะเปึนองค์กรที่เปึนนิติบุคคล หรือไม่ได้เปึ้นนิติบุคคล เพราะในความหมายของ องค์กรเอกชนนี่มีหลากหลายมาก ทั้งในส่วนขององค์กรที่ทำเรื่องของการพัฒนาชุมชน องค์กรทางด้านเศรษฐกิจ องค์กรทางด้านกลุ่มเปัาหมายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ อยากจะเสนอว่า ๑. ข้อทําความเข้าใจให้ชัดเจนว่า จะครอบคลุมองค์กรใดบ้าง แล้วก็จะ ทำความเข้าใจกันอย่างไรต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจกันค่ะ ขอเรียนถาม ในเบื้องต้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ขอความ ชัดเจน เชิญครับท่านกรรมาธิการยกร่าง

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการครับ ความจริงกรณีที่มีการเติมคำว่า ผู้แทนองค์กร เอกชน เข้ามา เพราะว่ามีเสียงเรียกร้องนะครับ ว่า ในกรณีของการตรวจสอบอํานาจรัฐ แล้วก็มีการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการ ทุจริต ประพฤติมิชอบ ปรากฏว่า ทางฝ์ายเอกชนนี่บอกว่า กรณีที่กำหนดให้เฉพาะที่เปึน ตัวข้าราชการเท่านั้นนี่นะครับ หรือมาจากระบบราชการเท่านั้นนี่ มันจะไม่มีการ ครอบคลุมถึงพวกองค์กรเอกชนที่เขาทำงานด้านที่ตรวจสอบหรือดูแล พวกที่มีการใช้ อำนาจในทางที่ผิดนี่นะครับ มาเปึนระยะเวลายาวนานนี่นะครับ จะได้มีการผสมผสานกัน พูดจริง ๆ แล้วก็เปึ้นตัวเลือกเท่านั้นนะครับ เพราะไม่ได้บอกว่าจะต้องเลือก เพราะว่าใน กระบวนการ คือหมายความว่า มีสิทธิที่จะได้รับการสรรหาด้วยนะครับ คณะกรรมการชุด นี้ เพื่อที่จะให้มองว่า เปึนการเป่ดโอกาสให้กับบุคลากรอื่น ๆ มีส่วนร่วม แต่ทีนี้ที่เขียนว่า ผู้แทนองค์กรเอกชนนี่ ก็จะมีผู้ที่สงสัย อย่างอาจารย์กรรณิการ์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านได้หยิบยกขึ้นมานี่ องค์กรเอกชนในขณะนี้ได้มีการกำหนดโดยทางกระทรวงพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์นะครับ กำหนดองค์กรภาคเอกชนเอาไว้นะครับ แล้วก็มี การจดทะเบียนรับรอง โดยเรียกว่า เปึนองค์กรสาธารณประโยชน์นะครับ ผมคิดว่าอันนี้จะ เข้าในข่าย เพราะว่าจะเปึนองค์กรที่ได้รับการรับรองโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ อันนี้ อาจจะบันทึกไว้ด้วยในเจตนารมณ์ว่า ควรจะเปึนองค์กรที่ได้รับการรับรอง ก็คือ พวก องค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านสาธารณประโยชน์ คือ ทำงานเพื่อพับลิก (Public) จริง ๆ นะครับ ไม่ใช่เปึนองค์กรที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เพราะว่าเสร็จแล้วเราบอก ตอนท้ายบอกว่า ซึ่งองค์กรเอกชนหรือองค์กรวิชาชีพนั้นให้การรับรอง แล้วอย่างน้อยนี่ ต้องเสมอหน้ากันกับองค์กรวิชาชีพเขานะครับ กล่าวคือว่า ไม่ใช่ตั้งขึ้นเองลอย ๆ นะครับ ไม่ใช่เปึนองค์กรที่ไม่มีรูปลักษณ์ในทางที่เปึ้นที่รับรองของพับลิกนะครับ หรือของ สาธารณชน อันนี้ทางกฎเกณฑ์ หรือหลักเกณฑ์ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ไปเขียนไว้ในกฎหมายสวัสดิการสังคมนะครับ ส่งเสริมสวัสดิการสังคม อันนี้จะ ชัดเจนครับ ถ้าเผื่อจะกําหนดเอาไว้ แต่ว่าถ้าเผื่อจะไปเขียนล็อกไว้เฉพาะตรงนั้น เดี๋ยวก็ จะมีองค์กรอื่น ๆ เกิดขึ้นอีกนะครับ ที่ตามหลัง ที่กฎหมายส่งเสริมสวัสดิการสังคมกำหนด ไว้นี่นะครับเขาก็จะมีการกำหนดเพิ่มเติมได้อีกนะครับตามยุคสมัยที่มันเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น กระผมก็เห็นว่า เขียนไว้อย่างนี้ ก็ถือว่า เป่ดกว้างครับ เปึ้นที่พึงพอใจแล้ว แล้วก็ไป ถามองค์กรเอกชน เขาก็บอกว่า เขาพึงพอใจครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ใส่ไว้ตามนี้นะครับ แล้วบันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดแล้ว ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผมฟังดูนี่ ผมขอ ถามเพื่อความเข้าใจนะครับ คำว่า องค์กรเอกชน ในครั้งนี้ ก็คือ องค์กรพัฒนาเอกชน ใช่ไหมครับ ใช่ ใช่ไหมครับ ถ้าเช่นนั้นนี่ น่าจะใส่คําว่า พัฒนา เพราะว่าถ้าท่านใส่องค์กร เอกชน นี่ ไปอีกเรื่องหนึ่งเลยนะครับ ต้อง องค์กรพัฒนาเอกชน ผมฟังดูสุ้มเสียงท่าน หมายความว่าอย่างเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเสนอว่า ควรจะเติมถ้อยคําให้มันตรง อันนี้เปึน การแก้ถ้อยคำเท่านั้นแหละครับ ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสุรชัยครับ ตรงกันหรือเปล่าไม่ทราบ องค์กรเอกชนกว้างกว่าองค์กรพัฒนาเอกชน

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ของผมมันคนละประเด็นกับของอาจารย์ เจิมศักดิ์ครับ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตเสนอเติมคำขึ้นมาคำหนึ่งนะครับ ตรงต่อท้าย ผู้แทนองค์กรเอกชนหรือประกอบวิชาชีพ ขอเติมคำว่า หรือผู้ประกอบวิชาชีพ จะได้เห็นชัดว่า ผู้แทนองค์กรเอกชนในที่นี้คนละคนกับผู้ประกอบวิชาชีพที่มีองค์กร กฎหมายรองรับนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านศิวะครับ สั้น ๆ ครับ เติมตรงไหนครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ คือ เรื่ององค์กรเอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชนนี่ ผมคิดว่ามันเปึนเรื่อง ถึงเวลานี้ จะมีปัญหามาก เราจำได้ใช่ไหมครับว่า ตอนที่มีการสรรหาองค์กรอิสระ แค่เรื่องอธิบดี อย่างเดียวนี่ ก็ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าเปึนเรื่ององค์กรเอกชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชนนี่ก็จะเปึนเรื่องใหญ่อีก ถ้าเราไม่กําหนดไว้ในกฎหมายหรือว่ากฎเกณฑ์ไปให้ละเอียดว่า คุณสมบัตินี่จะมาอย่างไร ไม่ใช่ผู้แทนองค์กรเอกชนจบ ป. ๔ ก็มาได้อย่างนั้นหรือครับ หรือว่าพวกที่มาจากบริษัท ห้างร้าน ที่ทำธุรกิจเปึนพัน ๆ ล้านนี่ เขามาได้ไหม หรือว่าเขามาไม่ได้ เพราะเขาเกี่ยวพัน กับผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่า น่าเปึนห่วงครับ ถ้าเขียนโดยที่ไม่มีการไป ลงรายละเอียดจริง ๆ ในเรื่องของการสรรหาต่อไป เพราะงาน ปปช. มันเปึนงาน เรื่องการสอบสวนคน และเปึนเรื่องการตรวจสอบคนนะครับ ขออนุญาตได้ฝากท่าน อาจารย์วิชาไว้ด้วยครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ท่านวิชาครับ

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ ครับ คำว่า องค์กรพัฒนาเอกชน ใช้คำว่า องค์การ ครับ องค์การ พัฒนาเอกชน จะอยู่ในมาตรา ๖๓ แล้วครับ ได้รับการรับรองแล้วครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ได้นะครับ แล้วเติม คําว่า ผู้ อะไรหรือเปล่า ที่ท่านสุรชัยว่า ยอมแล้วใช่ไหมครับ เห็นด้วยนะครับ ผ่านมาตรานี้ นะครับ มีมติยืนยันให้ชัดเจนนะครับ มาตรา ๒๓๙ แก้ไขเพิ่มเติมความในวรรคสอง

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ขอให้ชัดคือ เปลี่ยนเปึน องค์การพัฒนาเอกชน แล้วก็เติมคำว่า ผู้ ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ท่านศิวะ อีกนิดเดียวนะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานครับ ผมถาม ขออนุญาตครับ ผม ศิวะ แสงมณี แล้วพวกมูลนิธิปอเต็กตึ๊งนี่เปึนได้ไหมครับ แล้วต่อไปคนเก็บศพนี่มาเปึน กรรมการ ปปช. ได้ไหมครับ คือ ผมอยากเสนอว่าขอให้ไปวางกฎเกณฑ์ให้ละเอียดนิดหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตอนคณะกรรมการสรรหาครับ คือ แค่เรื่องอธิบดีอย่างเดียว ท่านเห็น ไหมครับว่า เปึ้นเรื่องใหญ่มากเลย ผมฝากท่าน

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ทีนี้ท่านอ้าง ในมาตราอื่นที่เขียนไว้แล้วนี่ เมื่อกี้นี้

นายศิวะ แสงมณี

ก็แล้วแต่ ผมเสนอแนะไว้ แล้วก็ฝากไว้เท่านั้นเองครับ เพราะต่อไปผมห่วงอาจารย์วิชาอาจจะต้องพิจารณากับพวกปอเต็กตึ๊งเขาครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่เปึนอะไรท่าน เขาทำงานแล้ว ถ้าเลือก เขาก็เปึนได้ครับ โอ.เค. นะครับ ผ่านมาตรา ๒๓๙ แก้ไขเพิ่มเติม ความในวรรคสองนะครับ เปึนมตินะครับ ท่านครับ ผมขออนุญาตท่านเลขาต่อไปครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไป เปึ้นมาตรา ๒๔๖ พนักงานอัยการครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ยกร่างครับ เชิญครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรา ๒๔๖ ความจริงได้เคยอ่านเสนอ ต่อที่ประชุมแล้วว่า กรณีลักษณะต้องห้ามในการประกอบอาชีพของพนักงานอัยการ ที่จะต้องมีกรณีใด โดยเอามาตามกฎหมายของพนักงานอัยการเข้ามานะครับ ก็คราวนี้ เพียงแต่ว่า นำเสนอข้อความให้ดูนะครับ ความจริงอ่านให้ฟังแล้ว จึงขออนุญาตว่า ในบรรทัดที่ ๑ บรรทัดที่ ๒ ก่อนหน้าคำว่า ต้องไม่เปึนกรรมการ นั้น ขออนุญาตเติม คำว่า และ ไปอีกคำหนึ่งครับ เปึนว่า และต้องไม่เปึนกรรมการผู้จัดการหรือที่ปรึกษากฎหมาย แล้วต่อข้อความเดิมครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสมาชิกไม่เห็น เปึ้นอย่างอื่นนะครับ ขออนุญาตผ่าน เชิญครับ ท่านวิทยาครับ

นายวิทยา คชเขื่อน

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา คชเขื่อน ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับว่า ในบรรทัดที่ ๒ นะครับ ทั้งนี้ หรือเปล่าครับ หรือว่ามันตกไป หรือว่าเจตนาเขียนอย่างนี้ครับ ทั้งต้องไม่ประกอบอาชีพ นะครับ ทั้งนี้ ต้องไม่ประกอบ อาชีพ หรือเปล่าครับ นิดเดียวครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มี นี้ ไหม

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ อันนี้ไม่ใช่เปึนเรื่องทั้งนี้นะครับ เปึนข้อความว่า เดิมว่า อันแรก ต้องไม่เปึนกรรมการ รัฐวิสาหกิจ แล้วก็ ทั้งต้องไม่ประกอบอาชีพอื่น เปึนการเพิ่มสิ่งที่จะต้องถูกบังคับด้วยครับ เพราะฉะนั้นข้อความในกฎหมายมันก็จะเขียน ทั้งต้องไม่ประกอบอาชีพ ข้อความถูก แล้วครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เขายืนยันว่า ถูกแล้วนะครับ ท่านครับ ขอมตินะครับ มาตรา ๒๔๖ แก้ไขเพิ่มเติมความในวรรคหก นะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

มติผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาต่อเลยครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไป เปึ้นมาตรา ๒๖๖ และมาตรา ๒๖๗/๑ ครับ เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาใน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

๒๓๙ ไม่มีแล้ว ใช่ไหม โอ.เค. ผ่าน ท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ มาตรา ๒๖๖ ครับ เชิญครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ อันนี้เปึนเรื่องกรณีของผู้ไต่สวนสาธารณะ ที่เพิ่มหลักการเข้ามาว่า สามารถดำเนินการคู่กับ ปปช. ได้ แต่ก็ต้องมีเงื่อนไขว่า กรณีใดที่คณะกรรมการ ปปช. ดำเนินการแล้วนั้น ก็ดำเนินการ ในทางผู้ไต่สวนสาธารณะ ก็หลังจากที่ ปปช. ดำเนินการแล้ว ถ้อยคำโดยหลักการแล้วได้ ยอมรับแล้วนะครับ เพียงแต่ถ้อยคำได้ปรับกับท่านอาจารย์กล้านรงค์ เพื่อให้สอดคล้องกัน ระหว่าง ปปช. กับผู้ไต่สวนสาธารณะที่เติมใหม่ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านกล้านรงค์ ครับ ใช้ได้ไหมครับ ผ่านนะครับ ท่านอื่นไม่มีปัญหาแล้วนะครับ มาตรา ๒๖๖ ที่แก้ไขแล้ว นะครับ ขอให้เปึนมตินะครับ เปึนมติผ่านมาตรา ๒๖๖ ครับ ต่อไปครับ ท่านเลขาครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนู

ต่อไปเปึน มาตรา ๒๘๒ (๔) เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ มาตรา ๒๘๒ (๔) เปึนเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญนะครับ ที่เราได้ให้ความเห็นชอบไปว่า ประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ สามารถเสนอ ร่างญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้นะครับ แล้วมีท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ บางท่านเข้าใจว่า เสนอว่า ขอให้ประชาชนที่เข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ ชื่อ มีตัวแทนเข้าไป ชี้แจงได้นะครับ ในร่างนั้นได้นะครับ ก็อยู่ใน (๔) ก็ได้เพิ่มเติมตามคำนั้นแล้วนะครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

๒๘๔ ประทานโทษ ๒๘๒ ครับ ท่านอาจารย์จรัญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ เพื่อให้ชัดนะครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานยังไม่ได้ ยืนยันมติรับรองร่างมาตรา ๒๖๗/๑ ขอความกรุณาท่านประธานถามมติด้วยครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ นะครับ คือ ผมคิดว่า ผมไม่รู้ว่าผมช้าหรืออย่างไรนะครับ ผมตามท่านไม่ทันจริง ๆ ผมพยายามนั่งอ่าน ๒๖๖ เพราะว่ามันมีหลายวรรคเหลือเกินที่ท่านเติม ผมก็พยายาม อ่านนะครับ กรุณาอธิบายให้ผมฟังชัด ๆ ได้ไหมครับ อย่างเช่น พอท่านไปโยง มาตรา ๒๔๓ (๒) ผมก็ต้องวิ่งไปหา แล้วมันไม่ทันจริง ๆ ครับ เพราะท่านก็เพิ่งแจก แล้วผมก็เพิ่งดู และพอผมตามไปทัน ตรงโน้น ท่านก็บอก เอ้า ผ่านไป ถ้าอย่างนั้นไป ๒๖๗ ผมก็ไป ผมไปไม่ทันครับ โทษนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านกรรมาธิการอธิบายอีกครั้งแล้วกันครับ ไม่เปึนไรครับ เชิญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ ในมาตรา ๒๖๖ นี่นะครับ เปึ้นหลักการที่เพิ่มขึ้นใหม่ ในวรรคที่ ๔ และวรรคที่ ๕ ครับ คือ นอกจากว่า คณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติจะเปึ้นผู้ไต่สวนเรื่อง แล้วก็ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นฟัองต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญานักการเมือง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วนี่นะครับ วรรคสี่ที่ขีดเส้นใต้ วรรคสี่ วรรคห้า เพิ่มหลักการใหม่ขึ้นมาว่า ถ้าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวย ผิดปกติ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่การงานนี่ เปึ้นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง จริง ๆ คือระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ให้เป่ดช่องทางใหม่อีกทางหนึ่งว่า ผู้เสียหายอาจจะไปร้องเริ่มเรื่องที่ศาลฎีกาเลยก็ได้ครับ หรือจะร้องที่ ปปช. ก็ได้ ถ้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่าสมควรจะดำเนินการ แล้วก็ จะส่งเรื่องอะไรต่อไปให้ ปปช. นะครับ แต่ถ้าเขาไปยื่นที่ ปปช. ก็ให้ ปปช. ดำเนินการ ไต่สวนตามมาตรา ๒๔๓ (๒) ซึ่งอันนั้นเปึนเรื่องปกตินะครับ ใครมายื่นคำร้องกล่าวหาต่อ ปปช. ปปช. ไต่ส่วนก็ตาม ๒๔๓ (๒) นะครับ แต่ถ้ามายื่นต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อ ขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระมาทำหน้าที่แทน ปปช. ศาลฎีกาก็จะต้องส่งดำเนินการไต่สวนตาม มาตรา ๒๖๗/๑ ซึ่งต่อเนื่องกันไปนะครับ แล้วตรงนี้ให้สิทธิผู้เสียหายเลือกไปทางใด ทางหนึ่งทางเดียว ไม่ให้ทำ ๒ ทางคู่ขนานซ้ำซ้อนกันนะครับ นี่คือวรรคสี่นะครับ แล้วก็ วรรคห้า ก็คือ ถ้า ปปช. ท่านเห็นเอง ไม่มีใครมาร้อง ท่านเห็นเองว่า บุคคลระดับสูงอย่างนี้ ทุจริต ประพฤติมิชอบอย่างนี้ ท่านก็ยกเรื่องขึ้นไต่ส่วนเองได้ วิธีไต่ส่วนก็เปึนไปตามมาตรา ๒๔๓ (๒) แต่ต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งนะครับ แล้วในกรณีที่ ปปช. ยกเรื่องเองแล้วนี่ ผู้เสียหายจะไปใช้สิทธิตามวรรคสี่ไปร้องต่อที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่ได้ครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันซ้ำซ้อนกันนี่ก็เปึ้นแค่นี้ล่ะครับ หลักการของ ๒๖๖ ส่วน ๒๖๗ ก็เปึนกระบวนวิธีการต่อไปครับว่า ถ้าเขาไปร้องที่ ศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาจะทำอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ พอเข้าใจนะครับ ในมาตรา ๒๖๖ นี่นะครับ พิจารณาควบคู่ไปกับ ๒๖๗/๑ นะครับ กรรมาธิการมีแก้ไขข้อความ ทั้ง ๒ มาตรานี้ ไม่มีสมาชิกเห็นเปึ้นอย่างอื่นนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

เห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่แก้ไขนะครับ ถือเปึนมตินะครับ เชิญท่านเลขา ดำเนินการต่อครับ พิจารณาในส่วน มาตรา ๒๘๒ (๔) เมื่อกี้ท่านเลขาอ่านแล้วใช่ไหมครับ ท่านก็แถลงแล้ว เลยกลับไปกลับมา กลับมา ๒๘๒ (๔) นะครับ ท่านพิเชียรครับ เชิญครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

ครับ เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ นะครับ ในมาตรา ๒๘๒ (๔) นี้ ความเดิมเราประสงค์นอกจากจะรับฟังความคิดเห็นจาก พี่น้องประชาชนแล้ว เรารู้สึกจะพูดกันว่า เราอยากจะให้พี่น้องประชาชนที่เข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ ชื่อนี้ ได้มีโอกาสเปึนกรรมาธิการในวาระสองด้วย ไม่ทราบว่าจะมีโอกาส เปึ้นไปได้ไหมครับท่าน คือ ให้มีการตั้งตัวแทนของประชาชนที่เข้าชื่อเข้าไปเปึน กรรมาธิการในวาระสองบ้าง โดยการเขียนนะครับ จะเปึนว่า การพิจารณาในวาระที่ ๒ ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ต้องตั้งประชาชนเปึ้นกรรมาธิการแปรญัตติร่วมด้วย จะเขียนอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรรมาธิการตอบด้วยครับ

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ

เพราะว่าถ้าเพียงแต่ไปรับฟัง ความคิดเห็นจากผู้เข้าชื่อนี่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐะรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เข้าใจแล้วครับ

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ

บางครั้งอาจจะไม่เพียงพอครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เข้าใจไหมครับ คำถามที่ถาม อาจารย์จรัญ หรือท่านใดจะตอบครับ อาจารย์สมคิด ในวาระที่ ๒ ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรานี่ ท่านพิเชียรถามว่าจะให้มีประชาชนเข้ามา เปึ้นกรรมาธิการได้ไหม

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เรื่องนี้ เราตกลงกันไปแล้วนะครับ ก็เข้าใจว่า ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ยอมแล้วนะครับว่า ให้เปึน เฉพาะเรื่องไปแสดงความคิดเห็น เรื่องกรรมาธิการนั้น กรรมาธิการยกร่างได้แถลงแล้ว นะครับ ที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ อันนี้ร่างมาตามหลักการที่ตกลงกันแค่นั้นเองครับ ขอความกรุณาท่านพิเชียรครับ ถ้าเสนอหลักการใหม่ เดี๋ยวก็จะมีปัญหาเรื่องคำเรื่องอะไร ต่าง ๆ อีก

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ตามหลักการที่ตกลงกันไว้เดิมนะครับ มีท่านสมาชิกไม่เห็นด้วยมีไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

