สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๖ · ๓๐ เมษายน ๒๕๕๐

ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เสนอแนวทางแก้ไขระบบการตรวจสอบและศาล เพื่อปรับปรุงรัฐธรรมนูญ 2540

นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่เคารพครับ กระผม นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนว่า ทางกระผม เองได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงในเรื่องขององค์กรตรวจสอบ และศาล ในการยกร่าง ของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ ตามที่ได้รับมอบหมายจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ดูในสิ่งที่มันเปึนประเด็นที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็เกิด ปัญหาตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม คือ ๒๕๔๐ คณะกรรมาธิการได้มีการระดมความ คิดเห็นในประเด็นนี้นะครับ ถ้าพูดถึงการระดมความคิดเห็นจากเวทีต่าง ๆ ที่ได้รับมาจาก คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและการประชามติ รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟัง ความคิดเห็นในระดับภาคทั้ง ๔ ภาค และคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็น ประจำจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัดนะครับ ผมอยากเรียนย้ำอีกสักครั้งว่า สาระสำคัญ ที่คณะกรรมาธิการได้กำหนดแนวทางหลักไว้ใน ๔ ประการด้วยกัน ประการแรก เปึนเรื่อง ของการคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ ในประการที่ ๒ ก็เพื่อลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และขจัดการใช้อํานาจอย่างไม่เปึนธรรม ตรงจุดนั้นต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนครับ ไม่ใช่ลดอํานาจรัฐ เปึนการลดการผูกขาด อํานาจรัฐ อํานาจรัฐจะยังเข้มแข็งเหมือนเดิมนะครับ ประการที่ ๓ การทําให้การเมืองมี ความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม และประการสุดท้าย การทำให้ระบบตรวจสอบ มีความเข้มแข็งและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประเด็นแนวทางหลักที่สำคัญ นะครับ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้ลงมาดูในเรื่องของระบบการตรวจสอบว่า มันมีปัญหา อย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ถ้ามันเปึนปัญหาก็ต้องมีการปรับปรุง แก้ไข แต่สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทางคณะกรรมาธิการก็จะยังคง รักษาไว้ให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น เพื่อจะนําพาการปฏิรูปการเมือง หรือนําพากลไกที่มัน เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญให้มันเดินหน้าต่อไปได้อย่างเปึ้นรูปธรรม ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการ ได้คิดในเรื่องของระบบการตรวจสอบและระบบศาล ขอกราบเรียนว่า ในส่วนนี้ได้มีการ หารือในเรื่องของที่มาขององค์กรตรวจสอบ ซึ่งเปึนประเด็นหัวใจสำคัญที่ทาง คณะกรรมาธิการได้หยิบยกขึ้น ถ้าท่านดูรายละเอียดนะครับ ในเรื่องของหมวด ๑๐ ที่ว่าด้วยศาล ซึ่งรัฐธรรมนูญในร่างฉบับนี้ได้สถาปนาระบบศาลขึ้น ๔ ระบบ เช่นเดียวกับ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพียงแต่มีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มอํานาจหน้าที่ ปรับปรุงระบบอำนาจหน้าที่ให้มีความชัดเจนมากกว่า ป้ ๒๕๔๐ ในส่วนขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญนี่ เราพูดกันเสมอนะครับว่า องค์กรใดเปึ้นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรใด เปึ้นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อปัองกันความสับสน ทางคณะกรรมาธิการก็ได้เพิ่ม ในส่วนหมวดของที่ว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฏในหมวด ๑๑ องค์กร ตามรัฐธรรมนูญก็จะประกอบไปด้วยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ ได้ยืนยันสถาปนาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไว้ ๔ องค์กรด้วยกัน องค์กรแรกเปึ้นเรื่อง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง องค์กรที่ ๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา องค์กรที่ ๓ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และองค์กรที่ ๔ คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน นอกจากนั้นก็มีในส่วนที่ ๒ ที่ทางคณะกรรมาธิการเรียกว่า องค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ มีอยู่ ๓ องค์กร องค์กรแรกเปึนองค์กรอัยการ องค์กรที่ ๒ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรที่ ๓ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพว่า สำหรับประเด็นที่มาขององค์กร ต่าง ๆ ตามที่ผมกราบเรียนนะครับ ในประเด็นที่มาขององค์กรที่จะเปึ้นผู้ใช้อำนาจใน องค์กรนั้นนะครับ คณะกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงระบบสรรหาองค์กรที่จะไปใช้อำนาจ ตามที่ผมกล่าวนะครับ ก็คือว่า ในส่วนของที่มาที่มีคณะกรรมการสรรหาเกิดขึ้นตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ แล้วเราวิจารณ์กันมาตลอดระยะเวลาของการใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วว่า อิงพรรคการเมืองมากเกินไป เช่น ในบางองค์กรนะครับ ได้กำหนดให้ พรรคการเมืองที่มี สส. ในสภาผู้แทนราษฎรไปเลือกกันเอง เหลือ ๔ คนบ้าง เหลือ ๕ คน บ้างนะครับ แล้วไปเปึนคณะกรรมการสรรหา ถ้าพรรคการเมืองนั้นตกลงร่วมใจพร้อมกัน ทุกรายการ ทุกพรรคนะครับ กระบวนการสรรหาก็ไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้ นะครับ ต่อมาก็ได้มีการพูดในเรื่องนี้นะครับว่า การสรรหาผู้ที่จะไปใช้อำนาจในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญก็ควรที่จะยึดโยงผู้แทนปวงชนไว้บางส่วน ก็จึงกำหนดให้องค์ประกอบ ของคณะกรรมการสรรหา มีทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎร ผมเรียนว่า ที่คณะกรรมาธิการยังเห็นความสำคัญในการยึดโยงกับ ฝ์ายการเมืองในฐานะที่เปึนผู้แทนปวงชนชาวไทย ตรงจุดนั้นเปึ้นหัวใจสำคัญในการที่จะ สรรหาบุคคลที่เหมาะสมเพื่อไปทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย กระบวนการสรรหาที่ทางคณะกรรมาธิการคิดนะครับ ไม่ว่าจะเปึนตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ก็จะมีคณะกรรมการสรรหาประกอบไปด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ๔ องค์กรนะครับ เลือกกันเองเหลือ ๑ คน แล้วก็มีประธานสภาผู้แทนราษฎร มีผู้นำฝ์ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎร ๕ ท่านนี้นะครับ ถ้าดูถึงเกียรติภูมิ เกียรติประวัติ หรือว่าการทำหน้าที่ ที่ผ่านมา สังคมคงเชื่อมั่นได้ ศรัทธาได้เปึนอย่างสูง เพราะท่านต้องรักษาเกียรติประวัติใน ส่วนนี้ไว้ แล้วก็ทำหน้าที่ด้วยความโปร่งใส มีคุณธรรม แล้วก็มีวิจารณญาณในการที่จะ เลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในส่วนนี้ ในส่วนของประธานสภาผู้แทนราษฎรกับผู้นำ ฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านดูนะครับ มันก็จะเปึนการดุลและคานกันไปในตัว อยู่แล้ว ไม่สามารถที่จะไปตกลงร่วมมือกันได้แต่อย่างใด ทีนี้เมื่อเกิดกระบวนการสรรหาที่ มันเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่ กระบวนการตรงนี้ก็จะนำไปใช้กับคณะกรรมการ การเลือกตั้ง คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินอยู่ด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถ้าพูดถึงคณะกรรมการ สรรหาก็จะสรรหาบุคคลที่เหมาะสมที่จะเปึนกรรมการการเลือกตั้ง ๓ คน เสนอให้ วุฒิสภา