สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๖ · ๓๐ เมษายน ๒๕๕๐

เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง เสนอคำชื่นชมของรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจให้ประชาชนและภาคประชาชน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้น โดยมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 7 คน และการสรรหาคณะกรรมการ 76 คน

รองศาสตราจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมได้ติดตามดูการยกร่างมาโดยตลอด และโดย ภาพรวมนี่ ผมต้องขอกราบเรียนว่าผมชื่นชม เพราะว่าที่ผมได้ไปรับฟังความเห็นมา โดย ส่วนมากกรรมาธิการยกร่างก็ได้นำไปประกอบอยู่ในการยกร่าง โดยเฉพาะภาพรวมนี่ ทำให้เราได้ความรู้สึกที่ตรงกัน ก็คือว่า ประชาชนอยากที่จะให้มีการเพิ่มอำนาจให้ ประชาชน หรือการเมืองในภาคประชาชนให้ได้มีโอกาสได้เข้ามาเปึ้นผู้เล่น ไม่ใช่เปึ้นผู้ดู ผมคิดว่า เท่าที่ดูรัฐธรรมนูญที่ร่างมานี่ ประชาชนเปึ้นผู้เล่น หรือว่ามีการเมืองภาค ประชาชนโดยตรงเพิ่มมากขึ้น แต่เดิมนี่ประชาชนเปึ้นผู้ดูมาก เพราะฉะนั้นถ้าดูภาพตรงนี้ ผมอยากจะยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนตรงนี้สักเล็กน้อย แต่ว่าในตอนท้ายผมมีเรื่องที่ จะต้องติติง แล้วก็จะต้องขอความกรุณา เพื่อที่จะนำไปพิจารณาแก้ไข ปรับปรุง อย่างเช่น ตัวอย่างว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะให้สิทธิประชาชน ๑ แสนคน เข้าชื่อกันเพื่อให้แก้ไข รัฐธรรมนูญได้นี่ ผมคิดว่าเปึนของใหม่และเปึนของดี เมื่อเช้านี้วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน เชียงใหม่ โทรศัพท์มาสัมภาษณ์ผม เขามีความเปึนห่วงว่า ถ้ารัฐธรรมนูญแข็งขืน ห้ามไม่ให้มีการแก้ไข มันจะมีปัญหาได้ในอนาคต ผมก็ได้เล่าให้เขาฟังว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ให้สิทธิประชาชน ๑ แสนรายชื่อ สามารถที่จะขอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ผมฟังดู เขาก็ดีใจ ขณะเดียวกันที่เคยเขียนไว้ว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วก็ฝ์ายบริหาร ไม่เคยนําเข้าบัญญัติ แล้วในที่สุดประชาชนก็เสียสิทธิ ครั้งนี้ก็ชัดเจน ตัดทิ้ง แล้วก็ทําให้ ประชาชนได้สิทธิทันที ผมคิดว่า นี่ก็เปึนของใหม่ที่ต้องชื่นชม เรื่องกองทุนพัฒนาการเมือง กับเรื่องการลดรายชื่อ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ ที่จะเสนอกฎหมายหรือถอดถอนนักการเมือง อันนี้ชัดเจน ประชาชนแทบทุกแห่งเห็นว่า ๕๐,๐๐๐ นั้นมากไป แล้วก็ควรจะลดเหลือ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ บัดนี้กรรมาธิการยกร่างก็ได้ทําแล้ว และยังแถมกองทุนพัฒนาการเมือง ภาคพลเมืองให้ด้วย แปลว่า เวลาที่คนกำลังจะไปรณรงค์ให้ได้ ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ยังมีเงินทองสนับสนุนในการทํางานทางการเมือง ผมคิดว่าเปึนของดี แล้วก็คิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความก้าวหน้าในการเมือง ภาคประชาชนตรงนี้เพิ่มมากขึ้น เรื่องให้ชุมชนมีสิทธิฟัองศาลได้ ในกรณีที่มีการละเมิด ชุมชนกับเรื่องที่ให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสิทธิในการฟัองศาลรัฐธรรมนูญและ ศาลปกครองได้ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ คำสั่ง และการกระทำใด ๆ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมว่าเปึนของดีนะครับ แล้วก็เปึ้นผู้เสียหายแทนประชาชนเพื่อฟัองศาลได้ แต่เดิมนี่ กรรมการสิทธิ ทํางานมากพอสมควร แต่ทําแล้วก็ทํารายงานเสนอรัฐบาล รัฐบาลก็เก็บ แล้วก็ไม่ทําอะไร เราก็ได้แต่ร้อง แล้วทําอะไรไม่ได้ ผมคิดว่า เรื่องนี้ก็เปึ้นเรื่องที่ประชาชน