ปกรณ์ ปรียากร หารือเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และการสร้างสรรค์บรรยากาศในการทำงานของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการเขียนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่มีประโยชน์หรือไม่ และการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปบรรจุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่อาจจะขัดแย้งกับเศรษฐกิจเสรี
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผม ปกรณ์ ปรียากร ในฐานะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมเรียนว่า บรรยากาศในการประชุมในวันนี้เปึ้นบรรยากาศที่ สร้างสรรค์ในการทํางานของทุกฝ์าย เพราะเราถือว่า การทํางานยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น คงไม่ใช่เปึนหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแต่เพียงฝ์ายเดียว ผมได้เคยชี้แจง ในสภานี้หลายครั้งว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เหมือนกับสถาปนิก และวิศวกรที่ออกแบบบ้าน แน่นอนที่สุดว่า สิ่งที่เรานำเสนอในครั้งนี้เปึ้นแบบเบื้องต้น เพราะเปึ้นรัฐธรรมนูญ (ฉบับรับฟังความคิดเห็น) ท่านทั้งหลายได้พยายามที่จะสะท้อนใน ฐานะที่ไปรับฟังจากบรรดาประชาชน ซึ่งเปึนเจ้าของบ้าน เจ้าของอำนาจ และเปึ้น ผู้ที่จะต้องใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยืนยาวกว่าอายุของพวกเรา และผมคิดว่า ถ้าเราสามารถที่จะช่วยกันทำให้ช่องว่างต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการยกร่างของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะมีเปึนธรรมดา ก็สามารถที่จะอุดช่องว่าง เหล่านั้นได้เปึนอย่างดี ในวันนี้ผมสรุป ผมได้ฟังตั้งแต่ต้น แล้วก็นั่งอยู่ตลอด เรามีสมาชิกที่ อภิปรายจํานวนทั้งสิ้น ๑๘ ท่าน ทั้ง ๑๘ ท่านนั้น ก็ได้นําข้อมูลที่เปึนประโยชน์อย่างยิ่งต่อ สมาชิกทุกคน ไม่เฉพาะกรรมาธิการยกร่างฯ และที่สำคัญ ก็คือ สะท้อนกลับไปยังพี่น้อง ประชาชน ซึ่งให้ความสนใจในเรื่องนี้ ท่านทั้งหลายครับ ประเด็นที่เราอยากจะเรียนว่า มันก็งวดเข้าเรื่อย ๆ แล้วนะครับ ของสิ่งที่มันอาจจะเห็นไม่ตรงกัน แล้วก็มีลู่ทางที่จะทําให้ ประสานสิ่งที่เหล่านั้นให้มันเปึนพลังของฉันทามติ แต่ว่าในสังคมประชาธิปไตย เราก็คง จะต้องเป่ดกว้าง และอดทนที่จะรับฟังความเห็นต่าง ๆ ที่แตกต่างออกไป เปึ้นที่น่ายินดี นะครับว่า เราเริ่มเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่เปึ้นทางการ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ทางหน้าหนังสือพิมพ์ จนถึงวันที่ ๒๔ นะครับ และเราก็ส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่เปึนฉบับที่เขียนหน้าปกว่า รับฟังความคิดเห็น ซึ่งในครั้งก่อน ๆ นั้น ในการยกร่าง รัฐธรรมนูญที่เคยทํามาไม่ได้เคยมีการกระทําเช่นนี้มาก่อน มีเสียงสะท้อน มีเสียง วิพากษ์วิจารณ์ มีเสียงโต้แย้ง มีเสียงเห็นด้วย คณะกรรมาธิการยกร่างฯ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในส่วนของผมเอง ซึ่งทำหน้าที่เปึ้นเหมือนกับด่านหน้าที่ไปรับฟังความเห็น ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ประจำจังหวัดต่าง ๆ เกือบจะทุกจังหวัดนะครับ ผมก็ ได้รับฟังความคิดเห็นหลายเรื่องที่คล้ายคลึงกับท่าน และบางเรื่องก็อาจจะแตกต่าง ออกไป แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมประทับใจ ก็คือว่า แม้จำนวนประชาชนที่เราออกไปรับฟัง ความคิดเห็นจะยังไม่มากถึงขนาดที่ท่านสมาชิก สสร. บางท่านพอใจ แต่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นก็คือ มีความพึงพอใจต่อการ ขยายสิทธิเสรีภาพในหมู่ประชาชนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และอย่างที่ท่านสมาชิก บางท่านได้พูดนะครับ แต่เราก็ยังทำได้ไม่ถึงแก่นที่ดีพอ น่าจะทำให้ก้าวไปถึงจุดที่ สามารถปฏิบัติได้จริง ตัวอย่างเช่น อย่างกรณีเรื่องการศึกษา อย่างกรณีเรื่องการปฏิรูป ที่ดิน อย่างกรณีเรื่องของสภาเกษตรกร หรือแม้แต่กรณีเรื่องของความชัดเจนเรื่องเกี่ยวกับ การสาธารณสุข เปึ้นอาทิ แต่ว่ากรรมาธิการก็คงไม่ได้ปรารถนาที่จะรับฟังเฉพาะด้านที่ เปึ้นจุดเด่น เพราะการที่จะฟังที่เปึนจุดเด่นนั้น อาจจะทำให้เราหลงลืมสาระสำคัญของ โครงสร้างหลักของบ้านที่จะต้องอยู่อาศัยกันอีกยาวนาน ในวันนี้เราได้ฟังความเห็นที่ แตกต่างกันในเวทีนี้ แต่ก็เปึนความเห็นที่พยายามจะนำไปสู่จุดลงตัวอันเดียวกัน ไม่ว่าจะ เปึ้นเรื่องของการที่จะต้องปรับระบบการเลือกตั้งให้ชัดเจนมากกว่าที่เราเขียนไว้ใน กฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้ง สส. ทั้งระบบแบ่งเขต และ สส. แบบสัดส่วน เจตจำนงของเรานั้น ก็คือ พยายามที่จะทำให้ระบบการเลือกตั้ง มันแตกต่างออกไป เพราะถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งในวันนี้เลย สิ่งที่มันจะ เกิดขึ้นก็เหมือนกับที่พวกเราได้พูดในสภานี้ ก็คือ ทำนายได้ล่วงหน้าว่า ใครจะเข้ามาอยู่ ในสภานี้ต่อไป ท่านผู้มีเกียรติครับ เราจำเปึนนะครับที่จะต้องช่วยกัน ท่านทั้งหลายอาจจะ มีวาระของการคุยกันนอกรอบ อาจจะมีวาระของการแปรญัตติ กรรมาธิการยินดีที่จะรับ ฟังในสิ่งเหล่านี้นะครับ ในเรื่องของระบบการสรรหา สว. ขณะนี้เริ่มมีความเห็นแตกต่าง เหมือนอย่างที่อาจารย์เจิมศักดิ์กับคุณเสรีแตกต่างกัน ตรงนี้ก็เปึนระบบที่มันอาจจะ จำเปึ้นที่จะต้องพูดกันให้ชัดเจน อย่ารีบร้อน อย่าหวั่นไหว และเปึนเรื่องที่เราต้องทำตัว เปึ้นลักษณะที่จะต้องรู้ว่า ความจำเปึนในการสรรหาคนเข้าสู่สภานิติบัญญัติครั้งนี้มันเปึ้น อนาคตที่สำคัญของชาติบ้านเมือง เราต้องยอมรับความจริง เราต้องยอมรับว่า ระบบ การเลือกตั้ง ระบบการแต่งตั้ง ระบบการสรรหาเปึ้นระบบที่สำคัญที่จะทำให้เราได้ บุคลากรที่นําไปสู่การใช้อํานาจรัฐแทนพวกเรานะครับ พวกเราในส่วนใหญ่นั้น โดยเฉพาะ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ ไม่มีสิทธิด้วยซ้ําไปที่จะไปเปึน สว. หรือ สส.
อีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของมาตรา ๖๘ นะครับ ซึ่งอันนี้ก็มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ก้ำกึ่ง ต้องไปฟังเสียงประชาชนต่อไปนะครับ มาตรา ๒๙๙ ก็เช่นเดียวกัน เรื่องของสภาเกษตรกรนั้น ดูเหมือนจะตกล่องปล่องชิ้นกันมาก ผมเองไปรับฟังที่จันทบุรี ก็มีคนชาวส่วนนี่นะครับ ได้ยินการถ่ายทอดของเราในระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ก็ขับรถออกมาจากการตัดทุเรียน ออกมาพูดเรื่องเดียว แล้วก็กลับบ้าน ก็คือขอให้เห็นใจ เกษตรกร ขอให้มีสภาเกษตรกร ซึ่งบางครั้งอะไรที่มันตกล่องปล่องชิ้นมาก ๆ เราก็คิดว่า อาจจะไม่จำเปึนต้องมีการแปรญัตติด้วยซ้ำไป