กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร พูดถึงความสำคัญของศาสนาและสถาบันทางศีลธรรมในประเทศไทย เธออธิบายว่าศาสนาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมความดีและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม แต่เธอก็เน้นย้ำว่าความดีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาสนา แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติและความเชื่อของแต่ละบุคคล เธอยังชี้ให้เห็นว่าองค์กรและกลไกการจัดการของศาสนาพุทธในประเทศไทยมีปัญหาที่ต้องแก้ไขเพื่อให้สามารถส่งเสริมความดีและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมได้
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร สสร. นะคะ ในประเด็นนี้ขอนำเสนอในประเด็นที่ว่า เรื่องของ ศาสนา เวลาเราพูดถึงศาสนานี่ ก็จะเปึนเรื่องของการที่เราต้องการการเปึนคนดี ทุกศาสนาซึ่งมีบทบัญญัติแห่งศาสนาอยู่ ไม่ว่าจะเปึนคัมภีร์ไบเบิ้ล (Bible) คัมภีร์ อัลกุรอ่าน (Al-Quran) หรือพระไตรป่ฎกก็แล้วแต่ เหล่านี้ล้วนแต่สอนให้เปึ้นคนดี ทีนี้การ ที่คนจะเปึนคนดีนั้น ก็คือ สังคมเราจะอยู่เย็นเปึ้นสุขได้นั้น ก็แต่ละคนก็จะมีศาสนาแต่ละ ศาสนาด้วยความเชื่อ ด้วยวิถีครอบครัวเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เปึนสิ่งที่เรามาจากครอบครัว ของเราเอง หรือที่สุด ถ้าเราโตขึ้น เราก็ตัดสินใจที่จะเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ แล้ว น่าจะเปึนหลักการในเบื้องต้นที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะนำเสนอในที่นี้ก็คือว่า ความ หลากหลายของศาสนาในสังคมไทยนั้นมีมากนะคะ ดิฉันเคยมีประสบการณ์ในการที่จะ อยู่ที่จังหวัดปัตตานี เนื่องจากมีภูมิลำเนา ก็อยู่กันกับทางกลุ่ม เรามีเพื่อนมุสลิม มีคริสต์ เราก็อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข เราก็ไปมาหาสู่กัน พ่อแม่ พี่น้องก็จะรู้จักกัน สังคมเปึนสังคม ที่มีความเอื้อเฟุ๋อเผื่อแผ่กัน เรารู้จักโต๊ะอิหมู่าม รู้จักดาโต๊ะ รู้จักบาทหลวง เราก็ไปมาหาสู่ กันได้ เหล่านี้ทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีของศาสนา ๒ ศาสนิกนะคะ ซึ่งตรงนี้ที่สุด ก็คือว่า แต่ละครอบครัวในชุมชนนะคะ จะมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาอะไร นั้น ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราจะเอามาพูดกันในเชิงของว่า เราเปึนพุทธ์ หรือเราเปึนอิสลาม หรือ เราเปึนคริสต์ เหล่านี้สอนอยู่ในสายเลือด หรือความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว ตรงนี้อยากจะเน้นย้ําว่า การที่จะเปึนคนดี โดยที่มีศาสนาน้ํานั้น ส่วนที่สําคัญที่สุด ก็คือ คุณมีศีลธรรม สถาบันของครอบครัว ครอบครัว ชุมชนเปึนสถาบันทางศีลธรรมที่เปึ้น หน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมไทย ถ้าชุมชน ครอบครัวแต่ละครอบครัว แต่ละชุมชนมีวิถีปฏิบัติ แล้วเปึนตัวอย่างที่ดีของสถาบันทางศีลธรรม ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่ที่สุด ก็คือ คุณปฏิบัติจริง คุณปฏิบัติดี คุณปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ถ้า หน่วยสังคมที่มีศีลธรรมเหล่านี้ในทุกพื้นที่ของสังคมไทยเกิดขึ้นมาแล้ว ปัญหาสังคมที่ กำลังกล่าวขานกันอยู่ในขณะนี้ก็จะลดน้อยลงไปได้ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นว่า เมื่อเวลาเราพูด ถึงศาสนา ก็พูดถึงมี ๒ ส่วน ถ้าจะวิเคราะห์ ก็คือ ส่วนหนึ่ง ก็คือ ผู้ปฏิบัติ ซึ่งประชาชน ผู้เลื่อมใส่ในแต่ละศาสนาเปึนคนดำเนินการ แล้วก็เปึนคนสืบทอดต่อไป อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ กลไกองค์กรการจัดการต่อศาสนานั้น ซึ่งอาจจะเปึนผู้คุ้มนะคะ ไม่ว่าจะเปึนองค์กรของ ศาสนานั้น ๆ ซึ่งตรงนั้นเปึนส่วนที่จะต้องทำหน้าที่ในการควบคุม กำกับกลไก จัดการ อย่างไรจึงจะให้ศาสนาของตนเองนั้นนําไปสู่การปฏิบัติจริง ให้เปึ้นจริงต่อสังคม แล้วทําให้ สถาบันทางศีลธรรมของศาสนาตัวเองนั้นยั่งยืนต่อไป