น่าจะดีใจ ถ้าเห็นข้อเท็จจริงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรื่องการให้ประชาชนในท้องถิ่น ลงประชามติในเรื่องท้องถิ่นได้ ผมว่าก็เปึ้นเรื่องดี รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วได้ล็อก (Lock) ไว้ว่า การลงประชามติเปึนการลงประชามติระดับชาติ และเพื่อให้ความเห็นต่อ คณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เที่ยวนี้เปึ้นเรื่องของท้องถิ่นก็สามารถจะลงประชามติได้ เรื่องการ ที่ทำให้การออกพระราชกำหนดยากขึ้น อย่างเช่น พระราชกำหนดภาษีโทรคมนาคม พระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม ซึ่งสร้างปัญหาอย่างมากมายในรัฐบาล ชุดที่แล้ว ก็ได้รับการแก้ไข การที่จะให้อัยการเปึนองค์กรอิสระจากรัฐบาล เพราะแต่เดิมนี่ นายกรัฐมนตรีเปึ้นผู้นําขึ้นทูลเกล้าฯ ผมว่านี่ก็เปึ้นของใหม่ที่ผมจะต้องขีดเส้นใต้ แล้วก็ จะต้องชื่นชม แต่แน่นอนนะครับ ขึ้นต้นก็ต้องชื่นชมก่อน ประเดี๋ยวตอนท้ายก็ต้องมีอะไรที่ ติติง เรื่องหมวดการเงิน การคลัง ก็ให้มีหมวดการเงิน การคลัง เปึนครั้งแรกของ รัฐธรรมนูญ แล้วก็เพื่อที่จะปัองกันนโยบายการเอาเงินของรัฐไปแจก ไปทําประชานิยม เพื่อหาเสียง หรือพูดง่าย ๆ ว่า เอาเงินของรัฐไปซื้อเสียง โดยที่ทำให้ขาดวินัยการคลัง ผม ถือว่า อันนี้เปึ้นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เรื่องการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาสามารถหยิบยกเรื่องที่เกิดขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องรอผู้เสียหาย ผมว่าอันนี้ดี แล้วก็ให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถจะฟัองต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้ ผมว่าดี แต่ ผมมีข้อเสนอแนะตรงนี้นิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมเองเกี่ยวข้องกับผู้ตรวจการแผ่นดิน รัฐสภามา ๖ ป้ ทั้งเปึนผู้เลือก เปึนผู้ตรวจสอบประวัติ และเปึนผู้เลือกเขา เราเลือกเขาไป เปึ้นผู้ตรวจ เราก็มีเรื่องที่จะร้องต่อผู้ตรวจ ให้ผู้ตรวจ นี่ดำเนินการ แต่มีปัญหาว่า องค์กรแห่งนี้ได้บุคลากร และได้บุคคลไปทำหน้าที่เหมือนเปึ้นราชการไม่มีผิด กล่าวคือ ทำหน้าที่เหมือนผู้ตรวจการของกระทรวง ใครร้องท่านรับ รับเสร็จดันเอาไปให้กับผู้ถูก ร้องอีก บอกว่าเขาร้องมาว่าอย่างนี้ ท่านจะชี้แจงว่าอย่างไร พอเขาชี้แจงกลับมา ก็กลับไป บอกผู้ร้องว่า เขาชี้แจงอย่างนี้ ไกล่เกลี่ยพอนะ ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะทำตัวอย่างนี้ แต่ผมดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ท่านยังจะให้ผู้ตรวจอยู่ต่ออีก ๓ คนเก่าที่มีวัฒนธรรมของ ข้าราชการเหมือนผู้ตรวจการกระทรวงยังทำหน้าที่อยู่ต่อไป ขณะที่ท่านไปเพิ่มอำนาจ ให้แก่เขาในการหยิบยกเรื่องขึ้นมาเองได้ ท่านประธานครับ ตรงนี้แหละครับจะมีปัญหา ซึ่งจะต้องทําอย่างไรให้มันสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่ท่านไปใส่ไว้ว่า ยังจะให้ผู้ตรวจการ เก่ายังทําหน้าที่ต่อไป ผมไม่ทราบว่า ตรงนี้ท่านต้องแก้ไข อันนั้นผมก็เรียนให้ทราบว่า คงไม่ใช่ผู้ตรวจอย่างเดียวนะครับ ก็คงจะมีองค์กรอิสระอย่างอื่นอีกด้วยที่จะต้อง พูดจากันตรงนี้ เรื่องที่ผมคิดว่า เปึนของใหม่ แล้วก็ขณะนี้อยู่ในความสนใจ และ วิพากษ์วิจารณ์ ก็คือเรื่องที่ให้มีคณะบุคคลในภาวะวิกฤติ และบุคคลนี้มีคณะบุคคล ๑๑ คน ประกอบไปด้วยศาล ๓ ศาล และประกอบไปด้วย ประธานรัฐสภา ก็คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้นํา ฝ์ายค้าน แล้วก็ประธานขององค์กรอิสระ รวมกันเปึน ๑๑ ท่าน ในยามวิกฤติ ผมคิดว่า เรื่องนี้เปึ้นเรื่องใหม่ แล้วผมนั่งชั่งใจ ใคร่ครวญอยู่นาน แต่ผมก็จะต้องยอมรับว่า