การุณ ใสงาม หารือเรื่องการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญครอบคลุมเขตอำนาจศาลทั้งหมด รวมถึงการกำหนดชื่อตำแหน่งที่มีโอกาสที่จะเข้าไปดำเนินคดีอาญา และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง โดยเสนอให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาในการดำเนินการ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม ครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะขออนุญาตพูดเปึนประเด็นแบบสั้น ๆ ครับ เรื่องที่ ๑ เปึ้น เรื่องที่ต่อเนื่อง เปึนความเห็นต่อเนื่องจากของท่านกล้านรงค์ จันทิก นะครับ คือ ว่าด้วย เรื่องของการดำเนินคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งท่านกล้านรงค์ท่านเสนอไป ในประเด็น มาตรา ๒๖๗ แต่ผมเองเห็นว่า มาตรา ๒๖๖ ก็เปึนประเด็นที่มีปัญหา และมีปัญหามากเช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้เราจะพบว่า ตำแหน่งที่มีโอกาสที่จะเข้าไปดำเนินคดีอาญา ก็คือตำแหน่งทางการเมือง แม้จะบัญญัติในวรรคสองของมาตรา ๒๖๖ ต่อเนื่องไปถึง ข้าราชการ หรือผู้ร่วมกระทําความผิด ผู้สนับสนุนการกระทําความผิด อะไรต่าง ๆ นะครับ ผู้ช่วยเหลือก็ตาม แต่ผมคิดว่ายังไม่พอครับ ท่านประธานครับ ที่เราเคยประสบปัญหามา และจนบัดนี้ก็ยังประสบปัญหา นั่นคือ การดำเนินคดีอาญากับผู้ที่ดำรงตำแหน่งองค์กร อิสระตามรัฐธรรมนูญ เพราะอันนี้จะไปเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งศาลอาญาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย จะกำหนดเขตอำนาจศาลไว้อยู่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ข้าราชการทางการเมือง ผู้แทนราษฎร สว. ผู้ช่วย ผู้สนับสนุน ผู้อะไรต่าง ๆ แต่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญครับ ไม่ว่าจะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิมนุษยชนก็ตาม ก็ไม่เข้าข่ายอันนี้ ที่จะขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้ แม้แต่ข้าราชการระดับสูงที่ไม่ได้กระทำความผิด ร่วมกันกับนักการเมือง หรือมีส่วนช่วยสนับสนุนนักการเมืองก็ตาม ก็ไม่อยู่ในขอบเขต อำนาจศาลที่จะขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้ จึงเปึนไปได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ที่จะกําหนดให้เปึนการดําเนินคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูง แล้วก็กําหนดชื่อตําแหน่ง ไปที่มีอยู่ในกฎหมาย ปปช. ซึ่งกฎหมาย ปปช. เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้บริหาร รัฐวิสาหกิจที่เรียกชื่ออื่นใดก็ตาม อัยการสูงสุด ตุลาการ ผู้พิพากษา ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ซึ่งมีหมดอยู่ในกฎหมาย ปปช. ซึ่งเปึ้นตำแหน่งระดับสูงเหล่านี้ ผมคิดว่า ถ้าทําอย่างนั้นก็จะทําให้ครอบคลุมไปถึงเขตอํานาจศาลทั้งหมด นี่คือเรื่องที่ ๑ นะครับ ซึ่ง เรื่องนี้ปัจจุบันนี้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ และ ๒๖๗ ต่อเนื่องกัน แต่เดิมนั้น มันอยู่ในมาตรา ๓๐๘ และมาตรา ๓๐๙ นะครับ อีกอันหนึ่งครับ ท่านประธานครับ กรณี เรื่องการลงมติ อันนี้จะมีปัญหามาก