เห็นด้วยกับกรรมาธิการในมาตรา ๒๘๒ (๔) ที่แก้ไขนี้นะครับ เชิญท่านเลขาดำเนินการต่อ ครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึนมาตรา ๒๘๔ เกี่ยวกับให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่เปึนฝ์ายนิติบัญญัติ ชั่วคราวครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เชิญท่านกรรมาธิการอธิบายหน่อยครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ ในมาตรา ๒๘๔ ซึ่งเปึ้นเรื่องเกี่ยวกับรองรับ การปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเดิมกำหนดให้สิ้นสุดลงเมื่อมีการประชุม รัฐสภาครั้งแรก สิ่งที่กรรมาธิการเพิ่มเติมเข้ามา คือ ความในวรรคสองว่า กรณีที่ เมื่อถึงกําหนดที่จะต้องมีการประชุมรัฐสภาเปึนครั้งแรกเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจะต้องทําภายใน ๓๐ วัน นับจากมีการเลือกตั้งนั้น ยังไม่มีวุฒิสภา คือ การเลือกตั้ง หรือการสรรหายัง ไม่เสร็จสิ้นนั้น ก็จะไม่มีวุฒิสภาที่สามารถเป่ดประชุมรัฐสภาขึ้นได้ จึงได้อุดช่องว่างตรง นั้นโดยให้สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นยังคงอยู่ต่อ แต่เปลี่ยนหน้าที่ไปทําหน้าที่วุฒิสภา จนกว่าจะมีวุฒิสภาขึ้นเพื่อจะให้มี ๒ สภา ในการดําเนินกิจการตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ โดยรองรับว่า กิจการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ทำไปในช่วงเวลานั้น ถือเปึนการ ดําเนินการของวุฒิสภาโดยถูกต้องครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผมขอหารือ ที่ประชุมว่า อย่างมาตรา ๒๘๔ ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็ท่านเคยขอแขวนไว้ ตอนที่ ท่านแขวนไว้ ถ้าท่านดูจากที่ท่านแก้ไขมา คือ ร่างแรกก็ไม่ใช่อย่างนี้ ท่านแก้ไขมาอยู่ใน หนังสือเล่มใหญ่ และท่านก็มีวรรคอื่นที่กำลังเติม เติม เติมเข้ามาหลายวรรค และก็ฆ่าออก หลายวรรค เมื่อครั้งนั้นผมกําลังจะอภิปราย ท่านก็บอกว่า อันนี้ขอแขวนไว้ก่อน เสร็จแล้ว พอท่านทำเอกสารใหม่มา ไอ้ที่ท่านขีดเติม ที่ท่านฆ่า ท่านก็ไม่ใส่มาให้ผมด้วย ผมก็เลย นึกเอาว่า เอ๊ะ ท่านเติมแต่เพียงแค่วรรคสองเท่านั้น ผมก็จะไม่ได้ดูวรรคอื่นว่า ท่าน ท่าน วรรคสองพอใจไหม อย่างนี้ผมว่าไม่รอบคอบครับ แต่ถ้าท่านเทียบ ๒ อันนี่ ท่านจะเห็น เลย อันที่เปึ้นในหนังสือนี่ ท่านก็มีเติม เติมตั้งสามวรรคสี่วรรค์ และท่านก็มีแก้ไข ท่านประธานครับ ผมอ่านไม่ทันนะแบบนี้ ผมคิดไม่ทันท่านจริง ๆ ครับ เพราะว่าท่านมี หลายอันเหลือเกิน แล้วอันใหม่ท่านก็ไม่ยอมขีดเส้นให้ด้วย ฆ่าท่านก็ไม่ใส่มา ท่านใส่ไป เลย ผมก็ไปตีความว่าทุกอย่างผ่านเรียบร้อยดี ดูแต่ที่เติม แบบนี้ผิดพลาดได้นะครับ ผม เรียนนะครับ ผมหารือนะครับ แบบนี้ผมคิดไม่ทันจริง ๆ ผมว่าผม ไม่รู้นะ หรือว่าผมเปึน คนคิดช้าไม่รู้ ผมคิดว่าผมก็ไม่ช้านักนะครับ ทุกที่ผมตาม พยายามตาม วิ่งไล่อยู่นี่ แต่ท่าน ทำอย่างนี้กับผมไม่ได้ครับ ผมตายครับ ม้าเหนื่อยครับ แล้วดูไม่ได้ เพราะว่าท่านเล่น อันใหม่ ท่านก็ไม่ขีดอันเก่าให้ แล้วอันเก่าท่านก็ไปเปลี่ยนจากฉบับรับฟังประชาชน ผมก็ดู จากฉบับรับฟังประชาชน แล้วท่านก็แก้ แก้ แก้ สองแก้สามแก้ ท่านเปึ้นผมบ้าง ท่านตาย เหมือนกันนะครับ แล้วท่านให้ผมรับรอง รับรอง รับรอง ไป ท่านรับผิดชอบเองนะครับ ผม ไม่เอาด้วยหรอกครับแบบนี้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ไม่เปึนไรครับ เดี๋ยวค่อย ๆ ใจเย็น ๆ ท่านค่อยอธิบายนะครับ แล้วสงสัยตรงไหนก็ค่อยถาม นะครับ คือกลับไปแก้มันก็อย่างนี้ล่ะครับ เพราะมันมีหลายร่าง หลายชุด แต่สงสัย ตรงไหนก็ค่อยถามแล้วกันนะครับ มีท่านใดติดใจไหมครับ มาตรา ๒๘๔ กรรมาธิการ อธิบายแล้วนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่ติดใจนะครับ ถือว่า ที่ประชุมผ่านมาตรา ๒๘๔ ดังกล่าวนี้นะครับ เชิญท่านเลขา ดำเนินการต่อครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ท่านจะผ่าน ๒๘๔ หรือครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ก็ผมถามแล้วครับ ถ้าท่านจะเสนออะไรก็เสนอมาสิครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

โอ้โห ถ้าเปึ้นที่ประชุม ที่ประชุมเห็น ปัญหา ที่ผมพูดไหมครับ ท่านดูแผ่นใหม่ของท่าน ท่านแก้ แล้วก็ท่านเติมบอกว่า ท่านเติม วรรคสอง เราอ่านแต่วรรคสองเราก็ไม่เข้าใจ เพราะวรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า ท่านก็แก้มา จากร่างแรกอีกทีหนึ่ง แล้วเราจะไปทันได้อย่างไรครับ มาตรา ๙๑ ๙๒ ๙๕ ๙๖ ๑๐๑ ๑๐๔ เราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ (Computer) นี่ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าผ่านไม่ได้ครับ ผมจะขออนุญาตอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมคิดว่า เราคงต้องหยุดเถอะครับ ถ้าท่านไปอย่างนี้ ผมไม่รับผิดชอบนะครับ ผมก็พยายามช่วยท่านดู ไม่ได้อะไรเลย มีอะไรช่วยท่านตลอด นะครับ แต่ท่านต้องเห็นใจผมด้วย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อย่างนี้ได้ไหมครับ อาจารย์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ผมขอให้เราหยุดก่อนครับวันนี้ ต้องต่อพรุ่งนี้แล้วครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ครับ ขอดู ๒ ร่างไปพร้อม ๆ กันเลยดีไหม ก็เทียบกันดู อาจารย์ครับ ช่วยกันเร่ง เถอะครับ พรุ่งนี้เดี๋ยวก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไร เรายังมีเวลานี่นะครับ เราก็ใจเย็น ๆ เรา ก็ไม่ได้รีบร้อน เราก็ดูว่า ๒๘๔ ในร่างเดิมที่กรรมาธิการเขาเสนอมาล่าสุด กับร่างที่เสนอใน เล่มมานี่มันต่างกันอย่างไร ก็ค่อยดูไปก็ได้ แล้วให้กรรมาธิการอธิบายอีกรอบหนึ่ง แล้ว ค่อย ๆ ดูตาม แล้วสงสัยก็ถามดีกว่านะครับ อย่าเพิ่งเลิกเลยครับ ท่านอัชพรครับ เชิญครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา จะขอไปเปึ้นทีละวรรคนะครับ จะได้ดูด้วยความ รอบคอบ คือ ต้องขอประทานโทษท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านครับ เพราะเดิมนั้นเข้าใจว่า ถ้าทำอย่างที่เสนอมาใหม่ เพื่อให้ความชัดเจนว่า ตรงไหนที่ เพิ่มขึ้นมาจากร่างเดิมที่ไม่เคยมี ส่วนข้อความอื่นนั้น ถ้ายังขีดเส้นอยู่ เดี๋ยวเกรงว่าสมาชิกจะงงว่า อันไหนข้อความที่เพิ่งไป เติมใหม่ อันไหนข้อความเดิม ก็เลยขีดเฉพาะข้อความที่เติมมาใหม่ในครั้งนี้ที่จะเสนอขอ ความเห็นชอบ ทีนี้ถ้าเปึ้นเช่นนี้กระผมเองจะขออนุญาตเสนอเปึ้นแต่ละวรรคนะครับ เพื่อ ความรอบคอบ ในวรรคแรกนั้น เปึนข้อความซึ่งไม่ได้มีการแก้ไขนะครับ เปึนข้อความเดิม ที่เคยเสนอมาแต่ต้น ซึ่งกำหนดให้สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นทำหน้าที่รัฐสภา สภา ผู้แทนราษฎร และก็วุฒิสภา ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผมขอเสนอ อย่างนี้ได้ไหมครับ เนื่องจากมาตรานี้ท่านแก้เยอะเหลือเกิน ขอให้ทางเลขาธิการสภา ช่วยอ่าน แล้วเราก็ดูกันไป เพราะว่าทําตามที่เราเคยมีเหตุมาแล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นเรา จะไม่รอบคอบเลยครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ก็ได้ทั้งนั้นล่ะครับ เอาให้สมาชิกเข้าใจที่สุดนะครับ แล้วอย่างที่ท่านอัชพรพูดก็มีเหตุผล เพราะว่าร่างก่อนที่จะพิจารณามีตีเส้น พอเขาไปปรับแก้ใหม่ เขาก็ต้องตีเส้นเพิ่มจากที่เคย ทํามาอีก อย่างนั้นมันก็เส้นทับเส้นอีก มันก็จะสับสนนะครับ ก็อ่านร่างล่าสุดนะครับ ที่กรรมาธิการแก้ทีละวรรคได้ไหมครับ อาจารย์ครับ อาจารย์จรัสนะครับ เชิญท่านเลขา ครับ ค่อย ๆ ลำดับแล้วกันครับ เชิญครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒๘๔ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ทําหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนนราษฎร และวุฒิสภา ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเปึนครั้งแรก ตามมาตรา ๑๒๒

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

วรรคนี้ไม่มีการแก้ไขนะครับ ตรงกันกับร่างเดิมที่เคยเสนอมาแล้วนะครับ เชิญวรรคสอง ครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

วรรคสอง ในกรณีที่ปรากฏว่า เมื่อต้องมีการประชุมรัฐสภาเปึนครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๒ แล้ว แต่ยัง ไม่มีวุฒิสภา ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่วุฒิสภาต่อไปจนกว่าจะมีวุฒิสภา ตาม รัฐธรรมนูญนี้ และกิจการใดที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการในระหว่างเวลา ดังกล่าว ให้มีผลเปึนการดําเนินการของวุฒิสภา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

วรรคนี้นี่เพิ่มขึ้นใหม่นะครับ ท่านศิวะเชิญครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ ผมอยากให้ที่ประชุมได้พิจารณานิดหนึ่งว่า ในการที่เพิ่มเติมอันนี้ จะมีผลให้ วุฒิสมาชิกหรือวุฒิสภา ซึ่งสภานิติบัญญัติทําหน้าที่ มีสิทธิในการเลือกองค์กรอิสระ ในช่วงเวลานั้นด้วยใช่ไหมครับ มันจะกลายเปึนว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็เข้าไป ครอบงําองค์กรอิสระอีกเหมือนกัน ซึ่งไม่เปึ้นไปตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่า ควรจะมีการ ยกเว้นเรื่องของการเลือกองค์กรอิสระไว้ครับ มิฉะนั้นจะกลายเปึนองค์กรอิสระของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติไปครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านอาจารย์สมคิดครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ความจริงเรื่องนี้เมื่อเช้านี้กรรมาธิการยกร่าง ได้คุยกันไป แต่ยังไม่ได้ใส่ในตัวร่างนะครับ วุฒิสภานั้นมีอํานาจหน้าที่ทั้งหมด ๔ อย่าง ๑. กลั่นกรองกฎหมาย ๒. ตรวจสอบฝ์ายบริหาร ๓. แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ๔. คือ ถอดถอน เมื่อเช้านี้กรรมาธิการยกร่างหารือ ก็ตรงกับที่ท่านศิวะ เสนอนะครับว่า เรื่องการแต่งตั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น คงไม่ให้ สนช. ซึ่งทําหน้าที่ วุฒิสภาทําหน้าที่นี้นะครับ ความจริงจะเพิ่มอีกเรื่องหนึ่งด้วยครับ หารือท่านศิวะ และ หารือท่านสมาชิกสภาร่าง คือ เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาจะมีอำนาจหน้าที่ ๒ อย่างเท่านั้น ๑. ก็คือ กลั่นกรองกฎหมาย ๒. คือทำหน้าที่ ตรวจสอบนะครับ ตั้งกระทู้ถามอะไรว่าไป แต่อํานาจในการแต่งตั้งคน กับอํานาจถอดถอน คน ในช่วงเฉพาะกิจประมาณเดือนถึงสองเดือน สนช. ไม่น่าจะมีอํานาจนี้ได้นะครับ เห็นด้วยกับท่านศิวะครับ แต่ขอเพิ่มเรื่องถอดถอนด้วยนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

แล้วจะเขียนตรงไหนครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

เขียนในวรรคสอง ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

โดยท่านจะไปเขียนใหม่อีกหรือครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

หลักการตรงกันไหมครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ เขียนเลยได้ไหม ครับ เขียนเสียตอนนี้เลย ไม่อย่างนั้นแล้วเดี๋ยวพอกลับมาใหม่ผมงงอีก เพราะว่าตอนนี้ มันกระโดดด้วย เรื่อง ท่านต้องเห็นใจนะครับ เดี๋ยวมาหมวดนี้ ไปบทเฉพาะกาล ไปโน่น ไปนี่ เราตามไม่ทันหรอกครับ เขียนเลยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ พอจะทันไหมครับ ได้แล้วครับ ถ้าพร้อมเสนอถ้อยคำก็เชิญเลยครับ เดี๋ยวก่อนเสนอ ถ้อยคำ ท่านสมยศมีอะไรครับ ได้ไหมครับ เอาบัตรลงคะแนน อย่าเอาบัตรอื่นนะครับ เดี๋ยวบัตรเอทีเอ็ม (ATM – Automated Teller Machine Card) ใส่เข้าไป ยิ่งดึก ๆ อยู่ ท่านสมยศ ใช้ไม่ได้ก็ลองเปลี่ยนครับ

นายสมยศ สมวิวัฒน์ชัย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมยศ สมวิวัฒน์ชัย สสร. นะครับ ผมคิดว่า ช่วงระยะเวลาที่ยังไม่มี สว. ก็คงจะเปึ้นช่วง ระยะเวลาอันสั้นนะครับ ก็ไม่จําเปึนจะต้องเขียนไปในนี้ว่า ให้สภานิติบัญญัติทํางานแทน ไม่จําเปึนนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ระวังนะครับ ยังไม่รู้อนาคตนะครับ เวลาสรรหา บางทีเกิดเรื่องขึ้นมานี่ หลายเดือน นะครับ ท่านเลขาครับ อาจารย์อัชพรลองเสนอถ้อยคำดูนะครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

ครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ขออนุญาตเติมถ้อยคำอย่างนี้นะครับว่า คืออ่าน ถ้อยคําเต็มก่อนนะครับว่า ข้อความเดิม ในกรณีที่ปรากฏว่า เมื่อต้องมีการประชุมรัฐสภา เปึ้นครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๒ แล้ว แต่ยังไม่มีวุฒิสภา ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทําหน้าที่วุฒิสภาต่อไปจนกว่าจะมีวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ตรงนี้ขออนุญาตเติมว่า เว้นแต่การพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งและการถอดถอนจากตำแหน่งตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญนี้ แล้วต่อข้อความเดิมว่า และกิจการใดที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ ดําเนินการในระหว่างเวลาดังกล่าวให้มีผลเปึ้นการดําเนินการของวุฒิสภา ขออนุญาต อ่านเต็ม ๆ อีกครั้งหนึ่งครับว่า ในกรณีที่ปรากฏว่า เมื่อต้องมีการประชุมรัฐสภาเปึนครั้ง แรกตามมาตรา ๑๒๒ แล้ว แต่ยังไม่มีวุฒิสภา ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่ วุฒิสภาต่อไปจนกว่าจะมีวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ เว้นแต่การพิจารณาให้บุคคลดํารง ตำแหน่งและการถอดถอนจากตำแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ และกิจการใดที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการในระหว่างเวลาดังกล่าว ให้มีผลเปึนการดำเนินการ ของวุฒิสภา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ เดี๋ยวอาจารย์เจิมศักดิ์ เดี๋ยวครับ ท่านอัชพรครับ ถ้าจะไปใส่ตรง ให้สภา นิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่วุฒิสภาต่อไป เว้นแต่ ตรงทําหน้าที่ มันน่าจะติดกันไหม เว้นแต่ แล้วต่อไปนั้น จนกว่าจะมีวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ อะไรนี่นะครับ ผมว่าถ้อยคํา เรื่องการทำหน้าที่มันจะได้จบเปึนวรรค ๆ ของมันไป ก็ลองดูนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ครับ เมื่อกี้ท่านจะเสนออะไร เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

คือ หลังจากข้อความที่ท่านเติม นะครับ เพียงแค่ถ้อยคำ คำว่า และ นี่ อาจจะไม่ต้องมีได้ไหมครับ เปึนเว้นวรรคว่า กิจการ ใดที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดำเนินการในระหว่างเวลาดังกล่าว ได้ไหมครับ ต้องมี คำว่า และ หรือครับ พอท่านเติมแล้วนี่ ไม่ต้องมี และ ดีกว่ามั้งครับ จับเว้นวรรคเสีย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ไม่เปึ้นอะไรครับ เดี๋ยวกฤษฎีกาดูแล้วกันนะครับ และ ควรมี ไม่มี ขอให้เขาตัดสินใจ อีกรอบหนึ่งแล้วกันนะครับ อาจารย์สมคิดครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ในระหว่างที่หารือกัน นะครับ ขออนุญาตหารือท่านสมาชิกสภาร่าง กรรมาธิการไปดูแล้วอาจจะมีคำตกไป อีกคําหนึ่ง ในวรรคสองนั้นเขียนว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าเมื่อต้องมีการประชุมรัฐสภาเปึ้น ครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๒ แล้ว ความจริงเจตนารมณ์ คือ ต้องการว่า เปึนครั้งแรกตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่เปึนครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๒ ซึ่ง ๑๒๒ มันจะมีหลายครั้งนะครับ ได้นะครับ ก็ขออนุญาตไปเติมนิดหนึ่งได้ไหมครับ ว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าเมื่อต้องมีการ ประชุมรัฐสภาเปึนครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญนี้ ได้ไหมครับท่าน เดี๋ยวคํา ดูอีกทีได้ไหมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ดูอีกทีก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าใส่หรือไม่ใส่ มันก็รัฐธรรมนูญนี้อยู่แล้วครับ เพียงแต่ ช่วงเวลามันจะเกิดตอนไหนนะครับ พอแปรญัตติกรรมาธิการเต็มสภามันจะเปึนอย่างนี้ ครับ อาจารย์ศิวะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. ครับ ท่านประธานสภาครับ ผมมีความเปึนห่วงว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ ทางกรรมาธิการยกร่างไปนี่ เมื่อไปให้สภานิติบัญญัติทำหน้าที่ดูแลเรื่องกฎหมายนี้ มันจะตรงกับเจตนารมณ์ที่พวกเราพูดกันหรือเปล่า หรือที่เราร่างกันหรือเปล่า อาจจะถูก บิดเบือนให้เปลี่ยนแปลงไปก็ได้ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะให้มีการเขียนไว้ในนี้ ในเรื่อง เจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยครับ มิฉะนั้นถ้าเราปล่อยให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติเอาไปละเลงนี่ ขออภัย ขอถอนนะครับ ไม่ใช่คำว่า ละเลง นะครับ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเอาไปพิจารณานี่ มันอาจจะมีผลทำให้เปลี่ยนแปลง เจตนารมณ์ของเราได้ ผมอยากขอความเห็นกรรมาธิการยกร่างครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เดี๋ยวเจตนารมณ์คงมี ประการที่ ๑ นะครับ ประการที่ ๒ คงจะเปึนเรื่องของการตั้ง กรรมาธิการ ท่านศิวะครับ อย่างไรเดี๋ยวยกร่างคงต้องมีการไปตกลงกันนะครับว่า เปึ้นกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยนะครับ เอาตรงนี้ให้จบก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันพันตัวแล้วนะครับ พอจะได้ถ้อยคำไหมครับ ท่านอัชพรลองเสนออีกที ครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

ข้อความตอนต้นขอเปลี่ยนใหม่ด้วย นะครับว่า เปึน ในวาระเริ่มแรก หากปรากฏว่าเมื่อต้องมีการประชุมรัฐสภาเปึนครั้งแรก ตามมาตรา ๑๒๒ แล้ว แต่ยังไม่มีวุฒิสภา ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่วุฒิสภา ต่อไป อันนี้เติมนะครับว่า เว้นแต่การพิจารณาให้บุคคลดํารงตําแหน่งและการถอดถอน จากตําแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ แล้วก็วรรค จนกว่าจะมีวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญนี้ วรรค กิจการใดที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ดําเนินการในระหว่างเวลา ดังกล่าวให้มีผลเปึนการดําเนินการของวุฒิสภานะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ผมว่ามันต้องมี และ นะครับ มันก็ควรจะต้องมีนะครับ เพราะว่าอย่างนั้นมันเปึนประโยคที่ มันลอย ๆ อยู่นะครับ หรือไม่ก็เปึนส่วนไป ส่วนกิจการใด อะไรนี่นะครับ มันต้องมีคํามา เชื่อมต่อ ไปล่อย ๆ มันจะไม่ และ หรือ ส่วน ผมว่ามันก็ได้ทั้ง ๒ อัน แต่ไม่ใส่เลยนี่มัน กระโดดอย่างไร นะครับ ขอเปึน และ แล้วกันนะครับ ถ้อยคํา และ หรือ อะไรทั้งหลาย ให้ กฤษฎีการับผิดชอบนะครับ เขาร่างกฎหมายมานานแล้ว เราอย่าไปเถียงกับเขาเลยครับ ที่เสนอมานี่ พอจะรับกันได้ไหมครับ มีท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ไม่เห็นเปึนอย่างอื่น ถือว่า เปึนมติของสภาแห่งนี้ ผ่านนะครับ ไม่ทบทวนนะครับ เว้นไว้ แต่เปึ้นเรื่องจำเปึ้นจริง ๆ อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

วรรคสาม ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ต้องอ่านไหมครับ ต้องอ่านไหม มีท่านใดติดใจไหมครับ เปึนข้อความเดิมนะครับ ไม่ติดใจ นะครับ วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า ไม่มีท่านใดติดใจแล้วครับ ท่านพิเชียรครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

ท่านประธานครับ ผมติดใจในมาตรา ๙๕ นะครับ ในวรรคสี่ มิให้น้ำบทบัญญัติมาตรา ๙๑ ๙๒ และก็มาตรา ๙๕ ผมมาดู ในมาตรา ๙๕ ที่ท่านยกร่างได้กรุณาร่างขึ้นมาใหม่ ในหน้า ๓ ของเอกสารที่ท่านแจก ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิดหรือเปล่า คือ ท่านไปแก้จำนวนป้ให้มันยาวขึ้น จริงหรือเปล่าครับ ผมงงตรงนี้ เช่น มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดเปึนเวลาติดต่อกัน เดิมไม่น้อยกว่า ๑ ป้ ท่านแก้เปึนตั้ง ๕ ป้ ผ่านหมดแล้วใช่ไหมครับ แต่ว่าผมอาจจะไม่ได้อยู่ในที่ประชุมนะครับ ต้องกราบขออภัยว่า ทําไมท่านไปแก้ จาก ๑ ป้ เปึน ๕ ป้ ๒ ป้ เปึน ๕ ป้นี่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชียรครับ ในเมื่อท่านก็รับเองว่า ไม่อยู่ในที่ประชุม ก็อย่าให้มันไปมีปัญหาเลย นะครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

คือ ผมขออนุญาตเรียนถามสักนิดหนึ่ง เพราะว่ามันเกี่ยวพันอยู่ในมาตรา ๙๕ นี้ ในวรรคสี่ ผมคิดว่า มันยาวเกินไปครับท่าน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เขาเข้าใจกันทั้งสภาแล้วนะครับ เอาเถอะครับ

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ

คือ ท่านชี้แจงสั้น ๆ ให้ผมฟังสักนิดหนึ่ง เพื่อผมจะได้ไปอธิบายให้ท่านอื่นฟัง เพราะว่ามันขยายเยอะมาก

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านสงสัยมาถามข้างนอกแล้วกันนะครับ เพราะว่ามันผ่านไปหมดแล้วนะครับ อันนี้เขาก็ไม่ได้แปร ไม่ได้แก้

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ

ผมก็ตั้งข้อสังเกตไว้นะครับว่า มันยาว ขึ้นเยอะเลย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