ศาสนาพุทธก็เช่นเดียวกันค่ะ พวกเราส่วนใหญ่นะคะ เราก็เปึนพุทธ์ ดิฉันก็นับถือศาสนาพุทธมาตั้งแต่กำเนิด เราก็ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบกันมา ก็เชื่อว่า เราจะต้องมีความเชื่อว่า แต่ละคนนั้นเปึนคนดี ถ้าเราคิดว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ เปึ้นคนดี เราก็ทำดี ท่านพุทธทาสก็ยังบอก ผู้ใดปฏิบัติงาน ผู้นั้นปฏิบัติธรรม ก็คือการ ทำงาน ก็คือปฏิบัติธรรม ก็คือสืบทอดศาสนา เราก็เปึนพุทธมามกะ เพราะฉะนั้นตรงส่วน นี้พระสงฆ์ ในส่วนของพระสงฆ์ซึ่งเปึนผู้รับหน้าที่ในเรื่องของการสืบทอด เปึนตัวแทนของ พระพุทธเจ้าในเรื่องของการปฏิบัติทางธรรมต่อไป ปฏิบัติธรรมนั้นก็เปึนตัวอย่างที่ถือว่า เปึนกลไก เปึนการจัดการ เปึนองค์กรที่จะทำหน้าที่ดูแล จัดการให้สังคมไทยนั้น โดยเฉพาะกลุ่มชาวพุทธนั้น เปึนคนดี แล้วก็สร้างสถาบันทางศีลธรรมของพุทธให้เกิดขึ้น ให้ได้ แต่ตรงนี้ต้องย้อนกลับมาถามว่า แล้วองค์กร กลไกการจัดการตรงนั้นทำอย่างไร เปึ้นอย่างไรในปัจจุบัน ดิฉันมิอาจกล่าววิเคราะห์ในรายละเอียดได้ เนื่องจากว่า แต่เห็น ปรากฏการณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นมาขณะนี้ ก็คือว่า ทำอย่างไรจึงองค์กรหรือองค์กรกลไก การจัดการของแต่ละศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ์นี่นะคะ จะจัดการตรงนี้ ทำอย่างไรจึง จะเปึนแนวหน้าในการที่จะทําให้พระไตรป่ฎกได้มีการปฏิบัติจริง ปฏิบัติได้ แล้วถ้าทุกคน ที่เปึนพุทธดำเนินการเหล่านี้แล้ว ทำให้ครอบครัว ชุมชน ไม่ใช่สักแต่บอกว่า เราเปึนพุทธ์ แต่เราต้องปฏิบัติได้ ปฏิบัติจริง ทำความดีได้ แค่ถือศีลห้าได้ก็ถือว่า เปึนคนดีระดับหนึ่ง แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ทําอย่างไร เราคงไม่ต้องการหวังว่า เราจะมีแต่มาฟังเทศน์ หรือ สอนศีลธรรมในหลักสูตร เหล่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิบัติจริง ถ้าเปึนการบังคับ แต่ต้อง เกิดจากจิตสำนึกจริง ๆ ของบุคคลที่มีความเชื่อในศาสนานั้น ๆ ที่จะดำเนินการ แล้วก็สืบ ทอดความดี เราคงไม่ได้ยึดติดว่า จะต้องเปึนศาสนาประจำตัวหรือประจำชาติอย่างถึง ที่สุดนะคะ ตรงนี้คิดว่า น่าจะทําอย่างไรเราถึงจะมี ดิฉันจะขอมองถึงสถาบันทางศีลธรรม ซึ่งเปึนหน่วยที่เล็ก ก็คือ ครอบครัว และชุมชน จะนับถือศาสนาอะไรนั้น ไม่น่าจะติดใจ คือ เรามีสิทธิที่จะเลือกปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ในส่วนของศาสนาพุทธ ซึ่งถือว่า คนส่วนใหญ่ของ ประเทศนั้น เรานับถือกันมาเปึนเวลาช้านาน แล้วคนส่วนใหญ่ก็นับถือศาสนาพุทธ์ ดิฉัน เห็นว่า การบัญญัติพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจําชาติ ไม่ได้ทําให้เกิดการปฏิบัติได้จริง เพราะว่าการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เปึ้นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่จะบัญญัติเอาไว้ แต่จะ จริง หรือไม่จริงอยู่ที่การปฏิบัติ ซึ่งจะปฏิบัตินั้น ก็คือ องค์กร กลไก การจัดการของหน่วย ของฝ์ายศาสนานั้น ๆ ที่จะต้องเปึนคนจัดการ จะมาหวังพึ่งรัฐในเรื่องของการบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ก่อให้เกิดการปฏิบัติจริง ดิฉันขอเน้น นะคะว่า สถาบันทางศีลธรรม ก็คือสถาบันครอบครัว ชุมชนนั้น จะเปึนส่วนที่จะปฏิบัติจริงนะคะ ดังนั้น ที่สุดก็คือ อยากจะเสนอว่า เห็นด้วยกับทางท่านอาจารย์จรัญนะคะ ขออนุญาตที่ เอ่ยนาม ที่เห็นว่า ถ้าเปึ้นทางส่วนหนึ่งที่เราเห็นว่า ไม่ใช่ประนีประนอม เปึนการหาทาง ออกร่วมกัน เนื่องจากว่า เปึนประเด็นที่สำคัญ ก็คือ ดิฉันก็ยังเห็นด้วยกับการบัญญัติใน มาตรา ๗๘ นะคะ ที่ว่าด้วย รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเปึน ศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาเปึนเวลาช้านาน และศาสนาอื่นที่ได้รับการ รับรองจากรัฐ ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้เกิดความปฏิบัติจริงต่อไปได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