สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๖ · ๓๐ เมษายน ๒๕๕๐

วิชา มหาคุณ หารือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าไม่ได้ร่างภายใต้ความกดดันหรือเป็นตัวแทนของใคร ไม่ได้ฟังเสียงใคร และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างจริงจัง และยืนยันการร่างรัฐธรรมนูญตามหลักธรรมาธิปไตย

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สสร. ที่เคารพทุกท่าน ผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างนะครับ ขอเรียนเพิ่มเติมจากที่เพื่อนกรรมาธิการยกร่างได้ชี้แจงต่อที่ประชุมครับ เกี่ยวกับเรื่อง การร่างรัฐธรรมนูญนี้ ผมขอเรียนยืนยันแทนท่านกรรมาธิการยกร่างทุกท่านนะครับว่า เราไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญภายใต้ความกดดันใด ๆ ประการต่อไปก็คือ เราไม่ได้ร่าง รัฐธรรมนูญโดยเปึนนอมินี (Nominee) ของใคร หรือเปึนตัวแทนของใคร นอกจากตัวแทน ของราษฎร ตัวแทนของประชาชน ผู้ทุกข์ยาก ผู้ยากไร้ทั้งหลายนะครับ หรือผู้ที่ด้อยสิทธิ ทั้งหลายนะครับ ประการต่อไปก็คือ เรามิได้ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมิได้ฟังเสียงใครเลย ถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการยกร่างทั้งหลายที่เข้าร่วมประชุมกับผมได้ร่ําลึกได้ เราก็คงจะ ระลึกได้ว่า เรามีคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือการมีส่วนร่วม ของประชาชนได้เข้าร่วมประชุมด้วยตลอดมา และผมเองและคณะกรรมาธิการยกร่าง หลาย ๆ ท่าน ส่วนใหญ่ก็ได้ลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วยตัวเองนะครับ โดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการมีส่วนร่วมของประชาชน คือท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ท่านได้ลงไปในพื้นที่ ไปจัดการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน ไปอบรมวิทยากร กระผมได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วก็รับเอาในส่วนที่ดี ๆ เอา มาวิเคราะห์ วิจัยกัน มาได้ใช้เหตุใช้ผล เพราะเราถือว่า ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการ ยกร่างก็ดี ของ สสร. ก็ดี เปึนที่ประชุมแบบธรรมาธิปไตย คือเปึนที่ประชุมอันก่อปรด้วย เหตุด้วยผล ด้วยการรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มิใช่ที่ประชุมของอัตตาธิปไตย รับฟังความคิดเห็นของตัวเองฝ์ายเดียว ตัวกู้ของกู้ ยึดมั่นถือมั่น ไม่ฟังเสียงใคร หรือ มิฉะนั้นก็เปึนประเภทโลกาธิปไตย คือรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น แล้วก็คล้อยตาม กระแสสังคม เที่ยวแต่ไปรับฟังความคิดเห็นที่ไม่เปึนธรรม ไม่ชอบธรรม ไม่ชอบด้วยเหตุ ด้วยผล แล้วก็เอามา เพื่อที่จะคล้อยตาม เพื่อที่จะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอะไรก็สุด แล้วแต่ เรายืนยันได้เลยว่า เราทำตามอธิปัตย์สูตรของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นะครับ ก็คือเราถือหลักธรรมาธิปไตย ผมเรียนยืนยันเลยว่า ที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการยกร่าง อันมีท่านประธานประสงค์ เปึ้นผู้ที่ดูแล เรารับฟังความคิดเห็น ทุกด้านครับ รอบด้าน กระผมขอเรียนว่า ถ้าเรานำเอาที่คณะทั้งหลาย กลุ่มบุคคล ทั้งหลายเสนอมา แล้วมาใส่ไว้นี่ ผมคิดว่า คงจะยาวเหยียดถึงหมื่นมาตรานะครับ คงจะ ไม่ใช่แค่พัน เราพยายามสรุปเอาเหตุผลที่ดี ๆ เอามาสกัด เอามาวิเคราะห์ เอามา สังเคราะห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเห็นที่มีท่านที่อาวุโสทั้งหลาย หรือท่านที่เขาถือว่าเปึน ผู้ที่มีภูมิปัญญาทั้งหลายมาโต้แย้ง มาโต้เถียงสองสามประเด็น ซึ่งผมเห็นว่า น่าจะได้มี การชี้แจงให้เข้าใจในที่ประชุมแห่งนี้ด้วยนะครับ เพื่อที่จะผ่านไปถึงท่านผู้ทรงภูมิปัญญา เหล่านั้น อันแรก ก็คือ เรื่องของตุลาการภิวัตน์ ซึ่งอยู่ในกรอบขององค์กรอิสระและศาล รวมทั้งอยู่ในส่วนแรก คือ ส่วนที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย โดยเฉพาะ มาตรา ๖๘ ที่บอกว่า จะต้องมีคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อแก้ไขวิกฤติ นอกจากนี้ ก็ยังอยู่ใน ส่วนที่ว่าด้วยสถาบันทางการเมือง ก็คือ คณะที่จะมีการสรรหาบุคคล ผมขอเรียงลำดับไป นะครับว่า ในเรื่องของตุลาการภิวัตน์นั้น ความจริงมีความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิงว่า ลักษณะ ของการให้ตุลาการเข้าไปเกี่ยวข้องในองค์กร หรือในการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ หรือใน การสรรหาคณะต่าง ๆ นี่ เปึ้นตุลาการภิวัตน์ ผมขอเรียนว่า ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง เข้าใจผิด โดยสิ้นเชิง คําว่า ตุลาการภิวัตน์ หมายถึงว่า ให้ตุลาการทำหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาทด้วยความยุติธรรม ด้วยความเปึนธรรม ตามหลักแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในลักษณะของการเปึนตัวแทนของ ประชาชนที่แท้จริง มิใช่ทำหน้าที่เปึนองค์กรต่างหากแยกจากประชาชน นี่คือลักษณะของ ตุลาการภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการแก้ไขปัญหาเมื่อมีกรณียุ่งยาก หรือมีกรณีความวิบัติในทางการเมือง ผมขอเรียนว่า คำว่า ตุลาการภิวัตน์ นี้ ก่อกำเนิดขึ้น เมื่อป้ ๑๙๘๐ ที่ประเทศยุโรป (Europe) กล่าวคือ ในประเทศอิตาลี (สาธารณรัฐอิตาลี) ประเทศสเปน (ราชอาณาจักรสเปน) และรวมถึงประเทศฝรั่งเศส (สาธารณรัฐฝรั่งเศส) ด้วย ปรากฏว่า การเมืองเปึนสิ่งที่ชั่วร้าย และมีการสร้างความพินาศให้แก่บ้านเมือง โดย คณะผู้บริหารบ้านเมือง ก็คือ ฝ์ายการเมืองเอง แล้วฝ์ายการเมืองเองก็ควบคุมกลไก ไม่ สามารถที่จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ ในที่สุดก็ต้องมาพึ่งศาล คือ ศาลสถิตยุติธรรมก็ดี หรือ ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ให้มีการแก้ไขปัญหา ก็คือ การวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้นักการเมืองพื้นจาก