มันยาวทุกมาตราแหละครับ อย่างนั้นต้องมาถามกันหมดนะครับ มีติดใจอีกไหมครับ มาตรา ๒๘๔ นะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ถือเปึนมติสภา ผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายจิเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อไปเปึน มาตรา ๒๘๕ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านอัชพร หรือท่านใดจะอธิบายเพิ่มครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรา ๒๘๕ คือ การกําหนดเวลาสิ้นสุด ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการห้าม กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดํารงตําแหน่งในทางการเมืองนะครับ ซึ่งเปึนข้อความที่ล้อ มาจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ เพื่อให้ตรงกัน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๘๕ นั้น ข้อความมีพิมพ์เกินมาครับ คือ ข้อความในบรรทัดที่ ๒ หลังจาก พุทธศักราช ๒๕๔๙ นั้น ขออนุญาตตัดคำว่า คงอยู่ปฏิบติหน้าที่ต่อไป ถึงคำว่า และให้ นะครับ อ่านได้ความว่า ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ สิ้นสุดลง เมื่อรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เดิมมาตรานี้กรรมาธิการไม่มีการแก้ไขนะครับ เพิ่งมาแก้ไขใหม่นะครับ ตามถ้อยคำ ดังกล่าวนี้ครับ ท่านอาจารย์สมชัยครับ เชิญครับ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ผม สมชัย ฤชุพันธุ์ ขออนุญาตเรียนถาม มาตรา ๒๘๕ วรรคแรกนี่นะครับ ซึ่งความเดิมจะมีคำว่า คงอยู่ ปฏิบัติหน้าที่ แล้วต่อไป แล้วก็ให้สิ้นสุดเมื่อรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ นะครับ ผมคิดว่า เมื่อตัดออกไปแล้ว ก็คงต้องการให้มีผลอย่างเดิม คือ คงอยู่ แล้วก็มาจบเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ มีผลใช้บังคับ ทีนี้ในแง่กฎหมายนี่นะครับ ขออนุญาตเรียนถามว่า ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ มีผลใช้บังคับนี่ ก็จะสิ้นสุดลง ทีนี้รัฐธรรมนูญนี้คงให้มีผลอะไรก่่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ มีผลใช้บังคับไม่ได้ คือ มาตรานี้จะมีผลก่อนวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับไม่ได้ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นการดํารงอยู่ หรือไม่ดํารงอยู่ หรือสิ้นสุดนี่ มันเปึนไปตาม กฎหมายอื่น คือ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ถ้ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ บอกว่า จบ สมมุติว่า เปึนวันที่ ๓๐ สิงหา แล้วรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๕ กันยา นี้ ช่วงเวลานั้นจะอยู่ได้อย่างไรครับ เพราะว่าผลของมาตรานี้ย่อมมีเมื่อวันที่รัฐธรรมนูญนี้มี ผลใช้บังคับ ขออนุญาตเรียนถามอย่างนี้ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

คือ ความจริงข้อความเดิม ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ในมาตรา ๓๑ นะครับ ใช้ว่า เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แล้ว นะครับ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทํา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๐ เสร็จแล้ว หรือเมื่อครบกำหนด ระยะเวลาตามมาตรา ๓๐ สุดแต่เวลาใดจะถึงก่อน ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเปึ้นอัน สิ้นสุดลง ซึ่งไม่ค่อยชัดเจนนักว่า ว่ายังมีข้อถกเถียงว่า แล้วสิ้นสุดกันเมื่อไรแน่ คราวนี้ ก็เลยเอามาเขียนเสียให้ชัดว่า สิ้นสุดลงเมื่อรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ ก็คือ เข้าเงื่อนไข เดียวกับของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ หมวด ๑ นั่นเอง นั่นหมายความว่า ก่อนที่รัฐธรรมนูญนี้ยังไม่ประกาศใช้ สภาร่างรัฐธรรมนูญและ คณะกรรมาธิการก็ยังไม่หมด เพราะว่าเงื่อนไขเดิมของรัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๙ นั้น ก็คือ เงื่อนไขเมื่อ พ้นเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญครับ ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับนั่นเอง อันนี้ก็เขียนรับกันเท่านั้นเองนะครับ คือตอนแรกว่า เขียนดูว่า ข้อความเดิมนั้นนะไม่ได้ เขียนชัด โดยโยนกลับไปสู่รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ ก็เห็นว่าแทนที่จะต้องกลับไปนั่ง อ่านรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ก็เอาข้อความของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ มาใส่ลงไว้ อย่างไรก็ ตาม ส่วนหนึ่งที่หายไป ก็คือ เงื่อนไขในมาตรา ๓๑ นั้น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทําร่างประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว แต่นั่งคํานวณวันกันแล้ว การจัดทำกฎหมายประกอบมั่นคงจะต้องเสร็จประมาณวันที่ ๒๐ สิ่งหา การทำประชามติ คือ ๑๙ สิ่งหา แล้วก็นําขึ้นทูลเกล้าฯ อีก เพราะฉะนั้นระยะเวลาจะเปึนระยะเวลาที่ ใกล้เคียงกันกับของเดิมนะครับ ถ้าอย่างนั้นเข้าใจว่าระยะเวลามันก็จะสอดรับกัน พอหลังจากรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ ก็จะเปึ้นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญใหม่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อาจารย์จรัสครับ แล้วก็ท่านศิวะครับ

ศาสตราจารย์จรัส สุวรรณมาลา

ท่านประธานครับ กระผมขอประทาน โทษ คือ ผมเข้าใจว่า การเขียนเงื่อนไขให้สภาร่างสิ้นสุดเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้นี่ มัน เหมือนกับ คือ สมมุติว่า สมมุตินะครับ ซึ่งเราคิดว่า มันจะไม่เปึน ก็คือ สมมุติว่า รัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านการลงประชามติ มันก็ประกาศใช้ไม่ได้ ทีนี้มันจะสิ้นสุดอย่างไร ทีนี้ถ้าเกิดเขียนอย่างนั้นครับ ขอประทานโทษครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คือถ้าไม่ผ่านมันก็สิ้นสุดตาม ฉบับชั่วคราวนี่ยังอยู่นะครับ ฉบับชั่วคราวนี้ยังอยู่ แต่ฉบับชั่วคราวนี่ มันมีเงื่อนไขหลายเงื่อนไขเหลือเกินนะ ไม่รู้จะยุติอย่างไรแน่นะครับ ถ้าประกาศแล้ว ก็อันนี้จะมีเงื่อนไขเดียวนะครับ ท่านศิวะครับ เชิญครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากที่ว่ามีมากนี่ ดูไม่ทัน ผมขออภัยจริง ๆ ครับ ๒๘๔ ผมขอย้อนกลับไปถามนิดเดียวครับว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

พี่ศิวะ เอาอย่างนี้ดีไหมครับ เอา ๘๕ ให้ผ่านก่อน พอผ่านแล้ว ท่านจะย้อนไปหน่อยดีกว่า อย่างนั้นมันกลับไปกลับมา

นายศิวะ แสงมณี

ผมขออนุญาตนิดเดียวเลยท่านประธาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวอนุญาตให้กลับไปนะครับ ๒๘๕ นี่ มีท่านใดยังติดใจไหมครับ ท่านอาจารย์วัชราครับ แล้วค่อยท่านอาจารย์จรัสครับ

นายวัชรา หงส์ประภัศร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ จะต้องนําไปทําประชามติ เพราะฉะนั้นมาตรานี้ถ้าคงอยู่แล้วมันจะเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันได้มากว่า ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี่ สภาร่างรัฐธรรมนูญยังมีอยู่ ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่หรืออย่างไร เพราะฉะนั้น ผมว่าไม่น่าที่จะเขียนเอาไว้ ให้เปึ้นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จะดีกว่าไหมครับ ไม่ต้องนํามาเขียนไว้เลยนะครับ มีแต่วรรคสอง วรรคหนึ่งไม่ต้องมี

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คือที่เรียนพี่วัชรา มันจะมีเงื่อนไข บางทีมันมีกฎหมายลูกใช่ไหมครับ กฎหมายประกอบ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่จะต้องให้เสร็จภายใน ๔๕ วันนี่ แล้วบางทีมันก็เขียนว่า อันไหน ถึงก่อน ถึงหลัง นี่นะครับ มันก็ตีความกันอยู่ หาข้อยุติไม่ชัดเจน ก็เลยเขียนตรงนี้เสียให้ชัด นะครับ จะได้ไม่ต้องไปมีปัญหา แค่นั้นเอง เท่าที่ผมเข้าใจนะครับ ท่านอาจารย์จรัญครับ เชิญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ วรรคหนึ่ง ผมคิดว่าน่าจะยุตินะครับ ส่วนวรรคสองนี่ ผมไม่มีอะไรครับ เรียนหารือว่าวรรคสองนี่ ความหมายก็คือ ห้ามไม่ให้กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดํารงตําแหน่งสมาชิก วุฒิสภาภายในสองป้ นับแต่วันที่พื้นจากตําแหน่งตามวรรคหนึ่ง นี่ครับ ผมขอว่า เขียน เขียนตรง ๆ อย่างนี้ชัด ๆ ได้ไหมครับ อย่าเขียนโยนไปอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวมันอาจจะมีคน ที่มาอ่านที่หลังแล้วก็หาไม่เจอ เดี๋ยวก็จะเกิดมีการรับสมัคร หรือคัดสรรคนอะไรผิดพลาด เขียนตรง ๆ เลยครับ ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาภายในสองป้ นับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่งตามวรรคหนึ่ง อันนี้ก็เปึนไปตาม เนื้อความเท่ากัน แต่วิธีเขียนเท่านั้นแหละครับ เขียนให้อ่านเข้าใจ หรืออ่านไม่เข้าใจนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เมื่อกี้ท่านสมยศย์กมือ แล้วก็อาจารย์หมอชูชัย เดี๋ยวนะครับ

นายสมยศ สมวิวัฒน์ชัย

ท่านประธานครับ ผม สมยศ สมวิวัฒน์ชัย สสร. นะครับ พอดีผมจะเสนอตรงกันกับที่อาจารย์จรัญได้พูดนะครับ คือ จะได้ไม่ต้องพลิก กลับไปอ่านในเล่มนี้นะครับ เพราะว่ายกของเก่าเข้ามาเลย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านเขียน ท่านเสนอไปแล้วนะครับ อาจารย์หมอครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการยกร่าง ผมได้สงวนความเห็นไว้ครับ เขียนให้ชัด ท่านอาจารย์จรัญเห็นด้วยครับ แต่ว่าอยากจะให้เพิ่มว่า เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วน ได้เสีย ห้ามมิให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเปึ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็ต่อนะครับ เติมไปอีก ผมคิดว่าแค่นี้คง ไม่พอสําหรับคนที่มามีส่วนได้ส่วนเสียในการกําหนดกฎกติกาของประเทศ ต่อไปว่า หรือ ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เปึนข้าราชการทางการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อื่นภายในสองป้ นับแต่พ้นจากตำแหน่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อันนี้เพื่อ ประกาศต่อสาธารณชนว่า คนที่เข้ามาทําหน้าที่ตรงนี้ เราไม่ประสงค์จะดํารงตําแหน่งใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตําแหน่งสําคัญมันก็คงมีอยู่แค่นี้แหละครับ อันนี้ก็ประกาศให้ชัดเจนออกไปเลย ว่า การเข้ามาทำตรงนี้นี่ เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่วน สสร. นี่ท่านก็ไม่ได้ นอกเหนือจาก คณะกรรมาธิการยกร่าง ท่านไม่ได้ไปลงรายละเอียด ไม่ได้ไปชะอำ ไม่ได้ไปบ้างแสน หรือ ไปทําอะไรต่าง ๆ ในทุกขั้นตอนเหมือนกับกรรมาธิการยกร่างครับ ผมคิดว่า อันนี้ก็จะทํา ให้คนที่สังคมดูอยู่ ตรวจอยู่ ก็จะทำให้เราสบายใจมากขึ้นนะครับ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ จริง ๆ มันก็ชัดแล้ว ความหมายมันตรงกันแล้ว คนทั้งประเทศเขา ผมว่าเขาน่าจะ เข้าใจแล้วนะครับ ท่านสุรชัยครับ เรื่องนิดเดียวครับ หลักการมันได้หมดแล้วครับ เพียงแต่ ถ้อยคําเอง แล้วเรามานั่งเถียงถ้อยคํากันนี่ครับ

ครับ คือตรงนี้ประชุมกันหลายที่แล้ว แล้วก็เปึนปัญหาอย่างที่ท่านสุรชัยพูด ผมขออนุญาต เรียนท่านสุรชัยอย่างนี้ครับ สิ่งที่ท่านสุรชัยอภิปรายนี่นะครับ ก็เคยไปถามท่านอาจารย์ มีชัย ท่านประธาน สนช. นี่นะครับ ท่านก็บอกว่าให้เสร็จภายใน ๔๕ วัน นั้นนะครับ ถ้าไม่ เสร็จนั้นคือพื้น ถ้าเสร็จแล้วนะครับ ก็ไปพ้นเมื่อประกาศมีผลใช้บังคับนะครับ ก็เปึ้นที่ เข้าใจกันนะครับว่า ไม่ใช่ว่า ๔๕ วัน ครบแล้วหลุดเลย ไม่ใช่นะครับ ถ้าหลุดก็ต่อเมื่อทํา ไม่เสร็จนะครับ ตรงนี้ก็ถามชัดเจน พูดในที่นี้ก็เพื่อบันทึกไว้ได้ เพราะไปถามกันไว้จริง นะครับ อาจารย์หมอครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ

ขอประทานโทษครับ ท่านประธานครับ ประเด็นวรรคสองนี่ ผมเพิ่มเติมจาก สส. สว. นะครับ คือ ไม่สามารถมาเปึ้นรัฐมนตรี หรือดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเท่าที่ท่านประธานสรุปนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อย่างไรนะครับ อาจารย์หมอครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ

เพิ่มเติมครับ เพิ่มเติมจากการที่ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ห้ามเฉพาะไม่ไปเปึน สว. สส. ครับ กระผมเห็นว่า ตรงนั้น ไม่น่าจะพอ ควรที่จะห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ยกร่างด้วยกัน ผมว่าพูดก็คงจะอึดอัดนะครับ ผมขออนุญาตพูดแทนก็แล้วกัน เอา เท่าที่พอสมควรนะครับ อาจารย์หมอครับ อย่าไปเกินมากกว่านี้เลยครับ รัฐธรรมนูญนี้ตัด สิทธิคนไปเยอะแยะแล้วนะครับ ผมว่าเอาตามสมควรดีกว่าครับ ขออนุญาตอย่างนั้น ดีกว่า

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ

กรรมาธิการยกร่างตัดสิทธิผู้คนไป เยอะแยะครับ ก็สมควรที่จะตัดสิทธิตัวเองบ้าง แล้วก็น่าจะให้สภาแห่งนี้เปึ้นคนชี้ขาดว่า จะเปึนอย่างไร

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ของอาจารย์หมอนี่แปรญัตติส่วนนี้ไว้หรือเปล่าครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ

ผมสงวนความเห็นไว้ครับ แต่เปึน มาตรา ๒๘๖ วรรคสอง แต่เปึนหลักการเดียวกันนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ถ้าอย่างนั้นมันก็คนละมาตรานะครับ ค่อยไปว่า ๒๘๖ ก็แล้วกัน จริง ๆ อย่างที่ผมเรียน นะครับ เอาตามสมควรนี่นะครับ รัฐธรรมนูญก็ผ่านได้

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ

ไม่ลองถามความเห็นของ สสร. ท่านอื่น หรือครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ถามก็ได้ครับ ถ้าท่านยังติดใจอยู่นะครับ แต่ผมคิดว่า อะไรที่มันเหมาะสมตาม สมควร เปึนสิ่งที่ดีที่สุดนะครับ แล้วหลักการนี้ คืออย่างนี้ครับ หลักการนี้เปึนหลักการตาม รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วทุกท่านนี่ครับ ผมไม่ได้แก้ตัวให้ยกร่างนะครับ ที่ท่าน เข้ามานี่นะครับ ยอมเข้ามานี่ ก็เพราะว่าเห็นหลักการเท่านี้ก็รับได้ พอเราไปเพิ่มนี่นะครับ เราก็บอก อ้าว ถ้าเขารู้อย่างนี้ก่อนหน้านี้ เขาอาจจะไม่อยากมากันก็ได้ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นหลักการนี้ทําให้คนนี่เข้ามานั่งตรงนี้ แต่พอเราไปใส่มากกว่านี้ ก็ไปเหมือนกับ บอกว่า อย่างนี้เข้ามาแล้วไปตัดสิทธิเพิ่มนะครับ มันก็ไม่เปึ้นธรรม พูดถึงนะครับ ผมว่า ตามสมควรดีที่สุดแล้วนะครับ ก็แล้วแต่ท่านอาจารย์หมอนะครับ ผมก็อธิบายเท่าที่ ผมคิดว่า ถ้ายกร่างพูดเองอาจจะพูดแล้วตะขิดตะขวงใจนะครับ แต่ผมดูแล้วว่า ในฐานะที่ ทําหน้าที่ ผมก็คิดว่า เงื่อนไขอะไรก็ตามที่ถ้ามันมีมาก่อน แล้วเขายอมรับได้ และเข้ามา นั่งนี่ โอ.เค. แต่ถ้ามาตัดสิทธิเฉพาะบางคน โดยเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อตัดสิทธิคนที่ที่เฉพาะ บุคคลนี่นะครับ ผมว่ามันก็ไม่ควร ใช่ไหมครับ ถูกไหมครับ ตอนนี้เรากําลังเขียนตัดสิทธิ ตั้งใจตัดสิทธิเลยนี่นะครับ มันต้องตัดสิทธิแบบตัดสิทธิคนทั่ว ๆ ไปอย่างนี้ ผมว่ามันน่าจะ ดีกว่านะครับ มันแล้วแต่เหตุผลนะครับ ก็อยู่ที่ท่าน ถ้าท่านสงวนไว้ เดี๋ยวก็ไปว่าตาม มาตรานั้นแล้วกันนะครับ มาตรานี้ยังติดใจอีกไหมครับ ๒๘๕ ยังติดใจหรือครับ อาจารย์กรรณิการ์

นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

ค่ะ เรียนท่านประธานค่ะ ไม่ได้ติดใจในส่วน ของกรรมาธิการยกร่างค่ะ แต่ติดใจในส่วนของ สสร. เราเองนะคะ ซึ่งในส่วนนี้ ถึงแม้ว่าจะ ไม่ได้บัญญัติเข้าไปในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ป้ ๒๕๔๙ ก็ตามนะคะ แต่ว่าตรงส่วนนี้ ก็เพียงแต่เปึนประเด็นปรึกษาหารือนะคะว่า แต่หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วย เพียงแต่จะ เรียนปรึกษา เพราะว่าเราก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ชนใดเขียนกฎหมายก็เพื่อชน ชั้นนั้นนะคะ ทีนี้ตรงนี้เปึนเจตนาของพวกเราส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่นะคะว่า เราก็ไม่ได้มี เจตนาในการที่จะไปเปึ้นตาม สส. หรือ สว. ถึงแม้จะไม่บัญญัติเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ก็ตามนะคะ แต่ว่าเข้าใจว่า สสร. เรา ในการทำงานครั้งนี้ ในการยกร่าง รัฐธรรมนูญครั้งนี้นี่ ก็ทํางาน มีข้อคิดเห็น หรือมีข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างมากทีเดียวนะคะ บางมาตราก็ทําให้เปลี่ยนแปลงของกรรมาธิการได้บ้างนะคะ ซึ่งก็ ถือว่า เปึ้นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียพอสมควร แต่บังเอิญในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ไม่ได้ บัญญัติเอาไว้นะคะ ก็คงเปึนประเด็นที่อยากจะฝากที่ประชุมแห่งนี้ให้ช่วยพิจารณา ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ฟังแล้วก็ยังฟังไม่ออกนะครับ อาจารย์จะเอาอย่างไรนะครับ ก็เอาเปึนว่าถ้าไปตัด สิทธิมาก ๆ เดี๋ยวอาจจะลามไปถึงกระทรวงสาธารณสุขนะครับ อาจารย์จรัญครับ ผ่าน แล้วนะครับ จะตอบหน่อยหรือครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ตอบนิดหนึ่งนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ ครับ ผมจำเปึ้นต้องเรียนขอเวลาท่านเพื่อนสมาชิกตรงนี้ นิดหนึ่ง เพราะว่าสป่ริต (Spirit) ของท่านกรรณิการ์ที่จะแสดงความบริสุทธิ์ใจนี่ ผมคิดว่า โดยส่วนตัวก็น่าชมเชยนะครับ แต่ว่าขอให้เรานึกถึงภารกิจ นึกถึงงานที่เราทำนี่นะครับ ท่านประธาน ไม่ใช่เปึนงานที่มาเสพสุขหรือเสวยสุข เสวยอำนาจเลย เราตรากตร่ำมาเปึน เวลาหลายเดือน แล้วก็ทำงานกันหามรุ่งห้ามค่ำ บางคนก็ล้มลงไปเลย อย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ ห้ามกรรมาธิการยกร่างสมัคร สส. สว. นี่ ก็มีเหตุผล เพราะว่าเราเปึน ใหญ่อยู่ในการยกร่าง เราเปึนใหญ่ในการเสนอร่างตามความหมายของคำว่า กรรมาธิการ นะครับ เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์อะไรในการทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คณะกรรมาธิการมี บทบาทมากที่จะร่างค่ายกลอะไรต่าง ๆ ได้ ที่ท่านห้ามเรานี่ถูกต้อง แต่ว่าเพื่อนสมาชิกอีก ๗๕ ท่าน นี่ บางท่านท่านเสียสละ ท่านไม่แข่ง ไม่สมัครเข้ามาเปึนกรรมาธิการยกร่าง เพราะท่านรู้ว่า ถ้าท่านเข้ามาทําตรงนี้แล้ว ท่านก็จะเสียโอกาสของท่านไป เราก็ได้ท่านมา ช่วยให้ความรู้ ให้ความเข้าใจอะไรกับเรา แล้วท่านก็ร่วมทำงานกับเราเต็มที่ ท่าน กรรณิการ์อย่าได้ไปถึงกับตัดสิทธิท่านเลยครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ มาตรา ๒๘๕ มีท่านใดติดใจไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ถือว่าผ่านเปึนมติที่ประชุมนะครับ เชิญท่านเลขาดำเนินการต่อครับ อ๋อ ครับ ท่านโทษ ครับ ๒๘๕ ผ่านนะครับ ๒๘๔ ท่านศิวะขอถามนะครับ มติไปแล้วนะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ครับ ขอถาม ผม ศิวะ แสงมณี สสร. ครับ คือผมถาม อีกนิดเดียวครับว่า สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาตินี่ เขาทําหน้าที่ทั้งวุฒิสภา สภา ผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญเราออกไปแล้วนี่ เขาแก้เราได้เลยทันทีไหมครับ เพราะเขาทํา หน้าที่ทั้ง ๒ สภา เขาใช้เสียงตามนี้ เขาแก้ของเราได้ทันทีหรือเปล่าครับ อันนี้ผมขอถาม

แล้วก็อันที่ ๒ ก็คือว่า ผมดูแล้วหลายเรื่องนี่ อย่างเช่นว่า การจะมีวุฒิสภา ได้นี่ กรรมการสรรหาหนึ่งในนั้นรู้สึกว่าจะต้องเปึนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทีนี้ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนี่ ในนี้บอกให้หาภายใน ๙๐ วัน ซึ่งกว่าจะหาได้ แสดง ว่าวุฒิชุดนี้ต้องอยู่ต่อไปอีก สมาชิก เปึนป้นะครับ ผมดูแล้ว เราจะต้องมีอะไรที่กําหนด กฎเกณฑ์ไหมครับว่า อย่าให้อยู่นานเกินเหตุนะครับ เพราะมิฉะนั้นมันจะกลายเปึนว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่เข้ามา ถ้าพูดว่า ครอบงำ ก็ไม่ถูกนะครับ แต่พูดไปแล้วก็ถือว่า พูดไปแล้วกันนะครับ อันนี้ผมก็กราบเรียนไว้เปึ้นเบื้องต้นเลยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านใดจะอธิบายครับ ท่านอาจารย์วิชาครับ

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่ เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ ครับ ก็ขอบคุณท่านศิวะนะครับ เรียกอาจารย์ได้นะครับ ท่าน เปึ้นห่วงเปึนใยว่า เดี๋ยวจะมีอำนาจมากเกินไปนะครับ สำหรับ สนช. นี่ ผมอยากจะเรียน ว่าเราเขียนล็อกไว้แล้วนะครับว่า มันเปึนกรณีตามมาตรา ๑๒๒ นะครับ คือกรณีที่จะเป่ด สภา ต้องเปึนรัฐสภานะครับ ท่านอาจารย์ที่เคารพครับ ฝากไปทางท่านผู้ว่าด้วยนะครับ ผม คือเราเขียนล็อกไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ ตามนี้ แล้วก็ต้องเลือกตั้งภายใน ๑๒๐ วัน ด้วยนะครับ ตามหลักของการเลือกตั้งวุฒิสภา เพราะฉะนั้นนี่ อํานาจในการทําอะไรนี่ก็ได้ เพิ่มเติมแล้วนะครับ ตามที่ท่านได้ทักท้วง ก็คือ เรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ นะครับ เรื่องการถอดถอนนี่ ไม่มีอำนาจใด ๆ นะครับ เราเขียนล็อกไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ ตามที่ข้อเสนอซึ่งปัจจุบันในขณะนี้นี่นะครับ เพราะฉะนั้นนี่เราต้องการให้การเป่ดสภาเปึนไปได้นะครับ เพื่อที่จะมีการเลือก นายกรัฐมนตรีนั่นเองแหละครับ ท่านพี่ที่เคารพครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านศิวะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ศิวะ นะครับ ผมก็ เข้าใจครับ แต่ว่าเนื่องจากเขาทําหน้าที่และประชุมรัฐสภาด้วยใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นผม ว่า เขาทําหน้าที่ทั้ง ๒ อย่างนี่ ผมเปึนห่วงว่า เพราะในรัฐธรรมนูญบอกการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี่ไม่จําเปึ้นเขียนไว้ตรงไหนครับที่บอกว่า จะต้องเปึ้นรัฐสภาครับ ท่านครับ ผม ขออนุญาตดู มาตราเท่าไรนะครับ คือ เผอิญเขียนหลายอันนะครับ ผมก็ตามไม่ทัน เพราะว่าอายุมากแล้วนะครับ ก็ขออภัยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ๆ อาจารย์จรัญครับ เชิญครับ

นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ หลักการในเรื่องที่จำเปึ้นที่จะต้องให้สภา นิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่เปึนวุฒิสภาอยู่ชั่วระยะสั้น ๆ ในวาระเริ่มแรกนี่ ก็เพื่อที่จะ ไม่ให้เกิดสุญญากาศของอํานาจรัฐในประเทศ ซึ่งจําเปึ้นนะครับ ยังต้องมีภารกิจอะไร อีกเยอะแยะในรัฐธรรมนูญของเรา ที่ฉุกเฉินขึ้นมานี่ วุฒิสภาจะต้องร่วมด้วยหลายอย่าง อย่าให้กระผมต้องลงรายละเอียดนะครับ ทีนี้ระยะสั้น ๆ นี่ ความกริ่งเกรงที่ว่า เดี๋ยวท่าน ฉวยโอกาสไปแก้รัฐธรรมนูญของเราเสียในช่วงเวลาสั้น ๆ ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้งนี่ ท่านครับ ทําไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ได้อยู่ในสมัยประชุมนะครับ สมัยประชุมครั้งแรกนี่ จะเริ่มต้นก็ต่อเมื่อมีการประชุมสภาครั้งแรกแล้วนะครับ ในวาระเริ่มแรกนี้ไม่เป่ดช่องให้ทำ อย่างนั้นได้แน่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ๆ อย่าไปกังวลเลยครับ เพราะช่วงนั้นก็จะมีสภาผู้แทนราษฎรเข้ามานะครับ เขาคง ไม่ใช่แก้ได้ง่าย ๆ นะครับ ก็ต้องใช้หนึ่งในห้า แล้วต้องพิจารณาครึ่งหนึ่งของทั้ง ๒ สภา นะครับ ผมว่าเวลาเราเหลือไม่มากนะครับ ผมอยากจะให้จบบทเฉพาะกาลนี่นะครับ ถ้าไม่ได้ติดขัดอะไร ก็อยากให้พิจารณาโดยรวดเร็วนะครับ ยังติดใจอยู่นะครับ ท่านศิวะ ครับ

นายศิวะ แสงมณี

คือ ผมเปึนห่วงครับ ศรีธนญชัยบ้านเรามีเยอะท่านครับ แล้วท่านก็ทราบนะครับ ว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่ทักท้วงเราเรื่องรัฐธรรมนูญมาเยอะ เพราะฉะนั้น ผมไม่ทราบ เขาอาจจะดีก็ได้ ผมไม่ทราบนะครับ แต่เรานี่มอง อาจจะมองใน แง่ร้ายไว้สักนิดหนึ่ง เขียนไว้หน่อยได้ไหมครับว่า ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ก็ต้องเขียน ครับ ท่านครับ ไม่ใช่ไม่ไว้วางใจครับ แต่เราวางใจเขาไม่ได้ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ไม่ให้เสนอญัตติอะไรได้ไหมครับ คือ โดยสภาพ ถามท่านอัชพรก็ได้ครับ โดยสภาพนี่เขา เสนอขอแก้ ขอเสนอญัตติแก้ไ็ขรัฐธรรมนูญได้ไหม

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

ถ้าดูตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่มี ข้อขัดข้องครับ เขาเสนอแก้ได้ แต่กราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญนี้เมื่อผ่านประชามติของ ประชาชนเห็นชอบร่างนี้แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยทันทีทันใดนั้น กระผมเข้าใจว่า คน แก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะต้องสู้กับประชาชน แต่ทีนี้ถ้าเขียนห้ามเลยนี่ ผมเองไม่ทราบ ก็ พยายามดูอย่างดีในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ไม่ทราบว่า เหตุการณ์ในช่วงสองสามวันข้างหน้า หรือต่อไปข้างหน้ามีเหตุการณ์อะไรที่จําเปึ้นจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้วิกฤติบางสิ่ง บางอย่าง ถ้าเราห้ามเสียเลยนี่ บางทีก็เกิดจุดตันเหมือนกันนะครับ แต่ผมเข้าใจว่า การปล่อยทิ้งไว้นั้น ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุอะไรเลย นั้น ผมเข้าใจว่า คงจะไม่มีการดำเนินการเช่นนั้นครับ แล้วระยะเวลาก็ค่อนข้างสั้น ประมาณ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

แล้วก็อย่างที่เรียนเรามีสภาผู้แทนราษฎรนี่นะครับ ชุดใหม่นี่เขาต้องคอยระวังอยู่แล้วครับ เข้ามาจากการเลือกตั้งนะครับ สนช. สภาเดียวแก้ไม่ได้หรอกครับ อ๋อ ท่านจะทำช่วงแรกนี้ เลยใช่ไหมครับ ใส่ไปให้สบายใจได้ไหมครับ ผมว่ามันไม่น่าขัดข้องนะครับ ก็ใส่ไปนะครับ ช่วงอาจจะเปึนสุญญากาศช่วงนี้นะครับ ได้นะครับ อาจารย์วิชาครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ถ้าใส่ว่า ไม่ให้ใช้ อำนาจตามมาตรา ๒๘๒ เท่านั้นก็จบแล้วครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ๆ ผมเสนออยู่แล้วครับ อาจารย์ครับ รับได้นะครับ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านอัชพร ครับ ตอบหน่อย เร็วเข้าครับ หลักการ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กำลังเขียนถ้อยคำ รับหลักการครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

รับหลักการนะครับ ถ้ารับแล้ว คงไม่ต้องอภิปรายประเด็นนี้แล้วนะครับ ขอบคุณอาจารย์ ศิวะนะครับ มาตราต่อไปเลยนะครับ เดี๋ยวถ้อยคำดูอีกทีหนึ่งครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายวิจักขณ์ นาควัชระ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ลำดับที่ ๒๕ มาตรา ๒๘๗ และมาตรา ๒๘๗/๑ กําหนดเวลาเลือกตั้ง และวาระของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านกรรมาธิการครับ อธิบายหน่อยครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

ความจริงขออนุญาต ๒๘๗ ก่อน นะครับ ๒๘๗/๑ ไม่ได้เกี่ยวกัน เพียงแต่เอามาพิมพ์ใกล้กันเท่านั้นเอง มาตรา ๒๘๗ หลักการก็คือ เดิมนั้นให้มีการเลือกตั้งทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาภายใน ๙๐ วัน แต่ หลังจากนั้นได้ทราบจากทาง กกต. ว่า คงจะไม่สามารถทำพร้อมกันไปได้ เลือกตั้งระหว่าง สส. กับ สว.คงจะต้องมีระยะเวลาเหลื่อมล้ำกัน ก็เลยกําหนดใหม่เปึนว่า สำหรับ สภาผู้แทนราษฎรนั้นให้เสร็จภายใน ๙๐ วัน แต่สําหรับสมาชิกวุฒิสภานั้นให้ดําเนินการ ให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เพื่อให้มีระยะเวลาที่พอควรทำได้นะครับ ในวรรคสุดท้ายก็มีการ แก้ เนื่องจากว่า ทางสภาได้มีการแก้ไขมาตรา ๙๕ โดยกําหนดระยะเวลาการมีถิ่นที่อยู่ ยาวขึ้น แต่เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือเลือกตั้งขึ้นในคราวนี้ ก็กำหนด ว่า ระยะเวลาตามมาตรา ๙๕ นั้น ยังคงเปึนไปตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ๆ ก็คือมีถิ่นที่อยู่ เพียง ๑ ป้ หรือมีกรณีอื่น เช่น การศึกษาก็เพียง ๒ ป้ ซึ่งจะเปึนไปตามเดิมเพื่อ ไม่ให้กระทบสิทธิของบุคคลที่ไม่ทราบเรื่องเงื่อนไขนี้มาก่อนครับ เฉพาะมาตรา ๒๘๗ ก่อนครับท่าน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เดี๋ยวให้ท่านสมเกียรติบ้างครับ ท่านสมเกียรติครับ เชิญครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ครับ ก็ใคร่สงสัยว่า เหตุไฉนมาตรา ๒๘๗ วรรคสุดท้ายนะครับในวาระ เริ่มแรก ห้ามมิให้ผู้เคยเปึนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้รับเลือกตั้งเปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดํารงตําแหน่งเปึนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะมีการ สรรหาเปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ และมิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ วรรคสอง มา ใช้บังคับกับผู้เคยเปึ้นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้รับเลือกตั้งครั้งสุดท้ายตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ตัดเพราะอะไรครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ อย่างที่ผมกราบ เรียนที่ประชุมนะครับ มาตรานี้นี่ก็เปึนมาตราที่ท่านดูของเก่า ท่านแขวนไว้ตั้งแต่ต้นเลย แล้วยังไม่ได้เคยพูดกัน แล้วเดิมนี่ท่านจะมีแก้ มีเติม และเที่ยวนี้ท่านก็ไปทำใหม่ เหมือน มาตราที่ผมตั้งข้อสังเกตเมื่อกี้นี้ ขออ่านทีละวรรคครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เพื่อพิจารณาให้เข้าใจมากขึ้นนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ อ่านวรรคแรกก่อนครับ

นายวิจักขณ์ นาควัชระ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๒๘๗ ให้ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้ว เสร็จภายในเก้าสิบวัน และให้ดําเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ให้ แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ทั้งนี้ นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๘๖ มีผลใช้บังคับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เมื่อกี้ท่านอ่านบอก และให้ดำเนินการให้ได้มานี่ ให้ มันเกินมาตัวหนึ่งครับ อันไหนถูก ครับ ตรงที่ขีดเส้นน่ะครับ และดำเนินการมั้งครับ ตามร่างนะครับ เมื่อกี้ท่านอ่าน และให้ ดําเนินการ

นายวิจักขณ์ นาควัชระ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

และ ดำเนินการให้ได้มา ครับผม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านกรรมาธิการครับ ท่านจะอธิบายไหม วรรคหนึ่งครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ที่วรรคหนึ่งที่แก้ไขอย่างที่กราบเรียนแล้ว ว่า เดิมนั้นให้เลือกตั้งทั้ง สส. และ สว. นั้น เสร็จพร้อมกันภายใน ๙๐ วัน แต่เมื่อมาดู ข้อเท็จจริง ดูรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับ สว. นะครับ ก็เห็นว่า และการดําเนินการจริงของ กกต. นั้น ไม่สามารถที่จะดําเนินการเลือกทั้ง สส. สว. ไปพร้อมกันได้ จำเปึนต้องใช้เวลาเหลื่อมล้ำกัน ก็ขยายเวลาของ สว. ไปอีกเดือนหนึ่ง นะครับ สส. ก็ยัง ๙๐ วัน อย่างเดิม แต่ สว. ต้องทำให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ขอเหตุผลว่าทําไม สว. นี่ต้องเลือกดําเนินการ จะเลือกด้วย สรรหาด้วย ต้องมากกว่า ๓๐ วัน แล้วทําไม นับแต่วันพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๘๖ มีผลใช้บังคับ ทำไมต้อง ไปนับจากวันพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ แล้วพระราชบัญญัตินี้นี่คิดว่า มันจะออกเมื่อไร เพราะว่าถ้าพระราชบัญญัตินี้ช้า มันก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยทีนี้ อันนี้มันจะ ออกเมื่อไร มันมีเงื่อนเวลาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นพวกผมดูแล้ว ก็เลยไปเป่ดเลย ว่าง ๆ โดยไม่ค่อยเข้าใจ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เชิญกรรมาธิการครับ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ทาง สสร. จะออกนะครับ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน นับแต่กรรมาธิการ หรือสภาร่างนี้ส่งไปให้นะครับ ซึ่งตามระยะเวลาที่ได้หารือกันนี่นะครับ ก็คิดว่า วันอาทิตย์ ที่ ๑๙ สิงหา จะเปึนวันออกเสียงประชามตินะครับ ในวันนั้นนี่ คืนนั้นนี่ เราคงทราบผล แล้วนะครับ ว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านนะครับ พอรัฐธรรมนูญผ่านแล้วนะครับ รู้แล้วว่าเงื่อนไขต่าง ๆ การเลือกตั้ง สส. สว. เปึ้นอะไรนะครับ เราทางสภาร่าง หรือกรรมาธิการนี่ก็คงจะส่งกฎหมายลูกให้ สนช. พิจารณานะครับ ก็คงจะเปึนประมาณ วันที่ ๒๐ สิงหา จากวันที่ ๒๐ สิงหา ไปนี่ สนช. มีเวลาพิจารณา ๔๕ วัน นะครับ ก็คงจะ แล้วเสร็จประมาณไม่เกินวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๙ นะครับ ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่ ทําไม่เสร็จภายใน ๔๕ วันตามร่างรัฐธรรมนูญของเรานี่ ก็กําหนดให้ประธาน สนช. นี่นําร่างของกรรมาธิการนี่ประกาศใช้ไปนะครับ แล้วก็ให้ทาง กกต. จัดการเลือกตั้งไป ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน ฉะนั้นกฎหมายลูกของ สนช. ออกนี่ก็คงจะประมาณน่าจะ ไม่เกินวันที่ ๕ ตุลา ๒๕๕๐ นะครับ ทีนี้ในการเลือกตั้ง สส. สว. ที่ผ่านมานี่นะครับ ทางกรรมการการเลือกตั้งจะจัดเลือกตั้ง สส. ก่อนนะครับ เราจะจัดเลือกตั้ง สว. ตามหลังนะครับ เหตุที่ไม่จัดเลือกตั้ง สว. พร้อม สส. นี่ ได้สอบถาม แล้วก็ได้ศึกษาทาง ปฏิบัติมาแล้วนี่นะครับ ในครั้งที่แล้วนี่ได้มีการเลือก สส. เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ นะครับ ที่มีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยให้เลิกไปนี่นะครับ แล้วก็มีการเลือก สว. วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๙ จะห่างกันประมาณ ๑๖ วัน นะครับ เหตุที่ไม่เลือก สว. พร้อมกับ สส. นี่นะครับ เนื่องจากว่า มันจะเกิดสับสนในทางปฏิบัติค่อนข้างมากนะครับ เพราะว่าประชาชนเองนี่ก็ยังสับสนเหมือนกันว่า เอ๊ะ เลือก สส. สว. ใครสมัครบ้าง อะไร ปัายต่าง ๆ ก็จะสับสนกันไปหมด แล้วก็ในการจัดการเลือกตั้ง สว. นี่ ถึงจะเปึนวันเดียวกัน ก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่คนละชุด ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้งคนละชุดนะครับ และที่สำคัญนี่ ก็ที่คุย กันนี่นะครับ ในคราวนี้นี่นะครับ ถ้าให้ สว. เลือกพร้อม สส. นี่นะครับ สว. คราวนี้ก็หาเสียง ได้ด้วยใช่ไหมครับ ไปเลือกพร้อม สส. ก็จะมีปัญหาเรื่องการอาศัยฐานเสียงของ สส. ค่อนข้างเยอะ เมื่อกี้ผมนั่งอยู่ข้างล่าง ก็มีคนบอกว่าก็พ่วงไปเลย ก็เลือก สส. และก็พ่วง สว. ไปด้วย แล้วมาขอเงิน สว. เปึนเงินทุนด้วยสัก ๕ ล้าน ๑๐ ล้าน แล้วก็ช่วยไปด้วย อะไรทั้งหลาย ก็คุยหารือกันทางเจ้าหน้าที่ปฏิบัติแล้ว แล้วที่ผ่านมานี่ก็จะเลือกคนละวัน ครับ เพราะฉะนั้นนี่ถึงต้องขยายระยะเวลาในการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกนี่นะครับ เปึน ๑๒๐ วัน นะครับ แล้วก็ในระหว่างนี้มันอาจจะมีช่วงเวลาซึ่งเป่ดสภาตามมาตรา ๑๒๒ ถึงต้องให้ สนช. มาทําหน้าที่วุฒิสภาเปึนการชั่วคราวในระหว่างนั้นครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านอาจารย์พิเชียรครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

ขอออนุญาตเรียนถามสั้น ๆ ครับ ว่า ทาง กกต. นี่ได้กำหนดกระบวนการสรรหา สว. ขึ้นมาเรียบร้อยแล้วหรือยัง และกระบวนการสรรหา สว. ที่ว่าอีก ๗๔ ท่าน นี่ ตามกลุ่มวิชาชีพนี่ มันจะใช้ระยะเวลา ประมาณสักเท่าไรครับ มันจะยาว หรือสั้นประการใดนะครับ ตรงนี้อยากจะขออนุญาตเรียนถามหน่อยครับ แล้วท่านจะประกาศหลักเกณฑ์นี้ออกมาได้ เมื่อไรครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ อาจารย์ประพันธ์ครับ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ ในการสรรหาวุฒิสมาชิกนี่นะครับ จากกลุ่ม วิชาชีพต่าง ๆ นี่นะครับ ก็คงอยู่ในกฎหมายลูกที่กำลังยกร่าง คือ กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. นะครับ ซึ่งในตอนนี้นี่ เรา ประชุมคณะอนุกรรมาธิการยกร่างไป ๒ ครั้งนะครับ ก็หารือเรื่องการสรรหานี่ค่อนข้างมาก นะครับ เพราะว่าองค์กรต่าง ๆ นี่ก็มีเยอะมาก ตอนนี้ก็แค่รวบรวมรายชื่อองค์กรนี่ก็หน้า เปึ้นหลายสิบหน้า เปึ้นสิบหน้านะครับ พูดง่าย ๆ นะครับ แล้วจะต้องไปกําหนดใน รายละเอียดด้วยว่า แต่ละองค์กรนี่จะต้องส่งคนมาอย่างไร จะสรรหาอย่างไร ต้องรอ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอันนี้ให้เสร็จก่อนนะครับ ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการพิจารณา อยู่นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ วรรคหนึ่ง มีท่านใดติดใจอีกไหมครับ ไม่มีนะครับ ท่านศิวะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานครับ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ ที่ท่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านประพันธ์บอกว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องพิจารณา ให้เสร็จภายใน ๔๕ วัน ใช่ไหมครับ แล้วถ้าเขาพิจารณาไม่เสร็จล่ะครับ จะเปึ้นเหตุให้การ เลือกตั้งก็ยืดไปเรื่อย ๆ แล้วกําหนดการเลือกตั้งนี่นะครับ เรากําหนดยาวไปนะครับ ผม คิดว่า ที่จริงการเลือก สว. สส. นี่ ด้วยความสัตย์จริงนะครับ ทำพร้อมกันยังได้เลยครับ เพราะว่าประชาชนจะไม่ต้องมาหลายครั้ง ค่าใช้จ่ายก็ประหยัดกว่าเยอะนะครับ แล้ว ประชาชนก็เรียกร้องอะไรก็ลําบาก เพราะมันมาร่วมกันทีเดียว แต่ว่าจะซื้อเบียร์ (Beer) แถมเหล้าอะไรก็คงไม่ได้ หรือซื้อเหล้าแถมเบียร์ก็ไม่ได้นะครับ ผมคิดว่า ควรจะภายใน ๙๐ วัน ทั้ง ๒ ชนิดนะครับ ถ้าทรรศนะผมนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านกรรมาธิการจะตอบอะไรไหมครับ มีท่านใดจะถามเพิ่มไหมครับ นะครับ ถามให้ หมดเลยดีกว่านะครับ ไม่มีแล้วครับ เชิญท่านกรรมาธิการครับ

รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม วุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการครับ ต่อข้อความเห็นของท่านสมาชิกที่ เกี่ยวกับเรื่องของการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา พร้อมกัน ใน ๙๐ วัน นี่นะครับ ในทางปฏิบัตินี่ ผมเรียนว่า ได้หารือกันมากพอสมควรนะครับ ใน ระหว่างผู้ปฏิบัติเอง คือ ทาง กกต. และเจ้าหน้าที่นะครับ ผมเองในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการจัดทำร่างกฎหมายประกอบว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งและการได้มาซึ่ง สว. นี่ ก็เรียนว่า กระบวนการทั้งหมดนี่ หากทำพร้อมกันนี่จะมีปัญหาเรื่องความสับสนของ พี่น้องประชาชนมากพอสมควรนะครับ ในการเลือกวันเดียวกัน แล้วก็ไม่ได้มีการ ไม่ได้ ช่วยประหยัดอะไรนะครับ เพราะว่าโดยหลักแล้ว ก็คือ ใช้เท่ากับเลือก ๒ ครั้งเหมือนกัน นะครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นปัญหานี้ก็จะทําให้เกิด ถ้าเกิดมันมีความเสียหายหรือมี ข้อครหา เช่น บัตรเสียมาก แล้วมันก็จะทำให้เกิดปัญหาในแง่ของการปฏิบัติ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกระบวนการของการสรรหานะครับ เราเชื่อว่า อาจจะมีปัญหาในแง่ของการ ร้องเรียน เรื่องอะไรอีกเยอะ ก็จึงบอกว่า กำหนดเอาไว้ระยะห่างกัน เนื่องจากเรามาแก้ เงื่อนไขของการเป่ดรัฐสภา ในมาตรา ๑๒๒ ให้ได้แล้วด้วย การให้ สนช. มาทําหน้าที่ วุฒิสภาไปก่อนนะครับ ก็เรียนด้วยความเคารพครับว่า ได้พิจารณาค่อนข้างละเอียด แล้วก็พิจารณาในความเปึนไปได้ของฝ์ายปฏิบัติเองนะครับ คือ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดนี่ นะครับ ก็เห็นว่า ถ้าการเลือกพร้อมกันนี่ น่าจะมีผลเสีย ข้อห่วงใยนี่ มากกว่าการที่จะ เลือกห่างกันนะครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็ได้นําข้อมูลชุดนี้ครับมาแจ้ง กรรมาธิการ จึงกำหนดรายละเอียดของความแตกต่างระหว่าง ๙๐ วัน กับ ๑๒๐ วัน ที่ได้ กราบเรียนท่านสมาชิกครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ วรรคหนึ่ง มีท่านใดติดใจอีกไหมครับ ท่านการุณหรือครับ

นายการุณ ใสงาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. นะครับ วรรคหนึ่งนี้บอกว่า เพิ่มเติมบอกว่านะครับ ให้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ผมเกรงว่าจะทําไม่ได้ และจะทําไม่ทัน สาเหตุครับ เพราะกรรมาธิการยกร่างท่านไม่ สามารถทำการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการสรรหาได้ ถ้าท่านทำ ก็แสดงว่า ท่านทำผิดไปจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา ๓๐ วรรคแรก เพราะมาตรา ๓๐ วรรคแรก บอกว่า เมื่อจัดทํารัฐธรรมนูญเสร็จ ตามมาตรา ๒๙ คือ เรา ประชามติเรียบร้อย ลงผ่านกันเรียบร้อยแล้ว ตามมาตรา ๒๙ บอกว่า ให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างดำเนินการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ท่านดูชัด ๆ ครับ ท่านช่วยกันดู หน่อยครับ เฉพาะที่จำเปึน เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน สี่สิบห้าวัน ตรงนี้แหละครับ ท่านจะไม่สามารถเขียนเรื่องการสรรหาได้ ท่านจะเขียนได้ เฉพาะเรื่อง สว. เลือกตั้ง ต่อจากนั้นท่านต้องให้ สนช. แก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยเรื่อง กระบวนการสรรหา มันถึงจะทําได้ เพราะกรรมาธิการยกร่างท่านไปเขียนเรื่องการสรรหา ไม่ได้ ที่สําคัญมันจะหนักสาหัสไปตรงที่ว่า ถ้าท่านไม่สามารถทําการเขียนเรื่องสรรหาได้ สว. ของท่านก็จะไม่ครบองค์ กลายเปึน สว. มีเฉพาะแต่การเลือกตั้ง สรรหา ๗๔ คน ทำไม่ได้ ท่านอาจจะบอกว่า สว. ที่ได้มาจากการเลือกตั้งยังไม่ครบองค์ คือ ไม่ถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ทําหน้าที่ไม่ได้ ก็ให้ สนช. นั่นแหละทำหน้าที่ สว. แต่มันความหมายก็คือ กลายเปึนว่าร่างรัฐธรรมนูญของท่านจะกลายเปึ้นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่แล้วเสร็จ เพราะเปึ้น ร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถไปทําอะไรให้ครบถ้วนได้ ประเด็นเรื่องนี้กลายว่าจะเปึนการ ไปตีความ ไปวินิจฉัย ไปวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ท่านดูดี ๆ นะครับ รัฐธรรมนูญ ชั่วคราว มาตรา ๓๐ ช่วยกันดูดี ๆ หน่อยครับ อันนี้ให้ทำเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งนะท่าน แล้วกรณีที่ท่านกรรมาธิการจรัญท่านไปเอาวรรคสอง ในเรื่องการดำรงตำแหน่ง สว. เพื่อจะไปอธิบายวรรคหนึ่ง กรณีเรื่องเลือกตั้ง ผมว่าไม่พอครับ วรรคสองนั้นเขาเขียน คนละอย่างนะท่าน ท่านดูวรรคสอง ของมาตรา ๓๐ มันเปึนวรรคสองแห่งการเขียน เงื่อนไขเพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ส่วนได้เสียของพวกท่านไง ของกรรมาธิการ ยกร่างที่พูดกันไปเมื่อครู่นี้ เพื่อประโยชน์ ดูช้า ๆ ท่าน เพื่อประโยชน์แห่งการขจัด ส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมาธิการยกร่าง ท่าน ๓๕ คน นะครับ ไปสมัคร สส. หรือดํารง ตําแหน่ง สว. ความหมายเพียงแค่ คําว่า ดํารงตําแหน่ง สว. ไม่ใช่หมายความว่า ไปแต่งตั้งก็ได้ ไปสรรหาก็ได้ ไม่ใช่ ยกไปอธิบายวรรคที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้ง ไม่ได้ครับ ผมเกรงว่าเราจะทําอะไรผิดพลาดลึกลงไป และเวลาก็ใกล้จะหมดแล้วด้วย ท้ายที่สุดท่านจะถอยกลับมาไม่ทัน แล้วสุดท้ายก็คือ เขียนรัฐธรรมนูญกันไม่เสร็จ ประชาชนก็จะโห่ฮิ้ว บอกว่านั่น สสร. ทำรัฐธรรมนูญไม่เสร็จ ขอบคุณครับ เตือนไว้นะ เตือนไว้ เตือนไว้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านใดจะชี้แจงครับ เชิญครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงดังนี้ นะครับ ว่า ในความเข้าใจของคณะกรรมาธิการนั้น เปึ้นอย่างที่ท่านอาจารย์จรัญได้กรุณา ชี้แจงไปแล้วนะครับว่า ในมาตรา ๓๐ กำหนดเพียงแต่ว่า ให้เปึนหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะต้องยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเปึ้นเกี่ยวกับการเลือกตั้งนะครับ เปึนหน้าที่ที่ รัฐธรรมนูญกําหนด แต่ว่ารัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กําหนด หรือห้ามไปว่า คณะกรรมาธิการจะ ทำอย่างอื่นในระหว่างนั้น หรือเสนอความคิด ความเห็น หรือเสนอกฎหมายเปึนประการ อื่นที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นไม่ได้ ก็ไม่ได้กําหนดดังนั้น แล้วที่ตีความ วรรคสองมาเปรียบเทียบนั้น ก็ตีความในเชิงเปรียบเทียบว่า วรรคสองนั้นก็ไม่ได้บังคับว่า รัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นนั้นจะต้องมีแต่ระบบเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะการห้าม กรรมาธิการนั้น ห้ามทั้งเลือกตั้ง ห้ามทั้งการดํารงตําแหน่ง ซึ่งสื่อให้เห็นว่า ก็สุดแล้วแต่ว่า รัฐธรรมนูญนั้นจะเขียนอะไรไป แต่การจะเปึนอย่างไรก็ตามนั้น ทางคณะกรรมาธิการ คิดว่า หลังจากที่ทํารัฐธรรมนูญเสร็จ นําเสนอประชามติ แล้วก็มีการทูลเกล้าฯ จนลง พระปรมาภิไธยประกาศใช้บังคับเปึ้นรัฐธรรมนูญแล้ว บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ ทำขึ้นใหม่นั้น ก็จะล้างบทบัญญัติเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีอยู่ ตามบทบัญญัติของ ๒๕๔๙ ออกทั้งหมด แล้วก็จะใช้เงื่อนไขที่มาบัญญัติอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนั้นแทน ก็คือ การพิจารณากฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายที่ เกี่ยวข้อง ให้เปึ้นไปตามเนื้อหาของบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญนั้นต่อไปนะครับ ดังนั้น ก็เข้าใจว่า ถึงแม้ว่าจะเปึนอย่างไรก็ตามนั้น โดยที่คราวนี้มันเปึนการทํารัฐธรรมนูญ เหมือนกัน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มา และมีเจตจำนงที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเดิมของ รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ๒๕๔๙ นะครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นี่ประกาศใช้ มันก็เปึ้นไป ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เงื่อนไขที่พูดต่าง ๆ ใน ๒๕๔๙ มันไม่มีอยู่อีกต่อไปอีกแล้ว นะครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงเข้าใจว่า ก็สามารถเดินหน้าหรือดำเนินการต่อไป ในลักษณะที่ทำมาได้ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านอาจารย์พิเชียรยังมีหรือครับ ท่านสมเกียรติยังมีหรือครับ โอ้โห นี่ยาวมาก ๆ แล้วนะครับ นี่ครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

สั้น ๆ ครับ สั้น ๆ นิดเดียวครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อภิปรายกันไม่จบหรือครับ

นายพิเชียร อํานาจวรประเสริฐ

ขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียว ครับ ผม พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ สสร. นะครับ ได้ฟังคำอภิปรายของท่านการุณนี่ กระผมคิดว่า ในบรรทัดที่ ๓ ของมาตรา ๓๐ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี่ ถ้าท่านดู ให้ดีนะครับ เขาเขียนว่า ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี่ดําเนินการยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเปึน เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการ เลือกตั้งนะครับ อันนี้ขออนุญาตเรียนถามท่านกรรมาธิการยกร่างนะครับ โดยเฉพาะ ท่านประพันธ์นี่ ว่า เราจะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี่ ที่ว่าด้วยเรื่องการ สรรหา สว. นี่ ลงไป มันจะอยู่ในกรอบอันนี้ได้หรือเปล่า และถูกต้องไหม ถ้าถูกต้องก็น่าจะ ไม่มีปัญหา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการเขาตอบแล้วครับ ท่านก็ถามประโยคเดียวกับท่านการุณนะครับ ท่าน สมเกียรติครับ เชิญครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ นะครับ สสร. ครับ ก็คำถามเดิมครับ ท่านกรรมาธิการยังไม่ตอบผมเลยครับ ๒๘๗ นะครับ วรรคที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ครับ ในวาระเริ่มแรก ห้ามมิให้ นี่ครับ ตัดไปยัง ไม่ตอบเลยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสมเกียรติครับ ยังไม่ถึงครับ เขาพิจารณาวรรคแรกอยู่เลยครับ

นายสมเกียรติ รอดเจริญ

อ้าว ขออภัยครับ ขออภัยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านอาจารย์ประพันธ์ครับ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ สำหรับในร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๔๙ มาตรา ๓๐ บรรทัดที่ ๒ นี่นะครับ ที่ว่าให้ดําเนินการยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเฉพาะที่จำเปึน เพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการ เลือกตั้ง นี่นะครับ หลักการตีความกฎหมายก็ต้องตีความให้บังคับใช้ได้นะครับ ตามเจตนารมณ์นะครับ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๙ นี่นะครับ ที่ว่าจัดให้มี การเลือกตั้ง ก็คือ สส. นี่เลือกตั้งแน่นอน ใช่ไหมครับ แล้วก็ด้านกฎหมายนี่ก็จะเปึน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. แน่นอนนะครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ คงไม่ได้ห้ามนะครับ ว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้นี่ ท่านจะต้องกําหนด บัญญัติให้ สว. เฉพาะแต่การเลือกตั้งนะครับ มันเปึนไปไม่ได้ครับที่ว่าจะมาบังคับสมาชิก สภาร่างบอกว่า สว. คุณจะต้องเลือกตั้งด้วยนะ ถ้าคุณไม่เลือกตั้งนี่ คุณก็ออกกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ป้ ๒๕๔๙ ผมคิดว่า การตีความกฎหมายต้องตีความในทางที่บังคับใช้ได้และตามเจตนารมณ์ เหตุผลที่ได้กราบเรียนชี้แจง ผมคิดว่า ไม่ได้มีการขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ป้ ๒๕๔๙ มาตรา ๓๐ ครับ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านศิวะครับ ผมว่าเราไม่เดินเลยนะครับ แล้วเราไม่ร่วมมือกันเลย และท่านก็ยกมือกัน ทีละที่สองที่นี่นะครับ นี่ครับชั่วโมงแล้วครับ ยังอยู่วรรคหนึ่งอยู่เลยครับนี่ จริง ๆ ครับ ด้วยความเคารพท่านจริง ๆ เลย ผมก็ตามใจท่านนะครับ เดี๋ยวจะบอกร่างรัฐธรรมนูญทั้งที่ ทําไมป่ดกั้นนะครับ ท่านมีเรื่องสําคัญไหมครับ ถ้าสําคัญก็ถามนะครับ ไม่สําคัญก็ผ่าน นะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานจะ ถามว่า เรื่องสำคัญไหม ผมคิดว่า ถ้าเราจะลุกขึ้นมาพูดเรื่องไร้สาระ ผมคงไม่ยกมือครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ผมก็คิดว่าท่าน

นายศิวะ แสงมณี

เพราะที่ผมลุกขึ้นถามนี่ ผมไม่เคยไร้สาระเลยนะครับ ท่านประธานครับ ที่ท่านอาจารย์ประพันธ์พูดเมื่อกี้ ผมคิดว่า มันเปึนปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งผมว่าไม่มีปัญหาครับ สิ่งที่คุณการุณอภิปรายไปนี่ ไม่เปึนไร ถ้าหากว่า ตีความกันไป ตีความกันมา ผมว่าพอรัฐธรรมนูญเสร็จ เราค่อยส่งศาลรัฐธรรมนูญอีกที่ดีกว่าครับ เท่านั้นล่ะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบพระคุณนะครับ ที่ท่านอภิปรายไว้ ก็ถือว่าเปึนข้อสังเกตได้ไหมครับ ท่านการุณ อย่างไรครับ

นายการุณ ใสงาม

การุณครับท่านประธาน ขออนุญาตนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านจะเสนอว่าอย่างไรครับ เพราะว่าญัตตินี่นะครับ กรรมาธิการเขามีการแก้ไขนะครับ ตอนนี้นะครับ ถ้าท่านไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ก็ต้องลงมติว่า สิ่งที่กรรมาธิการแก้ไขนี่ ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ส่วนประเด็นที่ท่านเสนอนี่นะครับ ท่านก็ต้องไปหาช่องทางอื่นที่ ดำเนินการนะครับ ตอนนี้กติกามันเปึนอย่างนี้ครับ ท่านการุณครับ

นายการุณ ใสงาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม สสร. นะครับ เรื่องที่ผมนำเสนอนั้น ข้อที่ ๑ คือ ท้วงติงเอาไว้ เกรงว่าจะลึกเกินไป แล้วปรากฏ จะถอยกลับไม่ทัน เพราะเวลาก็เหลือน้อย ถ้าท่านไม่ลึกเกินไป เริ่มแต่ตอนนี้ แล้วก็ ถอยกลับ ท่านยังมีเวลาอยู่นะครับ ตอนนี้ ๒๙ ๓๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เห็นไหม ๖ วันนี้ยังพอ ถอยทัน เพราะมันพอจะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ อันนี้ข้อที่ ๑ นะครับ เตือนท่านไว้ แต่ถ้าท่าน เห็นว่า ไม่มีปัญหาขัดข้อง เดินหน้าต่อไป ก็ถือว่า ผมได้เตือนท่านแล้ว เท่านั้นเอง ข้อที่ ๑ นะครับ ข้อที่ ๒ จากการที่กรรมาธิการเพิ่มเติมตรงนี้นะครับ บอกว่า ให้ทําการให้ได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภา คํานี้นะครับ ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา อันนี้ได้มา ๒ ทางนะ ตามรัฐธรรมนูญของท่าน คือ ทางที่ ๑ ฝ์ายเลือกตั้ง ทางที่ ๒ คือ ฝ์ายสรรหา ผมเกรงว่า ๒ ทาง นี้เกรงว่าไม่ทัน เพราะท่านบอกว่านี่นะครับ ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน เพราะว่า ทางที่ ๑ เรื่องมาจากเลือกตั้งนั้นเปึนไปได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ ชั่วคราว นี่นะครับ บอกว่า ให้ท่านไปทำการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเลือกตั้งที่เกี่ยวกับ เฉพาะ ๆ เฉพาะที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่ได้บอกว่า ที่เกี่ยวกับการสรรหาด้วย แล้วท่านไป ดูนะครับ ท่านไปดูกฎหมายเลือกตั้งของท่าน ชื่อกฎหมายเลือกตั้งของท่านเขียนว่า อย่างไรครับ ชื่อกฎหมายเลือกตั้งของท่านว่า การเลือกตั้ง สส. และ สว. และการสรรหา สว. กฎหมายเลือกตั้งที่ท่านจะเขียนใหม่นี่นะ กฎหมายประกอบนะ ท่านเขียนเพิ่มเติม อย่างนี้นะ ผมจำชื่อแม้จะผิดพลาดตรงนี้บ้างนะ แต่มันเปึนอย่างนี้จริง ๆ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. และการสรรหาด้วยนะ และการ ได้มา การได้มา คือ การสรรหานั่นแหละ สว. เพราะฉะนั้นท่านไปเขียนนี่นะครับ ไปแก้ไข เพิ่มเติมว่า เรื่องการได้มาของ สว. แบบสรรหานั้นมันทำไม่ได้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ท่านอภิปราย ๒ ที่แล้วนะครับ

นายการุณ ใสงาม

เสร็จแล้วท่านจะไม่ทัน ๑๒๐ วัน ของท่านนี่นะ เปึ้นไปได้ไหม ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมท้วงข้อ ๑ แล้ว ผมก็ท้วงข้อ ๒ บอกว่า เปึนไปได้ไหม ท่านจะขยายจาก ๑๒๐ วัน ท่านลองคำนวณดูซิ ๔๕ วัน นี่มันครบแล้ว ต่อจากนั้นไป ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เปึ้นสรรหาได้ โดยให้ สนช. ดำเนินการ สมมุตินะครับ ท่านกรรมาธิการท่านไม่มีอํานาจ สมมุติว่า ท่านวินิจฉัยสุดท้ายว่าไม่มีอํานาจ ก็ขยาย ตรงนี้เวลาออกไป แทนที่จะ ๑๒๐ วัน เปึน ๑๕๐ วัน จะทันไหม อะไรอย่างนี้เปึนต้น ก็หารือท่าน เพราะท่านเปึนคนแก้ไข ผมเองก็ไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ เชิญตามสะดวกครับ ท่าน ถ้าผิดก็ผิดด้วยกัน ไม่ว่าอะไรหรอก

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ตกลงกรรมาธิการยืนยันหรือเปล่าครับ หรือท่านจะแขวน หรือท่านอะไร เสนอได้หมด ทุกอย่างนะครับ จะได้แก้ปัญหานะครับ

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น กรรมาธิการ

ขออนุญาต สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ใช่กรรมาธิการ ไม่ให้ผมพูดหรือครับ ผมคิดว่า ข้อสังเกตคุณการุณ ก็สังเกตไป เขาตั้งเราเปึนสมัชชา เปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมา ก็มาทําหน้าที่ อันนี้แหละ มาตรา ๓๐ ก็เขียนเปึนแนวทางเท่านั้น เขียนกฎหมายจำเปึ้นซึ่งเกี่ยวกับ การเลือกตั้งเราก็เขียน แต่ในส่วนที่เราจะต้องทําหน้าที่ ผมเปึนกรรมาธิการยกร่าง ผมเปึน อนุกรรมาธิการร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. สว. เราก็รู้หน้าที่ของเราแล้ว เราคิดว่าเราทำได้ เสร็จ แล้วเขามีเวลา ๔๕ วัน ให้เรานะครับ เพราะฉะนั้นข้อห่วงใยของท่าน ถ้าท่านคิดว่า สภานี้ทําหน้าที่ไม่ได้ มันต้องเลิกไปเลย เพราะฉะนั้นขอให้สภานี้ตีความไปว่าทําหน้านี้ได้ ไม่ต้องไปส่งตีความรัฐธรรมนูญที่ไหน ท่านศิวะ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ คืออย่างนี้ครับ ผมปล่อยให้ท่านพูดกันเยอะแล้วนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วมันก็ง่วง กันทุกคนแล้วตอนนี้นะครับ เครื่องจักรมันก็ไม่ค่อยเดินแล้ว มันอืดไปหมดแล้ว ตอนนี้ครับ ๒๘๗ นี่นะครับ กรรมาธิการมีการแก้ไขนะครับ อาจารย์ประพันธ์ครับ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการครับ เรื่องระยะเวลาในการได้มา ซึ่งสมาชิก วุฒิสภานี่นะครับ แต่เดิมกรรมาธิการว่าจะให้ดําเนินการให้เสร็จภายใน ๑๒๐ วัน แต่เมื่อ ฟังที่ท่านการุณ ใสงาม นี่ กรุณาว่า เอ๊ะ มันอาจจะมีปัญหา เดี๋ยวมันทำไม่ทันนะครับ น่าที่ จะเปึน ๑๕๐วัน นะครับ ก็ได้ปรึกษากับทางกรรมาธิการแล้วนี่นะครับ ก็คิดว่า ขยายเปึน ๑๕๐ วัน ก็ได้นะครับ ในทางปฏิบัติก็จะพยายามทําให้เร็วที่สุดนะครับ ถ้ามีเวลา ๑๕๐ วัน ก็ยาวขึ้น ท่านท้วงติงมาก็มีเหตุผลครับ ก็แก้เปึ้น ๑๕๐ วัน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับท่านสมาชิกเห็นเปึ้นอย่างอื่นไหมครับ กรรมาธิการขอแก้ถ้อยคำนะครับ ขอเพิ่ม ข้อความก่อน แล้วก็แก้ถ้อยคำ มาตรา ๒๘๗ วรรคแรกนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ผ่านนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสนอขอแก้ไขนะครับ ครับ เชิญท่านเลขาธิการ วรรคที่ ๒ ครับ เปึนมติสภานะครับ เชิญท่านเลขาครับ

นายวิจักขณ์ นาควัชระ รองเลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติราชการ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อพ้น ระยะเวลาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ที่กำหนดให้พิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๘๖ แล้ว แต่สภา นิติบัญญัติแห่งชาติยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำเนื้อหา ตามที่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญจัดทําและเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาประกาศใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่ง และให้ ดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือดําเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีผลใช้บังคับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ วรรคนี้ ตอนไปปรับข้อความนี่ก็ไม่ได้มีการแก้ไข แต่มีการแก้ไขตั้งแต่ช่วงแรกนะครับ ท่านกรรมาธิการเชิญชี้แจงนิดครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ มาตรานี้ปรับขึ้น เพื่อจะอย่างนี้ครับว่า เรากําหนดโดยโยงไปหารัฐธรรมนูญชั่วคราวว่า ระยะเวลา ๔๕ วัน ของสภานิติบัญญัติ แห่งชาตินั้นน่ะ ความจริงแล้วควรจะทำเสร็จ แต่ถ้ามันมีเหตุที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อาจจะไม่เห็นด้วย หรืออะไรก็ตามนั้น ทำไม่เสร็จ เท่านั้น เราก็กำหนดให้ เพื่อแก้ไขปัญหา ให้มีการเลือกตั้งขึ้นได้ เราก็กำหนดให้ตัวประธานสภานิติบัญญัตินั้นเปึ้นผู้รับผิดชอบ โดยเอาเนื้อหาที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาไปนั้นน่ะ เอาไปประกาศใช้บังคับไป เพื่อใช้บังคับกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เปึนการแก้ปัญหาถ้าเกิดว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำไม่เสร็จภายใน ๔๕ วัน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ วรรคนี้มีท่านใดติดใจไหมครับ ไม่มีนะครับ ท่านกรรมาธิการครับ มีอะไรครับ ท่านอาจารย์พิเชียรนะครับ เชิญครับ ยกมือ

นายพิเชียร์ อํานาจวรประเสริฐ

สั้น ๆ นิดเดียวครับ ผมก็กังวลในช่วงที่ว่า บรรทัดสุดท้ายของวรรคสองนะครับว่า ให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ประกาศนี่ จะทันหรือเปล่าครับ ถ้าเกิดไม่ทันขึ้นมาอีก มันจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะว่า มันล้อกับข้างบน ข้างบนเราขยายขึ้นไปหน่อยหนึ่ง

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวให้กรรมาธิการเข้าคงพิจารณาตรงนี้ด้วยนะครับ เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

ขออนุญาตแก้ไขถ้อยคำนะครับ เพื่อจะให้รับกับวรรคที่ ๑ ที่ผ่านมาแล้วนะครับ ว่า บรรทัดที่ ๓ จากข้างล่างไปว่า และให้ ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายในเก้าสิบวัน หรือดำเนินการให้ได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันแล้วแต่กรณี นับแต่วันที่ประกาศของ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีผลใช้บังคับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ข้อความที่แก้ไขมีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยมีไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

ก็ตามที่อ่าน ชัดเจนแล้วนะครับ ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่แก้ไขนะครับ เชิญท่านเลขาธิการ วรรคที่ ๓ ครับ

นายวิจักขณ์ นาควัชระ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติราชการ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ในการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปครั้งแรก ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเปึ้นสมาชิก พรรคการเมืองไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง ส่วนระยะเวลาตามมาตรา ๙๕ (๔) (ก) ให้กำหนดเวลาเปึนหนึ่งป้ และระยะเวลาตามมาตรา ๙๕ (๔) (ค) และ (ง) ให้กำหนดเวลาเปึ้นสองป้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านอาจารย์กล้านรงค์ครับ

นายกล้านรงค์ จันทิก

กระผม กล้านรงค์ นิดเดียวครับ ท่านครับ ที่ท่าน ใช้คําว่า ระยะเวลา ตามมาตรา ๙๕ (๔) (ค) ให้กําหนดเวลาเปึนสองป้ กระผม ดูแล้ว มาตรา ๙๕ (๔) (ค) นั้น เปึ้นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดนะครับ หรือในกลุ่มจังหวัดที่ สมัครรับเลือกตั้งแล้วแต่กรณี ฉะนั้นเวลาคงไม่ใช่ครับ ๒ ป้ ครับผม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านกรรมาธิการตรวจดูนะครับ ท่านอาจารย์สุรชัยครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ของผมประเด็นเดียวกับที่ท่านกล้านรงค์ เสนอครับ เสนอให้ตัด ๙๔ (๔) (ค) ออกครับ คงเหลือแต่ (ง) ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

๙๕ มั้งครับ ๙๕ (๔)

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

๙๕ (ค) เสนอตัดออกครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

จริง ๆ มันควรจะเปึนอะไรครับ เพราะว่าตัวอักษรบางทีมันเพิ่มอันโน้น ต่อตรงนี้นะครับ เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตค่ะท่านประธาน ดิฉัน กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ นะคะ คือ ความในส่วนนี้นี่ บังเอิญไปร่างตามที่ตัด (ข) ออกไปแล้ว จริง ๆ ต้องเปึน (ง) กับ (จ) ซึ่ง (ข) เรามีมติในที่ประชุมสภาให้ตัดออก แล้วเรา ก็เลยคิดว่า ปรับเลื่อนไป เพราะฉะนั้นเจตนาตรงกัน แต่ว่าตัววงเล็บนี่ไปอ้างตามที่มีการ แก้ไขแล้วค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