ในที่สุด แล้วผมเห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการยกร่าง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเกิด วิกฤติ แม้จะสิบป้ครั้ง สิบห้าป้ครั้งก็ตาม แต่เมื่อเกิดวิกฤติแล้วทุกคนแข็งไปหมด ไม่มีใคร กล้าขยับที่จะเข้ามาแก้ไขวิกฤติ เพราะทุกคนมองว่า ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง เพราะฉะนั้น การที่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ให้มีคณะบุคคลคณะหนึ่งที่สามารถจะร่วมกันปรึกษาหารือ แต่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งการว่า ให้เปึนอย่างหนึ่งอย่างใด ผมคิดว่า การพูดจากัน การที่เอาประมุขของทุกฝ์ายมาคุยกัน ไม่ว่าจะประมุขของฝ์ายนิติบัญญัติ ประมุขฝ์ายบริหาร ประมุขฝ์ายตุลาการ และเอาตัวแทนขององค์กรอิสระเข้าปรึกษา หารือกัน ผมเชื่อว่าวิกฤติบางทีคลี่คลายได้ วิกฤติสามารถที่จะแก้ไขได้ ถ้าหากว่าประมุข ของทั้งหลายได้มีการพูดจากัน คำถามที่ผมได้พยายามซักไซ้ไล่เลี้ยงก็คือว่า องค์กรนี้เปึน องค์กรถาวรหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ถาวร องค์กรนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ชั่วคราว และมีผู้หนึ่งผู้ใด ใครก็ได้ใน ๑๑ คนนี้สามารถที่จะเรียก เพื่อที่จะให้มีองค์ประชุมเกิดขึ้น และองค์ประชุมจะเกิดขึ้นจะต้องมี ๖ จาก ๑๑ แสดงว่าอย่างน้อย ๖ คน เห็นวิกฤติจึง เข้ามาร่วมกันที่จะปรึกษาหารือ และองค์ประชุมแห่งนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจในการที่จะไปบังคับ ส่วนหนึ่งส่วนใดให้ทำ แต่องค์ประชุมแห่งนี้จะสร้างความชอบธรรม หรือไม่สร้าง ความชอบธรรมให้กับผู้บริหารประเทศในขณะนั้นได้ ท่านประธานครับ มีผลทางสังคม มีผลทางการเมืองที่ทำให้ผู้ที่บริหาร และดูแลรับผิดชอบวิกฤติในขณะนั้น จะต้องตระหนัก ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเปึ้นเรื่องของความชอบธรรม ผมคิดว่า การออกแบบนั้น พอเหมาะพอสม พอสมควร แต่ท่านประธานมีจุดอ่อนอยู่นิดหนึ่ง ท่านประธานจะแก้ไข ปัญหาอย่างไร ก็คือว่า ถ้าหากว่าเราได้บุคคลพิเศษที่มีความเก่ง แต่ขยันโกง อย่างเช่น ที่ผ่านมา แล้วเข้าไปแทรกแซงรัฐสภา ซึ่งแทรกแซงได้ แทรกแซงวุฒิสภา ซึ่งแทรกแซงได้ แทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งแทรกแซงได้ แล้วกำลังบังอาจจะแทรกแซงศาลด้วย คำถามคือ ถ้าเขาแทรกแซงได้ องค์กรตรงนี้ คณะบุคคลตรงนี้ก็เปึนแต่เพียงแค่บุคคลนี้เข้ามายืนยัน ความถูกต้องของผู้ที่กระทำผิด ผมพูดอย่างนี้ท่านพอจะเข้าใจ แต่ผมทราบดีว่า โอกาสเช่นนั้นเกิดขึ้นยากที่เราจะมีบุคคลพิเศษไร้มนุษย์มนาแบบนี้ หายาก ผมได้ชั่งใจว่า มีจุดอ่อนจุดเดียวท่านประธาน แต่ชั่งแล้วผมคิดว่า การมีคณะบุคคลดังกล่าวดีกว่าไม่มี เพราะถ้าเขาแทรกแซงได้ เขาก็แทรกแซงอยู่ แล้วก็ไม่ได้ปรากฏออกมาให้เห็น แต่การปรากฏออกมาให้เห็นเสีย ผมคิดว่าไม่เลวนัก และผมเชื่อว่าประชาชนฉลาด ใน ๑๑ คน ถ้าแทรกไปได้ ๖ หรือ ๗ หรือ ๘ ก็ตาม แม้จะเปึนเสียงข้างมาก แต่ประชาชน จะดูว่าเสียงข้างน้อยนี้คือใคร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน จะได้มีมติ หรือมีท่าที่ออกมาที่ ชัดเจนยิ่งขึ้น ฟังดูแล้วผมก็เห็นด้วยกับคณะบุคคลแก้ไขวิกฤติ ๑๑ ท่าน อย่างที่ท่านพูดมา