ตำแหน่งก็ดี หรือวินิจฉัยคดีอาญาให้นักการเมืองต้องติดคุก ติดตะราง ซึ่งนำไปสู่ประเด็น ที่สำคัญ ก็คือการเมืองที่ใส่สะอาดอย่างอิตาลีในปัจจุบันนี้ สเป็นในปัจจุบันนี้ หรือรวมถึง ฝรั่งเศสที่เอาอดีตรัฐมนตรีต้องถูกจำคุกในทางคดีอาญา เพราะฉะนั้นในกระบวนการ คดีอาญานักการเมืองที่เราได้สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรตุลาการ คือศาลฎีกาแผนก คดีอาญานักการเมืองก็ดี หรือสร้างความเข้มแข็งให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยเปึนศาลที่ ถูกแทรกแซงโดยอำนาจทางการเมือง จนทำให้เห็นว่า เปึนศาลที่ชั่วร้าย ไม่เปึนที่ยอมรับ ของประชาชน เรานำความภาคภูมิใจกลับมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เรายืนยันหลักให้ศาลฎีกา แผนกคดีนักการเมืองเปึ้นผู้ดําเนินคดีสําหรับนักการเมืองผู้ทุจริตประพฤติมิชอบ เราได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับศาลปกครอง ซึ่งเคยถูกกระบวนการต่าง ๆ พยายามแทรกแซง แต่ก็แทรกแซงไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นเราก็คงให้ศาลทั้งสามดำเนินกระบวนการด้วยความ เข้มแข็งต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบของการเลือกตั้ง ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญไพบูลย์ได้อธิบายว่า ระบบการเลือกตั้งเท่าที่แล้วมานี่ ซึ่งเปึ้นต้นทางแห่งความ สุจริต ยุติธรรม แต่ปรากฏว่า ได้กลายเปึนแหล่งที่มาของการแทรกแซงอำนาจทาง การเมือง และใช้ความมีอํานาจทางการเมืองนั่นเองนี่ทําลาย กกต. ซึ่งควรจะเปึน แหล่งที่มาของคุณธรรมความดีทั้งหลายลงโดยสิ้นเชิง เราก็จะเห็นได้แล้วว่า กกต. ทั้งหลาย ถัดจากสมัยท่าน สสร. สวัสดิ์ ซึ่งขออภัยที่เอ่ยนาม ที่นั่งอยู่ใน ณ ที่นี้ ซึ่งเราได้ เชื่อถือในชุดแรก ความเชื่อถือของประชาชนใน กกต. ชุดแรกนั้นเอง นํามาซึ่งความหวาด ผว่าของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในชุดต่อ ๆ มา เพราะฉะนั้นเขาจึงพยายามทำลาย ความน่าเชื่อถืออันนี้ลง และทำให้ กกต. กลายเปึ้นแหล่งที่มาของการทุจริตขนานใหญ่ ซึ่ง ขณะนี้มีคดีรุมเร้าอยู่ทั้งที่ศาลและที่ ปปช. เอง นะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่า การที่ เราให้มีศาลฎีกาเปึ้นผู้ที่กลั่นกรองอีกครั้งหนึ่งนะครับของการให้ใบเหลือง ใบแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่นะครับ หลังจากมีการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว นะครับ แต่ก่อนจะประกาศนี่ ราษฎรก็ยังแสวงหาความเปึนธรรมได้ ก็คือฝ์ายที่ไม่เห็นด้วย ก็ยังสามารถจะฎีกา สามารถจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาที่พิจารณาคดีเลือกตั้งได้นะครับ ส่วนในแง่ของทางการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น ก็ให้สามารถจะร้องต่อศาลอุทธรณ์ได้ อย่างนี้ นะครับ ก็คือเป่ดรู้ระบายให้หายใจได้ แล้วช่วยกันกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่งว่า การเลือกตั้งนั้น จะบริสุทธิ์ ยุติธรรมหรือไม่ อย่างไร เราก็จะเห็นได้ว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีเลือกตั้ง ของศาล เมื่อก่อนที่จะมีการปฏิรูปการปกครอง เราจะเห็นได้ว่า ศาลได้ชี้ขาดคดี หลายเรื่อง ซึ่งเปึนที่ประจักษ์ว่า ได้ทำให้นักการเมืองต้องกลายเปึนผู้ทุจริต หรือกลายเปึน ผู้ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น อย่างในกรณีที่อนุญาตให้มีการหมุนเวียน หรือสามารถที่จะ สมัครรับเลือกตั้งได้ตามที่ต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ประกาศผล ซึ่งผมอยากจะเรียกกรณีนี้ว่า พวกการสร้างสัมภ์เวสีให้ในวงการเมือง ซึ่งศาลฎีกาได้ชี้ขาดว่า กรณีสัมภ์เวสีอย่างนี้เปึน กรณีที่ไม่ชอบนะครับ ซึ่งก็นำไปสู่การเพิกถอนสิทธิ เพิกถอนการเลือกตั้งหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ แห่ง เราจะเห็นได้ว่า สิ่งเหล่านี้เองนี่ เราไม่ได้คิดขึ้นเองนะครับ เราได้พิจารณา จากกรณีศึกษาต่าง ๆ แล้วประชาชนก็ได้เสนอเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา บอกว่า เราจะยินยอมให้ มีองค์กรที่พิจารณาชี้ขาดแบบเบ็ดเสร็จ ใช้อำนาจทั้งบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการในองค์กรเดียวนั้น เปึนไปไม่ได้อีกต่อไปแล้วครับ ควรจะต้องมีการค้าน อำนาจ แล้วใครล่ะครับที่จะค้านอำนาจได้ เราก็มองเห็นแต่เพียงศาล ซึ่งที่จริงแล้วเราก็ ไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับศาลท่านนักหรอกครับ เพราะว่าศาลท่านเปึนผู้สงบ ระงับ เปึนผู้ ที่ใกล้จะเปึนพระอรหันต์กันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับท่าน แต่ว่ามันมีเสียงเรียกร้องมาจากประชาชน แม้กระทั่งการเลือก หรือสรรหาคณะกรรมการ ชุดต่าง ๆ คณะกรรมการที่นั่งอยู่ในองค์กรอิสระนี่ ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน บอกให้ผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้ทุกชุดผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ผมเรียนยืนยัน ได้เลย เอกสารยังอยู่ที่ผมเปึนป๊กเลย แต่ว่าเราเห็นว่า ไปยุ่งกับศาลท่านมากเกินไปแล้ว นะครับ และเวลาที่เราพิจารณาในเรื่องของการสรรหา หรือการเลือกตั้งองค์กรอิสระ เราก็ ไม่ได้รู้เลยว่า อ้อ นี่ในเรื่องของสถาบันการเมืองนี่ ประชาชนเขาก็เสนอให้มีการสรรหา สว. ด้วยเหมือนกัน ก็เพราะว่า เราแยกพิจารณากัน คณะอนุกรรมการแต่ละชุด แต่ละชุด ปรากฏว่าในชุดของท่านจรัญ กรรมาธิการยกร่าง ในส่วนของสถาบันการเมืองก็เสนอให้ องค์กรศาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พอมาร่วมกันเข้านี่ กลายเปึนว่าศาลได้รับความไว้วางใจ แล้วมาถึงในกรณีของสิทธิเสรีภาพของประชาชน อ้าว ก็กลายเปึนว่า มาตรา ๖๘ ให้มี การแก้วิกฤติโดยองค์กรของศาลมีส่วนร่วมอีกเหมือนกัน พอรวม ๆ กันแล้ว กลายเปึนว่า มีแต่ศาลทั้งนั้นหรือที่ได้รับการไว้วางใจ เหมือนกับว่า สร้างความวิตกให้กับผู้ที่ทรง ภูมิปัญญา ทรงความรู้ต่าง ๆ บอกว่า