สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๖ · ๓๐ เมษายน ๒๕๕๐

สมคิด เลิศไพฑูรย์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยตอบคำถามของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และอธิบายถึงความหมายและเจตนารมณ์ของมาตราในรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม สมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขานุการกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเรียนตอบ คำถามสั้น ๆ ในกรณีที่ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญสองสามท่านนะครับ ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านเจิมศักดิ์ ท่านกล้านรงค์ ท่านวัชรา ได้เรียนไปแล้ว ก่อนอื่นก็คือเรื่องที่ ท่านเจิมศักดิ์ได้พูดถึง เรื่องการบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ที่มีหลายเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพประชาชน และท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้ยืนยันในสิ่งที่ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เรียนกับท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชม และสมาชิกสภาร่าง ทุกท่านว่า ความเห็นของประชาชนทั้งหลายนั้น กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําไป คำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ส่วนใหญ่เท่าที่ผมเคยแจ้งนับ ประมาณถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างตามความเห็นประชาชน ทั้งสิ้นนะครับ ขออนุญาตเรียนคำถามบางคำถาม ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ท่านกล้านรงค์ ท่านวัชราได้เรียนถามสั้น ๆ ครับว่า เรื่องแรก เรื่องการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ก็ขออนุญาต เรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความจริงเรื่องการสรรหานั้น ก็ได้หารือกันในหมู่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ค่อนข้างอธิบายกันอย่างกว้างขวางครับ แล้วก็ที่ประชุมก็มีมติว่า ใช้ระบบสรรหาเท่านั้น แต่อยากเรียนว่า ข้อเสนอที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้รับฟัง ความคิดเห็นประชาชนมาว่า อยากให้มีระบบการกลั่นกรอง หรือสรรหา ก่อนที่จะ ให้ประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งในระดับจังหวัดนั้น ก็เปึนข้อเสนอของกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยนะครับ ซึ่งกรรมาธิการจะได้นําไปดูอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า เสียง ของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความเห็นไปในทิศทางว่า อยากให้มีสรรหาประมาณถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าระบบเลือกตั้งที่เปึนอยู่ แต่เปึ้นระบบสรรหาที่ผสมผสานกับ การเลือกตั้งแล้ว จะดำเนินการอย่างไรบ้าง ขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกเพิ่มเติมด้วย นะครับว่า ในจํานวนที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แบ่งสัดส่วนว่า จะเปึ้นจังหวัด ๗๖ คน แล้วก็มาจากวิชาชีพอีก ๘๔ คนนั้น ความจริงกรรมาธิการเสียงข้างน้อย บางส่วนก็มีความเห็นครับว่า ถ้าใช้ระบบสรรหาผสมเลือกตั้งแล้ว จำนวนของ สว. ที่มา จากการเลือกตั้งอาจจะมีจำนวนที่มากกว่าจำนวนของ สว. ที่มาจากการสรรหาจาก วิชาชีพทั้งหลายด้วยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อาจจะแบ่งสัดส่วนใหม่เปึนร้อยต่อหกสิบ อย่างนี้เปึนต้นนะครับ ขออนุญาตเรียนว่า เราก็คงรับฟังความคิดเห็น และนำไปพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง เรื่องผู้พิพากษาอาวุโส ตามมาตรา ๒๙๖ ก็ต้องขอความขอบคุณท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์ที่ได้เรียนนะครับ แต่ผมขออนุญาตเรียนว่า ผู้พิพากษาอาวุโสนั้นได้มีอยู่ ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ อยู่แล้วนะครับ เปึ้นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วนะครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เพียงแต่ขยายความให้ชัดเจนว่า ผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งแต่เดิมต้องลงไปในศาล ชั้นต้นนะครับ ทำงานต่อในศาลชั้นต้นนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น สามารถไม่ลงไป ทำงานศาลชั้นต้นก็ได้นะครับ แต่ว่าสามารถทำงานในศาลในชั้นที่ตัวเองเกษียณอายุ ราชการไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมเปึ้นผู้พิพากษาศาลฎีกาก็สามารถทำงานต่อใน ชั้นของศาลฎีกาได้นะครับ ส่วนประเด็นปัญหาที่อาจารย์เจิมศักดิ์ยกมาว่า ไปต่อทุกคน หรือเปล่า ย้อนหลังไปทั้งหมดไหม คําตอบคือไม่ใช่นะครับ ก็ต่อเฉพาะคนที่จะ เกษียณอายุราชการหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้แล้วเท่านั้นเองนะครับ ถ้ามี ปัญหาเรื่องคำที่ไม่มีความชัดเจน ก็จะขออนุญาตว่า กรรมาธิการก็คงจะรับไปปรับปรุง นะครับ ส่วนในกรณีที่ท่านกล้านรงค์ได้ยกปัญหาเรื่องมาตรา ๒๖๗ เรื่องประชาชน หรือ ผู้เสียหายนั้นสามารถร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองได้นั้น ก็ขออนุญาต กราบเรียนว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีปัญหาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ว่า ตีความของนัก กฎหมายนี่แตกต่างกันนะครับว่า ฝ์ายหนึ่งก็เห็นว่า แม้จะเขียนในมาตรา ๒๖๗ ซึ่งเปึน มาตราเดิมที่ลอกมาจาก ๒๐๐ ป้ ๒๕๔๐ แล้วก็ตาม หลายคนก็มีความเห็นว่า ไม่ใช่ ผู้เสียหาย ประทานโทษครับ ปปช. เองก็สามารถหยิบยกเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาได้นะครับ แต่ว่ามีเสียงข้างมากตีความในทิศทางว่า เฉพาะผู้เสียหายเท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้ ความจริงเปึนเรื่องที่น่ายินดีที่ท่านกล้านรงค์ได้เรียนนะครับว่า กฎหมายได้แก้ไขแล้ว แล้วอาจจะมีปัญหาตีความว่า ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๗ หรือไม่ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนว่า มาตรา ๒๖๗ ที่กรรมาธิการยกร่างขึ้นนั้น เจตนารมณ์ ก็ชัดเจนครับ ตรงกันกับร่างที่ได้แก้ไขในกฎหมายแล้ว คือไม่ตัดสิทธิ ปปช. เองที่หยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาได้ แต่ถ้ามีปัญหาถ้อยคํา กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยินดี จะไปปรับถ้อยคำให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องท่านวัชราตั้งข้อสังเกตในมาตรา ๒๐๘ นะครับว่า เราเป่ดช่องให้ ประชาชนสามารถฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่มีเงื่อนไขว่า การฟัองศาล รัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้น ต้องเปึนกรณีที่ไม่สามารถใช้วิธีการอื่นได้แล้วนะครับ หลักการ นี้เปึนหลักการที่เราลอกมาจากรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมัน (สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมัน) ซึ่งเปึ้นรัฐธรรมนูญในเรื่องศาลรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้ามาก อยากขอ อนุญาตกราบเรียนว่า หากเป่ดช่องให้ประชาชนสามารถฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้ทุกกรณี คดีที่ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีจํานวนที่สูงมากนะครับ ที่เขียนไว้ในวรรคสองของ ๒๐๘ บอกว่า การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเปึนกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้นั้น ขออนุญาตกราบเรียนว่า ยังมีช่องทางหลายช่องครับที่จะเกิดขึ้นได้ตาม ๒๐๘ วรรคสอง ยกตัวอย่างเช่น เคยมีคดีที่ขึ้นสู่ศาลหลายกรณีด้วยกันนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง คนพิการที่ไปสมัครเปึนผู้พิพากษา แล้วถูกตัดสิทธิ ไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ นะครับ ก็ไปฟัองศาลหลายศาล ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ช่องทางของ ๒๐๘ ก็จะมี ช่องทางตรงนี้เปึ้นต้น รวมตลอดถึงเรื่องที่ท่านวัชราพูดนะครับว่า ถ้าไปร้องผู้ตรวจการ แผ่นดินรัฐสภาได้ ก็ไม่จำเปึนต้องมาฟัองศาลปกครองอีก ขออนุญาตเรียนว่า เรื่องที่ ประชาชนไปฟัอง หรือร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ซึ่งเราเพิ่มสิทธิเสรีภาพขึ้นใหม่นั้น ทั้งกรรมการทั้ง ๒ ชุดนะครับ ทั้งผู้ตรวจการ เองทั้งกรรมการสิทธิ อาจจะไม่รับเรื่องประชาชนเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ในกรณี เช่นว่านี้นะครับ ประชาชนเองก็สามารถใช้สิทธิตามมาตรา ๒๐๘ วรรคสอง ได้ เช่นเดียวกัน ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ๒๐๘ วรรคสอง ก็ต้องการให้เกิดดุลยภาพนะครับ ไม่ให้คดีมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่เปึนการตัดสิทธิประชาชนในการนําเรื่องขึ้นสู่ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ครับ ขอบคุณครับ