หลักการ เหตุผลเดียวกันนะครับ คงตรงกันแล้วนะครับ ท่านสดศรีครับ

นางสดศรี สัตย์ธรรม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานนะคะ ดิฉัน สดศรี สัตยธรรม ค่ะ คือ อยากจะทราบว่า ต้องเปึนสมาชิกพรรคการเมืองนี่ เป่ดกว้าง เหลือเกิน คือ สมาชิกพรรคการเมืองเดียวใช่ไหมคะ ภายในไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นับแต่วันเลือกตั้ง หรือเปึนได้หลาย ๆ พรรค อันนี้ขอความชัดเจนในส่วนนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อยู่คณะกรรมาธิการเดียวกันนะครับ เชิญตอบกันเองนะครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

หมายถึงต้องเปึนสมาชิก พรรคการเมืองพรรคเดียว ซึ่งมันจะอยู่ในกฎหมายพรรคการเมือง บังคับอยู่ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านสดศรีเข้าใจไหมครับ

นางสดศรี สัตย์ธรรม กรรมาธิการ

คือจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ระบุไว้ชัดเจนนะคะว่า พรรคการเมืองเดียวนะคะ ไม่ใช่หลายพรรค เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ต้องไปดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแล้วน่าจะเขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องเปึนสมาชิก พรรคการเมืองเดียว ไม่ใช่หลายพรรคนะคะ อันนี้น่าจะชัดเจนกว่า

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านใดครับ ท่านอาจารย์จรัญ หรือท่านอาจารย์สมคิด

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ความจริงเขียนอยู่ในมาตรา ๙๕ (๓) แล้วครับว่า เปึ้นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว ครับ เขียนอยู่แล้ว ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

พอเข้าใจนะครับ ท่านศิวะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ ผมเห็นในนี้ที่เขียนไว้ในวรรคสาม ใช่ไหมครับ วรรคสามบอกว่า ระยะเวลาตาม ๙๕ (๔) (ก) ทําไมต้องมาระบุไว้ในนี้ครับ เพราะว่าในมาตรา ๙๕ ก็ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า ๑ ป้ ๒ ป้ ที่มาระบุใหม่ในนี้เพื่ออะไรครับ ไม่ทราบว่าแก้ไปแล้วใช่ไหมครับ จาก ๕ ป้ ใช่ไหมครับ มาเหลือตรงนี้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ในวาระแรกเริ่มครับ มาลดลงครับ

นายศิวะ แสงมณี

ลดลงให้เหลือ ๑ ป้ ๒ ป้ ใช่ไหมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ จะได้ไม่ตัดสิทธิกัน

นายศิวะ แสงมณี

ครับผม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

นะครับ เข้าใจนะครับ มีท่านใดไม่เห็นด้วย ท่านสุรชัยครับ

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นะครับ อยากจะให้ทางยกร่างช่วยสรุปให้ที่ครับ ว่า ตกลงบทเฉพาะกาลของ ๙๕ (๔) นี้นี่ จะมีอนุไหนบ้างที่จะให้เปึ้นบทเฉพาะกาลครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

สรุปอีกทีหนึ่งครับ จริง ๆ ตัวเลขนี่ เดี๋ยวกรรมาธิการเขาต้องไปปรับอยู่แล้วครับ เดี๋ยวเขา ต้องไปปรับอีกที อาจารย์สุรชัย อนุเท่าไรนี่ ในนี้มันตรงกันแล้วล่ะ เพียงแต่ว่า เดี๋ยวก็ต้อง ไปดูว่าลําดับอันไหนก่อนมาหลังนะครับ แล้ววันแจกร่าง แล้วเรามาดูอีกทีหนึ่งดีไหมครับ ท่านติ๊ก ๆ ของท่านไว้ก่อนนะครับ ถามตรงนี้ เดี๋ยวเขาไปปรับตัวเลขตรงนั้นอีก ก็ไม่รู้ว่ามัน จะกลับไปตรงไหนอีก

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ไม่ใช่ ท่านประธาน ผมจดไม่ทัน ตกลงมันมี ๙๕ (๔) (ก) ๑ ป้ แล้วก็ ๙๕ (๔) (ง) และ (จ) ๒ ป้ อย่างนี้ใช่ไหมครับ ใช่นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ใช่ไหมครับ ท่านกาญจนารัตน์ครับ ท่านกาญจนารัตน์บอก ใช่ค่ะ ใช่ค่ะนะครับ นี่ครับ มีท่านใดไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการไหมครับ ที่แก้ไข ละเอียดถี่ถ้วนดีมาก ๆ เลยนะครับ วรรคนี้คงหมดแล้วนะครับ มาตรา ๒๘๗ นะครับ ตอบท่านสมเกียรติก่อนครับ ท่านสมเกียรติถามค้างค่าไว้ ที่ไปตัดในวาระแรกนี่นะครับ ในวรรคท้ายของเดิม ท่านอธิบายหน่อยครับ

นายอัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ เหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้ตัดข้อความ เดิม ในมาตรา ๒๘๗ วรรคสุดท้าย ที่ว่า ห้ามสมาชิกสภาเดิมเข้าลงนั้น เนื่องจากมองเห็น ว่า เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เกี่ยวกับ สว. นั้นเปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่น่าจะเอาเงื่อนไขจากเดิมนั้นมาใช้กับเงื่อนไขของตามรัฐธรรมนูญนี้ จึงไม่บัญญัติห้าม ไว้อีกครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านศิวะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ นี่ก็เหมือนกันครับ ที่บอกว่า เดิมเราห้ามไว้ ตอนนั้นไม่ทราบว่าที่ตอนห้ามไว้ ไม่ทราบว่านึกไม่ถึงหรืออย่างไรครับ แล้วตอนหลังมานึกได้ใช่ไหมครับว่า เราไม่ควรจะตัด สิทธิ ผมยังไม่ทราบเหตุผลว่า ทําไมเราให้กลับมาอีก ในเมื่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เขาจะให้วุฒิสภานี่อยู่ได้สมัยหนึ่ง คือ ๖ ป้ แล้วทําไมเราจะให้กลับมาอีกครับ และเราก็ วิพากษ์วิจารณ์กันในสภานี้ว่า วุฒิสมาชิกรุ่นนั้น โอ้โห เลวทราม ชั่วร้าย อะไร ร้อยแปด พันประการ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อาจารย์ครับ อาจารย์ครับ

นายศิวะ แสงมณี

ขออภัยนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

กระทบผมด้วยครับ

นายศิวะ แสงมณี

ไม่ ผมยกเว้นท่านเสรี เจิมศักดิ์ แล้วก็การุณ แล้วก็ ท่านมีชัยนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

มิได้ อาจารย์ครับ คือ จริง ๆ แล้วต้องให้ความเปึนธรรมครับ ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้นี่ คนอื่นที่ดี ๆ ข้างนอกเขาเสีย

นายศิวะ แสงมณี

ท่านประธานครับ คือว่า

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอให้ท่านถอนเถอะครับ นะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ผมไม่ได้วิจารณ์นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

คือท่านไปว่า

นายศิวะ แสงมณี

คนอื่นเขาพูด ผมยกตัวอย่างมา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

นั่นแหละครับ ท่านมาพูดในนี้ครับ ก็เท่ากับท่านพูดแล้วครับ ขอร้องเถอะครับ ท่านครับ คํานี้มันไม่ดีหรอก ท่านก็เปึนหลักให้กับสภาอยู่แล้วนะครับ เลวทราม อะไรนี่ครับ ไปว่าเขานี่ ผมว่า

นายศิวะ แสงมณี

คือ ผมไม่ได้พูดนะครับ ผมไม่เคยว่าคนเหล่านี้ เลวทราม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ผมขอให้ท่านถอนนะครับ ท่านครับ

นายศิวะ แสงมณี

แต่ผมหมายถึงคนที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ก่อนนะครับ แต่ถ้าท่านให้ถอน ก็ โอ.เค. แต่ว่าผมยืนยันว่า ผมไม่ได้เปึ้นคนพูด

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอร้องครับ ท่านครับ ถอนนะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ถอน แต่ว่า ผมเรียนว่า เราวิพากษ์วิจารณ์เข้ามาก

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านครับ หมิ่นประมาทเขานะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ไม่ใช่ครับ ก็เราวิพากษ์วิจารณ์ในสภานี้ ท่านเป่ดเทป ดูสิครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เปล่าครับ ผมกําลังบอกว่า ถ้อยคําที่ท่านพูดนี่ มันเปึนข้อหาหมิ่นประมาท แล้วมันหมิ่น จริง ๆ ผมไม่อยากให้มีคดีความเกิดขึ้น

นายศิวะ แสงมณี

แล้วท่านจะให้ผมอภิปรายว่าอย่างไรครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ถ้อยคำนะครับ ขอให้ถอนเถอะครับท่าน

นายศิวะ แสงมณี

ก็เมื่อกี้ผมถอนแล้วไงครับ ที่ว่า เลวทราม ผมถอนไป แล้ว

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ข้อความทั้งหมดนะครับ ไม่ใช่คํานี้คําเดียว อันนี้แล้วแต่ท่านนะครับ ท่านรับผิดชอบ เอง ผมด้วยความเคารพท่านนะครับ ถ้าท่านจะถอนแค่นี้ก็ ถึงได้เรียนไงครับว่า ท่านไปว่า คนข้างนอกนี่นะครับ มันเสียหาย ด้วยความเคารพท่านจริง ๆ

นายศิวะ แสงมณี

คือ ที่ผมเรียนท่านประธานนะครับว่า ผมไม่ได้ กล่าวหา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านหยิบยกคำ ๆ นี้เข้ามานี่ครับ ท่านศิวะครับ

นายศิวะ แสงมณี

หยิบยกไม่ได้ใช่ไหมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ไม่ได้ล่ะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ถ้าอย่างนั้นขอถอนสิ่งที่หยิบยกมาก็แล้วกันครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

นะครับ ขอร้องเถอะครับท่าน

นายศิวะ แสงมณี

แต่ว่าไม่ใช่คําพูดของผมนะครับ ผมหยิบยกเข้ามา

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านถอนนะครับ

นายศิวะ แสงมณี

ถอนครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ขอบพระคุณครับ

นายศิวะ แสงมณี

ถ้าอย่างนั้นผมก็จะขออภิปรายว่า ในการที่เราบอกว่า วุฒิสมาชิกครั้งที่แล้วนี่ไม่เหมาะสมในหลาย ๆ ด้าน แล้วจู่ ๆ วันนี้เราก็กลับมาให้สิทธิเข้า อีก ก็มีคนมาตั้งข้อสังเกตกับผมว่า มันมีประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือเปล่าครับ เพราะว่า แต่เดิมนี่เราตัดออกไปแล้ว แสดงว่าได้มีเจตนารมณ์ชัดเจนนะครับ ว่า ทําไมตัดออก เพราะเจตนารมณ์เราบอกว่า ต้องการให้คนอยู่เพียงสมัยเดียว ใช่ไหมครับ แต่ตอนนี้เรา บอกว่า รัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไป วุฒิสมาชิกคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไป เลยอนุญาต อันนี้ผมก็คิดว่า ยังเปึนเหตุผลไม่พอเพียงนะครับ ผมเห็นว่า ถ้าเรายึดถือเจตนารมณ์ของ ป้ ๒๕๔๐ เราก็ไม่ควรจะให้วุฒิสมาชิกชุดนี้ได้มามีสิทธิในการสมัครต่อไปนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านวุฒิชาติครับ ผมชักง่วงแล้ว

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ครับ ท่านประธานครับ วรรคท้ายนี่นะครับ ผม ขออนุญาตอย่างนี้นะครับว่า ที่แรกเดิมทีนี่ที่มีอยู่แล้วนี่นะครับ ผมเห็นด้วย แต่พอมา ตัดออกนี่ครับ ผมว่ามันไม่เหมาะ ตรงที่ว่า คือผมให้ความเปึนธรรมนะครับกับสำหรับ วุฒิสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งมา เมื่อป้ ๒๕๔๓ ถ้าเกิดเหตุการณ์รัฐประหารอยู่ใน ระหว่างช่วงที่อายุของวุฒิสมาชิกป้ ๒๕๔๓ ยังไม่หมดนี่ โอ.เค. เราอาจจะเป่ดโอกาสให้ เข้ามา เพราะการดํารงตําแหน่งตามวาระนี่ไม่ครบ แต่ทีนี้นี่ตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่ เขาได้ดํารงตําแหน่งครบไปแล้ว แล้วก็มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ใหม่ขึ้นมาเมื่อป้ ๒๕๔๙ นะครับ แต่ว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้นะครับ ก็เกิดเหตุการณ์ รัฐประหารเกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นนี่นะครับ ผมเห็นเหตุที่กรรมาธิการยกร่างท่านอ้าง นะครับ ขออนุญาตนะครับ ด้วยความเคารพนะครับ ที่ท่านบอกว่า เงื่อนไขของการได้มา ซึ่งวุฒิสมาชิกนี่ มันแตกต่างไปจากตอนที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น มันตอบโจทย์ไม่ได้ ครับ อย่างไรผมไม่เห็นด้วยแน่นอนครับ อย่างไรท่านต้องคงวรรคนี้ไว้นะครับ ในวาระ เริ่มแรกนี่ ห้ามมิให้ผู้เคยเปึนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับการเลือกตั้งครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะมีการ สรรหาเปึนครั้งแรก คือ ได้มาไม่ว่าจะเปึนการสรรหา หรือการแต่งตั้งนะครับ คือ ขออนุญาตนะครับว่า ให้ใช้บทตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ส่วนสมาชิกวุฒิสภา ป้ ๒๕๔๙ นี่นะครับ นั่นเราต้องให้ความเปึนธรรมกับเขา เพราะว่าการดํารงตําแหน่งตามวาระเขานี่ เข้ามาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นนะครับ ไม่อย่างนั้น ผมว่าวันนี้เราตอบสังคมไม่ได้นะครับ มันเหมือนกับว่า อย่างที่ ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามท่าน ศิวะนะครับ ท่านพูดว่า รับอะไรจากใครมาหรือเปล่า มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือเปล่า นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ท่านอาจารย์วิชาครับ เชิญครับ

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการครับ ประเด็นนี้นี่ ที่จริงเราใส่ไว้นะครับ ตั้งแต่ ที่แรกเลย ทีนี้ตอนหลังนี่ก็มีผู้ที่หยิบยกขึ้นมาในกรรมาธิการยกร่าง แล้วก็ได้มี การลงคะแนนเสียง ก็ยังมีผู้ไม่เห็นด้วยอยู่นะครับ ฉิวเฉียดนะครับ ตามที่ฟังนะครับ เพราะว่าผมเองก็ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม อาจารย์จรัญก็ไม่ได้อยู่ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เราก็ตกลงกันในกรรมาธิการยกร่างแล้วว่า ในเมื่อมันเปึนประเด็น สําคัญ แล้วผมก็ได้รับคําร้องเรียนมาตลอดนะครับ จากข้างนอกก็ดี หรือว่าจากทาง สสร. หลาย ๆ ท่านก็ดี ก็ขอให้ลงคะแนนเสียงอีกครั้งหนึ่งก็แล้วกันนะครับ แล้วก็ให้เปึ้นฟรี โหวต (Free Vote) ครับผม ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ ข้างล่างก่อนนะครับ อาจารย์ปกรณ์นะครับ อาจารย์สวิงครับ แล้วก็อาจารย์ เกริกเกียรตินะครับ แล้วอาจารย์หมอชูชัยนะครับ

นายสวิ่ง ตันอุด

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ครับ ผมคิดว่า วรรคสุดท้ายในมาตรานี้นี่นะครับ ผมคิดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่า

๑. ตอนที่เราใช้ในฉบับรับฟังความคิดเห็นนี่นะครับ เราเอาไปให้ประชาชน ดู ผมคิดว่าแทบจะไม่มีประชาชนไหนที่คัดค้านเรื่องนี้เลย คือ เห็นด้วยกับร่างในฉบับที่เรา ไปรับฟังความคิดเห็น แทบจะไม่มีเวทีไหนที่บอกว่าน่าจะตัดเรื่องนี้ออก อันนี้ประการหนึ่ง นะครับ

ประการที่ ๒ ผมดูแล้วนะครับ ในเรื่องนี้ถ้าเราตัดออกไปนี่นะครับ จะเปึน การเสียหลักการอย่างยิ่งนะครับ เสียหลักการโดยที่เราไม่สามารถจะตอบกับสังคมได้เลย ว่า เราใช้หลักการอะไรนะครับ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้จะเปึนการเสียศูนย์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้อย่างยิ่ง เพราะเราอ้างอิงมาตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๐ นะครับ แล้วก็ได้รับสิทธินั้นไปแล้วนะ สว. ในชุดนั้นเองก็ได้รับสิทธินั้นไปแล้ว ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เราจะตอบสังคมไม่ได้

ประการที่ ๓ นะครับ ที่ท่านกรรมาธิการบอกว่า เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เปลี่ยนแปลงไปหลายประการ ที่จริงผมอยากทราบว่า หลายประการนั้นคืออะไร นะครับ มีเหตุผลพอไหมที่บอกว่าจะตัดวรรคนี้ออกไปนะครับ คำว่า หลายประการ เฉย ๆ นี่ ตอบไม่ได้ ชี้แจงมาหน่อยได้ไหมครับว่า หลายประการนั้นอะไรบ้างนะครับ ซึ่งถ้า สมมุติมีเหตุผลเพียงพอ ซึ่งผมคิดว่า ก็น่าจะตอบหลักการนี้ได้ ก็ขอ ๓ ประการนี้ครับ ท่านประธานครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ อาจารย์เกริกเกียรติครับ เชิญครับ

ศาสตราจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ในประเด็นนี้ที่กรรมาธิการตัดออกนี่ ผมคิดว่าโดยหลักการนี้ มันน่าจะคงของเดิมไว้ ดังที่เพื่อนสมาชิก สสร. ได้อภิปรายมาแล้ว ในประเด็นนี้ ก็คือว่า สว. ป้ ๒๕๔๓ ก็ได้ดำรงตําแหน่งมาครบวาระ ๑ เทอม ซึ่งก็เปึ้นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ คราวนี้สำหรับในประเด็นนี้ก็จะขออนุญาตเล่าว่า ในคณะกรรมาธิการยกร่างในวันสุดท้ายเลย ในการลงมติต่าง ๆ นี้ก็เปึนเรื่องที่เรียกว่า ส่วนใหญ่สมาชิกก็กลับกันเกือบหมดแล้ว เนื่องจากมันค่ำแล้ว มันเย็นมากแล้วนะครับ แล้วก็ในญัตตินี้ ผมคิดว่า คะแนนมันก็เฉียดฉิว เพราะฉะนั้นหลายคนก็ยังค้างค่าใจอยู่ว่า ทําไมถึงตัดออก ในวันต่อมาก็ได้พูดถึง เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ ในความเห็นส่วนตัวผม ผมคิดว่าอยากจะให้ที่ประชุมใหญ่เปึนผู้ตัดสินอีกทีว่า ในประเด็นที่ตัดออกนี้ควรจะคงไว้ หรือเอาของเดิมครับ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เดี๋ยวนะครับ ผมว่ามันดึกแล้ว ท่านกรรมาธิการครับ เอากลับคืนดีไหมครับ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ผมนั่งชั่งใจอยู่เยอะพอสมควรว่า จะพูดตรงนี้ดีไหม เพราะพูดแล้ว ดูเหมือนกับว่าผมเองมีส่วนได้เสีย เพราะว่าเท่าที่ท่านพูดกัน ก็คือ สว. รุ่นผม คือ เข้ามา ป้ ๒๕๔๓ เลือกตั้ง ๔ มีนา ๒๕๔๓ จะทำงานได้จริงประมาณเดือนสิ่งหา ๒๕๔๓ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ผมคงจําเปึนต้องพูด เพราะว่า ผมรู้ว่าเพื่อนสมาชิกและ ประชาชนน่าจะรู้ดีว่า ผมคงไม่ได้คิดเรื่องส่วนตัวกับหลักการที่จะพยายามที่จะไปพัวพัน และหาผลประโยชน์ใส่ตัว เพราะว่า หลายต่อหลายเรื่องที่เราทำกันมาสองร้อยกว่ามาตรา ท่านคงเห็นว่า จุดยืนผมเปึนอย่างไร แต่ผมคงจำเปึ้นที่จะต้องพูดถึงเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ห้ามไม่ให้วุฒิสภาสมัครต่อกัน แล้วก็ต้องการให้เว้นวรรค ๑ ครั้ง เปึ้นเพราะอะไร รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต้องการให้วุฒิสภาทํางานโดยไม่หวังว่าจะต้อง หาเสียง คือ ทำไปหาเสียงไป เพื่อที่จะลงเลือกตั้งครั้งต่อไป จะต้องเว้น ๑ เทอม ๑ ครั้ง ก็เพื่อไม่ให้ หาเสียงครั้งถัดไป ท่านประธานครับ ถามว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี่บรรลุแล้วหรือยัง เราต้องมาดูวัตถุประสงค์ตามรัฐธรรมนูญของเก่านี่บรรลุหรือยัง คำตอบตรงนี้ต้อง พิจารณา ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ เมื่อป้ ๒๕๔๙ ได้มีการเลือกวุฒิสภาอีกชุดหนึ่งขึ้นมาแล้ว แล้วก็ตัดสิทธิวุฒิสภาชุดพวกผมที่จะไปลงสมัครเรียบร้อย และด้วยกติกาเก่า วุฒิสภา รุ่นพวกผมก็ไม่ได้หวัง เพราะหวังไม่ได้ มีกฎเกณฑ์อยู่แล้วว่า มันลงไม่ได้ ป้ ๒๕๔๙ ตกลง มันบรรลุผลไปแล้วใช่ไหม ท่านประธานครับ ผมพูดนี่ น่าจะเข้าใจว่าผมคงไม่ได้พูด เพื่อตัวเอง แต่ว่าผมและท่านก็คงจะเข้าใจว่า ผมเจ็บปวดกับวุฒิสภารุ่นผมจํานวนไม่น้อย แต่ในบรรดาคนเลวย่อมมีคนดีอยู่จำนวนหนึ่ง ถามว่าเราจะตัดสิทธิเขาหรือเปล่า ท่านชั่งใจเอาเองก็แล้วกัน ผมได้แต่ให้ข้อมูลเท่านั้น ผมวันนี้จะไม่บอกว่าเราต้องโหวต อย่างไร แต่ท่านลองชั่งใจดูเองก็แล้วกันครับว่า ๑. วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ห้ามไม่ให้วุฒิสภา ถูกสมาชิกวุฒิสภาลงติดต่อเลือกตั้งต่อเนื่อง เพราะเหตุว่า จะได้ ตัดสินใจดำเนินการโดยไม่หวังหาเสียงที่จะเลือกตั้งครั้งต่อไป นั่นคือเจตนารมณ์หลัก ถ้าเปึ้นเช่นนั้นการเลือกตั้งครั้งถัดไปได้เกิดแล้ว แล้วเจตนารมณ์ดังกล่าวได้บังคับผู้คนใน สว. รุ่นพวกผมไว้เรียบร้อยแล้วจนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม ป้ ๒๕๔๙ เพราะเขาไม่มี ปัญญา และลงอีกไม่ได้ในตอนนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ถามว่า เขาก็จะบอกว่า เว้นวรรค์ ไปแล้ว ๑ เทอม ใช่ไหม สมตามเจตนารมณ์ ป้ ๒๕๔๐ แล้วใช่ไหมว่า เขาหาเสียงไว้ก่อน หรือเปล่าที่จะทำงานครั้งถัดไป ก็ลองชั่งน้ำหนักดูเอาเองก็แล้วกันครับ แล้วเราควรจะตัด สิทธิหรือไม่ ผมคิดว่า ผมคงไม่มีส่วนได้เสียถ้าพูดกันตรงไปตรงมา แต่ว่าเอาละครับ ถูกกล่าวหาได้เสมอ ถ้าจะทํางานในสภามันก็ต้องยอมถูกกล่าวหาแต่ต้องพูดความจริง ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ เดี๋ยวท่านวุฒิชาติพูดไปแล้วให้คนอื่นพูดก่อนนะครับ ท่านวิทยาครับ