จะยุ่งเกี่ยวกับศาลมากเกินไปละมั้ง ผมขอเรียนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ที่อะไร ๆ ก็ยกให้ศาล มันแสดงถึง ปรากฏการณ์อะไรครับ มันแสดงถึงปรากฏการณ์ของความสิ้นหวังในองค์กรทางการเมือง อื่น ๆ ใช่หรือไม่ หมดหวังใช่หรือไม่ เขาถึงได้มีอะไรก็ทุ่มเทความหวังให้กับองค์กรของศาลว่า ควรจะเปึน ตัวแทน ควรจะเปึ้นผู้ที่ดำเนินการแทนประชาชนนะครับ มีผู้ให้ความเห็นว่า การที่ คณะกรรมการสรรหามีแต่ศาลนี่ แล้วปรากฏว่ามีการเลือก สว. ไปแล้ว สว. ก็มา ถอดถอนศาลได้อีก มันจะมิกลายเปึนผลประโยชน์ทับซ้อนหรืออย่างไร มันจะไม่กลายเปึน กรณีที่เลือกคนที่ตัวเองดำเนินการ แล้วก็จะมาถอดถอนตัวเองอีกนี่นะครับ จะแก้ไขกัน อย่างไร ผมขอเรียนว่า ในกระบวนการนี่นะครับ มันไม่มีกระบวนการใดที่สามารถที่จะ ชี้ขาดได้เด็ดขาดว่า องค์กรนั้นเปึนองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะความที่ว่า ตัวเองจะถูก ถอดถอนต่อไปในอนาคต ใช่หรือไม่ มันเปึ้นตัวอย่างอันหนึ่งที่เราจะแสดงให้เห็นว่า กรณี ของการตั้งองค์กรสรรหาขึ้นมานี่ จะทำอย่างไรจึงจะได้องค์กรสรรหาที่บริสุทธิ์ ทดแทนการ เลือกตั้งที่แล้วมา ซึ่งเรายอมรับกันว่า การเลือกตั้ง ครั้งที่ ๑ ของ สว. ก็ได้ สว. ที่ดี ๆ มา พอสมควร เราเรียกว่า สว. น้ำดี ก่อให้เกิดกรณีที่ตรวจสอบอำนาจรัฐที่ชัดเจนในบางกรณี แต่เราก็ยอมรับว่า มันมีบางกรณีที่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการในการสรรหาองค์กรอิสระ ต่าง ๆ กระผมเองเปึนตัวอย่างอันหนึ่งของการถูกแทรกแซง ก็คือ ถูกบล็อกโหวต (Block vote) ไม่ให้เปึน กกต. ในช่วงสุดท้ายของ สว. ชุดที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ดี หรือ ท่านการุณ ใสงาม ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ทำไมผมเรียนยืนยันในขณะนี้ได้ว่าโดนบล็อกโหวต ก็เพราะว่า สว. ที่แสดงกระบวนการในทางบล็อกโหวตหรือไม่นี่ ได้มาให้ข้อมูลกับกระผมเอง แต่ว่ากระผมมิได้เชื่อถือนะครับว่า มันจะมีบล็อกโหวตจริงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ดี อย่าง น้อยมันก็มีกระบวนการในการที่ต่อต้านก็ดี หรือมีกระบวนการในการแทรกแซงก็ดีจะมี อย่างไร หรือไม่ ก็เปึ้นเรื่องที่ชุดขององค์กรต่าง ๆ ที่จะตรวจสอบ หรือจะศึกษาหาข้อมูล เหล่านี้ให้มันชัดเจนต่อไป แต่เราต้องยอมรับบทเรียนเหล่านี้ว่า มันมีอยู่จริงใน กระบวนการในการแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งปรากฏที่สามารถจะหาอ่านได้ในรายงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาในชุดแรกนะครับ ที่ว่าด้วยการทุจริต คอร์รัปชั่น (Corruption) การทุจริต คอร์รัปชั่นที่วุฒิสภาชุดแรกได้แสดงเอาไว้ มีด้วยกัน ๔ อย่าง ๑. ก็คือทุจริตเชิงนโยบาย ๒. ทุจริตต่อหน้าที่ ๓. ทุจริตในการให้สัมปทาน ๔. ทุจริต ในการแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ๔ ข้อนี่ผมอ่านอย่างละเอียด แล้วผมขอแสดงความชื่นชมในตรงนี้ว่า แม้ว่าจะเปึนคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งมี