สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๖ · ๓๐ เมษายน ๒๕๕๐

ปกรณ์ ปรียากร เสนอหารือเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการคุ้มครอง ส่งเสริม และขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ และการลดการผูกขาดอำนาจรัฐ โดยการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขหลักทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อให้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมีความชัดเจน ครอบคลุมและผูกพันรัฐ โดยมีการกำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

นายปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผม ปกรณ์ ปรียากร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้บรรจุวาระนี้ในการ ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญในวันนี้ ซึ่งถือว่าเปึนวันที่เราทั้งหลายจะได้มีโอกาสทําความ เข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเปึนฉบับที่ได้แจกให้กับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ตามเงื่อนไขในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๙ (ฉบับชั่วคราว) ดังที่ท่านทั้งหลายได้ทราบแล้ว และได้มี สมาชิกขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรั่ฐธรรมนูญได้ชี้แจงถึงสาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมคิดว่าท่านสมาชิกทุกท่านก็คงได้รับร่าง และได้ศึกษา ร่างทางด้านต่าง ๆ ไปแล้ว และในช่วงนี้ก็จะเปึนช่วงโอกาสอันสำคัญ ที่นอกจาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๒ องค์กรที่ได้มารับร่างรัฐธรรมนูญไป เพื่อที่จะพิจารณาและเสนอความเห็น ขณะเดียวกันในระหว่างนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญการรับฟังความคิดเห็นและการ มี ส่วนร่วมใน ๔ ภูมิภาค ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง ๗๖ จังหวัดนี่นะครับ กำลังดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งระยะเวลาของการรับฟังความ คิดเห็นนั้น ก็เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ไปจนถึงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ซึ่งในช่วงนี้ ความคิดเห็นทั้งหลายนั้น ในเบื้องต้นขอเรียนต่อท่านสมาชิกว่า กรรมาธิการยินดีที่จะ รับมาพิจารณา และในขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานี้ก็เปึนช่วงเวลาที่สำคัญเช่นเดียวกัน สำหรับท่านสมาชิกที่จะร่วมกันแปรญัตติ เพื่อปรับปรุง แก้ไข ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เรา เขียนว่า รับฟังความคิดเห็น นั้น เปึ้นร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อ ประชาชนโดยรวม ผมขอเรียนเท้าความไปว่า ในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เราได้มีการชี้แจงกับท่านสมาชิกมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้น สาระสำคัญของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากกรอบการยกร่างกรอบใหญ่ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างได้ วางไว้ ก็คือในกรอบที่ ๑ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของ ประชาชน และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรอบที่ ๒ คือ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางการเมือง และกรอบที่ ๓ เปึ้นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับศาล องค์กรอิสระ และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ จากกรอบของการยกร่าง รัฐธรรมนูญนี้ ได้นําไปสู่การยกร่างบทบัญญัติของมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญที่มี สาระสำคัญสรุปได้ใน ๔ ประการด้วยกัน คือ ในประการที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งเน้น การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ ประการที่ ๒ มุ่งเน้นการลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และขจัดการใช้อํานาจอย่างไม่เปึนธรรม ในประการ ที่ ๓ นั้น เราพยายามที่จะทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม ขณะเดียวกัน ในประการที่ ๔ ก็พยายามที่จะทำให้การตรวจสอบมีความเข้มแข็ง และ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่อยู่ในมือของท่านสมาชิกที่ได้รับไป และพิจารณาแล้วนี่นะครับ จะเห็นได้ว่า มีทั้งหมด ๑๕ หมวด ไม่รวมบทเฉพาะกาล และมีทั้งสิ้นจำนวน ๒๙๙ มาตรา โดยแก้ไขแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ประมาณหนึ่งร้อยหกสิบมาตรา ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทำตารางเปรียบเทียบระหว่าง รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างขึ้นใหม่กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งท่านสมาชิกสามารถที่จะดู รายละเอียดได้จากเอกสารในสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ทําไว้ให้นะครับ ซึ่งอันนี้ เปึ้นการทำตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๔๙ ในมาตรา ๒๖ ในด้าน ของการคุ้มครอง ส่งเสริม และขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่นั้น ใคร่ขอ อธิบายเพิ่มเติมว่า รัฐธรรมนูญจะต้องไม่ใช่รัฐธรรมนูญของคนเพียงหยิบมือเดียว