เราก็ต้องไปพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล นะครับ ผมอยากที่จะทำให้สภานี้มันไม่ใช่สภาของฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง พวกเราทุกคน ไม่มีฝ์ายค้าน ไม่มีฝ์ายเสนอ มีแต่ฝ์ายของการหาข้อยุติที่เหมาะสมสำหรับ พี่น้องประชาชน ในเรื่องของท้องถิ่น ในเรื่องของท้องที่ ในเรื่องของการกำหนด แนวนโยบายแห่งรัฐ การเขียนแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมิติใหม่ ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ อาจจะกับนักนิติศาสตร์ที่เขียนกฎหมาย แบบเก่าว่า เอาวิธีใหม่ ๆ มาใช้เยอะ แต่ว่าไม่กล้าที่จะหาวิธีใหม่ ๆ ในเขียนร่าง รัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่า เราก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เราก็จะติดกับดักอยู่กับวิธี คิดแบบเดิม ซึ่งคนรุ่นหลังที่เราไปรับฟังความเห็นมานี่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาชีพทั้งหลายมองว่า เราน่าที่จะกล้าหาญในการที่จะฉีกแนว ออกไป ผมเคารพในความคิดของสมาชิกหลายท่านนะครับ ที่พูดถึงเรื่องของการเขียน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่น่าจะทำให้มันสอดคล้องกลมกลืนกัน แต่บางครั้งมันก็ไม่สามารถจะเขียนในรายละเอียดลงไปในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด เช่น กรณีที่เราน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงลงมาบรรจุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันออกไป แม่ค้าที่ ตลาดก็เห็นด้วย แต่ว่ามันจะขัดแย้งหรือไม่กับเรื่องของเศรษฐกิจเสรี อย่างที่สมาชิก สสร. อย่างที่ท่านสวิ่งได้พูด แต่เราต้องยอมรับว่า ในขณะนี้ผู้คนเข้าใจ ผู้คนสนใจ แต่ทําอย่างไร ที่ให้มันเปึ้นรูปธรรมมากขึ้น แต่การเขียนแนวนโยบายแห่งรัฐที่ละเอียดเกินไป ก็จะมีข้อ โต้แย้งกลับมา ก็คือว่า ไปจำกัดสิทธิของ หรือไปกำจัดบทบาทของพรรคการเมืองที่ขึ้นมา ทำหน้าที่ในทางการเมืองแทนพวกเราหรือไม่ แนวนโยบายแห่งรัฐเหล่านี้เราก็น่าจะลองมา คุยกัน เราคงปรับแก้ แต่ว่ามันก็เปึนแค่เปึนพื้นฐานที่จะไม่มีเรื่องของความขัดกันในทาง การเมือง ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามาบริหารประเทศ เจตจำนงของรัฐธรรมนูญนี้ ก็คือว่า ไม่ควรจะมีความขัดแย้งกันในทางการเมือง ในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนจะไปเพิ่มเติมนโยบายอื่นใดที่กว้างขวาง ก้าวหน้าไปกว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ นั้น สามารถที่จะทำได้เสมอ กระผมยืนยันว่า แนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำเปึนต้องเปึนความกล้าหาญของพวกเราทุกคน ผมมีหลักฐานยืนยันนะครับว่า ผมไป สอนหนังสือในต่างประเทศ ฝรั่งสนใจเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เทิดทูนความคิด กระแสคิด ตลอดจนวิธีคิด ที่เราน้อมนำเอาพระราชดำริของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว มาใช้ในสิ่งเหล่านี้ แต่แน่นอนรัฐต้องไปดําเนินการในการจัดทําร้ายละเอียดให้มีความ สอดคล้อง แต่ถ้าเรากลับไปดูในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินี่นะครับ มันก็จะ มีแนวทาง มีแนวคิด มีการจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะรองรับ องค์กรพัฒนาเอกชนเอง