รายงานการประชุมสภาร่างรั่ฐธรรมนูญ
ครั้งที่ ๑๖ /๒๕๕๐
วันจันทร์ที่ ๓๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ ตึกรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเป่ดการประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุมเพื่อทราบนะครับ อยากเรียนให้ท่านสมาชิกทราบ แล้วก็ขอเชิญชวนทุกท่านนะครับ เนื่องจากสภาร่าง รัฐธรรมนูญได้จัดให้มีโครงการรับบริจาคโลหิตและอวัยวะ โดยจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้นะ ครับ วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เวลา ๐๘.๓๐ น. ถึง ๑๕.๓๐ น. นะครับ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภานะครับ เพราะฉะนั้นเชิญชวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านเข้าร่วม เปึ้นเกียรติ และเข้าร่วมบริจาคโลหิตและอวัยวะในโครงการดังกล่าวด้วยนะครับ ในการจัด ครั้งนี้ก็นอกจากสมาชิกแล้ว ก็ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านด้วยนะครับ ถ้าท่านจะบริจาค ทั้งโลหิตหรืออวัยวะก็ได้นะครับ ในวัน เวลา คือวันพรุ่งนี้ครับ ตั้งแต่เช้านะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องค้างเพื่อพิจารณา ไม่มี
ต่อไปเปึนระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องเสนอใหม่นะครับ ท่านครับ วันนี้จะรับฟัง รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๒๖ นี่นะครับ ได้มีการส่งมอบแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้มีการรายงาน ท่านอาจจะอธิบายอะไรประกอบนะครับ เราก็ได้รับทั้งตัวร่างรัฐธรรมนูญและคําอธิบายไปแล้วนะครับ วันนี้ก็ถือว่า ทางคณะกรรมาธิการท่านจะมาอธิบาย และรายงานในเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านทำ เพราะ อาจจะมีประเด็น ขั้นแรกให้ฟังให้จบเสียก่อน แล้วถ้ามีเวลาเราจะเป่ดให้ทางสมาชิกแสดง ความคิดเห็นนะครับ
ลำดับนี้ขอเชิญคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข้าประจำที่ครับ ขอเรียนเชิญครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
พร้อมแล้วนะครับ ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญผู้แทนของคณะกรรมาธิการเลยครับ ท่านใดจะเปึ้นคนชี้แจงครับ ท่านปกรณ์นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผม ปกรณ์ ปรียากร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุวาระนี้ในการ ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ ซึ่งถือว่าเปึนวันที่เราทั้งหลายจะได้มีโอกาสทําความ เข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเปึนฉบับที่ได้แจกให้กับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ตามเงื่อนไขในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๙ (ฉบับชั่วคราว) ดังที่ท่านทั้งหลายได้ทราบแล้ว และได้มี สมาชิกขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรั่ฐธรรมนูญได้ชี้แจงถึงสาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าท่านสมาชิกทุกท่านก็คงได้รับร่าง และได้ศึกษา ร่างทางด้านต่าง ๆ ไปแล้ว และในช่วงนี้ก็จะเปึนช่วงโอกาสอันสำคัญ ที่นอกจาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๒ องค์กรที่ได้มารับร่างรัฐธรรมนูญไป เพื่อที่จะพิจารณาและเสนอความเห็น ขณะเดียวกันในระหว่างนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญการรับฟังความคิดเห็นและการ มี ส่วนร่วมใน ๔ ภูมิภาค ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง ๗๖ จังหวัดนี่นะครับ กำลังดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งระยะเวลาของการรับฟังความ คิดเห็นนั้น ก็เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ไปจนถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ซึ่งในช่วงนี้ ความคิดเห็นทั้งหลายนั้น ในเบื้องต้นขอเรียนต่อท่านสมาชิกว่า กรรมาธิการยินดีที่จะ รับมาพิจารณา และในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานี้ก็เปึนช่วงเวลาที่สำคัญเช่นเดียวกัน สำหรับท่านสมาชิกที่จะร่วมกันแปรญัตติ เพื่อปรับปรุง แก้ไข ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรา เขียนว่า รับฟังความคิดเห็น นั้น เปึ้นร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อ ประชาชนโดยรวม ผมขอเรียนเท้าความไปว่า ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เราได้มีการชี้แจงกับท่านสมาชิกมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้น สาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากกรอบการยกร่างกรอบใหญ่ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างได้ วางไว้ ก็คือในกรอบที่ ๑ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของ ประชาชน และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรอบที่ ๒ คือ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางการเมือง และกรอบที่ ๓ เปึ้นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับศาล องค์กรอิสระ และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ จากกรอบของการยกร่าง รัฐธรรมนูญนี้ ได้นําไปสู่การยกร่างบทบัญญัติของมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญที่มี สาระสำคัญสรุปได้ใน ๔ ประการด้วยกัน คือ ในประการที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งเน้น การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ ประการที่ ๒ มุ่งเน้นการลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และขจัดการใช้อํานาจอย่างไม่เปึนธรรม ในประการ ที่ ๓ นั้น เราพยายามที่จะทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม ขณะเดียวกัน ในประการที่ ๔ ก็พยายามที่จะทำให้การตรวจสอบมีความเข้มแข็ง และ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่อยู่ในมือของท่านสมาชิกที่ได้รับไป และพิจารณาแล้วนี่นะครับ จะเห็นได้ว่า มีทั้งหมด ๑๕ หมวด ไม่รวมบทเฉพาะกาล และมีทั้งสิ้นจำนวน ๒๙๙ มาตรา โดยแก้ไขแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ประมาณหนึ่งร้อยหกสิบมาตรา ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทำตารางเปรียบเทียบระหว่าง รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นใหม่กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งท่านสมาชิกสามารถที่จะดู รายละเอียดได้จากเอกสารในสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ทําไว้ให้นะครับ ซึ่งอันนี้ เปึ้นการทำตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๔๙ ในมาตรา ๒๖ ในด้าน ของการคุ้มครอง ส่งเสริม และขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่นั้น ใคร่ขอ อธิบายเพิ่มเติมว่า รัฐธรรมนูญจะต้องไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนเพียงหยิบมือเดียว คือ นักการเมืองเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญต้องเปึ้นรัฐธรรมนูญของประชาชน รัฐธรรมนูญที่ ประชาชนมีพื้นที่ และรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของ ตนเองได้ ในการนี้ คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ ได้ ร่วมกันพิจารณารายงานการวิจัยความเห็นของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ และที่เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ ความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนที่เราได้จากการรับฟัง ความคิดเห็นที่คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้ร่วมกันทำงาน และส่งกลับมาที่กรรมาธิการ ยกร่างในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับถือได้ว่า เราได้เพิ่มเรื่องของประเภทสิทธิและ เสรีภาพให้มากขึ้นกว่าเดิม อาจจะกล่าวได้ว่า มากกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ตัวอย่าง ของสิทธิเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น เพื่อไม่ให้เปึนการเสียเวลาต่อท่านสมาชิก ผมคิดว่า ท่านสมาชิกสามารถที่จะดูได้จากสรุปสาระสำคัญของร่างรั่ฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย ในเอกสารในหน้าที่ ๒ นะครับ ถ้าจะกล่าวโดยสรุปแล้วนี่ มีการให้สิทธิเสรีภาพตาม พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับรอง มีผลผูกพันเช่นเดียวกับสิทธิและเสรีภาพที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นยังพยายามที่จะให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ให้ถูกละเมิด สิ่งที่เปึนการเพิ่มอย่างมากก็คือ เรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และเสียค่าใช้จ่ายตามควร ทั้งนี้ เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ และ ทุพพลภาพได้รับการคุ้มครองในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม อันนี้ อาจจะพิจารณาได้จากในมาตรา ๔๐ และที่สำคัญ ก็คือ ประชาชนมีสิทธิฟัองศาล รัฐธรรมนูญด้วยตนเองเปึนครั้งแรก ดังปรากฏในมาตรา ๒๐๘ เกี่ยวกับสิทธิทางด้าน แรงงาน ก็ได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมทั้ง หลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพื้นภาวะการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ ถือได้ว่า ได้รับการบัญญัติเปึนครั้งแรก ดังปรากฏในมาตรา ๔๔ ทางด้านของสิทธิและ เสรีภาพของสื่อมวลชน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พยายามที่จะทำให้เกิดการคุ้มครอง อย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่เพียงแต่ห้ามป่ดกิจการสื่อมวลชนเท่านั้น ยังห้ามแทรกแซง สื่อมวลชนในการเสนอข่าวสาร และหากมีการดำเนินการดังกล่าวไม่ว่าทางตรงหรือ ทางอ้อม ก็ถือเปึนการจึงใจใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ สิ่งนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๔๕ และ มาตรา ๔๖ รวมทั้งห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึนเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นใน กิจการของสื่อมวลชนด้วย เพื่อปัองกันการใช้สื่อสารมวลชนเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๔๗ ทางด้านการศึกษา ประชาชนยังได้รับการศึกษาฟรี (Free) ๑๒ ป้ โดยเพิ่มให้ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากต้องได้รับการสนับสนุนให้ได้รับ การศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น นอกจากนี้การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพ หรือองค์กรการศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ ตลอดชีวิตก็ได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมจากรัฐเช่นเดียวกัน ปรากฏอยู่ในมาตรา ๔๘ ในประการต่อไป เกี่ยวกับเรื่องเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้พยายามที่จะให้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นในการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ตามศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สาระสำคัญนั้นปรากฏในมาตรา ๕๑ ในส่วนของบุคคลไร้ที่อยู่อาศัย และไม่มีรายได้เพียงพอ ก็ได้ทำให้มีสิทธิได้รับการ ช่วยเหลือจากรัฐเปึนครั้งแรก มีรายละเอียดอยู่ในมาตรา ๕๔ ในส่วนที่มีการขยายไป อย่างมากนั้น ก็คือ เรื่องของสิทธิชุมชน ซึ่งในการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการก็ได้รับ ความร่วมมือในการให้ข้อมูลทางด้านต่าง ๆ จากคนที่ทำงานทางด้านนี้อย่างกว้างขวาง และได้มีการเพิ่มสิทธิของชุมชน ชุมชนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่อให้ครอบคลุม ถึงกรณีการรวมตัวกันของบุคคลเปึนชุมชน โดยไม่จำเปึนต้องเปึนการรวมตัวเปึน เวลาช้านาน ซึ่งอันนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๖๖ สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะสื่อความไปยัง สมาชิก ก็คือเรื่องของการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่าง รุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ จะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนที่จะดำเนินโครงการ อันนี้เปึ้นเสียง เรียกร้องที่เกิดขึ้นจากกลุ่มประชาชนต่าง ๆ อย่างมากมาย ข้อความเหล่านี้ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๖๖ เช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันชุมชนก็มีสิทธิที่จะฟัองร้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์การอื่นของรัฐที่เปึนนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ประชาชนมีสิทธิติดตาม และร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนครั้งแรก ตามมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง รวมทั้งมีสิทธิเข้าถึงรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภา ตามมาตรา ๑๓๘ วรรคห้า นอกเหนือจากสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทาง ราชการ ในมาตรา ๕๕ อีกประการหนึ่ง ซึ่งเปึนเรื่องที่ได้มีการถกเถียงกันมากในทาง สังคม และในระหว่างที่เราร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นเปึ้นครั้งคราว ก็คือ ในเรื่องของการทําสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งหลายที่มีผลกระทบต่อ ประชาชน รัฐธรรมนูญกําหนดให้รัฐนี่นะครับ จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนก่อน และเมื่อมีการลงนามแล้ว จะต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของสนธิสัญญา รวมทั้งต้องแก้ไข หรือเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการลงนาม ในสนธิสัญญาอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเปึนธรรมอีกด้วย ความข้อนี้ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๑๘๖ วรรคที่ ๒ ถึงวรรคที่ ๔ สิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งในการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ ก็คือ การให้สิทธิประชาชน ๑ แสนคนเข้าชื่อ เพื่อเสนอข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เปึ้น ครั้งแรก การที่จะให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังพยายามที่จะทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนง่ายขึ้น กว่าเดิม โดยมีมาตรการที่สำคัญตั้งแต่ ในประการแรก ก็คือ การแบ่งหมวดหมู่ของสิทธิ และเสรีภาพให้ชัดเจน ซึ่งอันนี้อาจจะแตกต่างไปจากการเขียนรัฐธรรมนูญที่แล้ว ๆ มา ทั้งนี้ในประการสําคัญที่สุดก็คือ เพื่อให้ประชาชนอ่าน และเข้าถึงรัฐธรรมนูญได้โดยง่าย โดยแบ่งหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยออกเปึนส่วน ๆ ได้แก่ สิทธิและเสรีภาพ ส่วนบุคคล ในมาตรา ๓๒ ถึงมาตรา ๓๘ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในมาตรา ๓๙ ถึง มาตรา ๔๐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน ในมาตรา ๕๕ ถึงมาตรา ๖๑ สิทธิ ชุมชน ในมาตรา ๖๕ ถึงมาตรา ๖๖ และเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ก็คือ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๗ และ ๖๘ ซึ่งก็เปึ้นเรื่องที่ได้รับการรับฟังในเบื้องต้น ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ กันค่อนข้างมาก ในประการที่ ๒ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้มีเจตนารมณ์ และได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า แม้ยังไม่มีกฎหมายลูก ตราขึ้น ประชาชนก็สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพเหล่านั้นได้ทันที โดยการร้องข้อต่อศาล ในประการที่ ๓ กําหนดให้รัฐต้องดําเนินการทุกวิถีทางที่จะต้องส่งเสริมสนับสนุน และ ช่วยเหลือประชาชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ในประการที่ ๔ ซึ่งอันนี้ เปึนข้อเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนตลอดมา และเราก็พยายามที่จะสนองความต้องการ ในจุดนี้ ก็คือ การลดจำนวนประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย และถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เหลือเพียง ๒๐,๐๐๐ ชื่อ ตาม มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๒๖๒ วรรคสาม สิ่งที่สําคัญนอกจากการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ และ ทําให้การใช้สิทธิเสรีภาพง่ายขึ้นกว่าเดิมนั้น ก็คือ เรื่องของการทําให้การใช้สิทธิและ เสรีภาพมีประสิทธิภาพ และมีมาตรการคุ้มครองอย่างชัดเจน โดยการบัญญัติให้ตัดคำว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกจากท้ายบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพทั้งหลาย เพื่อส่งสัญญาณว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกิดขึ้นทันทีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตาม กฎหมาย ในประการที่ ๒ นั้น ได้พยายามที่จะกำหนดระยะเวลาในการตรากฎหมายลูก ที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ชัดเจน ส่วนใหญ่ประมาณหนึ่งป้ เพื่อไม่ให้ ผู้มีอํานาจถ่วงเวลาในการตรากฎหมายลูก อันเปึนการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน ข้อความเหล่านี้สามารถดูได้จากมาตรา ๒๙๓ และมาตรา ๒๙๘ ในประการ ที่ ๓ ให้ประชาชนมีสิทธิฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิและ เสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังปรากฏในมาตรา ๒๐๘ ให้ชุมชนมีสิทธิฟัองศาลได้ อย่างที่ได้กล่าวแล้ว และในประการต่อไป ก็คือ ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฟัองศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการกระทำใด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเปึ้นผู้เสียหายแทนประชาชนเพื่อฟัองศาลได้ในกรณีที่มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน สิ่งเหล่านี้สามารถที่จะพิจารณาได้จากมาตรา ๒๔๘ (๑) และ (๒)
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปึนการเปลี่ยนแปลงหรือพยายามที่จะแก้ไขและใช้หลัก ทางด้านของรัฐประศาสนศาสตร์เข้ามามีส่วนเสริม ก็คือทําให้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มีความชัดเจน ครอบคลุมรอบด้าน และที่สำคัญยิ่งก็คือ ผูกพันรัฐมากกว่าเดิม โดยมีการ บัญญัติให้แยกแยะหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างชัดเจน และอยากจะเรียนเสริมว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ เปึ้นเรื่องที่มีเจตจำนงให้ผู้ที่ใช้ อำนาจรัฐไม่ว่าจะมาจากคนกลุ่มใด พรรคการเมืองใด จะต้องไม่ถือว่าเรื่องเหล่านี้เปึ้นเรื่องการเมือง แต่เปึนเรื่องที่จะต้องดำเนินให้เปึนไปตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับหลักประกันว่า เขาได้รับการคุ้มครอง และได้รับการดําเนินการที่ดีจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเปึนในด้านของความมั่นคง ด้านศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ด้านกฎหมายและการยุติธรรม ด้านการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สิน ทางปัญญา และพลังงาน และที่สำคัญมากที่สุดก็คือ การเพิ่มบทบัญญัติในส่วนที่ว่าด้วย การมีส่วนร่วมของประชาชน อยากจะเรียนต่อท่านสมาชิกและท่านผู้สนใจทั้งหลายว่า การกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในเรื่องที่สำคัญ เช่น รัฐต้องพัฒนาระบบงาน ภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คำนี้อาจจะเปึนคำใหม่ สําหรับการเขียนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่มันก็เปึนคําที่เกิดขึ้นจากพัฒนาการ ของกระบวนการจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่หลักธรรมาภิบาล หรือที่เรียกกันว่า กู๊ด กัฟเวอร์แนนซ์ (Good governance) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในรัฐทั้งหลายทั่วโลก รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงพยายามที่จะใช้คำที่ประชาชนเข้าใจง่าย ก็คือ การบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีเปึนแนวทางในการปฏิบัติราชการ ซึ่งสามารถพิจารณาได้จาก มาตรา ๗๗ จัดให้มีการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอันนี้เปึ้นเรื่องที่ สำคัญอย่างยิ่ง ดังปรากฏในมาตรา ๘๐ ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเปึนส่วนที่สมาชิกได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และได้มีการอภิปรายหลายครั้งในสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ เราได้บรรจุเรื่องนี้ ไว้ในมาตรา ๘๒ กำหนดให้มีการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอากรให้มีความเปึนธรรม แม้จะไม่ได้ระบุประเภทของภาษีไว้ แต่ว่าก็พยายามที่จะให้รัฐนั้นผลักดันในเรื่อง ภาษีใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดความเปึนธรรมทางสังคม ดังปรากฏในมาตรา ๘๓ มุ่งเน้นการคุ้มครอง และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด สินค้าเกษตรกร ในจุดนี้เรายังเป่ดรับฟังความคิดเห็นว่า เกษตรกรอาจจะขอเพิ่ม หรือเพิ่มข้อความใด ๆ ที่อาจจะเปึนประโยชน์ต่อการที่จะทำให้ภาคเกษตรกรรมเปึนภาคที่ ยั่งยืนต่อไปในอนาคต จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเปึนต่อการดำรงชีวิตของ ประชาชน และได้เพิ่มข้อความที่ให้รัฐตระหนักว่า ต้องระมัดระวังในการกระทำใด ๆ อันทำให้สาธารณูปโภคดังกล่าวตกไปอยู่ในการผูกขาดของภาคเอกชน อันนี้สามารถดูได้ ในมาตรา ๘๓ เช่นเดียวกัน กำหนดหลักเกณฑ์ของการใช้ที่ดินตามหลักวิชาให้ครอบคลุม ทั้งผืนดิน ผืนน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และขณะเดียวกัน ก็ดำเนินการให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดินอย่างทั่วถึง เจตจำนงที่สำคัญของหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น ก็คือ กำหนดให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ผมขอย้ําคําว่า บริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้สอดคล้องกับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด ด้วยการกำหนดแผนบริหารราชการแผ่นดิน และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการ ดําเนินการว่า มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไรบ้าง เสนอต่อรัฐสภาป้ละ ๑ ครั้ง ในส่วนที่มี ความสำคัญอย่างมาก และมีการพัฒนาไปสู่ความเปึนการเมืองภาคพลเมืองมากยิ่งขึ้น ก็คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานของท้องถิ่น และกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพื่อเปึนฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระดับประเทศในอนาคต ตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมถึงหลักการและเหตุผล ทั้งนี้เพราะว่า พัฒนาการของการ ปกครองท้องถิ่นในบ้านเราก็ได้มีรูปร้อยที่ได้ปรากฏไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่การที่ จะทำให้การเมืองในระดับประเทศมีความยั่งยืนถาวร จำเปึ้นที่จะต้องให้ประชาชนเข้ามา มีบทบาทอย่างแท้จริงในการเมืองท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเปึนพื้นที่ของการเมืองภาคพลเมืองที่ ยิ่งใหญ่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะกำหนดให้ ในประการแรก องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอิสระอย่างเต็มที่ในการบริหารงานของตนเองในทุกด้าน การจัดทำบริการ สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทําบริการสาธารณะ ซึ่งเปึนคําที่เราใส่ลงไปนี่นะครับ ที่มีความหลากหลาย ดังปรากฏในมาตรา ๒๗๔ รวมทั้งการจัดโครงสร้างที่คล่องตัว กฎหมายพยายามที่จะเป่ดช่องทางที่จะทำให้การพิจารณาในรายละเอียดนั้นสามารถ กระทำได้โดยกว้าง ในประการที่ ๒ ปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ถึงแม้ว่าเราจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้น แต่ถ้าท้องถิ่น ไม่สามารถที่จะบริหารทรัพยากรมนุษย์ในท้องถิ่นตามหลักของการบริหารที่ดีได้ ก็อาจจะ เปึ้นปัญหาได้ และมีข้อเรียกร้องจากองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงาน ท้องถิ่นค่อนข้างมากในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผลักดันให้ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสถานะเปึนข้าราชการเช่นเดียวกับข้าราชการ พลเรือนระดับประเทศ มีคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นเปึนของตนเอง ที่มีอิสระ จากส่วนกลาง โดยให้สามารถโอนย้ายข้าราชการระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ รวมทั้งการให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมระดับท้องถิ่นด้วย เมื่อพิจารณาเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า พัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยจะก้าวไปอีกระดับหนึ่งใน อนาคต นอกจากเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว เราก็พยายามที่จะทำ ให้ ในประการที่ ๓ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับท้องถิ่น ด้วยการให้ประชาชน ในท้องถิ่นสามารถลงประชามติในเรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเองได้ ในมาตรา ๒๗๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ลดจำนวนประชาชนที่จะเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองท้องถิ่น และการเสนอร่างข้อบัญญัติของท้องถิ่น รวมทั้งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้อง รายงานการดำเนินงานต่อประชาชน ในเรื่องการจัดทำงบประมาณการใช้จ่าย และผลการ ดำเนินงานในรอบป้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ กำกับการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากกฎหมายในมาตรา ๒๗๘ วรรคสาม ในประการที่ ๔ นั้น เปึ้นข้อ เรียกร้องจากภาคประชาชน ซึ่งได้เรียกร้องที่จะให้มีการดำเนินการปรับปรุงระบบการ กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ เหตุผลที่จะต้องปรับปรุง กำกับ ดูแลในเรื่องนี้ ก็คือ ความห่วงใยของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการบริการสาธารณะที่ จำเปึน ให้มีมาตรฐานกลางในการดำเนินงาน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติได้ เอง โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และความแตกต่างของการพัฒนาและการบริหารงาน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยประชาชน อันนั้นเปึนเรื่องแรกนะครับ เรื่องของ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และขยายสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเรื่องที่ ๒ เปึนเรื่องของการลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และขจัดการใช้อํานาจอย่าง ไม่เปึ้นธรรม อยากจะเรียนในเบื้องต้นว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มุ่งเน้นให้มีรัฐบาล ที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ ซึ่งเปึนสิ่งที่ถูกต้อง แต่ความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ต้องไม่ใช่การผูกขาดอำนาจแต่เพียงผู้เดียว จนน้ำไปสู่การใช้อำนาจอย่างไม่เปึนธรรม จำเปึนอย่างยิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่นะครับจะพยายามที่จะลดการผูกขาดอํานาจ รัฐลง แต่ไม่ได้หมายความว่าลดอํานาจรัฐลง ถึงแม้เราจะเคยพูดกันว่า เพิ่มอํานาจประชาชน ลดอํานาจรัฐ แต่การกระทําเช่นนั้นอาจจะ เปึนการสุ่มเสี่ยงจนเกินไป คณะกรรมาธิการพยายามที่จะทำให้เห็นชัดถึงเรื่องของ การลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และสร้างดุลยภาพของอํานาจในทางการเมือง มีมาตรการ หลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่ในเรื่องแรกก็คือ เสริมสร้างอำนาจทางการเมืองให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนเปึ้นผู้เล่น มิใช่ผู้ดูในทางการเมืองอีกต่อไป มีมาตรการมากมาย หลายเรื่องซึ่งได้กล่าวไปแล้วบ้าง และที่จะกล่าวเพิ่มขึ้น ก็คือ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเปึนการดําเนินงานต่าง ๆ ของรัฐ การทําสนธิสัญญา การลงประชามติ ในเรื่องที่สำคัญและมีผลผูกพันต่อการตัดสินใจของรัฐบาล และการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนใช้สิทธิทางการเมืองได้ง่ายขึ้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เช่นเดียวกับ ให้ประชาชนและชุมชนมีอํานาจในการฟัองร้องรัฐ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วเช่นเดียวกัน ในการ ต่อไปนั้นเปึ้นเรื่องของการจํากัดการผูกขาด และการใช้อํานาจที่ไม่เปึนธรรมของรัฐบาล โดยมีมาตรการตั้งแต่การให้นายกรัฐมนตรีอยู่ได้ไม่เกิน ๒ สมัย หรือ ๘ ป้ ตาม มาตรา ๑๖๗ การตราพระราชกำหนดของรัฐบาลจะต้องถูกตรวจสอบโดยเคร่งครัดจาก ศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ตามอําเภอใจของรัฐบาล แล้วรัฐบาลจะตราพระราชกําหนดได้ ก็ต่อเมื่อเปึนกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเปึนเท่านั้น เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือการให้มีหมวด การเงิน การคลัง และงบประมาณขึ้นเปึนครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อมิให้รัฐบาลใช้ จ่ายเงินอย่างไม่มีวินัยทางการเงินและงบประมาณ อันจะก่อให้เกิดภาระทางการเงิน การคลังของประเทศ โดยจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ เปัาหมาย กิจกรรม แผนงาน โครงการชัดเจน ให้รัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถขอแปรญัตติต่อ คณะกรรมาธิการของสภาได้โดยตรงในการของบประมาณ เพื่อไม่ให้รัฐบาลใช้การจัดสรร งบประมาณเปึนเครื่องมือในการต่อรองการทำหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้ เช่นเดียวกับ การให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอแก้ไขข้อกฎหมายของตนไปยังรัฐสภาได้ โดย ไม่ถูกรัฐบาลขัดขวาง อีกเรื่องหนึ่งเปึนเรื่องใหม่เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะให้สมาชิกพิจารณา ก็คือเรื่องของให้องค์กรอัยการเปึนอิสระจากรัฐบาล เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจ รัฐได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กำหนดขอบเขตภาระหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้รัฐบาลรักษาการ แทรกแซงการทำงานของฝ์ายประจำ และใช้กลไกของรัฐไปสนับสนุนพรรคการเมืองและ ผู้สมัครฝ์ายต้นในการเลือกตั้ง ยิ่งไปกว่านั้นก็ได้ห้ามการควบรวมพรรคการเมืองที่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาระหว่างอายุของสภา เพื่อปัองกันการเกิดเสียงข้างมาก อย่างผิดปกติในสภา เรื่องที่ยากที่สุดของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผมเชื่อว่าก็ยาก ที่สุดในการเขียนรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ก็คือเรื่องที่อาจจะต้องปรึกษากันอย่างกว้างขวางใน สภาร่างฯ แห่งนี้ ก็คือทําอย่างไรที่จะให้คนดีมีความสามารถเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเปึนอิสระจากการครอบงำในทางการเมืองของพรรคการเมือง เพื่อทำหน้าที่เปึนผู้แทน ของประชาชนอย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครจะเปึนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม จะต้องมีความยากลำบากในการเขียนกฎหมายในส่วนนี้อย่างแน่นอน ความพยายามของ เราก็คือ พยายามร่วมกันที่จะบัญญัติอย่างชัดเจนว่า ในประการที่ ๑ ปรับปรุงระบบการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากเขตเลือกตั้ง เปึ้นผู้แทนราษฎรในเขตการเลือกตั้งที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้คนดีมีความสามารถแข่งขันกับคนที่ ใช้เงินได้ ปรับปรุงระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ที่เคยใช้กัน ไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งกำลังเกิดขึ้น มากขึ้นในนานา ประเทศ แม้จะเปึนในประเทศแม่แบบประชาธิปไตยในตะวันตกก็ตาม แต่ว่าของเรานั้นได้ พยายามที่จะดำเนินการในลักษณะที่จะมีการแบ่งเปึนกลุ่มจังหวัด เพื่อมิให้เกิดการ กระจุกตัวผู้แทนราษฎรประเภทนี้อยู่ในส่วนกลาง และยกเลิกสัดส่วน ๕ เปอร์เซ็นต์ (Percent) เพื่อให้มีพรรคเล็กมีที่นั่งในสภา เพื่อให้เกิด ความหลากหลายในความคิดทางการเมือง ในประการที่ ๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมี อิสระจากมติของพรรคการเมือง ในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย และการลงมติในการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ในประการที่ ๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเสนอร่างกฎหมาย ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากพรรคการเมืองของตนอีกต่อไป การที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเปึนอีกด้านหนึ่งของฝ์ายนิติบัญญัติปลอดอิทธิพลจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ก็เปึนการบ้านที่ค่อนข้างยาก และมันมีความแตกต่างทางความคิดอย่างกว้างขวางใน สังคม ในมติของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดให้การได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาเปึ้นระบบสรรหาที่มาจากจังหวัดและกลุ่มวิชาชีพ จึงอยากจะให้ท่านสมาชิกได้ พิจารณาตรวจสอบทบทวนเรื่องนี้ ในมาตรา ๑๐๖ สิ่งนี้เราได้กำหนดขึ้น เพื่อแทนที่ระบบ การเลือกตั้ง ซึ่งถูกแทรกแซงโดยง่ายจากพรรคการเมือง อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้ระบบ การสรรหาดีนั้น ก็ต้องมั่นใจว่า จะทําให้การเมืองของประเทศไม่เปึนการเมืองของ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่การเมืองเปึนการเมืองของประชาชนที่มีความ หลากหลายทั้งในทางพื้นที่ ทั้งในทางวิชาชีพ และเพศ ตลอดจนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป่ดโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย ใคร่ขอเรียนให้สมาชิก ช่วยพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเหมาะสมต่อไป อีกประการหนึ่ง ก็คือ เปึนเรื่องที่สำคัญ และก็เปึนเรื่องที่อาจจะปฏิบัติยาก แต่ก็จำเปึน ก็คือการห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาแทรกแซงข้าราชการประจํา มิได้หมายความว่า จะไปพิทักษ์ข้าราชการประจำให้มีความเปึนผู้มีอำนาจวิเศษ แต่ก็ จำเปึ้นที่จะต้องดําเนินการที่จะทําให้ข้าราชการนั้น สามารถที่จะวางตัวเปึ้นกลางทางการ เมืองได้ดีพอ ดังนั้นจึงกำหนด ห้ามก้าวก่ายหรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนและพรรค การเมือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการปฏิบัติราชการ หรือดำเนินงานในหน้าที่ประจำ และปัญหายักษ์ที่เกิดขึ้นในระบบนี้ก็คือ เรื่องของการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อน ตำแหน่งหรือเงินเดือน ความข้อนี้อาจจะศึกษาได้จากมาตรา ๒๕๗ ในประการที่ ๓ เปึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเปึนข้อเรียกร้องจากภาคประชาชน และผลงานวิจัยในทางวิชาการ อย่างกว้างขวาง ก็คือเรื่องการทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และมีจริยธรรม เราได้มีการบัญญัติหมวดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ เจ้าหน้าที่ของรัฐไว้อย่างชัดเจน ซึ่งอยู่ในมาตรา ๒๗๐ ซึ่งจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องมีมาตรฐานชัดเจน โดยมีกลไกและระบบการ ดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการ ละเมิด นอกจากนั้น การฝ์าฝ๋นมาตรฐานจริยธรรมที่ร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองก็สามารถนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งด้วย อีกประการหนึ่ง ก็คือ ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีมาตรการที่จะทำให้ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ในทางการเมือง ได้มีการบัญญัติห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ดำรงตําแหน่งหรือหน้าที่ใด ๆ ในหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ห้ามมิให้รับ หรือแทรกแซง หรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หรือเข้าเปึนคู่สัญญากับรัฐ อันมี ลักษณะเปึนการผูกขาดตัดตอน หรือเปึนหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ที่รับสัมปทาน หรือเข้าเปึนคู่สัญญาในลักษณะที่กล่าวแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ห้ามมิให้รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เปึ้นพิเศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติกับบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานตามปกติ รวมทั้งห้ามมิให้เปึ้นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับ การสื่อสารมวลชน หรือเข้าเปึนคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องไม่เปึ้นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเปึนหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไป ทั้งนี้ตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวต่อไป ให้ผู้นั้นแจ้งให้ ประธานกรรมการปัองกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติทราบภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ได้รับการแต่งตั้ง และให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นโอนหุ้นให้นิติบุคคลซึ่ง จัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งห้ามมิให้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีผู้นั้นกระทำการใดอันมีลักษณะเปึ้นการเข้าไปบริหาร หรือจัดการใด ๆ เกี่ยวกับหุ้น หรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๖๐ ส่วนในเรื่องการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองก็มีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งผมจะไม่อธิบายในรายละเอียด ท่านทั้งหลายก็คงดูได้ ในมาตรา ๒๕๐ และในมาตรา ๒๕๒ อีกข้อหนึ่ง ซึ่งเปึ้นข้อที่อาจจะมีการพิจารณาร่วมกัน อย่างกว้างขวางต่อไป ก็คือ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาได้ง่ายขึ้น กรณีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เมื่อมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะรอการ ลงโทษก็พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เมื่อต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีจะยัง ไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษก็ตาม ก็พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำ โดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ในทํานองเดียวกัน ก็ห้ามประธานสภา รองประธานสภา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ดำเนินการในลักษณะ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน สิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จากมาตรา ๑๑๙ วรรคห้า และ มาตรา ๑๗๓ วรรคสาม ในประการสุดท้ายที่จะขอชี้แจงต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิก ก็คือ เรื่องของการทำให้องค์กรตรวจสอบมีความอิสระ เข้มแข็ง และทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรตรวจสอบและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึ้น ความหวังของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เราต้องยอมรับว่า ถูกแทรกแซง ถึงขนาดที่บางครั้งก็ล้มเหลวในการทำงาน การปรับปรุงระบบการตรวจสอบทั้งระบบ จึงจำเปึนต้องเกิดขึ้น ในกรณีนี้ได้มีการปรับปรุงระบบการสรรหาองค์กรตรวจสอบ เพื่อให้ ได้คนที่มีความเปึนอิสระอย่างแท้จริง โดยกําหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ์ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎรเปึนคณะบุคคลในการสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็มี การปรับปรุงอำนาจหน้าที่ และระบบการทำงานขององค์กรตรวจสอบให้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับฟัองเรื่องที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพได้โดยตรง ตามมาตรา ๒๐๘ ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึน ผู้พิจารณาคดีที่มีการฟัองว่า นักการเมืองไม่แสดงทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือแสดงทรัพย์สิน หรือหนี้สินอันเปึ้นเท็จ ในมาตรา ๒๕๔ ให้คณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติดูแลเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และข้าราชการประจําระดับสูง เพื่อทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในมาตรา ๒๔๓ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาสามารถหยิบยกเรื่องที่เกิดความเสียหายต่อประชาชนโดยรวม หรือเพื่อ คุ้มครองประโยชน์สาธารณะขึ้นได้เอง โดยไม่จำเปึนต้องมีการร้องเรียน เพิ่มอำนาจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติฟัองศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการ กระทำใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเปึนผู้เสียหายแทนประชาชน เพื่อฟัองศาลได้ในกรณี ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันนี้อยู่ในมาตรา ๒๔๘ ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายทั้งหลาย ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมด้วย ในมาตรา ๒๔๙ ให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และศาล สามารถแปรญัตติงบประมาณได้ดังที่ได้กล่าวแล้ว ให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรสามารถอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น โดยใช้เสียงเพียงหนึ่งในสี่นะครับ นอกจากนี้ยังกำหนดให้สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่หลบการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ โดยไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอื่นได้ ในมาตรา ๑๕๕ เช่นเดียวกับการ กำหนดให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ถาม และชี้แจงกับสภาด้วย ตนเอง ในมาตรา ๑๕๘ แยกองค์กรอัยการออกเปึนอิสระอย่างที่ได้กล่าวแล้ว ในด้านของ การจัดให้มีระบบการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็มี ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ ๓ ประเด็น ก็คือ ๑. การให้ใบเหลือง ใบแดงของคณะกรรมการ การเลือกตั้งสามารถอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ส่วนการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น สามารถ อุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ ในประการที่ ๒ กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอันเนื่อง มาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางการปกครอง สามารถถูกตรวจสอบโดยศาลปกครองได้ และในประการสุดท้าย ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภามีอํานาจตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดนี้ คือสาระสําคัญโดยสรุปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำเสนอ เพื่อให้สมาชิกได้กรุณา พิจารณาในรายละเอียดตามรายมาตรา และมีสิทธิในการที่จะแสดงความเห็น ตลอดจน การแปรญัตติตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ (ฉบับชั่วคราว) ต่อไป ผมจึงขอ นำเสนอต่อท่านประธานสภาและท่านสมาชิกเพียงแค่นี้ครับ