คือ นักการเมืองเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญต้องเปึ้นรัฐธรรมนูญของประชาชน รัฐธรรมนูญที่ ประชาชนมีพื้นที่ และรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของ ตนเองได้ ในการนี้ คณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ ได้ ร่วมกันพิจารณารายงานการวิจัยความเห็นของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญ และที่เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ ความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนที่เราได้จากการรับฟัง ความคิดเห็นที่คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้ร่วมกันทำงาน และส่งกลับมาที่กรรมาธิการ ยกร่างในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับถือได้ว่า เราได้เพิ่มเรื่องของประเภทสิทธิและ เสรีภาพให้มากขึ้นกว่าเดิม อาจจะกล่าวได้ว่า มากกว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ตัวอย่าง ของสิทธิเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น เพื่อไม่ให้เปึนการเสียเวลาต่อท่านสมาชิก ผมคิดว่า ท่านสมาชิกสามารถที่จะดูได้จากสรุปสาระสำคัญของร่างรั่ฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย ในเอกสารในหน้าที่ ๒ นะครับ ถ้าจะกล่าวโดยสรุปแล้วนี่ มีการให้สิทธิเสรีภาพตาม พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับรอง มีผลผูกพันเช่นเดียวกับสิทธิและเสรีภาพที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นยังพยายามที่จะให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ให้ถูกละเมิด สิ่งที่เปึนการเพิ่มอย่างมากก็คือ เรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรม โดย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และเสียค่าใช้จ่ายตามควร ทั้งนี้ เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ และ ทุพพลภาพได้รับการคุ้มครองในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม อันนี้ อาจจะพิจารณาได้จากในมาตรา ๔๐ และที่สำคัญ ก็คือ ประชาชนมีสิทธิฟัองศาล รัฐธรรมนูญด้วยตนเองเปึนครั้งแรก ดังปรากฏในมาตรา ๒๐๘ เกี่ยวกับสิทธิทางด้าน แรงงาน ก็ได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมทั้ง หลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพื้นภาวะการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ ถือได้ว่า ได้รับการบัญญัติเปึนครั้งแรก ดังปรากฏในมาตรา ๔๔ ทางด้านของสิทธิและ เสรีภาพของสื่อมวลชน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พยายามที่จะทำให้เกิดการคุ้มครอง อย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่เพียงแต่ห้ามป่ดกิจการสื่อมวลชนเท่านั้น ยังห้ามแทรกแซง สื่อมวลชนในการเสนอข่าวสาร และหากมีการดำเนินการดังกล่าวไม่ว่าทางตรงหรือ ทางอ้อม ก็ถือเปึนการจึงใจใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ สิ่งนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๔๕ และ มาตรา ๔๖ รวมทั้งห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึนเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นใน กิจการของสื่อมวลชนด้วย เพื่อปัองกันการใช้สื่อสารมวลชนเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๔๗ ทางด้านการศึกษา ประชาชนยังได้รับการศึกษาฟรี (Free) ๑๒ ป้ โดยเพิ่มให้ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากต้องได้รับการสนับสนุนให้ได้รับ การศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น นอกจากนี้การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพ หรือองค์กรการศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ ตลอดชีวิตก็ได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมจากรัฐเช่นเดียวกัน ปรากฏอยู่ในมาตรา ๔๘ ในประการต่อไป เกี่ยวกับเรื่องเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้พยายามที่จะให้ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นในการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ตามศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สาระสำคัญนั้นปรากฏในมาตรา ๕๑ ในส่วนของบุคคลไร้ที่อยู่อาศัย และไม่มีรายได้เพียงพอ ก็ได้ทำให้มีสิทธิได้รับการ ช่วยเหลือจากรัฐเปึนครั้งแรก มีรายละเอียดอยู่ในมาตรา ๕๔ ในส่วนที่มีการขยายไป อย่างมากนั้น ก็คือ เรื่องของสิทธิชุมชน ซึ่งในการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการก็ได้รับ ความร่วมมือในการให้ข้อมูลทางด้านต่าง ๆ จากคนที่ทำงานทางด้านนี้อย่างกว้างขวาง และได้มีการเพิ่มสิทธิของชุมชน ชุมชนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่อให้ครอบคลุม ถึงกรณีการรวมตัวกันของบุคคลเปึนชุมชน โดยไม่จำเปึนต้องเปึนการรวมตัวเปึน เวลาช้านาน ซึ่งอันนี้ปรากฏอยู่ในมาตรา ๖๖ สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะสื่อความไปยัง สมาชิก ก็คือเรื่องของการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่าง รุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ จะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ก่อนที่จะดำเนินโครงการ อันนี้เปึ้นเสียง เรียกร้องที่เกิดขึ้นจากกลุ่มประชาชนต่าง ๆ อย่างมากมาย ข้อความเหล่านี้ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๖๖ เช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันชุมชนก็มีสิทธิที่จะฟัองร้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์การอื่นของรัฐที่เปึนนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ประชาชนมีสิทธิติดตาม และร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเปึนครั้งแรก ตามมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง รวมทั้งมีสิทธิเข้าถึงรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภา ตามมาตรา ๑๓๘ วรรคห้า นอกเหนือจากสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทาง ราชการ ในมาตรา ๕๕ อีกประการหนึ่ง ซึ่งเปึนเรื่องที่ได้มีการถกเถียงกันมากในทาง สังคม และในระหว่างที่เราร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นเปึ้นครั้งคราว ก็คือ ในเรื่องของการทําสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศทั้งหลายที่มีผลกระทบต่อ ประชาชน รัฐธรรมนูญกําหนดให้รัฐนี่นะครับ จะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนก่อน และเมื่อมีการลงนามแล้ว จะต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของสนธิสัญญา รวมทั้งต้องแก้ไข หรือเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการลงนาม ในสนธิสัญญาอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเปึนธรรมอีกด้วย ความข้อนี้ปรากฏอยู่ใน มาตรา ๑๘๖ วรรคที่ ๒ ถึงวรรคที่ ๔ สิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งในการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ ก็คือ การให้สิทธิประชาชน ๑ แสนคนเข้าชื่อ เพื่อเสนอข้อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เปึ้น ครั้งแรก การที่จะให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพนั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังพยายามที่จะทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนง่ายขึ้น กว่าเดิม โดยมีมาตรการที่สำคัญตั้งแต่ ในประการแรก ก็คือ การแบ่งหมวดหมู่ของสิทธิ และเสรีภาพให้ชัดเจน ซึ่งอันนี้อาจจะแตกต่างไปจากการเขียนรัฐธรรมนูญที่แล้ว ๆ มา ทั้งนี้ในประการสําคัญที่สุดก็คือ เพื่อให้ประชาชนอ่าน และเข้าถึงรัฐธรรมนูญได้โดยง่าย โดยแบ่งหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยออกเปึนส่วน ๆ ได้แก่ สิทธิและเสรีภาพ ส่วนบุคคล ในมาตรา ๓๒ ถึงมาตรา ๓๘ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในมาตรา ๓๙ ถึง มาตรา ๔๐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน ในมาตรา ๕๕ ถึงมาตรา ๖๑ สิทธิ ชุมชน ในมาตรา ๖๕ ถึงมาตรา ๖๖ และเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ก็คือ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๗ และ ๖๘ ซึ่งก็เปึ้นเรื่องที่ได้รับการรับฟังในเบื้องต้น ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ กันค่อนข้างมาก ในประการที่ ๒ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครองไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้มีเจตนารมณ์ และได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า แม้ยังไม่มีกฎหมายลูก ตราขึ้น ประชาชนก็สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพเหล่านั้นได้ทันที โดยการร้องข้อต่อศาล ในประการที่ ๓ กําหนดให้รัฐต้องดําเนินการทุกวิถีทางที่จะต้องส่งเสริมสนับสนุน และ ช่วยเหลือประชาชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ในประการที่ ๔ ซึ่งอันนี้ เปึนข้อเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนตลอดมา และเราก็พยายามที่จะสนองความต้องการ ในจุดนี้ ก็คือ การลดจำนวนประชาชนในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย และถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เหลือเพียง ๒๐,๐๐๐ ชื่อ ตาม มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๒๖๒ วรรคสาม สิ่งที่สําคัญนอกจากการเพิ่มสิทธิเสรีภาพ และ ทําให้การใช้สิทธิเสรีภาพง่ายขึ้นกว่าเดิมนั้น ก็คือ เรื่องของการทําให้การใช้สิทธิและ เสรีภาพมีประสิทธิภาพ และมีมาตรการคุ้มครองอย่างชัดเจน โดยการบัญญัติให้ตัดคำว่า ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกจากท้ายบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพทั้งหลาย เพื่อส่งสัญญาณว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกิดขึ้นทันทีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตาม กฎหมาย ในประการที่ ๒ นั้น ได้พยายามที่จะกำหนดระยะเวลาในการตรากฎหมายลูก ที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ชัดเจน ส่วนใหญ่ประมาณหนึ่งป้ เพื่อไม่ให้ ผู้มีอํานาจถ่วงเวลาในการตรากฎหมายลูก อันเปึนการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน ข้อความเหล่านี้สามารถดูได้จากมาตรา ๒๙๓ และมาตรา ๒๙๘ ในประการ ที่ ๓ ให้ประชาชนมีสิทธิฟัองศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิและ เสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังปรากฏในมาตรา ๒๐๘ ให้ชุมชนมีสิทธิฟัองศาลได้ อย่างที่ได้กล่าวแล้ว และในประการต่อไป ก็คือ ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฟัองศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการกระทำใด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเปึ้นผู้เสียหายแทนประชาชนเพื่อฟัองศาลได้ในกรณีที่มีการละเมิด สิทธิมนุษยชน สิ่งเหล่านี้สามารถที่จะพิจารณาได้จากมาตรา ๒๔๘ (๑) และ (๒)

