อภิชาติ ดําดี แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยเน้นย้ำความสำคัญของหลักธรรมในการส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของมนุษย์ และเห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ควรผูกไว้กับระบอบการปกครอง โดยเน้นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันโดยสันติสุขและความจำเป็นในการหาสิ่งที่เป็นจุดร่วมและสงวนจุดต่าง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาติ ดําดี สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้สนับสนุนการแปรญัตติในมาตรา ๗๘ ท่านประธานครับ เราก็ประจักษ์ความจริงอย่างชัดเจนนะครับว่า ประเทศไทยเรานั้นได้ยอมรับนับถือ พุทธศาสนา ซึ่งถือกําเนิดจากประเทศอินเดียมาเมื่อเจ็ดร้อย แปดร้อยป้ที่แล้ว ถึงขณะนี้ ประชากรคนไทยส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๔ นับถือพุทธศาสนา ท่านประธานครับ เส้นทางของ พระพุทธศาสนาที่ยั่งยืนยาวนานมาเจ็ดร้อย แปดร้อยป้นั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย ซึ่งอยู่ในระบอบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก มีข้อความปรากฏในหลักศิลาจารึกว่า คนเมืองสุโขทัยนี้มักศีล มักทาน มักอวยศีล อวยทาน ทั้งชายและหญิงศรัทธา ในพระพุทธศาสนา ถัดมานั้น ในยุคที่การปกครองเปลี่ยนแปลงเปึ้นระบอบราชาธิปไตย หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระพุทธศาสนาก็ยังคงอยู่คู่ชาติไทยอย่างชัดเจน เด่นชัด ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลครับ ถ้าท่านประธานสังเกต จะเห็นว่า พระนามของ พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยานั้น ล้วนแล้วแต่สะท้อนความเปึนพุทธราชาและธรรมราชา เช่น พระเจ้าทรงธรรม พระมหาธรรมราชา พระบรมไตรโลกนาถ กระทั่งขุนหลวงหาวัด จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน แม้ปฐมบรมราชโองการก็เริ่มต้นว่า เราจะปกครองแผ่นดิน โดยธรรม และที่เห็นอย่างชัดเจน คือ วัตรปฏิบัติของพระมหากษัตริย์ ได้ยึดโยงอยู่กับ หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักทศพิธราชธรรม ผมไล่เรียงมาอย่างนี้ เพื่อจะได้เห็นว่า วิวัฒนาการความเจริญรุ่งเรือง ของพระพุทธศาสนานั้นเคียงคู่มากับระบบการปกครองที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงการปกครองจากพ่อปกครองลูก ไปเปึนราชาธิปไตยกระทั่งถึง ระบบประชาธิปไตยปัจจุบัน พระพุทธศาสนาก็ยังคงมีความสําคัญอยู่คู่ประจำชาติไทย มาโดยตลอด โดยผูกยึดโยงใยไว้กับสถาบันสูงสุดของชาติ นั่นคือสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่เปึนความจริงที่ประจักษ์ชัด ซึ่งเท่ากับว่า แม้ว่ากาลเวลาเปลี่ยนไป แม้ว่าระบอบ การเมืองการปกครองเปลี่ยนไป แม้ว่ากฎหมายเปลี่ยนไป แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง คือ พระธรรมวินัย หลักธรรมคำสั่งสอนพระองค์สัมมา สัมพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าอยู่เหนือกาลเวลา ดังคำที่ว่า อกาลิโก เมื่อเปึนเช่นนี้ผมกำลัง จะชี้ให้เห็นว่า แล้วมีเหตุผลอันใดเล่าที่จะเอาหลักธรรมคำสอนซึ่งอยู่เหนือระบอบ การเมืองการปกครอง ที่จะนำเอาศาสนจักรซึ่งอยู่เหนืออาณาจักรนั้นไปไว้อยู่ใต้อาณาจักร อีกเล่าครับ ผมจึงเห็นว่า ไม่มีความจำเปึนอันใดที่จะเอาสิ่งที่เปึนสัจธรรมที่เที่ยงแท้ แน่นอนไปผูกไว้กับระบบการเมืองการปกครอง ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลง ไม่มีความจำเปึน อันใดที่จะเอาหลักธรรม ซึ่งเปึนสิ่งที่เที่ยงแท้นั้นไปผูกไว้กับความไม่เที่ยงแท้ในทางโลก นั่นคือเหตุผลประการแรก