เพื่อให้ความเห็นชอบนะครับ แล้วที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือก ๒ คน เสนอให้ วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ก็จะมี ๕ คน ส่วน ปปช. กระบวนการสรรหาที่ผมกล่าวนะครับ ก็จะต่างจากทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเล็กน้อย ก็คือในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด แต่ประธานศาล รัฐธรรมนูญไม่มีนะครับ ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่า ท่านอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ก็จะเปึนประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระเลือกกันเองเหลือ ๑ คน และมี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนใน ปปช. ก็จะตัด ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เลือกกันเองเหลือ ๑ คน ออก แล้วก็เพิ่มในส่วน ของประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในองค์กร ปปช. กรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ก็จะมีองค์ประกอบ คณะกรรมการสรรหา ๕ ท่าน ประกอบไปด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ์ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎรนะครับ ในส่วนของวิธีการ ถ้าพูดถึงวิธีการเดิมที่เรามีปัญหา ก็คือ คณะกรรมการสรรหาไปหาคนมา ๒ เท่า และเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนเห็นชอบก็จะมีคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบประวัติ และความประพฤติของบุคคล ที่ได้รับการเสนอชื่อในส่วนนี้ ผมเรียนว่า คณะกรรมาธิการได้ปรับปรุงในส่วนนี้ แทนที่จะ ให้วุฒิสภาเลือกเหมือนเดิมตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็คือเสนอเปึ้น ๒ เท่า เดิมนะครับ แล้วเลือกให้เหลือเท่าจํานวน ครั้งนี้ก็ปรับปรุงเปึนว่า ให้เสนอไปเท่าจํานวน ก็คือถ้ามี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ท่าน ก็เสนอไป ๙ ชื่อ มี กกต. ๕ ก็เสนอไป ๕ มี ปปช. อยู่ ๙ ก็เสนอไป ๙ ท่าน กรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งลดลงเล็กน้อยนะครับ เหลือ ๗ ก็เสนอไป ๗ ท่าน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ๓ ก็เสนอ ๓ นะครับ ก็รวมถึงกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ซึ่งลดลงเช่นกัน เหลือ ๗ ก็เสนอไป ๗ ท่าน เมื่อเสนอแล้ววุฒิสภาทําอย่างไร วุฒิสภาก็จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบประวัติและความประพฤติเช่นกันครับ เมื่อตรวจสอบเสร็จ ก็จะนําเสนอต่อวุฒิสภา วุฒิสภาเพียงแต่ให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ ความเห็นชอบเท่านั้น ถ้าเห็นชอบนะครับ ท่านประธานวุฒิสภาก็จะนําความกราบบังคม ทูล เพื่อทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ถ้าไม่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบมันยังไม่ตก วุฒิสภาก็จะ ส่งไปให้คณะกรรมการสรรหา เพื่อไปขอความยืนยันว่า ที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบไปนี่นะครับ ทางคณะกรรมการสรรหาจะว่าอย่างไร ถ้าคณะกรรมการสรรหาเห็นว่า ตรงจุดนี้เห็นด้วยกับทางวุฒิสภา ก็จะไปสรรหาบุคคล ใหม่ให้ไป เพื่อขอความเห็นชอบ แต่ถ้าทางคณะกรรมการสรรหาฯ ลงมติเปึ้นเอกฉันท์ ใน ๕ ท่านยืนยันตามความเห็นเดิม ก็คือบุคคลที่เสนอไป แม้วุฒิสภาไม่เห็นชอบ แต่มี ความเหมาะสมแล้ว ก็จะยืนยันไป วุฒิสภาคราวนี้คงไม่สามารถที่จะนําไปเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบอีกได้ ก็ได้แต่นำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อันนั้นเปึนวิธีการที่มาของคณะกรรมาธิการที่ไปคิดในเรื่องของระบบสรรหา ไป คิดในเรื่องของวิธีการที่จะให้ได้คนดี ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่จะ ดำรงตำแหน่งในองค์กรนั้น ในส่วนที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอำนาจหน้าที่และระบบการ ทำงานขององค์กรตรวจสอบให้ดียิ่งขึ้น ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพว่า ในส่วนนี้ได้มีการปรับปรุงรายละเอียด ตั้งแต่หมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล หมวด ๑๑ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และหมวด ๑๓ ที่ เพิ่มขึ้นมาใหม่นะครับ จริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในทุกหมวดที่กล่าวมา รายละเอียดที่ปรากฏในชั้นของการยกร่างมีเหตุมีผลที่จะตอบ สังคม มีเหตุมีผลที่จะนําเรียนท่านสมาชิก ประชาชนโดยทั่วไป องค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ อย่างดี ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ผมเพียงแต่จะขออนุญาตสรุป เนื่องจากว่า แต่ละ ประเด็นมีหัวใจสำคัญที่น่าจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นนะครับ เช่นเปึ้นต้นว่า ในส่วนของศาล รัฐธรรมนูญที่มีอํานาจในการที่จะรับฟัองเรื่องที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพได้ โดยตรง ในกรณีที่ประชาชนได้รับความเสียหาย หรือได้รับความเดือดร้อน ในกรณีของ บทบัญญัติแห่งกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติก็ดี หรือในกฎหมายที่องค์กรที่ใช้อำนาจ นิติบัญญัติเปึ้นผู้ตราขึ้น ในส่วนนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะลงไปวินิจฉัยให้ได้ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในส่วนนี้ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติแห่ง กฎหมายนั้นก็ไม่สามารถที่จะไปใช้บังคับได้อีกต่อไป อย่างนี้เปึ้นต้นนะครับ ในประการ ต่อมา การปรับปรุงให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึ้น ผู้พิจารณาคดีที่มีการฟัองว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเปึนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. ข้าราชการการเมืองอื่น ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ตามที่ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ปปช. บัญญัติไว้นะครับ ตรงจุดนั้นได้มีการ ปรับปรุงในสิ่งที่ต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ก็คือว่า การแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินในเรื่องนี้ได้ขยายไปถึงทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครอง หรือดูแล ของบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม นอกจากนั้น ก็ได้กำหนดมาตรการขึ้นเปึนพิเศษ สําหรับ สส. สว. นะครับ ถ้าท่านจะดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่อไป จะเล่นการเมือง ต่อไปในลักษณะนั้น จะต้องเป่ีดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ดังเช่นเดียวกับรัฐมนตรี อยู่ด้วยนะครับ ที่คณะกรรมาธิการปรับปรุงให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตําแหน่งทางการเมืองเปึนผู้มีอํานาจ หรือมีเขตอํานาจในการที่จะวินิจฉัยคดีที่ทางผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองผู้ใดจึงใจไม่ยื่นบัญชี หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจึงใจ ยื่นบัญชี้อันเปึ้นเท็จ หรือปกป่ีดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบในส่วนนี้นะครับ ก็สืบเนื่องมาจากว่า ถ้าท่านดูฐานของการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน ตอนเข้ารับตำแหน่ง ตอนพ้นจากตำแหน่ง ตอนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ๑ ป้ ถึงแม้จะ เสียชีวิต ผู้จัดการมรดกก็ต้องยื่นในส่วนนี้ เพื่อนำไปสู่การเปรียบเทียบว่า ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองผู้นั้นทุจริตต่อหน้าที่หรือเปล่า