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปึนการเปลี่ยนแปลงหรือพยายามที่จะแก้ไขและใช้หลัก ทางด้านของรัฐประศาสนศาสตร์เข้ามามีส่วนเสริม ก็คือทําให้แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มีความชัดเจน ครอบคลุมรอบด้าน และที่สำคัญยิ่งก็คือ ผูกพันรัฐมากกว่าเดิม โดยมีการ บัญญัติให้แยกแยะหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างชัดเจน และอยากจะเรียนเสริมว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ เปึ้นเรื่องที่มีเจตจำนงให้ผู้ที่ใช้ อำนาจรัฐไม่ว่าจะมาจากคนกลุ่มใด พรรคการเมืองใด จะต้องไม่ถือว่าเรื่องเหล่านี้เปึ้นเรื่องการเมือง แต่เปึนเรื่องที่จะต้องดำเนินให้เปึนไปตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับหลักประกันว่า เขาได้รับการคุ้มครอง และได้รับการดําเนินการที่ดีจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเปึนในด้านของความมั่นคง ด้านศาสนา สังคม การศึกษา และวัฒนธรรม ด้านกฎหมายและการยุติธรรม ด้านการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สิน ทางปัญญา และพลังงาน และที่สำคัญมากที่สุดก็คือ การเพิ่มบทบัญญัติในส่วนที่ว่าด้วย การมีส่วนร่วมของประชาชน อยากจะเรียนต่อท่านสมาชิกและท่านผู้สนใจทั้งหลายว่า การกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในเรื่องที่สำคัญ เช่น รัฐต้องพัฒนาระบบงาน ภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คำนี้อาจจะเปึนคำใหม่ สําหรับการเขียนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่มันก็เปึนคําที่เกิดขึ้นจากพัฒนาการ ของกระบวนการจัดการภาครัฐแนวใหม่ที่หลักธรรมาภิบาล หรือที่เรียกกันว่า กู๊ด กัฟเวอร์แนนซ์ (Good governance) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในรัฐทั้งหลายทั่วโลก รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงพยายามที่จะใช้คำที่ประชาชนเข้าใจง่าย ก็คือ การบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีเปึนแนวทางในการปฏิบัติราชการ ซึ่งสามารถพิจารณาได้จาก มาตรา ๗๗ จัดให้มีการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอันนี้เปึ้นเรื่องที่ สำคัญอย่างยิ่ง ดังปรากฏในมาตรา ๘๐ ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดำเนินการ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเปึนส่วนที่สมาชิกได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และได้มีการอภิปรายหลายครั้งในสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้ เราได้บรรจุเรื่องนี้ ไว้ในมาตรา ๘๒ กำหนดให้มีการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอากรให้มีความเปึนธรรม แม้จะไม่ได้ระบุประเภทของภาษีไว้ แต่ว่าก็พยายามที่จะให้รัฐนั้นผลักดันในเรื่อง ภาษีใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดความเปึนธรรมทางสังคม ดังปรากฏในมาตรา ๘๓ มุ่งเน้นการคุ้มครอง และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด สินค้าเกษตรกร ในจุดนี้เรายังเป่ดรับฟังความคิดเห็นว่า เกษตรกรอาจจะขอเพิ่ม หรือเพิ่มข้อความใด ๆ ที่อาจจะเปึนประโยชน์ต่อการที่จะทำให้ภาคเกษตรกรรมเปึนภาคที่ ยั่งยืนต่อไปในอนาคต จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเปึนต่อการดำรงชีวิตของ ประชาชน และได้เพิ่มข้อความที่ให้รัฐตระหนักว่า ต้องระมัดระวังในการกระทำใด ๆ อันทำให้สาธารณูปโภคดังกล่าวตกไปอยู่ในการผูกขาดของภาคเอกชน อันนี้สามารถดูได้ ในมาตรา ๘๓ เช่นเดียวกัน กำหนดหลักเกณฑ์ของการใช้ที่ดินตามหลักวิชาให้ครอบคลุม ทั้งผืนดิน ผืนน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ และขณะเดียวกัน ก็ดำเนินการให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดินอย่างทั่วถึง เจตจำนงที่สำคัญของหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น ก็คือ กำหนดให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ผมขอย้ําคําว่า บริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้สอดคล้องกับ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด ด้วยการกำหนดแผนบริหารราชการแผ่นดิน และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการ ดําเนินการว่า มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไรบ้าง เสนอต่อรัฐสภาป้ละ ๑ ครั้ง ในส่วนที่มี ความสำคัญอย่างมาก และมีการพัฒนาไปสู่ความเปึนการเมืองภาคพลเมืองมากยิ่งขึ้น ก็คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานของท้องถิ่น และกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพื่อเปึนฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในระดับประเทศในอนาคต ตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมถึงหลักการและเหตุผล ทั้งนี้เพราะว่า พัฒนาการของการ ปกครองท้องถิ่นในบ้านเราก็ได้มีรูปร้อยที่ได้ปรากฏไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่การที่ จะทำให้การเมืองในระดับประเทศมีความยั่งยืนถาวร จำเปึ้นที่จะต้องให้ประชาชนเข้ามา มีบทบาทอย่างแท้จริงในการเมืองท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเปึนพื้นที่ของการเมืองภาคพลเมืองที่ ยิ่งใหญ่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะกำหนดให้ ในประการแรก องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นมีอิสระอย่างเต็มที่ในการบริหารงานของตนเองในทุกด้าน การจัดทำบริการ สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทําบริการสาธารณะ ซึ่งเปึนคําที่เราใส่ลงไปนี่นะครับ ที่มีความหลากหลาย ดังปรากฏในมาตรา ๒๗๔ รวมทั้งการจัดโครงสร้างที่คล่องตัว กฎหมายพยายามที่จะเป่ดช่องทางที่จะทำให้การพิจารณาในรายละเอียดนั้นสามารถ กระทำได้โดยกว้าง ในประการที่ ๒ ปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ถึงแม้ว่าเราจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจมากขึ้น แต่ถ้าท้องถิ่น ไม่สามารถที่จะบริหารทรัพยากรมนุษย์ในท้องถิ่นตามหลักของการบริหารที่ดีได้ ก็อาจจะ เปึ้นปัญหาได้ และมีข้อเรียกร้องจากองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงาน ท้องถิ่นค่อนข้างมากในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผลักดันให้ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสถานะเปึนข้าราชการเช่นเดียวกับข้าราชการ พลเรือนระดับประเทศ มีคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นเปึนของตนเอง ที่มีอิสระ จากส่วนกลาง โดยให้สามารถโอนย้ายข้าราชการระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ รวมทั้งการให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมระดับท้องถิ่นด้วย เมื่อพิจารณาเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า พัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยจะก้าวไปอีกระดับหนึ่งใน อนาคต นอกจากเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว เราก็พยายามที่จะทำ ให้ ในประการที่ ๓ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับท้องถิ่น ด้วยการให้ประชาชน ในท้องถิ่นสามารถลงประชามติในเรื่องที่เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเองได้ ในมาตรา ๒๗๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ลดจำนวนประชาชนที่จะเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองท้องถิ่น และการเสนอร่างข้อบัญญัติของท้องถิ่น รวมทั้งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้อง รายงานการดำเนินงานต่อประชาชน ในเรื่องการจัดทำงบประมาณการใช้จ่าย และผลการ ดำเนินงานในรอบป้ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ กำกับการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากกฎหมายในมาตรา ๒๗๘ วรรคสาม ในประการที่ ๔ นั้น เปึ้นข้อ เรียกร้องจากภาคประชาชน ซึ่งได้เรียกร้องที่จะให้มีการดำเนินการปรับปรุงระบบการ กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ เหตุผลที่จะต้องปรับปรุง กำกับ ดูแลในเรื่องนี้ ก็คือ ความห่วงใยของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการบริการสาธารณะที่ จำเปึน ให้มีมาตรฐานกลางในการดำเนินงาน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปฏิบัติได้ เอง โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และความแตกต่างของการพัฒนาและการบริหารงาน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยประชาชน อันนั้นเปึนเรื่องแรกนะครับ เรื่องของ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และขยายสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเรื่องที่ ๒ เปึนเรื่องของการลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และขจัดการใช้อํานาจอย่าง ไม่เปึ้นธรรม อยากจะเรียนในเบื้องต้นว่า รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ มุ่งเน้นให้มีรัฐบาล ที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ ซึ่งเปึนสิ่งที่ถูกต้อง แต่ความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ต้องไม่ใช่การผูกขาดอำนาจแต่เพียงผู้เดียว จนน้ำไปสู่การใช้อำนาจอย่างไม่เปึนธรรม จำเปึนอย่างยิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่นะครับจะพยายามที่จะลดการผูกขาดอํานาจ รัฐลง แต่ไม่ได้หมายความว่าลดอํานาจรัฐลง ถึงแม้เราจะเคยพูดกันว่า เพิ่มอํานาจประชาชน ลดอํานาจรัฐ แต่การกระทําเช่นนั้นอาจจะ เปึนการสุ่มเสี่ยงจนเกินไป คณะกรรมาธิการพยายามที่จะทำให้เห็นชัดถึงเรื่องของ การลดการผูกขาดอํานาจรัฐ และสร้างดุลยภาพของอํานาจในทางการเมือง มีมาตรการ หลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่ในเรื่องแรกก็คือ เสริมสร้างอำนาจทางการเมืองให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนเปึ้นผู้เล่น มิใช่ผู้ดูในทางการเมืองอีกต่อไป มีมาตรการมากมาย หลายเรื่องซึ่งได้กล่าวไปแล้วบ้าง และที่จะกล่าวเพิ่มขึ้น ก็คือ การมีส่วนร่วมทางการเมือง ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเปึนการดําเนินงานต่าง ๆ ของรัฐ การทําสนธิสัญญา การลงประชามติ ในเรื่องที่สำคัญและมีผลผูกพันต่อการตัดสินใจของรัฐบาล และการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนใช้สิทธิทางการเมืองได้ง่ายขึ้น ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เช่นเดียวกับ ให้ประชาชนและชุมชนมีอํานาจในการฟัองร้องรัฐ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วเช่นเดียวกัน ในการ ต่อไปนั้นเปึ้นเรื่องของการจํากัดการผูกขาด และการใช้อํานาจที่ไม่เปึนธรรมของรัฐบาล โดยมีมาตรการตั้งแต่การให้นายกรัฐมนตรีอยู่ได้ไม่เกิน ๒ สมัย หรือ ๘ ป้ ตาม มาตรา ๑๖๗ การตราพระราชกำหนดของรัฐบาลจะต้องถูกตรวจสอบโดยเคร่งครัดจาก ศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ตามอําเภอใจของรัฐบาล แล้วรัฐบาลจะตราพระราชกําหนดได้ ก็ต่อเมื่อเปึนกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเปึนเท่านั้น เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือการให้มีหมวด การเงิน การคลัง และงบประมาณขึ้นเปึนครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อมิให้รัฐบาลใช้ จ่ายเงินอย่างไม่มีวินัยทางการเงินและงบประมาณ อันจะก่อให้เกิดภาระทางการเงิน การคลังของประเทศ โดยจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ เปัาหมาย กิจกรรม แผนงาน โครงการชัดเจน ให้รัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถขอแปรญัตติต่อ คณะกรรมาธิการของสภาได้โดยตรงในการของบประมาณ เพื่อไม่ให้รัฐบาลใช้การจัดสรร งบประมาณเปึนเครื่องมือในการต่อรองการทำหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้ เช่นเดียวกับ การให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอแก้ไขข้อกฎหมายของตนไปยังรัฐสภาได้ โดย ไม่ถูกรัฐบาลขัดขวาง อีกเรื่องหนึ่งเปึนเรื่องใหม่เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะให้สมาชิกพิจารณา ก็คือเรื่องของให้องค์กรอัยการเปึนอิสระจากรัฐบาล เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจ รัฐได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดําเนินคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กำหนดขอบเขตภาระหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้รัฐบาลรักษาการ แทรกแซงการทำงานของฝ์ายประจำ และใช้กลไกของรัฐไปสนับสนุนพรรคการเมืองและ ผู้สมัครฝ์ายต้นในการเลือกตั้ง ยิ่งไปกว่านั้นก็ได้ห้ามการควบรวมพรรคการเมืองที่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาระหว่างอายุของสภา เพื่อปัองกันการเกิดเสียงข้างมาก อย่างผิดปกติในสภา เรื่องที่ยากที่สุดของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และผมเชื่อว่าก็ยาก ที่สุดในการเขียนรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ก็คือเรื่องที่อาจจะต้องปรึกษากันอย่างกว้างขวางใน สภาร่างฯ แห่งนี้ ก็คือทําอย่างไรที่จะให้คนดีมีความสามารถเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเปึนอิสระจากการครอบงำในทางการเมืองของพรรคการเมือง เพื่อทำหน้าที่เปึนผู้แทน ของประชาชนอย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครจะเปึนกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ตาม จะต้องมีความยากลำบากในการเขียนกฎหมายในส่วนนี้อย่างแน่นอน ความพยายามของ เราก็คือ พยายามร่วมกันที่จะบัญญัติอย่างชัดเจนว่า ในประการที่ ๑ ปรับปรุงระบบการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากเขตเลือกตั้ง เปึ้นผู้แทนราษฎรในเขตการเลือกตั้งที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้คนดีมีความสามารถแข่งขันกับคนที่ ใช้เงินได้ ปรับปรุงระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ที่เคยใช้กัน ไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งกำลังเกิดขึ้น มากขึ้นในนานา ประเทศ แม้จะเปึนในประเทศแม่แบบประชาธิปไตยในตะวันตกก็ตาม แต่ว่าของเรานั้นได้ พยายามที่จะดำเนินการในลักษณะที่จะมีการแบ่งเปึนกลุ่มจังหวัด เพื่อมิให้เกิดการ กระจุกตัวผู้แทนราษฎรประเภทนี้อยู่ในส่วนกลาง และยกเลิกสัดส่วน ๕ เปอร์เซ็นต์ (Percent) เพื่อให้มีพรรคเล็กมีที่นั่งในสภา เพื่อให้เกิด ความหลากหลายในความคิดทางการเมือง ในประการที่ ๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมี อิสระจากมติของพรรคการเมือง ในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย และการลงมติในการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ในประการที่ ๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถเสนอร่างกฎหมาย ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากพรรคการเมืองของตนอีกต่อไป การที่ทําให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเปึนอีกด้านหนึ่งของฝ์ายนิติบัญญัติปลอดอิทธิพลจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ก็เปึนการบ้านที่ค่อนข้างยาก