นายวิทยา งานทวี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม นายวิทยา งานทวี กรรมาธิการ แล้วก็สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอกราบเรียนนะครับว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ที่เรากําลังร่างอยู่นี้ ด้วยความตั้งใจที่เราจะพยายามสร้างระบบที่ดี ที่มีคุณภาพซึ่งก็ได้ผ่านเวลาในการที่ดำเนินการกันพอสมควร และสิ่งหนึ่งที่เรากำลัง ดําเนินการอยู่นี้ ก็คงตั้งใจว่า รัฐธรรมนูญที่เราร่างนี้คงเปึ้นระบบที่ไม่กีดกัน แล้วก็สร้าง โอกาส แต่ในเวลาเดียวกัน เรากําลังพูดในเรื่องที่เรากําลังไปร้อนสิทธิของคนอื่นเขา เมื่อตะกี้ท่านเจิมศักดิ์ก็ได้พูดชัดเจนนะครับ ว่า ป้ ๒๕๔๓ ผ่านมา ก็มีคั่นด้วยป้ ๒๕๔๙ ในป้ ๒๕๔๙ นั้น ก็มีการเลือกตั้งชัดเจน แล้วมีผู้ดํารงตําแหน่ง สว. ไปแล้วนะครับ แล้วก็มี การที่เข้ามาดำรงตําแหน่ง ถึงยังไม่ได้ทำหน้าที่ แต่ก็ได้มีรับเงินเดือน หรือรับผลตอบแทน ไปแล้ว ผมกราบเรียนว่า ถ้าหากว่า เราจะต้องให้มาตีความว่า ป้ ๒๕๔๓ นั้น มีการคั่น แล้วหรือยัง ผมคิดว่า มันก็ไม่ใช่สาระที่ควรจะเปึ้น ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญทีนี้เรามั่นใจว่า เราจะมีระบบที่ดีแล้ว ผมคิดว่า ไม่ควรจะไปร้อนสิทธิของคนอื่นเขา แล้วเรายังเป่ดโอกาส ให้ส่วนต่าง ๆ ในสังคมได้มีโอกาส ผมอยากจะเห็นว่า ความเปึนธรรมต้องเกิด แล้ว รัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่สร้างศัตรู สร้างคู่แค้น แต่เรากําลังสร้างมิติใหม่นะครับ ระบบที่ดีที่ กำลังได้ร่างมานี้ ควรจะได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ พี่เกียรติชัยนะครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านวุฒิชาติพูดไปแล้วนะครับ พี่เกียรติชัยครับ พี่หมอชูชัยอีกครับ อาจารย์เกียรติชัย แล้วคุณหมอชูชัยแล้วกันนะครับ แล้วอาจารย์ กรรณิการ์ครับ

นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ สสร. ครับ ผมก็ไม่เคยเปึนอะไรกับเขาสักที แล้วก็พูดถึงเรื่องคนที่จะ เปึ้นอะไรกันทุกที ผมคิดว่า ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เราก็รู้ว่า เราจะจัดการกับสถานการณ์ อย่างนั้นอย่างไรจึงจะดี จึงจะเหมาะสม และหากเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วกลับมาสู่ อีกสถานการณ์หนึ่ง เราก็รู้ว่า เราควรจะใช้มิติไหนที่ดีที่สุดในการที่จะจัดการกับ สถานการณ์นั้น ๆ นั่นเปึนประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะพูดให้เห็นว่า เรารู้ว่าเราจะหาวิธี ที่ดีที่สุดต่อสถานการณ์หนึ่ง ๆ อย่างไรดี ในขณะเดียวกัน ผมได้พยายามพูดมาแต่ต้นว่า เราซึ่งอาสามาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และไม่เกรง ไม่กลัวต่อภาวะการกดดันใด ๆ ที่เกิดขึ้น ข้อกล่าวหา ครหาใด ๆ เหล่านั้น ไม่ได้กระทบกระเทือน ผมไม่ได้รู้สึกเลยว่า มันจะเปึนไป อย่างนั้น เราไม่ได้เข้ามาด้วยวุฒิภาวะสมบูรณ์พอที่จะบอกถึงวุฒิภาวะของเราว่า เราไม่ได้เปึนอะไรอย่างนั้นจริง ๆ เราเปึนตัวของเราเองอย่างไร นี่เปึนประการที่ ๒

ประการที่ ๓ เราไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยความกลัวอะไรเลย แล้วด้วย จิตวิญญาณของประชาธิปไตย ทําไมเราไม่เป่ดกว้าง ผมก็เห็นทุกสมัยมันมีทั้งดี ทั้งเลว ปะปนคละเคล้าอยู่รวมกันทั้งนั้น แต่ประชาธิปไตยมันให้บทเรียน มันมีกลไกในตัวเองที่จะ คัดสรรค์นดีเข้ามาสู่ระบบ แล้วมันต้องมีกลไกในตัวเองที่จะคัดสรรคนไม่ดี ที่เลว ที่ไม่ดี ออกไป กลัวอะไร เราต้องเป่ดกว้างอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือจิตวิญญาณของความเปึน ประชาธิปไตยจะไปป่ดกั้นทําไม เข้ามาสิ มาพิสูจน์ตัวเอง แล้วถ้าไม่ดี กลไกของ ประชาธิปไตยจะคัดคนไม่ดีออกไปเอง อย่าไปกลัว ไปป่ดกั้น ไปกําหนดอะไรทําไม เพราะว่าการเป่ดให้เข้ามาอย่างนี้แหละที่จะทําให้กลไกของประชาธิปไตยมันคัดสรร คนเข้ามาอยู่ในระบบทําให้มันดีขึ้น ผมไม่เห็นเปึ้นประเด็นที่จะต้องมาพูดว่า ทําไมคนโน้น ไม่ดี กลุ่มนี้ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างรัฐธรรมนูญที่จะป่ดกั้น ที่จะกําหนดร้อนสิทธิ อะไรของเขา เราสิจะต้องให้สิทธิกับคนทุกคนอย่างเต็มที่ อย่างเสมอภาค ที่จะเข้ามาอยู่ ในครรลองของประชาธิปไตยที่เรากำหนดขึ้น นี่จะต้องเปึนมิติใหม่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วย เสียเวลาที่จะไปพูดเรื่องเก่า คนโน้นดี คนนี้ไม่ดี เพราะฉะนั้น เราจะต้องป่ดกั้น นี่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ผมคิดว่า เราจะต้องมีจิตใจที่ กว้างขวางมากขึ้นกว่าที่พูดถึง ในการที่จะไปสกัดกั้นคนดี คนไม่ดีอะไรต่าง ๆ มันมี ด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ แต่กลไกของระบอบประชาธิปไตยมันจะพัฒนาตัวเองนะครับ เป่ด กว้างครับ อย่าไปป่ดกั้น มันไม่ใช่วิถีทางหรือสป่ริตของความเปึนประชาธิปไตยเลยครับ ขอบพระคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

ครับ อาจารย์หมอครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ ผมคิดว่า กรรมาธิการยกร่างนี่เราไปกำหนดชะตากรรมผู้คน มากมายเหลือเกิน วันนั้นจําได้ว่ากําลังจะจบการประชุม แล้วก็มีการลงมติ ๑๑ กับ ๙ ผมนี่อยู่ฝัืง ๙ คือ ส่วนใหญ่จะอยู่ฝัืงที่แพ้ตลอด แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ ประเด็น อยู่ตรงที่ว่า ผมคิดว่า ทาง สว. ที่ลงสมัครในป้ ๒๕๔๓ นี่ ย่อมรู้อยู่แล้วว่า ได้มีการกำหนด กติกาว่า การมาเปึน สว. คือ เปึนได้สมัยเดียว แล้วก็ผมเข้าใจว่า ท่านเหล่านั้นก็คงไม่คิดที่ จะสมัครต่อในสมัยที่ถัดมานะครับ แล้วก็คงไม่ได้ล่วงรู้ว่า สถานการณ์จะเปึนอย่างไร แต่ว่า สว. ป้ ๒๕๔๙ ที่เข้ามาใหม่สิครับ อันนั้นเขาเพิ่งเข้ามาได้สามเดือน สี่เดือน แล้วบางท่านก็ยังอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุดว่า จะได้เปึน สว. หรือไม่ อันนี้ถ้าเราไป กำหนดว่า ไม่ห้าม ห้าม เขานี่ ผมคิดว่า อันนั้นก็เปึนการรอนสิทธิเขา ประเด็นที่ผมอยากจะเรียน ก็คือว่า การกำหนดกติกาของกรรมาธิการยกร่างในการ ประชุมครั้งหลังสุดคราวนั้น ที่ออกมา ๑๑ ๙ นี่ ก็มีผลกระทบอย่างกว้างขวางเหลือเกิน แล้วที่ผมเรียนท่านประธานว่า ในเมื่อกรรมาธิการยกร่างได้ไปกําหนดชะตากรรมของผู้คน หรือกติกาอะไรที่กระทบใครก็ตาม เราน่าจะดีแคลร์ (Declare) หรือประกาศตัวเองว่า อะไรก็ตามที่เราไปเกี่ยวข้องกับตําแหน่งต่าง ๆ เราควรที่จะประกาศว่า เราไม่ขอรับ ตำแหน่งนั้น ผมเข้าใจว่า ท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ คงจะทราบดีว่า ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้เรื่องกระทั่งแม้ว่าไปเข้ากรรมาธิการยกร่างนี่โดนตัดสิทธิอะไร จริง ๆ ไม่ทราบเลย แต่เข้าไปก็เพื่อจะไปทำสิ่งที่คิดว่าเปึนประโยชน์กับบ้านเมือง วันหนึ่งก็ถามท่านอาจารย์ วิชา มหาคุณ เพราะว่าสื่อมวลชนวิจารณ์ว่า เรานี่จะเข้าไปได้เปึ้นรัฐมนตรี ผมก็ถามท่าน จริงหรือ ท่านก็บอกว่า เอ๊ะ ไปดู มันน่าจะมีแค่เฉพาะ สส. สว. เท่านั้น ทีนี้ตอนหลังได้มา มีการกำหนดกติกาต่าง ๆ มากมาย ผมก็เลยหยิบปัญหานี้ขึ้นมา อันนี้เปึนประสบการณ์ ตรงนะครับ จึงมาพูดในนี้ แล้วมาประเด็นนี้ ก็เห็นชัดเจนว่า เราตัดสินอะไรแต่ละอย่าง ในช่วงเวลาสถานการณ์ที่ต่างกัน ก็มีผลกระทบที่กว้างใหญ่ไพศาลมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าให้ยึดหลักการ ส่วน สว. ป้ ๒๕๔๓ หรือป้ ๒๕๔๙ ใครจะดีกว่าใครนี่ อันนั้นคงเปึนเรื่องของเครื่องวัด แต่ว่าในประเด็นหลักการ ผมคิดว่า เปึนสิ่งที่ทุกคน ไม่สามารถที่จะใช้ความรู้สึกส่วนตัวได้ ขอบคุณครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

อาจารย์กรรณิการ์ครับ

นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร คงจะมีอยู่ ๒ ประเด็นที่อยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการ และก็ ให้ความเห็น

ประเด็นที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องหลักการของการที่ตัดวรรคสุดท้ายออก เพราะ อ่านในนี้แล้วก็จะตีความว่า สว. รุ่นแรกจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นี่เรายั่งยินดีให้ลงอยู่ เพราะว่าตีความว่า สว. รุ่นที่ ๒ ที่เกิดขึ้นในป้ ๒๕๔๙ นี่ เราตีความว่า เปึนวาระหรือเปึน สมัยหรือไม่ ถ้าเราตีความว่า สว. รุ่น ๒ เปึนวาระหรือเปึนสมัยนี่ ถ้าดูตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็จะเห็นว่า สว. รุ่นแรกก็มีสิทธิตามกติกา มันจะพันกันอยู่นะคะ เพราะว่าว่างเว้นไว้ ๑ สมัย แต่ถ้าคิดว่า ถ้าตีความว่า สว. รุ่น ๒ นี่ ไม่ได้เปึ้นสมัย หรือไม่ได้เปึนวาระ ก็แสดงว่ารุ่น ๑ ก็ไม่มีสิทธิ อันนี้ตีความแบบไม่ใช่นักกฎหมายนะคะ ทีนี้ต้องเรียนถาม ท่านกรรมาธิการว่า ตีความกันอย่างไร ตรงอันนั้น เพราะว่าท่านก็เปึนนักกฎหมายกัน ทั้งคณะเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นท่านจะมีความรู้มากกว่า

ประเด็นที่ ๒ ก็คือ จากการที่ได้มีการรับฟังความคิดของประชาชนจากร่าง รัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็น ประเด็นนี้ ซึ่งตอนแรกยังไม่มีการตัดวรรคนี้ ก็ไม่ได้มี ความคิดเปึ้นอื่นใดจากประชาชน ประชาชนไม่ได้ติดใจ แล้วก็คิดว่ายอมรับตรงส่วนนั้น อยู่แล้ว ไม่ได้มีการพูดถึงมาก

ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่า จากการที่ท่านกรรมาธิการยกร่างได้ให้ข้อมูลมาว่า ความคิดเห็นของกรรมาธิการเองก็ใกล้เคียงกัน ตรงนี้นํามาสู่ว่า เหมือนกับจะเอาวาระนี้ เอาประเด็นนี้มาสอบถามทางที่ประชุมใหญ่ ซึ่งตรงนี้ก็คงต้องมีการพิจารณากัน อาจจะ ต้องมีการลงคะแนนกันหรือไม่อย่างไร อันนี้ก็เลยคิดว่า จริง ๆ กรรมาธิการยกร่างซึ่งเปึน นักตีความ นักกฎหมายนะคะ ก็อยากให้ตีความหลักการก่อนค่ะ ไม่ได้มองว่า สว. รุ่น ๑ จะดี ไม่ดี รุ่น ๒ ดี ไม่ดี แต่ในหลักการค่ะ กราบขอบคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวผมจะให้ท่านอาจารย์นรนิติมานั่งประเด็นนี้ดีกว่านะครับ ผมนั่งตรงนี้ก็อึดอัดครับ เมื่อกี้ท่านพูดไปแล้วนะครับ ที่ยังไม่ได้พูดนี่ก็อาจารย์จรัสครับ

ศาสตราจารย์จรัส สุวรรณมาลา

ท่านประธานครับ ผม จรัส สุวรรณมาลา กระผมมีความเห็นสั้น ๆ ครับ ผมเข้าใจว่า สว. รุ่นที่มารุ่นแรกนี่ ไม่น่าจะ ถูกจํากัดสิทธิด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเขามีสิทธิแล้ว เพราะว่าทุกอย่างที่ทํา ไปมันสมบูรณ์ในตัวเองนะครับ การออกกฎหมายมาจํากัดสิทธิเขาน่าจะผิดนะครับ ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ สว. รุ่นที่ ๒ ที่เข้ามานี่ ต้องนับเปึน สว. รุ่น ๒ แล้วนะครับ เพราะว่าได้มีการเลือกตั้งถูกต้อง แล้วก็มีเข้ามาดํารงตําแหน่งกันแล้ว เพราะฉะนั้นก็น่าจะ นับเปึ้นรุ่น ๒ แล้ว ซึ่งที่เราจะออกกฎหมายนี่ เฉพาะวรรคนี้นะครับ น่าจะออกกฎหมาย เฉพาะรุ่น ๒ เท่านั้น รุ่นแรกไม่ควรจะกล่าวถึงแล้ว เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันผ่านไปแล้วครับ ขอบพระคุณครับ คือต้องทำใจให้เปึนกลางนะครับ ไม่ใช่ให้เห็นว่ามันสั้น ๆ เร็ว ๆ แล้วก็ไป ตัดเขา ๒ รุ่นเลย ซึ่งมันไม่ถูกครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

หมดแล้ว ใช่ไหมครับ เชิญท่านกล้านรงค์ครับ

นายกล้านรงค์ จันทิก

ครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ผม กล้านรงค์ กระผมคงไม่ได้มีเหตุผลที่จะเสนออะไรทั้งสิ้นนะครับ แต่อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุม และกรรมาธิการนิดหนึ่ง สำหรับวรรคสุดท้ายนั้น ถ้าวรรคสุดท้าย สมมุติว่าท่านจะ ไม่ลบทิ้งนะครับ ถ้าไม่ลบทิ้งนี่ มันก็คงจะผิดมาตราอยู่นิดหนึ่ง ในกรณีของสมาชิก วุฒิสภา ซึ่งเลือกตั้งหลังสุดตามรัฐธรรมนูญ ที่ท่านบอกว่า ไม่ให้นําบทบัญญัติของ มาตรา ๑๑๒ วรรคสองมาใช้บังคับนั้น คงไม่ตรง มันต้องเปึนมาตรา ๑๑๐ (๘) และ ๑๑๑ วรรคสอง ผมก็เรียนฝากไว้ตรงนี้ครับ เพราะเหตุว่าในมาตรา ๑๑๐ (๘) และ ๑๑๑ วรรค สองนั้นมันห้ามทั้ง ๒ ป้ ไม่ว่าจะเปึนสมาชิกวุฒิสภาที่เลือกครั้งแรกหรือครั้งที่ ๒ ถูกตัด สิทธิโดยมาตรา ๑๑๐ (๘) และ ๑๑๑ วรรคสองทั้งหมดนะครับ ถ้าไม่ยกเว้นเอาไว้ ก็ไม่สามารถจะเข้ามาเปึนได้ทั้ง ๒ อัน อันนี้ผมตั้งเปึนข้อสังเกตฝากไปยังกรรมาธิการ เท่านั้นครับผม

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

มีท่านใด อีกไหมครับ ท่านสวิ่งครับ

นายสวิ่ง ตันอุด

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด ครับ นิดเดียว ครับท่านประธาน ผมคิดว่า เรื่องที่เราพูดกันนี้นี่นะครับ ไม่ได้พูดถึงเรื่องว่าใครดี หรือใครชั่วแล้วก็ไม่ควรจะกลับมานะครับ เพราะว่าตอนนี้เรากําลังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ การรักษาหลักการนะครับ ผมคิดว่า ที่จริงแล้วบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ชัดเจน อยู่แล้วนะครับ ว่า ๗๖ คน ที่จริงแล้วก็ยากอยู่แล้วครับ ที่จะกลับมากัน และพวกเราเอง หลายคนนี่นะครับ ก็คงไม่มีใครเลือกที่จะไปเปึนอย่างนั้น แต่ว่าที่พูดนี่ ก็เพื่อที่จะรักษา หลักการที่ควรจะเปึ้นนะครับ ทีนี้ผมมาดูแล้วนี่นะครับ ถ้าท่านตีความแบบนี้นี่นะครับว่า ป้ ๒๕๔๙ นะครับ ไปมีผลแล้วต่อการที่ได้เปึ้นรุ่น ๒ แล้วทำให้ ป้ ๒๕๔๓ กลับมานี่ แล้วก็ ป้ ๒๕๔๙ ก็สามารถที่จะมาลงได้ใน ป้ ๒๕๕๐ นี้ ผมคิดว่า วิธีคิดแบบนี้เปึ้น ๒ มาตรฐาน ดับเบิ้ล สแตนดาร์ด (Double standard) แน่นอน เพราะว่าวิธีแรกนี่เอาไปคิดนะครับ ในการหักลบกลบหนี้กับ ป้ ๒๕๔๓ แต่พอมาถึงป้ ๒๕๕๐ บอกว่า ยังไม่ได้ปฏิบัติการ ยังไม่ได้แสดงผล ซึ่งผมคิดว่าวิธีนี้ดับเบิ้ล สแตนดาร์ดแน่นะครับ ๒ มาตรฐานแน่นอน ดังนั้นถ้าเปึ้นแบบนั้น แสดงว่าถ้าป้ ๒๕๔๓ กลับมาได้ นั่นแสดงว่าป้ ๒๕๔๙ จะไม่สามารถมาลงรับสมัครเลือกตั้งได้ คือ เอาให้มันชัดสักอย่างหนึ่งว่าจะเอาอย่างไร นะครับ เพราะว่าตอนนี้เปึน ๒ มาตรฐาน ที่ผมคิดว่า วิธีนี้ต้องเอาหลักการนะครับ ไม่ใช่ เปึ้นเรื่องของตัวบุคคลและเปึนเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นเรา ตอบสังคมไม่ได้ว่า ทำไมเราถึงต้องคิดแบบนี้นะครับ อันนี้ยืนยันในเชิงหลักการครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านวุฒิชาติครับ

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตอย่างนี้นิดหนึ่งครับ ด้วยความเคารพท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ คือหลายสิ่งหลายอย่างนี่นะครับ ในเรื่องของการเรามาร่วมร่างรัฐธรรมนูญด้วยกันนี่ ผม เห็นคล้อยกับอาจารย์เจิมศักดิ์หลาย ๆ อย่างเลยนะครับ สำหรับประเด็นนี้ผม ขออนุญาตนะครับ มีข้อเสนอแนะแย้งท่านนิดเดียว คือท่านครับ ถ้าเราจะพูดว่า นะครับ สว. ป้ ๒๕๔๓ ได้เว้นวรรคแล้วนะครับ ประเด็นที่ ๑ ครับ ถ้าถามว่าเจตนารมณ์ ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขาบอกเว้นวรรคเท่าไรครับ ๖ ป้นะครับ แล้วอันนี้เราเพิ่ง เลือกตั้ง สว. ป้ ๒๕๔๙ มานี่ สภาก็ยังไม่ได้เป่ดนะครับ มีการรับรอง สว. ยังไม่ได้ทำหน้าที่ เลยนะครับ มีการรับรองเข้าไปบางส่วน คือ ถ้าสมมุติจะมาตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในความเข้าใจของผมนะครับ ซึ่งอาจจะผิดก็ได้นะครับ รัฐธรรมนูญเขาบอกว่า คือทุกอย่างนี่ผมไม่เถียงอาจารย์เจิมศักดิ์ เลย ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ คือผมเข้าใจ แต่ว่าผมถามนิดหนึ่งว่า เจตนารมณ์ ๒๕๔๐ นี่ หมายถึงว่าเว้นนี่เว้นเท่าไร เพราะอายุการดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ต้อง ๖ ป้ ใช่ไหมครับ แต่ขณะเดียวกัน เราเพิ่งเลือกตั้งไปเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ นะครับ นี่ก็คือป้เศษ แล้วถามว่าสมาชิกวุฒิสภาป้ ๒๕๔๙ ได้ทําหน้าที่แล้วหรือยังนะครับ ผมขอฝากเปึนข้อสังเกตตรงนี้นิดหนึ่งนะครับ แล้วก็ผมเสนอให้มีการโหวตครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เอานะครับ ดูกัน กว้าง ๆ ก็แล้วกันนะครับ คงไม่ดูใกล้ตัว ดูกันกว้าง ๆ อาจจะเห็นมุมที่ดีอะไรต่ออะไรบ้าง เชิญท่านการุณครับ

นายการุณ ใสงาม

ประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม ผู้มี ผลประโยชน์ทับซ้อนโดยตรงกับเรื่องนี้นะครับ แต่จะนำเสนอหลักนะครับ เรื่องที่ ๑ วุฒิสภาตอนเลือกตั้งป้ ๒๕๔๓ ครบวาระ ๖ ป้ ข้อที่ ๒ วุฒิสภาที่เลือกตั้งป้ ๒๕๔๙ เปึนวาระหรือไม่ กฤษฎีกาเคยวินิจฉัยเรื่องนี้เอาไว้นะครับ แม้จะเพียงวันเดียวก็ให้ถือเปึน ๑ วาระ อันนี้กฤษฎีกาช่วยยืนยันหน่อยครับ และทาง กกต. ก็เคยมีประเด็นเรื่องนี้ด้วย ผมไม่ต้องเอ่ยรูปธรรมนะครับ กกต. ก็เคยมีประเด็นเรื่องนี้ด้วยว่า ๑ วันหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ คือไม่ครบวาระนี่ ให้ถือเปึนวาระหรือไม่ กฤษฎีกาเคยชี้ไปให้กับ กกต. บังเอิญว่าวันนี้ ผมถือมาทุกวัน แต่บังเอิญวันนี้อยู่ในรถ ถ้าจะให้ผมวิ่งไปเอา ประมาณ ๕ นาที ก็ได้มา กฤษฎีกาเคยวินิจฉัยเรื่องนี้ว่า แม้เพียง ๑ วัน หรือไม่ครบวาระก็ตาม ให้ถือเปึนวาระ อันนี้ กกต. เคยถามไปกฤษฎีกาด้วย และให้กฤษฎีกาวินิจฉัยครับ แต่บังเอิญว่ารัฐธรรมนูญป้ ๒๕๔๐ ท่าน อันนี้ต้องให้ความเปึ้นธรรมให้ครบ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒๖ (๓) บอกว่า เปึนหรือเคยเปึนสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้ใช้คํา วาระ ท่าน ใช้คําว่า ในอายุของวุฒิสภาคราวก่อนการสมัคร รับเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ บอกว่า อายุ เห็นไหมครับ อายุ ไม่ใช่ วาระ นะครับ อายุของวุฒิสภามีกําหนดคราวละห์กป้นับแต่วันเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าดูใน ๑๒๖(๓) แล้ว ก็ยังอยู่ในเวลา ๖ ป้ ตามอายุของวุฒิสภา ชุดที่ ๒ แต่บังเอิญอายุของวุฒิสภา ชุดที่ ๒ นั้นไม่ได้อยู่ครบตามกำหนด ๖ ป้ ด้วยเหตุถูกประหารชีวิตโดยการยึดอำนาจ เสียก่อน เพราะฉะนั้นอายุเลยสั้น แต่ถามว่า เปึนอายุไหม ก็คงกลายเปึนอายุ ถ้าจะห้าม ต้องห้ามป้ ๒๕๔๙ เพราะอยู่ในอายุของตนและอยู่ในวาระของตน เห็นไหมครับ คือท่าน จะเอาหลักกฎหมายไหม ถ้าเอาหลักกฎหมายต้องเปึนอย่างนี้ท่าน แต่ถ้าเอาบอกชุดพวก ผมยังอยู่ในอายุ ๖ ป้ ของชุดป้ ๒๕๔๙ ไหม ก็บอกว่า ยังอยู่ในอายุ ๖ ป้ แต่ถ้าบอกว่า อายุ ๖ ป้นั้นถูกประหารไปโดยการยึดอำนาจใช่ไหม ก็ใช่ แสดงว่าพื้นอายุแล้วใช่ไหม ก็แล้วแต่ท่านจะตัดสินใจ แต่ผมคิดว่า อะไรก็ได้ เพราะเปึนผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อน นะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์ รอบสองแล้ว สั้น ๆ นะครับ