ร่ำรวยผิดปกติหรือเปล่านะครับ มันจะมีฐานความผิดทั้งสภาพบังคับ ต้องห้ามดำรงตําแหน่งทางการเมืองเปึนเวลา ๕ ป้ แล้วนอกจากนั้น ก็จะมีบทลงโทษทางอาญาถึงโทษจำคุกอยู่ด้วย ในส่วนนี้ก็เลยทาง คณะกรรมาธิการตัดสินใจให้โอนอํานาจนี้ ซึ่งมีอยู่เดิมในศาลรัฐธรรมนูญกลับไปให้ศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากสภาพบังคับ อย่างที่ ผมกราบเรียน มีทั้งต้องห้ามดำรงตําแหน่งทางการเมืองเปึ้นเวลา ๕ ป้ และนอกจากนั้น ก็ มีบทแซงค์ชั่น (Sanction) สภาพบังคับทางกฎหมายอาญาอยู่ด้วยนะครับ ก็เลยไปทำ ทีเดียว ก็เอาเสีย ๒ ฐานนะครับ ถ้ามีเจตนาจึงใจในส่วนนี้ สําหรับอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ ปปช. ทางคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ในภารกิจปัจจุบัน คำร้องหรือคดีที่อยู่ ในมือของ ปปช. ก็จะประกอบไปด้วยข้าราชการตั้งแต่ระดับต่ำสุดจนถึงสูงสุด ไปถึง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในเรื่องนี้นะครับ ทางคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า น่าจะ พิจารณาดูแลเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ แล้วก็ ข้าราชการประจําในระดับสูง แต่ข้าราชการประจําในระดับสูงที่เขียนไว้เปึ้นระดับ ผู้อำนวยการกอง หรือเทียบเท่าขึ้นไป แล้วถ้าเปึ้นระดับต่ำ ถ้าไปสมคบ หรือทำผิดร่วมกับ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็ไม่ยกเว้นในส่วนนี้นะครับ อันนั้นก็จะทําให้งานภารกิจของ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสามารถที่จะเดินหน้าในการทำ หน้าที่ในส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมาธิการก็เห็นว่า เดิม ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ผมเรียนว่า เรื่องที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะเสนอนะครับ เช่นฟัองไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือ ศาลปกครอง ต้องรอเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย ผู้ได้รับความ เดือดร้อน ผู้ได้รับความไม่เปึ้นธรรมต่าง ๆ เสียก่อน แล้วจึงจะเดินเรื่องต่อไปได้ ในเรื่องนี้ นะครับ คณะกรรมาธิการก็พยายามที่จะคิดกลไกให้อำนาจกับผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภามากขึ้น ก็คือ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาต่อไปนี้ ไม่ต้องไปรอประชาชน ผู้เดือดร้อนร้องเรียนอีก ก็คือ คิดเอง แล้วก็เห็นเอง ส่งเรื่องไปยังศาลเอง ถ้าเห็นว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินั้น บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติแห่งพระราชกําหนดขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย ถ้าเห็นว่ากฎ ข้อบังคับ การกระทำของบุคคลนะครับ กฎในที่นี้ก็เปึนกฎหมาย ลําดับรองในระดับรองมาจากพระราชบัญญัติ ก็คือ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง มติ ครม. อะไรต่าง ๆ นี่ครับ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ก็ไปที่ศาลปกครองที่จะ วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการก็เห็นสมควรที่เพิ่มใน เรื่องของจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในส่วนนี้ผม กราบเรียนว่า ได้กำหนดให้มีกลไกมีสภาพบังคับที่ชัดเจน แต่เดิมนะครับ ทางเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ทางข้าราชการ ไม่ว่าจะเปึนข้าราชการตุลาการ ทหาร ตํารวจ พลเรือน อัยการ ก็มี วินัยกํากับอยู่แล้วชัดเจนนะครับ แต่ว่าทางผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี่ แม้รัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ จะได้กำหนดให้มีประมวลจริยธรรม แต่ยังขาดในเรื่องของมาตรฐาน ขาดในเรื่องของการกํากับ ขาดในเรื่องของสภาพบังคับ ตรงจุดนี้ทางคณะกรรมาธิการ ก็เห็นสมควรที่จะมีหมวดนี้ขึ้นมาใหม่ ปรากฏในมาตรา ๒๗๐ ๒๗๑ ซึ่งมีรายละเอียด ชัดเจน มีสภาพบังคับ มีกลไกที่จะเดินไปสู่ในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ผมยกตัวอย่าง ในกรณีของการกำกับมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนะครับ ถ้ามีการฝ์าฝ๋น มันจะมีความผิด ทีนี้มาตรฐานกำกับในเรื่องนี้ ก็จะให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภา ถ้ามีการฝ์าฝ๋น รายงานไปยังรัฐสภา คณะรัฐมนตรี สภาท้องถิ่น แต่ถ้าเกิดเปึนการฝ์าฝ๋น หรือไม่ปฏิบัติตามนะครับ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ก็จะนำไปสู่ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่จะใช้เปึ้นเหตุในการถอดถอน ได้นะครับ อันนั้นก็เปึนมาตรการที่ผมคิดว่า ทางคณะกรรมาธิการก็ได้พยายามทำในสิ่งนี้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และให้เกิดผล เกิดการแก้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นที่แล้ว ๆ มานะครับ หรือปัองกันปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก นะครับ ในส่วนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการเห็นควร ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถที่จะหยิบยกบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่มันมีบทบัญญัติที่เปึนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ฟัองตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่า กฎหมายลำดับรอง มติในเรื่องใดถ้ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็จะฟัองตรงไปยัง ศาลปกครอง และนอกจากนั้นก็จะเปึนผู้เสียหายแทนประชาชนเอง ในกรณีที่มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนที่มันปรากฏชัดเจนในเวทีโลก นะครับ ก็ให้มีทางผ่อนคล้าย ติดอาวุธให้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่มขึ้น ติดอาวุธให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเพิ่มขึ้น ในจุดนี้แทนที่เราจะมามัวพูดกันว่า องค์กรทั้งสองทำงานซ้ำซ้อนหรือไม่ องค์กรทั้งสองมีผลงานหรือไม่ อย่างไร เมื่อติดอาวุธ เพิ่มขึ้น กำหนดอำนาจหน้าที่ชัดเจนขึ้น ที่มามีลักษณะที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ผมก็คิดว่า ในส่วนนี้ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีความพยายามที่จะทำในส่วนนี้ให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ในส่วนของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีอยู่ตาม รัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐ อยู่ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทั้งนี้ทาง คณะกรรมาธิการได้ย้ายมาอยู่ในหมวดองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้หมวดองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ก็เนื่องจากว่า องค์กรนี้ได้เกิดขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้ว ไม่จำเปึ้นที่จะต้องไปอยู่ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็จึงย้ายมาอยู่ ตรงนี้นะครับ แล้วกําหนดในเรื่องของการให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็เพิ่มในครั้งนี้นะครับ ในการที่จะเสนอให้ความเห็น เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็เปึ้น ฝ์ายตรวจสอบ ในฐานะที่เปึนฝ์ายนิติบัญญัติที่จะตรวจสอบการทำงานการบริหารราชการ แผ่นดินของฝ์ายบริหาร ก็ได้กำหนดให้มีการยื่นญัตติ เพื่อขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้นจากเดิม จากเดิมนั้นจะพบว่า นายกรัฐมนตรี นะครับ ถ้าทาง สส. จะขออภิปราย ต้องเข้าชื่อไม่น้อยกว่าสองในห้า ขณะนั้น สส. ๕๐๐ สองในห้าก็ ๒๐๐ ขึ้นไป