ประการที่ ๒ คณะกรรมการเพื่อสรรหาองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ท่านประธานคงจะจำได้ว่า ผมนี่เปึนบุคคลที่ตรวจสอบเรื่องกระบวนการสรรหาองค์กร อิสระเปึนประจำ ผมรับหน้าที่เปึนประธานกรรมาธิการ ประธานอนุกรรมาธิการตรวจสอบ กระบวนการสรรหาเปึนประจํา ผมอยู่ในวุฒิสภา แล้วก็ตรวจสอบมาคู่กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ตลอดมา ผมพูดได้เต็มปากว่า ผมรู้จักประวัติของแทบทุกคนที่ผ่านผมตรวจสอบ แล้วผมก็พอจะ พูดได้ว่า กระบวนการสรรหานั้นมีการแทรกแซง เหลวแหลกอย่างไร เหมือนที่ท่าน อาจารย์วิชาพูดไม่มีผิด ผมสามารถที่จะเป่ดเผย และผมคิดว่า ผมจำได้ทุกองค์กร ท่านประธานครับ เมื่อก่อนนี้เราใช้ให้มีตัวแทนของพรรคการเมืองเลือกกันเอง ให้มี ตัวแทนของอธิการบดีเลือกกันเอง ให้มีตัวแทนของคณบดีรัฐศาสตร์เลือกกันเอง ให้มี ตัวแทนของส่วนนั้นส่วนนี้เลือกกันเอง แต่ท่านประธานครับ ในที่สุดก็ถูกแทรกแซงเสีย ไม่เหลือ แล้วในที่สุดก็มีปัญหา แต่กรรมการสรรหาองค์กรอิสระครั้งนี้ท่านประดิษฐ์ใหม่ ท่านเอาประธาน ๓ ศาล บวกกับประธานรัฐสภา และผู้นําฝ์ายค้านเปึน ๕ คน และ ๕ นี้ ยื่นตลอด ทุกองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเอา ๕ นี้เปึ้นผู้ที่ยืนตลอดในการสรรหา และ สรรหาเสร็จแล้วให้วุฒิสภารับรองหรือไม่รับรอง วุฒิสภาไม่มีอํานาจในการเลือก แต่ให้ รับรองหรือไม่รับรอง ถ้าไม่รับรอง ๕ ท่านนี้ ถ้ายืนยันก็สามารถที่จะผ่านได้อีก ก็พูดง่าย ๆ ว่าอํานาจอยู่ที่ ๕ ท่านนี้ ท่านดูไว้ก่อนนะครับ องค์ประกอบก็คือศาล ๓ ศาล บวกประธานรัฐสภา ก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็มีผู้นําฝ์ายค้าน ซึ่งดูจะค้าน และดุลกันได้ดีพอสมควร ถ้าถามผมว่า ถ้าเทียบกับป้ ๒๕๔๐ เปึ้นอย่างไร ผมพอตอบได้ ทันทีโดยที่ไม่ต้องคิดมาก ดีกว่าเดิม ทําไมผมตอบได้ทันที ท่านประธานครับ ผมเดินทาง ไปต่างจังหวัด ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน เพิ่งจบเมื่อคืนนี้ ไปจบที่ภาคเหนือ ผมไป ทุกภาค เมื่อคืนนี้เพิ่งกลับมาสด ๆ ร้อน ๆ จากเชียงใหม่ ผมคิดว่า ขณะนี้ประชาชนเชื่อ ตุลาการ ประชาชนเชื่อศาล เวลาถามว่าจะให้มากันอย่างไรนี่ ผมฟังได้เลยว่า ส่วนมาก ส่วนมาก มาก จะพูดถึงศาลก่อน เพราะเชื่อในความสามารถของตุลาการ และเชื่อใน ความบริสุทธิ์ยุติธรรมของศาล ซึ่งผมเองก็ดีใจที่เรายังมีองค์กรที่ประชาชนเชื่อถืออยู่ แล้วก็ถ้าถามว่า ถ้าท่านร่างแบบนี้ประชาชนพอใจไหม ผมเชื่อว่าประชาชนพอใจ และมี ประธานรัฐสภากับผู้นำฝ์ายค้านมาค้านและดุลกัน ประชาชนพอใจ แต่ท่านตามผมไป ก่อนนะครับ ขณะนี้ท่านดูเปึ้นส่วน ๆ นี่ ผมว่าประชาชนพอใจ ทีนี้พอมาถึงวุฒิสภา แล้วประเดี๋ยวผมจะเล่าให้ท่านประธานฟังว่า พอท่านว่าดภาพรวมทั้งหมดแล้ว มันมี ปัญหาบางอย่างที่ท่านควรจะต้องแก้ไข มาถึงวุฒิสภา ซึ่งผมก็คุ้นเคยดี เพราะผมมาเปึน วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมเองได้เดินสายในรอบแรก แล้วผม ก็พบว่าประชาชนต้องการให้มาจากการเลือกตั้ง เราถามประชาชนว่า ระหว่างการแต่งตั้ง กับการเลือกตั้ง ประชาชนต้องการอะไร เพราะประเทศไทยมีประสบการณ์อยู่เพียง ๒ อย่าง ก็คือแต่งตั้งมาโดยตลอด แต่งตั้งโดยบุคคลคนเดียวคือนายกรัฐมนตรีเปึ้นบุคคล สําคัญในการแต่งตั้ง และก็มีการเลือกตั้ง ซึ่งผมเปึน สว. รุ่นแรกที่มาจากการเลือกตั้ง อาจจะพูดได้ว่ามีอยู่รุ่นเดียว เพราะอีกรุ่นหนึ่งยังไม่ได้ทำงาน ตกลงพอเทียบกันระหว่าง แต่งตั้งกับเลือกตั้ง ประชาชนบอกต้องเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมได้ไปแถลงข่าวทันที ที่ทราบว่ากรรมาธิการยกร่างไม่เอาการเลือกตั้ง ผมลงไปที่ห้องนักข่าว ผมประชุม กรรมาธิการผม เพื่อดูผลอีกครั้งหนึ่ง และผมบอกว่า เรื่องนี้มีปัญหาแน่ ผมบอกทันทีว่า ผมจะตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นเพื่อตรวจสอบทั้งหมดว่า ท่านได้ทำตามที่ประชาชนต้องการ มากน้อยแค่ไหน และโดยเฉพาะวุฒิสภา ผมคิดว่า กรรมาธิการชุดนี้ผิดพลาดอย่าง ร้ายแรง และผมจะต้องดำเนินการจัดการกับกรรมาธิการชุดนี้ นี่ผมได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว ท่านประธาน แต่พอผมไปเดินสายรอบที่ ๒ แล้วเพิ่งกลับมาเมื่อคืนนี้ ท่านประธานครับ ผมแปลกใจมากว่า ประชาชนมีความต้องการอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเปึ้นสิ่งที่ผมแปลกใจ และ ทำให้ผมในขณะนี้ตีกันเองอยู่ในตัวมาก เพราะรอบแรกให้เทียบกันระหว่างแต่งตั้งกับเลือกตั้ง ท่านบอกเอาเลือกตั้ง แต่งตั้งไม่เอา แต่พอมาเที่ยวนี้กรรมาธิการยกร่างโผล่ขึ้นมาตรงกลาง ไม่แต่งตั้ง ไม่เลือกตั้ง แต่สรรหา โดย ๗ คน และ ๗ คนนั้น ประกอบไปด้วยศาล ๓ ศาล ที่ประชาชนเขาบอกเขาเชื่อ แล้วประกอบไปด้วยตัวแทนขององค์กรอิสระอีก ๔ รวมเปึน ๗ เขาบอก เฮ้ยอย่างนี้ ไปได้ ผมก็ซักสิครับ ในเมื่อพวกคุณบอกกับผมว่าต้องเลือกตั้ง ทำไมถึงไม่เลือกตั้งล่ะ งานนี้ เขาก็ตอบผมอย่างนี้ท่านประธาน เขาบอกว่าถ้าเลือกตั้ง ๑. หนีไม่พ้นอิทธิพลของ นักการเมืองและพรรคการเมือง ๒. หนีไม่พ้นอิทธิพลท้องถิ่น ๓. หนีไม่พ้นอิทธิพลเงิน และ ๔. หนีไม่พ้นอิทธิพลการโกงการเลือกตั้ง เขาตอบอย่างนี้ท่านประธาน เขาบอกว่า ถ้าเลือกตั้งนี่มันจะมีปัญหาว่า มันจะได้บุคคลที่ไม่ต่างอะไรเลยกับ สส. เปึนคนชุด เดียวกัน เปึนคนประเภทเดียวกับ สส. แล้วเขาตอบผมว่า แล้วถ้าเช่นนั้นเรามี ๒ สภาไป ทําไม เขาได้ถกกันต่อไปอีกว่า ถ้าเรามี ๒ สภา ก็แปลว่าเราอยากจะได้สภาอีกสภาหนึ่ง ที่เปึนสภาของผู้ที่มีวุฒิภาวะ เปึนสภาที่ไม่มีอํานาจเต็มเหมือนสภาผู้แทนราษฎร เพราะสภาผู้แทนราษฎรไปจัดตั้งฝ์ายบริหาร แล้วก็เปึนฝ์ายนิติบัญญัติผู้ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็มีอำนาจของฝ์ายตุลาการอีกอำนาจหนึ่ง ในการค้านและดุล ๓ อํานาจ เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการให้วุฒิสภาเปึ้นผู้ที่มีอํานาจ เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร แต่เขาต้องการเปึนสภาของผู้ที่มีวุฒิภาวะ ไปค้านและดุล กับสภาผู้แทนราษฎร ไปค่อยกระตุก ไปค่อยเคาะ ไปค่อยบอกว่า อันนี้จะไม่ดีนะ เพราะฉะนั้นพอเขาแยกตรงนี้ เขาก็เลยมองว่าการสรรหาน่าจะดีกว่า ท่านประธานครับ ผมไปทุกภาค ผมจะบอกเขาว่า ผมจะอธิบายอย่างไรกับสภาแห่งนี้ ผมลองพูดกับเขาเลย ว่า ถ้าผมอธิบายอย่างนี้ เขาพอจะคิดว่าใช่ไหม ผมบอกผมอธิบายอย่างนี้ ๑. ถ้าระหว่าง เลือกตั้งกับแต่งตั้ง เขาคิดว่าเลือกตั้งดีกว่า แต่พอมาแบบใหม่ ประชาชนอยากจะลอง ของใหม่ เพราะเบื่อเต็มที่กับแต่งตั้ง แล้วก็เบื่อเต็มที่กับเลือกตั้ง เพราะมันมีจุดอ่อนทั้งคู่ พอมีของใหม่ อยากจะลอง แล้วยิ่งของใหม่บอกเกิดจาก ๗ คน ที่มีศาลประกอบด้วย เขาก็พอใจ เขาเชื่อใจ ยิ่งกว่านั้น เขาเห็นว่าเปึนการประนีประนอม เพราะคนไทยชอบ ประนีประนอม แต่งตั้งโดยคนคนหนึ่งก็ไม่เอา เลือกตั้งก็ไม่ค่อยชอบ ตกลงมา ประนีประนอมอย่างนี้ พอจะรับได้ และอยากจะทดลองของใหม่ ท่านประธานครับ แต่ว่า มีข้อคิดจากเสียงส่วนน้อย กลายเปึนเสียงส่วนน้อยไปแล้วนะครับ พวกเลือกตั้ง เท่าที่ผม ประเมินในรอบแรก ที่เดินมาครบทุกภาคขณะนี้นะครับ ผมกราบเรียนว่า คะแนนยัง สู่สี นะครับ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรจะมาจากการสรรหา แต่ ๔๐ เห็นว่ายั่งยืนไว้ที่การ เลือกตั้ง ผมคิดว่าคะแนนใกล้เคียงกันมาก ๆ เลย ตรงนี้ ๖๐ กับ ๔๐ นี่นะครับ พลิกเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อีกฝ์ายหนึ่งชนะนะครับ อีกฝ์ายหนึ่งเสมอกันเลยนะ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะ ๖๐ กับ ๔๐ ผมคิดว่าอันนี้ยังจะต้องฟังต่อ แต่มีข้อเสนอที่เกิดขึ้น ที่อยุธยา แล้วก็เกิดขึ้นที่ภาคเหนือ แล้วก็ภาคอีสาน เขาเสนออย่างนี้ครับ เขาบอกว่า ผสม มากกว่านี้อีกหน่อยได้ไหม เขายังไม่อยากให้ ๗ คนนั้น เปึน ๗ อรหันต์ ที่เลือกเสียทีเดียว แล้วได้ไปเลยตัวแทนประจำภาค