ขอบพระคุณครับ ยังมีท่านกรรมาธิการวุฒิสาร ตันไชย นะครับ จะขอเรียนชี้แจงเรื่อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรียนเชิญท่านครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ ผมได้รับ มอบหมายจากคณะกรรมาธิการให้ชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเปึ้นรายละเอียด ซึ่งจะเป่ดโอกาสให้กับท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เห็นภาพโดยรวมนะครับ กับทั้ง พี่น้องประชาชนที่รับฟังจะได้รับทราบในเบื้องต้นนะครับ ผมได้รับมอบใน ๒ ส่วน ก็คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กับหมวดการปกครองท้องถิ่น นะครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนในประเด็นแรกว่า ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ ในหมวดที่ ๕ ซึ่งท่านกรรมาธิการปกรณ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้เรียนต่อสภาไป แล้วนั้น กระผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนดังต่อไปนี้ครับว่า ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเอง ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาอาจจะรู้สึกว่า หมวดนี้ เปึ้นหมวดที่เขียนไว้แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ แล้วก็ไม่ค่อยมีความหมายต่อการดำเนินงาน ของรัฐนะครับ ปัญหาเหล่านี้เปึนปัญหาที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ทั้งนี้ จริง ๆ หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐถือว่า เปึนหลักประกันสำคัญในการที่จะทำให้ พี่น้องประชาชนได้รับบริการจากรัฐ รวมทั้งเปึนกลไกและเปึนเครื่องมือที่สำคัญทั้งทาง การเมือง และเครื่องมือของประชาชน ในการที่จะตรวจสอบรัฐบาลทุกรัฐบาลที่เข้ามาเปึน รัฐบาลแล้วได้ดำเนินการตามแนวทาง หรือเจตนารมณ์ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ด้วยเหตุผลจูงใจแบบนี้ล่ะครับที่ทำให้คณะกรรมาธิการ เองในส่วนนี้ได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐใน ๒ ลักษณะ ก็คือว่า ประการแรก คือ การขยายขอบเขตสาระสำคัญของหมวดแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ ให้เห็นว่ามีความครอบคลุม แล้วก็มีความกว้างขวางที่เกี่ยวข้องกับสาระสําคัญใน การดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งปรากฏในรายละเอียดในหลายมาตรา ซึ่งผมขออนุญาตจะกราบเรียนคร่าว ๆ นะครับ กับประการที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่า เปึ้นความสําคัญ ก็คือ การทําให้หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น มีสภาพบังคับ ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่เราร่างขึ้นในมาตรา ๗๔ และ ๗๕ ใน ๒ มาตรานี้ได้กําหนดในเชิงหลักประกันให้รัฐบาลนอกเหนือจากการแถลง นโยบายต่อสภาแล้ว รัฐบาลจำเปึ้นที่จะต้องสรุปสาระสำคัญ แล้วก็เปรียบเทียบว่า สิ่งที่ จะดําเนินการตามนโยบายของรัฐบาลนั้น มีความสอดคล้อง และมีระดับความสัมฤทธิ์ผล ต้องการความสําเร็จแค่ไหนในเรื่องนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในเรื่องใด เมื่อไร อย่างไร เหตุผลหลักประการนี้ก็คือ เพื่อที่จะชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า หากรัฐบาลมีนโยบายเรื่อง ส่งเสริมคุณภาพชีวิต รัฐบาลคงจะต้องบอกได้ว่า คุณภาพชีวิตตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐนั้น รัฐบาลตั้งเปั้าไว้แค่ไหน เพียงไร เหตุผลแบบนี้ล่ะครับที่จะทำให้แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐมีความสำคัญในเชิงที่จะเปึนเครื่องมือในการที่จะตรวจสอบการทำงานของ รัฐบาล ทั้งในทางการเมือง คือโดยนิติบัญญัติเอง และโดยภาคประชาชน และองค์กร ที่เรากำหนดเพิ่มเติมขึ้นให้มีบทบาท คือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประการที่ ๒ นอกจากการกำหนดสภาพบังคับแล้ว ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เองได้กำหนดขยายขอบเขตสาระสำคัญที่กำหนดถึงส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ตั้งแต่เรื่องของ แนวนโยบายด้านความมั่นคงนะครับ ซึ่งถือว่าเปึนเรื่องใหญ่ของประเทศ นโยบายด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแนวนโยบายเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินถือว่า เปึน แนวนโยบายที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ และที่สำคัญที่ปรากฏไว้ ก็คือการกำหนดเรื่องของการ จัดระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความชัดเจน อันนั้นเปึ้นแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้น ยังได้เพิ่มเติมในเรื่องของการ พัฒนาระบบงานภาครัฐในการที่จะดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามหลักการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี โดยเน้นเรื่องของธรรมาภิบาล ในส่วนที่จะเปึ้นการบริหารราชการ และยังคง เรื่องของเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจเอาไว้นะครับ ในส่วนที่ ๔ เปึนเรื่องนโยบาย ด้านการศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ผมคิดว่าในส่วนนี้ได้เขียนให้ความ ชัดเจนนะครับ ในมาตรา ๗๘ เองได้พูดถึง รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ และคุ้มครอง พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มบุคคลนะครับ นอกจากนั้น ในหมวดนี้เองได้ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว และการสร้างสุขภาวะ ของประชาชนในเชิงคุณภาพชีวิตที่มีความชัดเจน และเปึนรูปธรรมมากขึ้น ในหมวดที่ ๕ เปึ้นหมวดที่ว่าด้วยเรื่องของนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ซึ่งกำหนดเพิ่มเติมขึ้น ไปเปึนเรื่องใหม่ ก็คือ การกําหนดให้มีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อที่จะทบทวน ระบบกฎหมายทั้งหมดของประเทศที่มีอยู่ว่า มีปัญหาอย่างไรนะครับ ซึ่งจะปรากฏอยู่ใน มาตรา ๘๐ (๕) ในหมวดนโยบายด้านการต่างประเทศ ก็คงไว้เรื่องของการส่งเสริม ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศนะครับ ในหมวดที่ ๗ ว่าด้วยเรื่องแนวนโยบายด้าน เศรษฐกิจ จะเห็นว่าในหมวดนี้เอง คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเติมสิ่งที่คิดว่าเปึ้นเรื่องสำคัญ และเปึนความต้องการของพี่น้องประชาชน เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งก็คือ ในมาตรา ๘๒ คือ การกำหนดเรื่องของการส่งเสริมให้การดำเนินงานของรัฐนั้น เปึนไปตามปรัชญาแนว เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเปึนความต้องการส่วนใหญ่ของพี่น้องประชาชนจากการรับฟัง ความเห็นทั่วประเทศนะครับ นอกจากนั้น ในส่วนที่เปึนแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ เพิ่มเติมขึ้นมา ก็คือ การพูดเรื่องของในมาตรา ๘๓ แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะ เพิ่มเติมเปึ้นเรื่องใหม่ คือ เรื่องของการจัดให้มีการออมเพื่อการเตรียมตัวในการชราภาพ ซึ่งเรื่องนี้จะเปึ้นปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศในอนาคต ดังนั้น แนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐเองจึงได้กำหนดเรื่องเหล่านี้เอาไว้ เพื่อให้รัฐได้ริเริ่มดำเนินการ เพื่อที่จะรองรับ ปัญหาอันจะเกิดขึ้นในระยะยาว นอกจากนั้น แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจเองจึงยังไม่ได้ ส่งเสริมเฉพาะเพียงเศรษฐกิจเสรี แต่หากยังให้ความคุ้มครองในภาคเกษตรและระบบ สหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นนะครับ ในหมวดต่อมา คือ หมวดที่ ๘ นะครับ ว่าด้วย เรื่องนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ในหมวดนี้ต้องถือว่า เปึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เปึนสาระสำคัญ ที่เพิ่มเติม เช่น การพูดเรื่องของการจัดวางผังเมือง การพูดเรื่องของการจัดระบบการใช้ ที่ดินที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนนะครับ ในหมวดที่ ๙ ซึ่งถือว่าเปึ้นเรื่องใหม่ อีกเรื่องหนึ่งในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ คือ พูดเรื่องของแนวนโยบายด้าน วิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และพลังงาน ซึ่งจะพูดถึงเรื่องของพลังงานทดแทน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนา งานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งจะเปึนกลไกที่สำคัญกลไกหนึ่งในการพัฒนา ประเทศ เพื่อให้เข้าสู่การแข่งขันในสากลได้ และสุดท้ายซึ่งจะเปึนหมวดที่มีความสำคัญ อีกหมวดหนึ่ง คือ หมวดว่าด้วยเรื่องของแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเห็นว่า ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเอง ตั้งแต่มาตรา ๗๔ จนถึงมาตรา ๘๖ จะขยายขอบเขตสาระสำคัญที่เปึนแนวทางที่รัฐบาลไม่ว่าใครจะเปึ้นรัฐบาล คงต้องคํานึงถึง ประเด็นที่อาจจะมีคนถกเถียงหรือโต้แย้งว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วรัฐบาล จะทําอะไร ในเมื่อแนวนโยบายเขียนไว้หมด ผมกราบเรียนว่า ถ้าเราอ่านสาระสําคัญ จริง ๆ ของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะเปึ้นเพียงหลักการ และทิศทางที่ไม่ว่าใครมา เปึ้นรัฐบาลก็พึงต้องกระทํา หากแต่สิ่งที่รัฐบาลจะกระทําในอนาคต ก็คือเปึ้นเรื่องที่จะ กำหนดสาระสำคัญ และระดับความสำเร็จในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐแต่ละเรื่อง ดังนั้น เราจึงหวังว่าหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะเปึนหมวดหนึ่งที่จะเปึ้นเครื่องมือ และกลไกสำคัญในการสะท้อนเจตนารมณ์ทางการเมืองของระบบการเมืองโดยภาพรวม นะครับ ส่วนที่ ๒ ซึ่งจะเปึ้นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ คือ เรื่องในหมวดการปกครองท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในหมวดที่ ๑๔ ในหมวดการปกครองท้องถิ่นเอง ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ในหมวดนี้เรื่องส่วนใหญ่แล้วเราคงเจตนารมณ์ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เอาไว้ ต้องกราบเรียนว่า ในเรื่องการกระจายอำนาจ สู่การปกครองท้องถิ่นนั้น จากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และจากการเริ่มต้นในป้ ๒๕๔๒ เราได้ดำเนินการ แล้วก็พบว่า การกระจายอำนาจไปสู่องค์กรท้องถิ่นนั้น ส่วนที่ประชาชน ได้ประโยชน์นั้นมีมาก ได้เกิดต้นทุนทางสังคมในเรื่องที่องค์กรท้องถิ่นสามารถตอบสนอง ปัญหาพี่น้องประชาชนได้รวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ความเจริญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในชนบทเกิดขึ้นได้รวดเร็วผ่านระบบการกระจายอำนาจ แต่อย่างไรก็ตามครับ ในคณะกรรมาธิการเองก็มองเห็นว่า ปัญหาของการกระจายอำนาจเองก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ จุดอ่อนทั้งในเชิงระบบ และจุดอ่อนทั้งในเชิงข้อกฎหมายที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เอง ดังนั้น ในหมวดการปกครองท้องถิ่นจึงคำนึงถึง ๒ ประการ ก็คือ ประการแรก คือ การขยายความก้าวหน้าในเรื่องของการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรท้องถิ่นให้เกิด ความชัดเจนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระจาย อำนาจในป้ ๒๕๔๐ ซึ่งมีกฎหมายตามมาในป้ ๒๕๔๒ หลายฉบับ และส่วนที่ ๓ ก็คือ การเพิ่มหลักการใหม่ ๆ เข้าไปในส่วนของการกระจายอำนาจ ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียน คร่าว ๆ ว่า ในเรื่องของการกระจายอำนาจเองนั้น เรื่องหลัก ก็คือ การคงเจตนารมณ์ ของการกระจายอำนาจในทางที่จะกระจายให้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งกำหนด ในสาระสำคัญให้องค์กรท้องถิ่นเปึนองค์กรหลักในการจัดบริการสาธารณะ ให้กับประชาชน ด้วยหลักการอันนี้จะทำให้เห็นว่า การบริการสาธารณะที่อยู่ในพื้นที่ของ ประชาชนนั้น ที่ใกล้ประชาชน องค์กรท้องถิ่นจะเปึนองค์กรหลัก เปึนผู้ดำเนินการนะครับ นอกจากนั้น ในหมวดการปกครองท้องถิ่นเอง ซึ่งเริ่มตั้งแต่มาตรา ๒๗๒ นี่นะครับ จะเห็นว่า เราได้เพิ่มเรื่องของความเปึนอิสระขององค์กรท้องถิ่นภายใต้การกำกับดูแล และในขณะเดียวกันนั้น การกำกับดูแลนั้นจะเปึนการกำกับดูแลที่คำนึงถึงศักยภาพ และ ความแตกต่างของสาระสำคัญขององค์กรท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย ว่าองค์กรท้องถิ่นใด ที่มีความก้าวหน้า มีความเจริญก้าวหน้าขึ้น มีอิสระในการบริหารมากขึ้นแล้ว การกํากับ ดูแลก็จะทําน้อยลง ซึ่งเขียนเอาไว้ในมาตรา ๒๗๓ นะครับ นอกจากนั้นครับ ก็มีการแก้ไข ปัญหาบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการปกครองท้องถิ่น ซึ่งผมขอกราบเรียน ในสองสามประการ ก็คือ ประการแรก คือ ระบบการบริหารงานบุคคล ซึ่งได้มีการแก้ไข ปรับปรุงให้องค์กรท้องถิ่น ข้าราชการท้องถิ่น และพนักงานท้องถิ่นมีสถานภาพเหมือนกัน คือ เปึนข้าราชการท้องถิ่น และกำหนดให้มีระบบของการบริหารราชการของข้าราชการ ท้องถิ่นที่กว้างขวาง และเปึนเอกภาพมากขึ้นนะครับ นอกจากนั้น เราได้ไปแก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุงในเรื่องของการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางตรงในการที่จะดูแล และ มีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่น ซึ่งจะปรากฏในเรื่องของอำนาจในการถอดถอน และอำนาจในการเสนอข้อบัญญัติ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลง ทำให้ระบบทั้ง ๒ เรื่องนี้ ให้ประชาชนสามารถถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น สามารถเสนอข้อบัญญัติให้ องค์กรท้องถิ่นได้ง่ายขึ้นนะครับ นอกจากนั้น ในส่วนที่เปึนเรื่องความชัดเจนในเรื่อง อำนาจหน้าที่ คือ เรื่องอำนาจหน้าที่ที่ว่าด้วยเรื่องของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ กําหนดเอาไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้มีกฎหมาย บัญญัติ จนในที่สุดก็ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไป ในคราวนี้ก็ได้กำหนดเอาไว้ครับว่า ในบทบาทขององค์กรท้องถิ่นในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงการที่กระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนนี่ จำเปึนต้องมีกฎหมายมารองรับ และกฎหมายนี้ต้องออกภายใน ๒ ป้ โดยกำหนดสาระสำคัญของกฎหมายไว้ ประการ สุดท้ายที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ก็คือ การเพิ่มเติมสาระสำคัญในการที่จะทำให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการองค์กรท้องถิ่นมากขึ้น ดังปรากฏอยู่ใน มาตรา ๒๗๘ นะครับ ในส่วนนี้ คือ การกำหนดให้องค์กรท้องถิ่นจำเปึนต้องพัฒนากลไก แล้วก็ระบบการรายงานกับประชาชนมากขึ้น การเป่ดโอกาสให้ประชาชนเข้ามารับรู้ การทำงานมากขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าหากประชาชนนี่เข้ามารับรู้การทำงานมากขึ้น เข้ามามี ส่วนร่วมมากขึ้น จะทำให้ระบบการบริหารราชการของท้องถิ่นเองมีความโปร่งใส และ ตอบสนองกับพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น กราบเรียนว่า ทั้งหมดในหมวดของการปกครอง ท้องถิ่นเอง ถือว่า เราได้พยายามปรับปรุงแก้ไข แล้วก็คำนึงถึงเจตนารมณ์หลักใน รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วก็มองเห็นศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในส่วน ของการเมืองและส่วนข้าราชการ แต่เราก็พยายามป่ดกั้น แล้วก็ปกปัองกันในส่วนที่อาจจะ มีข้อบกพร่องอยู่ ดังนั้น ในมาตรา ๒๙๘ ในบทเฉพาะกาล ได้กำหนดไว้ครับว่า อย่างน้อย กฎหมายที่เปึนสาระสำคัญ ๓ ฉบับ คือ กฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของพระราชบัญญัติ กำหนดแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ คือ กฎหมายการกระจายอำนาจ กฎหมายว่า ด้วยเรื่องข้าราชการท้องถิ่น และกฎหมายที่ว่าด้วยของประมวลของกฎหมายท้องถิ่น จะต้องถูกกำหนดตราให้เสร็จภายใน ๒ ป้ เพื่อที่จะหวังว่า กลไกที่เราวางไว้ในหมวดนี้ทั้ง หมวดจะมีสภาพบังคับใช้ และปรับปรุงแก้ไข เพื่อทำให้องค์กรท้องถิ่นเปึนองค์กรหลัก ในการที่จะดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง แล้วก็โปร่งใส มากที่สุด ใน ๒ ส่วนนี้เปึ้นส่วนที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก เพื่อให้เห็นภาพว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับร่างรับฟังความเห็นครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็มีการเพิ่มเติมสาระสำคัญ ที่อาจจะพูดว่า เปึนความก้าวหน้า แล้วก็เปึนเจตนารมณ์ ที่พยายามยึดหลักในเรื่องของการที่จะส่งเสริมให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดด้วยครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ นะครับ ชี้แจงเรื่องขององค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และศาล เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่เคารพครับ กระผม นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนว่า ทางกระผม เองได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงในเรื่องขององค์กรตรวจสอบ และศาล ในการยกร่าง ของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ ตามที่ได้รับมอบหมายจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ดูในสิ่งที่มันเปึนประเด็นที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็เกิด ปัญหาตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม คือ ๒๕๔๐ คณะกรรมาธิการได้มีการระดมความ คิดเห็นในประเด็นนี้นะครับ ถ้าพูดถึงการระดมความคิดเห็นจากเวทีต่าง ๆ ที่ได้รับมาจาก คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและการประชามติ รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟัง ความคิดเห็นในระดับภาคทั้ง ๔ ภาค และคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็น ประจำจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัดนะครับ ผมอยากเรียนย้ำอีกสักครั้งว่า สาระสำคัญ ที่คณะกรรมาธิการได้กำหนดแนวทางหลักไว้ใน ๔ ประการด้วยกัน ประการแรก เปึนเรื่อง ของการคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ ในประการที่ ๒ ก็เพื่อลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และขจัดการใช้อํานาจอย่างไม่เปึนธรรม ตรงจุดนั้นต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนครับ ไม่ใช่ลดอํานาจรัฐ เปึนการลดการผูกขาด อํานาจรัฐ อํานาจรัฐจะยังเข้มแข็งเหมือนเดิมนะครับ ประการที่ ๓ การทําให้การเมืองมี ความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม และประการสุดท้าย การทำให้ระบบตรวจสอบ มีความเข้มแข็งและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเด็นแนวทางหลักที่สำคัญ นะครับ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ลงมาดูในเรื่องของระบบการตรวจสอบว่า มันมีปัญหา อย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ถ้ามันเปึนปัญหาก็ต้องมีการปรับปรุง แก้ไข แต่สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทางคณะกรรมาธิการก็จะยังคง รักษาไว้ให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เพื่อจะนําพาการปฏิรูปการเมือง หรือนําพากลไกที่มัน เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญให้มันเดินหน้าต่อไปได้อย่างเปึ้นรูปธรรม ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ได้คิดในเรื่องของระบบการตรวจสอบและระบบศาล ขอกราบเรียนว่า ในส่วนนี้ได้มีการ หารือในเรื่องของที่มาขององค์กรตรวจสอบ ซึ่งเปึนประเด็นหัวใจสำคัญที่ทาง คณะกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้น ถ้าท่านดูรายละเอียดนะครับ ในเรื่องของหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วยศาล ซึ่งรัฐธรรมนูญในร่างฉบับนี้ได้สถาปนาระบบศาลขึ้น ๔ ระบบ เช่นเดียวกับ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพียงแต่มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มอํานาจหน้าที่ ปรับปรุงระบบอำนาจหน้าที่ให้มีความชัดเจนมากกว่า ป้ ๒๕๔๐ ในส่วนขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญนี่ เราพูดกันเสมอนะครับว่า องค์กรใดเปึ้นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรใด เปึ้นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อปัองกันความสับสน ทางคณะกรรมาธิการก็ได้เพิ่ม ในส่วนหมวดของที่ว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฏในหมวด ๑๑ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญก็จะประกอบไปด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ ได้ยืนยันสถาปนาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไว้ ๔ องค์กรด้วยกัน องค์กรแรกเปึ้นเรื่อง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง องค์กรที่ ๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา องค์กรที่ ๓ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และองค์กรที่ ๔ คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน นอกจากนั้นก็มีในส่วนที่ ๒ ที่ทางคณะกรรมาธิการเรียกว่า องค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ มีอยู่ ๓ องค์กร องค์กรแรกเปึนองค์กรอัยการ องค์กรที่ ๒ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรที่ ๓ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพว่า สำหรับประเด็นที่มาขององค์กร ต่าง ๆ ตามที่ผมกราบเรียนนะครับ ในประเด็นที่มาขององค์กรที่จะเปึ้นผู้ใช้อำนาจใน องค์กรนั้นนะครับ คณะกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงระบบสรรหาองค์กรที่จะไปใช้อำนาจ ตามที่ผมกล่าวนะครับ ก็คือว่า ในส่วนของที่มาที่มีคณะกรรมการสรรหาเกิดขึ้นตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ แล้วเราวิจารณ์กันมาตลอดระยะเวลาของการใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วว่า อิงพรรคการเมืองมากเกินไป เช่น ในบางองค์กรนะครับ ได้กำหนดให้ พรรคการเมืองที่มี สส. ในสภาผู้แทนราษฎรไปเลือกกันเอง เหลือ ๔ คนบ้าง เหลือ ๕ คน บ้างนะครับ แล้วไปเปึนคณะกรรมการสรรหา ถ้าพรรคการเมืองนั้นตกลงร่วมใจพร้อมกัน ทุกรายการ ทุกพรรคนะครับ กระบวนการสรรหาก็ไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ นะครับ ต่อมาก็ได้มีการพูดในเรื่องนี้นะครับว่า การสรรหาผู้ที่จะไปใช้อำนาจในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญก็ควรที่จะยึดโยงผู้แทนปวงชนไว้บางส่วน ก็จึงกำหนดให้องค์ประกอบ ของคณะกรรมการสรรหา มีทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร ผมเรียนว่า ที่คณะกรรมาธิการยังเห็นความสำคัญในการยึดโยงกับ ฝ์ายการเมืองในฐานะที่เปึนผู้แทนปวงชนชาวไทย ตรงจุดนั้นเปึ้นหัวใจสำคัญในการที่จะ สรรหาบุคคลที่เหมาะสมเพื่อไปทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย กระบวนการสรรหาที่ทางคณะกรรมาธิการคิดนะครับ ไม่ว่าจะเปึนตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ก็จะมีคณะกรรมการสรรหาประกอบไปด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ๔ องค์กรนะครับ เลือกกันเองเหลือ ๑ คน แล้วก็มีประธานสภาผู้แทนราษฎร มีผู้นำฝ์ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎร ๕ ท่านนี้นะครับ ถ้าดูถึงเกียรติภูมิ เกียรติประวัติ หรือว่าการทำหน้าที่ ที่ผ่านมา สังคมคงเชื่อมั่นได้ ศรัทธาได้เปึนอย่างสูง เพราะท่านต้องรักษาเกียรติประวัติใน ส่วนนี้ไว้ แล้วก็ทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส มีคุณธรรม แล้วก็มีวิจารณญาณในการที่จะ เลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในส่วนนี้ ในส่วนของประธานสภาผู้แทนราษฎรกับผู้นำ ฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านดูนะครับ มันก็จะเปึนการดุลและคานกันไปในตัว อยู่แล้ว ไม่สามารถที่จะไปตกลงร่วมมือกันได้แต่อย่างใด ทีนี้เมื่อเกิดกระบวนการสรรหาที่ มันเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่ กระบวนการตรงนี้ก็จะนำไปใช้กับคณะกรรมการ การเลือกตั้ง คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินอยู่ด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้าพูดถึงคณะกรรมการ สรรหาก็จะสรรหาบุคคลที่เหมาะสมที่จะเปึนกรรมการการเลือกตั้ง ๓ คน เสนอให้ วุฒิสภา เพื่อให้ความเห็นชอบนะครับ แล้วที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือก ๒ คน เสนอให้ วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ก็จะมี ๕ คน ส่วน ปปช. กระบวนการสรรหาที่ผมกล่าวนะครับ ก็จะต่างจากทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเล็กน้อย ก็คือในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด แต่ประธานศาล รัฐธรรมนูญไม่มีนะครับ ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่า ท่านอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ก็จะเปึนประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระเลือกกันเองเหลือ ๑ คน และมี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใน ปปช. ก็จะตัด ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เลือกกันเองเหลือ ๑ คน ออก แล้วก็เพิ่มในส่วน ของประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในองค์กร ปปช. กรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ก็จะมีองค์ประกอบ คณะกรรมการสรรหา ๕ ท่าน ประกอบไปด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎรนะครับ ในส่วนของวิธีการ ถ้าพูดถึงวิธีการเดิมที่เรามีปัญหา ก็คือ คณะกรรมการสรรหาไปหาคนมา ๒ เท่า และเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนเห็นชอบก็จะมีคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบประวัติ และความประพฤติของบุคคล ที่ได้รับการเสนอชื่อในส่วนนี้ ผมเรียนว่า คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงในส่วนนี้ แทนที่จะ ให้วุฒิสภาเลือกเหมือนเดิมตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็คือเสนอเปึ้น ๒ เท่า เดิมนะครับ แล้วเลือกให้เหลือเท่าจํานวน ครั้งนี้ก็ปรับปรุงเปึนว่า ให้เสนอไปเท่าจํานวน ก็คือถ้ามี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ท่าน ก็เสนอไป ๙ ชื่อ มี กกต. ๕ ก็เสนอไป ๕ มี ปปช. อยู่ ๙ ก็เสนอไป ๙ ท่าน กรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งลดลงเล็กน้อยนะครับ เหลือ ๗ ก็เสนอไป ๗ ท่าน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ๓ ก็เสนอ ๓ นะครับ ก็รวมถึงกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ซึ่งลดลงเช่นกัน เหลือ ๗ ก็เสนอไป ๗ ท่าน เมื่อเสนอแล้ววุฒิสภาทําอย่างไร วุฒิสภาก็จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบประวัติและความประพฤติเช่นกันครับ เมื่อตรวจสอบเสร็จ ก็จะนําเสนอต่อวุฒิสภา วุฒิสภาเพียงแต่ให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ ความเห็นชอบเท่านั้น ถ้าเห็นชอบนะครับ ท่านประธานวุฒิสภาก็จะนําความกราบบังคม ทูล เพื่อทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ถ้าไม่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบมันยังไม่ตก วุฒิสภาก็จะ ส่งไปให้คณะกรรมการสรรหา เพื่อไปขอความยืนยันว่า ที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบไปนี่นะครับ ทางคณะกรรมการสรรหาจะว่าอย่างไร ถ้าคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า ตรงจุดนี้เห็นด้วยกับทางวุฒิสภา ก็จะไปสรรหาบุคคล ใหม่ให้ไป เพื่อขอความเห็นชอบ แต่ถ้าทางคณะกรรมการสรรหาฯ ลงมติเปึ้นเอกฉันท์ ใน ๕ ท่านยืนยันตามความเห็นเดิม ก็คือบุคคลที่เสนอไป แม้วุฒิสภาไม่เห็นชอบ แต่มี ความเหมาะสมแล้ว ก็จะยืนยันไป วุฒิสภาคราวนี้คงไม่สามารถที่จะนําไปเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบอีกได้ ก็ได้แต่นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อันนั้นเปึนวิธีการที่มาของคณะกรรมาธิการที่ไปคิดในเรื่องของระบบสรรหา ไป คิดในเรื่องของวิธีการที่จะให้ได้คนดี ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะ ดำรงตำแหน่งในองค์กรนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอำนาจหน้าที่และระบบการ ทำงานขององค์กรตรวจสอบให้ดียิ่งขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพว่า ในส่วนนี้ได้มีการปรับปรุงรายละเอียด ตั้งแต่หมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และหมวด ๑๓ ที่ เพิ่มขึ้นมาใหม่นะครับ จริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในทุกหมวดที่กล่าวมา รายละเอียดที่ปรากฏในชั้นของการยกร่างมีเหตุมีผลที่จะตอบ สังคม มีเหตุมีผลที่จะนําเรียนท่านสมาชิก ประชาชนโดยทั่วไป องค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ อย่างดี ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ผมเพียงแต่จะขออนุญาตสรุป เนื่องจากว่า แต่ละ ประเด็นมีหัวใจสำคัญที่น่าจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นนะครับ เช่นเปึ้นต้นว่า ในส่วนของศาล รัฐธรรมนูญที่มีอํานาจในการที่จะรับฟัองเรื่องที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพได้ โดยตรง ในกรณีที่ประชาชนได้รับความเสียหาย หรือได้รับความเดือดร้อน ในกรณีของ บทบัญญัติแห่งกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติก็ดี หรือในกฎหมายที่องค์กรที่ใช้อำนาจ นิติบัญญัติเปึ้นผู้ตราขึ้น ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะลงไปวินิจฉัยให้ได้ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในส่วนนี้ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติแห่ง กฎหมายนั้นก็ไม่สามารถที่จะไปใช้บังคับได้อีกต่อไป อย่างนี้เปึ้นต้นนะครับ ในประการ ต่อมา การปรับปรุงให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึ้น ผู้พิจารณาคดีที่มีการฟัองว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเปึนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. ข้าราชการการเมืองอื่น ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ตามที่ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ปปช. บัญญัติไว้นะครับ ตรงจุดนั้นได้มีการ ปรับปรุงในสิ่งที่ต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ก็คือว่า การแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินในเรื่องนี้ได้ขยายไปถึงทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครอง หรือดูแล ของบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนั้น ก็ได้กำหนดมาตรการขึ้นเปึนพิเศษ สําหรับ สส. สว. นะครับ ถ้าท่านจะดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่อไป จะเล่นการเมือง ต่อไปในลักษณะนั้น จะต้องเป่ีดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ดังเช่นเดียวกับรัฐมนตรี อยู่ด้วยนะครับ ที่คณะกรรมาธิการปรับปรุงให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตําแหน่งทางการเมืองเปึนผู้มีอํานาจ หรือมีเขตอํานาจในการที่จะวินิจฉัยคดีที่ทางผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองผู้ใดจึงใจไม่ยื่นบัญชี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจึงใจ ยื่นบัญชี้อันเปึ้นเท็จ หรือปกป่ีดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบในส่วนนี้นะครับ ก็สืบเนื่องมาจากว่า ถ้าท่านดูฐานของการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน ตอนเข้ารับตำแหน่ง ตอนพ้นจากตำแหน่ง ตอนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ๑ ป้ ถึงแม้จะ เสียชีวิต ผู้จัดการมรดกก็ต้องยื่นในส่วนนี้ เพื่อนำไปสู่การเปรียบเทียบว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองผู้นั้นทุจริตต่อหน้าที่หรือเปล่า ร่ำรวยผิดปกติหรือเปล่านะครับ มันจะมีฐานความผิดทั้งสภาพบังคับ ต้องห้ามดำรงตําแหน่งทางการเมืองเปึนเวลา ๕ ป้ แล้วนอกจากนั้น ก็จะมีบทลงโทษทางอาญาถึงโทษจำคุกอยู่ด้วย ในส่วนนี้ก็เลยทาง คณะกรรมาธิการตัดสินใจให้โอนอํานาจนี้ ซึ่งมีอยู่เดิมในศาลรัฐธรรมนูญกลับไปให้ศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากสภาพบังคับ อย่างที่ ผมกราบเรียน มีทั้งต้องห้ามดำรงตําแหน่งทางการเมืองเปึ้นเวลา ๕ ป้ และนอกจากนั้น ก็ มีบทแซงค์ชั่น (Sanction) สภาพบังคับทางกฎหมายอาญาอยู่ด้วยนะครับ ก็เลยไปทำ ทีเดียว ก็เอาเสีย ๒ ฐานนะครับ ถ้ามีเจตนาจึงใจในส่วนนี้ สําหรับอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ ปปช. ทางคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ในภารกิจปัจจุบัน คำร้องหรือคดีที่อยู่ ในมือของ ปปช. ก็จะประกอบไปด้วยข้าราชการตั้งแต่ระดับต่ำสุดจนถึงสูงสุด ไปถึง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในเรื่องนี้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า น่าจะ พิจารณาดูแลเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ แล้วก็ ข้าราชการประจําในระดับสูง แต่ข้าราชการประจําในระดับสูงที่เขียนไว้เปึ้นระดับ ผู้อำนวยการกอง หรือเทียบเท่าขึ้นไป แล้วถ้าเปึ้นระดับต่ำ ถ้าไปสมคบ หรือทำผิดร่วมกับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็ไม่ยกเว้นในส่วนนี้นะครับ อันนั้นก็จะทําให้งานภารกิจของ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสามารถที่จะเดินหน้าในการทำ หน้าที่ในส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมาธิการก็เห็นว่า เดิม ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ผมเรียนว่า เรื่องที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะเสนอนะครับ เช่นฟัองไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือ ศาลปกครอง ต้องรอเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย ผู้ได้รับความ เดือดร้อน ผู้ได้รับความไม่เปึ้นธรรมต่าง ๆ เสียก่อน แล้วจึงจะเดินเรื่องต่อไปได้ ในเรื่องนี้ นะครับ คณะกรรมาธิการก็พยายามที่จะคิดกลไกให้อำนาจกับผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภามากขึ้น ก็คือ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาต่อไปนี้ ไม่ต้องไปรอประชาชน ผู้เดือดร้อนร้องเรียนอีก ก็คือ คิดเอง แล้วก็เห็นเอง ส่งเรื่องไปยังศาลเอง ถ้าเห็นว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินั้น บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติแห่งพระราชกําหนดขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ถ้าเห็นว่ากฎ ข้อบังคับ การกระทำของบุคคลนะครับ กฎในที่นี้ก็เปึนกฎหมาย ลําดับรองในระดับรองมาจากพระราชบัญญัติ ก็คือ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง มติ ครม. อะไรต่าง ๆ นี่ครับ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ก็ไปที่ศาลปกครองที่จะ วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการก็เห็นสมควรที่เพิ่มใน เรื่องของจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในส่วนนี้ผม กราบเรียนว่า ได้กำหนดให้มีกลไกมีสภาพบังคับที่ชัดเจน แต่เดิมนะครับ ทางเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ทางข้าราชการ ไม่ว่าจะเปึนข้าราชการตุลาการ ทหาร ตํารวจ พลเรือน อัยการ ก็มี วินัยกํากับอยู่แล้วชัดเจนนะครับ แต่ว่าทางผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี่ แม้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ จะได้กำหนดให้มีประมวลจริยธรรม แต่ยังขาดในเรื่องของมาตรฐาน ขาดในเรื่องของการกํากับ ขาดในเรื่องของสภาพบังคับ ตรงจุดนี้ทางคณะกรรมาธิการ ก็เห็นสมควรที่จะมีหมวดนี้ขึ้นมาใหม่ ปรากฏในมาตรา ๒๗๐ ๒๗๑ ซึ่งมีรายละเอียด ชัดเจน มีสภาพบังคับ มีกลไกที่จะเดินไปสู่ในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ผมยกตัวอย่าง ในกรณีของการกำกับมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนะครับ ถ้ามีการฝ์าฝ๋น มันจะมีความผิด ทีนี้มาตรฐานกำกับในเรื่องนี้ ก็จะให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภา ถ้ามีการฝ์าฝ๋น รายงานไปยังรัฐสภา คณะรัฐมนตรี สภาท้องถิ่น แต่ถ้าเกิดเปึนการฝ์าฝ๋น หรือไม่ปฏิบัติตามนะครับ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ก็จะนำไปสู่ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่จะใช้เปึ้นเหตุในการถอดถอน ได้นะครับ อันนั้นก็เปึนมาตรการที่ผมคิดว่า ทางคณะกรรมาธิการก็ได้พยายามทำในสิ่งนี้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และให้เกิดผล เกิดการแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นที่แล้ว ๆ มานะครับ หรือปัองกันปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก นะครับ ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการเห็นควร ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถที่จะหยิบยกบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่มันมีบทบัญญัติที่เปึนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ฟัองตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่า กฎหมายลำดับรอง มติในเรื่องใดถ้ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็จะฟัองตรงไปยัง ศาลปกครอง และนอกจากนั้นก็จะเปึนผู้เสียหายแทนประชาชนเอง ในกรณีที่มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนที่มันปรากฏชัดเจนในเวทีโลก นะครับ ก็ให้มีทางผ่อนคล้าย ติดอาวุธให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่มขึ้น ติดอาวุธให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเพิ่มขึ้น ในจุดนี้แทนที่เราจะมามัวพูดกันว่า องค์กรทั้งสองทำงานซ้ำซ้อนหรือไม่ องค์กรทั้งสองมีผลงานหรือไม่ อย่างไร เมื่อติดอาวุธ เพิ่มขึ้น กำหนดอำนาจหน้าที่ชัดเจนขึ้น ที่มามีลักษณะที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ผมก็คิดว่า ในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีความพยายามที่จะทำในส่วนนี้ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ในส่วนของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีอยู่ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ อยู่ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งนี้ทาง คณะกรรมาธิการได้ย้ายมาอยู่ในหมวดองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้หมวดองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ก็เนื่องจากว่า องค์กรนี้ได้เกิดขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้ว ไม่จำเปึ้นที่จะต้องไปอยู่ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็จึงย้ายมาอยู่ ตรงนี้นะครับ แล้วกําหนดในเรื่องของการให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็เพิ่มในครั้งนี้นะครับ ในการที่จะเสนอให้ความเห็น เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็เปึ้น ฝ์ายตรวจสอบ ในฐานะที่เปึนฝ์ายนิติบัญญัติที่จะตรวจสอบการทำงานการบริหารราชการ แผ่นดินของฝ์ายบริหาร ก็ได้กำหนดให้มีการยื่นญัตติ เพื่อขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้นจากเดิม จากเดิมนั้นจะพบว่า นายกรัฐมนตรี นะครับ ถ้าทาง สส. จะขออภิปราย ต้องเข้าชื่อไม่น้อยกว่าสองในห้า ขณะนั้น สส. ๕๐๐ สองในห้าก็ ๒๐๐ ขึ้นไป จึงจะเป่ดอภิปรายท่านนายก็ได้ แล้วรัฐมนตรีหนึ่งในห้า หนึ่งในห้าก็ ๑๐๐ คน ขึ้นไป จึงจะเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคลได้ ทั้งนี้ ก็ได้มีการลดจำนวนลงนะครับ ให้มีการเป่ดอภิปรายควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเปึนมาตรการสำคัญในระบอบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ของเรานะครับ โดยลดจำนวน สส. จากเดิมสองในห้า เหลือไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ สำหรับนายกรัฐมนตรี ถ้ามี สส. ๔๐๐ ตามที่ตกลงใจร่วมกัน หนึ่งในสี่ก็ ๑๐๐ ขึ้นไป สำหรับรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคล ก็หนึ่งในห้าคงเดิม ถ้า สส. มี ๔๐๐ หนึ่งในห้าก็ ๘๐ ขึ้นไป ก็สามารถเป่ดอภิปรายได้ อันนั้นก็เปึนมาตรการสำคัญ นอกจากนั้นได้เพิ่มบทบัญญัติว่า ถ้าสมมุติสภาผู้แทนราษฎรมีฝ์ายที่มี สส. ไม่ได้เปึ้นรัฐมนตรี มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในห้า แล้วทำอย่างไร จะควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนนี้ ได้หรือไม่ ก็เขียนบทบัญญัติว่า ถ้าคณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินไปเกิน ๒ ป้ สส. จะมีจำนวนเท่าไรก็ตามนะครับ แต่ไม่ถึงจำนวนหนึ่งในสี่ หนึ่งในห้าตามที่กำหนด ก็สามารถที่จะยื่นญัตติ เพื่อขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ อันนั้นก็เปึ้นมาตรการ สำคัญ นอกจากนั้น ในการเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในกรณีที่รัฐมนตรี ได้ย้ายกระทรวง ขณะอภิปราย ขณะที่จะยื่น ได้มีการย้ายรัฐมนตรีไปดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีในกระทรวงอื่นนะครับ มาตรการในส่วนนี้ก็ชัดเจนขึ้น ก็คือได้มีการวางมาตรการ ที่จะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ถึงแม้จะมีการย้ายตำแหน่งไปแล้ว ได้นะครับ ในส่วนที่เกี่ยวกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ได้มีการกำหนดชัดเจนในการที่จะยื่นสำหรับผู้โต้แย้งในเชิง ของการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ที่เราเรียกว่า ใบเหลือง ใบแดงนะครับ ก็ได้มีความชัดเจนขึ้น ก็คือ ให้มีการอุทธรณ์ในเรื่องนี้ได้ต่อศาลฎีกา ในกรณีของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเปึ้นระดับชาติ ส่วนในระดับท้องถิ่น เพื่อความเปึนธรรมนะครับ ก็จะไม่มีการยกเว้น ท้องถิ่นก็สามารถที่จะอุทธรณ์ได้ต่อศาลอุทธรณ์ภาคนะครับ ในนั้นก็เปึ้นเรื่องที่มี ความสำคัญเช่นกันนะครับ ในสิ่งที่ผมกราบเรียนมาก็เปึนเพียงคณะกรรมาธิการคิดว่า จากเราไประดมความคิดเห็นมาทั้งเวที ทั้งแบบสอบถามรายบุคคล ทั้งความเห็น จากองค์กรต่าง ๆ ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามายัง คณะกรรมาธิการ ผมกราบเรียนแทนคณะกรรมาธิการได้ว่า ทุกชิ้น ทุกความเห็นได้รับการ นำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมด้วยความรอบคอบ ด้วยคิดว่า การเมืองบางที เราต้องดูในเรื่องของความเห็นว่าจะเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ ตรงนั้นต้องชั่งน้ำหนัก ประกอบกัน สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้หยิบยกในประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมา ในเชิงของการ ทําหน้าที่ในครั้งนี้ก็ทําด้วยความเปึนอิสระ เราอยากเห็นประเทศที่จะนําไปสู่ประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ และสิ่งสุดท้ายที่อยากเห็น ก็คือ การมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรวดเร็วนะครับ ถ้าเปึนไปได้ ภายในป้ ๒๕๕๐ ตรงจุดนั้น ก็จะทําให้ประเทศมีความ สงบมากยิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็เปึนประชาธิปไตยตามที่ประชาชนต้องการ ขอกราบเรียน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เรามีเวลาสำหรับท่านกรรมาธิการอีก ๒ ท่านนะครับ หลังจากนั้นแล้วท่านสมาชิกอยากจะอภิปรายอย่างไร ก็อาจจะขอเตรียมตัวยกมือไว้ก่อน ได้เลยนะครับ ลำดับต่อไป ขอเรียนเชิญท่านวิชา มหาคุณ เรียนชี้แจงก่อนนะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สสร. ที่เคารพทุกท่าน ผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างนะครับ ขอเรียนเพิ่มเติมจากที่เพื่อนกรรมาธิการยกร่างได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ เกี่ยวกับเรื่อง การร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผมขอเรียนยืนยันแทนท่านกรรมาธิการยกร่างทุกท่านนะครับว่า เราไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญภายใต้ความกดดันใด ๆ ประการต่อไปก็คือ เราไม่ได้ร่าง รัฐธรรมนูญโดยเปึนนอมินี (Nominee) ของใคร หรือเปึนตัวแทนของใคร นอกจากตัวแทน ของราษฎร ตัวแทนของประชาชน ผู้ทุกข์ยาก ผู้ยากไร้ทั้งหลายนะครับ หรือผู้ที่ด้อยสิทธิ ทั้งหลายนะครับ ประการต่อไปก็คือ เรามิได้ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมิได้ฟังเสียงใครเลย ถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการยกร่างทั้งหลายที่เข้าร่วมประชุมกับผมได้ร่ําลึกได้ เราก็คงจะ ระลึกได้ว่า เรามีคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือการมีส่วนร่วม ของประชาชนได้เข้าร่วมประชุมด้วยตลอดมา และผมเองและคณะกรรมาธิการยกร่าง หลาย ๆ ท่าน ส่วนใหญ่ก็ได้ลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วยตัวเองนะครับ โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการมีส่วนร่วมของประชาชน คือท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ท่านได้ลงไปในพื้นที่ ไปจัดการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน ไปอบรมวิทยากร กระผมได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วก็รับเอาในส่วนที่ดี ๆ เอา มาวิเคราะห์ วิจัยกัน มาได้ใช้เหตุใช้ผล เพราะเราถือว่า ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ยกร่างก็ดี ของ สสร. ก็ดี เปึนที่ประชุมแบบธรรมาธิปไตย คือเปึนที่ประชุมอันก่อปรด้วย เหตุด้วยผล ด้วยการรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มิใช่ที่ประชุมของอัตตาธิปไตย รับฟังความคิดเห็นของตัวเองฝ์ายเดียว ตัวกู้ของกู้ ยึดมั่นถือมั่น ไม่ฟังเสียงใคร หรือ มิฉะนั้นก็เปึนประเภทโลกาธิปไตย คือรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น แล้วก็คล้อยตาม กระแสสังคม เที่ยวแต่ไปรับฟังความคิดเห็นที่ไม่เปึนธรรม ไม่ชอบธรรม ไม่ชอบด้วยเหตุ ด้วยผล แล้วก็เอามา เพื่อที่จะคล้อยตาม เพื่อที่จะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอะไรก็สุด แล้วแต่ เรายืนยันได้เลยว่า เราทำตามอธิปัตย์สูตรของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นะครับ ก็คือเราถือหลักธรรมาธิปไตย ผมเรียนยืนยันเลยว่า ที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการยกร่าง อันมีท่านประธานประสงค์ เปึ้นผู้ที่ดูแล เรารับฟังความคิดเห็น ทุกด้านครับ รอบด้าน กระผมขอเรียนว่า ถ้าเรานำเอาที่คณะทั้งหลาย กลุ่มบุคคล ทั้งหลายเสนอมา แล้วมาใส่ไว้นี่ ผมคิดว่า คงจะยาวเหยียดถึงหมื่นมาตรานะครับ คงจะ ไม่ใช่แค่พัน เราพยายามสรุปเอาเหตุผลที่ดี ๆ เอามาสกัด เอามาวิเคราะห์ เอามา สังเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเห็นที่มีท่านที่อาวุโสทั้งหลาย หรือท่านที่เขาถือว่าเปึน ผู้ที่มีภูมิปัญญาทั้งหลายมาโต้แย้ง มาโต้เถียงสองสามประเด็น ซึ่งผมเห็นว่า น่าจะได้มี การชี้แจงให้เข้าใจในที่ประชุมแห่งนี้ด้วยนะครับ เพื่อที่จะผ่านไปถึงท่านผู้ทรงภูมิปัญญา เหล่านั้น อันแรก ก็คือ เรื่องของตุลาการภิวัตน์ ซึ่งอยู่ในกรอบขององค์กรอิสระและศาล รวมทั้งอยู่ในส่วนแรก คือ ส่วนที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย โดยเฉพาะ มาตรา ๖๘ ที่บอกว่า จะต้องมีคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อแก้ไขวิกฤติ นอกจากนี้ ก็ยังอยู่ใน ส่วนที่ว่าด้วยสถาบันทางการเมือง ก็คือ คณะที่จะมีการสรรหาบุคคล ผมขอเรียงลำดับไป นะครับว่า ในเรื่องของตุลาการภิวัตน์นั้น ความจริงมีความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิงว่า ลักษณะ ของการให้ตุลาการเข้าไปเกี่ยวข้องในองค์กร หรือในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ หรือใน การสรรหาคณะต่าง ๆ นี่ เปึ้นตุลาการภิวัตน์ ผมขอเรียนว่า ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง เข้าใจผิด โดยสิ้นเชิง คําว่า ตุลาการภิวัตน์ หมายถึงว่า ให้ตุลาการทำหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาทด้วยความยุติธรรม ด้วยความเปึนธรรม ตามหลักแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในลักษณะของการเปึนตัวแทนของ ประชาชนที่แท้จริง มิใช่ทำหน้าที่เปึนองค์กรต่างหากแยกจากประชาชน นี่คือลักษณะของ ตุลาการภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการแก้ไขปัญหาเมื่อมีกรณียุ่งยาก หรือมีกรณีความวิบัติในทางการเมือง ผมขอเรียนว่า คำว่า ตุลาการภิวัตน์ นี้ ก่อกำเนิดขึ้น เมื่อป้ ๑๙๘๐ ที่ประเทศยุโรป (Europe) กล่าวคือ ในประเทศอิตาลี (สาธารณรัฐอิตาลี) ประเทศสเปน (ราชอาณาจักรสเปน) และรวมถึงประเทศฝรั่งเศส (สาธารณรัฐฝรั่งเศส) ด้วย ปรากฏว่า การเมืองเปึนสิ่งที่ชั่วร้าย และมีการสร้างความพินาศให้แก่บ้านเมือง โดย คณะผู้บริหารบ้านเมือง ก็คือ ฝ์ายการเมืองเอง แล้วฝ์ายการเมืองเองก็ควบคุมกลไก ไม่ สามารถที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ ในที่สุดก็ต้องมาพึ่งศาล คือ ศาลสถิตยุติธรรมก็ดี หรือ ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ให้มีการแก้ไขปัญหา ก็คือ การวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้นักการเมืองพื้นจาก ตำแหน่งก็ดี หรือวินิจฉัยคดีอาญาให้นักการเมืองต้องติดคุก ติดตะราง ซึ่งนำไปสู่ประเด็น ที่สำคัญ ก็คือการเมืองที่ใส่สะอาดอย่างอิตาลีในปัจจุบันนี้ สเป็นในปัจจุบันนี้ หรือรวมถึง ฝรั่งเศสที่เอาอดีตรัฐมนตรีต้องถูกจำคุกในทางคดีอาญา เพราะฉะนั้นในกระบวนการ คดีอาญานักการเมืองที่เราได้สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรตุลาการ คือศาลฎีกาแผนก คดีอาญานักการเมืองก็ดี หรือสร้างความเข้มแข็งให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยเปึนศาลที่ ถูกแทรกแซงโดยอำนาจทางการเมือง จนทำให้เห็นว่า เปึนศาลที่ชั่วร้าย ไม่เปึนที่ยอมรับ ของประชาชน เรานำความภาคภูมิใจกลับมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เรายืนยันหลักให้ศาลฎีกา แผนกคดีนักการเมืองเปึ้นผู้ดําเนินคดีสําหรับนักการเมืองผู้ทุจริตประพฤติมิชอบ เราได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับศาลปกครอง ซึ่งเคยถูกกระบวนการต่าง ๆ พยายามแทรกแซง แต่ก็แทรกแซงไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นเราก็คงให้ศาลทั้งสามดำเนินกระบวนการด้วยความ เข้มแข็งต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบของการเลือกตั้ง ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญไพบูลย์ได้อธิบายว่า ระบบการเลือกตั้งเท่าที่แล้วมานี่ ซึ่งเปึ้นต้นทางแห่งความ สุจริต ยุติธรรม แต่ปรากฏว่า ได้กลายเปึนแหล่งที่มาของการแทรกแซงอำนาจทาง การเมือง และใช้ความมีอํานาจทางการเมืองนั่นเองนี่ทําลาย กกต. ซึ่งควรจะเปึน แหล่งที่มาของคุณธรรมความดีทั้งหลายลงโดยสิ้นเชิง เราก็จะเห็นได้แล้วว่า กกต. ทั้งหลาย ถัดจากสมัยท่าน สสร. สวัสดิ์ ซึ่งขออภัยที่เอ่ยนาม ที่นั่งอยู่ใน ณ ที่นี้ ซึ่งเราได้ เชื่อถือในชุดแรก ความเชื่อถือของประชาชนใน กกต. ชุดแรกนั้นเอง นํามาซึ่งความหวาด ผว่าของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในชุดต่อ ๆ มา เพราะฉะนั้นเขาจึงพยายามทำลาย ความน่าเชื่อถืออันนี้ลง และทำให้ กกต. กลายเปึ้นแหล่งที่มาของการทุจริตขนานใหญ่ ซึ่ง ขณะนี้มีคดีรุมเร้าอยู่ทั้งที่ศาลและที่ ปปช. เอง นะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่า การที่ เราให้มีศาลฎีกาเปึ้นผู้ที่กลั่นกรองอีกครั้งหนึ่งนะครับของการให้ใบเหลือง ใบแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่นะครับ หลังจากมีการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว นะครับ แต่ก่อนจะประกาศนี่ ราษฎรก็ยังแสวงหาความเปึนธรรมได้ ก็คือฝ์ายที่ไม่เห็นด้วย ก็ยังสามารถจะฎีกา สามารถจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาที่พิจารณาคดีเลือกตั้งได้นะครับ ส่วนในแง่ของทางการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น ก็ให้สามารถจะร้องต่อศาลอุทธรณ์ได้ อย่างนี้ นะครับ ก็คือเป่ดรู้ระบายให้หายใจได้ แล้วช่วยกันกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่งว่า การเลือกตั้งนั้น จะบริสุทธิ์ ยุติธรรมหรือไม่ อย่างไร เราก็จะเห็นได้ว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ของศาล เมื่อก่อนที่จะมีการปฏิรูปการปกครอง เราจะเห็นได้ว่า ศาลได้ชี้ขาดคดี หลายเรื่อง ซึ่งเปึนที่ประจักษ์ว่า ได้ทำให้นักการเมืองต้องกลายเปึนผู้ทุจริต หรือกลายเปึน ผู้ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น อย่างในกรณีที่อนุญาตให้มีการหมุนเวียน หรือสามารถที่จะ สมัครรับเลือกตั้งได้ตามที่ต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ประกาศผล ซึ่งผมอยากจะเรียกกรณีนี้ว่า พวกการสร้างสัมภ์เวสีให้ในวงการเมือง ซึ่งศาลฎีกาได้ชี้ขาดว่า กรณีสัมภ์เวสีอย่างนี้เปึน กรณีที่ไม่ชอบนะครับ ซึ่งก็นำไปสู่การเพิกถอนสิทธิ เพิกถอนการเลือกตั้งหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ แห่ง เราจะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้เองนี่ เราไม่ได้คิดขึ้นเองนะครับ เราได้พิจารณา จากกรณีศึกษาต่าง ๆ แล้วประชาชนก็ได้เสนอเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา บอกว่า เราจะยินยอมให้ มีองค์กรที่พิจารณาชี้ขาดแบบเบ็ดเสร็จ ใช้อำนาจทั้งบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการในองค์กรเดียวนั้น เปึนไปไม่ได้อีกต่อไปแล้วครับ ควรจะต้องมีการค้าน อำนาจ แล้วใครล่ะครับที่จะค้านอำนาจได้ เราก็มองเห็นแต่เพียงศาล ซึ่งที่จริงแล้วเราก็ ไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับศาลท่านนักหรอกครับ เพราะว่าศาลท่านเปึนผู้สงบ ระงับ เปึนผู้ ที่ใกล้จะเปึนพระอรหันต์กันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับท่าน แต่ว่ามันมีเสียงเรียกร้องมาจากประชาชน แม้กระทั่งการเลือก หรือสรรหาคณะกรรมการ ชุดต่าง ๆ คณะกรรมการที่นั่งอยู่ในองค์กรอิสระนี่ ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน บอกให้ผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้ทุกชุดผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ผมเรียนยืนยัน ได้เลย เอกสารยังอยู่ที่ผมเปึนป๊กเลย แต่ว่าเราเห็นว่า ไปยุ่งกับศาลท่านมากเกินไปแล้ว นะครับ และเวลาที่เราพิจารณาในเรื่องของการสรรหา หรือการเลือกตั้งองค์กรอิสระ เราก็ ไม่ได้รู้เลยว่า อ้อ นี่ในเรื่องของสถาบันการเมืองนี่ ประชาชนเขาก็เสนอให้มีการสรรหา สว. ด้วยเหมือนกัน ก็เพราะว่า เราแยกพิจารณากัน คณะอนุกรรมการแต่ละชุด แต่ละชุด ปรากฏว่าในชุดของท่านจรัญ กรรมาธิการยกร่าง ในส่วนของสถาบันการเมืองก็เสนอให้ องค์กรศาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พอมาร่วมกันเข้านี่ กลายเปึนว่าศาลได้รับความไว้วางใจ แล้วมาถึงในกรณีของสิทธิเสรีภาพของประชาชน อ้าว ก็กลายเปึนว่า มาตรา ๖๘ ให้มี การแก้วิกฤติโดยองค์กรของศาลมีส่วนร่วมอีกเหมือนกัน พอรวม ๆ กันแล้ว กลายเปึนว่า มีแต่ศาลทั้งนั้นหรือที่ได้รับการไว้วางใจ เหมือนกับว่า สร้างความวิตกให้กับผู้ที่ทรง ภูมิปัญญา ทรงความรู้ต่าง ๆ บอกว่า จะยุ่งเกี่ยวกับศาลมากเกินไปละมั้ง ผมขอเรียนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ที่อะไร ๆ ก็ยกให้ศาล มันแสดงถึง ปรากฏการณ์อะไรครับ มันแสดงถึงปรากฏการณ์ของความสิ้นหวังในองค์กรทางการเมือง อื่น ๆ ใช่หรือไม่ หมดหวังใช่หรือไม่ เขาถึงได้มีอะไรก็ทุ่มเทความหวังให้กับองค์กรของศาลว่า ควรจะเปึน ตัวแทน ควรจะเปึ้นผู้ที่ดำเนินการแทนประชาชนนะครับ มีผู้ให้ความเห็นว่า การที่ คณะกรรมการสรรหามีแต่ศาลนี่ แล้วปรากฏว่ามีการเลือก สว. ไปแล้ว สว. ก็มา ถอดถอนศาลได้อีก มันจะมิกลายเปึนผลประโยชน์ทับซ้อนหรืออย่างไร มันจะไม่กลายเปึน กรณีที่เลือกคนที่ตัวเองดำเนินการ แล้วก็จะมาถอดถอนตัวเองอีกนี่นะครับ จะแก้ไขกัน อย่างไร ผมขอเรียนว่า ในกระบวนการนี่นะครับ มันไม่มีกระบวนการใดที่สามารถที่จะ ชี้ขาดได้เด็ดขาดว่า องค์กรนั้นเปึนองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะความที่ว่า ตัวเองจะถูก ถอดถอนต่อไปในอนาคต ใช่หรือไม่ มันเปึ้นตัวอย่างอันหนึ่งที่เราจะแสดงให้เห็นว่า กรณี ของการตั้งองค์กรสรรหาขึ้นมานี่ จะทำอย่างไรจึงจะได้องค์กรสรรหาที่บริสุทธิ์ ทดแทนการ เลือกตั้งที่แล้วมา ซึ่งเรายอมรับกันว่า การเลือกตั้ง ครั้งที่ ๑ ของ สว. ก็ได้ สว. ที่ดี ๆ มา พอสมควร เราเรียกว่า สว. น้ำดี ก่อให้เกิดกรณีที่ตรวจสอบอำนาจรัฐที่ชัดเจนในบางกรณี แต่เราก็ยอมรับว่า มันมีบางกรณีที่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการในการสรรหาองค์กรอิสระ ต่าง ๆ กระผมเองเปึนตัวอย่างอันหนึ่งของการถูกแทรกแซง ก็คือ ถูกบล็อกโหวต (Block vote) ไม่ให้เปึน กกต. ในช่วงสุดท้ายของ สว. ชุดที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ดี หรือ ท่านการุณ ใสงาม ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ทำไมผมเรียนยืนยันในขณะนี้ได้ว่าโดนบล็อกโหวต ก็เพราะว่า สว. ที่แสดงกระบวนการในทางบล็อกโหวตหรือไม่นี่ ได้มาให้ข้อมูลกับกระผมเอง แต่ว่ากระผมมิได้เชื่อถือนะครับว่า มันจะมีบล็อกโหวตจริงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี อย่าง น้อยมันก็มีกระบวนการในการที่ต่อต้านก็ดี หรือมีกระบวนการในการแทรกแซงก็ดีจะมี อย่างไร หรือไม่ ก็เปึ้นเรื่องที่ชุดขององค์กรต่าง ๆ ที่จะตรวจสอบ หรือจะศึกษาหาข้อมูล เหล่านี้ให้มันชัดเจนต่อไป แต่เราต้องยอมรับบทเรียนเหล่านี้ว่า มันมีอยู่จริงใน กระบวนการในการแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งปรากฏที่สามารถจะหาอ่านได้ในรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาในชุดแรกนะครับ ที่ว่าด้วยการทุจริต คอร์รัปชั่น (Corruption) การทุจริต คอร์รัปชั่นที่วุฒิสภาชุดแรกได้แสดงเอาไว้ มีด้วยกัน ๔ อย่าง ๑. ก็คือทุจริตเชิงนโยบาย ๒. ทุจริตต่อหน้าที่ ๓. ทุจริตในการให้สัมปทาน ๔. ทุจริต ในการแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ๔ ข้อนี่ผมอ่านอย่างละเอียด แล้วผมขอแสดงความชื่นชมในตรงนี้ว่า แม้ว่าจะเปึนคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งมี บางส่วนแทรกแซงเอง ก็ได้ยอมรับว่ามีการแทรกแซงจริง ขอให้เราอย่าลืมจุดบกพร่องหรือ จุดโหว่ หรือวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดมีขึ้น แต่มีบางท่านบอกว่า น่าจะเฉพาะบางคน แล้วทำไม ถึงไปรื้อกระบวนการในการเลือกตั้งทั้งหมด ผมขอเรียนว่าอย่างนี้ว่า พอมาชุดที่ ๒ นี่ ชุดที่ ๒ ได้สร้างความตกตะลึงพรึ่งเพริดให้กับเรา เพราะว่าเหลือผู้ที่เปึ้นผู้บริสุทธิ์เพียง บางส่วน แต่ว่าส่วนใหญ่นี่กลายเปึ้นฐานอำนาจในทางการเมือง กลายเปึ้นสภาระดับ รองไป เมื่อเทียบดูแล้วกับ สส. ทั้ง ๆ ที่สมาชิกวุฒิสภาควรจะเปึนพี่เลี้ยง หรือควรจะเปึน ผู้ดีเด่น เปึนผู้ที่เลิศกว่า สส. กลับกลายเปึนสภาลำดับรอง กลายเปึนสภาซึ่งเปึนเครื่องมือ หรือจะกลายเปึนเครื่องมือของสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้เองนี่นะครับจึงทำให้เราต้องมา ตรวจสอบ มาวิเคราะห์ แล้วปรากฏว่า มีท่านประชาชนที่ให้ความคิดเห็นมา สรุปได้จากที่ สภาที่ปรึกษาเองได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นสมควรให้มี สว. ที่มา จากการสรรหา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นสมควรให้มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเราจึงสรุป ประเด็นตรงนี้เอง ซึ่งนําไปสู่การคิดว่า เอ๊ะ เราควรจะต้องมีกระบวนการอย่างไรที่รองรับ ตรงนี้ ส่วนที่มีคนกล่าวว่า การสรรหาคือความชั่วร้าย การเลือกตั้งคือความดี ผมขอให้ ท่านคิดใหม่ ทำใหม่ได้นะครับ ผมขอเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ ระบบราชการของเราที่ได้มี กระบวนการดำเนินมาเปึนร้อย ๆ ป้นี่ คือระบบเลือกตั้งหรือเปล่าครับ เปึ้นระบบการ สรรหาใช่ไหมครับ มาจากคณะกรรมการของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม และนำไปสู่การ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการ ล้วนแล้วแต่รับราชการมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อาจจะมีบ้างที่ทุจริต แต่เราจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วนี่ประคับประคองแผ่นดินมาได้ ไม่ว่าจะเปึนข้าราชการพลเรือน ข้าราชการ ทหาร ตลอดจนข้าราชการอื่น ๆ นะครับ ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ระบบสรรหา มิได้ใช้ระบบ เลือกตั้งเลย แต่ระบบเลือกตั้งไปที่ไหน ความวุ่นวายก็ไปที่นั่น จะเห็นได้เลยจากระบบการ เลือกตั้ง ซึ่งคืบคลานเข้าไปสู่องค์กรมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ท่าน สสร. ที่เคารพ ที่รับราชการอยู่ในมหาวิทยาลัยนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้ยุ่งยากเท่ากับ มหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งมีการเลือกตั้งทุกระดับ ปรากฏว่ามีปัญหาร้องเรียนตลอดเวลา มีปัญหาที่ร้องทุกข์ไปถึง ปปช. ด้วยซ้ำไปว่า เปึ้นระบบการเลือกตั้งที่เลวร้าย ที่ทุจริต จะจริงหรือไม่จริง อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ แต่ผมก็ขอฝากไว้ในที่ประชุมด้วยว่า ระบบการเลือกตั้งนั้น เปึนระบบที่ผ่านการคัดกรอง คือ ใช้ประชาชนในการคัดกรอง หรือในการกลั่นกรอง เราไม่ได้ปฏิเสธหรอกครับว่า การเปึนตัวแทนนี่เปึนเรื่องดี แต่กรีซ (สาธารณรัฐเฮลเลนิก) ซึ่งเปึนผู้สร้างระบบการเลือกตั้งขึ้นมา ที่เรียกว่า เดโมเครซี่ (Democracy) ประชาธิปไตยนี่ ท่านอริสโตเติล (Aristotle) ก็ยังได้เขียนเอาไว้ว่า ระบบ การเลือกตั้งแบบให้ประชาชนเลือกอย่างเดียว หรือให้ประชาชนเลือกโดยไม่มีการคัดกรอง จะสร้างความเลวร้าย หรือจะไม่ได้ตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนเลย นักรัฐศาสตร์ ทั้งหลายคงจะยอมรับตรงนี้ว่า ท่านเขียนไว้จริง ๆ เพราะว่าท่านเปึนผู้ที่เอาใจใส่กับระบบการเลือกตั้งอย่างยิ่งว่า การเลือกตั้งอย่างไหนจึงจะ เปึนการเลือกตั้งที่แท้จริง เปึนการเลือกตั้งที่ดี ท่านเขียนทำนายไว้ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว นะครับ กี่ร้อยกี่พันป้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่เถียงนะครับว่า มันมีความจําเปึน เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะให้ประชาชนมาร่วมกันในที่เดียวมาก ๆ ได้ ก็ต้อง มีระบบตัวแทน แต่อย่างไรก็ดี ระบบตัวแทนนั้นควรจะมีการกลั่นกรอง ควรจะมีการ เข้มงวดกวดขันนะครับ อย่างน้อยนี่ผู้แทนของเราควรจะมาจากคนที่สง่างาม ไม่ใช่หิ้ว กระเปิาเข้ามา สองเท้าก้าวเข้ามา แต่หัวใจเต็มไปด้วยความทุจริต คอร์รัปชั่น แสวงหา ผลประโยชน์อันมิชอบ รวบรวมคณะบุคคลที่มีจิตใจแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน แล้วก็ ต้องการจะเข้มือบแผ่นดิน เราควรจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่า เขาเข้ามานี่เข้ามา ด้วยใจอันบริสุทธิ์จริง ๆ ไม่ใช่มีจิตเจตนาแฝงเร้นเหมือนอีแอบ เข้ามาแบบเป่ดเผยครับ มีอะไรแสดงให้หมด ในเรื่องของบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน เพราะฉะนั้นเองเราถึงเพิ่ม กระบวนการในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิ้น ทั้ง สส. สว. และให้มีการประกาศ อย่างเป่ดเผยในที่สาธารณชนด้วย รวมตลอดไปจนถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงด้วย แต่การเป่ดเผยบัญชีอยู่ในอํานาจของคณะกรรมการ ปปช. เพราะว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง เขาไม่ได้เล่นการเมือง เพราะฉะนั้นเราก็จะเป่ดเผย เฉพาะกรณีไป เฉพาะบางคนที่อยู่ในระดับสูง เดี๋ยวจะหาว่า เอ๊ะ กลัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออย่างไร ไม่เป่ดเผยหรืออย่างไร เราเป่ดเผยครับ แต่เราเป่ดเผยเปึนราย ๆ ไป เปึนกรณีไป ซึ่งเราสามารถที่จะกำหนดไว้ได้ เพราะเราเป่ดช่องให้คณะกรรมการ ปปช. สามารถที่จะกำหนดได้ว่า ตำแหน่งใดจะต้องเป่ดเผย นอกจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบ ในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนว่า นอกเหนือจากตัวเองแล้วนี่ ที่ไม่เปึนหุ้นส่วนในบริษัท ใด ๆ แล้วนี่ จะต้องแสดงอย่างเป่ดเผยถึงผู้ที่ถือหุ้น หรือทำอะไรแทนด้วย ก็คือสิ่งที่เรา เรียกว่านอมินี้ ตลอดไปจนถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เราก็ได้มีการกำหนด ไว้ด้วยนะครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเท่าที่แล้วมานี่ ได้มีการทุจริตเชิงนโยบาย คือ กำหนดนโยบายในการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทบางบริษัท ซึ่งอ้างว่าไม่ใช่บริษัทของ ตัวเอง แต่สืบสาวราวเรื่องแล้ว เปึนของวงศาคณาญาติ โคตร ตระกูลทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงจำเปึ้นอย่างยิ่งที่จะต้องชำระสะสางในเรื่องของความทุจริตต่าง ๆ ให้ปรากฏในแผ่นดิน ว่า ต่อไปนี้กระบวนทางการเมืองควรจะเปึนกระบวนการสำหรับผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม หรืออย่างน้อยก็เปึนผู้มีหิริ โอตตัปปะ เปึนผู้มีความละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อความ ชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ว่าในที่ลับ หรือในที่แจ้ง กระบวนการในการสรรหา อย่างที่ผมได้บอกไว้ แล้วนะครับว่า คณะกรรมการมีผู้ที่โต้แย้งนะครับว่า เอ๊ะ ทําไมให้ประธานศาล แล้วก็ ประธานองค์กรอิสระ ผมขอเรียนว่า มันยังไม่ยุติครับ ท่านสามารถที่จะเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมได้ สามารถ จะแปรญัตติได้ และคณะกรรมาธิการยกร่างเอง ก็สามารถที่จะมาปรับปรุงได้ว่า องค์กร ในการสรรหานั้นควรจะเปึนอย่างไร บางคนก็เสนอแนวความคิดมาว่า ให้มีการกลั่นกรอง รายชื่อมาก่อน แล้วก็นำไปสู่การเลือกของประชาชน ก็เปึนความคิดอีกแบบหนึ่ง ผมว่า แนวความคิดที่เสนอมาแต่ละแนวนั้น ล้วนแล้วแต่ดี ๆ ทั้งนั้น แต่อย่าเสนอ ความคิดเห็นมาแบบแผ่นเสียงตกร่อง คือไม่ได้อ่านในเนื้อหาเลย แต่พร่ำพรรณนาถึง ความชั่วร้ายของรัฐธรรมนูญตลอดเวลา เหมือนการท่องเอาไว้ ในสมองไม่มีอะไร นอกจากความชั่วร้ายของรัฐธรรมนูญ ท่านต้องเสนอแนวความคิดที่ดี ๆ มาด้วยครับว่า แนวความคิดที่โต้แย้งกับคณะกรรมาธิการนั้นเปึนอย่างไร บางคนบอกว่า ไม่รับ รัฐธรรมนูญนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญนี้มาจากการปฏิวัติ ซึ่งเปึ้นเหตุที่ไม่ชอบ ผมขอเรียนว่า เวลาที่ท่านไปมีสัมพันธ์กับหญิงผู้หนึ่ง แล้วไม่สามารถที่จะจดทะเบียนสมรสได้ เมื่อเกิด บุตรมาแล้วนี่ ท่านจะทำแท้ง หรือฆ่าบุตรคนนั้นหรือ เหมือนเด็กชายรัฐธรรมนูญ เหมือนกันที่จะกําเนิดมานี่ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการรับรองบุตรครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในกระบวนการอันชอบ ก็คือว่า ขอให้เด็กชายรัฐธรรมนูญ วงเล็บ ๒๕๕๐ นะครับ จะ กำเนิดมา เดินมา มุ่งต่อไปข้างหน้า แล้วก็จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือไม่ อย่างไร ขอให้เราได้ช่วยกันประคับประคอง เราอาจจะไม่ยอมรับหรอกครับว่า คนที่เราแต่งงานด้วยนี่มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนหรือเปล่า เปึ้นคนดีหรือไม่ แต่ว่าเด็กที่จะเกิด มาแล้วจะต้องเปึนคนดีต่อไปในอนาคต ด้วยการทำคลอดของ สสร. ทั้งหลายนี้
ขอประทานโทษนะครับ ขอให้กระชับหน่อยนะครับ เวลาล่วงเลยไปนานแล้วนะครับ