แต่เดิมนั้นจะมีบัญญัติไว้อยู่มาตรา ๓๐๗ ใน รัฐธรรมนูญฉบับเดิมนะครับ ปัจจุบันอยู่ในมาตรา ๒๖๕ ว่าด้วยเรื่องการถอดถอนของผู้ ดํารงตําแหน่ง อันนี้ใช้ตัวเลขสูงมาก คือ จะถอดถอนบุคคลได้นี่นะครับ วุฒิสภาจะต้องใช้ เสียงถึงสามในห้า แต่เดิมวุฒิสภาของเรามี ๒๐๐ คน ซึ่งปัจจุบันนี้อาจจะเปึ้นเท่าใดยัง ไม่แน่ แต่สามในห้าของ ๒๐๐ คน คือ ๑๒๐ คนขึ้นไป ซึ่งเปึ้นอัตราที่สูงมาก ผมคิดว่า เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ในขณะนั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว นี่คือประการถัด มานะครับ ประการที่ ๒ ประการที่ ๒ มีอีก ๒.๒ เอาอย่างนี้ดีกว่านะครับ เมื่อกี้เปึน ๒.๑ ก็แล้วกันนะครับ ๒.๒ นี้ผมเคยเรียนต่อที่ประชุมนี้หลายครั้งว่า กรณีการถอดถอน ปปช. แต่เดิมอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๙ แต่ปัจจุบันนี้จะอยู่ที่ มาตรา ๒๔๑ คือ การถอดถอนบุคคลในประเทศนี้ทุกตำแหน่งใช้รัฐธรรมนูญที่มีอยู่คือสามในห้า ที่ผมเรียน ไป ๒.๑ เมื่อกี้ คือ ๑๒๐ คนต่อ ๒๐๐ แต่ของ ปปช. ท่านดูครับ เปึ้นบุคคลพิเศษมาก ท่าน กล้านรงค์ นั่งอยู่ที่นี่ ปปช. ด้วย คตส. ด้วย ปปช. นี่นะครับจะถูกถอดถอนได้ต้องใช้ เสียงสูงที่สุดของคนในประเทศนี้ คือ ต้องใช้เสียงสามในสี่ ตามรัฐธรรมนูญเดิมนะครับ มาตรา ๒๙๙ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ ๒๔๑ สามในสี่คืออะไรครับท่านครับ ถ้า สว. สองร้อย แต่เดิมนะครับ คือ ต้อง ๑๕๐ คนขึ้นไป ท่านดูตำแหน่งอื่น ๆ สิครับ นายกรัฐมนตรีถูกถอดถอนก็ตาม รัฐมนตรีถูกถอดถอนก็ตาม ตุลาการก็ตาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตำแหน่งอื่น ๆ ทั้งหมดในประเทศนี้นะครับ ผู้พิพากษา อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ตำแหน่งระดับสูงใน ปปช. นะครับ ถูกถอดถอนนะครับ สามในห้าเท่านั้นเอง คือ ร้อยยี่สิบ ต่อสองร้อย แต่พอมา ปปช. ตำแหน่งเดียวครับ อันนี้บัญญัติไว้อยู่ที่มาตรา ๒๙๙ เดิม นะครับ แต่ตอนนี้มาเปลี่ยนเปึน ๒๔๑ ปัจจุบันนะครับ สามในสี่ ๑๕๐ คนครับ แทบจะ เรียกได้ว่า ให้ขาดใจตายทั้งสภาก็ไม่มีทางที่จะถอดได้ ผมก็คิดว่า ควรเท่ากัน คือ เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ในขณะนั้น ผมคิดว่าก็มากพอแล้วล่ะครับ แล้วการ ถอดถอน ผมสังเกตดู แม้แต่อิมพีชเมนท์ (Impeachment) ประธานาธิบดีอเมริกาก็ใช้ เสียงวุฒิสภาเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง โดยผู้แทนราษฎรเปึนคนกล่าวหามา ท่านประธาน วุฒิสภาลงมานั่งข้างล่าง ให้ประธานศาลฎีกาไปนั่งเปึนประธานที่ประชุมของวุฒิสภา แล้วก็ทำการอิมพีชเม่นท์ประธานาธิบดี ก็แค่นั้นเอง แต่ปกติเขายังไม่เคยมีการทดลอง เลยว่า มันมีการเกินกึ่งหนึ่งสักครั้งหรือเปล่า เพราะเขาถือว่า เมื่อถูกเข้าอิมพีชเมนท์แล้ว ส่วนใหญ่เขาจะตัดสินใจออกก่อน ลาออกก่อน เขาเคารพอย่างไรครับ แต่ของไทยนี้ อาจจําเปึ้นจะต้องถอดถอน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ใช้เกินกึ่งหนึ่งก็น่าจะพอ เพราะฉะนั้น ผมมีประเด็นที่จะนําเสนอ ที่จริงมีอีกเยอะครับ แต่ว่าเปึนคร่าว ๆ นะครับ รวมถึง การสรรหาก็ตาม กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระก็ตาม