เขาบอกว่า ให้ ๗ คนนี้เลือกแต่ละจังหวัดสัก ๕ คน ได้ไหม แล้วส่งไปให้ อันนี้คือกลั่นกรอง อย่าเรียกว่าสรรหาเลย สรรหามาให้ ๕ คน แต่ให้ ประชาชนชี้ขาดว่า ใน ๕ นี้จะเอาใคร เขาบอกเราก็จะได้ผู้ทรงคุณวุฒิด้วย แล้วก็จะ ไม่เหมือนสภาร่างด้วย และขณะเดียวกัน ประชาชนได้เปึนคนตัดสินใจครั้งสุดท้าย ท่านประธานครับ อันนี้ผม ลองถามดู แล้วลองให้ยกมือดู ปรากฏว่า จำนวนมากพอใจกับระบบผสมผสานอย่างนี้ อีกประเด็นหนึ่งที่เขาพอใจก็คือ เขาบอกว่า ๘๔ คนที่มาจากสาขาอาชีพต่าง ๆ เขาบอกว่า เขาเปึนเกษตรกร ลงไปแข่งขันเลือกตั้งให้ตาย โอกาสที่จะได้รับเลือกเปึน สว. ยาก แต่เกษตรกรเปึ้นคนส่วนใหญ่ คนพิการก็ดี ผู้หญิงก็ดี และอาชีพต่าง ๆ หลาย อาชีพผู้ใช้แรงงานก็ดี เขาบอกเลยครับว่า ถ้าเห็นหน้าเขานี่ ไม่มีทางหรอกครับ ถ้าลงไป เลือกตั้งก็แพ้แน่ แต่ถ้าระบบจัดสรรเปึนสัดส่วนตามอาชีพ เขายังพอมีตัวแทนอาชีพของ เขาเข้ามาอยู่ในวุฒิสภา นี่เปึ้นอีกส่วนหนึ่ง แต่ท่านประธานครับ ตรงนี้เขามีความเปึนห่วง ๒ ประเด็น ผมอยากให้ท่านเทกโน้ต (Take note) ไว้นะครับ ๒ ประด็นนี้ ที่เขาเปึนห่วง

ประการที่ ๑ กฎหมายลูกที่จะออกตามมาว่า จะมีองค์กรวิชาชีพอย่างไร องค์กรวิชาชีพจะจัดสรร สรรหากันอย่างไร เพื่อให้ได้ ๘๔ คน แล้วสรรหามาแล้ว ๗ คนนี้ จะเลือกอย่างไรจากองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เขาบอก เขามองไม่เห็นภาพเลยในขณะนี้ เช่นเดียวกันกับ ๗๖ จังหวัด ๗๖ คน ท่านบอกว่า จะต้องมีคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อกลั่นกรองมาชั้นหนึ่ง เขาถามว่า จะทำเหมือน กกต. ไหม เพราะ กกต. นี่เขามีปัญหา ท่านจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ที่มี กกต. ระดับจังหวัดที่บอกว่า เสนอมา ๑๕ ให้ส่วนกลางเลือกเหลือ ๕ แน่นอนนี่เปึนคำถามปลีกย่อย แต่ว่าเปึนคำถามที่ท่านต้องคิด ในการที่จะทำกฎหมายลูกตรงนี้ ความผิดพลาดอาจจะเกิดตรงนี้ด้วยก็ได้ ท่านจะต้องดู ตรงนี้ให้ดี ถ้าหากว่าสุดท้ายครับท่านประธาน เสียงส่วนใหญ่เขาจะเอาสรรหานี่ ท่านต้อง ดูประเด็นนี้ให้ดี แต่ถ้าหากว่าเปึนการเลือกตั้ง ก็เปึนอีกเรื่องหนึ่ง อันนั้นก็จะง่าย แล้วก็ เปึ้นอีกเรื่องหนึ่ง

และประการที่ ๒ ที่เขาฝากมา ก็คือ ๗ คนน้อยไปไหม ๗ คนประกอบด้วย ๓ ศาล แล้วก็อีก ๔ องค์กรอิสระ เขาบอกว่า ภาคประชาชนหายไปไหน แล้วตัวเลข ๗ อาจจะน้อยไปไหม ถ้าเกิดถูกแทรกแซงได้ มันหมด สว. ทั้งสภามันจะหมด มันจะถูก แทรกแซงไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าเพิ่มจาก ๗ เขาพูดกันถึงประมาณ ๑๑ ถึง ๑๕ แต่ท่านประธานครับ พอผมถามว่า แล้วจะเอาใครเพิ่มให้มันได้ ๑๑ ถึง ๑๕ ผมถาม ทุกภาคนะครับ เขาตอบผมไม่ได้ เขาบอกได้อย่างเดียว คือขอองค์กรภาคประชาชนเพิ่ม อีกสัก ๒ เปึน ๙ แต่พอผมถามว่า องค์กรภาคประชาชนจะเอาใครล่ะ เขาก็ยังตอบไม่ได้ นี่ผมพูด อะไรที่ประชาชนตอบได้ ผมก็นำมา อะไรที่ประชาชนให้แนวกับเรามา แล้วยัง ตอบไม่ได้ ผมก็บอกตรง ๆ ว่า ขณะนี้เปึนอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ๑. ๗ คน จะน้อยไปไหม ถ้าเพิ่มขอให้มีตัวแทนภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชน ใส่เข้าไปได้ไหม แล้วจะใส่ อะไรเพิ่ม เขายังคิดไม่ออก กับ ๒. เรื่องกฎหมายลูกของท่านนั้นนะครับ เขายังมองไม่เห็น เขาอยากจะเห็น ท่านช่วยไปคิดด่วน ๆ หน่อยได้ไหมครับ จะได้พิจารณาประกอบไปด้วย ทีเดียว อันนั้นก็เปึ้นส่วนที่เขาฝากผมมา ท่านประธานครับ อยากจะชี้ให้เห็นตรงนี้ ทีนี้ล่ะ ผมคิดว่าเปึนจุดอ่อนใหญ่นะครับ ท่านต้องตั้งใจฟังผมนิดหนึ่ง เพราะกรรมาธิการยกร่าง ไปรับประทานข้าวเยอะ บางคนกินข้าวก็ไม่ได้ฟัง บางคนกินข้าวก็ฟัง ก็แล้วแต่นะครับ ผมคิดว่า