ก็น่าจะเข้ามามีบทบาทในการรังสรรค์ความคิดเหล่านี้ด้วย บางครั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ต้องปล่อยกว้างเพื่อจะให้สังคมมีเวทีของเขาในการทำงานเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ พยายามเป่ดเวทีกว้างในเรื่องของเวทีการเมืองภาคประชาชน เราลืมที่จะบอกไป แล้วคง ต้องบอกซ้ำ ก็คือ มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง การปัองกันต้นทาง ที่ท่านการุณพูด และท่านสมาชิกหลายคนพูด ก็คือการปัองกันต้นทางของการเข้าสู่ อํานาจรัฐนั้น ทําได้ทางเดียวเท่านั้นล่ะครับ ก็คือประชาชนต้องกล้าหาญพอ ต้องเติบใหญ่ พอ ต้องพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ผมเชื่อมั่นเสมอว่า การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สส. ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ สว. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สสร. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สนช. หรือขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี ผู้วิเศษท่านใด แต่ขึ้นอยู่กับพลังอำนาจ และการแสดงบทบาทในทางการเมืองของ ประชาชน ท่านทั้งหลายครับ เรื่องนี้เปึนเรื่องใหญ่ที่เราต้องทำร่วมกัน การแปรญัตติทำได้ ตามเงื่อนไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่แค่นั้นมันไม่พอครับ การพูดคุยกัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การบอกกันตรง ๆ ในสิ่งที่เราอาจจะยอมรับกันได้ เพราะว่าการประสานความคิดเรื่องนี้ ผมคิดว่า กรรมาธิการไม่มีจุดยืนที่จะแข็งขื้น ในสิ่ง เหล่านี้เราได้แสดงให้เห็นมาโดยตลอดในการประชุมของกรรมาธิการ ในเรื่องของการ แก้ปัญหาแตกต่างทางด้านการซื้อสิทธิ ขายเสียงนั้น มันก็คงต้องมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แต่ว่าการกําหนดบทบาทในรายละเอียดมันจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังต้องไปมีภาระในการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ และยกร่าง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก ๓ ฉบับ แต่ท่านทั้งหลายก็คงต้องพิจารณาร่วมกัน ก็คือ เรื่องของการเลือกตั้ง เรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเรื่องของการพรรคการเมือง ถ้าเราไปกําหนดอะไรไว้รายละเอียดในรัฐธรรมนูญมากเกินไป เมื่อบริบททางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนชีวิตจิตใจของผู้คน เปลี่ยนแปลงไป เรามิต้องกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกหรือ บางสิ่งนั้นสามารถที่จะ เขียนในกฎหมายที่เปึนกฎหมายลูก และหลายสิ่งนะครับที่ท่านพูด รัฐบาลขณะนี้ได้ยิน ควรจะทําเลย หรือรัฐบาลที่เห็นความจําเปึน เห็นสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนนั้น ก็ต้องทำเลย ในเรื่องความห่วงใยเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผมคิดว่า เปึ้นเรื่องที่น่ารับฟัง เปึนเรื่องที่เราได้มีการพูดคุยกันมาก เปึนเรื่องที่มีข้อโต้แย้งกันมาก ที่สุดในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่มันก็ไม่ควรไปเปึนสิ่งที่ผมจะมาพูดว่า ใครพูด อะไร อย่างไร ตัวกฎหมายที่มันร่างออกมานี่มันเหมือนกับ มันเปึนจุดของการ ประนีประนอมระหว่างคนที่แข็งขืนกับคนที่ไปในลักษณะที่ท่าน สสร. สมเกียรติ ได้พยายามจะทำ แน่นอนครับ การใช้คําว่า ความระมัดระวังในการที่จะไม่ทำให้ รัฐวิสาหกิจอันเปึนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนตกอยู่ในการผูกขาดของเอกชน นั้น เปึนเจตจำนง เปึ้นเจตนารมณ์ สิ่งเหล่านี้เราสามารถบันทึกในเจตนารมณ์ควบคู่ ไปด้วยก็ได้ แต่เราอย่าลืมนะครับว่า พลวัตในทางการบริหารในอนาคต มันอาจจะมี รูปแบบต่าง ๆ ของการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริหารรัฐวิสาหกิจมากกว่าคำว่า แปรรูป มากกว่าคําว่า การปฏิรูป มากกว่าคําว่า การปรับอย่างขนานใหญ่ บางครั้งเรา อาจจะต้องปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในภาวะของคนในอนาคตที่เขาจะต้องให้ ความสำคัญ แต่แน่นอนเมื่อเราบันทึกในเจตนารมณ์อย่างที่สมาชิกต้องการนี่ ผมคิดว่า ท่านเดโชเอง ต้องขออภัย ท่านรองประธานนะครับ เอ่ยชื่อไปแล้ว เปึนประธาน กรรมาธิการบันทึกเจตนารมณ์ฯ ในคราวนี้เราเปึนครั้งแรก ท่านสมาชิก สสร. ที่เคารพครับ ที่เรามีการบันทึกเจตนารมณ์ของการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปึ้นระบบ มีการสืบค้นได้ แล้วสามารถที่จะสืบค้นออนไลน์ (Online) ในอนาคตได้ สิ่งเหล่านี้ หรือแม้แต่การ พูดคุยกันในวันนี้ของพวกเรานี่ก็มีถูกบันทึกไว้ วันนี้ผมดีใจนะครับ เราใช้เวลาไม่มากก็จริง แต่ว่าได้มีการขยายการพูดไปอย่างกว้างขวางถึง ๑๘ คน บวกกรรมาธิการที่ไม่ได้พูดอีก ๒๕ คน มันก็เกือบจะ ครึ่งสภา แต่ท่านทั้งหลายยังมีเวทีที่จะต้องพูดกันต่อไป ผมไม่อยาก ให้ท่านทั้งหลายทอดทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ความไม่พึงพอใจทั้งหลายขอให้แปร เปลี่ยนเปึนความกล้าหาญที่จะปรับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเรามีหน้าที่ ร่วมกันครับ ท่านสมาชิกครับ เรามีหน้าที่ร่วมกัน ในวันที่เราเข้ารับตําแหน่งนี่ เราปฏิญาณ ต้น เรามีหน้าที่ร่วมกันที่จะผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไป และมีหน้าที่ร่วมกันที่จะ ไปรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนร่วมกันลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรายัง มีเวลานะครับ ท่านทั้งหลายอย่าลืมการแปรญัตติ อย่าลืมการแสดงความเห็น บางเรื่อง มันอาจจะไม่จําเปึนต้องแปรญัตติ เพราะเรายังต้องรับฟังความคิดเห็นเข้ามา เวลานี้ จะลำบากลำบนแค่ใดก็ตามครับ ผมก็แทบจะไม่มีเวลาว่างออกไปรับฟังความคิดเห็น อยากให้พวกเราช่วยกันออกไป แล้วรับฟังมา แล้วพยายามที่จะกลั่นกรอง แล้วช่วยกัน ความยากของมันก็คือว่า ความเห็นที่เข้ามาต่างกันนี่มันจะมีมากก็จริง แต่ความง่ายของ มันอยู่ที่ใจเราที่จะต้องสานโยงความคิดเหล่านี้เข้าด้วยกัน ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน สิ่งที่ทั้งหลายพูดเปึนประโยชน์ต่อกรรมาธิการทุกคน และผมเชื่อว่า เปึนประโยชน์ต่อ พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ สิ่งที่เราคาดหวังร่วมกัน ก็คือ วันพรุ่งนี้ของประเทศไทยจะต้อง ดีกว่าวันนี้ แต่อนาคตไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจของเรา อยู่ที่การตัดสินใจของพี่น้อง ประชาชน อยากให้สะท้อนความเห็นเข้ามา ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการ ทำงานนะครับ เราก็น้อมรับในสิ่งเหล่านี้ไว้เสมอ ก็คงจะนำเสนอไว้เพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