รายงานการประชุมสภาร่างรั่ฐธรรมนูญ
ครั้งที่ ๑๑ /๒๕๕๐
วันจันทร์ที่ ๑๙ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมครบตามจำนวนองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเป่ดการประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม เรียนให้ที่ประชุมทราบ เมื่อวานนี้เรามีการประชุมนอกรอบนะครับ ทั้งวันตั้งแต่เช้าจนเย็นก็เพื่อให้ซักถามแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกันในเรื่องการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ไปเรียบร้อยนะครับ รวมทั้ง มีข้อเสนอแนะเรื่องอื่น ๆ แล้วหลายท่านก็ให้ความสนใจว่าการประชุมนอกรอบในบางเรื่อง อาจจะเปึนผลดีที่จะได้พูดคุยกันในเรื่องยาว ๆ ให้จบ อย่างเช่น เราจะต้องคิดทำอย่างไร ในการดำเนินการเรื่องประชามติ เปึนต้น ก็คงจะหาโอกาสที่จะดำเนินการอีกนะครับ ผ่านจาก วาระที่ ๑ นะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ พิจารณารายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จัดสัมมนา ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๕ ถึงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐ ณ โรงแรมสปริงฟ่ลด์ (Springfield) อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อระดมความคิดเห็น นำเสนอผลสรุปแนวทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประมวลความคิดเห็น ที่ได้รวบรวมจากทุกภาคส่วนนั้น บัดนี้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะได้รายงาน ความคืบหน้าในการดำเนินงานเพื่อให้ที่ประชุมได้รับทราบและพิจารณาต่อไปนะครับ
ผมขอเชิญท่านคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ เชิญครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
เชิญท่าน กรรมาธิการครับ ถ้าพร้อมแล้วผมขออนุญาตเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการหรือผู้แทน แถลงรายงานเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ขอรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า หลังจากที่ได้ รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาเมื่อเดือน ที่แล้ว แล้วคณะกรรมาธิการได้ไปสัมมนาที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อพิจารณาความเห็นของ อนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ กรอบ รวมทั้งความคิดเห็นของประชาชนที่ ได้รับมาจากการรับฟังความคิดเห็น และก็ได้พิจารณารัฐธรรมนูญในกรอบต่าง ๆ และก็มี มติกำหนดแนวทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญของกรอบต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งรายละเอียดนั้น ผมใคร่ขอให้ท่านปกรณ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ ได้เปึ้นผู้แถลงรายละเอียดต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอชี้แจง รายงานการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ ไปประชุมสรุปรวบยอดความคิดต่าง ๆ ที่ได้ทำงานมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคมเปึนต้นมา จนถึงวันที่ ๕ มีนาคม ซึ่งเปึนระยะเวลาในการทำงานประมาณ ๑ เดือนกับ ๑๐ วัน เพื่อที่จะสรุปความคิดทางด้าน ต่าง ๆ ที่ได้ทั้งจากส่วนที่เปึนการพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับกรอบความคิดในการที่จะ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านการชี้แจงไปสู่ที่ประชุมแล้ว ขณะเดียวกันก็ประมวลความเห็น ที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งข้อคิดอื่น ๆ ที่ได้มี การเสนอความเห็นเข้ามาโดยองค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สมาคม มูลนิธิ ตลอดจน พี่น้องประชาชนโดยส่วนร่วม