ท่านอาจารย์วิชาพยายามอธิบายสิ่งที่ผมเห็นจุดอ่อน แต่ว่าอธิบายแล้วนี่ เราจะ สบายใจเสียทีเดียวทั้งหมดหรือไม่ ผมสบายใจขึ้นเยอะครับที่อาจารย์วิชาอธิบาย แต่เรา ต้องชั่งน้ําหนักให้ดี ท่านประธานครับ การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา การสรรหาองค์กรอิสระ ทั้งหมดนี้ ๓ ศาล เปึ้นตัวสำคัญใช่ไหมครับ ต้องยอมรับความจริงก่อน เราสรรหาองค์กร อิสระทั้งหลาย ๓ ศาล เปึนคนสําคัญ เพราะว่ากรรมการสรรหาที่มีอํานาจเกือบจะได้ ทั้งหมดเลย คือ ๕ คน อีก ๒ คน คือ ประธานรัฐสภา กับผู้นำฝ์ายค้าน ๓ ศาลนี้สําคัญมาก ๆ ในการได้องค์กรอิสระ ขณะเดียวกัน ๓ ศาล ก็ไปอยู่ใน ๗ คน ที่เลือกวุฒิสภา และ ๓ ศาลนี้ไปบวกอีก ๔ ๔ คือองค์กรอิสระที่ศาลเปึนคนสรรมา ตกลง ๗ นี้ก็คือศาลเปึ้นผู้มีอํานาจมากใน ๗ ทั้งหมด เพราะว่าศาล ๓ ไปสรรหา ๔ มา แล้วเอา ๔ นี้มารวม เปึ้น ๗ ตกลง ๗ นี้มีอำนาจค่อนข้างสูงมาก ท่านมองเห็นไหมครับ ในการเลือกวุฒิ แล้ววุฒิไปให้คํารับรอง หรือไม่รับรอง ๔ นี้ ก็คือ ผู้ที่มาจาก องค์กรอิสระต้องให้วุฒิรับรอง หรือไม่รับรอง คําถามเขาก็คือว่า มันเหมือนกับการ เก่า หลังกันไป เก่าหลังกันมาหรือเปล่า ศาลเปึนคนเลือกไป เลือกไป อ้ายนี่กลับมารับรองนะ ครับ แล้วมันจะวนเวียนอย่างนี้หรือเปล่า ขณะเดียวกันไปเลือก ปปช. ไปเลือก กกต. ไป เลือกอย่างอื่น แล้วตำแหน่งพวกนี้ก็เปึนตำแหน่งกึ่ง ๆ ศาล เอาล่ะกึ่ง ๆ กระบวนการ ยุติธรรม ก็พอจะไปได้ คำถามก็คือ เปึนคนที่อยู่ในเซต์ (Set) เดียวกัน และศาลจะมี ตุลาการนี่ จะเข้ามามีอำนาจตรงนี้มากขึ้น ถามว่า ตรงนี้อยู่ในความพอดีหรือเปล่า ถ้าเรา ได้ตุลาการที่ดี บ้านเมืองก็ไปได้ แต่ถ้าเราได้ตุลาการที่ดี แต่ต้องยอมรับความจริงนะครับ พอมีอำนาจปัูบนี่ ฝ์ายการเมืองก็ดี ฝ์ายอื่น ๆ ก็ดี โดยเฉพาะสังคมไทยที่ชอบวิ่งเต้น จะไม่อยู่เฉย ๆ อำนาจจะดูดคนวิ่งเข้ามาหา แล้วก็จะล็อบบี (Lobby) จะติดสินบน จะทำ ทุกวิถีทาง ถามว่าศาลจะทนอยู่ได้ไหมในที่สุด ผมว่าตรงนี้คือจุดเปราะบาง ผมพูดตรง ๆ ว่า ผมนี่ชื่นชอบศาลนะครับ ผมชื่นชอบตุลาการ แต่ก็อยากจะปกปัองและรักษาให้อยู่ ยาว ๆ ตรงนี้มันจะเปึนความบังเอิญหรือเปล่าว่า เมื่อกี้ท่านอาจารย์วิชาก็บอกว่า กรอบสอง สถาบันการเมืองก็ไปเอาศาลไปสรรหาวุฒิ แล้วพอดีฝ์ายกรอบสาม ก็เอาศาลนี่มาสรรหาองค์กรอิสระ ตกลงมันประจวบเหมาะกันอย่างนี้ ภาพรวมทั้งหมด มันพอดีหรือเปล่า แต่ผมยอมรับนะครับ ประชาชนพอใจ ถ้าท่านถามผมว่า อย่างนี้ ประชาชนพอใจไหม ผมตอบท่านว่า ประชาชนชอบใจ แต่นั่นเปึนความห่วงใยของผมเอง ผมต้องบอก อันนี้ต้องแฟร์ (Fair) เพราะประชาชนยังไม่ได้วิเคราะห์ภาพรวมตรงนี้ทั้งหมด ประชาชนหยิบมาทีละเรื่อง ถามว่าองค์กรอิสระให้ศาลมาสรรหาอย่างนี้พอใจไหม เขา พอใจ ถามว่าวุฒิสภาอย่างนี้เขาเชื่อใจไหม เขาเชื่อใจ แต่ถามว่าพอดูภาพรวมแล้ว นั่นเปึนสิ่งที่ผมในฐานะ สสร. คนหนึ่ง มีความกังวลเอง ทีนี้พออาจารย์วิชาพูดเมื่อกี้นี้ ผมคล้ายกังวลไปได้ส่วนหนึ่ง คือเราเคยบอกว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นนี่ เราเปึนคนเลือกฝ์ายนี้ แล้วฝ์ายนี้จะกลับมาถอดถอนเรา เช่น ศาลไปเลือกวุฒิ วุฒิจะมาถอดถอนศาลได้ อย่างนี้มันจะเกาหลังกันไหม ผมก็กลับไปดูของเก่า ของเก่านี่วุฒิเปึนคนเลือกองค์กรอิสระ ปปช. กกต. อะไรก็ตาม แล้ว กกต. ปปช. พวกนี้ องค์กรอิสระทั้งหลายก็กลับมาตรวจสอบ วุฒิ ถามว่าตรวจไหม ตรวจ ทําไมจะไม่ตรวจ กกต. น่ะเปึนคนให้ใบแดงวุฒิตั้งหลายคน เปึนวุฒิไปแล้ว ยังให้ใบเหลืองลงไปเลือกใหม่อีก ๑๑ คน รุ่นผม ทํางานไปป้กว่า ดันมาให้ ใบเหลืองใหม่ ก็ไปเลือกใหม่ก็มี ก็แสดงว่าถ้าเทียบกับมาตรฐานของเก่า มันก็ไม่ได้ หมายความว่า คนที่เราเลือกไปจะเก่าหลังกัน ถามว่า พวกผมนี่เลือก ปปช. ไป ๙ คน เราเปึนคนเลือกเอง แล้ววุฒิก็ตามไปถอดถอน ปปช. ๙ คนเอง ผมนี่เปึนตัวจะไปถอดถอน ๙ คน แล้วเอาสําเร็จด้วย ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเราเลือกเองแล้วเราต้อง เห็นดีงามไป ตลอดเวลา เขาไปทำอะไร เราก็ต้องเห็นดีไปด้วยหมด ตกลงถ้าฟังอย่างนี้ ที่อาจารย์วิชา อธิบายเมื่อกี้นี้ มันก็พอรับได้อีก มันก็เลยทำให้ผมในขณะนี้กำลังว้าวุ่นอยู่ในใจตรงนี้ว่า ในศาลนี่ประชาชนเขาเชื่อ แล้วประชาชนเขาชอบ ฟังขณะนี้เขาชอบจริง ๆ ท่านประธาน ที่ออกแบบมานี่เขาบอกดีแล้ว ดีกว่าเดิม ที่ตัดเอาพรรคการเมืองออก กรรมการสรรหา ทั้งหลาย ตัดเอาอธิการบดีออก อะไรต่ออะไรพวกนี้ออก เขาชอบ ผมเพียงแค่เปึ้นห่วง ภาพรวมเท่านั้นเอง ท่านช่วยพิจารณาตรงนี้สักนิดหนึ่ง แต่ผมไม่ถึงกับว่ามันเปึ้นเรื่อง ร้ายแรงอะไรนะครับ ผมคิดว่าอาจจะพอดีก็ได้ แล้วก็ช่วยกันคิด อยากจะให้ สสร. ทั้งสภา ช่วยกันคิดประเด็นนี้ มันก็มาพันกับประเด็นเล็ก ๆ อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน ที่ผมจะพูดอีกประเด็นเดียว แล้วผมก็จะไม่พูด อีกประเด็นหนึ่ง คือ มาตราท้าย ๆ ของ รัฐธรรมนูญ เกือบสุดท้าย ๒๙๖ มาพันกันเลย ในบทเฉพาะกาล บอกว่า ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาสามารถปฏิบัติ หน้าที่ในศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ท่านประธานครับ ตรงนี้อย่าลืมนะครับ ครั้งนี้เรากําลังให้อํานาจศาลฎีกาสูงนะครับ อย่าลืมนะครับ ครั้งนี้เรา ให้อำนาจตุลาการ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นที่ตุลาการสูงมาก มาตรา ๒๙๖ ที่ผมกราบเรียน ไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านอ่านคําว่า ในวาระเริ่มแรกให้ผู้พิพากษาอาวุโสที่เคยดํารงตําแหน่ง ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาสามารถปฏิบัติหน้าที่ในศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๔ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ท่านประธานครับ กินความไปถึงผู้พิพากษาอาวุโสที่เกษียณ ไปแล้วทุกคน ไม่เว้นใครเลย ถามว่ามากไปไหม รัฐธรรมนูญเป่ดหมดนะครับ ผู้พิพากษา ที่พื้นไปแล้ว เกษียณไปแล้ว จบไปแล้ว ก็มีทั้งดี และไม่ดี ท่านจะตามกลับไปรับรองมา หมดเลยเหรอ หรือท่านจะมีเจตนาเพียง เพื่อเพียงแค่เราต้องการตุลาการที่ระดับศาลฎีกา ที่ปัจจุบันนี้กำลังจะเกษียณ หรือเพิ่งเกษียณ ผมว่าท่านเขียนตรงนี้ให้มันชัดเจน ได้ไหมครับ ถ้าท่านเขียนอย่างนี้ ท่านหลุดจากการเปึนตุลาการไปแล้ว ปัจจุบันนี้อายุ เท่าไรก็ไม่รู้ ท่านไปทําอะไรอย่างอื่นแล้ว ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นแล้ว ผมคิดว่า อันนี้ อาจจะมีปัญหา แม้ท่านจะเขียนต่อนะครับ ตามหลักเกณฑ์ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดลักษณะ หลักเกณฑ์การปฏิบัติ หน้าที่ของผู้พิพากษาอาวุโส ท่านประธานครับ เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญนี้ ฉบับนี้ มาตรานี้ กำลังยกทั้งหมดไปให้ศาลหมดเลยนะครับตรงนี้ และให้ศาลฎีกาหมดเลยนะครับ จะเอาศาลฎีกาที่อาวุโสไปแล้ว เกษียณไปแล้ว แล้วไปทําอะไรก็ไม่รู้ไปแล้ว มีสิทธิหมด และถามว่าหลักเกณฑ์คืออะไร หลักเกณฑ์ก็ให้ศาลฎีกากำหนดอีก ผมคิดว่า อันนี้จะมี ปัญหาไหม จะต้องวางขอบเขตอะไรบ้างหรือไม่ และมาตรานี้ของใหม่นะครับ อย่าอ้างว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็มี นี่ของใหม่ อย่าให้คนเขานินทาว่า พอศาลมาอยู่ใน ยกร่างเยอะ ก็ไปเป่ดช่องตรงนี้ให้เยอะเกินไป ผมกราบเรียนด้วยความปรารถนาดี นะครับ ผมเปึนคนที่รักวงการตุลาการ แล้วก็อยากจะปกปัองวงการตุลาการ เลยตั้ง ข้อสังเกตตรงนี้ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