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ นะครับ คือ ผมอยากจะเรียนตอบคุณวุฒิชาตินิดเดียวนะครับ ชักดึกก็ชักแย่แล้ว เดี๋ยวห้าทุ่มจะต้องขอท่านประธานเลิกนะครับ ท่านประธานครับ ผมเน้นว่า เจตนารมณ์ คืออะไร เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญน่าจะเปึนหลักมากกว่าอะไรทั้งสิ้น เจตนารมณ์ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เว้นไว้ ให้เว้น ๑ เทอม เพราะเกรงว่าระหว่างที่ตัวเองทำงานอยู่ ๖ ป้นั้น จะทำงานไปไม่ตรงไปตรงมา แต่เตรียมที่ จะไปเอาใจฐานเสียง หัวคะแนน ในช่วงที่ทำงานอยู่นั่นนะครับ ที่เตรียมว่า จะไปหาเสียง หาหัวคะแนนไว้สำหรับป้ถัดไป แต่ท่านประธานครับ บัดนี้ มันครบวาระไปแล้ว แล้วมีการ เลือกตั้งไปแล้ว การกีดกันดังกล่าวได้เกิดแล้ว และเขาได้มีการเลือกตั้งไปแล้ว ตกลงการ กีดกันบรรลุผลเรียบร้อย เพราะเขาก็ไม่มีสิทธิลงในคราวนั้น แล้วถามว่า ครั้งนี้เราจะไปกัน เขาทําไมครับ ถ้าเราคิดว่า รัฐธรรมนูญมีผล เขาไม่ได้เตรียมหาเสียงไว้เลย จนกระทั่งถึง ป้ ๒๕๔๙ เขาไม่รู้จะหาเสียงไปทําไม แล้วเมื่อมีรัฐประหาร แล้วจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ แล้ว จะมีการเลือกตั้งใหม่ในต้นป้หน้า คนพวกนี้เขาไม่ได้เตรียมหาเสียงไว้เลยตั้งแต่ ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๔๙ เพราะรัฐธรรมนูญมันมีอยู่ มันไม่ได้หมายความว่า ถ้าเข้าชุดใหม่เปึ้นเพียงแค่ ไม่กี่เดือน การห้ามหาเสียง คือ ๖ ป้ ของใหม่อย่างนั้นหรือ เขาห้าม กลัวของเก่า ๖ ป้ ไม่ได้กลัวว่าตอนช่วงเว้นวรรค์ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ตรงนี้ท่านคงเข้าใจนะครับ ว่าผมคงไม่ได้คิดจะลง ๆ อะไรครับ แล้วก็รุงเทพนี่ อย่างที่ผมเคยท้วงติงไว้กับ ท่านประพันธ์นะครับ กรุงเทพนี่ สว. คนเดียว เขตใหญ่กว่าที่ผมเสนอ ตอนนั้นท่านบอก เขตของผมนี่มั่นใหญ่โตมโหฬาร ใครลงก็เชิญเถอะครับ ผมคิดว่า ถ้าคนคิดจะลงนี่ ไปลง ผู้ว่าสนุกกว่า เพราะเขตใหญ่เท่ากันใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เรียนในหลักการ จริง ๆ เลย แล้วผมก็ไม่ได้ชื่นชม สว. รุ่นผมเท่าไร แต่ท่านประธาน เรื่องสิทธิจะไปตัด คนง่าย ๆ นี่ ผมเปึนห่วง เพราะว่ารุ่นผมย่อมมีคนดีและคนไม่ดี คนที่ผมบอกว่าไม่ดีนี่ มันอาจจะดีก็ได้ ประชาชนเขาอาจจะคิดว่าดีก็ได้ หรือคนที่ผมบอกว่าดี มันก็อาจจะดีจริง แล้วเราไปตัดเขาได้อย่างไร ถึงแม้ว่าผมเคยอภิปรายไว้ว่า รุ่นผมนี่ที่เปึ้นอิสระ มีสักสี่สิบกว่าคน จําได้ไหม ที่ผมพูดตลอดเวลา ท่านมีสิทธิอะไรไปตัดสี่สิบกว่าคนเขาครับ แล้วถ้าเราเชื่อว่าการเลือกตั้งประชาชนเขารู้เอง ผมก็แฉมาเยอะว่าใครดี ใครไม่ดี ประชนชนเขาก็เลือกเอง แต่อันนี้ผมไม่ได้ซีเรียสนะครับ เพราะว่าผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรอก จริง ๆ แล้วนะครับ แต่ว่าดูเหมือนมีส่วนได้ส่วนเสีย ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านชำนาญ สั้น ๆ นะท่านครับ ดึกแล้ว

นายชํานาญ ภูวิลัย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานาญ ภูวิลัย สสร. นะครับ คือ กระผมเห็นว่าประเด็นนี้นะครับ มีความสําคัญ มีความก้ํากึ่ง อย่างมาก จึงเห็นสมควรอยากจะเสนอท่านประธานให้แขวนไว้ไปวันพรุ่งนี้ เพราะว่ามันจะ มีผลกระทบอย่างมากในการตัดสินใจครั้งนี้นะครับ หลาย ๆ ด้านนะครับ เอาให้รอบคอบ ไปถึงวันพรุ่งนี้ แล้วก็เสนอขอให้ท่านประธานช่วยป่ดประชุมนะครับ ห้าทุ่มแล้ว ขอบคุณ ครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านไปอภิปราย เรื่องอื่นแล้วป่ดประชุมไม่ได้ ท่านชาติชายก่อนครับ ท่านชาติชายครับ

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชาติชาย เจียมศรีพงษ์ ครับ ผมจะขออนุญาตหารือเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในกรณี วุฒิสภาชุดที่แล้วนะครับ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาป้ ๒๕๔๙ เขาได้รับรองจากกรรมการ การเลือกตั้ง แต่ว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นยังเลือกไม่ครบ ยังไม่มีการเป่ดประชุมครั้งแรก ผมขอหารือว่า เขาเปึนวุฒิสมาชิกแล้วหรือยัง เพราะว่ามีบางท่านก็ยังไม่ได้รับการรับรอง แล้วยังไม่มีการเลือกประธาน รองประธาน และการประชุมครั้งแรกนะครับ ผมอยากหารือ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เรื่องหารือเรื่องนี้ กับผมไม่ได้กระมัง เปึ้นเรื่องของวุฒิสภาชุดที่แล้วนะครับ เมื่อกี้ท่านสุนทรครับ

นายสุนทร จันทร์รังสี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุนทร จันทร์รังสี สสร. นม. ห้าทุ่มแล้วนะครับ คุยกันมานาน จากคน ๒ กลุ่ม ๒ ผลประโยชน์ แล้วก็ต่างฝ์ายต่างปัองกันผลประโยชน์ของกันและกัน ผมว่าทำให้สภาแห่งนี้เสียเวลาไป ไม่ใช่น้อย ซึ่งน่าจะไปพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศมากกว่านี้ ในฐานะที่ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย แล้วก็ง่วงนอน แล้วเลยเวลาไปเยอะแล้ว ผม เรียกร้องก็คงไม่ได้ เพราะได้พูดไปแล้ว แต่ผมคิดว่า ถ้าทุกฝ์ายย่อมรับความจริงกัน เราคง ไม่เถียงกันถึงขนาดนี้ ฉะนั้นขอให้ผู้ที่พูดต่อจากผมไป เสนอป่ดประชุมเลยแล้วกันครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

๒ ท่านนะครับ คนละนิด แล้วก็จะขอเสียงแล้วนะครับ ให้ท่านธวัชก่อนนะครับเมื่อกี้ แล้วก็ท่านสุรชัย

นายธวัช บวรวนิชย์กูร

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายธวัช บวรวนิชย์กูร สสร. ครับ จริง ๆ ตั้งใจจะไม่พูดนะครับ แต่คันในหัวใจ ความรู้สึกคันในหัวใจ นิด ๆ คือ ผมกราบเรียนว่า สว. รุ่นป้ ๒๕๔๓ นี่ครับ ที่ผมรู้จักนี่คนดีทั้งนั้นเลย โชคดี มารู้จัก สว. ๒๕๔๓ ที่อยู่ในนี้คนดีทั้งนั้น แต่ผมกราบเรียนว่า วันนี้นะครับ คนเหล่านี้นี่เขา ตั้งใจอยู่แล้วว่า เขาเข้ามาเปึน สว. ตั้งแต่ป้ ๒๕๔๓ ถึง ๒๕๔๙ เขาตั้งใจว่าเขาจะเลิก อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามช่วงนี้เขาก็มาเปึนไม่ได้อยู่แล้ว โดยหลักกฎหมายมันจะเปึนอย่างไร ผมก็ไม่ทราบนะครับว่า เขาจะมีสิทธิหรือเปล่า แต่ผมห่วงอยู่อย่างเดียว ถ้าว่าเกิดเขาได้ สิทธิ ผมทักอันนี้นะครับ บังเอิญเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ทําให้เข้าสามารถมาได้ต่อใน รุ่นต่อไป มันจะเกิดวัฒนธรรมใหม่หรือเปล่าครับท่าน เกิดมีการเลือกตั้ง สว. ใหม่ในป้หน้า เข้ามาได้ สว. ชุดใหม่จะเกิดมีความรู้สึกว่า มันเปึนวัฒนธรรมอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ต่อไป ถ้ามีการฉีกรัฐธรรมนูญอีก ฉันก็มาได้อีก ถึงแม้ว่าเจตนารมณ์บอกว่า ฉันมาไม่ได้ แต่มัน จะเกิดวัฒนธรรมใหม่นะครับ วันนี้ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า สว. ๒๐๐ ท่าน ในป้ ๒๕๔๓ นี่ เตรียมที่จะ เตรียมใจแล้วนะครับว่า ไม่ควรจะได้รับเลือก วันนี้ได้รับเลือกเพราะถูกฉีก รัฐธรรมนูญ ชุดใหม่มา ก็คิดว่า โอ.เค. ว่า เออ ถ้าหากว่าผมโดนไป ๕ ป้ ลุยมันเลย ให้รัฐธรรมนูญถูกฉีกอีก เผื่อจะได้เปึนอีก ผมว่าต้องกลับไปยืนอยู่ที่หลักครับ อยู่ที่เจตนารมณ์ เจตนามันบอกว่า คุณไม่ควรจะได้เปึนอีกแล้ว คุณเลิกไปเลยอีก ๖ ป้ อีกสมัยหนึ่ง แล้วคุณค่อยมา เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้มันยืนอยู่ในหลักนี้นะครับ เจตนารมณ์นี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมดูว่า วันนี้นี่จะตีความอย่างไรก็ตาม เราไปยืนอยู่ตรง เจตนารมณ์นะครับ ก็คันหัวใจ ไม่อยากจะพูดครับ แต่ขอพูดนิดหนึ่ง

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสุรชัย คนสุดท้ายแล้ว จะออกเสียงแล้วนะครับ จะได้จบมาตรานี้ จะได้กลับแล้ว

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธาน ผมไม่ได้เปึน สว. ทั้งรุ่นป้ ๒๕๔๓ และรุ่นป้ ๒๕๔๙ นะครับ ทีนี้ผมคิด อย่างนี้ครับ ท่านประธาน ในฐานะที่ผมอยู่กับกฎหมาย ผมก็คิดแบบหลักนิติศาสตร์ เมื่อรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ถูกยกเลิกไป จากเหตุการณ์การยึดอํานาจ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ผมถือว่า กติกาของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น ถูกยกเลิกไปทั้งหมดแล้ว แล้วในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ เราก็ได้เขียนคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเปึ้น สส. ได้เขียน คุณสมบัติของผู้ที่จะมาเปึ้น สว. ใหม่เพิ่มเติม แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ หลายเรื่องเลยครับ เพราะฉะนั้นผมคิดของผมว่า ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรต้องไปตัดสิทธิคน เหล่านั้นที่จะต้องมาสู่สนามเลือกตั้ง มาสู่สนามการคัดสรร ภายใต้กติกาใหม่ เราไม่ได้ใช้ กติกาของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ทั้งในเรื่องของการเลือก สส. ทั้งในเรื่องของ สว. โดยเฉพาะการสรรหา สว. ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็ไม่มีนะครับ ผมคิดของผมอย่างนี้ ครับ ก็สุดแล้วแต่ที่ประชุมจะรับไว้พิจารณาครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ท่านสมาชิกครับ เราพูดกันมามากแล้วนะครับ ท่านคงได้รับฟัง แล้วก็คิดรอบคอบแล้ว ขอให้ออกเสียง นะครับ ท่านยกร่างครับ ออกเสียงนะครับ ขอให้ออกเสียงนะครับ ถ้าใครเห็นด้วยนี่เท่ากับเห็นด้วยกับยกร่าง ให้ตัดออก ใช่ไหมครับ ใครไม่เห็นด้วย ก็คือ ให้คงไว้ เฉพาะนี่ ตามที่ตัดออกใช่ไหม ท่านอัชพรทบทวนนิดหนึ่ง

นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ คิดว่าตามร่าง กรรมาธิการนะครับที่ปรากฏอยู่ คือ กรรมาธิการตัดร่างวรรคสี่ออกทั้งวรรค ซึ่งข้อความ วรรคสี่นั้น ก็จะมี ๒ ช่วง เข้าใจว่าทางท่านศิวะ และก็หลาย ๆ ท่าน คงจะอยากคง ข้อความในวรรคสี่ แต่ว่าไม่ได้คงไว้ทั้งหมด คงจะคงข้อความช่วงแรกไว้ว่า ที่มีข้อความว่า ในวาระเริ่มแรกห้ามมิให้ผู้เคยเปึนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับเลือกตั้งเปึนครั้งแรก ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดํารงตําแหน่งเปึนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะมีการเลือกตั้งและการสรรหาเปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ เข้าใจว่าจะเปึ้นเช่นนั้น ท่านศิวะจะชี้แจงได้ไหมว่าเปึนเช่นนั้นหรือไม่ ถ้าเปึนเช่นนั้นก็คงจะโหวตระหว่างร่าง กรรมาธิการซึ่งตัดออกหมดนะครับ วรรคสี่ กับร่างข้อความส่วนนี้

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

จะเปึนตามนี้ เข้าใจแล้ว ท่านกล้านรงค์ว่าอย่างไร

นายกล้านรงค์ จันทิก

คือ ถ้าจะกรุณาบอกว่าตัดออกเฉพาะช่วงแรก หรือไม่ และปัญหาว่า ช่วงที่ ๒ ท่านจะคงไว้ไหมครับ หรือว่าอย่างไร

นายอัครวิทย์ สุมาวงศ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตครับ ข้อความมันจะมี อยู่ในมาตรา จะมีที่เสนอไปนะครับ ที่ร่างกรรมาธิการเสนอเองในฉบับนี้นะครับ คือจะอยู่ ที่มาตราหลังนะครับ มาตรา ๒๙๕ (๑) ในหน้า ๒๒ ซึ่งจะเปึน ๑/๑ จะบอกว่ามิให้นํา บทบัญญัติมาตรา ๙๖ (๑๐) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเคยเปึนสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๐ (๘) และมาตรา ๑๑๑ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ข้อความนี้แปลว่าง่าย ๆ ก็คือ ให้ลงได้ทั้ง ๒ รุ่น ในกรณีของสมาชิกวุฒิสภานะครับ แต่ว่า ถ้าหากว่า วันนี้มีการลงมติให้คงไว้ตามร่างกรรมาธิการ ก็คงจะไม่ต้องไปแก้ไขอะไร ในข้อ ๑.๑ แต่ว่าถ้าเปึนเรื่องที่ร่างที่สมาชิกเสนอให้คงไว้บางส่วนอย่างเมื่อกี้นี้ ผ่านมติ สภาก็อาจจะต้องมาเขียนตรงนี้เพิ่มตอนช่วงแรกว่า ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๘๑ วรรคสี่ แล้วข้อความเดิมครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

เชิญครับ อาจารย์เจิมศักดิ์ว่าอย่างไร

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

ท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ นะครับ ผมคิดว่า ท่านแนะนำให้ไปดูมาตรา ๒๗๕ (๑/๑) นี่ก็ถูกแล้ว แต่ผมเชื่อว่า เพื่อนสมาชิกยังเปึนงงมากเลย เพราะ ๙๖ (๑๐) ๑๑๐ (๘) ๑๑๑ วรรคสอง คืออะไร ผมเชื่อง่าย ๆ อย่างนี้ท่านประธาน คือ เราโหวตกันว่าขณะนี้เราไม่ติดใจแล้วว่า สว. ป้ ๒๕๔๙ นะครับ เพิ่งเลือกมาเมื่อป้ที่แล้ว น่าจะให้สิทธิเขา อันนี้ท่านถามเสียว่าใช่ไหม ถ้าบอกว่าใช่ ไม่ต้องโหวตเลย ๒๕๔๙ ก็มาโหวตว่า สว. รุ่นพวกป้ ๒๕๔๓ ที่เข้ามา ป้ ๒๕๔๓ จะให้สิทธิไหม ถ้าบอกว่า ให้สิทธินะครับ ๑/๑ เมื่อกี้น่าจะถูกต้องไปเลย แต่ถ้า บอกว่าไม่ให้สิทธิ เดี๋ยวเข้าไปแก้มาให้ใหม่ เอาอย่างนี้แล้วกันนะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ถ้าเห็นด้วยกับ กรรมาธิการ คือ ท่านกรรมาธิการบอก

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ ข้อเสนออาจารย์เจิมศักดิ์ก็ดีครับ ขออนุญาตโหวตเปึน ๒ ที ใช่ไหมครับ ที่ที่ ๑ ก็คือ ว่ารุ่น ๒๕๔๙ จะให้ลงเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าลงเลือกตั้งได้ ก็กดปุ์ม เห็นด้วย ถ้าลงไม่ได้ ให้กดปุ์มไม่เห็นด้วย นี่ครั้งที่ ๑ ถามแบบนี้นะครับ

ถัดมาก็ถาม ป้ ๒๕๔๓ ครับว่า เห็นด้วยกับให้ ๒๕๔๓ ลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือไม่ ถ้าเห็นด้วยให้ลงสมัคร ก็กด เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย ก็กด ไม่เห็นด้วย นะครับ ถาม ๒ ที อย่างนี้น่าจะชัดเจนครับ ท่านประธานครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ครับ ใช่ไหมครับ ท่านสุนทรยังยกมือ ว่าอย่างไรครับ

นายสุนทร์ จันทร์รังสี

ท่านประธานครับ แล้วถ้าเราจะต้องการให้ทั้ง ๒๕๔๓ ๒๕๔๙ ลง จะกดอย่างไรครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ตกลงเข้าใจ นะครับ ผมจะถามก่อนนะครับ ถ้าใครเห็นด้วยให้ ๒๕๔๙ สว. รุ่นป้ ๒๕๔๙ ลงได้ ให้กด เห็นด้วย นะครับ และถ้าใครไม่ให้ลง ก็กด ไม่เห็นด้วย เอาประเด็นนี้ก่อน ไม่มีความเห็น เปึ้นอย่างอื่น ใช้ได้แล้วนะครับ ออกเสียงครับ

(นายนรนิติ เศรษฐบุตร )ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( มีสัญญาณให้ สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ลงคะแนน ใครยัง ลงคะแนนไม่ได้ ยกมือขึ้นนะครับ เชิญครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

ใครยังลงคะแนน ไม่ได้ ลงไม่ได้หรือเปล่าครับ คุณกฤษฎาครับ ใครลงคะแนนไม่ได้ยกมือ ไม่มีนะครับ ท่านพิเชียรลงคะแนนครับ ใครลงคะแนนไม่ได้ยกมือค้างไว้นะครับ ท่านพิเชียรเรียบร้อย แล้วใช่ไหม ครับ ป่ดการลงคะแนนนะครับ รวมคะแนนครับ ตกลงผู้เข้าประชุม ๗๕ เห็นด้วย ๗๐ นะครับ ให้ป้ ๒๕๔๙ ลงได้นะครับ

ผมจะถามต่อไปนะครับ ท่านครับ ว่า ให้สมาชิกวุฒิสภา ป้ ๒๕๔๓ นี่ ให้ลงเลือกตั้งได้ ท่านก็กด เห็นด้วย ถ้าไม่ให้ลงเลือกตั้งก็ให้กด ไม่เห็นด้วย เข้าใจนะครับ ขอเชิญลงคะแนนครับ ขอเชิญท่านลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)

มีใครค้าง การลงคะแนนไหมครับ ท่านวิทยาลงแล้วใช่ไหมครับ เรียบร้อยแล้วนะครับ ป่ดการ ลงคะแนนครับ แล้วก็รวมคะแนนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๗๕ เห็นด้วย ๒๕ นะครับ ไม่เห็นด้วย ๔๖ นะครับ ตกลงมาตรา ๒๘๗ นี่ครับ สมาชิกมีมติยื่นตามที่แก้ไขแล้วนะครับ

กรรมาธิการว่าอย่างไรครับ มีอะไรอีกครับ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ ครับ เมื่อกี้ตอนอยู่ที่วรรคสาม ขออนุญาตว่า ท่านสดศรีได้เรียน ถามนะครับว่า ในวรรคสามเขียนว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะสมัคร ต้องเปึ้นสมาชิก พรรคการเมืองไม่น้อยกว่าสามสิบวัน จะเปึนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ใช่หรือไม่นะครับ กรรมาธิการก็ตอบว่าใช่นะครับ แต่ว่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน เลขมาตราไม่ได้เขียนในเรื่องนี้ไว้ ก็ขออนุญาตให้คํานะครับว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเปึน สมาชิกพรรคการเมือง ขออนุญาตเติมว่า ใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว เปึ้นเวลาติดต่อกัน อันนี้หลักการเดียวกันครับ แต่ขอเติมคำให้ชัดเจนครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ติดต่อให้ได้ ใส่เติมไปที่ท่านสดศรีทัก ให้ชัดเจนนะครับ ไม่มีผู้ใดขัดข้องนะครับ ท่านครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)

รับไว้ตามนี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้ก็ดึกมากแล้วนะครับ แล้วก็ยังเหลือที่พรุ่งนี้ท่านต้องมาประชุมกัน อีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ท่านทั้ง ๘ กลุ่ม มาตกลง ท่านวุฒิชาติมีอะไร ครับ

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร

ท่านประธานที่เคารพครับ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ครับ ท่านประธานครับ ผมหารือนิดเดียว ฝากกรรมาธิการยกร่างหน่อย เพราะว่าเมื่อกี้ที่มีการลงมติไปนี่ ผมว่ามันจะไปกระทบกับมาตราอื่น ๆ ด้วยนะครับ ผมฝากไปแก้ไขเลยนะครับ

นายนรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ก็ต้องดูให้เสร็จ นะครับ พรุ่งนี้เอาเข้ามานะครับท่านยกร่าง ทุกอย่าง วันนี้ขอบคุณมากครับ ขอป่ดประชุม ครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๓.๑๖ นาฬิกา