ครับ สุดท้ายนะครับ ประเด็นใหญ่ที่สุด ก็คือ ประเด็นเรื่องพุทธศาสนาควรจะเปึนศาสนาประจำชาติหรือไม่ ที่บรรจุ ที่กล่าวหาว่า เราไม่ฟังเสียงใครเลยนี่ ที่จริงแล้วไม่จริงเลย อยู่ในกระบวนการที่ รับฟังความเห็นของประชาชน แล้วในขณะเดียวกัน เราก็ได้มีการคิดหาเหตุผลตลอดเวลา ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ เราจะเห็นได้ว่า มีอยู่ ๒ แบบ คือ รัฐธรรมนูญที่ชี้ขาดว่า ศาสนจักรกับอาณาจักรต้องแยกออกจากกัน เพื่อให้สิทธิเสรีภาพโดยบริบูรณ์แก่ผู้ที่แสวงหาความเชื่อทางศาสนา หรือศรัทธาในทาง ศาสนา นั่นเปึ้นส่วนใหญ่ของรัฐธรรมนูญในโลกนี้ แต่มีอีกบางส่วนถือว่า รัฐธรรมนูญเปึ้น อันหนึ่งอันเดียวกันกับศาสนา ก็คือศาสนาต้องเปึนอันหนึ่งอันเดียวกับอาณาจักร ประเทศ เหล่านี้เห็นว่าควรจะต้องใช้ศาสนาเปึนเครื่องพิทักษ์ กำจัดสิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป โดยใช้ หลักรัฐธรรมนูญเปึนตัวกําหนด คือหมายความว่า ศาสนาเปึนอันหนึ่งอันเดียวกับ อาณาจักรนั่นเองนะครับ เช่น ประเทศอิสลาม (Islam) ทั้งหลาย แต่เราจะเห็นได้ว่า ประเทศอิสลามทั้งหลายก็จะมีทั้งนิกายสุหนี่ (Sunni) และนิกายชีอะห์ (Shiite / Shia / Shiah) ประเทศที่ยึดถือหลักศาสนาเปึนหลักนี่ก็รบพุ่งกันเอง ท่านจะเห็นได้ว่า อิรัก (สาธารณรัฐ อิรัก) กับอิหร่าน (สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน) ก็ต่างศาสนา ต่างนิกายกันก็รบพุ่งกัน ใช่หรือไม่ครับ ปัญหาในทางศาสนายังไม่ยุตินะครับ ผมขอให้ศึกษาความเปึนไปของรัฐธรรมนูญของ ประเทศต่าง ๆ ให้ดี แม้เปึนศาสนาเดียวกันก็ยังมีปัญหา เช่น ค่าทอลิก (Catholic) กับ โปรเตสแตนต์ (Protestant) ที่เห็นได้ชัดเจนในไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) ใช่ไหมครับ ฆ่ากันเปึ้นเบือ ขนาดหลังคาอยู่ติดกัน แต่ว่าอยู่คนละนิกายนะครับ ผมเคยไป ไต่ส่วนคดีเด็กและเยาวชนที่ถูกกระทบกระเทือนจากการฆ่าฟันกันของความแตกต่างทาง ศาสนา เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงของศาสนาจะเข้ามาทันที ถ้าเข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง ผมมีถ้อยคำอยู่อันหนึ่งที่คิดว่าดีมากนะครับ ของ ท่านประยุทธ์ ปิยุตฺโต ได้เขียนไว้ในกรณีธรรมกาย ท่านเขียนว่า พระไตรป่ฎกสำคัญ สูงสุดกว่ารัฐธรรมนูญที่มีความสําคัญต่อประชาชนด้วยซ้ําไป เพราะอะไรครับ เพราะพระไตรป่ฎกเปึนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวข้องพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย และจะไม่มีการ เปลี่ยนแปลง แต่รัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับจิตใจของคน มันเปลี่ยนแปลงไปได้ตามยุคสมัย ตามสภาพแวดล้อม เปลี่ยนแปลงไปตามคณะกรรมาธิการ เปลี่ยนแปลงไปตามคณะ ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ซ้ํากัน ความคิดเห็นนี่มันเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา เมื่อมา อีกชุดหนึ่ง ก็มีความเห็นอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบของการเมืองแล้วนี่ มันไม่เปึ้นที่ยุติ แล้วไม่มีความบริสุทธิ์ในทางการเมือง การเมืองเปึ้นเรื่องของผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นขอให้ยึดพระไตรภิฎกเปึนหลัก ในคําของท่านประยุทธ์ ปิยุตฺโต เหตุที่ท่าน หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะว่ามีการตีความว่า นิพพาน คืออะไร และนิพพานนั้นเปึน อนัตตาหรืออัตตา ท่านคิดดูก็แล้วกันว่า แค่นี้ก็ยังเปึนกรณียิ่งใหญ่ ซึ่งจะต้องชำระ จนกระทั่งท่านประยุทธ์ ปิยุตฺโต ต้องออกมาออกโรงเอง เขียนหนังสือชื่อ กรณีธรรมกาย แล้วก็ให้บทสรุปว่า พระไตรป่ฎกนั้นแลสําคัญกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอย่าดึงศาสนา ลงมาในทางการเมือง กล่าวคืออะไร เราจะถกเถียงกันเรื่องของการเมืองอะไรก็ดี แต่อย่า เอากระแสในทางการเมืองเข้ามาพาดพิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรรมาธิการยกร่างฯ ของผม หลายท่านที่นับถือศาสนาอิสลาม สสร. ของเราก็มีทั้งที่นับถือศาสนาอิสลาม และศาสนา คริสต์ (Christ) เราจะไม่ให้ทางการเมืองเข้าไปแปดเปุ๋่อนท่านเหล่านั้น เพราะว่าความที่ว่า จะเอาชนะคะคานกันเปึ้นใหญ่ ด้วยเหตุนี้เอง กระผมจึงขอให้จิตใจอันบริสุทธิ์ของพวกเรา จึงทำให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านพื้นไปด้วยดี ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ สุดท้ายนะครับ ท่านสมคิดเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม สมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขานุการกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอใช้เวลาอีกเพียง สั้น ๆ ไม่รบกวนท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายท่านตั้งใจจะอภิปรายในประเด็น หลายเรื่อง ซึ่งเปึนข้อแนะนำที่จะเปึนประโยชน์กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ผมขออนุญาตเรียนสั้น ๆ แต่เพียงว่า การร่างรัฐธรรมนูญ ๒๙๙ มาตรา ของกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้เสร็จสิ้นลงไปตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษา ที่ผ่านมา ซึ่งเปึนร่างแรก แล้วก็ยังมีอีกอย่างน้อย ๒ ร่าง คือ ร่างที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขตามข้อคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศ และตามข้อคิดเห็นของ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่องค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย รวมถึงเรื่อง ร่างสุดท้าย ซึ่งวันที่ ๖ กรกฎาคม เปึนวันที่ครบรอบ ๑๘๐ วัน ที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของพวกเราจะรวมใจน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน เพื่อสร้างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดของประเทศไทยให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ แล้วก็หาทางออกให้แก่ประเทศ นำพาประเทศไปสู่ระบบการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้งภายในป้นี้ให้ได้นะครับ เพื่อจะเปึ้น ทางออกทางเดียวข้องประเทศไทยในเรื่องของการนำประเทศไปสู่การปกครองระบอบ ประชาธิปไตย ผมขออนุญาตเรียนสั้น ๆ เพื่อไม่รบกวนท่านสมาชิกมากนักว่า รัฐธรรมนูญ ๒๙๙ มาตราที่กรรมาธิการยกร่างได้จัดทำขึ้นเปึ้นร่างแรกนั้น ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการ รับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง เราได้นำเอกสารทุกชิ้นของประชาชน นำข้อคิดเห็นทุกอย่างจากท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเอง จากองค์กรต่าง ๆ ทั้งหลาย มาสดับรับฟัง ใช้ความคิดทางวิชาการ ใช้ประสบการณ์หลายอย่างที่ผสมผสานกันของ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใช้สิ่งที่เปึนประโยชน์แก่ประเทศชาติ ร่วมกันร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น ใน ๒๙๙ มาตรา ความคิดเห็นทั้งหลายของประชาชนนั้นยังไม่เปึน ที่ยุตินะครับ เราคงรับฟังความคิดเห็นประชาชนไปเรื่อย ๆ แต่อยากขออนุญาตเรียนท่าน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านว่า สมาชิกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ร่างรัฐธรรมนูญบนผลประโยชน์ของประชาชนเปึนหลัก ในสังคมไทยในยุคปัจจุบันที่มีข้อ ขัดแย้งมากหลายเรื่อง แล้วก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินั้น ผลประโยชน์ของประชาชน หลายเรื่องก็ขัดแย้ง ไม่ได้ตรงกันทั้งหมดนะครับ เรานำความคิดเห็นส่วนใหญ่ได้มาบรรจุ ในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ อาจารย์วุฒิสาร ตันไชย ท่านปกรณ์ ได้พูดกล่าวไปแล้วนะครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสําคัญอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ๑. คือเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งผมคิดว่าท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและ ประชาชนทั้งหลาย ทั้งหกสิบสองล้านคนคงเห็นตรงกันว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี ความก้าวหน้ามากนะครับ ผมขออนุญาตขอยืนยันว่า ในฐานะกรรมาธิการยกร่าง แล้วก็มีความเห็นอีกหลายอย่าง ซึ่งเขียนอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งหลายนะครับ ขออนุญาตเรียนท่านทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ ของหนังสือพิมพ์ มติชนเอง คุณสุนทร ว่าที เอง ก็ได้ยืนยันนะครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดที่ ๒๙๙ มาตรา นั้น จุดเด่นที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก้าวหน้าไปยิ่งกว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ จํานวนมาก มีหลายมาตรา ซึ่งรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ไม่เคย บัญญัติไว้เลย แต่ว่าได้บัญญัติขึ้นเปึนครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยกตัวอย่างเช่น การให้ประชาชนสามารถฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงเอง การให้ประชาชนสามารถมี ส่วนร่วมในการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ การให้ประชาชนสามารถติดตามความ คืบหน้าของการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐได้ รวมอื่นอีกหลายอย่าง ซึ่งผมคง ไม่ขออนุญาตกล่าวซ้ำเติมจากที่หลายท่านได้กล่าวมาแล้วนะครับ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้ เปึ้นสิ่งที่เรารับทราบกันดีโดยทั่วไป สิ่งที่เปึนปัญหาใหญ่ ซึ่งเปึนปัญหาห้าหกปัญหาที่ หลายท่านได้เรียนพูดกันไป แล้วก็ในสื่อสารมวลชนทั้งหลายได้พูดกันไป ตั้งแต่เรื่องที่มา ของ สส. จำนวนที่มาของ สว. จำนวนของ สว. เรื่องของมาตรา ๖๘ ซึ่งเปึ้นเรื่องของ องค์กรแก้วิกฤติ เรื่องของอำนาจศาล ที่อาจจะมีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เรื่องของศาสนา พุทธที่เปึ้นศาสนาประจำชาติ และมีการพูดกันว่า ขอให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญ รวมตลอด ถึงบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่า เปึนประเด็นที่กรรมาธิการยกร่างก็ทราบ ปัญหาดีอยู่ว่ามีข้อขัดแย้ง หรือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่อยากเรียนท่านทั้งหลายว่า ทั้งห้าหกเรื่องที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเปึ้นเรื่องที่อยู่ในเรื่องของ การเมืองของนักการเมือง หรือการเมืองของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมืองทั้งสิ้น ในส่วน ของประชาชนเองผมคิดว่า ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจาก ๒๙๙ มาตรา ในช่วงของการรับ ฟังความคิดเห็นในช่วงต่อไปอีก ๒ ช่วงที่เหลืออยู่นะครับ ระหว่างวันที่ ๒๖ เมษา จนถึง วันที่ ๒๖ พฤษภา กรรมาธิการยกร่างก็ยินดีรับฟังความคิดเห็น และยินดีที่จะแก้ไข เพิ่มเติมในส่วนที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากท่านทั้งหลายมา ไม่ว่าประชาชนทั้งประเทศ หกสิบสองล้านคน ซึ่งเปึนเจ้าของอํานาจอธิปไตยเอง ไม่ว่าความคิดเห็นจากองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ท่านสมาชิกทั้งหลาย ซึ่งจะได้มีการแปรญัตติ เรายินดีรับฟัง แล้วก็ยินดีแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหลายทั้งปวงนะครับ และขออนุญาตกราบเรียนเปึ้นเพิ่มเติมว่า หลังจากวันที่ ๑๐ มิถุนา ซึ่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะได้แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือตรวจสอบหลักการทั้งหลายที่ถูกต้องแล้วนี่ ระหว่างวันที่ ๑๑ มิถุนา ถึงวันที่ ๖ กรกฎา ก็ยังเปึ้นช่วงที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเองก็มีสิทธิที่จะแปรญัตติ และขอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหลายด้วยกันทั้งหมดนะครับ ผมขออนุญาตเรียนเปึนครั้งสุดท้ายว่า รัฐธรรมนูญ ๒๙๙ มาตรา เปึ้นร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งใจจะให้ เปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดของประเทศไทย พยายามตั้งให้อยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ ของประชาชนเปึ้นส่วนร่วมเปึนใหญ่ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนที่ต้องการมาสร้างสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ให้กับการเมืองไทย ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สร้างการสืบทอดอำนาจ หรือการต่อท่อให้ใครอย่างที่มี การเรียน เราได้บัญญัติเรื่อง นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราบัญญัติห้ามข้าราชการทั้งหลายเปึนสมาชิกสภา ไม่ว่าวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร ก็แล้วแต่กรณี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีความเปึ้นอมาตยาธิปไตย ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของการที่ไม่เชื่อมั่นประชาชน อย่างที่หลายคนได้พูดถึง เราไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเปึน สิ่งที่ชั่วร้าย แม้ในร่างรัฐธรรมนูญจะมีหลายอย่างที่ท่านทั้งหลายอาจจะยังไม่พึงพอใจ ผมก็อยากขออนุญาตกราบเรียนว่า การแก้ไขเพิ่มเติมยังมีได้อย่างน้อยอีก ๒ ครั้ง ระหว่าง วันที่ ๒๖ พฤษภา ถึง ๑๐ มิถุนา และ ๑๑ มิถุนา ถึง ๖ กรกฎา ก็ขออนุญาตกราบเรียน เชิญท่านผู้ฟัง ท่านประชาชนที่เปึ้นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งประเทศได้ช่วยกันแสดง ความคิดเห็น ท่านอาจจะให้ความคิดเห็นมาโดยตรงที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะ ครับ จ่าหน้าซองมาถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ถนนอู่ทองใน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐ หรือในเวทีรับฟังทั้งหลายที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ไปรับฟังความคิดเห็นของท่านเอง ก็แล้วแต่ อยากกราบเรียนว่า เราเอาหัวใจของประชาชนทั้งประเทศเปึ้นที่ตั้ง ไม่ได้เอา หัวใจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเปึ้นที่ตั้ง และพยายามร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดสำหรับ ประชาชนครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณกรรมาธิการยกร่างนะครับ กรุณาชี้แจง ใช้เวลาพอสมควร มียกมือไว้แล้ว นะครับ ต่อไปนี้เปึ้นเรื่องของท่านสมาชิก ยังไม่ปรากฏ ผมมองไม่ทันเห็น ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ผมบังเอิญตรงหน้าอยู่พอดี เชิญท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมได้ติดตามดูการยกร่างมาโดยตลอด และโดย ภาพรวมนี่ ผมต้องขอกราบเรียนว่าผมชื่นชม เพราะว่าที่ผมได้ไปรับฟังความเห็นมา โดย ส่วนมากกรรมาธิการยกร่างก็ได้นำไปประกอบอยู่ในการยกร่าง โดยเฉพาะภาพรวมนี่ ทำให้เราได้ความรู้สึกที่ตรงกัน ก็คือว่า ประชาชนอยากที่จะให้มีการเพิ่มอำนาจให้ ประชาชน หรือการเมืองในภาคประชาชนให้ได้มีโอกาสได้เข้ามาเปึ้นผู้เล่น ไม่ใช่เปึ้นผู้ดู ผมคิดว่า เท่าที่ดูรัฐธรรมนูญที่ร่างมานี่ ประชาชนเปึ้นผู้เล่น หรือว่ามีการเมืองภาค ประชาชนโดยตรงเพิ่มมากขึ้น แต่เดิมนี่ประชาชนเปึ้นผู้ดูมาก เพราะฉะนั้นถ้าดูภาพตรงนี้ ผมอยากจะยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนตรงนี้สักเล็กน้อย แต่ว่าในตอนท้ายผมมีเรื่องที่ จะต้องติติง แล้วก็จะต้องขอความกรุณา เพื่อที่จะนำไปพิจารณาแก้ไข ปรับปรุง อย่างเช่น ตัวอย่างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะให้สิทธิประชาชน ๑ แสนคน เข้าชื่อกันเพื่อให้แก้ไข รัฐธรรมนูญได้นี่ ผมคิดว่าเปึนของใหม่และเปึนของดี เมื่อเช้านี้วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน เชียงใหม่ โทรศัพท์มาสัมภาษณ์ผม เขามีความเปึนห่วงว่า ถ้ารัฐธรรมนูญแข็งขืน ห้ามไม่ให้มีการแก้ไข มันจะมีปัญหาได้ในอนาคต ผมก็ได้เล่าให้เขาฟังว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ให้สิทธิประชาชน ๑ แสนรายชื่อ สามารถที่จะขอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ผมฟังดู เขาก็ดีใจ ขณะเดียวกันที่เคยเขียนไว้ว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วก็ฝ์ายบริหาร ไม่เคยนําเข้าบัญญัติ แล้วในที่สุดประชาชนก็เสียสิทธิ ครั้งนี้ก็ชัดเจน ตัดทิ้ง แล้วก็ทําให้ ประชาชนได้สิทธิทันที ผมคิดว่า นี่ก็เปึนของใหม่ที่ต้องชื่นชม เรื่องกองทุนพัฒนาการเมือง กับเรื่องการลดรายชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ที่จะเสนอกฎหมายหรือถอดถอนนักการเมือง อันนี้ชัดเจน ประชาชนแทบทุกแห่งเห็นว่า ๕๐,๐๐๐ นั้นมากไป แล้วก็ควรจะลดเหลือ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ บัดนี้กรรมาธิการยกร่างก็ได้ทําแล้ว และยังแถมกองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมืองให้ด้วย แปลว่า เวลาที่คนกำลังจะไปรณรงค์ให้ได้ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ยังมีเงินทองสนับสนุนในการทํางานทางการเมือง ผมคิดว่าเปึนของดี แล้วก็คิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความก้าวหน้าในการเมือง ภาคประชาชนตรงนี้เพิ่มมากขึ้น เรื่องให้ชุมชนมีสิทธิฟัองศาลได้ ในกรณีที่มีการละเมิด ชุมชนกับเรื่องที่ให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสิทธิในการฟัองศาลรัฐธรรมนูญและ ศาลปกครองได้ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ คำสั่ง และการกระทำใด ๆ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมว่าเปึนของดีนะครับ แล้วก็เปึ้นผู้เสียหายแทนประชาชนเพื่อฟัองศาลได้ แต่เดิมนี่ กรรมการสิทธิ ทํางานมากพอสมควร แต่ทําแล้วก็ทํารายงานเสนอรัฐบาล รัฐบาลก็เก็บ แล้วก็ไม่ทําอะไร เราก็ได้แต่ร้อง แล้วทําอะไรไม่ได้ ผมคิดว่า เรื่องนี้ก็เปึ้นเรื่องที่ประชาชน น่าจะดีใจ ถ้าเห็นข้อเท็จจริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรื่องการให้ประชาชนในท้องถิ่น ลงประชามติในเรื่องท้องถิ่นได้ ผมว่าก็เปึ้นเรื่องดี รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วได้ล็อก (Lock) ไว้ว่า การลงประชามติเปึนการลงประชามติระดับชาติ และเพื่อให้ความเห็นต่อ คณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เที่ยวนี้เปึ้นเรื่องของท้องถิ่นก็สามารถจะลงประชามติได้ เรื่องการ ที่ทำให้การออกพระราชกำหนดยากขึ้น อย่างเช่น พระราชกำหนดภาษีโทรคมนาคม พระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ซึ่งสร้างปัญหาอย่างมากมายในรัฐบาล ชุดที่แล้ว ก็ได้รับการแก้ไข การที่จะให้อัยการเปึนองค์กรอิสระจากรัฐบาล เพราะแต่เดิมนี่ นายกรัฐมนตรีเปึ้นผู้นําขึ้นทูลเกล้าฯ ผมว่านี่ก็เปึ้นของใหม่ที่ผมจะต้องขีดเส้นใต้ แล้วก็ จะต้องชื่นชม แต่แน่นอนนะครับ ขึ้นต้นก็ต้องชื่นชมก่อน ประเดี๋ยวตอนท้ายก็ต้องมีอะไรที่ ติติง เรื่องหมวดการเงิน การคลัง ก็ให้มีหมวดการเงิน การคลัง เปึนครั้งแรกของ รัฐธรรมนูญ แล้วก็เพื่อที่จะปัองกันนโยบายการเอาเงินของรัฐไปแจก ไปทําประชานิยม เพื่อหาเสียง หรือพูดง่าย ๆ ว่า เอาเงินของรัฐไปซื้อเสียง โดยที่ทำให้ขาดวินัยการคลัง ผม ถือว่า อันนี้เปึ้นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เรื่องการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาสามารถหยิบยกเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องรอผู้เสียหาย ผมว่าอันนี้ดี แล้วก็ให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถจะฟัองต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้ ผมว่าดี แต่ ผมมีข้อเสนอแนะตรงนี้นิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมเองเกี่ยวข้องกับผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐสภามา ๖ ป้ ทั้งเปึนผู้เลือก เปึนผู้ตรวจสอบประวัติ และเปึนผู้เลือกเขา เราเลือกเขาไป เปึ้นผู้ตรวจ เราก็มีเรื่องที่จะร้องต่อผู้ตรวจ ให้ผู้ตรวจ นี่ดำเนินการ แต่มีปัญหาว่า องค์กรแห่งนี้ได้บุคลากร และได้บุคคลไปทำหน้าที่เหมือนเปึ้นราชการไม่มีผิด กล่าวคือ ทำหน้าที่เหมือนผู้ตรวจการของกระทรวง ใครร้องท่านรับ รับเสร็จดันเอาไปให้กับผู้ถูก ร้องอีก บอกว่าเขาร้องมาว่าอย่างนี้ ท่านจะชี้แจงว่าอย่างไร พอเขาชี้แจงกลับมา ก็กลับไป บอกผู้ร้องว่า เขาชี้แจงอย่างนี้ ไกล่เกลี่ยพอนะ ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะทำตัวอย่างนี้ แต่ผมดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ท่านยังจะให้ผู้ตรวจอยู่ต่ออีก ๓ คนเก่าที่มีวัฒนธรรมของ ข้าราชการเหมือนผู้ตรวจการกระทรวงยังทำหน้าที่อยู่ต่อไป ขณะที่ท่านไปเพิ่มอำนาจ ให้แก่เขาในการหยิบยกเรื่องขึ้นมาเองได้ ท่านประธานครับ ตรงนี้แหละครับจะมีปัญหา ซึ่งจะต้องทําอย่างไรให้มันสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่ท่านไปใส่ไว้ว่า ยังจะให้ผู้ตรวจการ เก่ายังทําหน้าที่ต่อไป ผมไม่ทราบว่า ตรงนี้ท่านต้องแก้ไข อันนั้นผมก็เรียนให้ทราบว่า คงไม่ใช่ผู้ตรวจอย่างเดียวนะครับ ก็คงจะมีองค์กรอิสระอย่างอื่นอีกด้วยที่จะต้อง พูดจากันตรงนี้ เรื่องที่ผมคิดว่า เปึนของใหม่ แล้วก็ขณะนี้อยู่ในความสนใจ และ วิพากษ์วิจารณ์ ก็คือเรื่องที่ให้มีคณะบุคคลในภาวะวิกฤติ และบุคคลนี้มีคณะบุคคล ๑๑ คน ประกอบไปด้วยศาล ๓ ศาล และประกอบไปด้วย ประธานรัฐสภา ก็คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้นํา ฝ์ายค้าน แล้วก็ประธานขององค์กรอิสระ รวมกันเปึน ๑๑ ท่าน ในยามวิกฤติ ผมคิดว่า เรื่องนี้เปึ้นเรื่องใหม่ แล้วผมนั่งชั่งใจ ใคร่ครวญอยู่นาน แต่ผมก็จะต้องยอมรับว่า ในที่สุด แล้วผมเห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่าง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเกิด วิกฤติ แม้จะสิบป้ครั้ง สิบห้าป้ครั้งก็ตาม แต่เมื่อเกิดวิกฤติแล้วทุกคนแข็งไปหมด ไม่มีใคร กล้าขยับที่จะเข้ามาแก้ไขวิกฤติ เพราะทุกคนมองว่า ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง เพราะฉะนั้น การที่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้มีคณะบุคคลคณะหนึ่งที่สามารถจะร่วมกันปรึกษาหารือ แต่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งการว่า ให้เปึนอย่างหนึ่งอย่างใด ผมคิดว่า การพูดจากัน การที่เอาประมุขของทุกฝ์ายมาคุยกัน ไม่ว่าจะประมุขของฝ์ายนิติบัญญัติ ประมุขฝ์ายบริหาร ประมุขฝ์ายตุลาการ และเอาตัวแทนขององค์กรอิสระเข้าปรึกษา หารือกัน ผมเชื่อว่าวิกฤติบางทีคลี่คลายได้ วิกฤติสามารถที่จะแก้ไขได้ ถ้าหากว่าประมุข ของทั้งหลายได้มีการพูดจากัน คำถามที่ผมได้พยายามซักไซ้ไล่เลี้ยงก็คือว่า องค์กรนี้เปึน องค์กรถาวรหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ถาวร องค์กรนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ชั่วคราว และมีผู้หนึ่งผู้ใด ใครก็ได้ใน ๑๑ คนนี้สามารถที่จะเรียก เพื่อที่จะให้มีองค์ประชุมเกิดขึ้น และองค์ประชุมจะเกิดขึ้นจะต้องมี ๖ จาก ๑๑ แสดงว่าอย่างน้อย ๖ คน เห็นวิกฤติจึง เข้ามาร่วมกันที่จะปรึกษาหารือ และองค์ประชุมแห่งนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจในการที่จะไปบังคับ ส่วนหนึ่งส่วนใดให้ทำ แต่องค์ประชุมแห่งนี้จะสร้างความชอบธรรม หรือไม่สร้าง ความชอบธรรมให้กับผู้บริหารประเทศในขณะนั้นได้ ท่านประธานครับ มีผลทางสังคม มีผลทางการเมืองที่ทำให้ผู้ที่บริหาร และดูแลรับผิดชอบวิกฤติในขณะนั้น จะต้องตระหนัก ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเปึ้นเรื่องของความชอบธรรม ผมคิดว่า การออกแบบนั้น พอเหมาะพอสม พอสมควร แต่ท่านประธานมีจุดอ่อนอยู่นิดหนึ่ง ท่านประธานจะแก้ไข ปัญหาอย่างไร ก็คือว่า ถ้าหากว่าเราได้บุคคลพิเศษที่มีความเก่ง แต่ขยันโกง อย่างเช่น ที่ผ่านมา แล้วเข้าไปแทรกแซงรัฐสภา ซึ่งแทรกแซงได้ แทรกแซงวุฒิสภา ซึ่งแทรกแซงได้ แทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งแทรกแซงได้ แล้วกำลังบังอาจจะแทรกแซงศาลด้วย คำถามคือ ถ้าเขาแทรกแซงได้ องค์กรตรงนี้ คณะบุคคลตรงนี้ก็เปึนแต่เพียงแค่บุคคลนี้เข้ามายืนยัน ความถูกต้องของผู้ที่กระทำผิด ผมพูดอย่างนี้ท่านพอจะเข้าใจ แต่ผมทราบดีว่า โอกาสเช่นนั้นเกิดขึ้นยากที่เราจะมีบุคคลพิเศษไร้มนุษย์มนาแบบนี้ หายาก ผมได้ชั่งใจว่า มีจุดอ่อนจุดเดียวท่านประธาน แต่ชั่งแล้วผมคิดว่า การมีคณะบุคคลดังกล่าวดีกว่าไม่มี เพราะถ้าเขาแทรกแซงได้ เขาก็แทรกแซงอยู่ แล้วก็ไม่ได้ปรากฏออกมาให้เห็น แต่การปรากฏออกมาให้เห็นเสีย ผมคิดว่าไม่เลวนัก และผมเชื่อว่าประชาชนฉลาด ใน ๑๑ คน ถ้าแทรกไปได้ ๖ หรือ ๗ หรือ ๘ ก็ตาม แม้จะเปึนเสียงข้างมาก แต่ประชาชน จะดูว่าเสียงข้างน้อยนี้คือใคร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน จะได้มีมติ หรือมีท่าที่ออกมาที่ ชัดเจนยิ่งขึ้น ฟังดูแล้วผมก็เห็นด้วยกับคณะบุคคลแก้ไขวิกฤติ ๑๑ ท่าน อย่างที่ท่านพูดมา
ประการที่ ๒ คณะกรรมการเพื่อสรรหาองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจะจำได้ว่า ผมนี่เปึนบุคคลที่ตรวจสอบเรื่องกระบวนการสรรหาองค์กร อิสระเปึนประจำ ผมรับหน้าที่เปึนประธานกรรมาธิการ ประธานอนุกรรมาธิการตรวจสอบ กระบวนการสรรหาเปึนประจํา ผมอยู่ในวุฒิสภา แล้วก็ตรวจสอบมาคู่กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ตลอดมา ผมพูดได้เต็มปากว่า ผมรู้จักประวัติของแทบทุกคนที่ผ่านผมตรวจสอบ แล้วผมก็พอจะ พูดได้ว่า กระบวนการสรรหานั้นมีการแทรกแซง เหลวแหลกอย่างไร เหมือนที่ท่าน อาจารย์วิชาพูดไม่มีผิด ผมสามารถที่จะเป่ดเผย และผมคิดว่า ผมจำได้ทุกองค์กร ท่านประธานครับ เมื่อก่อนนี้เราใช้ให้มีตัวแทนของพรรคการเมืองเลือกกันเอง ให้มี ตัวแทนของอธิการบดีเลือกกันเอง ให้มีตัวแทนของคณบดีรัฐศาสตร์เลือกกันเอง ให้มี ตัวแทนของส่วนนั้นส่วนนี้เลือกกันเอง แต่ท่านประธานครับ ในที่สุดก็ถูกแทรกแซงเสีย ไม่เหลือ แล้วในที่สุดก็มีปัญหา แต่กรรมการสรรหาองค์กรอิสระครั้งนี้ท่านประดิษฐ์ใหม่ ท่านเอาประธาน ๓ ศาล บวกกับประธานรัฐสภา และผู้นําฝ์ายค้านเปึน ๕ คน และ ๕ นี้ ยื่นตลอด ทุกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเอา ๕ นี้เปึ้นผู้ที่ยืนตลอดในการสรรหา และ สรรหาเสร็จแล้วให้วุฒิสภารับรองหรือไม่รับรอง วุฒิสภาไม่มีอํานาจในการเลือก แต่ให้ รับรองหรือไม่รับรอง ถ้าไม่รับรอง ๕ ท่านนี้ ถ้ายืนยันก็สามารถที่จะผ่านได้อีก ก็พูดง่าย ๆ ว่าอํานาจอยู่ที่ ๕ ท่านนี้ ท่านดูไว้ก่อนนะครับ องค์ประกอบก็คือศาล ๓ ศาล บวกประธานรัฐสภา ก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็มีผู้นําฝ์ายค้าน ซึ่งดูจะค้าน และดุลกันได้ดีพอสมควร ถ้าถามผมว่า ถ้าเทียบกับป้ ๒๕๔๐ เปึ้นอย่างไร ผมพอตอบได้ ทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดมาก ดีกว่าเดิม ทําไมผมตอบได้ทันที ท่านประธานครับ ผมเดินทาง ไปต่างจังหวัด ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน เพิ่งจบเมื่อคืนนี้ ไปจบที่ภาคเหนือ ผมไป ทุกภาค เมื่อคืนนี้เพิ่งกลับมาสด ๆ ร้อน ๆ จากเชียงใหม่ ผมคิดว่า ขณะนี้ประชาชนเชื่อ ตุลาการ ประชาชนเชื่อศาล เวลาถามว่าจะให้มากันอย่างไรนี่ ผมฟังได้เลยว่า ส่วนมาก ส่วนมาก มาก จะพูดถึงศาลก่อน เพราะเชื่อในความสามารถของตุลาการ และเชื่อใน ความบริสุทธิ์ยุติธรรมของศาล ซึ่งผมเองก็ดีใจที่เรายังมีองค์กรที่ประชาชนเชื่อถืออยู่ แล้วก็ถ้าถามว่า ถ้าท่านร่างแบบนี้ประชาชนพอใจไหม ผมเชื่อว่าประชาชนพอใจ และมี ประธานรัฐสภากับผู้นำฝ์ายค้านมาค้านและดุลกัน ประชาชนพอใจ แต่ท่านตามผมไป ก่อนนะครับ ขณะนี้ท่านดูเปึ้นส่วน ๆ นี่ ผมว่าประชาชนพอใจ ทีนี้พอมาถึงวุฒิสภา แล้วประเดี๋ยวผมจะเล่าให้ท่านประธานฟังว่า พอท่านว่าดภาพรวมทั้งหมดแล้ว มันมี ปัญหาบางอย่างที่ท่านควรจะต้องแก้ไข มาถึงวุฒิสภา ซึ่งผมก็คุ้นเคยดี เพราะผมมาเปึน วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมเองได้เดินสายในรอบแรก แล้วผม ก็พบว่าประชาชนต้องการให้มาจากการเลือกตั้ง เราถามประชาชนว่า ระหว่างการแต่งตั้ง กับการเลือกตั้ง ประชาชนต้องการอะไร เพราะประเทศไทยมีประสบการณ์อยู่เพียง ๒ อย่าง ก็คือแต่งตั้งมาโดยตลอด แต่งตั้งโดยบุคคลคนเดียวคือนายกรัฐมนตรีเปึ้นบุคคล สําคัญในการแต่งตั้ง และก็มีการเลือกตั้ง ซึ่งผมเปึน สว. รุ่นแรกที่มาจากการเลือกตั้ง อาจจะพูดได้ว่ามีอยู่รุ่นเดียว เพราะอีกรุ่นหนึ่งยังไม่ได้ทำงาน ตกลงพอเทียบกันระหว่าง แต่งตั้งกับเลือกตั้ง ประชาชนบอกต้องเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมได้ไปแถลงข่าวทันที ที่ทราบว่ากรรมาธิการยกร่างไม่เอาการเลือกตั้ง ผมลงไปที่ห้องนักข่าว ผมประชุม กรรมาธิการผม เพื่อดูผลอีกครั้งหนึ่ง และผมบอกว่า เรื่องนี้มีปัญหาแน่ ผมบอกทันทีว่า ผมจะตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นเพื่อตรวจสอบทั้งหมดว่า ท่านได้ทำตามที่ประชาชนต้องการ มากน้อยแค่ไหน และโดยเฉพาะวุฒิสภา ผมคิดว่า กรรมาธิการชุดนี้ผิดพลาดอย่าง ร้ายแรง และผมจะต้องดำเนินการจัดการกับกรรมาธิการชุดนี้ นี่ผมได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว ท่านประธาน แต่พอผมไปเดินสายรอบที่ ๒ แล้วเพิ่งกลับมาเมื่อคืนนี้ ท่านประธานครับ ผมแปลกใจมากว่า ประชาชนมีความต้องการอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเปึ้นสิ่งที่ผมแปลกใจ และ ทำให้ผมในขณะนี้ตีกันเองอยู่ในตัวมาก เพราะรอบแรกให้เทียบกันระหว่างแต่งตั้งกับเลือกตั้ง ท่านบอกเอาเลือกตั้ง แต่งตั้งไม่เอา แต่พอมาเที่ยวนี้กรรมาธิการยกร่างโผล่ขึ้นมาตรงกลาง ไม่แต่งตั้ง ไม่เลือกตั้ง แต่สรรหา โดย ๗ คน และ ๗ คนนั้น ประกอบไปด้วยศาล ๓ ศาล ที่ประชาชนเขาบอกเขาเชื่อ แล้วประกอบไปด้วยตัวแทนขององค์กรอิสระอีก ๔ รวมเปึน ๗ เขาบอก เฮ้ยอย่างนี้ ไปได้ ผมก็ซักสิครับ ในเมื่อพวกคุณบอกกับผมว่าต้องเลือกตั้ง ทำไมถึงไม่เลือกตั้งล่ะ งานนี้ เขาก็ตอบผมอย่างนี้ท่านประธาน เขาบอกว่าถ้าเลือกตั้ง ๑. หนีไม่พ้นอิทธิพลของ นักการเมืองและพรรคการเมือง ๒. หนีไม่พ้นอิทธิพลท้องถิ่น ๓. หนีไม่พ้นอิทธิพลเงิน และ ๔. หนีไม่พ้นอิทธิพลการโกงการเลือกตั้ง เขาตอบอย่างนี้ท่านประธาน เขาบอกว่า ถ้าเลือกตั้งนี่มันจะมีปัญหาว่า มันจะได้บุคคลที่ไม่ต่างอะไรเลยกับ สส. เปึนคนชุด เดียวกัน เปึนคนประเภทเดียวกับ สส. แล้วเขาตอบผมว่า แล้วถ้าเช่นนั้นเรามี ๒ สภาไป ทําไม เขาได้ถกกันต่อไปอีกว่า ถ้าเรามี ๒ สภา ก็แปลว่าเราอยากจะได้สภาอีกสภาหนึ่ง ที่เปึนสภาของผู้ที่มีวุฒิภาวะ เปึนสภาที่ไม่มีอํานาจเต็มเหมือนสภาผู้แทนราษฎร เพราะสภาผู้แทนราษฎรไปจัดตั้งฝ์ายบริหาร แล้วก็เปึนฝ์ายนิติบัญญัติผู้ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็มีอำนาจของฝ์ายตุลาการอีกอำนาจหนึ่ง ในการค้านและดุล ๓ อํานาจ เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการให้วุฒิสภาเปึ้นผู้ที่มีอํานาจ เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร แต่เขาต้องการเปึนสภาของผู้ที่มีวุฒิภาวะ ไปค้านและดุล กับสภาผู้แทนราษฎร ไปค่อยกระตุก ไปค่อยเคาะ ไปค่อยบอกว่า อันนี้จะไม่ดีนะ เพราะฉะนั้นพอเขาแยกตรงนี้ เขาก็เลยมองว่าการสรรหาน่าจะดีกว่า ท่านประธานครับ ผมไปทุกภาค ผมจะบอกเขาว่า ผมจะอธิบายอย่างไรกับสภาแห่งนี้ ผมลองพูดกับเขาเลย ว่า ถ้าผมอธิบายอย่างนี้ เขาพอจะคิดว่าใช่ไหม ผมบอกผมอธิบายอย่างนี้ ๑. ถ้าระหว่าง เลือกตั้งกับแต่งตั้ง เขาคิดว่าเลือกตั้งดีกว่า แต่พอมาแบบใหม่ ประชาชนอยากจะลอง ของใหม่ เพราะเบื่อเต็มที่กับแต่งตั้ง แล้วก็เบื่อเต็มที่กับเลือกตั้ง เพราะมันมีจุดอ่อนทั้งคู่ พอมีของใหม่ อยากจะลอง แล้วยิ่งของใหม่บอกเกิดจาก ๗ คน ที่มีศาลประกอบด้วย เขาก็พอใจ เขาเชื่อใจ ยิ่งกว่านั้น เขาเห็นว่าเปึนการประนีประนอม เพราะคนไทยชอบ ประนีประนอม แต่งตั้งโดยคนคนหนึ่งก็ไม่เอา เลือกตั้งก็ไม่ค่อยชอบ ตกลงมา ประนีประนอมอย่างนี้ พอจะรับได้ และอยากจะทดลองของใหม่ ท่านประธานครับ แต่ว่า มีข้อคิดจากเสียงส่วนน้อย กลายเปึนเสียงส่วนน้อยไปแล้วนะครับ พวกเลือกตั้ง เท่าที่ผม ประเมินในรอบแรก ที่เดินมาครบทุกภาคขณะนี้นะครับ ผมกราบเรียนว่า คะแนนยัง สู่สี นะครับ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรจะมาจากการสรรหา แต่ ๔๐ เห็นว่ายั่งยืนไว้ที่การ เลือกตั้ง ผมคิดว่าคะแนนใกล้เคียงกันมาก ๆ เลย ตรงนี้ ๖๐ กับ ๔๐ นี่นะครับ พลิกเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อีกฝ์ายหนึ่งชนะนะครับ อีกฝ์ายหนึ่งเสมอกันเลยนะ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะ ๖๐ กับ ๔๐ ผมคิดว่าอันนี้ยังจะต้องฟังต่อ แต่มีข้อเสนอที่เกิดขึ้น ที่อยุธยา แล้วก็เกิดขึ้นที่ภาคเหนือ แล้วก็ภาคอีสาน เขาเสนออย่างนี้ครับ เขาบอกว่า ผสม มากกว่านี้อีกหน่อยได้ไหม เขายังไม่อยากให้ ๗ คนนั้น เปึน ๗ อรหันต์ ที่เลือกเสียทีเดียว แล้วได้ไปเลยตัวแทนประจำภาค เขาบอกว่า ให้ ๗ คนนี้เลือกแต่ละจังหวัดสัก ๕ คน ได้ไหม แล้วส่งไปให้ อันนี้คือกลั่นกรอง อย่าเรียกว่าสรรหาเลย สรรหามาให้ ๕ คน แต่ให้ ประชาชนชี้ขาดว่า ใน ๕ นี้จะเอาใคร เขาบอกเราก็จะได้ผู้ทรงคุณวุฒิด้วย แล้วก็จะ ไม่เหมือนสภาร่างด้วย และขณะเดียวกัน ประชาชนได้เปึนคนตัดสินใจครั้งสุดท้าย ท่านประธานครับ อันนี้ผม ลองถามดู แล้วลองให้ยกมือดู ปรากฏว่า จำนวนมากพอใจกับระบบผสมผสานอย่างนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่เขาพอใจก็คือ เขาบอกว่า ๘๔ คนที่มาจากสาขาอาชีพต่าง ๆ เขาบอกว่า เขาเปึนเกษตรกร ลงไปแข่งขันเลือกตั้งให้ตาย โอกาสที่จะได้รับเลือกเปึน สว. ยาก แต่เกษตรกรเปึ้นคนส่วนใหญ่ คนพิการก็ดี ผู้หญิงก็ดี และอาชีพต่าง ๆ หลาย อาชีพผู้ใช้แรงงานก็ดี เขาบอกเลยครับว่า ถ้าเห็นหน้าเขานี่ ไม่มีทางหรอกครับ ถ้าลงไป เลือกตั้งก็แพ้แน่ แต่ถ้าระบบจัดสรรเปึนสัดส่วนตามอาชีพ เขายังพอมีตัวแทนอาชีพของ เขาเข้ามาอยู่ในวุฒิสภา นี่เปึ้นอีกส่วนหนึ่ง แต่ท่านประธานครับ ตรงนี้เขามีความเปึนห่วง ๒ ประเด็น ผมอยากให้ท่านเทกโน้ต (Take note) ไว้นะครับ ๒ ประด็นนี้ ที่เขาเปึนห่วง
ประการที่ ๑ กฎหมายลูกที่จะออกตามมาว่า จะมีองค์กรวิชาชีพอย่างไร องค์กรวิชาชีพจะจัดสรร สรรหากันอย่างไร เพื่อให้ได้ ๘๔ คน แล้วสรรหามาแล้ว ๗ คนนี้ จะเลือกอย่างไรจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เขาบอก เขามองไม่เห็นภาพเลยในขณะนี้ เช่นเดียวกันกับ ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน ท่านบอกว่า จะต้องมีคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อกลั่นกรองมาชั้นหนึ่ง เขาถามว่า จะทำเหมือน กกต. ไหม เพราะ กกต. นี่เขามีปัญหา ท่านจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ที่มี กกต. ระดับจังหวัดที่บอกว่า เสนอมา ๑๕ ให้ส่วนกลางเลือกเหลือ ๕ แน่นอนนี่เปึนคำถามปลีกย่อย แต่ว่าเปึนคำถามที่ท่านต้องคิด ในการที่จะทำกฎหมายลูกตรงนี้ ความผิดพลาดอาจจะเกิดตรงนี้ด้วยก็ได้ ท่านจะต้องดู ตรงนี้ให้ดี ถ้าหากว่าสุดท้ายครับท่านประธาน เสียงส่วนใหญ่เขาจะเอาสรรหานี่ ท่านต้อง ดูประเด็นนี้ให้ดี แต่ถ้าหากว่าเปึนการเลือกตั้ง ก็เปึนอีกเรื่องหนึ่ง อันนั้นก็จะง่าย แล้วก็ เปึ้นอีกเรื่องหนึ่ง
และประการที่ ๒ ที่เขาฝากมา ก็คือ ๗ คนน้อยไปไหม ๗ คนประกอบด้วย ๓ ศาล แล้วก็อีก ๔ องค์กรอิสระ เขาบอกว่า ภาคประชาชนหายไปไหน แล้วตัวเลข ๗ อาจจะน้อยไปไหม ถ้าเกิดถูกแทรกแซงได้ มันหมด สว. ทั้งสภามันจะหมด มันจะถูก แทรกแซงไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าเพิ่มจาก ๗ เขาพูดกันถึงประมาณ ๑๑ ถึง ๑๕ แต่ท่านประธานครับ พอผมถามว่า แล้วจะเอาใครเพิ่มให้มันได้ ๑๑ ถึง ๑๕ ผมถาม ทุกภาคนะครับ เขาตอบผมไม่ได้ เขาบอกได้อย่างเดียว คือขอองค์กรภาคประชาชนเพิ่ม อีกสัก ๒ เปึน ๙ แต่พอผมถามว่า องค์กรภาคประชาชนจะเอาใครล่ะ เขาก็ยังตอบไม่ได้ นี่ผมพูด อะไรที่ประชาชนตอบได้ ผมก็นำมา อะไรที่ประชาชนให้แนวกับเรามา แล้วยัง ตอบไม่ได้ ผมก็บอกตรง ๆ ว่า ขณะนี้เปึนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ๑. ๗ คน จะน้อยไปไหม ถ้าเพิ่มขอให้มีตัวแทนภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชน ใส่เข้าไปได้ไหม แล้วจะใส่ อะไรเพิ่ม เขายังคิดไม่ออก กับ ๒. เรื่องกฎหมายลูกของท่านนั้นนะครับ เขายังมองไม่เห็น เขาอยากจะเห็น ท่านช่วยไปคิดด่วน ๆ หน่อยได้ไหมครับ จะได้พิจารณาประกอบไปด้วย ทีเดียว อันนั้นก็เปึ้นส่วนที่เขาฝากผมมา ท่านประธานครับ อยากจะชี้ให้เห็นตรงนี้ ทีนี้ล่ะ ผมคิดว่าเปึนจุดอ่อนใหญ่นะครับ ท่านต้องตั้งใจฟังผมนิดหนึ่ง เพราะกรรมาธิการยกร่าง ไปรับประทานข้าวเยอะ บางคนกินข้าวก็ไม่ได้ฟัง บางคนกินข้าวก็ฟัง ก็แล้วแต่นะครับ ผมคิดว่า ท่านอาจารย์วิชาพยายามอธิบายสิ่งที่ผมเห็นจุดอ่อน แต่ว่าอธิบายแล้วนี่ เราจะ สบายใจเสียทีเดียวทั้งหมดหรือไม่ ผมสบายใจขึ้นเยอะครับที่อาจารย์วิชาอธิบาย แต่เรา ต้องชั่งน้ําหนักให้ดี ท่านประธานครับ การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา การสรรหาองค์กรอิสระ ทั้งหมดนี้ ๓ ศาล เปึ้นตัวสำคัญใช่ไหมครับ ต้องยอมรับความจริงก่อน เราสรรหาองค์กร อิสระทั้งหลาย ๓ ศาล เปึนคนสําคัญ เพราะว่ากรรมการสรรหาที่มีอํานาจเกือบจะได้ ทั้งหมดเลย คือ ๕ คน อีก ๒ คน คือ ประธานรัฐสภา กับผู้นำฝ์ายค้าน ๓ ศาลนี้สําคัญมาก ๆ ในการได้องค์กรอิสระ ขณะเดียวกัน ๓ ศาล ก็ไปอยู่ใน ๗ คน ที่เลือกวุฒิสภา และ ๓ ศาลนี้ไปบวกอีก ๔ ๔ คือองค์กรอิสระที่ศาลเปึนคนสรรมา ตกลง ๗ นี้ก็คือศาลเปึ้นผู้มีอํานาจมากใน ๗ ทั้งหมด เพราะว่าศาล ๓ ไปสรรหา ๔ มา แล้วเอา ๔ นี้มารวม เปึ้น ๗ ตกลง ๗ นี้มีอำนาจค่อนข้างสูงมาก ท่านมองเห็นไหมครับ ในการเลือกวุฒิ แล้ววุฒิไปให้คํารับรอง หรือไม่รับรอง ๔ นี้ ก็คือ ผู้ที่มาจาก องค์กรอิสระต้องให้วุฒิรับรอง หรือไม่รับรอง คําถามเขาก็คือว่า มันเหมือนกับการ เก่า หลังกันไป เก่าหลังกันมาหรือเปล่า ศาลเปึนคนเลือกไป เลือกไป อ้ายนี่กลับมารับรองนะ ครับ แล้วมันจะวนเวียนอย่างนี้หรือเปล่า ขณะเดียวกันไปเลือก ปปช. ไปเลือก กกต. ไป เลือกอย่างอื่น แล้วตำแหน่งพวกนี้ก็เปึนตำแหน่งกึ่ง ๆ ศาล เอาล่ะกึ่ง ๆ กระบวนการ ยุติธรรม ก็พอจะไปได้ คำถามก็คือ เปึนคนที่อยู่ในเซต์ (Set) เดียวกัน และศาลจะมี ตุลาการนี่ จะเข้ามามีอำนาจตรงนี้มากขึ้น ถามว่า ตรงนี้อยู่ในความพอดีหรือเปล่า ถ้าเรา ได้ตุลาการที่ดี บ้านเมืองก็ไปได้ แต่ถ้าเราได้ตุลาการที่ดี แต่ต้องยอมรับความจริงนะครับ พอมีอำนาจปัูบนี่ ฝ์ายการเมืองก็ดี ฝ์ายอื่น ๆ ก็ดี โดยเฉพาะสังคมไทยที่ชอบวิ่งเต้น จะไม่อยู่เฉย ๆ อำนาจจะดูดคนวิ่งเข้ามาหา แล้วก็จะล็อบบี (Lobby) จะติดสินบน จะทำ ทุกวิถีทาง ถามว่าศาลจะทนอยู่ได้ไหมในที่สุด ผมว่าตรงนี้คือจุดเปราะบาง ผมพูดตรง ๆ ว่า ผมนี่ชื่นชอบศาลนะครับ ผมชื่นชอบตุลาการ แต่ก็อยากจะปกปัองและรักษาให้อยู่ ยาว ๆ ตรงนี้มันจะเปึนความบังเอิญหรือเปล่าว่า เมื่อกี้ท่านอาจารย์วิชาก็บอกว่า กรอบสอง สถาบันการเมืองก็ไปเอาศาลไปสรรหาวุฒิ แล้วพอดีฝ์ายกรอบสาม ก็เอาศาลนี่มาสรรหาองค์กรอิสระ ตกลงมันประจวบเหมาะกันอย่างนี้ ภาพรวมทั้งหมด มันพอดีหรือเปล่า แต่ผมยอมรับนะครับ ประชาชนพอใจ ถ้าท่านถามผมว่า อย่างนี้ ประชาชนพอใจไหม ผมตอบท่านว่า ประชาชนชอบใจ แต่นั่นเปึนความห่วงใยของผมเอง ผมต้องบอก อันนี้ต้องแฟร์ (Fair) เพราะประชาชนยังไม่ได้วิเคราะห์ภาพรวมตรงนี้ทั้งหมด ประชาชนหยิบมาทีละเรื่อง ถามว่าองค์กรอิสระให้ศาลมาสรรหาอย่างนี้พอใจไหม เขา พอใจ ถามว่าวุฒิสภาอย่างนี้เขาเชื่อใจไหม เขาเชื่อใจ แต่ถามว่าพอดูภาพรวมแล้ว นั่นเปึนสิ่งที่ผมในฐานะ สสร. คนหนึ่ง มีความกังวลเอง ทีนี้พออาจารย์วิชาพูดเมื่อกี้นี้ ผมคล้ายกังวลไปได้ส่วนหนึ่ง คือเราเคยบอกว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นนี่ เราเปึนคนเลือกฝ์ายนี้ แล้วฝ์ายนี้จะกลับมาถอดถอนเรา เช่น ศาลไปเลือกวุฒิ วุฒิจะมาถอดถอนศาลได้ อย่างนี้มันจะเกาหลังกันไหม ผมก็กลับไปดูของเก่า ของเก่านี่วุฒิเปึนคนเลือกองค์กรอิสระ ปปช. กกต. อะไรก็ตาม แล้ว กกต. ปปช. พวกนี้ องค์กรอิสระทั้งหลายก็กลับมาตรวจสอบ วุฒิ ถามว่าตรวจไหม ตรวจ ทําไมจะไม่ตรวจ กกต. น่ะเปึนคนให้ใบแดงวุฒิตั้งหลายคน เปึนวุฒิไปแล้ว ยังให้ใบเหลืองลงไปเลือกใหม่อีก ๑๑ คน รุ่นผม ทํางานไปป้กว่า ดันมาให้ ใบเหลืองใหม่ ก็ไปเลือกใหม่ก็มี ก็แสดงว่าถ้าเทียบกับมาตรฐานของเก่า มันก็ไม่ได้ หมายความว่า คนที่เราเลือกไปจะเก่าหลังกัน ถามว่า พวกผมนี่เลือก ปปช. ไป ๙ คน เราเปึนคนเลือกเอง แล้ววุฒิก็ตามไปถอดถอน ปปช. ๙ คนเอง ผมนี่เปึนตัวจะไปถอดถอน ๙ คน แล้วเอาสําเร็จด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเราเลือกเองแล้วเราต้อง เห็นดีงามไป ตลอดเวลา เขาไปทำอะไร เราก็ต้องเห็นดีไปด้วยหมด ตกลงถ้าฟังอย่างนี้ ที่อาจารย์วิชา อธิบายเมื่อกี้นี้ มันก็พอรับได้อีก มันก็เลยทำให้ผมในขณะนี้กำลังว้าวุ่นอยู่ในใจตรงนี้ว่า ในศาลนี่ประชาชนเขาเชื่อ แล้วประชาชนเขาชอบ ฟังขณะนี้เขาชอบจริง ๆ ท่านประธาน ที่ออกแบบมานี่เขาบอกดีแล้ว ดีกว่าเดิม ที่ตัดเอาพรรคการเมืองออก กรรมการสรรหา ทั้งหลาย ตัดเอาอธิการบดีออก อะไรต่ออะไรพวกนี้ออก เขาชอบ ผมเพียงแค่เปึ้นห่วง ภาพรวมเท่านั้นเอง ท่านช่วยพิจารณาตรงนี้สักนิดหนึ่ง แต่ผมไม่ถึงกับว่ามันเปึ้นเรื่อง ร้ายแรงอะไรนะครับ ผมคิดว่าอาจจะพอดีก็ได้ แล้วก็ช่วยกันคิด อยากจะให้ สสร. ทั้งสภา ช่วยกันคิดประเด็นนี้ มันก็มาพันกับประเด็นเล็ก ๆ อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน ที่ผมจะพูดอีกประเด็นเดียว แล้วผมก็จะไม่พูด อีกประเด็นหนึ่ง คือ มาตราท้าย ๆ ของ รัฐธรรมนูญ เกือบสุดท้าย ๒๙๖ มาพันกันเลย ในบทเฉพาะกาล บอกว่า ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาสามารถปฏิบัติ หน้าที่ในศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ท่านประธานครับ ตรงนี้อย่าลืมนะครับ ครั้งนี้เรากําลังให้อํานาจศาลฎีกาสูงนะครับ อย่าลืมนะครับ ครั้งนี้เรา ให้อำนาจตุลาการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นที่ตุลาการสูงมาก มาตรา ๒๙๖ ที่ผมกราบเรียน ไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านอ่านคําว่า ในวาระเริ่มแรกให้ผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดํารงตําแหน่ง ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาสามารถปฏิบัติหน้าที่ในศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ท่านประธานครับ กินความไปถึงผู้พิพากษาอาวุโสที่เกษียณ ไปแล้วทุกคน ไม่เว้นใครเลย ถามว่ามากไปไหม รัฐธรรมนูญเป่ดหมดนะครับ ผู้พิพากษา ที่พื้นไปแล้ว เกษียณไปแล้ว จบไปแล้ว ก็มีทั้งดี และไม่ดี ท่านจะตามกลับไปรับรองมา หมดเลยเหรอ หรือท่านจะมีเจตนาเพียง เพื่อเพียงแค่เราต้องการตุลาการที่ระดับศาลฎีกา ที่ปัจจุบันนี้กำลังจะเกษียณ หรือเพิ่งเกษียณ ผมว่าท่านเขียนตรงนี้ให้มันชัดเจน ได้ไหมครับ ถ้าท่านเขียนอย่างนี้ ท่านหลุดจากการเปึนตุลาการไปแล้ว ปัจจุบันนี้อายุ เท่าไรก็ไม่รู้ ท่านไปทําอะไรอย่างอื่นแล้ว ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นแล้ว ผมคิดว่า อันนี้ อาจจะมีปัญหา แม้ท่านจะเขียนต่อนะครับ ตามหลักเกณฑ์ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดลักษณะ หลักเกณฑ์การปฏิบัติ หน้าที่ของผู้พิพากษาอาวุโส ท่านประธานครับ เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญนี้ ฉบับนี้ มาตรานี้ กำลังยกทั้งหมดไปให้ศาลหมดเลยนะครับตรงนี้ และให้ศาลฎีกาหมดเลยนะครับ จะเอาศาลฎีกาที่อาวุโสไปแล้ว เกษียณไปแล้ว แล้วไปทําอะไรก็ไม่รู้ไปแล้ว มีสิทธิหมด และถามว่าหลักเกณฑ์คืออะไร หลักเกณฑ์ก็ให้ศาลฎีกากำหนดอีก ผมคิดว่า อันนี้จะมี ปัญหาไหม จะต้องวางขอบเขตอะไรบ้างหรือไม่ และมาตรานี้ของใหม่นะครับ อย่าอ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็มี นี่ของใหม่ อย่าให้คนเขานินทาว่า พอศาลมาอยู่ใน ยกร่างเยอะ ก็ไปเป่ดช่องตรงนี้ให้เยอะเกินไป ผมกราบเรียนด้วยความปรารถนาดี นะครับ ผมเปึนคนที่รักวงการตุลาการ แล้วก็อยากจะปกปัองวงการตุลาการ เลยตั้ง ข้อสังเกตตรงนี้ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ มีรายชื่อที่แจ้งเปึนลำดับไว้ ยกมือก่อน หลัง ที่จดไว้แล้วนะครับ ต่อจาก ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ท่านอาจารย์กล้านรงค์ จันทิก ท่านวัชรา หงส์ประภัศร แล้วก็ อาจารย์พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ นะครับ เชิญท่านอาจารย์กล้านรงค์ครับ แล้วก็ต่อด้วย ท่านการุณ ใสงาม นะครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กล้านรงค์ จันทิก กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ความจริงกระผมมีประเด็นหลายประเด็นที่จะสอบถาม คณะกรรมาธิการ แต่ว่า คิดว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้สอบถาม แล้วก็กำลังจะ สอบถามเพิ่มเติม ฉะนั้นผมอยากจะไม่ใช้เวลาของสภามากนัก อยากจะเรียนตั้งข้อสังเกตประเด็นเดียว เท่านั้นเอง ซึ่งเปึ้นประเด็นที่สำคัญ ตั้งข้อสังเกตในหมวดที่ ๑๒ ส่วนที่ ๔ ในมาตรา ๒๖๗ ซึ่งในมาตรา ๒๖๗ นั้น ไม่ได้มีการแก้ไข เปึ้นไปตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ตาม มาตรา ๒๐๙ มาตรา ๒๖๗ คือ เรื่องผู้เสียหาย ประเด็นที่เขียนเรื่องผู้เสียหายจากการ กระทำตามมาตรา ๒๖๖ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น จะต้องมีผู้เสียหาย ซึ่งประเด็นตรงนี้เปึนประเด็นที่สำคัญ และเปึนประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหาของการ ตรวจสอบอยู่ในขณะนี้ จนกระทั่งได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ในมาตรา ๖๖ ๖๗ ซึ่งสภา นิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านไปแล้ว ขณะนี้รอประกาศเปึนกฎหมายที่จะเป่ดช่องว่างเอาไว้ กระผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าหากว่า เรายังคงมาตรา ๒๖๗ ซึ่งเขียนไว้ตาม มาตรา ๓๐๙ เดิมนั้น ก็จะเกิดปัญหาการตีความอีกว่า ถ้าสมมุติไปเขียนในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญเป่ดกว้างเอาไว้ ก็จะเปึนการขัดกับรัฐธรรมนูญ มันจะเปึ้นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น เมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเปึนเรื่องที่มีการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ในมาตรา ๖๖ ๖๗ เพราะในขณะนั้นเราก็คิดกันว่า ถ้าหากว่ามีผู้เสียหาย ถ้าเกิดปัญหาที่ผู้เสียหายไม่เข้ามา ร้องเรียน แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเป่ดกว้างได้หรือไม่ ในที่สุดกรรมาธิการร่าง ซึ่งกระผมเอง กราบเรียนได้ว่า กระผมเปึนกรรมาธิการร่างทั้งของสภาผู้แทนราษฎร และ ของสมาชิกวุฒิสภา โดยเปึนเลขานุการของกรรมาธิการ ก็ได้พิจารณากันแล้วเห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของ ๓๐๙ มันจะต้องมีผู้เสียหาย เพราะเหตุว่าบุคคลเหล่านี้นั้น ถูกดำเนินคดีที่ศาลเดียว ทางออกศาลเดียว เพราะฉะนั้นทางเข้าต้องเข้าแคบ ก็คือต้องมี ผู้เสียหาย มันจึงเกิดมาตรา ๖๖ ๖๗ ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเขียนมาอย่างนั้น ทีนี้ถ้าหากว่า ท่านคงยืนยันตามมาตรา ๒๖๗ ท่านอาจจะใช้คำว่า ผู้เสียหายจากกระทำ ตามมาตรา ๒๖๖ มีสิทธิ ท่านจะใช้คำว่า มีสิทธิ ฉะนั้นมีสิทธิร้อง จะแปลความว่า นอกเหนือจากผู้เสียหายแล้วก็มีสิทธิร้องขึ้นมานั้น คงจะไม่ถนัด คงจะมีปัญหาแน่ ฉะนั้น กระผมอยากจะกราบเรียนฝาก เพราะท่านเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วเฉพาะ ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองด้วย โดยเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐนั้นสามารถที่จะร้องเรียนได้ ใครก็ได้ หรือแม้กระทั่งกรรมการ ปปช. จะหยิบยกขึ้นมาก็ได้ อยากจะฝากกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาตรงประเด็นนี้ว่า ถ้าจะเขียนให้มันสอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านในการแก้ไขมาตรา ๖๖ ๖๗ ของกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญไปแล้วนั้น มันจะทำให้ไม่เกิดปัญหาของการตีความรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านวัชรา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. กระผมมีเรื่องเดียวครับ เพื่อจะสงวนเวลาของสภาไว้ คือ เนื่องจากได้อ่านมาตรา ๒๐๘ ข้อความว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคําวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ วรรคสอง การใช้สิทธิตาม วรรคหนึ่งต้องเปึ้นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิได้โดยวิธีการอื่นได้ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อสงสัย ของผมมีว่า การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเปึ้นกรณีไม่อาจใช้สิทธิหรือวิธีการอื่นได้ นี่หมายความว่าอย่างไร เพราะเหตุว่า เมื่อเปึนคดีต่อศาล ศาลก็เปึนผู้ใช้สิทธินั้น เมื่อไม่เปึนคดีต่อศาล ก็มีช่องทางที่จะร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่เหลือช่องทางที่เหลือเอาไว้โดยวิธีการอื่นใด ซึ่งบุคคลที่ถูกละเมิด สิทธิจะมาขึ้นศาลรัฐธรรมนูญได้หลงเหลืออยู่ครับ มันเปึนอย่างนี้ครับ ผมจึงต้อง ขออนุญาตที่จะให้คณะกรรมาธิการยกร่างได้โปรดช่วยอธิบายเพื่อความเข้าใจ ทั่วกันครับ ขอบคุณครับ
ครับ จะตอบก่อนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขานุการกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเรียนตอบ คำถามสั้น ๆ ในกรณีที่ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสองสามท่านนะครับ ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านเจิมศักดิ์ ท่านกล้านรงค์ ท่านวัชรา ได้เรียนไปแล้ว ก่อนอื่นก็คือเรื่องที่ ท่านเจิมศักดิ์ได้พูดถึง เรื่องการบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ที่มีหลายเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพประชาชน และท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้ยืนยันในสิ่งที่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เรียนกับท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชม และสมาชิกสภาร่าง ทุกท่านว่า ความเห็นของประชาชนทั้งหลายนั้น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําไป คำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ส่วนใหญ่เท่าที่ผมเคยแจ้งนับ ประมาณถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างตามความเห็นประชาชน ทั้งสิ้นนะครับ ขออนุญาตเรียนคำถามบางคำถาม ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ท่านกล้านรงค์ ท่านวัชราได้เรียนถามสั้น ๆ ครับว่า เรื่องแรก เรื่องการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ก็ขออนุญาต เรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความจริงเรื่องการสรรหานั้น ก็ได้หารือกันในหมู่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ค่อนข้างอธิบายกันอย่างกว้างขวางครับ แล้วก็ที่ประชุมก็มีมติว่า ใช้ระบบสรรหาเท่านั้น แต่อยากเรียนว่า ข้อเสนอที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้รับฟัง ความคิดเห็นประชาชนมาว่า อยากให้มีระบบการกลั่นกรอง หรือสรรหา ก่อนที่จะ ให้ประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งในระดับจังหวัดนั้น ก็เปึนข้อเสนอของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยนะครับ ซึ่งกรรมาธิการจะได้นําไปดูอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า เสียง ของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความเห็นไปในทิศทางว่า อยากให้มีสรรหาประมาณถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าระบบเลือกตั้งที่เปึนอยู่ แต่เปึ้นระบบสรรหาที่ผสมผสานกับ การเลือกตั้งแล้ว จะดำเนินการอย่างไรบ้าง ขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกเพิ่มเติมด้วย นะครับว่า ในจํานวนที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แบ่งสัดส่วนว่า จะเปึ้นจังหวัด ๗๖ คน แล้วก็มาจากวิชาชีพอีก ๘๔ คนนั้น ความจริงกรรมาธิการเสียงข้างน้อย บางส่วนก็มีความเห็นครับว่า ถ้าใช้ระบบสรรหาผสมเลือกตั้งแล้ว จำนวนของ สว. ที่มา จากการเลือกตั้งอาจจะมีจำนวนที่มากกว่าจำนวนของ สว. ที่มาจากการสรรหาจาก วิชาชีพทั้งหลายด้วยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อาจจะแบ่งสัดส่วนใหม่เปึนร้อยต่อหกสิบ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ ขออนุญาตเรียนว่า เราก็คงรับฟังความคิดเห็น และนำไปพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง เรื่องผู้พิพากษาอาวุโส ตามมาตรา ๒๙๖ ก็ต้องขอความขอบคุณท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์ที่ได้เรียนนะครับ แต่ผมขออนุญาตเรียนว่า ผู้พิพากษาอาวุโสนั้นได้มีอยู่ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อยู่แล้วนะครับ เปึ้นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เพียงแต่ขยายความให้ชัดเจนว่า ผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งแต่เดิมต้องลงไปในศาล ชั้นต้นนะครับ ทำงานต่อในศาลชั้นต้นนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สามารถไม่ลงไป ทำงานศาลชั้นต้นก็ได้นะครับ แต่ว่าสามารถทำงานในศาลในชั้นที่ตัวเองเกษียณอายุ ราชการไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมเปึ้นผู้พิพากษาศาลฎีกาก็สามารถทำงานต่อใน ชั้นของศาลฎีกาได้นะครับ ส่วนประเด็นปัญหาที่อาจารย์เจิมศักดิ์ยกมาว่า ไปต่อทุกคน หรือเปล่า ย้อนหลังไปทั้งหมดไหม คําตอบคือไม่ใช่นะครับ ก็ต่อเฉพาะคนที่จะ เกษียณอายุราชการหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้แล้วเท่านั้นเองนะครับ ถ้ามี ปัญหาเรื่องคำที่ไม่มีความชัดเจน ก็จะขออนุญาตว่า กรรมาธิการก็คงจะรับไปปรับปรุง นะครับ ส่วนในกรณีที่ท่านกล้านรงค์ได้ยกปัญหาเรื่องมาตรา ๒๖๗ เรื่องประชาชน หรือ ผู้เสียหายนั้นสามารถร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองได้นั้น ก็ขออนุญาต กราบเรียนว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีปัญหาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ว่า ตีความของนัก กฎหมายนี่แตกต่างกันนะครับว่า ฝ์ายหนึ่งก็เห็นว่า แม้จะเขียนในมาตรา ๒๖๗ ซึ่งเปึน มาตราเดิมที่ลอกมาจาก ๒๐๐ ป้ ๒๕๔๐ แล้วก็ตาม หลายคนก็มีความเห็นว่า ไม่ใช่ ผู้เสียหาย ประทานโทษครับ ปปช. เองก็สามารถหยิบยกเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาได้นะครับ แต่ว่ามีเสียงข้างมากตีความในทิศทางว่า เฉพาะผู้เสียหายเท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้ ความจริงเปึนเรื่องที่น่ายินดีที่ท่านกล้านรงค์ได้เรียนนะครับว่า กฎหมายได้แก้ไขแล้ว แล้วอาจจะมีปัญหาตีความว่า ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ หรือไม่ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนว่า มาตรา ๒๖๗ ที่กรรมาธิการยกร่างขึ้นนั้น เจตนารมณ์ ก็ชัดเจนครับ ตรงกันกับร่างที่ได้แก้ไขในกฎหมายแล้ว คือไม่ตัดสิทธิ ปปช. เองที่หยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาได้ แต่ถ้ามีปัญหาถ้อยคํา กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยินดี จะไปปรับถ้อยคำให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องท่านวัชราตั้งข้อสังเกตในมาตรา ๒๐๘ นะครับว่า เราเป่ดช่องให้ ประชาชนสามารถฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่มีเงื่อนไขว่า การฟัองศาล รัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้น ต้องเปึนกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีการอื่นได้แล้วนะครับ หลักการ นี้เปึนหลักการที่เราลอกมาจากรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมัน (สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมัน) ซึ่งเปึ้นรัฐธรรมนูญในเรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้ามาก อยากขอ อนุญาตกราบเรียนว่า หากเป่ดช่องให้ประชาชนสามารถฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้ทุกกรณี คดีที่ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีจํานวนที่สูงมากนะครับ ที่เขียนไว้ในวรรคสองของ ๒๐๘ บอกว่า การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเปึนกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้นั้น ขออนุญาตกราบเรียนว่า ยังมีช่องทางหลายช่องครับที่จะเกิดขึ้นได้ตาม ๒๐๘ วรรคสอง ยกตัวอย่างเช่น เคยมีคดีที่ขึ้นสู่ศาลหลายกรณีด้วยกันนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง คนพิการที่ไปสมัครเปึนผู้พิพากษา แล้วถูกตัดสิทธิ ไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ นะครับ ก็ไปฟัองศาลหลายศาล ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ช่องทางของ ๒๐๘ ก็จะมี ช่องทางตรงนี้เปึ้นต้น รวมตลอดถึงเรื่องที่ท่านวัชราพูดนะครับว่า ถ้าไปร้องผู้ตรวจการ แผ่นดินรัฐสภาได้ ก็ไม่จำเปึนต้องมาฟัองศาลปกครองอีก ขออนุญาตเรียนว่า เรื่องที่ ประชาชนไปฟัอง หรือร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ซึ่งเราเพิ่มสิทธิเสรีภาพขึ้นใหม่นั้น ทั้งกรรมการทั้ง ๒ ชุดนะครับ ทั้งผู้ตรวจการ เองทั้งกรรมการสิทธิ อาจจะไม่รับเรื่องประชาชนเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ในกรณี เช่นว่านี้นะครับ ประชาชนเองก็สามารถใช้สิทธิตามมาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ได้ เช่นเดียวกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ๒๐๘ วรรคสอง ก็ต้องการให้เกิดดุลยภาพนะครับ ไม่ให้คดีมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่เปึนการตัดสิทธิประชาชนในการนําเรื่องขึ้นสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ คือฝากท่านอาจารย์สมคิดนะครับ ถ้าพยายามจะให้ใช้สิทธิ์ ในกรณีอื่นมากเกินไปนี่ ถ้าอ่านดูแล้วนะครับ เขาบอกว่าใช้สิทธิที่อื่นไม่ได้ ให้มาใช้ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะกลายเปึนว่า ทุกเรื่องไปที่ไหนไม่ได้ มาศาลรัฐธรรมนูญหมด หรือเปล่านะครับ ท่านอาจารย์พิเชียรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่าง รัฐธรรมนูญที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สสร. ท่านผู้รับฟัง พี่น้องประชาชนทางบ้าน ท่านกรรมาธิการยกร่าง เพื่อนสื่อมวลชน และท่านผู้ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ทุกท่านนะครับ วันนี้กระผม นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ สสร. ก็ขออนุญาตอภิปราย ประเด็นสําคัญ ๆ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นนะครับ กระผมจะไม่ใช้เวลา ของสภามากจนเกินไป แต่ว่าจะมีอยู่สองสามประเด็น ที่กระผมอยากจะเรียนถามท่าน กรรมาธิการยกร่าง ทั้ง ๓๕ ท่าน แล้วก็อยากจะฟังคําตอบจากท่านด้วยนะครับ รวมทั้ง กระผมอยากจะขออนุญาตถามในนามของพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่อยู่นอกสภา แล้วก็เขาอยากจะได้มีโอกาสซักถาม แล้วก็อยากจะได้มีโอกาสเสนอแนะข้อคิดเห็น อันเปึนประโยชน์แด่ท่านกรรมาธิการยกร่างนะครับ กระผมขออนุญาตเริ่มต้นดังนี้ นะครับ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ท่านอดีตประธานาธิบดีของ สหรัฐอเมริกา (United States of America) ท่านหนึ่ง คือ ท่านอับราฮัม ลิงคอล์น (Abraham Lincoln) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ระบอบประชาธิปไตยที่ดีนั้น คือระบอบ ประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ท่านได้กล่าวไว้ ในสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตี้สเบิร์ก (Gettysburg) นะครับ ในครั้งที่มีการทําสงครามกลาง เมืองของสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณป้คริสต์ศักราช ๑๘๖๕ นะครับ ซึ่งเปึนสงครามกลาง เมืองที่ทำให้คนอเมริกันนั้น สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อมากที่สุดในประวัติศาสตร์ นะครับ เสียชีวิตกันไปหลายสิบล้านคนเลยทีเดียวนะครับ ซึ่งในครั้งนั้นท่านประธานาธิบดี ลิงคอล์น ก็ได้กล่าวเปึนอมตะว่าจาไว้นะครับว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นควร จะได้รัฐบาลที่เปึนของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ดังนั้น ในครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกันนะครับ รัฐธรรมนูญของเราซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญกําลังจะร่างขึ้นนี้ ก็น่าที่จะเปึ้นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนคนไทย อย่างแท้จริงนะครับ ผมอยากจะเน้นตรงนี้นะครับ เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมา จะไม่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอีกท่านหนึ่งคือ ท่านลอร์ด แอคตัน (Lord Acton) ของประเทศอังกฤษ (England) เปึนนักปรัชญา ได้กล่าวเอาไว้ นะครับว่า เพาเวอร์ ลีด ทู คอร์รัปชั่น แอบโซลูท เพาเวอร์ คอร์รัปต์ แอบโซลูทลี (Power lead to corruption absolute, power corrupt absolutely) (Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely) วันนี้ขอ อนุญาตพูดเปึนภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง ท่านบอกเอาไว้ว่า อำนาจมักจะนำไปสู่การ คอร์รัปชั่น อำนาจที่เบ็ดเสร็จก็จะนำไปสู่การคอร์รัปชั่นแบบเบ็ดเสร็จนะครับ ดังนั้น ตรงนี้ กระผมหยิบยกขึ้นมาก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ควรที่จะให้อํานาจ กับฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งมากจนเกินไป เพราะว่าถ้าให้อำนาจกับฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งมากจนเกินไป แล้ว ไม่ว่าจะเปึ้นฝ์ายบริหาร ฝ์ายนิติบัญญัติ หรือฝ์ายตุลาการก็แล้วแต่ อำนาจเหล่านั้น อาจจะนำไปสู่การคอร์รัปชั่น การทุจริตได้ และถ้ายิ่งเปึนอำนาจที่เบ็ดเสร็จ ก็ยิ่งจะนำไปสู่ การคอร์รัปชั่นที่เบ็ดเสร็จได้ ดังคำกล่าวของท่านลอร์ด แอคตัน กระผมมีสิ่งที่อยากจะ เรียนถามท่านกรรมาธิการยกร่าง อยู่ประมาณสี่ห้าคำถาม คำถามที่ ๑ คือ การเลือกตั้ง สว. ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งได้ไหม จะดีกว่าการสรรหาที่ท่านได้ เขียนขึ้นมาในมาตรา ๑๐๖ ๑๐๗ ๑๐๘ ๑๐๙ จะดีกว่าไหมนะครับ เพราะว่าขณะนี้ พี่น้องประชาชนจำนวนมากครับ ที่ติงในเรื่องของ สว. ว่า ถ้ามาจากการสรรหาแล้วจะขัด กับหลักสากลของประชาธิปไตย ไม่มีหลักประกันว่า จะได้คนดีมาสู่ สว. แล้วก็มีความ วิตกกังวลว่า อาจจะเกิดระบบการฝาก ระบบการวิ่งเต้น ระบบการใช้เส้นสาย แล้วก็ อาจจะมีการใช้ระบบอุปถัมภ์ และในท้ายที่สุดก็จะได้คนกลุ่มเดียวกับรัฐบาลนั่นแหละเข้า มาเปึน สว. ส่วนใหญ่ ดังนั้น เขาจึงคิดว่า ถ้าจะเปึนอย่างนี้แล้ว มิสู้กลับไปใช้ระบบการ เลือกตั้งดีกว่า เพราะว่าระบบการเลือกตั้งนั้น แม้ว่าอาจจะเลือกแล้วจะได้สภาผัวเมียบ้าง หรือสภาญาติมิตรอะไรต่าง ๆ หรือว่าได้แต่นักการเมือง แต่ว่าอันนั้นก็คือประชาชนเปึน ผู้ตัดสิน ถ้าหากเราเห็นว่า กฎ ระเบียบ หรือว่าข้อบังคับในการเลือก สว. ยังไม่ดีเพียงพอ เราก็บัญญัติให้มีคุณสมบัติที่เพิ่มเติมขึ้นมา ตรงนี้ก็น่าที่จะทำให้การเลือก สว. ได้คนดี แล้วก็คนที่มีความรู้ และสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุด คือ การได้รับการเลือกตั้ง หรือได้รับการ สรรหามาจากประชาชนทั้งประเทศครับ มิใช่ว่าได้รับเลือกมาจากประชาชนเพียงแค่ ๗ คน หรือ ๑๐ คน ๑๑ คน ๑๕ คน ก็แล้วแต่ การที่ได้รับเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทั่ว ทั้งประเทศนี้ถือว่า เปึนเกียรติอันสูงสุด แล้วก็เปึนการสะท้อนนะครับว่า เปึนการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ว่าทางกรรมาธิการยกร่างน่าจะเขียนในเรื่องของ การปัองกันการซื้อสิทธิ ขายเสียง ผมยังไม่เห็นมีในมาตราใดเลยที่เขียนเรื่องการปัองกัน การซื้อเสียง ขายเสียงอย่างชัดเจน เด็ดขาด และเด็ดเดี่ยว ผมยังไม่เห็นเลย ผมขอ เรียกร้องให้ท่านเขียนเรื่อง การปัองกันการซื้อสิทธิ ขายเสียง ให้มากขึ้นกว่านี้นะครับ นี่คือ ข้อที่ ๑
ท่านอาจารย์พิเชียรครับ รบกวนท่านนิดหนึ่ง คือสิ่งที่ท่านอภิปรายคงเปึนเรื่องอยากให้พูด เรื่องว่า กรรมาธิการยกร่างนี่นะครับ อย่างเช่นว่า ฟังเสียงประชาชนมาหรือเปล่า หรือว่า วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ถ้าท่านจะฝากให้กรรมาธิการไปแก้นี่ กรรมาธิการเขา จะบอก เขาฟังเสียงประชาชนมา เพราะฉะนั้นข้อเสนอของท่าน ในที่ประชุมคงจะปฏิบัติ ไม่ได้ วิธีการท่านก็จะต้องใช้สิทธิในการขอแปรญัตติ
แปรญัตติครับ
พร้อมเหตุผล
ได้ครับ ก็ขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้คําแนะนํานะครับ ผมสั้น ๆ นิดเดียวครับ อีกนิดเดียว แล้วก็จะอยู่ในกรอบนี้นะครับ ก็คือ ๑. ผมขอเสนอว่า ที่มาของ สว. ถ้าเปึนไปได้น่าจะมาจากการเลือกตั้งมากกว่า การสรรหา และผมจะขออนุญาตแปรญัตติในประเด็นนี้ด้วยนะครับ นี่อันที่ ๑ อันที่ ๒ เรื่องของพระพุทธศาสนานะครับ ว่า ควรจะบรรจุให้เปึ้นศาสนาประจําชาติหรือไม่ นะครับ นี่เปึนประเด็นใหญ่ที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศนี่กำลังรอรับฟังความ คิดเห็นจากเพื่อนสมาชิก สสร. นะครับ และผมคิดว่า ประเด็นนี้เปึ้นประเด็นใหญ่ที่มี ความสําคัญมากในระดับที่ว่า มีผู้มามีส่วนเกี่ยวข้องนี่ค่อนข้างจะมาก ท่านทั้งหลายก็จะ ได้เห็นว่า มีผู้ลงทุนลงแรง ถึงขนาดมาชุมนุมกันที่หน้ารัฐสภาของเรา แล้วก็รวมทั้งได้ เดินทางมาจากต่างจังหวัดนะครับ ทั้งพระสงฆ์ ทั้งอุบาสก อุบาสิกา และพี่น้องประชาชน จำนวนมาก นี่ก็จะสะท้อนให้เห็นนะครับว่า ประเด็นนี้มีความสําคัญครับท่านประธาน ดังนั้นนี่เมื่อสำคัญ กระผมจึงเรียกร้องให้เพื่อน สสร. ทั้งร้อยท่านนี่ ได้มีโอกาสที่จะ แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ได้อย่างอิสระ เสรี เสรีดังชื่อของท่านประธานนะครับ แล้วก็ให้มีความเปึ้นธรรม ให้มีความเปึนกลาง กระผมอยากจะเรียกร้องผ่านท่านประธาน เสรี ณ ที่นี้ และท่านประธานนรนิติ เศรษฐบุตร ว่า ถ้าเปึนไปได้ กระผมอยากให้จัดให้มี วาระหนึ่งสักวันหนึ่งเลยครับ ท่านประธานครับ ให้พูดประเด็นเรื่องพระพุทธศาสนาควรจะ ได้รับการบรรจุเข้าอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่นะครับ นี่เปึนประเด็นใหญ่ที่สำคัญ ทําไมเราไม่ควรจะอภิปรายหรือครับ เราน่าจะอภิปราย แล้วก็น่าจะได้มีการแสดง ความคิดเห็น ทั้งข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง และสิ่งที่จะเปึนประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชน การที่กระผมไปรับญัตติของผู้ที่เขาเสนอแนะ และเขาไม่เห็นด้วย และเขา อยากจะให้มีการบรรจุพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญนะครับ เขาบอกว่า เขาได้มายื่นหนังสือ ถึงท่านประธาน สสร. ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างหลายครั้งแล้ว แต่ก็เมื่อร่าง ออกมานี่ ร่างฉบับนี้ออกมานี่ ก็ไม่มีเรื่องการบรรจุพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ใน มาตรา ๒ หรือมาตรา ๙ หรือมาตรา ๓๗ ดังนั้น เขาจึงโทรศัพท์มาหาผม แล้วก็ขอให้ผม ช่วยรับในเรื่องนี้ ผมไม่เคยไปประชุมร่วมกับเขาใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรต่าง ๆ ของเขา แต่เมื่อกระผมพิจารณาดูแล้ว เห็นว่า เขาไม่มีทางออกใด ๆ เลยนะครับที่จะ เสนอแนะ กระผมจึงรับไว้ แล้วก็บอกว่า จะเสนอเข้ามา ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะมีเพื่อน สสร. สนับสนุนอีก ๑๐ ท่านหรือไม่ ก็จะพยายามไปรวบรวม แล้วก็มานำเสนอให้กับ ท่านกรรมาธิการยกร่าง กระผมเห็นว่า ประเด็นใดที่เปึนประเด็นซึ่งพี่น้องประชาชนให้ ความสนใจ และพี่น้องประชาชนเรียกร้องต้องการมานี่ นี่คือรากฐานของระบอบ ประชาธิปไตยครับ ถ้ารากฐานของระบอบประชาธิปไตยไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ แล้วก็ ถูกปฏิเสธหรือถูกละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมเห็น ว่า เปึนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็อาจจะไม่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ผมจึงได้รับเรื่องนี้มา มิได้มีวัตถุประสงค์อย่างอื่นใดทั้งสิ้น และไม่มีเรื่องการเมือง ใด ๆ อยู่เบื้องหลังนะครับ แล้วถ้าจะมี กระผมก็ไม่เห็นด้วย กระผมก็จะไม่เอาด้วย ไม่มี เรื่องอํานาจใหม่ อำนาจเก่า อํานาจอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีทางที่จะมายุ่งในเรื่องนี้นะครับ ผมไม่ยินยอมเด็ดขาด ในเรื่องนี้กระผมเห็นว่า พระพุทธศาสนานั้น โดยส่วนตัวนี่กระผม คิดว่า ก็น่าที่จะได้บรรจุเข้ามาในรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลสองสามประการนะครับ สั้น ๆ คือ ๑. เหตุผลเนื่องจากว่า พระพุทธศาสนาของไทยในช่วงหลังนี้ได้เสื่อมถอยลงมา ค่อนข้างจะมากนะครับ ทั้งนี้ เนื่องจากระบบโลกาภิวัตน์นะครับ โลกทุนนิยม วัตถุนิยม เสรีนิยม แล้วก็รวมทั้งทุนนิยมนี่เข้ามาเบียดเบียน แล้วก็มาทำให้สังคมไทยนี่เสื่อมโทรม ลงไปนะครับ แล้วยิ่งระยะหลังมีเรื่องของสื่อลามก่อนาจารนี่ออกมามากเหลือเกิน ทำให้ เด็กและเยาวชนนี่ไม่สามารถแยกแยะสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดเหมาะ สิ่งใดไม่เหมาะ แล้วก็ ระบบศีลธรรมจรรยานั้นได้เสื่อมโทรมลงมามาก กระผมคิดว่า ถ้าเราได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญนี่ จะช่วยให้พระพุทธศาสนานั้นมีความจำเริญก้าวหน้ายิ่งยืนนานมาก ยิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็นอกจากนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่า ในระยะหลังนี่โรงเรียนก็ถูกแยกออกจากวัด วิชา ศีลธรรมก็ไม่ได้รับการบรรจุอยู่ในหลักสูตร มีการถอนออกไป ผมก็ไม่ทราบว่า ถอนออกไป ได้อย่างไร เด็กไม่มีการเรียนประวัติพระพุทธเจ้า ไม่มีการเรียนเบญจศีล เบญจธรรม แล้วก็นอกจากนั้น ก็คือว่า มีภัยของพระพุทธศาสนาเข้ามาด้วย มีผู้มองเห็นว่า ในระยะหลังนี่ศาสนาอื่น ๆ นั้นมีการพัฒนา มีความก้าวหน้าไปโดยลำดับ แต่ว่า ศาสนาพุทธ์ของเรานั้น ก็ปรากฏว่า ไม่ค่อยได้มีการทำนุบำรุง แล้วก็การพัฒนา ผมอยากจะเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพุทธศาสนาขึ้นมา นอกเหนือจากการบรรจุคำว่า พุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ แล้ว และในหลักการนั้น ก็มิได้ต้องการที่จะไปละเมิด ศาสนาอื่นนะครับ เราจะเขียนอย่างไร อาจจะไม่ต้องเขียนว่า ศาสนาพุทธเปึนศาสนา ประจำชาติ ก็ได้ แต่ขอให้มีหลักการและเนื้อหาเปึ้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ไปละเมิดศาสนาอื่น แล้วก็เป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอื่น ๆ ได้โดยสมบูรณ์ ถ้าเปึนเช่นนี้แล้ว กระผมคิดว่า จะเปึนสิ่งที่ดีงามมากนะครับ แล้วก็นอกเหนือจากนั้นแล้ว นี่ กระผมคิดว่า การที่มีผู้กล่าวว่า ไม่มีความจําเปึนจะต้องบัญญัติไว้นั้น จริงอยู่ในอดีตนั้น หลายสิบป้นี่เรามิได้บัญญัติไว้ แต่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปเปึน อันมากแล้วครับท่านประธาน สภาวะในขณะนี้ ต้องเรียนเลยนะครับว่า ศาสนาพุทธ์นี้ได้ เสื่อมถอยลงมามาก แม้กระทั่งในวัดนะครับ ก็มีการนำดนตรี นำคอนเสิร์ต (Concert) แล้วก็มีการละเล่น มีการมาเต้นอะไรต่าง ๆ นี่ ซึ่งไม่ดีไม่งาม ซึ่งท่านก็เห็นในสื่อมวลชน แล้วทำไมเราซึ่งเปึนชาวพุทธด้วยกันถึงไม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ผมอยากจะเรียกร้อง ให้ชาวพุทธทั่วทั้งประเทศมีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นมา แล้วก็บอกว่า ประเทศไทยเรานี่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ์ครับ ไม่เปึนไรหรอก เราพูดได้ แล้วก็ยิ่งกว่านั้น เมื่อป้ที่แล้วทางองค์กรพุทธศาสนาของโลกนี่ก็ได้ชื่นชม ประเทศไทยว่า เปึนศูนย์กลางของศาสนาพุทธ์ แล้วจริง ๆ ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีกมากมาย กระผมก็จะขออนุญาตเสนอเข้ามาเปึนญัตตินะครับ ในการที่จะแปรญัตติเรื่องนี้นะครับ นอกจากนั้นนะครับ ขอสั้น ๆ อีกนิดเดียวนะครับ คือ ในมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๙๙ ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากได้วิพากษ์วิจารณ์นะครับว่า มาตรา ๖๘ นี้ ที่กำหนดให้ผู้นำ ๑๑ องค์กรนี่สามารถที่จะมีการประชุมกัน แล้วก็พิจารณาว่า ประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤติ ทางการเมืองหรือไม่ แล้วก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำทางการเมืองหรือไม่ ประเด็นนี้ กระผมเท่าที่ได้ติดตาม ตรวจสอบดู กระผมคิดว่า อาจจะเปึนการขัดกับหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยนะครับ คือ จิตเจตนานั้นผมเข้าใจ แล้วก็ผมเห็นว่า ทางกรรมาธิการยกร่างก็มีความปรารถนาดีที่ต้องการจะเป่ดช่องไว้ในกรณีอาจจะเกิด วิกฤติทางการเมืองนะครับ แต่ว่าประเด็นนี้อาจจะเปึนการมอบอำนาจให้กลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ซึ่งจะมีอำนาจเหนือกว่า หรือว่ามากกว่าอำนาจของประชาชนที่ตั้ง สส. ตั้ง สว. มา ความจริงถ้าเปึนวิกฤติทางการเมืองนั้น น่าจะมีการนำเข้าในที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎร หรือว่าวุฒิสภา แล้วพิจารณาหาทางออก อันนั้นจะดีที่สุด ดังนั้น ประเด็นนี้ ก็มีผู้เสนอว่า ควรจะตัดออกไปเลยน่าจะดีกว่า แล้วก็ในมาตรา ๒๙๙ ซึ่งเปึน การนิรโทษกรรมนะครับ บรรดาการกระทำ และกลุ่มบุคคลทั้งหลายที่ได้กระทำการปฏิวัติ รัฐประหารไป เมื่อเหตุการณ์วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น ตรงนี้มีอาจารย์ผู้รู้หลายฝ์าย ก็ได้แนะนำว่า ไม่ควรจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ น่าที่จะออกมาเปึ้นพระราชบัญญัติ ต่างหาก โดยให้ สนช. เปึ้นผู้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมไปเลย อย่างนั้นน่าจะดีกว่า ยิ่งกว่านั้น ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ๓๙ มาตรา ๒๕๔๙ นี่ก็ได้มีการนิรโทษกรรม เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น มาตรานี้น่าจะมีการพิจารณาตัดออกน่าจะดีกว่านะครับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ๒๙๘ มาตรานี่เปึนรัฐธรรมนูญที่อยู่บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วก็สุดท้ายนะครับ เปึนความเห็นส่วนตัวของกระผม ก็คือ กระผมอยากจะให้ผู้สมัคร สส. นี่สามารถสมัครอิสระได้โดยที่ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพราะว่าประเด็นนี้จะเปึ้น การเป่ดโอกาสให้คนดี คนมีความรู้ความสามารถที่ไม่อยากจะสมัครเข้าเปึนสมาชิก พรรคการเมืองได้มีโอกาสที่จะสมัครเปึนผู้แทนราษฎร ส่วน สว. นั้น ก็ไม่ต้องสังกัด พรรคการเมืองอยู่แล้ว ขณะนี้ไม่ว่าจะเปึน อบต. อบจ. เทศบาล สก. ผู้ว่า กทม. แล้วก็ สว. ก็ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองอยู่แล้วนะครับ มีเหลือ สส. เท่านั้นเองที่ยังถูกบัญญัติว่า จะต้องสังกัดพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมอยากจะปลดปล่อยประเด็นนี้ออกไป แล้วก็ให้เกิดอิสระ ทั้งนี้ ก็เนื่องจากว่า ท่านอดีตนักปรัชญาประชาธิปไตย บิดาแห่ง ประชาธิปไตยคนหนึ่ง ชาวฝรั่งเศสนะครับ คือ ท่านจัง-จ๊ากส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau) ได้กล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เราเกิดมามีเสรีภาพ แต่ทุกหนทุกแห่ง มนุษย์นี่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น ถ้าจะให้มีเสรีภาพอย่างแท้จริงแล้ว เราควรจะเป่ดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มี โอกาสสมัคร สส. ได้โดยอิสระ ถ้าทําได้ดังนี้ กระผมคิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีเสน่ห์ แล้วก็จะมีโอกาสที่จะผ่านความเห็นชอบในการลงประชามติของพี่น้อง ประชาชน โดยส่วนร่วมแล้วนี่ประมาณสักเจ็ดสิบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ กระผมเห็นด้วยกับ ร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) ฉบับนี้นะครับ และขอชื่นชมที่ท่านกรรมาธิการ ๓๕ ท่านนี่ได้เสียสละ แล้วก็ได้ลงทุนลงแรงทำงานหนัก ประชุมกันมาเกือบสามสิบครั้ง จนกระทั่งออกมาเปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กระผมโดยส่วนตัวแล้ว อยากจะให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นชอบในการลงประชามติของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ขอให้ เขียนลงไปให้ชัด ๆ เลยนะครับว่า นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ สนับสนุนร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ของ สสร. และต้องการเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบ ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการยกร่างทุกท่าน นะครับ ทั้งท่านประสงค์ ท่านอาจารย์สมคิด ท่านอาจารย์ปกรณ์ อาจารย์วุฒิสาร และอีก หลายท่าน ได้รับฟังข้อคิดเห็นของพี่น้องประชาชน และข้อคิดเห็นของผู้ที่ โดยเฉพาะผู้ที่ อาจจะยังไม่เห็นด้วยกับท่านในบางประเด็น และได้นำข้อคิดเห็นเหล่านั้นไปแก้ไขปรับปรุง ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึ้นร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อ ประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าท่านทำได้ดังนี้ กระผมคิดว่า จะเปึ้นสิ่งที่ดีเลิศ แล้วก็ดีงาม และ กระผมก็ขอสนับสนุนท่านด้วยครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานเสรีอย่างยิ่งครับ ขอบคุณ มากครับ
ขอบพระคุณครับ ถ้าจะขอบคุณมากกว่านี้ ผมอยากจะเสนอว่า ท่านที่อภิปรายอย่าเสนอ ความเห็นส่วนตัวนะครับ ถ้าท่าน ผมอยากอย่างนี้ ผมอยากอย่างนี้ทุกคนอยากหมด ทั้งสภานี่นะครับ เราก็ไม่ได้ฟังเสียงประชาชนเข้ามา เอาเปึนว่า ส่วนใหญ่ ท่านไปรับฟัง มาแล้วเปึนอย่างไร จะเสนอกรรมาธิการยกร่าง เขาไปทำอย่างไร จะได้เข้าเนื้อหา การประชุมนะครับ ท่านการุณ ใสงาม ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะขออนุญาตพูดเปึนประเด็นแบบสั้น ๆ ครับ เรื่องที่ ๑ เปึ้น เรื่องที่ต่อเนื่อง เปึนความเห็นต่อเนื่องจากของท่านกล้านรงค์ จันทิก นะครับ คือ ว่าด้วย เรื่องของการดำเนินคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งท่านกล้านรงค์ท่านเสนอไป ในประเด็น มาตรา ๒๖๗ แต่ผมเองเห็นว่า มาตรา ๒๖๖ ก็เปึนประเด็นที่มีปัญหา และมีปัญหามากเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้เราจะพบว่า ตำแหน่งที่มีโอกาสที่จะเข้าไปดำเนินคดีอาญา ก็คือตำแหน่งทางการเมือง แม้จะบัญญัติในวรรคสองของมาตรา ๒๖๖ ต่อเนื่องไปถึง ข้าราชการ หรือผู้ร่วมกระทําความผิด ผู้สนับสนุนการกระทําความผิด อะไรต่าง ๆ นะครับ ผู้ช่วยเหลือก็ตาม แต่ผมคิดว่ายังไม่พอครับ ท่านประธานครับ ที่เราเคยประสบปัญหามา และจนบัดนี้ก็ยังประสบปัญหา นั่นคือ การดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ดำรงตำแหน่งองค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญ เพราะอันนี้จะไปเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งศาลอาญาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย จะกำหนดเขตอำนาจศาลไว้อยู่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ข้าราชการทางการเมือง ผู้แทนราษฎร สว. ผู้ช่วย ผู้สนับสนุน ผู้อะไรต่าง ๆ แต่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญครับ ไม่ว่าจะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนก็ตาม ก็ไม่เข้าข่ายอันนี้ ที่จะขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้ แม้แต่ข้าราชการระดับสูงที่ไม่ได้กระทำความผิด ร่วมกันกับนักการเมือง หรือมีส่วนช่วยสนับสนุนนักการเมืองก็ตาม ก็ไม่อยู่ในขอบเขต อำนาจศาลที่จะขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้ จึงเปึนไปได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ที่จะกําหนดให้เปึนการดําเนินคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง แล้วก็กําหนดชื่อตําแหน่ง ไปที่มีอยู่ในกฎหมาย ปปช. ซึ่งกฎหมาย ปปช. เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้บริหาร รัฐวิสาหกิจที่เรียกชื่ออื่นใดก็ตาม อัยการสูงสุด ตุลาการ ผู้พิพากษา ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ซึ่งมีหมดอยู่ในกฎหมาย ปปช. ซึ่งเปึ้นตำแหน่งระดับสูงเหล่านี้ ผมคิดว่า ถ้าทําอย่างนั้นก็จะทําให้ครอบคลุมไปถึงเขตอํานาจศาลทั้งหมด นี่คือเรื่องที่ ๑ นะครับ ซึ่ง เรื่องนี้ปัจจุบันนี้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ และ ๒๖๗ ต่อเนื่องกัน แต่เดิมนั้น มันอยู่ในมาตรา ๓๐๘ และมาตรา ๓๐๙ นะครับ อีกอันหนึ่งครับ ท่านประธานครับ กรณี เรื่องการลงมติ อันนี้จะมีปัญหามาก แต่เดิมนั้นจะมีบัญญัติไว้อยู่มาตรา ๓๐๗ ใน รัฐธรรมนูญฉบับเดิมนะครับ ปัจจุบันอยู่ในมาตรา ๒๖๕ ว่าด้วยเรื่องการถอดถอนของผู้ ดํารงตําแหน่ง อันนี้ใช้ตัวเลขสูงมาก คือ จะถอดถอนบุคคลได้นี่นะครับ วุฒิสภาจะต้องใช้ เสียงถึงสามในห้า แต่เดิมวุฒิสภาของเรามี ๒๐๐ คน ซึ่งปัจจุบันนี้อาจจะเปึ้นเท่าใดยัง ไม่แน่ แต่สามในห้าของ ๒๐๐ คน คือ ๑๒๐ คนขึ้นไป ซึ่งเปึ้นอัตราที่สูงมาก ผมคิดว่า เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ในขณะนั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว นี่คือประการถัด มานะครับ ประการที่ ๒ ประการที่ ๒ มีอีก ๒.๒ เอาอย่างนี้ดีกว่านะครับ เมื่อกี้เปึน ๒.๑ ก็แล้วกันนะครับ ๒.๒ นี้ผมเคยเรียนต่อที่ประชุมนี้หลายครั้งว่า กรณีการถอดถอน ปปช. แต่เดิมอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๙ แต่ปัจจุบันนี้จะอยู่ที่ มาตรา ๒๔๑ คือ การถอดถอนบุคคลในประเทศนี้ทุกตำแหน่งใช้รัฐธรรมนูญที่มีอยู่คือสามในห้า ที่ผมเรียน ไป ๒.๑ เมื่อกี้ คือ ๑๒๐ คนต่อ ๒๐๐ แต่ของ ปปช. ท่านดูครับ เปึ้นบุคคลพิเศษมาก ท่าน กล้านรงค์ นั่งอยู่ที่นี่ ปปช. ด้วย คตส. ด้วย ปปช. นี่นะครับจะถูกถอดถอนได้ต้องใช้ เสียงสูงที่สุดของคนในประเทศนี้ คือ ต้องใช้เสียงสามในสี่ ตามรัฐธรรมนูญเดิมนะครับ มาตรา ๒๙๙ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ ๒๔๑ สามในสี่คืออะไรครับท่านครับ ถ้า สว. สองร้อย แต่เดิมนะครับ คือ ต้อง ๑๕๐ คนขึ้นไป ท่านดูตำแหน่งอื่น ๆ สิครับ นายกรัฐมนตรีถูกถอดถอนก็ตาม รัฐมนตรีถูกถอดถอนก็ตาม ตุลาการก็ตาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตำแหน่งอื่น ๆ ทั้งหมดในประเทศนี้นะครับ ผู้พิพากษา อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ตำแหน่งระดับสูงใน ปปช. นะครับ ถูกถอดถอนนะครับ สามในห้าเท่านั้นเอง คือ ร้อยยี่สิบ ต่อสองร้อย แต่พอมา ปปช. ตำแหน่งเดียวครับ อันนี้บัญญัติไว้อยู่ที่มาตรา ๒๙๙ เดิม นะครับ แต่ตอนนี้มาเปลี่ยนเปึน ๒๔๑ ปัจจุบันนะครับ สามในสี่ ๑๕๐ คนครับ แทบจะ เรียกได้ว่า ให้ขาดใจตายทั้งสภาก็ไม่มีทางที่จะถอดได้ ผมก็คิดว่า ควรเท่ากัน คือ เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ในขณะนั้น ผมคิดว่าก็มากพอแล้วล่ะครับ แล้วการ ถอดถอน ผมสังเกตดู แม้แต่อิมพีชเมนท์ (Impeachment) ประธานาธิบดีอเมริกาก็ใช้ เสียงวุฒิสภาเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง โดยผู้แทนราษฎรเปึนคนกล่าวหามา ท่านประธาน วุฒิสภาลงมานั่งข้างล่าง ให้ประธานศาลฎีกาไปนั่งเปึนประธานที่ประชุมของวุฒิสภา แล้วก็ทำการอิมพีชเม่นท์ประธานาธิบดี ก็แค่นั้นเอง แต่ปกติเขายังไม่เคยมีการทดลอง เลยว่า มันมีการเกินกึ่งหนึ่งสักครั้งหรือเปล่า เพราะเขาถือว่า เมื่อถูกเข้าอิมพีชเมนท์แล้ว ส่วนใหญ่เขาจะตัดสินใจออกก่อน ลาออกก่อน เขาเคารพอย่างไรครับ แต่ของไทยนี้ อาจจําเปึ้นจะต้องถอดถอน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ใช้เกินกึ่งหนึ่งก็น่าจะพอ เพราะฉะนั้น ผมมีประเด็นที่จะนําเสนอ ที่จริงมีอีกเยอะครับ แต่ว่าเปึนคร่าว ๆ นะครับ รวมถึง การสรรหาก็ตาม กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระก็ตาม ผมก็มีข้อแตกต่างเยอะ แต่เปึน คร่าว ๆ ตัวอย่างนะครับ แต่อยากนําเรียนประเด็นที่ ๓ สุดท้าย ท่านครับ ที่อภิปรายกัน เยอะแยะมากมาย มันคือปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดินถูกควบคุม ไม่มี ประสิทธิภาพจนกระทั่งเหิมเกริม ทุจริต คอร์รัปชั่น ขายชาติ องค์กรอิสระล้มเหลว องค์กร อิสระใช้ไม่ได้ เพราะมันมีปัญหาเยอะแยะมากมาย จนกระทั่งเปึ้นองค์กรอิสระที่รับใช้ฝ์าย บริหาร ล้วนทั้งหมดก็ตามครับ ผมอยากพูดสั้น ๆ ว่า ที่มาทั้งหลายมีปัญหาต้นทาง ถ้าเรา ไม่แก้ต้นทางแล้วนะครับ จะแก้ปลายทางไม่ได้เลย ท่านมัวแต่มาวิ่งแก้นิ้วก้อย นิ้วนางที่ เปึ้นปลายทาง องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรืออะไรก็ตามนะครับ วิ่งมาแก้ฝ์ายบริหาร ก็ตาม หรือวิ่งมาแก้ฝ์ายตุลาการ คือตอนนี้มันหมดที่ไป หมดที่พึ่ง ก็เลยจะไปหันซ้าย หันขวา ก็เลยว่า พึ่งดีที่สุดน่าจะพึ่งศาลยุติธรรม เพราะฉะนั้นจึงเอาศาลยุติธรรมนี่นะครับ เข้ามาอยู่ในองค์กรต่าง ๆ มากมาย ล้วนเปึนการดูปลายทางทั้งสิ้น แต่ต้นทาง ต้นทาง คืออะไรครับ ท่านครับ ต้นทางคือการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตัวแทน พี่น้องประชาชนที่ เดินเต็มถนนเพราะอะไรครับ เพราะภาคตัวแทนไม่ทำงาน ภาคตัวแทนเมื่อกี้นี้ล้มเหลว ทั้งป้ ๖ ป้นี่ล้มเหลว มาจนกระทั่งป้ ๒๕๔๙ นี่ล้มเหลวจนกระทั่งไม่รู้จะทำอย่างไร ภาคประชาชนเลยเดินเต็มถนน เรียกว่า ภาคพลเมืองมาทำแทน ตัวการได้ออกมาแสดง บทบาทแทนตัวแทนแล้ว ด้วยตัวแทนล้มเหลว เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าเราทําตัวแทนให้มี คุณค่า มีคุณภาพดี ซึ่งเรายังไม่มีเวลาคุยกันให้ละเอียดนะครับ ผมเองก็จะไม่นำเสนอให้ ละเอียดในวันนี้ ในเรื่องภาคตัวแทน เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นเท่านั้นเองครับว่า ถ้าเราทําที่ ต้นทางให้ดี ภาคตัวแทนให้ดี เมื่อภาคตัวแทนดี ไม่เปึ้นสภาพี่ ไม่เปึนสภาน้อง ไม่เปึน ฯลฯ นะครับ ที่เกิดความเสียหายทั้งหมด เราแก้ที่ต้นทางให้ดีเสียก่อน ประชาธิปไตย ภาคตัวแทน มันจะทําให้ภาคพลเมืองซึ่งเราจะทําให้เข้มแข็งนั่นแหละ ต้องทําให้ เข้มแข็งไหม ต้องทำ แต่ว่าจะทำให้ภาคพลเมืองนั้นเบาแรงยิ่งขึ้น เพราะมีภาคตัวแทน เข้มแข็งให้ แล้วเมื่อมีภาคตัวแทนที่ดี มีคุณค่า และเข้มแข็งได้ ภาคตัวแทนนี่แหละครับ จะตั้งฝ์ายบริหารที่ดี มีคุณค่า คือรัฐบาลที่ดีและมีคุณค่า รัฐบาลที่ดีและมีคุณค่า โดย ภาคตัวแทนเข้าทำการควบคุม ตรวจสอบอีก ที่ดีและมีคุณค่า มันก็จะทำให้ดีไปด้วยกัน พร้อมกัน และขณะเดียวกันองค์กรอิสระที่มีปัญหา องค์กรอิสระมาจากไหนท่าน ก็มาจาก ภาคตัวแทนนั่นแหละที่เปึนคนเสนอไป ที่มีปัญหาภาคตัวแทนคืออะไร สว. เห็นไหมครับ แต่ก่อนนะครับ รัฐธรรมนูญก่อน คือ สว. เปึ้นคนคัดสรรให้ ก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น และ กรรมการสรรหาฯ ก็มีปัญหาทั้งสิ้น เขาเรียกว่า ส่วนเหล่านี้มีปัญหา มีอุปสรรค์ เพราะฉะนั้นถ้าเราทําที่ต้นทางให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ มันก็จะคลี่คลายปลายทางตามไป ด้วยครับ เปึ้นลำดับ ลำดับขั้นไป แต่รายละเอียดของการที่จะทำให้ต้นทางดีที่สุด ได้อย่างไร ผมคิดว่าต้องใช้เวลามาก ขอบคุณครับ
อย่างไรฝากท่านการุณช่วยแปรญัตติในสิ่งที่เห็นว่า มันควรต้องแก้ไขและไม่ถูกต้อง นะ ครับ ท่านวิทยา คชเขื่อน ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม กำนัน วิทยา คชเขื่อน ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ กระผมยอมรับว่า ภาพรวมดีนะครับ มีหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายไปแล้วนะครับ แต่ผมจะขออนุญาตสัก ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกนี่คือ ท่านอาจารย์พิเชียรพูดไปเมื่อกี้นี้ว่า เกี่ยวกับการปัองกันการ ซื้อเสียง ซึ่งเปึนสาเหตุที่ท่านการุณท่านก็บอกว่า ต้องแก้ที่ต้นของปัญหานะครับ แต่ว่า ไม่ได้มีในรัฐธรรมนูญ เพราะตัวต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ นี้มาจากการซื้อสิทธิ ขายเสียง แต่ว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้นะครับ
๒. ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องที่ซึ่งเปึนองค์กรใหญ่ในชนบท มีถึงแปดหมื่นหมู่บ้าน เจ็ดพันตำบล องค์กรกว่าสามหมื่นนะครับ แต่ว่าถูกบรรจุใน รัฐธรรมนูญเพียงนิดเดียว แทบจะหลุดโลกไปเลย ขออนุญาตจะอ่านนิดหนึ่งนะครับ มาตรา ๗๗ (๒) จัดระบบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ให้มีข้อบเขตอํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจน เหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ สนับสนุนให้จังหวัดเปึ้นตัวแทนของรัฐในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด โดยมีงบประมาณ เพื่อดำเนินการให้เปึ้นไปตามแผ่นดังกล่าว รวมทั้งกำกับดูแลองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ นิดเดียวครับ แตะนิดเดียวในส่วนภูมิภาคนะครับ ซึ่งหลาย ๆ คนในส่วนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเปึนองค์กรใหญ่ของประเทศก็ท้วงติงมาว่า นิดเดียวนี่มันจะหมายรวมถึงท้องที่หรือเปล่า หรือส่วนภูมิภาคนี่มันไกลเกินไป ก็ขอฝากให้ เปึนข้อสังเกตสำหรับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ คือ มาตรา ๖๐ จริง ๆ แล้วมาตรา ๖๐ นี่มีในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ไม่ได้ถูกยกขึ้นมาในการปฏิบัตินะครับ คือ ผลในทางปฏิบัติไม่มี คือมีระบุไว้ แต่ว่าเวลาลงไปทําจริง ๆ แล้วไม่ได้ทํา ก็เปึนข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า เมื่อรัฐสภาเข้ามาทํา หน้าที่ เมื่อ สส. เข้ามาทำหน้าที่แล้ว ถ้าหากไม่ยกมาตราเหล่านี้ขึ้นมา มันก็จะไม่เปึ้นผล ไม่มีประโยชน์ที่จะเขียนไว้นะครับ ขอฝากเปึ้นที่สังเกตสําหรับท่านประธานและ กรรมาธิการยกร่างฯ ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอให้ถามนะครับว่า มาตรานี้ไม่ชัดอย่างไร ทำไมถึงเขียนอย่างนี้ ท่านจะได้ ตอบได้นะครับ ท่านสมเกียรติครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ครับ ก็พยายามที่จะยกมือข้อการปรึกษาหารือกับท่านประธานหลายครั้ง แต่บังเอิญว่าคิว (Queue) คงยาวไปหน่อย คืออยากจะถามจริง ๆ ว่า วันนี้พวกเรามานี้ มาเสนอความคิดเห็นของประชาชน หรือเสนอความคิดเห็นของตัวเองนะครับ ซึ่งมัน เปึ้นสิ่งที่วันนี้เราน่าจะมาเสนอความคิดเห็นของประชาชนที่เขาส่งมาจากเรา เข้าสู่คณะกรรมาธิการ แล้วมันไม่มีปรากฏในรัฐธรรมนูญ เราค่อยมาสอบถามกัน ส่วนอ้ายการที่จะเสนอความคิดเห็นของพวกเราเองนี่ มันน่าจะเปึนเรื่องของการแปรญัตติ ในโอกาสต่อไป
ผมติงไปแล้ว พยายามควบคุมตรงนี้ให้ด้วย
ผมพยายามอยู่นะครับ แต่บังเอิญท่านประธาน ติงไปแล้ว ก็กราบขอบพระคุณครับ วันนี้ผมก็คงจะต้องเอาเรื่องที่ผมไปรับฟังความคิดเห็น ในภาคกลางของผม โดยเฉพาะ ๖ จังหวัด ตั้งแต่ตราด จันท์ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ มาสอบถามไปยังท่านประธาน ผ่านไปท่านกรรมาธิการนะครับ เมืองใหญ่ ๆ เกือบทุกเมือง เขตใหญ่ ๆ เกือบทุกเขตที่ไปรับฟังความคิดเห็น เขาอยากจะ เห็นว่า รัฐวิสาหกิจไม่น่าจะมีการแปรรูปนะครับ ไม่น่าจะมีการแปรรูป ก็คือ ห้ามการแปรรูป เขาอยากเห็นอย่างนั้น แต่ในประเด็นที่ รัฐธรรมนูญมันปรากฏออกมานะครับ ก็มีอยู่ในมาตรา ๘๓ นะครับ แนวนโยบายด้าน เศรษฐกิจแห่งรัฐนะครับ มาตรา ๘๓ (๑๑) ค่อนข้างที่จะดูแล้วหมิ่นเหม่มากครับ เพราะกรณีที่เราคัดค้านการแปรรูปกันนี่ ทุกคนบอกว่า ไม่อยากให้การนําเอารัฐวิสาหกิจ เข้าสู่การซื้อขายในตลาดนะครับ เพราะอันตราย ซึ่งเราพยายามจะบอกกันหลายหน แล้วว่า สมบัติของชาติถ้าเผื่อเอาไปสู่กระบวนการซื้อขายแบบนี้ อีกหน่อยชาวต่างชาติ ก็คงจะมาเปึนเจ้าของทรัพย์สมบัติของชาติได้นะครับ มาตรา ๑๑ เขาบอกอย่างนี้ครับ มาตรา ๘๓ (๑๑) จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเปึ้นต่อการดำรงชีวิตของ ประชาชน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐในทางเศรษฐกิจ และต้องใช้ ความระมัดระวัง นะครับ ขีดเส้นใต้ไว้นะครับ และต้องใช้ความระมัดระวังในการกระทําใด อันอาจทำให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเปึนต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอยู่ใน ความผูกขาดของเอกชน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ นะครับ ก็เมื่อวันที่ ๒๗ ๒๘ ผมไปมาที่จังหวัดจันทบุรีนะครับ เขาก็บอกว่า คำว่า ระมัดระวัง นะครับ ท่านประธาน ครับ ฝากไปถึงกรรมาธิการด้วยครับ ระมัดระวังนี่มันมีขีดลักษณะแบบไหน ระมัดระวัง แค่ไหน อย่างไร ถ้าเผื่อเปึนไปได้นะครับ เขาบอกมาว่าเปึนไปได้ มันน่าจะผ่านความ เห็นชอบของสภาครับ เขาฝากมานะครับ เกี่ยวกับเรื่องรัฐวิสาหกิจครับ เรื่องที่ ๒ ครับ ท่านประธานครับ เปึ้นเรื่องที่ขณะนี้มีปัญหารุนแรง โดยเฉพาะทาง ๖ จังหวัดที่ผมได้ นำเรียนเมื่อกี้ เกี่ยวกับเรื่องทางด้านเกษตรครับ ผลิตผลทางด้านเกษตร ขณะนี้ก็เห็นกัน ชัด ๆ นะครับ ทุเรียน เงาะ ผลไม้ประจำภาค ขณะนี้ราคาตกต่ำมาก แล้วเขาก็ไม่รู้จะไป ร้องให้ใครมาช่วยเขาแล้วครับ ไปที่ไหนก็ตันตลอดทุกป้ แล้วมีปัญหาหมุนเวียนมาอย่างนี้ ตลอด ถึงเวลาแล้วผลไม้เขา ผลิตผลที่ออกมาแล้วราคาตกต่ำมาก เขาอยากเห็นองค์กร ที่มาเปึ้นผู้ดูแลเขา พึ่งพาอาศัยได้ เขานำเสนอมาอย่างนี้ครับ ท่านครับ เขานำเสนอให้ตั้ง องค์กรขึ้นมาอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งเปึนองค์กรอื่น ๆ นะครับ เสนอมาเปึนองค์กรอื่น ๆ ตาม รัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญก็บอกว่า มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มี กกต. มีผู้ตรวจการ แผ่นดินรัฐสภา มี ปปช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นั่นตามรัฐธรรมนูญนะครับ แต่องค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ๓ อันที่เสนอมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ คือ องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอันที่ ๔ เขาอยากเห็น สภาเกษตรกรของเขาครับมาปรากฏอยู่ในนี้ แต่บังเอิญ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือว่าแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ มาตรา ๘๓ (๙) เขาบอกว่าอย่างนี้ครับ คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและ การตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการร่วมกลุ่ม ของเกษตรกร นะครับ ของเดิมนะครับ เพื่อวางแผนการเกษตร และรักษาผลประโยชน์ ร่วมกันของเกษตรกร อันนี้ถ้าเผื่ออ่านเสร็จปุ็บเราก็น่าจะดูดี เขาบอกไม่พอ อย่างนี้ไม่พอ เพราะเมื่อไรจะเกิดเปึ้นรูปธรรม เขาขอเติมหน่อยได้ไหมครับว่า คุ้มครองและรักษา ผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้รับ ผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการร่วมกลุ่มของเกษตรกรโดย โดยนะครับ ให้มีสภา เกษตรกรโดยเร็ว เพื่อวางแผนการเกษตร และรักษาผลประโยชน์รวมกันของเกษตรกร นะครับ เขาฝากการรับฟังความคิดเห็นของภาคเรามาผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการนะครับ ถ้าเผื่อช่องไหนทั้ง ๒ ทางนี้มีโอกาสที่จะดำเนินการให้เขาได้ ท่านประธานช่วยเมตตาด้วยครับ ประเด็นที่ ๓ ครับ ผมใช้เวลาไม่มากครับ เรื่องแรงงานนะครับ อันนี้เขานำเสนอมาสิบสามสิบสี่ประเด็น แต่ว่าประเด็นหนึ่งที่เขา อยากเห็นมาก ๆ ตอนนี้ก็คือ เรื่องแรงงานขอให้มีโอกาสในการทำหน้าที่ในการเลือกตั้ง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เขาขอโอกาสในการไปทําหน้าที่ ทําอย่างไรครับ ขณะนี้เขา เปึ้นคนงานที่มาทำงานตามจังหวัดต่าง ๆ อย่างเช่น สมุทรปราการ บางปะอิน อยุธยา ทางภาคกลางทั้งหลายแหล่ เขามาทำงานที่นี่ แล้วเขาก็มีสำมะโนครัวอยู่ที่เดิม จังหวัด บ้านเกิด ถึงเวลาแล้วเขาต้องเดินทางกลับไปที่บ้านเกิด เพื่อทำการเลือกตั้งตามหน้าที่นี้ เขาขอครับ ก็ในเมื่อเข้ามาอยู่ในจังหวัด สมมุติว่าสมุทรปราการ อยู่โรงงาน อยู่จังหวัด สมุทรปราการ มันก็มีทะเบียนอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการอยู่แล้ว เขาขอเลือกตั้งที่เขตที่ เขาทำงานได้ไหมครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการด้วยนะครับ นี่คือความ คิดเห็นที่คร่าว ๆ ในจุดที่ผมไปรับฟัง ซึ่งประเด็นอื่น ๆ นี้ คนอื่นก็ได้อภิปรายไปแล้ว สำหรับช่วงนี้ผมขอแค่นี้ครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านก็อย่าลืมแปรญัตติมาด้วยนะครับ อย่าฝากอย่างเดียวนะครับ ท่านสมยศนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผม สมยศ สมวิวัฒน์ชัย สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ กระผมขอสั้น ๆ นะครับ ไม่มากนะครับ ในประเด็นที่ว่า การรับฟังเท่าที่ ผ่านมา ในสองสามวันที่ผ่านมา หลังจากที่ยกร่างได้มีการจัดพิมพ์เรียบร้อยแล้ว มีประเด็นที่ผมได้พยายามที่จะสรุปมาว่า ประเด็นที่ได้รับความสนใจ และมีการพูดคุย กันมาก แล้วก็คิดว่า กรรมาธิการยกร่างฯ คงจะต้องให้เวลา แล้วก็พิจารณาเปึนกรณี พิเศษ มีอยู่ประมาณสักเจ็ดประเด็นที่สำคัญนะครับ ประเด็นที่ ๑ เรื่องของที่มาของ สว. ที่ว่ามาจากการสรรหา ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้เยอะมาก รับฟังมาเยอะ เท่าที่รับฟังมา คิดว่า ควรที่จะมีการผ่านกระบวนการเลือกตั้ง และมีคำถามเพิ่มเติมขึ้นว่า ถ้าหากว่ามี การสรรหาแล้วค่อยมาเลือกตั้งด้วยอีกครั้งหนึ่งตามมา จะมีความคิดเห็นเปึ้นอย่างไร ประเด็นนี้ได้รับความสนใจมาก มากกว่าการที่ให้เลือกตั้งโดยตรงแบบเหมือนกับ สส. นะครับ
ท่านสมยศครับ ผมขอเปึนว่าท่านอย่าซ้ำประเด็นได้ไหมครับ เพราะว่าเรื่องประเด็นเหล่านี้ ท่านอื่นก็พูดไปแล้วนะครับ
ครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน
แล้วท่านก็มีสิทธิจะแปรญัตติ คืออยากให้ท่านถามกรรมาธิการว่า ท่านไปฟังมาแล้วทําไม เปึ้นแบบนี้ ท่านฟังมาอีกอย่างหนึ่ง อะไรอย่างนี้นะครับ อย่างนั้นถ้าประเด็นเนื้อหามันก็ อยู่ในเรื่องที่ว่า สิทธิของเรา ก็คือกรรมาธิการเขาก็ทําหน้าที่ของเขา ของเราก็มีหน้าที่ แปรญัตติ ถ้าเขาทําไม่ถูก หรือเขียนมาแล้วบัญญัติไม่ถูก เขียนไม่ชัดเจน อย่างคําอธิบาย นี่นะครับ ผมว่ามันจะตรงประเด็นกับที่เราประชุมกันนะครับ ขอเปึ้นอย่างนี้
ครับ คงจะไม่ยาวหรอกครับ เพราะว่า เนื่องจากว่า อยากจะสะท้อนในลักษณะว่า ท่านอื่น ๆ มีความเห็นตรงกับเราหรือไม่ นะครับ เพราะว่าถ้าหากว่าได้รับฟังแค่ ๑ คน หรือ ๒ คน ก็อาจจะไม่ได้ทราบถึงว่าความ
คือวันนี้นะครับประชุม เพื่อจะให้กรรมาธิการชี้แจงว่า ร่างที่กรรมาธิการไปทํามาแล้วมี เนื้อหาสาระอย่างไร ประการที่ ๑ คือสมาชิกจะได้เข้าใจ เพื่อจะได้แปรญัตติ สงสัย ตรงไหนนี่นะครับ ไม่ชัดเจน หรือเห็นว่าทําไปแล้วไม่ถูก ก็ทักท้วงได้ ประการที่ ๒ กรรมาธิการยกร่างฯ ชี้แจงวันนี้ ก็เพื่อประชาชนทั้งประเทศได้เข้าใจว่า เนื้อหาสาระที่ไป ยกร่างมาแล้วประชาชนคิดอย่างไร พอเวลาเอาร่างนี้ไปเผยแพร่นะครับ ประชาชนเขาจะเสนอความคิดเห็นกลับมา หรือถ้าเวทีไหนที่ประชาชนเขาเห็นเปึน อย่างอื่น เขาก็จะเสนอกลับมา มันก็จะเปึนรูปธรรม นี่คือเจตนาที่ประชุมในวันนี้ ถ้าท่าน เห็นว่าตรงไหนไม่ชัดเจน อยากให้กรรมาธิการอธิบาย มันก็จะได้มีประเด็น ถ้าท่านเสนอ เปึนประเด็นนะครับว่า ไปฟังมาแล้ว ผมอยากให้เขียนอย่างนี้ ท่านเสนออย่างไรมันก็ทํา อะไรไม่ได้ อยากให้เข้าเนื้อครับ
ขอบคุณท่านประธานนะครับ ก็คงไม่ใช่เปึน การว่า เสนอเพื่อที่จะให้ข้อแก้ไขนะครับ คือเสนอเพื่อที่จะเปึนประเด็นที่ว่า ได้รับทราบ ประเด็นที่เปึ้นสาระที่มันสำคัญ เพื่อจะได้รับทราบนะครับ ผมขอสั้น ๆ นะครับ ก็คือว่า ประเด็นที่ ๒ ก็เปึ้นเรื่องของประเด็นพระพุทธศาสนาที่เปึ้นที่ทราบกันดีนะครับ ประเด็นที่ ๓ ก็เปึนประเด็นของมาตรา ๖๘ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเมื่อมีการวิกฤติของชาติ นะครับ ประเด็นที่ ๔ ก็เปึนเรื่องของการเลือกตั้ง เปึน ๓ คน รวมเขต อะไรอย่างนี้นะครับ ประเด็นที่ ๕ ก็ประเด็นที่ มาตรา ๒๙๙ ในเรื่องของการนิรโทษกรรม อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ สําคัญนะครับ ที่ผมได้รับฟังมา เปึนประเด็นที่สําคัญ ๕ ประเด็นหลักก็แล้วกันนะครับ ประเด็นรอง อันนี้ก็็ค่อยไปพูดกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ส่วนในข้อคิดเห็นในส่วนที่มีการ พูดคุยกัน และรับฟังกันมานี่ว่า การร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ซึ่งเปึนโอกาสดีที่จะมีความ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีขึ้น ก็มีความเปึนห่วงกันเยอะนะครับ ฝากมาบอกว่า อยากจะเห็น ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และมีความเปึ้นห่วง มากว่า การเลือกตั้งจะเข้ารูปแบบเดิม ได้ สส. มา ไม่ต่างจากเดิม และมีรูปแบบในการตั้ง รัฐบาล ซึ่งตอนนี้อาจจะคาดเดากันว่า อาจจะเปึนรัฐบาลผสม ซึ่งก็มีความเปึ้นห่วงว่า ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาจากการสร้างใหม่นั้น แล้วก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงทาง การเมือง ก็อาจจะทําให้ไม่มีสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้นะครับ สําหรับ จุดที่มีส่วนเปลี่ยนแปลง อันนี้เราเปึ้นที่ทราบดีนะครับ อันนี้ผมก็พูดสักนิดหนึ่งก็แล้วกัน นะครับว่า สิทธิส่วนในภาคพลเมือง ภาคประชาชน อันนี้ดีมาก จนกระทั่งบางคนเริ่มมีการ พูดว่า รัฐบาลอาจจะทำงานได้ยากมากขึ้นนะครับ หรือถ้าในหมวดของการตรวจสอบนี่ ก็ดีมาก อันนี้ก็เปึ้นเรื่องซึ่งหน้าแน่น ก็มีข้อดีเยอะนะครับ ผมก็สรุปสั้น ๆ อย่างนี้นะครับว่า มีประชาชนจำนวนมากมีความเห็นว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทิศทางในทางการเมืองที่ดีขึ้น จากการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ก็จะมีความสุขมากนะครับ อันนี้ก็ฝากเอาไว้ว่า ถ้าหาก ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงของบางมาตรา อะไรต่าง ๆ นี้ ก็คิดว่า คณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ก็น่าที่จะรับพิจารณา ถ้าหากว่ามีความเปลี่ยนแปลง มันจะมีความยากอยู่ นิดหนึ่งว่า ประชาชนนั้นถ้ามีความเปลี่ยนแปลงมาก ๆ ก็จะต้องอธิบายความกันมาก ก็คงจะต้องหาวิธีในการอธิบายความ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ อาจารย์เกียรติชัย คุณหมอธีรวัฒน์ คุณมนตรี ท่านอาจารย์เกียรติชัย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ และท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพครับ กระผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ สมาชิก สสร. ครับ ผมคงไม่ใช้เวลามาก ด้วยเหตุว่า หลาย ๆ ท่านได้พูดในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่า วันนี้เปึนแต่เพียงการเสนอความเห็นที่ อยากจะให้ท่านคณะกรรมาธิการร่างฯ นําไปพิจารณาในการที่จะแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ผมจะ ไม่นำเอารายละเอียดซึ่งผมอยากจะเสนออะไร จะไปว่ากันเปึนเรื่องเปึนราวเลยทีเดียว ในการแปรญัตติ หรือว่าในการที่จะเสนอให้ปรับเปลี่ยนอะไรในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็คงจะทํากันอีกในกระบวนการอีกกระบวนการหนึ่ง การแก้ไขทั้งหลายนั้น ผมอยากจะพูดถึงภาพรวมให้เห็นว่า ในที่สุดแล้วหากจะเปึน การเสนอ เพื่อที่จะให้แก้ไข เพื่อที่จะให้ปรับปรุงอะไรใน ๒๙๙ มาตรา ยกร่างแรกที่เกิดขึ้น แล้วนี้ ก็คงจะเปึนการเสนอ เพื่อให้แก้ไขเปึนไปตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ เปึนไป ตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่ได้แสดงออกให้เราไปเก็บรวบรวมความคิด ความเห็นเหล่านี้มา นี่คือการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนจริง ๆ ในกระบวนการที่ เราทำอยู่ และนี่เปึนเจตนารมณ์จริง ๆ ที่พวกเรามุ่งกระทำ ผมพูดอย่างนี้ด้วยเหตุว่า ผมคิดว่า เรามีอินเทกกริตี (Integrity) มีความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ มั่นคงในหลัก หิริโอตัปปะ ที่จะทำสิ่งที่ถูก ที่ควร ที่ดี เสนอให้กับบ้านเมือง ฉะนั้นพูดอย่างนี้เพราะเหตุว่า ขณะนี้บรรยากาศมันเปลี่ยนไป เราเริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะเข้ามาปรับปรุง แก้ไขร่าง รัฐธรรมนูญ ให้ได้สิ่งซึ่งจะเปึนหลัก เปึนเกณฑ์ที่ดีขึ้นสำหรับประเทศของเรา เกิดจาก บรรยากาศของความคิดเห็นที่หลากหลาย แล้วเราก็ได้สร้างกลไกต่าง ๆ คณะกรรมาธิการ ต่าง ๆ เพื่อที่จะไปรวบรวมความคิด ความเห็นเหล่านี้มาปรับ มาแก้ มาเขียน มาร่างให้มัน เกิดสิ่งซึ่งดีกว่าเสนอให้กับประชาชน สภาพเหล่านี้มันเปลี่ยนไปอย่างน่าเปึ้นห่วง เปึนกังวลมาก ซึ่งผมอยากจะบอกพวกเราว่า อย่าได้หวั่นไหว สภาพการณ์ของบรรยากาศ ที่เปลี่ยนไปจากความคิดที่หลากหลาย แล้วเราพยายามรวบรวมความคิดเห็นของ คนส่วนใหญ่ เพื่อที่จะมาใช้ในการปรับร่างรัฐธรรมนูญของเราคราวนี้ มันกลับปรับเปลี่ยน ไปในลักษณะที่เปึ้นบรรยากาศของการเรียกร้อง กดดัน ข่มขู่ แล้วก็สร้างบรรยากาศของ ความกลัว ผมอยากจะเตือนว่า เราจะต้องไม่หวั่นไหวกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น หรือทำ สถานการณ์เหล่านี้ให้เกิดขึ้น เราจะไม่ร่างรัฐธรรมนูญเสนอให้กับประชาชนภายใต้ภาวะ ของบรรยากาศที่ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความหวาดเกรง หวาดกลัวเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เรายังจะยึดมั่นในหลักเกณฑ์ที่หากจะต้องปรับเปลี่ยน เราจะปรับเปลี่ยนไปตามความคิด ความเห็นส่วนใหญ่ของคนในประเทศที่เราไปรวบรวมความคิดเห็นเรามา ผมคิดว่า นี่เปึน หลักซึ่งเราจะยึดมั่น ไม่ว่าเราจะเสนอความเห็นเหล่านี้ในมาตรา ในรายละเอียดต่าง ๆ อย่างไรก็ตามในอันที่จะปรับแก้ ถึงเวลาที่จะแก้ เราจะแก้ตามเสียง ตามความต้องการ ของความคิดเห็นส่วนใหญ่ ของความต้องการของคนส่วนใหญ่ ของประชาชน ไม่ใช่ของ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ใช้แรงกดดัน ข่มขู่ หรือสร้างบรรยากาศของความกลัว เดี๋ยวนี้อารมณ์ ของสังคมไทยมันบอกไม่ถูก มันไม่เอาอะไรสักอย่าง ม็อบ (Mob) ก็ไม่ชอบ เพราะมันจะ วุ่นวาย รัฐบาลขิงแก่ก็ไม่ชอบ คมช. ก็ไม่ชอบ รัฐประหารไม่ชอบ รัฐธรรมนูญก็จะไม่เอา ตกลงจะเอาอะไร ไม่ว่า แต่เราจะทําสิ่งที่ดีที่สุดบนหลักการ ซึ่งเปึนอินเทกกริตีของพวกเรา บนความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ ที่เราจะทำสิ่งที่เปึนไปตามความต้องการของประชาชน ออกมา รับ ไม่รับไม่ว่า มาว่ากัน ว่ากันในกระบวนการนั้น ผมไปในหลาย ๆ ที่มาแล้ว ก็บอก ก็เล่าอย่างนี้ว่า เราจะทําสิ่งที่ดีที่สุดที่เปึนไปตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ซึ่งเราได้รับมา ไม่ใช่ภายใต้ภาวะกดดันของใคร หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเปึนกลุ่มใดซึ่งได้แสดงออกอย่างน่าเกลียด หรือว่าน่าเปึนกังวลก็ตาม ผมบอกอย่างนี้ ผมจะไม่พูดมาก เพราะว่าเรายังมีเรื่องที่เราต้องทํากันอีกเยอะ แก้ไขก็ไป แก้ไขให้เปึนเรื่องเปึนราวกันจริง ๆ จัง ๆ ผมบอกกับทุกที่ทุกแห่งที่ไปว่า เปึนสิทธิของท่านที่ จะต้องตัดสินใจ เราจะทำสิ่งที่ดีให้ท่าน เราตัดสินใจอย่าไปอยู่ภายใต้ภาวะการกดดัน ซึ่งชักจูงท่านไปในทางซึ่งทำให้การตัดสินใจของท่านขาดความเปึนอิสระ ผมบอกว่า ถ้า ไม่เลือกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็จะมีคนเลือกรัฐธรรมนูญให้ ไม่เห็นชอบ ก็รอรัฐธรรมนูญใหม่ เห็นชอบ ก็จะได้เลือกตั้งเร็ว แล้วจะได้กลับไปเปึนประชาธิปไตย และแก้ไขข้อบกพร่อง ข้อล้มเหลว รัฐธรรมนูญอาจจะดีหรือเลว ไม่ใช่เปลวเพลิงเผาผลาญกัน วันนี้ไม่มี รัฐธรรมนูญ บ้านเมืองวุ่น ยื้อแย่งแข่งขัน ประชามติคราวนี้ต้องยืนยัน ต้องมีวัน มีรัฐธรรมนูญกันเสียที เสียเวลากันมามากครับ ถึงเวลาแล้วครับ แล้วเราจะยืนอยู่บน หลักการที่อยู่เคียงข้างประชาชน ความเห็นส่วนใหญ่ของประชาชน ความต้องการ ส่วนใหญ่ของประชาชน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราทั้ง ๑๐๐ ท่าน สสร. จะทำเพื่อแก้ไข ภาวการณ์ที่เปึนอยู่ให้ดีขึ้นในอนาคตของบ้านเรา ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป คุณหมอธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง สสร. หมายเลข ๐๓๑ ครับ และกราบเรียนท่านประธานยกร่างฯ และกรรมการยกร่างฯ และสมาชิกสภาร่างฯ ตลอดจนท่านผู้ชมทางบ้านนะครับ เกี่ยวกับ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่า เปึ้นร่างรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะว่าเมื่อป้ ๒๕๔๐ ผมเปึ้นส่วนหนึ่ง เปึ้นสมาชิกสภาร่างฯ เมื่อป้ ๒๕๔๐ ด้วย ผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้น เราเป่ดศักราชใหม่สําหรับมิติของรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ มีสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนมากมาย แล้วก็กลไกต่าง ๆ นั้นเราก็ได้พัฒนาไปตามสภาวะที่เปึนอยู่ ณ เวลานั้น แล้วก็ ณ เวลานี้เวลาเปลี่ยนแปลงไป ผมเห็นในร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ แล้ว ได้จัดหมวดหมู่เรื่องสิทธิอะไรต่าง ๆ ออกมาชัดเจน และกลไกการที่จะให้เกิดสิทธินั้น เปึ้นจริงขึ้นมาทันที แล้วก็เกี่ยวกับกลไกทางด้านการเมืองนั้น ก็ได้ปรับปรุงแก้ไขให้รัฐบาล มีเสถียรภาพลดลงเกี่ยวกับเรื่องการใช้อํานาจอะไรต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นั้น เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ดีในระดับที่เราคิดกันได้ในขณะนี้ แต่ส่วนที่ ผมไปรับฟังความคิดเห็นมานะครับ ก็มีหลายส่วนที่ทางท่านยกร่างฯ ได้นําเข้าไป เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญนี้ ยืนยันครับว่า เปึนการรับฟังจากประชาชน แล้วก็นํามา แล้วเนื่องจากเวลามีไม่มากนะครับ ผมจะขอสรุปสั้น ๆ นิดหนึ่งว่า อย่างสิ่งที่เราไป รับฟังมา เนื่องจากปัญหาของการเมืองฟือนเฟ๊ะ เราก็ได้มีเขียนสภาพัฒนาการเมืองขึ้นมา อันนี้ผมคิดว่า เปึ้นสิ่งที่ดีมากในรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อจะแก้ให้ตรงจุด ส่วนที่มีจุดบกพร่อง เกี่ยวกับเรื่องทางการแพทย์ ที่คุณหมอทั้งหลายได้ถูกฟัอง ถูกอะไรกันเยอะแยะ แล้วก็ได้มี การบรรจุเข้าไปแล้ว แต่มีข้อบกพร่องตรงจุดที่ว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวดที่ ๕ ส่วนที่ ๔ ในนั้นบอก แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม และวัฒนธรรม แต่ขาดตรง สาธารณสุข ไป เพราะในมาตรา ๗๙ รัฐต้องดําเนินตามแนวนโยบายด้านสังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ผมอยากให้เติมคำว่า สาธารณสุข เข้าไปด้วย เพราะใน (๒) นั้น ของมาตรา ๗๙ ให้ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสร้างสุขภาพ อันนําไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน ของประชาชน รวมทั้งจัด และส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชนมีส่วนร่วมด้วย ทางด้าน สาธารณสุขครับ คือ (๒) แล้วมาตรา ๗๙ นี้ มันไปอยู่ในส่วนที่ ๔ ซึ่งไม่มีคําว่า สาธารณสุข เพราะฉะนั้นมันตกตรงนั้นไป ผมขอให้ยกร่างฯ ได้พิจารณาเพิ่มเติมให้ด้วย นะครับ
คุณหมอครับ ผมก็ไม่อยากเบรก (Brake) นะครับ คืออยากให้รายละเอียดของคุณหมอไป เปึ้นส่วนของการแปรญัตตินะครับ
ครับ อันนี้ขอเพิ่มเติมนิดหน่อยได้ไหมครับ อันที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องพาณิชยนาวี ตอนที่ผมอภิปรายไปนั้น เรื่องพาณิชยนาวีเปึน สิ่งสำคัญมาก สำหรับทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอให้ยกร่างฯ พิจารณาดูอีกทีนะครับ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะยุคนี้เปึนยุคไอที (IT- Information Technology) และต่อมาเปึนยุคการคมนาคมครับ เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาด้วยนะครับ แล้วก็ ส่วนอย่างอื่นนะครับ ก็มีสภาเกษตรกรที่ผมได้รับฟังมา และพุทธศาสนาเปึนศาสนา ประจำชาตินะครับ และเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น ท้องที่ครับ ผมอยากขอให้พิจารณาด้วยว่า ถ้าเปึนไปได้ ในมาตรา ๗๗ (๓) อยากจะให้เติม แบบบูรณากันระหว่างท้องถิ่นและท้องที่ นะครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ก็เกรงใจท่านสมยศนะครับ เพราะเมื่อกี้ก็พยายามบอกว่า ท่านอย่าพูด ในรายละเอียดนะครับ ทีนี้ถ้าพวกเราพูด ก็กลายเปึ้นเรามาแปรญัตติในสภากันไปหมด นะครับ คุณมนตรี คุณสวิง และผู้ว่าสุรพลนะครับ คุณมนตรีเชิญครับ มีไหมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ คณะกรรมการยกร่างฯ ผู้ทรงเกียรติ เพื่อนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมจะไม่พูดเรื่อง สมาชิกวุฒิสภาและเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่มาที่ไปก็ไว้ในเรื่องของการ แปรญัตติในโอกาสต่อไปของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ วันนี้ผมก็จะพูดถึง เรื่องของหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น มีทั้งหมด ๙ มาตรานะครับ ตั้งแต่ มาตรา ๒๗๒ ถึง ๒๘๑ ภาพรวมนะครับ ผมเองก็ต้องขอชมเชยคณะกรรมการยกร่างฯ นะครับที่ได้ให้ความสําคัญกับท้องถิ่นมาโดยตลอดนะครับ และในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พี่น้องชาวท้องถิ่นทุกคนก็คงจะพึงพอใจ แล้วก็ยินดีกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ผมอยากจะใช้สถานที่แห่งนี้และเวทีแห่งนี้ผ่านไปยังกรมประชาสัมพันธ์ ทีวี (TV – Television) ช่อง ๑๑ นะครับ ถ่ายทอดเผยแพร่ไปยังพี่น้องชาวท้องถิ่นทั่วประเทศว่า ทุกท้องถิ่นน่าจะปักปัายรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสําคัญกับท้องถิ่นอย่างมากมาย อย่างกว้างขวางด้วย นะครับ ไม่ว่าจะเปึ้นอิสระในการบริหารนะครับ และการกระจายอํานาจ แล้วก็เรื่อง ของวาระนะครับ โดยการไม่มีกำหนดวาระนะครับ ฉะนั้น พี่น้องชาวท้องถิ่นก็คงจะ ปรารถนาดีอย่างผมด้วย แล้วก็ปรารถนาดีร่วมกับ สสร. ในสถานที่แห่งนี้ทุก ๆ ท่าน นะครับ ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผมเองฐานะที่มาจากท้องถิ่น ก็ยินดีอย่างยิ่งกับ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ใช้ความพยายาม ความสามารถ ความรู้ที่ท่านมีทั้งหมด เอามาใช้ในเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่ออ่านดูในหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ฉบับนะครับ หรือว่าติดตามข่าวจากจอทีวีหลาย ๆ ช่องนะครับ ก็เห็นว่า มีนักการเมือง หลาย ๆ ท่านนะครับ ว่าที่ สส. บ้าง ว่าที่รัฐมนตรีบ้าง ออกมาไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ พยายามจะคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ตลอดเวลา นั่นก็หมายถึงบุคคลกลุ่มนั้น อย่างที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ท่านได้กล่าวไปแล้ว เปึ้นบุคคลประเภทไหน ผมก็ไม่ทราบ รัฐธรรมนูญจะไม่รับ อะไรก็ไม่เอาทั้งนั้น คัดค้านทุกเรื่อง ก็ดีเหมือนกัน นะครับถ้าเปึนอย่างนั้น ผมก็ปรารถนาดีอยากจะให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ได้ใช้อํานาจอย่างเต็มที่ในโอกาสต่อไปบ้างนะครับ เพราะว่าพวกคนกลุ่มนี้นะครับ ไม่ว่าจะเปึน สส. เก่า หรือว่ารัฐมนตรีเก่า พวกนี้น่าจะมีอะไรบ้างสิ่งบางอย่างอยู่ในใจก็ได้
เอาในสภาเราก่อนดีกว่าไหมครับ เดี๋ยวมันจะไปไกลครับ
ก็ต้องพูดถึงบ้างครับท่านประธาน ถ้ามิเช่นนั้น พวกนี้เอาอีก ขึ้นมาอีก จะคว่ํารัฐธรรมนูญบ้าง อะไรบ้างนี่ ผมว่าที่จะโดนคว่ํานี่น่าจะเปึ้น พวกนี้มากกว่านะครับ พวกอดีต สส. อดีตรัฐมนตรีบางท่านครับ บางท่านนะครับ ไม่ใช่ ทุก ๆ ท่านนะครับ ผมเองก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานนะครับ ขอบคุณเพื่อนสมาชิก ทุกท่าน ขอขอบคุณคณะกรรมการยกร่างฯ นะครับ ขอบคุณมากครับ ผมใช้เวลา เพียงแค่นี้นะครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ คือเวลาผมไม่ได้จำกัดนะครับ ท่านพูดเนื้อหาสาระเต็มที่นะครับ แต่ขอให้อยู่ ในเนื้อหาที่ควรจะเปึนนะครับ ท่านสวิ่งครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ ผมมีอยู่สองสามประเด็นนะครับ ที่คิดว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการร่างฯ อาจจะยังไม่ค่อย ชัดเจน หรือว่าค่อนข้างจะเหนียม ๆ ไปสักหน่อยในแง่ของการที่จะทำเรื่องนี้นะครับ ผมคิดว่า สิ่งที่เราไปรับฟังประชาชนมา แล้วก็ไปสร้างคำมั่นสัญญากับประชาชนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปึ้นรัฐธรรมนูญฉบับกินได้ หรือประชาธิปไตยที่กินได้ แต่ว่า หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางด้านเศรษฐกิจของประชาชน หรือเศรษฐกิจรากฐานของ ประชาชนนี่นะครับ ผมคิดว่าเรายังไม่หนักแน่นพอนะครับ มีอยู่สองสามเรื่องนะครับ ซึ่งผมคิดว่าที่จะตั้งเปึนข้อสังเกต เพื่อที่จะได้ซักถาม รวมทั้งที่จะนำไปสู่การแปรญัตติ ต่อไปนะครับ
ประเด็นแรก ผมคิดว่าสิ่งที่เราก้าวหน้าไปกว่าป้ ๒๕๔๐ ซึ่งผมคิดว่า ก็ค่อนข้างใช้ได้นะครับ ก็คือเรื่องของการเขียนคําว่า ปฏิรูปที่ดิน ลงไปนะครับ แทนคําว่า การจัดรูปที่ดิน ในป้ ๒๕๔๐ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญนะครับ เพราะว่าปัจจัย การผลิตของประชาชนตอนนี้นะครับ ก็คือว่าทำอย่างไรเราถึงจะทำให้ตรงนี้หนักแน่นขึ้น กว่าเดิม เขียนเพิ่มลงไปอีกได้ไหมในเรื่องเกี่ยวกับการกระจายการถือครอง เรื่องเกี่ยวกับ การทําประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะทําให้เรื่องนี้เปึ้นที่รับประกันได้ว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นำไปสู่การกินได้ ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้เขียนไว้นิดเดียวครับ ถ้าหากว่าจะทำให้เรื่องนี้ นี่นะครับ เพราะว่าเรารู้อยู่ว่าโครงสร้างรากฐานในแง่ของปัจจัยการผลิตตอนนี้นะครับ คนส่วนน้อยถือครองที่ดินส่วนใหญ่ และคนส่วนใหญ่ตอนนี้กำลังไร้ที่ดิน แล้วก็กำลังที่จะ รุกล้ำทรัพยากรธรรมชาติหรือในเรื่องเกี่ยวกับป์ามากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ถ้าเราทำให้ ชัดเจนและหนักแน่นมากกว่านี้ ผมคิดว่าเราจะตอบกับประชาชนได้นะครับ เพราะว่าเขียน ไว้ในมาตรา ๘๔ (๒) เพียงแค่นิดเดียวนะครับ อันนี้คืออันแรกนะครับ