และมันมีความแตกต่างทางความคิดอย่างกว้างขวางใน สังคม ในมติของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดให้การได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภาเปึ้นระบบสรรหาที่มาจากจังหวัดและกลุ่มวิชาชีพ จึงอยากจะให้ท่านสมาชิกได้ พิจารณาตรวจสอบทบทวนเรื่องนี้ ในมาตรา ๑๐๖ สิ่งนี้เราได้กำหนดขึ้น เพื่อแทนที่ระบบ การเลือกตั้ง ซึ่งถูกแทรกแซงโดยง่ายจากพรรคการเมือง อย่างไรก็ดี การที่จะทำให้ระบบ การสรรหาดีนั้น ก็ต้องมั่นใจว่า จะทําให้การเมืองของประเทศไม่เปึนการเมืองของ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่การเมืองเปึนการเมืองของประชาชนที่มีความ หลากหลายทั้งในทางพื้นที่ ทั้งในทางวิชาชีพ และเพศ ตลอดจนกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป่ดโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมด้วย ใคร่ขอเรียนให้สมาชิก ช่วยพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเหมาะสมต่อไป อีกประการหนึ่ง ก็คือ เปึนเรื่องที่สำคัญ และก็เปึนเรื่องที่อาจจะปฏิบัติยาก แต่ก็จำเปึน ก็คือการห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาแทรกแซงข้าราชการประจํา มิได้หมายความว่า จะไปพิทักษ์ข้าราชการประจำให้มีความเปึนผู้มีอำนาจวิเศษ แต่ก็ จำเปึ้นที่จะต้องดําเนินการที่จะทําให้ข้าราชการนั้น สามารถที่จะวางตัวเปึ้นกลางทางการ เมืองได้ดีพอ ดังนั้นจึงกำหนด ห้ามก้าวก่ายหรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนและพรรค การเมือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการปฏิบัติราชการ หรือดำเนินงานในหน้าที่ประจำ และปัญหายักษ์ที่เกิดขึ้นในระบบนี้ก็คือ เรื่องของการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อน ตำแหน่งหรือเงินเดือน ความข้อนี้อาจจะศึกษาได้จากมาตรา ๒๕๗ ในประการที่ ๓ เปึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเปึนข้อเรียกร้องจากภาคประชาชน และผลงานวิจัยในทางวิชาการ อย่างกว้างขวาง ก็คือเรื่องการทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และมีจริยธรรม เราได้มีการบัญญัติหมวดคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ เจ้าหน้าที่ของรัฐไว้อย่างชัดเจน ซึ่งอยู่ในมาตรา ๒๗๐ ซึ่งจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องมีมาตรฐานชัดเจน โดยมีกลไกและระบบการ ดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการ ละเมิด นอกจากนั้น การฝ์าฝ๋นมาตรฐานจริยธรรมที่ร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองก็สามารถนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งด้วย อีกประการหนึ่ง ก็คือ ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีมาตรการที่จะทำให้ไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ในทางการเมือง ได้มีการบัญญัติห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ดำรงตําแหน่งหรือหน้าที่ใด ๆ ในหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ห้ามมิให้รับ หรือแทรกแซง หรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หรือเข้าเปึนคู่สัญญากับรัฐ อันมี ลักษณะเปึนการผูกขาดตัดตอน หรือเปึนหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ที่รับสัมปทาน หรือเข้าเปึนคู่สัญญาในลักษณะที่กล่าวแล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ห้ามมิให้รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เปึ้นพิเศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติกับบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานตามปกติ รวมทั้งห้ามมิให้เปึ้นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับ การสื่อสารมวลชน หรือเข้าเปึนคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องไม่เปึ้นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเปึนหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไป ทั้งนี้ตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวต่อไป ให้ผู้นั้นแจ้งให้ ประธานกรรมการปัองกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติทราบภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่ วันที่ได้รับการแต่งตั้ง และให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้นโอนหุ้นให้นิติบุคคลซึ่ง จัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งห้ามมิให้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีผู้นั้นกระทำการใดอันมีลักษณะเปึ้นการเข้าไปบริหาร หรือจัดการใด ๆ เกี่ยวกับหุ้น หรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้ ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๖๐ ส่วนในเรื่องการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองก็มีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งผมจะไม่อธิบายในรายละเอียด ท่านทั้งหลายก็คงดูได้ ในมาตรา ๒๕๐ และในมาตรา ๒๕๒ อีกข้อหนึ่ง ซึ่งเปึ้นข้อที่อาจจะมีการพิจารณาร่วมกัน อย่างกว้างขวางต่อไป ก็คือ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาได้ง่ายขึ้น กรณีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เมื่อมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะรอการ ลงโทษก็พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เมื่อต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีจะยัง ไม่ถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษก็ตาม ก็พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่ความผิดอันได้กระทำ โดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ในทํานองเดียวกัน ก็ห้ามประธานสภา รองประธานสภา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ดำเนินการในลักษณะ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน สิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จากมาตรา ๑๑๙ วรรคห้า และ มาตรา ๑๗๓ วรรคสาม ในประการสุดท้ายที่จะขอชี้แจงต่อท่านประธานผ่านไปยังสมาชิก ก็คือ เรื่องของการทำให้องค์กรตรวจสอบมีความอิสระ เข้มแข็ง และทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรตรวจสอบและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซึ่งเปึ้น ความหวังของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เราต้องยอมรับว่า ถูกแทรกแซง ถึงขนาดที่บางครั้งก็ล้มเหลวในการทำงาน การปรับปรุงระบบการตรวจสอบทั้งระบบ จึงจำเปึนต้องเกิดขึ้น ในกรณีนี้ได้มีการปรับปรุงระบบการสรรหาองค์กรตรวจสอบ เพื่อให้ ได้คนที่มีความเปึนอิสระอย่างแท้จริง โดยกําหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ์ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎรเปึนคณะบุคคลในการสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็มี การปรับปรุงอำนาจหน้าที่ และระบบการทำงานขององค์กรตรวจสอบให้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับฟัองเรื่องที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพได้โดยตรง ตามมาตรา ๒๐๘ ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึน ผู้พิจารณาคดีที่มีการฟัองว่า นักการเมืองไม่แสดงทรัพย์สินหรือหนี้สิน หรือแสดงทรัพย์สิน หรือหนี้สินอันเปึ้นเท็จ ในมาตรา ๒๕๔ ให้คณะกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติดูแลเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และข้าราชการประจําระดับสูง เพื่อทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ในมาตรา ๒๔๓ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาสามารถหยิบยกเรื่องที่เกิดความเสียหายต่อประชาชนโดยรวม หรือเพื่อ คุ้มครองประโยชน์สาธารณะขึ้นได้เอง โดยไม่จำเปึนต้องมีการร้องเรียน เพิ่มอำนาจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติฟัองศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองได้ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือการ กระทำใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเปึนผู้เสียหายแทนประชาชน เพื่อฟัองศาลได้ในกรณี ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันนี้อยู่ในมาตรา ๒๔๘ ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายทั้งหลาย ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมด้วย ในมาตรา ๒๔๙ ให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และศาล สามารถแปรญัตติงบประมาณได้ดังที่ได้กล่าวแล้ว ให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรสามารถอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น โดยใช้เสียงเพียงหนึ่งในสี่นะครับ นอกจากนี้ยังกำหนดให้สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่หลบการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ โดยไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอื่นได้ ในมาตรา ๑๕๕ เช่นเดียวกับการ กำหนดให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้องมาตอบกระทู้ถาม และชี้แจงกับสภาด้วย ตนเอง ในมาตรา ๑๕๘ แยกองค์กรอัยการออกเปึนอิสระอย่างที่ได้กล่าวแล้ว ในด้านของ การจัดให้มีระบบการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็มี ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ ๓ ประเด็น ก็คือ ๑. การให้ใบเหลือง ใบแดงของคณะกรรมการ การเลือกตั้งสามารถอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ ส่วนการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น สามารถ อุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ ในประการที่ ๒ กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอันเนื่อง มาจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางการปกครอง สามารถถูกตรวจสอบโดยศาลปกครองได้ และในประการสุดท้าย ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภามีอํานาจตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดนี้ คือสาระสําคัญโดยสรุปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำเสนอ เพื่อให้สมาชิกได้กรุณา พิจารณาในรายละเอียดตามรายมาตรา และมีสิทธิในการที่จะแสดงความเห็น ตลอดจน การแปรญัตติตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ (ฉบับชั่วคราว) ต่อไป ผมจึงขอ นำเสนอต่อท่านประธานสภาและท่านสมาชิกเพียงแค่นี้ครับ