รายละเอียดของการดำเนินงานมีเอกสารที่แจกต่อท่านสมาชิก ไปแล้วนะครับ เปึนปกสีชมพู ซึ่งจะเปึนเอกสารสรุปความคิดเห็นของกรอบที่ได้รับความ เห็นชอบจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน ๓ กรอบ ก็คือกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจ กรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมือง และกรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล แต่อยากจะเรียนว่ากรอบทั้ง ๓ กรอบ นั้นยังไม่ใช่เปึนข้อยุติในการที่จะนำไปสู่รายละเอียดต่าง ๆ นะครับ เพราะในขั้นตอนถ้าเราดู จากตารางระยะเวลาเบื้องต้นในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่ได้แจกไปพร้อมเอกสารนี้ด้วย ก็จะเห็นว่าในระหว่างนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่ ๕ นะครับ ซึ่งวันนี้เปึนวันที่ ๑๙ มีนาคม พรุ่งนี้จะเปึน วันที่ ๒๐ มีนาคม ซึ่งการประชุมในกรอบที่ ๓ ยังไม่ได้เสร็จทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้น ในวันนี้ก็อาจจะชี้แจงให้ท่านทั้งหลายเห็นในภาพรวมกว้าง ๆ
ในกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการ กระจายอำนาจนั้น เราก็ใช้หลักที่จะมุ่งเน้นเรื่องของการเพิ่มและให้หลักประกันทางด้าน ของสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งเสริมสร้างให้มีการส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง กับปรับให้ระบบกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราดูในเอกสารนะครับ ผมคิดว่าผมคงไม่จำเปึนต้องชี้แจงยาว เพราะมีเอกสารประกอบอยู่แล้ว ก็คือในประเด็นแรกนั้นเปึนเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ก็จะเปึนประเด็นย่อย ก็ได้แก่ เรื่องของการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ รัฐธรรมนูญรับรองแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญที่มีการพัฒนามาโดยลำดับ จนถึงรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๔๐ ที่ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง และอยากที่จะให้มีผลบังคับมากยิ่งขึ้น ซึ่งอันนี้เสียงความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องนี้ ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนนะครับ เราก็พยายามที่จะพิจารณาความเห็นของอนุกรรมาธิการ ซึ่งท่านทั้งหลายดูในคอลัมน์ (Column) ที่ ๒ ในหน้าแรกก็จะเห็นความเห็นของอนุกรรมาธิการ กับความเห็นของคณะกรรมาธิการ สิ่งที่เปึนเรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องของความพยายามที่ จะตัดคําว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยระบุสาระสําคัญแห่งสิทธิต่าง ๆ ไว้ให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้นนะครับ แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติศาลก็ต้องตีความรับรองสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญรับรองแล้ว มีการกําหนดระยะเวลาในบทเฉพาะกาลให้รัฐต้องออกกฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดนะครับ และให้ประชาชนสามารถนำคดีที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ เสนอต่อศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลอื่น ๆ นะครับ แต่คำว่า ศาลสิทธิมนุษยชน ได้มีความเห็นของอนุกรรมาธิการ เราก็ตัดตรงนี้ออกนะครับ ส่วนในเรื่อง ของการให้สิทธิและเสรีภาพตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับรองมีผล ผูกพัน เช่นเดียวกับสิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ก็มีรายละเอียดที่นำไปสู่ การพิจารณาในความเห็นของคณะกรรมาธิการดังที่แสดงไว้ ในเรื่องของมาตรา ๔ เรื่องของ สิทธิของคนไทยและบุคคลที่อยู่ในเขตอํานาจรัฐไทย ก็มีความเห็นของอนุกรรมาธิการ ตลอดจนความเห็นของกรรมการที่ได้เห็นภาพไว้ชัดนะครับ เรื่องของสิทธิเสรีภาพของสื่อ ก็มีการพิจารณาเรื่องของการเพิ่มการคุ้มครองเสรีภาพสื่อให้ กว้างขวางชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น ห้ามป่ดกิจการหนังสือพิมพ์ ห้ามทำการพิมพ์ และห้ามสื่อสาร ด้วยวิธีอื่น ๆ นั้นกระทํามิได้นะครับ ห้ามนักการเมืองเปึนเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในสื่อ ห้ามรัฐ หรือเอกชนควบรวมกิจการหรือผูกขาดสื่อนะครับ ซึ่งในรายละเอียดนั้นอนุกรรมาธิการกรอบที่ ๑ จะไปพิจารณาเพิ่มเติม เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องของสื่อนั้นนะครับ ได้มีการนำเอามาตรา ๔๐ เรื่อง องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งในกฎหมายป้ ๒๕๔๐ นั้นอยู่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ นะครับ เราจะย้ายหมวดนี้ไปไว้ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยกำหนด ให้เปึ้นสภาพบังคับ และในขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเรื่อง ของมาตรา ๔๑ ก็ควรจะมีสภาพบังคับอย่างจริงจัง และควรมีมาตรการบังคับในกรณีที่รัฐบาล มีการแทรกแซงสื่อ เรื่องของการศึกษา ซึ่งเปึนเรื่องที่ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน และมีการแสดงความเห็นเข้ามาอย่างมากนะครับ และที่ประชุมก็พิจารณาความเห็นเหล่านั้น เพื่อที่จะนําเข้ามาสู่การประกอบในการยกร่างรัฐธรรมนูญ สาระสําคัญที่ได้ข้อสรุปก็คือว่า ๑. ก็คือให้มีการศึกษาภาคบังคับ ๑๒ ป้ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ว่าตรงจุดนี้ได้มีการแก้ไข คำว่า ภาคบังคับ เปึน ขั้นพื้นฐาน นะครับ ของอนุกรรมาธิการเสนอว่าเปึน ภาคบังคับ แต่ว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าต้องใช้คำว่า การศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่นดียวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้ว แต่เพิ่มว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เพราะอันนี้เปึ้นปัญหาใหญ่ ของการจัดระบบการศึกษาในขณะนี้ ที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทั้งหลายก็ประสบปัญหา ในเรื่องของการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากที่ต่าง ๆ เรื่องที่ ๒ ก็คือการพัฒนามาตรฐาน และคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกัน เรื่องที่ ๓ ส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชนและการศึกษา ทางเลือกของประชาชน เรื่องที่ ๔ การมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา โดยกำหนดให้เปึนสิทธิขององค์กรเหล่านี้ในการจัดการศึกษา ในประการที่ ๕ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต และสามารถนำประสบการณ์มา เทียบวุฒิการศึกษาได้ นอกจากนั้นก็มีมติอนุมัติให้ฝ์ายเลขานุการไปพิจารณาเพิ่มประเด็น เกี่ยวกับการที่รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้อยู่ในสถานะ ที่ยากลำบาก เพราะอันนี้เปึนข้อคิดเห็นที่ได้มาจากองค์กรต่าง ๆ ที่ได้นําเสนอความเห็นว่า รัฐน่าจะมีหลักประกันในเรื่องนี้ ซึ่งเราก็เห็นว่าเปึนเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นอยากจะย้ําตรงนี้ ว่าความคิดเห็นของประชาชนมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่อไป เปึ้นเรื่องของการประกันความเปึนอิสระของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ อันนี้เปึ้นปัญหาใหญ่มากในปัจจุบันนี้นะครับ ที่ประชุมก็พิจารณาเห็นว่าควรจะมีการคุ้มครอง กรณีปฏิบัติหน้าที่ เสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดย สุจริต อันนี้ย้ําว่าเปึ้นเรื่องของการคุ้มครองนะครับ ประการที่ ๒ ก็คือตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และจริยธรรมของผู้ดำรงตําแหน่งทางการเมือง มีหลักประกันว่าให้สื่อสามารถสื่อสารในเรื่องนี้ ได้อย่างเปึนอิสระ ในประเด็นเรื่องต่อไปก็คือเรื่องของเสรีภาพในการร่วมกันเปึนสมาคม สหภาพของข้าราชการ พนักงานของรัฐ และองค์กรอิสระ ที่ประชุมเห็นว่าเพื่อคุ้มครอง เสรีภาพในการร่วมกลุ่มให้กว้างขวางและเท่าเทียมกัน สามารถที่จะกระทำได้นะครับ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสถาบันครอบครัว ที่ประชุมก็เห็น ว่าเปึนเรื่องที่จำเปึน และเปึนเรื่องที่มีความสำคัญ เนื่องจากสถาบันครอบครัวเปึนหน่วยพื้นฐาน ที่สําคัญที่ควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐและสังคมทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มสิทธิเด็ก ตามหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ไทยเปึนภาคี ในด้านของการคุ้มครองผู้พิการและผู้สูงอายุ เพื่อให้เรื่องนี้มีความชัดเจนและเปึ้นที่สอดรับกับความเห็นขององค์กรที่ทำหน้าที่ทางด้านนี้ที่ได้ มีข้อเสนอเข้ามาอย่างหลากหลายนี่นะครับ เราก็พิจารณาว่าให้คนเหล่านี้เปึนผู้ทรงสิทธิ ไม่ใช่เปึ้นเพียงผู้รับการส่งเคราะห์ แล้วรัฐนั้น ต้องให้การสนับสนุนในการให้มีการดำรงชีวิตที่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอใหม่ ที่ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่าน่าจะนำเข้ามาสู่การดำเนินการ ก็คือเรื่องของการส่งเสริมให้มี การออมเมื่อชราภาพ ซึ่งเรื่องนี้ได้ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเปึนความเห็นที่เข้ามาจากพี่น้องประชาชน เรื่องของการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลข่าวสารที่เปึนประโยชน์ต่อรัฐ ซึ่งในอดีตนั้นไม่มีบทบัญญัติเรื่อง นี้ในรัฐธรรมนูญ และมีผลทําให้ผู้ที่ให้ข้อมูลข่าวสารต่อรัฐนั้นมีปัญหา เราก็ให้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญ เรื่องของการคุ้มครองคนยากจนก็เช่นเดียวกันนะครับ ที่ประชุมเห็นว่าให้รัฐ มีหน้าที่จัดสวัสดิการและส่งเคราะห์คนยากจน เรื่องของสิทธิของบุคคลที่เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม เห็นควรเพิ่มสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ สิทธิของผู้เสียหาย เพิ่มสิทธิ ของเด็ก เยาวชน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยให้คณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๓ ซึ่ง จะไปเชื่อมโยงกับกรอบที่ ๓ ต่อไป ไปพิจารณาในรายละเอียด เรื่องของการมีส่วนร่วมทางการ เมืองและการปกครองของประชาชน อันนี้ถือว่าเปึนจุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการพูดไป อย่างกว้างขวางว่าเปึ้นเรื่องของการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและให้บทบาทของประชาชนมีมาก ขึ้น ตั้งแต่เรื่องของการมีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติ เรื่องของการถอดถอนผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง รายละเอียดมีค่อนข้างมาก ผมคงจะให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาใน เอกสารเพื่อประหยัดเวลาของที่ประชุมในการที่จะชี้แจง ยกเว้นในบางเรื่องซึ่งเปึนเรื่องที่สำคัญ อย่างเช่น เรื่องของการเพิ่มบทบัญญัติในการออกเสียงประชามติของส่วนท้องถิ่น เรื่องของการ กําหนดให้จํานวนประชาชนที่มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองระดับชาตินี่ให้ ลดจำนวนลงเหลือน้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อ และที่ประชุมเห็นว่าให้เหลือ ๒๐,๐๐๐ ชื่อ ในระดับ ท้องถิ่นนั้นก็ลดลงตามสัดส่วนของประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และขณะเดียวกันก็ให้ประชาชนผู้ มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา ก็คือในระดับชาตินั้นให้ใช้เฉพาะ กรณีของการถอดถอน ส่วนระดับท้องถิ่นก็ให้ใช้ได้กว้างขวางมากขึ้น การมีส่วนร่วมในทางนิติ บัญญัติ ซึ่งอันนี้ก็เปึนประเด็นที่ได้รับข้อเสนอมาจากภาคประชาชนและพี่น้องประชาชนอย่าง กว้างขวางก็คือเราพยายามจะมุ่งเน้นที่จะลดจำนวนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายจาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เปึ้น ๒๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อให้สิทธินี้สามารถมีผลบังคับใช้ได้จริง และขณะเดียวกันก็ลดจำนวนผู้ เข้าชื่อเสนอกฎหมายจากกึ่งหนึ่งเหลือหนึ่งในสี่ในส่วนของท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ในส่วนของท้องถิ่นนั้น ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในระดับท้องถิ่น และสนใจการเมืองท้องถิ่นก็จะได้ประโยชน์จาก หลักประกันของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการรับทราบ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ก็มีการขยายสิทธิในกรณีที่รัฐและท้องถิ่นจะทำแผนพัฒนาและ กำหนดนโยบายสาธารณะ เช่นเดียวกันกับเรื่องของให้มีการปกปัองข้อมูลส่วนบุคคล และก็เพิ่ม สิทธิในการติดตามการดำเนินงานของภาครัฐ ในอีกประเด็นหนึ่งนั้นเปึ้นเรื่องของการให้รัฐสภา มีส่วนร่วมในการใช้อํานาจของรัฐภายนอกรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัญหาที่ถกเถียงกันมาก ในทางการเมืองในระยะเวลาที่ผ่านมา ก็คือการทำสัญญาที่ผูกพันงบประมาณแผ่นดิน ในกรณี ที่สำคัญ ๆ ที่กระทบต่อกฎหมายภายใน หรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น ความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ (FTA – Free Trade Area) ซึ่งในกรณีนี้เราจะเห็น ภาพชัดว่าที่ผ่านมารัฐกระทําโดยมิได้ปรึกษารัฐสภา ในจุดนี้ก็จะเน้นในเรื่องของความสําคัญ ของพี่น้องประชาชนในประเด็นที่ว่าจำเปึ้นที่จะต้องให้เรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบจากประชาชน ด้วย ส่วนในด้านของกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมนั้น อันนี้เปึ้นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนอยู่แล้ว เราก็เห็นว่าน่าที่จะดึง เรื่องเหล่านี้มาเปึ้นหลักประกันไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะทำให้สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น นั่นก็คือสนับสนุนส่งเสริมให้มีพื้นที่ หรือเวทีสาธารณะ สภาชาวบ้าน พื้นบ้านระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัด ซึ่งอันนี้เปึ้นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ จัดให้มีกลไกส่งเสริมสนับสนุนการเมืองที่เราเรียกกันว่า การเมืองภาคพลเมือง โดยจัดตั้ง กองทุนการเมืองภาคพลเมืองเพื่อให้ประชาชนจัดทำนโยบาย กฎหมาย ข้อบัญญัติท้องถิ่น จัดเวทีนโยบายสาธารณะ จัดสภาชาวบ้าน จัดกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งของการเมือง ภาคพลเมืองเปึนหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ต้องถือว่าเปึนความก้าวหน้าอย่างมากของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ภาคเอกชนนะครับ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการ ตรวจสอบภาครัฐ คือเดิมนั้นเราจะพบว่าภาคเอกชนของเราที่มีบทบาทกว้างขวางบางครั้ง ก็ถูกละเลย ก็จะให้มีกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ชัดเจน