อันที่ ๒ ผมคิดว่าที่เราไปรับฟังมานะครับ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับระบบภาษี ผมคิดว่า ในมาตรา ๘๓ (๓) เขียนไว้เพียงแค่ว่า การจัดเก็บภาษีที่เปึนธรรม เท่านั้นเอง ซึ่งผมคิดว่า อันนี้ถ้าเปึ้นอย่างนั้นนะครับก็ไม่ได้แตกต่างไปกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ สักเท่าไรนะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราจะกล้าหาญมากกว่านี้ ในแง่ของการที่จะคิด เรื่องเขียนลงไปเรื่องอัตราภาษีก้าวหน้า หรือเรื่องเกี่ยวกับภาษีมรดกอะไรทั้งหลายเหล่านี้ เปึนต้น ก็เปึนเรื่องสําคัญ เพราะว่าเรื่องนี้นะครับจะโยงไปสู่เรื่องรัฐสวัสดิการอย่างอื่น รัฐสวัสดิการที่ประชาชนพอใจอยู่บ้าง ก็คือ เรื่องทางด้านสาธารณสุข แต่ว่าเรื่องที่เราได้รับ การสะท้อนมากที่สุดในเรื่องระบบสวัสดิการ ก็คือ เรื่องการศึกษา เรื่องการศึกษานี่นะครับ พอไปดูเรื่องระบบการศึกษานี่นะครับ เขียนไว้ไม่ต่างอะไรเลยกับป้ ๒๕๔๐ คืออาจจะเพิ่ม ขึ้นมาบ้างเรื่องเกี่ยวกับผู้ยากไร้ คนพิการ หรืออะไรต่าง ๆ เท่านั้นเอง จะมีอะไรที่จะทำให้ หนักแน่นมากกว่านี้ได้ไหม ว่า เรียนฟรี ๑๒ ป้ แล้วรัฐสามารถที่จะจัดระบบเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างทั่วหน้า แล้วก็ฟรีอย่างที่พูดถึง เพราะว่านั่นมันไปเกี่ยวข้องกับระบบภาษี ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่หนักแน่น จะตอบคำถามไม่ได้ว่า ประชาธิปไตยอันนี้กินได้หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เราอาจจะต้องถกกันอีกในสภานี้นะครับ อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ ๒ นะครับ
ส่วนประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าอันนี้ก็สําคัญนะครับ ถูกเขียนไว้เหมือนกัน แต่เขียนไว้เพียงแค่นิดเดียวนะครับ ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ได้รับการสะท้อนมากนะครับว่า การเปลี่ยนหรือการปรับทิศทางของการพัฒนา ประเทศที่จะนำไปสู่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถูกเขียนไว้ นิดเดียวครับ ในมาตรา ๘๒ นะครับ ถ้าจะทําให้หนักแน่นมากกว่านี้จะได้ไหม ว่าด้วยเรื่อง เกี่ยวกับสถาบันที่จะมาทำเรื่องนี้ ว่าด้วยแผนแม่บทสำหรับเรื่องนี้ ว่าด้วยงบประมาณ สำหรับเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าพอไป มาตรา ๘๓ ว่าด้วยแนวทางด้านเศรษฐกิจ เขียนไว้ เยอะเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่จริงแล้วนี่นะครับ ๘๒ กับ ๘๓ นี่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ที่จริงแล้วต้องตอบคำถามให้ได้ด้วยว่า แนวความคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับ เศรษฐกิจเสรีนี่มันไปด้วยกันอย่างไร ซึ่งผมคิดว่า อันนี้คือข้อสังเกตที่อยากจะตั้งไว้ ซึ่งเรา อาจจะต้องถกกันต่อไป ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านสุรพลครับ เชิญครับ
ประการที่ ๒ ก็มองในแง่ของการเข้าไปดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนว่า ถ้าเทียบกับระบบ สส. แบบแบ่งเขตแล้วก็ค่อนข้างมีปัญหา แล้วก็ทำให้น้ำไปสู่การ แบ่งพวก แล้วก็มองว่ามีการดูหมิ่นกันบ้าง อะไรบ้าง และที่สำคัญที่สุด ก็คือว่า จะสอดคล้องกับระบบการปกครอง หรือว่าวัฒนธรรมทางการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุขหรือไม่ กระผมนั้นเคารพต่อความเห็น ต่อความคิดของท่านกรรมาธิการนะครับที่ว่า สมาชิกสภาร่างฯ เราก็ดี คณะกรรมาธิการ ก็ดี เราทำครั้งนี้ เราทำเพื่อชาติบ้านเมือง เราต้องการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นกระผมใคร่ขอความชัดเจนในเรื่องของระบบ สส. แบบสัดส่วนว่า จะสามารถ แก้ปัญหาอย่างที่ว่านี้ได้หรือไม่ แล้วก็มีความเหมาะสม มั่นคง ชัดเจนต่อการที่เราจะ ปรับปรุงระบบการปกครองประชาธิปไตยของเราอย่างไรครับ ขอขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวกรรมาธิการค่อยตอบนะครับ ท่านเศวต เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเศวต ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนเกษตรกร ท่านประธานครับ ผมก็มีอยู่เรื่องเดียวล่ะครับท่านประธาน เพราะว่าผมถวายตัวเปึนพุทธบูชาไปแล้ว ท่านประธานครับ เพียงแต่ว่า ส่วนที่ผมอยากจะประทานกราบเรียนต่อท่านประธานนั้น ก็คือว่า เท่าที่ผ่านมาการรับฟังความคิดเห็นองค์กรด้านการศาสนา องค์กรนี้ไม่ได้ ขับเคลื่อนอย่างแท้จริงในส่วนนี้นะครับ ก็เลยเกิดปัญหา ผมพยายามประสานหลายครั้ง ในสภาแห่งนี้ แล้วก็นอกรอบกับกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ แต่ไม่มีเวทีให้รับฟัง ส่วนใหญ่จะเปึ้นเวทีที่รับฟังที่ไม่ค่อยจะมีความเข้าใจด้านการศาสนาเกี่ยวข้องกับการ รัฐศาสตร์ การเมือง การปกครองอย่างแท้จริง ผมพยายามที่จะเอานักปราชญ์ราชบัณฑิต ผู้มีความรู้ทรงภูมิทั้งด้านการศาสนา การเมือง การปกครอง เพื่อมาแสดงความคิดเห็น ให้ข้อมูลอย่างเปึนเหตุเปึนผล ก็ล้มเหลว แล้วก็เปึ้นที่น่าเสียใจว่า เมื่อเกิดการล้มเหลว แล้วก็ลําบากพระสงฆ์องค์เจ้า พระเจ้า พระสงฆ์มาอยู่ที่หน้าสภานะครับ ต่อไปนี้ก็เปึน ขบวนการร่างแรกแล้ว ร่างที่ ๒ รับฟังความคิดเห็น ส่วนนี้ผมหนักใจครับ เพราะว่า สสร. ร้อยท่านทําอย่างไรที่จะไปรับฟังความคิดเห็นเรื่องศาสนาพุทธ์ เพราะว่าเปึ้นเรื่อง ละเอียดอ่อน แล้วก็ต้องมีข้อมูล เหตุผลที่สำคัญ ๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของ ชาตินะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะหารือทางท่านประธานไปด้วยครับว่า น่าจะมี เวทีตรงนี้ให้เขานะครับ ผมก็อยากประสานนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้มีความคิดเห็น ผู้ทรงภูมิปัญญา นักปราชญ์ของบ้านของเมืองมาพูดจา จะเปึนเวทีป่ด หรือเวทีเป่ด ก็ได้ครับ แล้วสอบถามองค์กรด้านศาสนาพุทธ์ มีกองทุนนะครับ เขามีการกล่าวหาว่า มีการรับเงินจากขั้วอำนาจเก่าหรืออะไรนี่ ที่จริงพระสงฆ์องค์เจ้ามีกองทุนเยอะนะครับ มีเงินเยอะ ถ่ายทอด มีเงินที่จะเสียค่าถ่ายทอดได้ทั่วประเทศ เพื่อจะชี้แจงพี่น้องประชาชน ได้เห็นเปึ้นเหตุเปึ้นผล หรือจะจัดเวทีแห่งการดีเบต (Debate) ก็ได้ครับว่า ผู้ที่สนับสนุน หรือคัดค้านด้วยเหตุด้วยผลเปึนอย่างไร ดังนั้นผมจะปวารณาตัวว่าขอประสานงานครับ หารือท่านประธานว่า ถ้าจะเอาทีวี องค์กรพุทธก็ยินดีจะออกค่าทีวีให้นะครับ จะเอาเปึน เรื่องเปึนราวมาเลยว่าเปึนอย่างไร เหตุผลเปึนอย่างไร เพราะเปึนเรื่องที่สําคัญต่อชาติ บ้านเมืองมากนะครับ หรือว่าจะไม่สะดวก ก็จะเอาเปึนเวทีป่ด ผมก็จะประสานงาน ผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้มาพูดจากัน มาให้เหตุผลซึ่งกันและกัน จะดีเบตซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนก็ดี ผมก็ฝากแต่เพียงแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวท่านลองประสานกับฝ์ายประชาสัมพันธ์ ท่านประธานจุตินันท์ หรือท่านศักดิ์ชัย เห็นเขาจัดเวทีเกี่ยวกับศาสนาอยู่นะครับ ท่านประสานเลยนะครับ ท่านวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ อย่างสูงครับ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ สสร. ครับ ผมอยากจะขอพูดประเด็นเดียว คือ ประเด็นที่พูดแล้วจะไม่ซ้ํานะครับ เพราะเวลาเราจํากัด ผมขอประเด็นที่ต่อสืบเนื่องจากที่ ท่าน สสร. ผู้มีเกียรติท่านเมื่อกี้ได้พูดไปแล้ว ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการศึกษา เราดูใน มาตรา ๔๘ เรื่องสิทธิเสรีภาพ ในส่วนที่ ๘ สิทธิเสรีภาพในการศึกษาของประชาชน ซึ่งขณะนี้ถ้าเรามองแล้ว ก็คือ ส่วนใหญ่จะเปึ้นเหมือนกันกับมาตรา ๔๓ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพิ่มประเด็นผู้ยากไร้ หรือทุพพลภาพ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งในวรรคที่ ๑ ที่น่าจะเปึนความคิด และกระผมได้รับฟัง ความเห็นจากประชาชนมา ในส่วนใหญ่ในภาคกลางนะครับที่ไปฟังมานั้น ก็จะมีคำถาม แม้แต่ในกรุงเทพมหานครเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ์น ก็จะมีคำถามของประชาชน ว่า คำว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่าย นั้น หมายถึงว่าประเด็นใดบ้าง เพราะว่าในส่วนหนึ่งก็มีการต้อง จ่ายเพิ่มเติมในหลาย ๆ ประเด็น หลาย ๆ ด้าน ซึ่งตรงนี้ประชาชนอยากให้ทางรัฐนั้น จัดงบประมาณในการที่จะให้กับการศึกษาต่อสถานศึกษาอย่างเพียงพอนะครับ ไม่ว่า จะเปึนเรื่องของค่าใช้จ่าย ค่าอาคารสถานที่ ค่าอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ตลอดจนค่าจ้างบุคลากรที่อยู่ในความจำเปึนต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะได้ไปลดค่าใช้จ่าย ให้กับประชาชนที่จะต้องไปจัดหาในเรื่องค่าใช้จ่ายในการศึกษา ด้านการศึกษา ผมก็จึง เห็นว่าในส่วนของการจัดการศึกษานั้น ถ้าบอกไม่เก็บค่าใช้จ่ายอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ควรจะมีข้อความเกี่ยวกับเรื่องของสัดส่วน หรือจำนวนงบประมาณที่จะให้กับโรงเรียน สถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อช่วยประชาชนให้มีงบประมาณเพียงพอในการที่จะให้บุตรหลาน นั้นได้เข้ารับการศึกษาอย่างเต็มที่
ประเด็นต่อไปครับ ในส่วนของนโยบายแห่งรัฐ ในแนวนโยบาย หมวดที่ ๕ ส่วนที่ ๔ เรื่องนโยบายเกี่ยวกับด้านการศาสนา สังคม
ท่านวิทธยา เดี๋ยว ในส่วนนี้ผมว่าเปึ้นเรื่องของการแปรญัตตินะครับ
ครับ ก็ขอเสนอแต่เพียงว่า ท่านยกร่างฯ ขึ้นมานั้น อยากจะให้เพิ่มประเด็นเพียงบางส่วน ฝากท่านยกร่างฯ ไว้ด้วย กรรมาธิการ ยกร่างฯ นะครับ เพราะว่าในมาตราในส่วนบางตัวนั้น คงจะต้องพูดถึงรายละเอียด มากกว่าเพิ่มเติมเล็กน้อยจากใน (๓) นะครับ ก็ขอจะเอาไว้แปรญัตติใหม่เพิ่มเติมก็ได้ แต่ขอฝากยกร่างฯ ว่า คงจะมีในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาเรื่องคุณภาพนั้น พัฒนาอะไร เน้นอะไร จากไหน เพื่อให้เกิดคุณภาพได้อย่างไร แล้วจะทำอย่างไร เขียนอย่างนี้ไม่ได้ครับ ค้าง ๆ อย่างนี้ไม่ได้เรื่องครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือเรียนสมาชิกครับ ผมไม่ได้พยายามตัดบทนะครับ เพียงแต่ว่า ผมก็เกรงใจหลายท่าน เพราะหลายท่านก็จะพูดลักษณะนี้นะครับ เดี๋ยวคุณสมยศบ้าง คุณหมอธีรวัฒน์บ้างนะครับ แล้วถ้าเรากําหนดให้ใช้วิธีการเดียวกัน เดี๋ยวท่านอื่นจะ ว่ากล่าวเอาได้ ขออภัยด้วยนะครับ ท่านเสรี นิมะยุ ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างฯ ที่เคารพ ท่านกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติ สมาชิกสภาร่างฯ ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายเสรี นิมะยุ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ความจริงแล้วผมก็พยายามได้บรรจึงฟังในวันนี้ เกี่ยวกับการ แถลงของกรรมาธิการยกร่างฯ ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตลอดระยะเวลาที่พวกเราได้รับ การฟัง ระดมความคิดกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะพวกเราส่วนหนึ่งเปึ้น กรรมาธิการวิสามัญฯ ประจําจังหวัดนั้น ทุกครั้งที่เราได้ไปทําระดมความคิดนั้น เราจะต้อง เอาข้อมูลจากพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะนำเสนอให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สภาแห่งนี้ คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนนั้น เรามีอยู่ตลอดเวลา แต่ในบางครั้งการร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ผมสังเกตดู ตามหนังสือร่างประมวลกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ออกมานั้น ทั้งหมด ๒๙๙ มาตรานั้น จริงอยู่ผมยอมรับบนพื้นฐานว่า จะไม่ถูกใจของ พี่น้องประชาชน แต่บางครั้งที่ผมดูแล้วก็ การคาดหวังจากพี่น้องประชาชนนั้น ไม่ว่า จะเปึนหมวดสิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะเปึนหมวดของรัฐสภา หรือการเลือกตั้งของ สว. ก็ดี การเลือกตั้งของ สส. ก็ดีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ บางครั้งการพูดของผมในวันนี้ ก็จะมีการซ้ำประเด็นกับพี่น้องสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายแล้ว อย่าง สว. ครับ ผมจะได้บอกตามข้อเท็จจริงที่ผมได้รับฟังจากพี่น้องประชาชนในจังหวัด ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ หรือว่ามีกรรมาธิการของภาคใต้แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่นั้น ดังที่ท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์ได้นำเรียนเมื่อเช้านั้น ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ฟ่ฟตี้ ฟ่ฟตี้ (Fifty fifty) ห้าสิบห้าสิบครับ ในด้านการเลือกตั้งครับ ส่วนหนึ่งก็ชอบระบบการเลือกตั้ง สว. นั้น จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งก็บอกว่าการสรรหา แต่เหตุผลนั้น ผมฟังแล้วน่าจะน้ําหนักอยู่ที่ระบบการเลือกตั้งมากกว่าครับ ทําไม ท่านประธานที่เคารพ จะต้องชี้แจงในประเด็นนี้ครับ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้อง ยอมรับบนพื้นฐานข้อเท็จจริงว่า การได้มาซึ่งตำแหน่งนั้น คนที่ได้มาจากระบบการ เลือกตั้ง ผมเองในฐานะเปึนกรรมาธิการวิสามัญฯ ประจำจังหวัด กรรมาธิการฯ ภาคใต้ นั้น พี่น้องประชาชนได้ถามตลอดเวลาว่า ระบบการสรรหานั้น ผู้ใดเปึ้นผู้ที่สรรหาที่จะ ได้มาจากการเปึน สว. ในครั้งนั้น ดังนั้น การให้ความเปึ้นธรรมในจุดนี้ สมมุติว่า ฝ์าย กรรมการต่าง ๆ นั้น ไม่กี่ฝ์ายที่สรรหาเปึน สว. นั้น การที่จะได้รับในจุดที่ว่า ความเปึน ธรรมที่พี่น้องประชาชน ประชาชน แล้วก็เจตนารมณ์ของประชาชนนั้น คงจะเปึนไปไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เขาอยากตระหนักว่า เขาคงจะได้รับการตัวแทนที่ว่า จากพี่น้องของพวกท่าน ได้รับเลือกมา ที่ท่านได้เลือกมาเพื่อเปึนตัวแทนของท่าน ในจุดนี้ครับ ผมกล้ายืนยันว่า ไม่ใช่เปึ้นเรื่องส่วนตัวครับ เปึนเรื่องที่ระดมพี่น้อง ความคิดเห็นของประชาชนในระบบการ เลือกตั้ง ดังนั้น ท่านประธานควรจะรับการพิจารณาด้วยในประเด็นนี้ แล้วก็กรรมาธิการ ยกร่างฯ ครับ ส่วนในประเด็นการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ส่วนใหญ่แล้ว จากการที่ได้รับฟังนั้น คงจะมีระบบข้อดี ข้อเสีย เพื่อจะนำเสนอให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบ เพื่อที่จะได้เปึนข้อมูลเกี่ยวกับการที่จะแปรญัตติต่อไป และวันใดที่ว่าเราอยู่ในภาคเวที ปฏิบัติ ซึ่งเราได้รับฟังจากพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ในส่วนที่จะนำเสนอให้สภา สมาชิกสภาร่างฯ แห่งนี้เปึ้นที่รับทราบ นั่นก็คือว่า บางส่วนเขาให้ความเห็นว่า ระบบ วัน แมน วัน โหวต (One man one vote) ระบบเขตเล็กการเลือกตั้งนั้น ย่อมที่จะดูแล พื้นที่การเลือกตั้งด้วยความที่สมบูรณ์ แล้วก็ด้วยความที่สามารถที่จะเข้าถึงตัวแทนของ ท่านอย่างแท้จริง นั่นก็คือ สส. ในพื้นที่ ดังนั้น คำมั่นนี้ผมเชื่อว่า ประชาชนในพื้นที่นั้น ก็ย่อมที่จะมีความข้อดี ข้อเสียในจุดที่ว่า วัน แมน วัน โหวต นั้น การเลือกตั้งระบบเขต เลือกตั้งเล็กนั้นย่อมจะดีกว่า จากที่ผมได้ประมวลฟังมาครับ ท่านประธานครับ ทีนี้เมื่อพูด ในประเด็น สส. สว. แล้ว ผมคนหนึ่งในฐานะที่เปึนตัวแทน ซึ่งมาจากภาคของกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ถ้าผมจะไม่พูด มันจะไม่ให้ความเปึนธรรมกับผมครับ ท่านประธานที่เคารพ จุดนี้กระผมได้พูดตลอดเวลาว่า ส่วนหนึ่งของกำนันที่มานั่งอยู่ที่นี่ประมาณสามคน ผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่ง ซึ่งเราได้รับการคัดเลือกมาจากภาคของส่วนราชการ นั่นคือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เราก็ได้ทำหน้าที่ในจุดนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้ดูพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านของเรา ในส่วนภูมิภาค ส่วนท้องที่ต่อไป แม้กระทั่งท่านนายกฯ มนตรี ได้เอ่ยนามเมื่อสักครู่นั้น ท่านกำลังเชิญชวนพี่น้องท้องถิ่นของท่านว่า ท่านควรจะให้การสนับสนุนในเรื่องการรับ ประชามติ และในการรับร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมเองก็ได้ดูกฎหมาย รัฐธรรมนูญคราวนี้ ทุกตัวอักษรเช่นเดียวกันครับ ส่วนของเปึ้นท้องที่นั้น ส่วนของเปึน ภูมิภาคนั้นของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอาจจะน้อยนิด ไม่สมเนื้อกับที่มีการกระจายอำนาจ ผมก็ต้องบอกกับพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้านของผมทั่วประเทศว่า ผมเองนั้นได้ต่อสู้ในเรื่องนี้ ทุกกรณีแล้ว ไม่ว่านำเสนอกรรมาธิการยกร่างฯ ความเปึนมาของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ความจำเปึนระบบ ระยะเวลาการครองตำแหน่งก็ดี ในภาวะเหตุการณ์บ้านเมืองเปึ้น อย่างนี้ ผมถามตลอดเวลาว่า หากว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาระบบจากการเลือกตั้ง ถามว่า คนที่จะดูแลตามกฎหมาย พรบ. ๒๔๕๗ นั้นจะกระทำได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่เราต้อง หาคำตอบ ในเมื่อเราต้องดูแลความสงบ หรือจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ระบบการ เลือกตั้งนั้น ย่อมเปึ้นปัญหาและอุปสรรคในด้านการทำงาน ในจุดนี้ แต่เรื่องการขยาย อำนาจ การกระจายอำนาจก็แล้วแต่นั้น ผมเชื่อว่า ในลำดับต่อไปก็ต้องมีการแปรญัตติใน ส่วนนี้ ส่วนอื่นนั้นผมก็คงจะไม่พูดมาก พูดก็จะซ้ําประเด็น เพราะท่านได้นําการเสียเวลา ต่อสภาแห่งนี้ครับ ขอขอบพระคุณท่าน
ท่านวีนัสนะครับ และท่านหลักชัยครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมมี ๒ เรื่องนะครับ สั้น ๆ ซึ่งไม่ยาว แต่เปึน สาระสําคัญที่ทําให้สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ได้อภิปรายนะครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าจะแปรญัตติ หรือว่าจะต้องคุยในประเด็น หลากหลายที่ให้เกิดแนวความคิด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ดีหรือไม่ อย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ ผมหารือท่านอย่างนี้นะครับว่า สมาชิก ทั้งร้อยคน เรามีความกังวลว่า การแปรญัตติซึ่งจะต้องเข้าชื่อร่วมกันหนึ่งในสิบ แต่ว่า ณ วันนี้เรามีอยู่ ๑๐ กลุ่ม คณะกรรมาธิการแต่ละภาคก็เช่นกัน เรามีความเห็นที่ แตกต่างกัน แต่ว่าตอนนี้คณะกรรมาธิการแต่ละภาคแตกกลุ่มกัน เกรงว่าจะใช้เวลา และการอภิปราย กว่า ๑๐ คนจะจับมือร่วมกันได้ ก็คงต้องใช้เวลา แล้วประเด็น ก็หลากหลาย สิ่งที่กังวลก็คือ ประเด็นต่าง ๆ ที่จะนำเสนอเพื่อยื่นญัตตินั้นตกหล่น ผิดพลาด แล้วต้องมาเสียดายทีหลังว่าไม่ได้พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่า เปึ้นไป ได้ไหมที่จะทุกข้อ คือ ๒๒๙ มาตรา เราคุยได้ทุกมาตราโดยไม่ต้องแบ่งสิบ ซึ่งขัดต่อ ข้อบังคับการประชุมนะครับ คิดว่าท่านคงจะต้องได้พูดพรุ่งนี้ว่า เราจะออกในรูปไหนดี นะครับ ทีนี้ผมถึงบอกว่า ถ้าเราได้อภิปรายในมาตราใดก็ได้ ซึ่งจะเกิดความหลากหลาย ในความคิดเหล่านั้น ผมคิดว่ามันเปึนประโยชน์ต่อสภาแห่งนี้ แล้วก็สมาชิกจะได้มีโอกาส ได้แสดงความคิดเห็นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับฟังว่า รัฐธรรมนูญของแต่ละที่ นั้น เราได้เปรียบเทียบมาในส่วนดีที่สุดแล้ว ส่วนหนึ่งก็มาจากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งได้ทําหน้าที่อย่างดีนะครับ
ที่ ๒ ก็คือการเผยแพร่ วันนี้เรามีสถานีทีวี ช่อง ๑๑ ช่องเดียว ประเด็นของ การยื่นญัตติอภิปรายนั้นเปึนประเด็นที่หลากหลาย แล้วก็พี่น้องประชาชนสนใจ ทั่วประเทศนะครับ ผมเปึนห่วงอย่างนี้นะครับว่า การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม ๒ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มที่สมาชิกคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมฯ ประจำจังหวัด ทุกจังหวัด ๗๖ จังหวัดได้ไปรับฟังความคิดเห็น นั่นคือกลุ่มที่ ๑ ครับ ท่านประธาน มาจาก ตัวแทนของทุกภาคส่วน ทุกอาชีพ ผมยกตัวอย่างจังหวัดลำพูนผม มีอยู่สี่แสนกว่าคน ผมมีตัวแทนของแต่ละกลุ่ม แต่ละครั้งไม่เกิน ๒๐๐ คน รวมเบ็ดเสร็จไม่ถึง ๕,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้น คน ๕,๐๐๐ คนจะเปึนตัวแทนที่ดีของคนสี่แสนไม่ได้ ท่านประธาน แต่สิ่งที่ จะนำไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างคน ๒ กลุ่ม ทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัด ก็คือ การยิ่งป๋นใหญ่ ยิ่งป๋นใหญ่ ในที่นี้ผมหมายถึง การประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผ่านทางสื่อทีวีทุกช่อง ถ้าเปึน ไปได้ควรจะมากกว่า ๑ ช่องที่เรากระทำอยู่ ณ วันนี้ครับท่านประธาน มันสามารถลด ช่องว่าง เพื่อนำไปสู่การรับรู้ การลงประชามติ ในวันที่ ๓ กันยายน ซึ่งจะต้องกระทำ วันเดียวทั่วประเทศ ถ้า ๒ สิ่งนี้ได้เชื่อมโยงกันอย่างแน่นสนิทแล้ว ผมคิดว่า เรื่องของการ ลงประชามติรับ ไม่รับ เรารู้ก่อนวันที่ ๓ ด้วยซ้ำครับท่านประธาน เพราะว่ารอบที่ ๒ มันเปึ้นรอบที่ลงลึกในรายมาตรา ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะต้องให้ข้อมูลมากพอที่ให้ ผู้ร่วมการประชุมสัมมนาครั้งนั้นมีข้อมูลในการตัดสินใจอย่างถูกต้อง แม่นย้ำ เที่ยงตรง เปึนไปตามเจตนารมณ์ที่กรรมาธิการยกร่างฯ ได้นำเสนอไปแล้วนะครับ
ส่วนสุดท้าย ก็คือ ผมอยากจะให้มีการอภิปรายในประเด็นที่เกิดความ หลากหลาย แล้วก็มีเนื้อหาสาระที่เปึนไปด้วยความสร้างสรรค์ ไม่อยากจะให้ไปพาดพิงถึง บุคคลภายนอก ซึ่งไม่ได้เปึนไปตามคุ้มครองของ มาตรา ๑๓ แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งไปพาดพิงถึงบุคคลอื่น ซึ่งไม่สามารถที่จะมาให้คำอธิบายในที่ประชุมแห่งนี้ได้ เกรงว่า จะยาวไป และทำให้เกิดการขัดข้องในที่ประชุมแห่งนี้ และเกรงว่าสมาชิกหลายท่านจะได้ ทักท้วงกันเรื่องของการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ซึ่งเปึนเรื่องที่จะต้องใช้ดุลยพินิจของ ท่านประธาน มีแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือข้อแรก เรื่องบุคคลภายนอก ผมก็ท้วงให้ตลอดนะครับ ดูแล้วก็ยัง ไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ วันทำประชามติหรือวันลงคะแนนที่ท่านวีนั้ส พูดถึงนะครับ ที่บอก ๓ กันยา นี่ จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ อย่าเพิ่งกำหนดวันที่ชัดเจน ขอให้ประกาศเปึ้นทางการก่อน เพราะวันที่ ๓ กันยา ไม่ใช่วันอาทิตย์นะครับ เดี๋ยวจะ กลายเปึนสับสน เข้าใจกันผิดไป ซึ่งจะเปึนวันใด เดี๋ยวให้ที่ประชุมทราบ แล้วให้ ท่านประธานเปึ้นคนประกาศ ซึ่งคงอยู่ในระยะนั้นล่ะครับ แต่ไม่ใช่วันที่ ๓ นะครับ ท่านหลักชัยครับ อยู่ไหมครับ
(นายหลักชัย กิตติพล ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ไม่อยู่ ท่านศักดิ์ชัยครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาฯ ที่เคารพครับ ผม ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เรียนชี้แจงเมื่อสักครู่ เกี่ยวกับเรื่องของการประชาสัมพันธ์สักนิดหนึ่งนะครับว่า ในเรื่อง ของการประชาสัมพันธ์ที่จะให้ประชาชนรับรู้ว่า ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างจาก กรรมาธิการยกร่างฯ ได้ออกมาแล้วนั้น ขณะนี้เริ่มแจกให้ประชาชนทั่วไปในทุกจังหวัด และส่งออกไปแล้วด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราตระหนัก ก็คือว่า ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชน ได้รับทราบว่า แล้วเมื่อท่านได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างนี้ เรา คณะกรรมาธิการ การรับฟังความคิดเห็นฯ ทั่วประเทศจะได้จัดเวทีให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างฯ ได้ร่างออกไปแล้วนั้น ประชาชนมีความคิดเห็น อย่างไร อยากจะปรับปรุง แก้ไข ต่อเติม หรือตกแต่งให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเปึ้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สมบูรณ์สำหรับประชาชนนั้น ทุกเวที ทุกจังหวัดกำลังเป่ดรอรับ ประชาชนที่จะรับฟังความคิดเห็นอยู่ แต่ที่สำคัญครับ ก็คือว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ได้ตีพิมพ์สื่อ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็น ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างลงในหนังสือพิมพ์ ทั้งหมด ๑๕ ฉบับ ทุกฉบับก็ว่าได้ใน ประเทศไทยนี่นะครับ เราลงให้หมด แล้วนอกจากนี้เรายังมีสื่อทางโทรทัศน์ ก็คือ เราขอ ความอนุเคราะห์จากสถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเปึนช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ ช่อง ๑๑ ไอทีวี (ITV – Independent Television) ได้ทำตัวหนังสือวิ่ง เพื่อชี้แจงให้ ประชาชนว่า ขณะนี้เราได้ร่างออกไปแล้ว แล้วก็กำลังรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นอกจากนั้น ในเรื่องของวิทยุ เราก็มีการสื่อออกไปนะครับ แต่ที่สําคัญที่อยากจะนําเรียน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ก็คือว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจ สิ่งสำคัญ ก็คือว่า สสร. เองได้จัด รายการโทรทัศน์ ได้รับความอนุเคราะห์จากกรมประชาสัมพันธ์ ช่อง ๑๑ ในทุกวันพุธ และพฤหัส เวลาส่องทุ่มครึ่งถึงสามทุ่มครึ่ง นั่นคือรายการ คุยกับ สสร. ขออนุญาตเรียน ชี้แจงนิดหนึ่งครับว่า ท่านประธานครับ เราในฐานะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ เราต้องการที่จะสื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า ณ วันนี้กรรมาธิการยกร่างฯ ได้ร่างรัฐธรรมนูญ ออกมา สิ่งสําคัญคือ เราจะทําอย่างไรที่จะให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องของกฎหมายเปึนเรื่องที่เข้าใจยาก ฉะนั้นในรายการ คุยกับ สสร. ทางช่อง ๑๑ นั้น เราได้เชิญกรรมาธิการยกร่างฯ แล้วก็เชิญผู้ที่เห็นแตกต่างได้มาพูดคุยกัน เพื่อให้ ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณในการที่จะให้เกิดความคิดตกผลึกว่า สิ่งที่กรรมาธิการ ยกร่างฯ นั้น ร่างมามีเหตุผลประการใด ท่านประธานครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงนิดหนึ่ง นะครับ ก็คือว่า เราอยากจะให้ประชาชนได้รับทราบ และเกิดความเข้าใจ โดยเฉพาะใน วันพุธที่ ๒ นี้ เราได้เชิญท่านอาจารย์จรัญ ซึ่งท่านดูแลในเรื่องของกรอบว่าด้วยสถาบัน การเมือง ก็จะไปนำเรียนชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจในกรอบของสถาบันการเมืองว่า ร่างที่ ออกมานี้นั้น ท่านอาจารย์จรัญจะชี้แจงให้ทราบทุกกระบวนการว่า ว่าด้วยสถาบัน การเมือง สส. สว. มีความเปึนมาอย่างไร นั่นก็คือในวันพุธที่ ๒ ในวันพฤหัสบดีที่ ๓ นะครับ
คือผมเข้าใจว่า ถ้าอยู่ในวาระอื่น ๆ มันก็จะดีนะครับ อันนี้ในระหว่างรายงานนี่ และสมาชิกกำลังหารือ หรือปรึกษากันในเรื่องนี้ เดี๋ยวท่านต่อวาระอื่น ๆ ดีไหมครับ
ขออนุญาตนิดเดียวครับ
จะได้ไม่สะดุด
ท่านประธานครับ ผมว่าเรื่องนี้
เอาให้จบก็แล้วกันนะครับ
เพราะว่าผมอยากจะให้ประชาชนรับทราบ ว่าเรื่อง คืออย่างนี้ครับ โอกาสที่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลค่อนข้างที่จะยาก แล้วก็ เกิดความไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นสิ่งจำเปึนก็คือว่า อยากจะเรียนชี้แจงให้ประชาชนได้รับ ทราบว่า ในวันพฤหัสบดีที่ ๓ ในกรอบของสิทธิเสรีภาพ และนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น คุณหมอชูชัยก็จะไปนำเรียนชี้แจง แล้วก็กรอบที่ ๓ ท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ ก็จะไปเรียน ชี้แจงในวันที่ ๙ นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ท่านประธาน เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึง เรื่องของพุทธศาสนา ขออนุญาตเรียนชี้แจงครับว่า ในรายการ คุยกับ สสร. เมื่ออาทิตย์ ที่แล้ว เราได้เรียนเชิญทางองค์กรพุทธ เพื่อที่จะไปออกในรายการ เพื่อที่จะชี้แจงว่า เหตุใด ทางองค์กรพุทธ์ถึงอยากจะบรรจุพุทธศาสนาเปึนศาสนาประจำชาติ ซึ่งก็ได้เรียน เชิญไป แล้วได้รับการตอบรับนะครับ แต่เมื่อใกล้เวลาที่จะถึงเวลาออกอากาศสดนะครับ ทางพระคุณเจ้าที่เราได้นิมนต์ไปได้ปฏิเสธ เนื่องจากว่ามีภาระเร่งด่วนหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบนะครับ เหตุสําคัญก็คือว่า อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า สสร. เองเราต้องการ ที่จะให้ทุกความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น ได้นําชี้แจงให้กับประชาชนผ่านทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อที่จะให้ประชาชนเปึ้นผู้ตัดสินใจ อย่างไรก็ตามนะครับ เราก็ยังได้เรียนเชิญทาง องค์กรพุทธกลับมาอีกรอบหนึ่ง เพื่อที่จะให้มีโอกาสได้มาพูดคุยกัน เพราะฉะนั้นอยากจะ เรียนว่า ตรงนี้ก็เปึ้นช่องทางหนึ่งที่จะมีโอกาส แล้วก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการที่จะไปซื้อ สื่อทางโทรทัศน์ที่จะออกนะครับ เรา สสร. ในฐานะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ เราเอง อยากจะเรียนเชิญนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คือพอดีผมพยายามจะฟังท่านศักดิ์ชัยนะครับ แล้วท่านพูดมาเยอะ ผมก็เข้าใจว่า อยู่ในเนื้อหาของการรายงานนะครับ ทีนี้ถ้าไปให้หยุดเลย เดี๋ยวไปต่ออีก ก็จะเพิ่มเวลาเข้าไปอีก ก็เลยคิดว่าที่ประชุมคงเข้าใจนะครับ ท่านหลักชัยยังมีอะไรติดใจ ไหมครับ ท่านสุดท้าย มีไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ เมื่อกี้เห็นท่านมีชื่อไว้ เดี๋ยวถูกตัดสิทธิ ไปเสียท่านหนึ่ง คงไม่มีแล้วครับ ใช่ไหม เห็นเก็บบัตรไปแล้ว เดี๋ยวกรรมาธิการจะได้ตอบ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ยกร่างฯ และสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม นายหลักชัย กิตติพล สสร. ประเด็นที่ผมจะฝากให้แก่กรรมาธิการยกร่างฯ โดยผ่านทางท่านประธานนะครับ ประเทศไทยเราเปึนประเทศเมืองเกษตรนะครับ ที่รายงานมาวันนี้นะครับ ที่ยกร่างทั้งหมดนี่ เรื่องสิทธิ เรื่องการตรวจสอบ เรื่องทุก ๆ อย่างก็ดีมากนะครับ อย่างที่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่า ทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ อย่างก็ดี กว่าเดิมนะครับ ถ้าในการที่เราได้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐นี้ ก็คิดว่า เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ดีกว่า ที่มีมาแล้ว จากการที่ผมไปรับฟังมาในจังหวัดระยอง แล้วก็ในภาคอีสานนะครับ อย่างที่ ผมได้เกริ่นแล้วว่า ประเทศไทยเปึนประเทศเกษตร เกษตรกรของเรามีมากมาย แต่มาตรา ที่เราใส่ไว้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตรมีมาตราเดียว ที่ ๘๓ นะครับ เพราะว่าผมเองคิดว่าเรื่อง การเกษตร เมื่อกี้ก็มีคุยกันนอกรอบนะครับว่า จริง ๆ แล้วด้านสินค้าเศรษฐกิจนี่เปึน สิ่งสำคัญ เพราะว่าเปึนปากท้องของประชาชนนะครับ สิทธิและเสรีภาพ หลาย ๆ อย่าง ก็เปึนสิ่งสําคัญ แต่ว่าปากท้องประชาชน อันนี้อยากจะให้กรรมาธิการยกร่างฯ คํานึงถึง ตรงนี้ก่อนนะครับ ผมเข้าใจแล้วครับว่า ท่านประธานบอกว่า ไปแปรญัตติ แต่จริง ๆ แล้ว ตอนนี้กรรมาธิการยกร่างฯ สามารถที่จะรับฟังความคิดเห็นของพวกเรา แล้วก็ประชาชน เพื่อจะไปแก้ไข จะง่ายกว่าการที่จะไปแปรญัตติตอนหลังนะครับ ผมเองก็อยากจะฝาก กรรมาธิการยกร่างฯ คำนึงถึงเกี่ยวกับเรื่องเกษตรนะครับ อย่างเช่น ยางพารา สินค้าเกษตร ที่ตัวกระผมเอง แล้วประชาชนเดี๋ยวนี้ก็ทั่วทั้งประเทศนะครับ มีการปลูก ปัจจุบันนี้ที่ผ่านมาในแปดสิบกว่าป้นะครับ ยางพาราของไทย เราทำแต่สินค้าที่เปึน แปรรูปวัตถุดิบส่งออกนะครับ ในร่างรัฐธรรมนูญผมคิดว่า ถ้าสมมุติว่าสินค้าเศรษฐกิจ การเกษตร ไม่ว่าจะเปึนยาง หรือข้าว ถ้าให้ใส่เกี่ยวกับทางด้านมูลค่าเพิ่ม เพื่อที่จะทำให้เกิดประโยชน์ ได้ทำให้ทางสังคม แล้วก็ประชาชน คนที่จบการศึกษาก็มีงาน ทําเพิ่มขึ้น จีดีพี (GDP - Gross Domestic Product) ของประเทศก็สามารถที่จะเพิ่มขึ้น นะครับ ในจุดนี้อยากจะฝากให้กรรมาธิการยกร่างฯ ช่วยคํานึงถึงตรงจุดนี้ว่า ทำอย่างไร อย่างปัจจุบันนี้เราส่งออกย่างพาราราคาดีแล้ว ถ้าเราส่งไปสองล้านหกแสนตัน ก็เปึนเงิน เพียงหกพันกว่าล้านยูเอสดอลลาร์ (US Dollar – United State Dollar) ก็สองแสนล้าน ต้น ๆ แต่ว่าบริษัทที่ทำล้อย่างบริษัทเดียว เขาใช้ยางประมาณล้านตัน แต่มูลค่าของเขา มีหนึ่งล้านล้านบาทนะครับ อันนี้เปึนสิ่งที่ผมคิดว่า มีโอกาสที่ประเทศเราสามารถจะ พัฒนาได้ ผมเองเคยไปที่ประเทศจีนเมื่อ ๑๕ ป้ที่แล้ว เขาใช้ยางแค่แสนห้าหมื่นตันถึง ส่องแสนตัน แต่ปัจจุบันเข้าใช้ยางถึงสองล้านกว่าตัน แล้วก็เปึ้นผู้ผลิตยางรถยนต์เปึน อันดับหนึ่งของโลก และใช้ยางมากที่สุด เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้สภาแห่งนี้ แล้วก็ท่าน กรรมาธิการยกร่างฯ ผ่านท่านประธานที่เคารพ ช่วยคำนึงถึงตรงจุดนี้ เพื่อจะได้เปึน ประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ เพราะผมไปฟังทุกแห่ง ทุกเวที เขาต้องการปากท้อง ของเขานะครับ อันนี้เปึนสิ่งสำคัญ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านกรรมาธิการมีตอบไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผม ปกรณ์ ปรียากร ในฐานะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมเรียนว่า บรรยากาศในการประชุมในวันนี้เปึ้นบรรยากาศที่ สร้างสรรค์ในการทํางานของทุกฝ์าย เพราะเราถือว่า การทํางานยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงไม่ใช่เปึนหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแต่เพียงฝ์ายเดียว ผมได้เคยชี้แจง ในสภานี้หลายครั้งว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เหมือนกับสถาปนิก และวิศวกรที่ออกแบบบ้าน แน่นอนที่สุดว่า สิ่งที่เรานำเสนอในครั้งนี้เปึ้นแบบเบื้องต้น เพราะเปึ้นรัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) ท่านทั้งหลายได้พยายามที่จะสะท้อนใน ฐานะที่ไปรับฟังจากบรรดาประชาชน ซึ่งเปึนเจ้าของบ้าน เจ้าของอำนาจ และเปึ้น ผู้ที่จะต้องใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยืนยาวกว่าอายุของพวกเรา และผมคิดว่า ถ้าเราสามารถที่จะช่วยกันทำให้ช่องว่างต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการยกร่างของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะมีเปึนธรรมดา ก็สามารถที่จะอุดช่องว่าง เหล่านั้นได้เปึนอย่างดี ในวันนี้ผมสรุป ผมได้ฟังตั้งแต่ต้น แล้วก็นั่งอยู่ตลอด เรามีสมาชิกที่ อภิปรายจํานวนทั้งสิ้น ๑๘ ท่าน ทั้ง ๑๘ ท่านนั้น ก็ได้นําข้อมูลที่เปึนประโยชน์อย่างยิ่งต่อ สมาชิกทุกคน ไม่เฉพาะกรรมาธิการยกร่างฯ และที่สำคัญ ก็คือ สะท้อนกลับไปยังพี่น้อง ประชาชน ซึ่งให้ความสนใจในเรื่องนี้ ท่านทั้งหลายครับ ประเด็นที่เราอยากจะเรียนว่า มันก็งวดเข้าเรื่อย ๆ แล้วนะครับ ของสิ่งที่มันอาจจะเห็นไม่ตรงกัน แล้วก็มีลู่ทางที่จะทําให้ ประสานสิ่งที่เหล่านั้นให้มันเปึนพลังของฉันทามติ แต่ว่าในสังคมประชาธิปไตย เราก็คง จะต้องเป่ดกว้าง และอดทนที่จะรับฟังความเห็นต่าง ๆ ที่แตกต่างออกไป เปึ้นที่น่ายินดี นะครับว่า เราเริ่มเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่เปึ้นทางการ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ทางหน้าหนังสือพิมพ์ จนถึงวันที่ ๒๔ นะครับ และเราก็ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เปึนฉบับที่เขียนหน้าปกว่า รับฟังความคิดเห็น ซึ่งในครั้งก่อน ๆ นั้น ในการยกร่าง รัฐธรรมนูญที่เคยทํามาไม่ได้เคยมีการกระทําเช่นนี้มาก่อน มีเสียงสะท้อน มีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ มีเสียงโต้แย้ง มีเสียงเห็นด้วย คณะกรรมาธิการยกร่างฯ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในส่วนของผมเอง ซึ่งทำหน้าที่เปึ้นเหมือนกับด่านหน้าที่ไปรับฟังความเห็น ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ประจำจังหวัดต่าง ๆ เกือบจะทุกจังหวัดนะครับ ผมก็ ได้รับฟังความคิดเห็นหลายเรื่องที่คล้ายคลึงกับท่าน และบางเรื่องก็อาจจะแตกต่าง ออกไป แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมประทับใจ ก็คือว่า แม้จำนวนประชาชนที่เราออกไปรับฟัง ความคิดเห็นจะยังไม่มากถึงขนาดที่ท่านสมาชิก สสร. บางท่านพอใจ แต่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นก็คือ มีความพึงพอใจต่อการ ขยายสิทธิเสรีภาพในหมู่ประชาชนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และอย่างที่ท่านสมาชิก บางท่านได้พูดนะครับ แต่เราก็ยังทำได้ไม่ถึงแก่นที่ดีพอ น่าจะทำให้ก้าวไปถึงจุดที่ สามารถปฏิบัติได้จริง ตัวอย่างเช่น อย่างกรณีเรื่องการศึกษา อย่างกรณีเรื่องการปฏิรูป ที่ดิน อย่างกรณีเรื่องของสภาเกษตรกร หรือแม้แต่กรณีเรื่องของความชัดเจนเรื่องเกี่ยวกับ การสาธารณสุข เปึ้นอาทิ แต่ว่ากรรมาธิการก็คงไม่ได้ปรารถนาที่จะรับฟังเฉพาะด้านที่ เปึ้นจุดเด่น เพราะการที่จะฟังที่เปึนจุดเด่นนั้น อาจจะทำให้เราหลงลืมสาระสำคัญของ โครงสร้างหลักของบ้านที่จะต้องอยู่อาศัยกันอีกยาวนาน ในวันนี้เราได้ฟังความเห็นที่ แตกต่างกันในเวทีนี้ แต่ก็เปึนความเห็นที่พยายามจะนำไปสู่จุดลงตัวอันเดียวกัน ไม่ว่าจะ เปึ้นเรื่องของการที่จะต้องปรับระบบการเลือกตั้งให้ชัดเจนมากกว่าที่เราเขียนไว้ใน กฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้ง สส. ทั้งระบบแบ่งเขต และ สส. แบบสัดส่วน เจตจำนงของเรานั้น ก็คือ พยายามที่จะทำให้ระบบการเลือกตั้ง มันแตกต่างออกไป เพราะถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งในวันนี้เลย สิ่งที่มันจะ เกิดขึ้นก็เหมือนกับที่พวกเราได้พูดในสภานี้ ก็คือ ทำนายได้ล่วงหน้าว่า ใครจะเข้ามาอยู่ ในสภานี้ต่อไป ท่านผู้มีเกียรติครับ เราจำเปึนนะครับที่จะต้องช่วยกัน ท่านทั้งหลายอาจจะ มีวาระของการคุยกันนอกรอบ อาจจะมีวาระของการแปรญัตติ กรรมาธิการยินดีที่จะรับ ฟังในสิ่งเหล่านี้นะครับ ในเรื่องของระบบการสรรหา สว. ขณะนี้เริ่มมีความเห็นแตกต่าง เหมือนอย่างที่อาจารย์เจิมศักดิ์กับคุณเสรีแตกต่างกัน ตรงนี้ก็เปึนระบบที่มันอาจจะ จำเปึ้นที่จะต้องพูดกันให้ชัดเจน อย่ารีบร้อน อย่าหวั่นไหว และเปึนเรื่องที่เราต้องทำตัว เปึ้นลักษณะที่จะต้องรู้ว่า ความจำเปึนในการสรรหาคนเข้าสู่สภานิติบัญญัติครั้งนี้มันเปึ้น อนาคตที่สำคัญของชาติบ้านเมือง เราต้องยอมรับความจริง เราต้องยอมรับว่า ระบบ การเลือกตั้ง ระบบการแต่งตั้ง ระบบการสรรหาเปึ้นระบบที่สำคัญที่จะทำให้เราได้ บุคลากรที่นําไปสู่การใช้อํานาจรัฐแทนพวกเรานะครับ พวกเราในส่วนใหญ่นั้น โดยเฉพาะ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ ไม่มีสิทธิด้วยซ้ําไปที่จะไปเปึน สว. หรือ สส.
อีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของมาตรา ๖๘ นะครับ ซึ่งอันนี้ก็มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ก้ำกึ่ง ต้องไปฟังเสียงประชาชนต่อไปนะครับ มาตรา ๒๙๙ ก็เช่นเดียวกัน เรื่องของสภาเกษตรกรนั้น ดูเหมือนจะตกล่องปล่องชิ้นกันมาก ผมเองไปรับฟังที่จันทบุรี ก็มีคนชาวส่วนนี่นะครับ ได้ยินการถ่ายทอดของเราในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ก็ขับรถออกมาจากการตัดทุเรียน ออกมาพูดเรื่องเดียว แล้วก็กลับบ้าน ก็คือขอให้เห็นใจ เกษตรกร ขอให้มีสภาเกษตรกร ซึ่งบางครั้งอะไรที่มันตกล่องปล่องชิ้นมาก ๆ เราก็คิดว่า อาจจะไม่จำเปึนต้องมีการแปรญัตติด้วยซ้ำไป เราก็ต้องไปพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล นะครับ ผมอยากที่จะทำให้สภานี้มันไม่ใช่สภาของฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง พวกเราทุกคน ไม่มีฝ์ายค้าน ไม่มีฝ์ายเสนอ มีแต่ฝ์ายของการหาข้อยุติที่เหมาะสมสำหรับ พี่น้องประชาชน ในเรื่องของท้องถิ่น ในเรื่องของท้องที่ ในเรื่องของการกำหนด แนวนโยบายแห่งรัฐ การเขียนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมิติใหม่ ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ อาจจะกับนักนิติศาสตร์ที่เขียนกฎหมาย แบบเก่าว่า เอาวิธีใหม่ ๆ มาใช้เยอะ แต่ว่าไม่กล้าที่จะหาวิธีใหม่ ๆ ในเขียนร่าง รัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่า เราก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เราก็จะติดกับดักอยู่กับวิธี คิดแบบเดิม ซึ่งคนรุ่นหลังที่เราไปรับฟังความเห็นมานี่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาชีพทั้งหลายมองว่า เราน่าที่จะกล้าหาญในการที่จะฉีกแนว ออกไป ผมเคารพในความคิดของสมาชิกหลายท่านนะครับ ที่พูดถึงเรื่องของการเขียน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่น่าจะทำให้มันสอดคล้องกลมกลืนกัน แต่บางครั้งมันก็ไม่สามารถจะเขียนในรายละเอียดลงไปในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด เช่น กรณีที่เราน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงลงมาบรรจุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันออกไป แม่ค้าที่ ตลาดก็เห็นด้วย แต่ว่ามันจะขัดแย้งหรือไม่กับเรื่องของเศรษฐกิจเสรี อย่างที่สมาชิก สสร. อย่างที่ท่านสวิ่งได้พูด แต่เราต้องยอมรับว่า ในขณะนี้ผู้คนเข้าใจ ผู้คนสนใจ แต่ทําอย่างไร ที่ให้มันเปึ้นรูปธรรมมากขึ้น แต่การเขียนแนวนโยบายแห่งรัฐที่ละเอียดเกินไป ก็จะมีข้อ โต้แย้งกลับมา ก็คือว่า ไปจำกัดสิทธิของ หรือไปกำจัดบทบาทของพรรคการเมืองที่ขึ้นมา ทำหน้าที่ในทางการเมืองแทนพวกเราหรือไม่ แนวนโยบายแห่งรัฐเหล่านี้เราก็น่าจะลองมา คุยกัน เราคงปรับแก้ แต่ว่ามันก็เปึนแค่เปึนพื้นฐานที่จะไม่มีเรื่องของความขัดกันในทาง การเมือง ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศ เจตจำนงของรัฐธรรมนูญนี้ ก็คือว่า ไม่ควรจะมีความขัดแย้งกันในทางการเมือง ในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนจะไปเพิ่มเติมนโยบายอื่นใดที่กว้างขวาง ก้าวหน้าไปกว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ นั้น สามารถที่จะทำได้เสมอ กระผมยืนยันว่า แนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำเปึนต้องเปึนความกล้าหาญของพวกเราทุกคน ผมมีหลักฐานยืนยันนะครับว่า ผมไป สอนหนังสือในต่างประเทศ ฝรั่งสนใจเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เทิดทูนความคิด กระแสคิด ตลอดจนวิธีคิด ที่เราน้อมนำเอาพระราชดำริของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว มาใช้ในสิ่งเหล่านี้ แต่แน่นอนรัฐต้องไปดําเนินการในการจัดทําร้ายละเอียดให้มีความ สอดคล้อง แต่ถ้าเรากลับไปดูในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินี่นะครับ มันก็จะ มีแนวทาง มีแนวคิด มีการจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะรองรับ องค์กรพัฒนาเอกชนเอง ก็น่าจะเข้ามามีบทบาทในการรังสรรค์ความคิดเหล่านี้ด้วย บางครั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ต้องปล่อยกว้างเพื่อจะให้สังคมมีเวทีของเขาในการทำงานเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ พยายามเป่ดเวทีกว้างในเรื่องของเวทีการเมืองภาคประชาชน เราลืมที่จะบอกไป แล้วคง ต้องบอกซ้ำ ก็คือ มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง การปัองกันต้นทาง ที่ท่านการุณพูด และท่านสมาชิกหลายคนพูด ก็คือการปัองกันต้นทางของการเข้าสู่ อํานาจรัฐนั้น ทําได้ทางเดียวเท่านั้นล่ะครับ ก็คือประชาชนต้องกล้าหาญพอ ต้องเติบใหญ่ พอ ต้องพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ผมเชื่อมั่นเสมอว่า การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สส. ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ สว. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สสร. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สนช. หรือขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี ผู้วิเศษท่านใด แต่ขึ้นอยู่กับพลังอำนาจ และการแสดงบทบาทในทางการเมืองของ ประชาชน ท่านทั้งหลายครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ที่เราต้องทำร่วมกัน การแปรญัตติทำได้ ตามเงื่อนไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่แค่นั้นมันไม่พอครับ การพูดคุยกัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การบอกกันตรง ๆ ในสิ่งที่เราอาจจะยอมรับกันได้ เพราะว่าการประสานความคิดเรื่องนี้ ผมคิดว่า กรรมาธิการไม่มีจุดยืนที่จะแข็งขื้น ในสิ่ง เหล่านี้เราได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดในการประชุมของกรรมาธิการ ในเรื่องของการ แก้ปัญหาแตกต่างทางด้านการซื้อสิทธิ ขายเสียงนั้น มันก็คงต้องมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แต่ว่าการกําหนดบทบาทในรายละเอียดมันจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังต้องไปมีภาระในการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ และยกร่าง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก ๓ ฉบับ แต่ท่านทั้งหลายก็คงต้องพิจารณาร่วมกัน ก็คือ เรื่องของการเลือกตั้ง เรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเรื่องของการพรรคการเมือง ถ้าเราไปกําหนดอะไรไว้รายละเอียดในรัฐธรรมนูญมากเกินไป เมื่อบริบททางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนชีวิตจิตใจของผู้คน เปลี่ยนแปลงไป เรามิต้องกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกหรือ บางสิ่งนั้นสามารถที่จะ เขียนในกฎหมายที่เปึนกฎหมายลูก และหลายสิ่งนะครับที่ท่านพูด รัฐบาลขณะนี้ได้ยิน ควรจะทําเลย หรือรัฐบาลที่เห็นความจําเปึน เห็นสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนนั้น ก็ต้องทำเลย ในเรื่องความห่วงใยเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผมคิดว่า เปึ้นเรื่องที่น่ารับฟัง เปึนเรื่องที่เราได้มีการพูดคุยกันมาก เปึนเรื่องที่มีข้อโต้แย้งกันมาก ที่สุดในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่มันก็ไม่ควรไปเปึนสิ่งที่ผมจะมาพูดว่า ใครพูด อะไร อย่างไร ตัวกฎหมายที่มันร่างออกมานี่มันเหมือนกับ มันเปึนจุดของการ ประนีประนอมระหว่างคนที่แข็งขืนกับคนที่ไปในลักษณะที่ท่าน สสร. สมเกียรติ ได้พยายามจะทำ แน่นอนครับ การใช้คําว่า ความระมัดระวังในการที่จะไม่ทำให้ รัฐวิสาหกิจอันเปึนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนตกอยู่ในการผูกขาดของเอกชน นั้น เปึนเจตจำนง เปึ้นเจตนารมณ์ สิ่งเหล่านี้เราสามารถบันทึกในเจตนารมณ์ควบคู่ ไปด้วยก็ได้ แต่เราอย่าลืมนะครับว่า พลวัตในทางการบริหารในอนาคต มันอาจจะมี รูปแบบต่าง ๆ ของการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริหารรัฐวิสาหกิจมากกว่าคำว่า แปรรูป มากกว่าคําว่า การปฏิรูป มากกว่าคําว่า การปรับอย่างขนานใหญ่ บางครั้งเรา อาจจะต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในภาวะของคนในอนาคตที่เขาจะต้องให้ ความสำคัญ แต่แน่นอนเมื่อเราบันทึกในเจตนารมณ์อย่างที่สมาชิกต้องการนี่ ผมคิดว่า ท่านเดโชเอง ต้องขออภัย ท่านรองประธานนะครับ เอ่ยชื่อไปแล้ว เปึนประธาน กรรมาธิการบันทึกเจตนารมณ์ฯ ในคราวนี้เราเปึนครั้งแรก ท่านสมาชิก สสร. ที่เคารพครับ ที่เรามีการบันทึกเจตนารมณ์ของการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปึ้นระบบ มีการสืบค้นได้ แล้วสามารถที่จะสืบค้นออนไลน์ (Online) ในอนาคตได้ สิ่งเหล่านี้ หรือแม้แต่การ พูดคุยกันในวันนี้ของพวกเรานี่ก็มีถูกบันทึกไว้ วันนี้ผมดีใจนะครับ เราใช้เวลาไม่มากก็จริง แต่ว่าได้มีการขยายการพูดไปอย่างกว้างขวางถึง ๑๘ คน บวกกรรมาธิการที่ไม่ได้พูดอีก ๒๕ คน มันก็เกือบจะ ครึ่งสภา แต่ท่านทั้งหลายยังมีเวทีที่จะต้องพูดกันต่อไป ผมไม่อยาก ให้ท่านทั้งหลายทอดทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความไม่พึงพอใจทั้งหลายขอให้แปร เปลี่ยนเปึนความกล้าหาญที่จะปรับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเรามีหน้าที่ ร่วมกันครับ ท่านสมาชิกครับ เรามีหน้าที่ร่วมกัน ในวันที่เราเข้ารับตําแหน่งนี่ เราปฏิญาณ ต้น เรามีหน้าที่ร่วมกันที่จะผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไป และมีหน้าที่ร่วมกันที่จะ ไปรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนร่วมกันลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรายัง มีเวลานะครับ ท่านทั้งหลายอย่าลืมการแปรญัตติ อย่าลืมการแสดงความเห็น บางเรื่อง มันอาจจะไม่จําเปึนต้องแปรญัตติ เพราะเรายังต้องรับฟังความคิดเห็นเข้ามา เวลานี้ จะลำบากลำบนแค่ใดก็ตามครับ ผมก็แทบจะไม่มีเวลาว่างออกไปรับฟังความคิดเห็น อยากให้พวกเราช่วยกันออกไป แล้วรับฟังมา แล้วพยายามที่จะกลั่นกรอง แล้วช่วยกัน ความยากของมันก็คือว่า ความเห็นที่เข้ามาต่างกันนี่มันจะมีมากก็จริง แต่ความง่ายของ มันอยู่ที่ใจเราที่จะต้องสานโยงความคิดเหล่านี้เข้าด้วยกัน ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน สิ่งที่ทั้งหลายพูดเปึนประโยชน์ต่อกรรมาธิการทุกคน และผมเชื่อว่า เปึนประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ สิ่งที่เราคาดหวังร่วมกัน ก็คือ วันพรุ่งนี้ของประเทศไทยจะต้อง ดีกว่าวันนี้ แต่อนาคตไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจของเรา อยู่ที่การตัดสินใจของพี่น้อง ประชาชน อยากให้สะท้อนความเห็นเข้ามา ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการ ทำงานนะครับ เราก็น้อมรับในสิ่งเหล่านี้ไว้เสมอ ก็คงจะนำเสนอไว้เพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ
ครับ ทางกรรมาธิการสรุปจบหรือยังครับ มีสมาชิกยกมือเพิ่มแล้วนะครับ ท่านจะสรุป หรือว่าจะรอให้สมาชิก
ผมเพิ่มเติมนิดเดียวครับ
เพิ่มเติมนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น กรรมาธิการยกร่างฯ และสมาชิกสภารัฐธรรมนูญ ก็ขอเพิ่มเติม จากที่อาจารย์ปกรณ์ได้กล่าวไปแล้วนะครับ วันนี้ผมคิดว่า เปึ้นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งนะครับ ที่เราได้เป่ดโอกาสให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้นได้ชี้แจงต่อท่านสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญในสภาแห่งนี้ ก็ไม่เพียงแต่จะชี้แจงต่อสมาชิกสภาทั้งหลายได้รู้ ได้เข้าใจ เท่านั้น เปึนการเผยแพร่ และชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ให้พร้อม ๆ กันด้วย เราต้องไม่ลืมว่า หลังจากที่เราเป่ดการประชุมตั้งแต่วันที่ ๘ มกราคม เปึนต้นมา แล้วได้ร่างรัฐธรรมนูญ ประมาณสามเดือนเศษ จนกระทั่งได้ฉบับต้นร่างฉบับแรกนี้มานั้น เราอยู่ในสายตาของพี่น้องประชาชน และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้มีการร่างเสร็จ ส่งมอบ ไปแล้ว ก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ตามอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ เราจะทําต่อไปนั้น ก็คงจะเปึนประเด็นอย่างที่อาจารย์ปกรณ์ว่านะครับ เรายังจะต้องรับฟัง ความคิดเห็นว่า ร่างแรกที่เราร่างเสร็จไปแล้วนี้ สถาบันต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๒ สถาบัน มีความเห็นอย่างไรบ้างสะท้อนกลับมา เราจะต้องเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไปยังพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ แล้วยังจะต้องจัดเวทีทั้ง ๗๖ เวทีในจังหวัด ต่าง ๆ นะครับว่า แต่ละเวทีนั้นมีความคิดเห็นอย่างไร รวมทั้งสะท้อนความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ส่งตรงมายังสภาแห่งนี้ ในฐานะที่ผมเองเปึนประธานอนุกรรมาธิการในเรื่องประสานการ รับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็พร้อมที่จะประสานงานกับทุกท่าน นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ําก็คือ รัฐธรรมนูญแม่บทฉบับนี้ ทั้ง ๒ เล่มนี้นะครับ เปึ้นหัวใจสำคัญ อันนี้เปึนร่างทั้งฉบับ ฉบับนี้เปึนฉบับย่อ สิบสามสิบสี่หน้านี่ท่านสมาชิก ทุกท่านต้องทําความเข้าใจอย่างชัดเจนนะครับ เพราะเวลาท่านไปทําเวที จะต้องมีการ สอบถามในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ สิบสามสิบสี่หน้าแรกนี่เปึนประเด็นสำคัญที่เราจะต้องไป สอบถามเพิ่มเติม มันอาจจะไม่ต้องสอบถามทั้งสามสิบสี่สิบประเด็นเหมือนอย่างที่ ผ่านมา แต่อาจจะประเด็นหลัก ๆ อย่างเช่น ภาคกลาง เขาก็สอบถามเพียงยี่สิบกว่า ประเด็น หรือถ้าเราฟังจากวันนี้ ประเด็นหลัก ๆ ที่มันยังไม่ตกผลึก อาจจะต้องทำความ เข้าใจกัน เรื่องพระพุทธศาสนาเปึนอย่างไร เรื่อง สส. แบบสัดส่วนจะมี ไม่มี จะมีแบบไหน อย่างไร และเรื่อง สว. เรื่องการแก้ปัญหาวิกฤติ ตามมาตรา ๖๘ เรื่องบทเฉพาะกาล ตามมาตรา ๒๙๙ ผมคิดว่า ประเด็นโต้แย้งหลัก ๆ จะมีอยู่สี่ห้าประเด็นนี้เท่านั้นเอง นะครับ นอกนั้นก็เปึนประเด็นปลีกย่อย ซึ่งเราอาจจะมาพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ หรือมีการ ประชุมนอกรอบ อย่างเช่นว่า ทราบว่าพรุ่งนี้ก็อาจจะมีการประชุมนอกรอบในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องทั้งหมดนี้เปึ้นเรื่องที่มีความสําคัญค่อนข้างมาก ถ้าหากว่า ท่านสมาชิกทุกท่านได้เข้าใจ การที่จะไปชี้แจงทำความเข้าใจตามเวทีต่าง ๆ ก็เปึ้นเรื่อง สําคัญไม่น้อย แต่สิ่งที่เรายังสับสนอยู่ ผมคิดว่า อย่างเช่น ในเรื่องของการเลือกตั้ง สส. แบบสัดส่วนนี่ครับ เนื่องจากว่ามันยังไม่มีรายละเอียด เพียงกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นอย่างคร่าว ๆ เท่านั้นเอง ต้องไปเขียนไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ว่า ที่ชัดเจนที่เรามีความเห็นร่วมกันแล้ว ก็คือว่า มีสมาชิกลดลง ตามที่ได้ฟังมาเหลือ ๔๐๐ คน และในสี่ร้อยนี้ก็มีสามร้อยยี่สิบที่มาจากเขตเลือกตั้ง เขตหนึ่ง ๓ คน เลือกได้ทั้ง ๓ คนเลยนะครับ บางจังหวัดก็อาจจะเปึนเพียงคนเดียว อีก ๘๐ คนก็จะมาจาก สส. แบบสัดส่วน ซึ่งสัดส่วนตรงนี้ก็หมายความว่า แบ่งเขตเลือกตั้งเปึนตามภาค ตาม ภูมิศาสตร์ออกทั้ง ๔ เขต เปึน ๔ เขตใหญ่ ๆ ให้มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน เรามี หกสิบสองจุดแปดล้านคน ก็หมายความว่า ถ้าแบ่งเปึน ๔ เขตภาคนี้ ก็จะมีประชากร อย่างน้อยที่สุดก็สิบห้าจุดเจ็ดล้านคน ซึ่งก็คงจะยังเปึ้นปัญหาว่า เอ๊ะ เขตมันจะใหญ่ไป หรือเปล่า ๔ เขตใหญ่ ๆ ผมลองบวกเลขดูแล้ว ถ้าเปึ้นเขตภาคใต้นี่มันกินมาถึงกาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี จนอาจจะถึงสิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง มันถึงจะได้สิบห้าจุดเจ็ดล้านคน แล้วก็ภาคกลาง ภาคอีสานบางส่วนเราจะแบ่งบางจังหวัดไปให้ทางเหนือ ภาคกลาง บางส่วนอาจจะต้องไปเอานครราชสีมามาร่วม เพราะภาคอีสานนั้นมีถึงยี่สิบเอ็ดล้านคน แล้วเปึนหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเรื่องนั้นก็เปึ้นเรื่องที่เราจะต้องมาพูดกัน ในรายละเอียด อาจจะเปึนว่าถ้า ๔ เขตไม่ได้ อาจจะเปึน ๑๐ เขตไหม ๘ เขตไหม เขตละ ๑๐ คนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เปึนต้น นั่นเปึนรายละเอียดที่เราจะต้องชี้แจงทําความเข้าใจ เพื่อให้คนได้เข้าใจในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นฝากท่านทั้งหลายว่า ในส่วนที่เรา มีเวลาจำกัดเพียงถึงวันที่ ๒๕ ๒๖ พฤษภาคม ที่จะถึงนี้นั้น ทำอย่างไรเราจะได้รับฟัง ความคิดเห็นจากส่วนต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ แล้วเอามาผนึก มาประสานร่วมกันเปึน แนวทางเดียวกัน เพื่อที่จะออกรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายก่อนวันที่ ๖ กรกฎาคม นั่นเปึน สิ่งภารกิจที่เราจะต้องทำกันต่อไปครับ ผมก็คงจะมีเรื่องชี้แจงเพิ่มเติมเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ถ้าจะง่ายขึ้น กรรมาธิการยกร่างฯ ก็แก้เสียเลยนะครับ สมาชิก จะได้ไม่ต้องแปรญัตตินะครับ มีสมาชิกเพิ่มนะครับ ทําอย่างไรดีครับ คณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ สรุปไปแล้วนะครับ เดี๋ยวเพิ่มมาก็สรุปอีก ถ้าอย่างนั้น ๓ คนนะครับ มีท่านวิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ ศาสตราจารย์เจริญศักดิ์ และท่านผู้ว่าชนินทร์ ขอพูดอีก ๓ ท่าน เชิญครับ ท่านวิชัยครับ หรือว่าเรื่องอื่นครับท่าน ไม่ใช่เรื่องนี้ใช่ไหมครับ เปึ้นเรื่องอื่น ๆ นะครับ ท่านอาจารย์เจริญศักดิ์ เรื่องนี้หรือเปล่าครับ แล้วท่านชนินทร์ เรื่องเดียวกันนะครับ เหลืออีก ๒ ท่านครับ เชิญครับ
สวัสดีครับท่านประธาน ผมขอเสริมนิดหน่อยนะครับ มีสมาชิกหลายท่านกล่าวถึงเรื่องสภาการเกษตรให้บรรจุ อยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมได้ไปช่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ผมขอชี้แจงว่า ตอนนี้เรา ประสานงานอยู่กับกรรมาธิการเกษตรฯ และจะเร่งรัดกฎหมายอยู่ ๓ ฉบับนะครับ ฉบับที่ ๑ ก็คือกฎหมายสภาการเกษตร ตอนนี้ยืนยันกำลังจะเข้าไปทาง สนช. สภาการเกษตร มันเปึ้นสั้น ๆ ว่า ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในเรื่องการพัฒนาการเกษตร ตั้งแต่ระดับจังหวัดขึ้นมาจนถึงระดับชาติ คือสภาการเกษตร พรบ. ที่ ๒ คือเรื่องแก้ ปรับปรุง พรบ. สหกรณ์ เพราะว่าสมาชิกของเราทั้งประเทศมีเปึนสมาชิกสหกรณ์ประมาณ เก้าถึงสิบล้านคน เราก็จะเข้า แล้วก็ในรัฐธรรมนูญฉบับร่างของเราก็มีบ่นน้อยใจกันมา นิดหน่อยนะครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ เรื่องสหกรณ์ อยู่ในมาตรา ๘๕ เปึ้นมาตรา ใหญ่เลย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนเพียงข้อ ๑๐ ในมาตรา ๘๓ แต่เรากำลังจะปรับปรุง กฎหมายสหกรณ์ อันนี้ขอเรียนนะครับ แล้วก็เรื่องอย่างสมาชิกมีการอภิปราย เรื่องการ แปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร เรากำลังเสนอ พรบ. การยาง ฉบับใหม่ โดยสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจ สังคมฯ กับกระทรวงเกษตรฯ จะไปชนกันที่ สนช. จะปรับปรุงโครงสร้างระบบ ยางพาราของประเทศไทย จะทำให้บ้านเรานี่ในระยะยาวจะเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นอาจจะ ไม่ต้องบรรจุในรัฐธรรมนูญ ผมขอเพิ่มเติมสั้น ๆ นิดเดียวนะครับ ผมเคยเรียนท่าน กรรมาธิการร่างฯ บางท่านไป เรื่องมาตรา ๑๔ ที่เราแจ้งบทบาทขององคมนตรีว่า ไม่ให้ เปึ้นโน่นเปึนนี่ เพื่อไม่ให้มีความขัดแย้ง ไม่ให้กระทบ ที่ผมได้เรียนเปึ้นการภายใน ผมไม่อยากจะไปต้องแปรญัตติอะไร หมายความว่ามีประเด็นหนึ่ง กรรมการ แล้วก็ นายกสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ บางครั้งมันมีความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นตำแหน่งนี้ ไม่ควรจะอยู่ในองคมนตรีด้วย เพราะคล้าย ๆ ว่ามีการ เขาเรียกว่าอะไร สรรหา เลือกตั้ง อะไรต่าง ๆ เข้ามาในการเลือกบุคคลนี่มันอาจจะละเมิดกันได้นะครับ เรื่องกรรมการ สภามหาวิทยาลัย กับนายกสภาฯ ฝากไว้ท่านสมาชิกยกร่างฯ ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านผู้ว่าชนินทร์ครับ มีอะไรค้างอยู่ครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดูไม่ค์ (Microphone) ด้วยนะครับ เดี๋ยวช่วงสุดท้ายนี้ก็คงรายงานเพิ่มเติมนะครับ เดี๋ยว ท่านสมาชิกก็อย่าลืมนะครับ ท่านมีสิทธิแปรญัตติ นําร่างไปอ่านแล้ว พรุ่งนี้ก็คงได้มีการ ประชุมกัน ช่วงเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา เปึนการประชุมภายในหรือประชุมนอกรอบนะครับ ก็เชิญท่านสมาชิกทุกท่าน โดยประชุมที่ห้องกรรมาธิการ ๒๑๓ ถึง ๒๑๖ อาคาร ๒ ก็คือ ตึกวุฒิสภานะครับ เพื่อจะได้พูดคุยกันในวิธีการจะแปรญัตติ หรือดําเนินการเรื่องอื่น ๆ ต่อไปนะครับ ท่านผู้ว่าพร้อมไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครับ ผม ชนินทร์ บัวประเสริฐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๑๖ มาจาก ต่างจังหวัด ที่ผมได้เรียนอย่างนี้เพราะว่า ผมจะเล่าให้ท่านฟังนิดหนึ่งครับ ก่อนจะพูด แสดงความคิดเห็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ที่จังหวัดต่างจังหวัด ในภูมิภาคนี่ได้รับ ร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมื่นฉบับที่ท่านส่งไปให้แล้วนะครับ แล้วก็ในส่วนของเรานี่ได้แจกจ่าย ไปทุกชุมชน หมู่บ้านทุกหมู่บ้านทั้งหมด แล้วก็ อบต. องค์กรปกครองท้องถิ่น โรงเรียน ภาคเอกชน ส่วนราชการต่าง ๆ ให้ไปหมด และยังมีสำรองอยู่ที่เราบางส่วน ที่หมายความว่าประชาชน พอเราประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ประชาชน เอกชนคนใด รายใดที่ ต้องการร่างรัฐธรรมนูญก็พร้อมที่จะแจกจ่ายให้ในส่วนที่เหลือ ก็ขออนุญาตกราบเรียน ฝากไปด้วย ทุกจังหวัดก็คงจะทำเหมือนกันหมดในลักษณะอย่างนี้นะครับ ก็แสดงว่า ขณะนี้เอกสารประกอบการพิจารณาในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นที่พวกเราได้ร่าง รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๒ ฉบับก็กระจายไปทั่วไปนะครับ ตามที่สําคัญ ๆ เรียบร้อยแล้วนะครับ ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติม ก็คือว่า ผมมีความดีใจมากเลยนะครับ ความจริง ผมไม่ค่อยได้ยกมือพูดเท่าไรนะครับ วันนี้ก็จะพูดดี หรือไม่พูดดี ก็เกรงใจสมาชิก เหมือนกันครับ เพราะว่าเวลาก็ล่วงเลยมาพอสมควรนะครับ ที่ผมดีใจก็เพราะว่า ขออภัย ที่เอ่ยนามนะครับ ท่านอาจารย์ปกรณ์ หรือศาสตราจารย์ปกรณ์นะครับ ซึ่งเคยเปึน คลาสเมต (Classmate) ด้วยกันกับผมนะครับ วันนี้ท่านพูดมาอย่างชัดเจนเลยครับว่า พวกเรามีหน้าที่ที่จะต้องรณรงค์ที่จะต้องให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยกันนะครับ ท่านเปึนถึงกรรมาธิการยกร่างฯ แต่ท่านยังมีความคิดว่า ท่านรับผิดชอบในเนื้อหาสาระที่ ท่านยกร่างขึ้นมา แล้วท่านก็บอกให้พวกเราช่วยกันรณรงค์ ผมว่าเปึนเรื่องที่ดีมากนะครับ เพราะว่าถ้านับถึงการทํางานที่ผ่านมาขณะนี้แล้วนี่นะครับ เราเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม นะครับ แล้วก็จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ประมาณแปดเดือนนะครับ ขณะนี้เรามาแล้ว ครึ่งทางนะครับ เราก็ได้อะไรเปึนชิ้นเปึนอันมาสมควรนะครับ แล้วครึ่งทางต่อไปก็เปึน ครึ่งทางที่มีความสำคัญอย่างมากเลยนะครับ ผมเคยคุยกับพรรคพวกนะครับว่า การทํางานของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงที่ ๒ คือช่วงหลังนี่ ต้องเปลี่ยนแนวทางจากเชิง รับมาเปึนเชิงรุกนะครับ คือเชิงรับในรอบแรกนี่ คือเรารับฟังความคิดเห็นเปึ้นการทั่วไป แล้วเราก็เอามาร่างรัฐธรรมนูญตามที่ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นมา ทําให้รัฐธรรมนูญ ของเราที่ร่างมาที่คิดว่าดีที่สุด ตั้งแต่ของป้ ๒๕๔๐ นี่นะครับ ทําไมมีปัญหาอุปสรรค์อะไร นะครับ เราก็ฟัง ความคิดเห็นมา แล้วก็นํามาแก้ไข ปรับปรุงนะครับ แล้วก็ตอนนี้จาก หัวกะทิทั้ง ๓๕ ท่าน ที่เปึนกรรมการยกร่างฯ นี่นะครับ ก็ได้ยกร่างขึ้นมาที่เปึนฉบับที่ดีมาก นะครับ ออกมาเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ก็ในเนื้อหาสาระที่ผ่านมา ที่เรียกว่าดีมากนี่ ในประเด็นต่าง ๆ นี่นะครับ ผมได้สดับตรับฟัง แล้วก็รวบรวมจากสื่อมวลชนนะครับ ไม่ว่า จะเปึนหนังสือพิมพ์ สื่อมวลชนต่าง ๆ นะครับ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็น เปึ้น ๒ ประเด็น ที่ส่วนใหญ่นะครับ ๑. ไม่เข้าใจในบางเนื้อหาสาระนะครับ อย่างที่เรา พยายามยกตัวอย่าง เรื่องของการเลือกตั้งแบบสัดส่วน หลายเรื่องนะครับ ประเด็นที่ ๒ ก็คือไม่เห็นด้วยในเนื้อหาสาระต่าง ๆ นะครับ ดังนั้น แสดงว่าประชาชนมีความสนใจที่จะ อ่านร่างรัฐธรรมนูญของเรา แล้วก็แสดงความคิดเห็นนั้นออกมานะครับ แต่ที่เกิดขึ้น ก็คือว่า เขายังไม่เข้าใจ และไม่เห็นด้วยนะครับ เมื่อเช้าผมฟังทีวีนะครับ ขออนุญาต ยกพูดขึ้นมานะครับ ต้องขออภัยด้วย เอแบคโพล (ABAC Poll – Assumption Business Administration College Poll) มีประชาชนเพียง ๕๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ที่รู้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องมีการแสดงประชามติถึงจะประกาศเปึ้นรัฐธรรมนูญได้ อีก ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้ว่าต้องมีการแสดงประชามตินะครับ ดังนั้น ผมอยากจะกราบเรียน เสนอเปึนแนวทางว่า การทำงานใน ๔ เดือนหลังนะครับ จากที่ท่านได้ประมวลมาทั้งหมดนี่ ต้องเปลี่ยนจากการทำงานเชิงรับ เปึนเชิงรุกนะครับ ผมอยากจะเสนอยุทธศาสตร์ในการทํางานใน ๔ เดือนหลังนะครับ เปึนการทํางานเชิงรุก ผมขอเสนอว่า เราจะต้องมีการทำงาน ๓ ร ครับ ไม่ใช่รวดเร็ว เร่ง รอบรู้ อะไรนะครับ อันนี้ เปึ้นเรื่องเก่านะครับ แต่ผมอยากจะให้การทำงานของเราใน ๓ เดือนนี้นะครับ ขอให้เรา รณรงค์ในเรื่อง รู้ รัก รับรัฐธรรมนูญ คือ รู้ นี่ให้ประชาชนได้มีความเข้าใจ และรู้ว่า มีประโยชน์ ว่ารัฐธรรมนูญตัวนี้มีประโยชน์ ฉบับนี้มีประโยชน์ ถูกต้อง ประชาชนได้รับ ประโยชน์ สามารถที่จะแก้วิกฤติในบางเรื่องได้ บางเรื่องถึงแม้นว่าจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ มีกลไกในการที่จะปรับรัฐธรรมนูญได้ในอนาคต ที่ไม่ยุ่งยาก และมีแนวทางที่ชัดเจน ที่จะ ปรับให้รัฐธรรมนูญสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคม และแนวทางที่จะเปลี่ยนไป รัก เมื่อรัฐธรรมนูญมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมือง มีประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ เหมือนกับที่เราไปรักผู้หญิงคนหนึ่ง ก็ต้องเขาสวย ดี แล้วก็อุปนิสัยตรงกัน อันนี้ก็ เหมือนกันครับ เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็มีความสวยงาม มีประโยชน์ แล้วก็เราจะใช้ได้ ก็ให้ประชาชนรักครับ แล้วสุดท้ายก็คือว่า เมื่อ รู้ รัก แล้วนะครับ ก็ต้อง ให้ประชาชนไปรับรัฐธรรมนูญ ถ้าดําเนินการเชิงรุกนี่ผมว่า ก็สอดคล้องกับที่พวกเรา พยายาม แล้วก็ได้รับมอบหมาย แล้วก็อาสามาเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ประเด็นสุดท้ายครับ
สองสุดท้ายแล้วนะครับ
อันนี้สุดท้ายจริง ๆ ครับ สุดท้ายของผม ในเนื้อหานะครับ ตอนนี้ในเนื้อหานี่นะครับ ต้องยอมรับนะครับว่า รัฐธรรมนูญในอดีต เราร่ําเรียนกันมานี่ รัฐธรรมนูญต้องเปึนกฎหมายที่แก้ไขยาก ๆ นะครับ เพราะถือว่าเปึ้น กฎหมายที่มีความมั่นคง แข็งแรง ถ้าวร แต่ว่าจากการศึกษา วิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญ ประเทศต่าง ๆ นะครับ ปรากฏว่าบางประเทศใช้เวลา ๑๐ ป้นี่ มีการแก้ไขถึง ๑๐ ครั้ง บางประเทศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ๓๐ ป้ แก้ไขถึงยี่สิบกว่าครั้ง ก็ชัดเจนครับว่า รัฐธรรมนูญนี้ต้องสอดคล้องกับสภาวการณ์ของประเทศ ไม่ใช่แข็งตัว เมื่อ ๒๐ ป้ก่อน เปึ้นอย่างไร ไม่มีทางแก้ไข แก้ไขยาก มันก็มีเหตุการณ์ที่ไม่ใช้ ที่ผ่านมา ดังนั้น ผมอยาก วิงวอนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทําได้อย่างชัดเจน ไม่ยุ่งยาก ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นครับ กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณ มากครับ
ขอบพระคุณครับ เปึนอันว่าที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการ นะครับ ยังจะมีอีกหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาต ๑ นาทีเท่านั้นครับ ก็คือที่ท่านผู้ว่าชนินทร์ได้กรุณาอภิปรายนะครับ การดำเนินการในเชิงรุกในขณะนี้นี่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับ คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่นี่นะครับ ได้ออกแบบในเรื่องของการที่จะ ลงตีพิมพ์สรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ๕ วันติดต่อกัน ซึ่งอันนี้ที่ท่านศักดิ์ชัย ได้พูดไปแล้วนี่ อันนี้ก็จะเปึนครึ่งหน้าของหน้าหนังสือพิมพ์ ๕ วันติดต่อกัน ในหนังสือพิมพ์รายวัน ฉบับจากส่วนกลางนี้ประมาณเจ็ดฉบับ นอกจากนั้นแล้วก็จะมี แนวร่วมจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดต่าง ๆ ที่จะร่วมกันรณรงค์ในเรื่องนี้ ผมคิดว่า มันเปึนจังหวะเวลาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นฯ ก็ดี หรือ คณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและประชามติก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ นี่นะครับ ร่วมกับกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เราคงทํางานไปร่วมกัน แล้วก็จะทําให้การคืบรุกเข้าไปสู่การทําให้เปอร์เซ็นต์ ที่เอแบคโพล ที่ท่านชนินทร์อ้างถึงเมื่อสักครู่นี้นะครับ อย่าลืมนะครับตอนเดือนแรกที่เขา ทำโพล คนรู้เรื่องเพียง ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้เราขึ้นมาที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์นี่ ถือว่าเปึน ความสําเร็จร่วมกันของพวกเราทุกคน แล้วผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่ายินดี แล้วของเราก็ หวังว่า พอจะถึงอีก ๓ เดือนข้างหน้ามันก็น่าจะลงไปถึงเจ็ดสิบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เรา อย่าหวังที่จะถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในประเทศที่ประชาธิปไตยใหญ่กว่าเรานั้นก็ไม่มีทาง ที่จะถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็คงสรุปเพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ
ครับ ขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องอื่น ๆ นะครับ มีท่านที่แสดงความจำนงไว้ มีท่านวุฒิชาติ ท่านวิชัย กับท่านชาลี ท่านวุฒิชาติเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ท่านประธานครับ ในเรื่องอื่น ๆ อีกนิดเดียวครับ คือตามที่ เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้รับแจกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับร่าง ฉบับรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน ผมกำลังมองว่าอาจจะเปึนปัญหาในเรื่องของการจัดส่งนะครับ ก็เลยทางบริษัท ขนส่งจะยินดีบริการจัดส่งไปยังภูมิลำเนาต่าง ๆ ของเพื่อนสมาชิกให้นะครับ โดยอาจจะ ให้ทางรัฐสภาเปึนคนรวบรวมส่งไปที่ผม จ่าหน้า แล้วก็ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ให้ชัดเจน แล้วเดี๋ยวผมจะจัดส่งให้ถึงปลายทาง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วพอสมมุติว่าของถึง ปลายทางนี่ เราจะมีเจ้าหน้าที่โทรไปแจ้งให้ท่านมารับทางสถานีต่าง ๆ นะครับ ผมมีข่าว ฝากประชาสัมพันธ์เท่านี้ครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านวุฒิชาติท่านเปึ้นผู้จัดการใหญ่ บขส. ด้วยนะครับ ก็ช่วย ประชาสัมพันธ์ บขส. ให้ด้วย แลกกันนะครับ ท่านวิชัยครับ เชิญครับ
ท่านประธาน และท่านสมาชิกที่เคารพครับ กระผม วิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ สสร. หมายเลข ๐๕๙ ก็มีเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธาน เพียงนิดเดียวครับ กระผมมีความจำเปึ้นที่จะกราบเรียนในเรื่องของงบประมาณ ในรอบสองครับ ท่านประธานครับ ในขณะนี้หลายจังหวัดได้ปรารภกับกระผมว่า น่าจะต้องได้รับเม็ดเงินลงไปดําเนินการ เพราะว่าเรามีระยะเวลาดําเนินการในรอบที่ ๒ นี้ เพียงไม่กี่วัน ในการที่จะลงไปรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน
คืออย่างนี้ครับ ท่านวิชัยครับ เรื่องนี้กิจการสภาฯ ได้ดําเนินการไปแล้วนะครับ แล้วก็ มีหนังสือแจ้งท่านสมาชิกแล้ว ถ้าหากว่าต้องการรายละเอียด เดี๋ยวพรุ่งนี้มีประชุม นอกรอบนะครับ แล้ววิธีการในทางปฏิบัตินี่ เดี๋ยวคุยพรุ่งนี้ได้
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านชาลีครับ เชิญครับ ไม่ใช่ไปบอกว่า ผมไม่เห็นด้วย ผมเปึนเสียงข้างน้อย ฉะนั้น้อยากจะฝากประธานสภา ผ่านไปยังผู้ยกร่างครับว่า ขอให้เปึนไปในทางเดียวกัน พวกเราทำอย่างไรให้ประชาชนนะ ครับ รับ แล้วก็รู้ในเรื่องเหล่านี้ให้มากที่สุดครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านศักดิ์ชัย ทางประชาสัมพันธ์มีอะไรจะเพิ่มไหมครับ อย่างนั้นท่าน ลองปรึกษากันนะครับ ในส่วนสุดท้ายนี้นะครับ ก็พอดีเปึนเรื่องท่าน พลเรือเอก พีรศักดิ์ วัชรมูล ท่านเปึนประธานอนุกรรมาธิการในการจัดให้มีโครงการรับบริจาคโลหิตและ อวัยวะ ถวายเปึนพระราชกุศล เพื่อเปึนการเทิดพระเกียรติในโอกาสป้มหามงคล เจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในวันพรุ่งนี้นะครับ เวลา ๐๘.๓๐ น. จนถึง ๑๕ นาฬิกา ๓๐ นาที ที่ห้องโถง อาคารรัฐสภา ชั้นล่าง เพื่อร่วมกันนะครับในการบริจาคโลหิต และอวัยวะ ก็เรียนเชิญท่านสมาชิกทุกท่าน แล้วก็ทางพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน นะครับ ถ้าท่านใดจะร่วมกันในการถวายเปึนพระราชกุศลในครั้งนี้ ก็เรียนเชิญได้ที่ห้องโถง อาคารรัฐสภา ๑ ถนนอู่ท้องใน ใกล้ ๆ เขาดินนี่นะครับ สุดท้ายนะครับ ประชาสัมพันธ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภานะครับ กระผม นายธวัช บวรวนิชย์กูร กรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ คือ จากที่ท่านชาลีได้พูดถึงเรื่อง เกี่ยวกับการลงหนังสือพิมพ์นะครับ ซึ่งว่าเปึนการลงหนังสือพิมพ์นี่คนไม่ค่อยอ่านกัน ตัวก็เล็กด้วย อันนี้ทางประชาสัมพันธ์ก็จะรับไป เพื่อที่ว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร แต่เรื่องนี้ เปึ้นเรื่องของทางยกร่างฯ นะครับ ที่ร่วมประชาสัมพันธ์ในการที่จะลงข่าวในหนังสือพิมพ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางประชาสัมพันธ์ก็เห็นด้วยว่า การประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์และวิทยุนี่ น่าจะสามารถที่จะเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า ซึ่งทางประชาสัมพันธ์เราเอง เราก็ได้ จัดการติดต่อกับสถานีวิทยุและโทรทัศน์ตลอดเวลานะครับ ก็จะมีรายการเพิ่มมาเรื่อย ๆ หลังจากรายการที่คุยกับ สสร. ซึ่งก็ได้รับความนิยมชมชอบจากประชาชน ที่ติดตามมา โดยตลอด นอกเหนือจากนั้น เรายังมีรายการคนหลังข่าว ซึ่งทางยู่บีซี (UBC – United Broadcasting Corporation) ก็ได้ติดต่อเรามา แล้วก็ยินดีให้ทาง สสร. ไปร่วมแสดง ความคิดเห็น นำความคิดเห็นของประชาชนนำมาสื่อให้กับชาวบ้านได้เข้าใจ ก็จะมี ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เราก็ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ทาง สสร. ได้ทราบแล้ว หากท่าน ต้องการที่จะไปออกรายการต่าง ๆ เหล่านั้น ติดต่อมาได้ทางประชาสัมพันธ์ นอกเหนือจากนั้น ยังมีรายการ สถานีสนามเปัา ก็ติดต่อมา รายละเอียดพวกนี้จะอยู่ ซึ่ง ท่านสามารถติดต่อประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราจะติดต่อให้ท่านนะครับ แล้วก็นอกเหนือจากนั้น นะครับ ก็อย่างที่ได้เรียนไปแล้วว่า สำหรับสื่อวิทยุและโทรทัศน์ ขณะนี้เราก็กำลังทำมีเดีย แพลน์ (Media plan) เชื่อว่าหลังจากนี้อีกประมาณอาทิตย์สองอาทิตย์นี่ เราคงจะออกไป กว้างขวางมากขึ้นกว่านี้นะครับ เพื่อเปึนการเสริม เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และกว้างขวาง ขึ้นนะครับ อันนี้ขอประชาสัมพันธ์ ขอชี้แจงให้ฟังด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านธวัชครับ คือ ในร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้คงทำความเข้าใจให้มากขึ้น นะครับ สำหรับพี่น้องประชาชนที่ท่านจะต้องใช้สิทธิลงคะแนน ทำประชามติในการ เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่นะครับ ก็คงเปึ้นเรื่องที่หลายส่วนคงจะต้องช่วยกัน เพราะว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ พี่น้องประชาชนมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการให้ รัฐธรรมนูญผ่าน ได้นําไปใช้นะครับ ในที่สุดแล้วถ้าเกิดใกล้วันในการทําประชามติ แล้วประชาชนไม่ทราบ ไม่เข้าใจ ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหา ส่วนการลงคะแนน ทำประชามตินั้น เดี๋ยวท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญจะประกาศเปึ้นทางการนะครับ ก็คงจะอยู่ในช่วงประมาณต้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้นะครับ มีท่านอื่น ท่านเศวต กับ ท่านวัชรา ท่านเศวตครับ มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เศวต ทินกูล ครับ ท่านประธานครับ ผมหารือเรื่องเครื่องแบบ หลายที่แล้วครับท่านประธาน
เอาอย่างนี้ผมว่า เดี๋ยวเรื่องนี้ไปประชุมนอกรอบจะเหมาะสมกว่านะครับ เพราะเปึน เรื่องส่วนบุคคลนะครับ ไม่ใช่เรื่องของสภาที่จะให้ประชาชนได้รับทราบภายนอกนะครับ จะเหมาะสมกว่าครับ ท่านเศวตครับ ขอบพระคุณครับ ท่านวัชราครับ เชิญครับ สะดวก ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาฯ ที่เคารพครับ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. ครับ กระผมมีเรื่องที่จะกราบเรียน เกี่ยวกับเรื่องการ ประชาสัมพันธ์นะครับ เมื่อกี้ที่ท่านธวัช ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงการสื่อทางวิทยุ หรือโทรทัศน์นะครับ กระผมมีความเห็นว่า เปึนการสื่อไปในทางเดียวก็ดีอยู่แล้วนะครับ แต่ควรจะเพิ่มสื่อในลักษณะที่ให้ประชาชนสอบถามกลับมาได้ด้วย ซึ่งอาจจะใช้หมายเลข โทรศัพท์ของสภาฯ นี้ หรือหมายเลขโทรศัพท์ของสถานีวิทยุ หรือวิทยุ หรือโทรทัศน์ ก็ได้ครับ เพราะหลายเรื่องที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ทางประชาชนจะได้สอบถามมาได้ ขอได้ โปรดรับในเรื่องนี้ไว้พิจารณาและดำเนินการด้วย ขอบพระคุณครับ
ครับ ก็ฝากประชาสัมพันธ์นะครับ ต้องกล่าวหรือครับท่านศักดิ์ชัย จะรับฝากหรือครับ
ขออนุญาตเรียนชี้แจงนิดหนึ่งครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า การสื่อสารที่จะให้ประชาชน ได้รับทราบถึงเรื่องของรัฐธรรมนูญ มีด้วยกันทั้ง ๒ แบบ นั่นก็คือ แบบแรก ก็คือ การสื่อสารที่เราสื่อเพื่อที่ให้ประชาชนได้รับทราบ แต่ในทางกลับกันครับ ก็ยังมีการสื่อสาร ๒ ทาง ๒ ทางที่ว่านั้นเรามีหมายเลข เขาเรียกว่า คอลเซนเตอร์ (Call center) นะครับ หมายเลข ๑๗๔๓ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาคอยรับโทรศัพท์ แล้วก็ตอบข้อซักถามให้กับ ประชาชนตลอดเวลา จนถึงเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา หลังจากนั้นจะเปึนเครื่องตอบรับตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในส่วนที่ ๒ ที่มีการสื่อ ๒ ทาง นั่นก็คือ รายการ คุยกับ สสร. เรามีโทรศัพท์ที่ จะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนถึง ๒๐ คู่สายในรายการ ทุกวันพุธ พฤหัส เวลา สองทุ่มครึ่งถึงสามทุ่มครึ่ง ซึ่งตรงนั้น สสร. หลายท่านได้ไปทําหน้าที่ในการพูดคุยกับ ประชาชนโดยตรง ซึ่งตรงนี้เองผมอยากจะกราบเรียน แล้วก็ชี้แจงให้ประชาชนได้รับ ทราบว่า ขณะนี้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. เราได้ไปรอรับโทรศัพท์ และรับฟัง ความคิดเห็นจากประชาชนครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว สำหรับ วันพรุ่งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญมีการประชุมเปึนการภายใน เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๓ ถึง ๒๑๖ ชั้น ๒ อาคารรัฐสภา ๒ นะครับ จึงเรียนเชิญท่านสมาชิกโปรดมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ขอขอบคุณท่านสมาชิก ทุกท่านครับที่มาประชุมวันนี้ ผมขอป่ดการประชุมครับ