ผมก็มีข้อแตกต่างเยอะ แต่เปึน คร่าว ๆ ตัวอย่างนะครับ แต่อยากนําเรียนประเด็นที่ ๓ สุดท้าย ท่านครับ ที่อภิปรายกัน เยอะแยะมากมาย มันคือปัญหาของการบริหารราชการแผ่นดินถูกควบคุม ไม่มี ประสิทธิภาพจนกระทั่งเหิมเกริม ทุจริต คอร์รัปชั่น ขายชาติ องค์กรอิสระล้มเหลว องค์กร อิสระใช้ไม่ได้ เพราะมันมีปัญหาเยอะแยะมากมาย จนกระทั่งเปึ้นองค์กรอิสระที่รับใช้ฝ์าย บริหาร ล้วนทั้งหมดก็ตามครับ ผมอยากพูดสั้น ๆ ว่า ที่มาทั้งหลายมีปัญหาต้นทาง ถ้าเรา ไม่แก้ต้นทางแล้วนะครับ จะแก้ปลายทางไม่ได้เลย ท่านมัวแต่มาวิ่งแก้นิ้วก้อย นิ้วนางที่ เปึ้นปลายทาง องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรืออะไรก็ตามนะครับ วิ่งมาแก้ฝ์ายบริหาร ก็ตาม หรือวิ่งมาแก้ฝ์ายตุลาการ คือตอนนี้มันหมดที่ไป หมดที่พึ่ง ก็เลยจะไปหันซ้าย หันขวา ก็เลยว่า พึ่งดีที่สุดน่าจะพึ่งศาลยุติธรรม เพราะฉะนั้นจึงเอาศาลยุติธรรมนี่นะครับ เข้ามาอยู่ในองค์กรต่าง ๆ มากมาย ล้วนเปึนการดูปลายทางทั้งสิ้น แต่ต้นทาง ต้นทาง คืออะไรครับ ท่านครับ ต้นทางคือการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตัวแทน พี่น้องประชาชนที่ เดินเต็มถนนเพราะอะไรครับ เพราะภาคตัวแทนไม่ทำงาน ภาคตัวแทนเมื่อกี้นี้ล้มเหลว ทั้งป้ ๖ ป้นี่ล้มเหลว มาจนกระทั่งป้ ๒๕๔๙ นี่ล้มเหลวจนกระทั่งไม่รู้จะทำอย่างไร ภาคประชาชนเลยเดินเต็มถนน เรียกว่า ภาคพลเมืองมาทำแทน ตัวการได้ออกมาแสดง บทบาทแทนตัวแทนแล้ว ด้วยตัวแทนล้มเหลว เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าเราทําตัวแทนให้มี คุณค่า มีคุณภาพดี ซึ่งเรายังไม่มีเวลาคุยกันให้ละเอียดนะครับ ผมเองก็จะไม่นำเสนอให้ ละเอียดในวันนี้ ในเรื่องภาคตัวแทน เพียงแต่อยากชี้ให้เห็นเท่านั้นเองครับว่า ถ้าเราทําที่ ต้นทางให้ดี ภาคตัวแทนให้ดี เมื่อภาคตัวแทนดี ไม่เปึ้นสภาพี่ ไม่เปึนสภาน้อง ไม่เปึน ฯลฯ นะครับ ที่เกิดความเสียหายทั้งหมด เราแก้ที่ต้นทางให้ดีเสียก่อน ประชาธิปไตย ภาคตัวแทน มันจะทําให้ภาคพลเมืองซึ่งเราจะทําให้เข้มแข็งนั่นแหละ ต้องทําให้ เข้มแข็งไหม ต้องทำ แต่ว่าจะทำให้ภาคพลเมืองนั้นเบาแรงยิ่งขึ้น เพราะมีภาคตัวแทน เข้มแข็งให้ แล้วเมื่อมีภาคตัวแทนที่ดี มีคุณค่า และเข้มแข็งได้ ภาคตัวแทนนี่แหละครับ จะตั้งฝ์ายบริหารที่ดี มีคุณค่า คือรัฐบาลที่ดีและมีคุณค่า รัฐบาลที่ดีและมีคุณค่า โดย ภาคตัวแทนเข้าทำการควบคุม ตรวจสอบอีก ที่ดีและมีคุณค่า มันก็จะทำให้ดีไปด้วยกัน พร้อมกัน และขณะเดียวกันองค์กรอิสระที่มีปัญหา องค์กรอิสระมาจากไหนท่าน ก็มาจาก ภาคตัวแทนนั่นแหละที่เปึนคนเสนอไป ที่มีปัญหาภาคตัวแทนคืออะไร สว. เห็นไหมครับ แต่ก่อนนะครับ รัฐธรรมนูญก่อน คือ สว. เปึ้นคนคัดสรรให้ ก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น และ กรรมการสรรหาฯ ก็มีปัญหาทั้งสิ้น เขาเรียกว่า ส่วนเหล่านี้มีปัญหา มีอุปสรรค์ เพราะฉะนั้นถ้าเราทําที่ต้นทางให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ มันก็จะคลี่คลายปลายทางตามไป ด้วยครับ เปึ้นลำดับ ลำดับขั้นไป แต่รายละเอียดของการที่จะทำให้ต้นทางดีที่สุด ได้อย่างไร ผมคิดว่าต้องใช้เวลามาก ขอบคุณครับ