บางส่วนแทรกแซงเอง ก็ได้ยอมรับว่ามีการแทรกแซงจริง ขอให้เราอย่าลืมจุดบกพร่องหรือ จุดโหว่ หรือวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดมีขึ้น แต่มีบางท่านบอกว่า น่าจะเฉพาะบางคน แล้วทำไม ถึงไปรื้อกระบวนการในการเลือกตั้งทั้งหมด ผมขอเรียนว่าอย่างนี้ว่า พอมาชุดที่ ๒ นี่ ชุดที่ ๒ ได้สร้างความตกตะลึงพรึ่งเพริดให้กับเรา เพราะว่าเหลือผู้ที่เปึ้นผู้บริสุทธิ์เพียง บางส่วน แต่ว่าส่วนใหญ่นี่กลายเปึ้นฐานอำนาจในทางการเมือง กลายเปึ้นสภาระดับ รองไป เมื่อเทียบดูแล้วกับ สส. ทั้ง ๆ ที่สมาชิกวุฒิสภาควรจะเปึนพี่เลี้ยง หรือควรจะเปึน ผู้ดีเด่น เปึนผู้ที่เลิศกว่า สส. กลับกลายเปึนสภาลำดับรอง กลายเปึนสภาซึ่งเปึนเครื่องมือ หรือจะกลายเปึนเครื่องมือของสภาผู้แทนราษฎร ตรงนี้เองนี่นะครับจึงทำให้เราต้องมา ตรวจสอบ มาวิเคราะห์ แล้วปรากฏว่า มีท่านประชาชนที่ให้ความคิดเห็นมา สรุปได้จากที่ สภาที่ปรึกษาเองได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นสมควรให้มี สว. ที่มา จากการสรรหา ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นสมควรให้มาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเราจึงสรุป ประเด็นตรงนี้เอง ซึ่งนําไปสู่การคิดว่า เอ๊ะ เราควรจะต้องมีกระบวนการอย่างไรที่รองรับ ตรงนี้ ส่วนที่มีคนกล่าวว่า การสรรหาคือความชั่วร้าย การเลือกตั้งคือความดี ผมขอให้ ท่านคิดใหม่ ทำใหม่ได้นะครับ ผมขอเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ ระบบราชการของเราที่ได้มี กระบวนการดำเนินมาเปึนร้อย ๆ ป้นี่ คือระบบเลือกตั้งหรือเปล่าครับ เปึ้นระบบการ สรรหาใช่ไหมครับ มาจากคณะกรรมการของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม และนำไปสู่การ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการ ล้วนแล้วแต่รับราชการมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อาจจะมีบ้างที่ทุจริต แต่เราจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วนี่ประคับประคองแผ่นดินมาได้ ไม่ว่าจะเปึนข้าราชการพลเรือน ข้าราชการ ทหาร ตลอดจนข้าราชการอื่น ๆ นะครับ ก็ล้วนแล้วแต่ใช้ระบบสรรหา มิได้ใช้ระบบ เลือกตั้งเลย แต่ระบบเลือกตั้งไปที่ไหน ความวุ่นวายก็ไปที่นั่น จะเห็นได้เลยจากระบบการ เลือกตั้ง ซึ่งคืบคลานเข้าไปสู่องค์กรมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ท่าน สสร. ที่เคารพ ที่รับราชการอยู่ในมหาวิทยาลัยนะครับ ซึ่งอาจจะไม่ได้ยุ่งยากเท่ากับ มหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งมีการเลือกตั้งทุกระดับ ปรากฏว่ามีปัญหาร้องเรียนตลอดเวลา มีปัญหาที่ร้องทุกข์ไปถึง ปปช. ด้วยซ้ำไปว่า เปึ้นระบบการเลือกตั้งที่เลวร้าย ที่ทุจริต จะจริงหรือไม่จริง อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ แต่ผมก็ขอฝากไว้ในที่ประชุมด้วยว่า ระบบการเลือกตั้งนั้น เปึนระบบที่ผ่านการคัดกรอง คือ ใช้ประชาชนในการคัดกรอง