จึงจะเป่ดอภิปรายท่านนายก็ได้ แล้วรัฐมนตรีหนึ่งในห้า หนึ่งในห้าก็ ๑๐๐ คน ขึ้นไป จึงจะเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคลได้ ทั้งนี้ ก็ได้มีการลดจำนวนลงนะครับ ให้มีการเป่ดอภิปรายควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งถือเปึนมาตรการสำคัญในระบอบการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ของเรานะครับ โดยลดจำนวน สส. จากเดิมสองในห้า เหลือไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ สำหรับนายกรัฐมนตรี ถ้ามี สส. ๔๐๐ ตามที่ตกลงใจร่วมกัน หนึ่งในสี่ก็ ๑๐๐ ขึ้นไป สำหรับรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคล ก็หนึ่งในห้าคงเดิม ถ้า สส. มี ๔๐๐ หนึ่งในห้าก็ ๘๐ ขึ้นไป ก็สามารถเป่ดอภิปรายได้ อันนั้นก็เปึนมาตรการสำคัญ นอกจากนั้นได้เพิ่มบทบัญญัติว่า ถ้าสมมุติสภาผู้แทนราษฎรมีฝ์ายที่มี สส. ไม่ได้เปึ้นรัฐมนตรี มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในห้า แล้วทำอย่างไร จะควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนนี้ ได้หรือไม่ ก็เขียนบทบัญญัติว่า ถ้าคณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินไปเกิน ๒ ป้ สส. จะมีจำนวนเท่าไรก็ตามนะครับ แต่ไม่ถึงจำนวนหนึ่งในสี่ หนึ่งในห้าตามที่กำหนด ก็สามารถที่จะยื่นญัตติ เพื่อขอเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ อันนั้นก็เปึ้นมาตรการ สำคัญ นอกจากนั้น ในการเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในกรณีที่รัฐมนตรี ได้ย้ายกระทรวง ขณะอภิปราย ขณะที่จะยื่น ได้มีการย้ายรัฐมนตรีไปดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีในกระทรวงอื่นนะครับ มาตรการในส่วนนี้ก็ชัดเจนขึ้น ก็คือได้มีการวางมาตรการ ที่จะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ถึงแม้จะมีการย้ายตำแหน่งไปแล้ว ได้นะครับ ในส่วนที่เกี่ยวกับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ได้มีการกำหนดชัดเจนในการที่จะยื่นสำหรับผู้โต้แย้งในเชิง ของการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ที่เราเรียกว่า ใบเหลือง ใบแดงนะครับ ก็ได้มีความชัดเจนขึ้น ก็คือ ให้มีการอุทธรณ์ในเรื่องนี้ได้ต่อศาลฎีกา ในกรณีของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเปึ้นระดับชาติ ส่วนในระดับท้องถิ่น เพื่อความเปึนธรรมนะครับ ก็จะไม่มีการยกเว้น ท้องถิ่นก็สามารถที่จะอุทธรณ์ได้ต่อศาลอุทธรณ์ภาคนะครับ ในนั้นก็เปึ้นเรื่องที่มี ความสำคัญเช่นกันนะครับ ในสิ่งที่ผมกราบเรียนมาก็เปึนเพียงคณะกรรมาธิการคิดว่า จากเราไประดมความคิดเห็นมาทั้งเวที ทั้งแบบสอบถามรายบุคคล ทั้งความเห็น จากองค์กรต่าง ๆ ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามายัง คณะกรรมาธิการ ผมกราบเรียนแทนคณะกรรมาธิการได้ว่า ทุกชิ้น ทุกความเห็นได้รับการ นำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมด้วยความรอบคอบ ด้วยคิดว่า การเมืองบางที เราต้องดูในเรื่องของความเห็นว่าจะเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ ตรงนั้นต้องชั่งน้ำหนัก ประกอบกัน สิ่งที่คณะกรรมาธิการได้หยิบยกในประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมา ในเชิงของการ ทําหน้าที่ในครั้งนี้ก็ทําด้วยความเปึนอิสระ เราอยากเห็นประเทศที่จะนําไปสู่ประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ และสิ่งสุดท้ายที่อยากเห็น ก็คือ การมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยรวดเร็วนะครับ ถ้าเปึนไปได้ ภายในป้ ๒๕๕๐ ตรงจุดนั้น ก็จะทําให้ประเทศมีความ สงบมากยิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็เปึนประชาธิปไตยตามที่ประชาชนต้องการ ขอกราบเรียน ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