เหตุผลอีกประการหนึ่ง เปึนเหตุผลเรื่องหลักคำสอนครับ ท่านประธานครับ พระพุทธองค์นั้นไม่ได้จำแนกคนให้แตกต่างกันโดยศาสนาครับ หัวใจสำคัญที่ พระพุทธองค์เน้นนั้น ก็คือว่า ให้มนุษย์ทุกคนนั้นมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ท่านประธานครับ เห็นไหมครับ เวลาเราแผ่เมตตา เราบอกว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนเปึน เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น นี่คือความเท่าเทียมกันของ ความเปึนมนุษย์ ในขณะเดียวกันพระพุทธพจน์บางบทได้บอกว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล กระทั่งคนเทหยากเยื่อ ถ้าหากเปึนผู้ประพฤติธรรมแล้วไซร้ ย่อมผู้เสมอกันในไตรทิพย์ ก็คือ มนุษย์นั้นเสมอกัน แต่สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกให้ คนแตกต่างกันนั้น คือ กรรม เพราะหลักพระพุทธศาสนานั้นเน้นในเรื่องกรรม มนุษย์นั้นมี กรรมเปึนของตน ต้องรับผลแห่งกรรม มนุษย์นั้นมีกรรมเปึนเครื่องกำเนิด มีกรรมเปึน เผ่าพันธุ์ สิ่งที่จำแนกให้เราแตกต่างกัน ก็คือ กรรมดี กรรมชั่ว พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงชี้เลย ว่า เราแตกต่างกันเพราะท่านนับถือศาสนาใด และเรานับถือศาสนาใด ตรงนี้นะครับ ที่ผมคิดว่า ผมอดไม่ได้ที่จะต้องสะท้อนความคิดเห็นในฐานะที่ผมได้มีโอกาสรับฟัง ความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่กลุ่มจังหวัดอันดามัน กระบี่ พังงา ภูเก็ต ซึ่ง เปึนสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เปึนสังคมที่มีความหลากหลายทางด้าน ศาสนา และพี่น้องไทยพุทธ์ ไทยมุสลิมได้อยู่ร่วมกันโดยสันติสุขเสมอมาอย่างไม่มีปัญหา ใด ๆ ท่านประธานครับ พิธีทางราชการ พิธีกรรมของวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ฝัืงอันดามันนั้น ก็ยังคงมีการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตน์ตรัย วันหยุด วันสำคัญของชาติ ก็ยั่งยืนอยู่บนวัน สำคัญของพระพุทธศาสนา นี่คือภาพของวิถีชีวิตที่เปึนมา ผมจึงคิดว่า หลักพุทธที่แท้จริง นั้นให้ความสำคัญของคนเสมอกันโดยไม่จำแนกความแตกต่างทางศาสนา ต่างศาสนา เราอยู่ร่วมกันโดยสันติสุข มาโดยตลอด เวลามีคลื่นสึนามิ (Tsunami) เข้ามาครับ ท่านประธานครับ คลื่นก็ไม่เลือกที่จะทําร้าย ครับ ทั้งไทย - พุทธ์ ไทย – มุสลิม และไทย – คริสต์ ก็กลายเปึนเหยื่อของคลื่นยักษ์เสมอ เหมือนกันครับ นั่นคือ ความเปึนมนุษย์ที่ต้องเท่าเทียมกัน ผมจึงคิดว่า สิ่งสำคัญก็คือ เรา อย่าได้ตีตรา ตีค่าราคาคนกัน ด้วยการมาวัด มาบัญญัติกันว่า ความเชื่อของใครเหนือกว่า กัน ความเชื่อของใครสำคัญกว่ากัน และความเชื่อของใครเปึนทางการมากกว่ากัน ท่านประธานคงได้ยิน คำว่า แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง เมืองไทยเรานั้นถ้าจะอยู่ร่วมกัน โดยสันติสุข เราต้องช่วยกันเลือก ช่วยกันหาสิ่งที่จะเปึ้นจุดร่วมกัน ในขณะที่จุดต่างนั้น เราก็คงจะสงวนกันไว้นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ความเสมอภาคเท่าเทียมกันในหลัก พระพุทธศาสนา ก็เปึ้นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่ผมขอนำเสนอ ในขณะเดียวกันมาดูบทบัญญัติ ที่มีอยู่แล้วสิครับว่า ในมาตรา ๗๘ ที่มีการเพิ่มเติม โดยเน้นว่า พุทธศาสนานั้นเปึนศาสนา ที่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่นับถือมาอย่างช้านาน ต้องได้รับการอุปถัมภ์ คุ้มครองจากรัฐ ชัดเจน ในขณะเดียวกัน มาตรา ๙ พระมหากษัตริย์ทรงเปึนพุทธมามกะ และทรงเปึน อัครศาสนูปถัมภก นี่ครับ คือตำแหน่งแห่งที่ที่สูงสุดแล้วครับ กับการยกย่อง เชิดชู พระพุทธศาสนา ด้วยการไปผูกยึดโยงไว้กับสถาบันสูงสุดของชาติ คือ สถาบัน พระมหากษัตริย์