หรือในการกลั่นกรอง เราไม่ได้ปฏิเสธหรอกครับว่า การเปึนตัวแทนนี่เปึนเรื่องดี แต่กรีซ (สาธารณรัฐเฮลเลนิก) ซึ่งเปึนผู้สร้างระบบการเลือกตั้งขึ้นมา ที่เรียกว่า เดโมเครซี่ (Democracy) ประชาธิปไตยนี่ ท่านอริสโตเติล (Aristotle) ก็ยังได้เขียนเอาไว้ว่า ระบบ การเลือกตั้งแบบให้ประชาชนเลือกอย่างเดียว หรือให้ประชาชนเลือกโดยไม่มีการคัดกรอง จะสร้างความเลวร้าย หรือจะไม่ได้ตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนเลย นักรัฐศาสตร์ ทั้งหลายคงจะยอมรับตรงนี้ว่า ท่านเขียนไว้จริง ๆ เพราะว่าท่านเปึนผู้ที่เอาใจใส่กับระบบการเลือกตั้งอย่างยิ่งว่า การเลือกตั้งอย่างไหนจึงจะ เปึนการเลือกตั้งที่แท้จริง เปึนการเลือกตั้งที่ดี ท่านเขียนทำนายไว้ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว นะครับ กี่ร้อยกี่พันป้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่เถียงนะครับว่า มันมีความจําเปึน เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะให้ประชาชนมาร่วมกันในที่เดียวมาก ๆ ได้ ก็ต้อง มีระบบตัวแทน แต่อย่างไรก็ดี ระบบตัวแทนนั้นควรจะมีการกลั่นกรอง ควรจะมีการ เข้มงวดกวดขันนะครับ อย่างน้อยนี่ผู้แทนของเราควรจะมาจากคนที่สง่างาม ไม่ใช่หิ้ว กระเปิาเข้ามา สองเท้าก้าวเข้ามา แต่หัวใจเต็มไปด้วยความทุจริต คอร์รัปชั่น แสวงหา ผลประโยชน์อันมิชอบ รวบรวมคณะบุคคลที่มีจิตใจแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน แล้วก็ ต้องการจะเข้มือบแผ่นดิน เราควรจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่า เขาเข้ามานี่เข้ามา ด้วยใจอันบริสุทธิ์จริง ๆ ไม่ใช่มีจิตเจตนาแฝงเร้นเหมือนอีแอบ เข้ามาแบบเป่ดเผยครับ มีอะไรแสดงให้หมด ในเรื่องของบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน เพราะฉะนั้นเองเราถึงเพิ่ม กระบวนการในการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิ้น ทั้ง สส. สว. และให้มีการประกาศ อย่างเป่ดเผยในที่สาธารณชนด้วย รวมตลอดไปจนถึงการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงด้วย แต่การเป่ดเผยบัญชีอยู่ในอํานาจของคณะกรรมการ ปปช. เพราะว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง เขาไม่ได้เล่นการเมือง เพราะฉะนั้นเราก็จะเป่ดเผย เฉพาะกรณีไป เฉพาะบางคนที่อยู่ในระดับสูง เดี๋ยวจะหาว่า เอ๊ะ กลัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออย่างไร ไม่เป่ดเผยหรืออย่างไร เราเป่ดเผยครับ แต่เราเป่ดเผยเปึนราย ๆ ไป เปึนกรณีไป ซึ่งเราสามารถที่จะกำหนดไว้ได้ เพราะเราเป่ดช่องให้คณะกรรมการ ปปช. สามารถที่จะกำหนดได้ว่า ตำแหน่งใดจะต้องเป่ดเผย นอกจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบ ในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนว่า นอกเหนือจากตัวเองแล้วนี่ ที่ไม่เปึนหุ้นส่วนในบริษัท ใด ๆ แล้วนี่ จะต้องแสดงอย่างเป่ดเผยถึงผู้ที่ถือหุ้น หรือทำอะไรแทนด้วย ก็คือสิ่งที่เรา เรียกว่านอมินี้ ตลอดไปจนถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เราก็ได้มีการกำหนด ไว้ด้วยนะครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเท่าที่แล้วมานี่ ได้มีการทุจริตเชิงนโยบาย คือ กำหนดนโยบายในการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทบางบริษัท ซึ่งอ้างว่าไม่ใช่บริษัทของ ตัวเอง แต่สืบสาวราวเรื่องแล้ว เปึนของวงศาคณาญาติ โคตร ตระกูลทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงจำเปึ้นอย่างยิ่งที่จะต้องชำระสะสางในเรื่องของความทุจริตต่าง ๆ ให้ปรากฏในแผ่นดิน ว่า ต่อไปนี้กระบวนทางการเมืองควรจะเปึนกระบวนการสำหรับผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม หรืออย่างน้อยก็เปึนผู้มีหิริ โอตตัปปะ เปึนผู้มีความละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อความ ชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ว่าในที่ลับ หรือในที่แจ้ง กระบวนการในการสรรหา อย่างที่ผมได้บอกไว้ แล้วนะครับว่า คณะกรรมการมีผู้ที่โต้แย้งนะครับว่า เอ๊ะ ทําไมให้ประธานศาล แล้วก็ ประธานองค์กรอิสระ ผมขอเรียนว่า มันยังไม่ยุติครับ ท่านสามารถที่จะเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมได้ สามารถ จะแปรญัตติได้ และคณะกรรมาธิการยกร่างเอง ก็สามารถที่จะมาปรับปรุงได้ว่า องค์กร ในการสรรหานั้นควรจะเปึนอย่างไร บางคนก็เสนอแนวความคิดมาว่า ให้มีการกลั่นกรอง รายชื่อมาก่อน แล้วก็นำไปสู่การเลือกของประชาชน ก็เปึนความคิดอีกแบบหนึ่ง ผมว่า แนวความคิดที่เสนอมาแต่ละแนวนั้น ล้วนแล้วแต่ดี ๆ ทั้งนั้น แต่อย่าเสนอ ความคิดเห็นมาแบบแผ่นเสียงตกร่อง คือไม่ได้อ่านในเนื้อหาเลย แต่พร่ำพรรณนาถึง ความชั่วร้ายของรัฐธรรมนูญตลอดเวลา เหมือนการท่องเอาไว้ ในสมองไม่มีอะไร นอกจากความชั่วร้ายของรัฐธรรมนูญ ท่านต้องเสนอแนวความคิดที่ดี ๆ มาด้วยครับว่า แนวความคิดที่โต้แย้งกับคณะกรรมาธิการนั้นเปึนอย่างไร บางคนบอกว่า ไม่รับ รัฐธรรมนูญนี้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญนี้มาจากการปฏิวัติ ซึ่งเปึ้นเหตุที่ไม่ชอบ ผมขอเรียนว่า เวลาที่ท่านไปมีสัมพันธ์กับหญิงผู้หนึ่ง แล้วไม่สามารถที่จะจดทะเบียนสมรสได้ เมื่อเกิด บุตรมาแล้วนี่ ท่านจะทำแท้ง หรือฆ่าบุตรคนนั้นหรือ เหมือนเด็กชายรัฐธรรมนูญ เหมือนกันที่จะกําเนิดมานี่ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการรับรองบุตรครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในกระบวนการอันชอบ ก็คือว่า ขอให้เด็กชายรัฐธรรมนูญ วงเล็บ ๒๕๕๐ นะครับ จะ กำเนิดมา เดินมา มุ่งต่อไปข้างหน้า แล้วก็จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือไม่ อย่างไร ขอให้เราได้ช่วยกันประคับประคอง เราอาจจะไม่ยอมรับหรอกครับว่า คนที่เราแต่งงานด้วยนี่มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนหรือเปล่า เปึ้นคนดีหรือไม่ แต่ว่าเด็กที่จะเกิด มาแล้วจะต้องเปึนคนดีต่อไปในอนาคต ด้วยการทำคลอดของ สสร. ทั้งหลายนี้