เปึ้นเจตนารมณ์ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะไปออกเปึนกฎหมายต่อไป อีกด้านหนึ่งซึ่งได้ทั้งจาก ความคิดเห็นของประชาชน งานวิจัยในทางวิชาการ ตลอดจนความก้าวหน้าของวิชาการ ด้านกฎหมายมหาชน เราพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิชุมชนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ก็ถือว่าให้สิทธิดังกล่าวนั้นมีการรับรองและบังคับใช้ ด้วยการคุ้มครองสิทธิการมีส่วนร่วม รับรองให้มีสิทธิฟัองหน่วยงานของรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คุ้มครอง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสมบูรณ์ยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยรับรองให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมซึ่งครอบคลุมชนกลุ่มน้อยและชุมชนท้องถิ่น ความจริงในที่ประชุมมีการพูดกันถึงเรื่องชุมชนพื้นเมือง แต่ว่าคณะกรรมาธิการได้ตัดความเห็น ในเรื่องนี้ออกนะครับ มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้รับเสียงเข้ามาจากบรรดาผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นค่อนข้างมาก และเราก็เห็นว่าบทบาท ขององค์กรปกครองท้องถิ่นนั้น ควรที่จะเปึนบทบาทที่มีความชัดเจนและมีส่วนคู่ขนานกับ การพัฒนาเช่นเดียวกับการเมืองในระดับชาติ เรื่องของการกระจายอำนาจปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นจึงมีการพูดกันอย่างกว้างขวางในคณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ และที่ประชุมของ กรรมาธิการทั้งหมดก็เห็นด้วยในประเด็นที่สำคัญก็คือ ๑. การกระจายอำนาจให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ความจริงเมื่อเช้านี้ก็มีผู้บริหารท้องถิ่นจากภาคอีสานนี่นะครับ โทรศัพท์เข้ามาแล้วก็ขอคุยในเรื่องนี้ และผมก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจไปว่าเปึ้นเรื่องที่เรา สามารถวางบทบัญญัติเรื่องนี้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ แต่ว่าในรายละเอียดต่าง ๆ นั้น มันต้องมีกฎหมายรองรับ ก็คือกฎหมายลูกของการปกครองท้องถิ่น เรื่องของการ กระจายอำนาจในด้านการคลัง การบริหารบุคคล และกิจการสาธารณะ ขีดเส้นใต้คำว่า กระจายอำนาจ นะครับ จะไม่ไปถูกบล็อก (Block) อยู่ตรงจุดใดจุดหนึ่งของระบบงานภาครัฐ ต้องกระจายอำนาจลงไปสู่ส่วนท้องถิ่นโดยตรง และให้จังหวัดที่มีความพร้อมสามารถ ปกครองตนเองได้ โดยผ่านการลงประชามติของประชาชนในพื้นที่ร่วมตัดสินใจกับราชการ ส่วนกลางนะครับ ทีนี้ในเอกสารนี่เราใช้คำว่า รัฐบาลกลาง ตอนที่ของอนุกรรมาธิการ แต่ว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าคํานี้เราจะไม่ใช้ เพราะประเทศไทยไม่มี คําว่า รัฐบาลกลาง กับรัฐบาลท้องถิ่น ก็ให้แก้ไข โดยยังคงราชการส่วนภูมิภาคไว้และกำหนดเรื่องความ เชื่อมโยงระหว่างราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนะครับ ส่วนความพยายามในการที่จะมีผู้นำเสนอเรื่อง การกระจายอำนาจไปสู่กลุ่มจังหวัด บนฐานวัฒนธรรมนั้น ที่ประชุมคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยนะครับ ในเรื่องของอํานาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้มีผลในทางปฏิบัติ ให้มีอำนาจในการศึกษา การบำรุงรักษา ศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งทรัพยากรสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็ให้เปึนไปตาม กฎหมายบัญญัติ โดยต้องกำหนดในบทเฉพาะกาลถึงช่วงระยะเวลาในการจัดทำกฎหมาย ทางด้านต่าง ๆ นะครับ ซึ่งอันนี้ที่ประชุมตัดคําว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไปนะครับ ในความเห็นของ คณะอนุกรรมาธิการ เรื่องของการกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นนั้นจะ ไม่มีการกําหนด ไม่ควรกําหนด ในกฎหมายรัฐธรรมนูญจะไม่พูดเรื่องนี้ไว้นะครับ คุณสมบัติของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ต้องทบทวนเพื่อปัองกันผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอันนี้ก็เช่นเดียวกันกับ ในระดับชาติ เพราะคําว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน นั้นทําให้ก่อให้เกิดปัญหาของการใช้อํานาจรัฐ ที่ทำให้ความขัดแย้งในสังคมสูงมากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เรื่องของการบริหารงานบุคคล ท้องถิ่นก็จะเน้นในเรื่องของการที่จะให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นที่เปึนกลาง ต้องขีดเส้นใต้คำว่า เปึนกลาง นะครับ แล้วก็ เปึนเอกภาพ และเปลี่ยนชื่อ พนักงานท้องถิ่น เปึ้น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น อันนี้เปึนความเห็นที่เข้ามาจากการแสดงความคิดเห็นของ บรรดาพนักงานท้องถิ่นที่ทำงานอยู่ในส่วนต่าง ๆ หลายแห่งนะครับ มีเอกสารเข้ามา มากมาย และก็คําว่า ข้าราชการ นี่ดูเหมือนว่าจะเปึนคําที่ทุกคนในประเทศไทยยังถือว่ามีส่วน ที่จะทำให้มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจสาธารณะมากขึ้น การกำกับดูแลท้องถิ่นนั้น ก็จะส่งเสริมให้มีระบบกลไกที่เปึนอิสระในการติดตาม กำกับ ตรวจสอบ และประเมินผลที่ เปึนกลางและมีเอกภาพ ขณะเดียวกันปัญหาใหญ่ที่อยากจะเรียนต่อที่ประชุมและสื่อไปยัง บรรดาผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหลายด้วยนะครับ เพราะอันนี้มีความเห็นเข้ามามาก และที่ประชุม ก็เปึนเรื่องที่น่าจะมีการบัญญัติไว้ ก็คือมีมาตรฐานกลางที่ชัดเจนในการติดตาม กำกับ ตรวจสอบ และประเมินผล ทั้งนี้เพื่อจะทำให้มาตรฐานของการบริการสาธารณะของท้องถิ่น ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเปึน และเวลานี้ก็จะเห็นว่าความลักลั่นของมาตรฐานเหล่านี้ ก็มีอยู่ในที่ต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ส่วนในเรื่องของการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างราชการ ส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ที่ประชุมเห็นว่าต้องมีการไปปรับ และให้ชัดเจนของการแบ่งอำนาจ การมอบอำนาจ และการกระจายอำนาจ ทั้งนี้เพื่อที่จะ ให้จังหวัดในฐานะที่เปึนส่วนภูมิภาคนั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างแท้จริงในการบริหารงาน ทางด้านต่าง ๆ ที่เปึนประโยชน์และเปึนไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน
ในหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย ก็มีการพูดถึงเรื่องของการเพิ่มเติม หน้าที่ของชนชาวไทยเฉพาะที่จำเปึน เช่น การลงประชามติ ส่วนหน้าที่ของสถาบันครอบครัว หน้าที่ในการเสียภาษีอากร รวมทั้งภาษีอื่น ๆ นั้นก็ตัดออกนะครับ เรื่องของการเลือกตั้งนั้น ให้ กําหนดเรื่องสิทธิเลือกตั้งนั้นเปึนหน้าที่นะครับ เรื่องของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ควรมี หน้าที่ที่กําหนดไว้ชัดเจนหรือไม่ ซึ่งมีความเห็นเสนอเข้ามานี่นะครับ เราก็คิดว่าเรื่องนี้ก็ตัดออก นะครับ ส่วนข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เปึ้นไปตามหลักการบริหาร ราชการบ้านเมืองที่ดี รวมทั้งเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ที่ประชุมเห็นว่าเปึ้นเรื่องที่สำคัญ นะครับ เพราะเปึนปัญหาหนึ่งที่ทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมามีปัญหา ถึงแม้ว่าหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดีนั้นจะถูกกำหนดไว้เปึ้นหลักเกณฑ์ แต่ก็ยังต้องเร่งที่จะทำ ให้มีการดำเนินการเรื่องนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เห็นควรเพิ่มประเด็นว่า สิทธิของคนไทยใน ต่างประเทศนะครับ ในด้านของหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงเลือกตั้งนี่ก็ให้เปึนไปตาม กฎหมาย
ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็ยังใช้ชื่อเดิม แม้ว่าจะมีข้อเสนอ ให้เปลี่ยนชื่อของหมวดนี้ เมื่อใช้ชื่อเดิมแล้วนี่ก็มากำหนดว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐสําคัญ ต้องมีสภาพบังคับ ทั้งนี้เพื่อให้แนวนโยบายที่สำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงต่อส่วนร่วม มีหลักประกันและมีผลใช้บังคับ เช่น การมีส่วนร่วมของประชาชน การกระจายอำนาจ กระบวนการยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง การใช้ที่ดิน เด็ก เยาวชน และครอบครัว การศึกษาและวิจัย การสาธารณสุข เสรีภาพ ของสื่อ นอกจากนี้แล้วที่ประชุมเห็นว่าน่าที่จะมีการกำหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเพิ่มเติม ก็คือเพิ่มเติมนโยบายเกี่ยวกับฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายตุลาการ และองค์กรตรวจสอบ ประการที่ ๒ นั้นเพิ่มเติมเรื่องของรัฐพึงปฏิรูปการจัดเก็บภาษีอากรให้เปึ้นธรรมและให้เพียงพอที่จะดำเนิน ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เรื่องที่ ๓ เห็นควรที่จะกำหนดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันนี้เปึนความเห็นที่มาจากการรับฟังความคิดเห็นของ สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาการ และขณะเดียวกันก็เปึนความคิดเห็นที่ได้จากที่ประชุมรับฟัง จากการประชุมร่วมของกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและประชามติ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ที่ผ่านมา เรื่องของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้ ความเห็นในการตรากฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกระทบต่อประชาชนใน ระยะยาว ขณะเดียวกันในประการที่ ๕ ก็เห็นควรที่จะส่งเสริมเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในประการที่ ๖ นั้นเปึ้นเรื่องที่รับรองให้มีการ จัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนนิติบัญญัติ ซึ่งความจริงเรื่องนี้ได้มีการทำล่วงหน้าไป แล้ว แต่ว่าก็ดูเหมือนว่าเพื่อปัองกันความลักลั่นที่จะเกิดขึ้นในระบบราชการในอนาคต หรือ อาจจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า หยุดนิ่ง ก็จะทำให้เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่สมจริง ทั้งนี้เพราะว่าเรื่อง ของแผนบริหารราชการแผ่นดินเปึนเรื่องที่สำคัญ และไม่ควรที่จะเปึนเรื่องของทางการเมือง ประการที่ ๗ รัฐพึงสนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้รักสามัคคี ประการที่ ๘ นั้นเปึ้นเรื่องของการ ให้องค์กรดูแลการปฏิรูปกฎหมายและตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐ ทั้งนี้เพื่อที่จะ ทำให้ไม่เกิดปัญหาเรื่องที่ไม่มีการบัญญัติกฎหมาย แม้จะมีเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ แล้ว ในประการที่ ๙ กำหนดให้มีแนวคิดเรื่องความเข้มแข็งของพลเมือง และในประการ สุดท้ายในกรอบนี้ ในกรอบที่ ๑ ก็คือเรื่องของการแยกเรื่องศิลปะวัฒนธรรมออกจากการศึกษา ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้เรื่องของการดำเนินการในเรื่องนี้มีจุดมุ่งเน้นที่มีสาระสำคัญชัดเจนมากขึ้น อันนี้เปึ้นสาระสำคัญของข้อพิจารณาในกรอบที่ ๑ นะครับ ขอเชิญท่านไพโรจน์พูดในเรื่องของ กรอบที่ ๒ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น เปึนกรรมาธิการอยู่ในกรอบที่ ๒ โดยเหตุที่ว่าท่านประธานยังไม่อยู่ในที่นี้ กระผมขออนุญาตต่อที่ประชุมรายงานต่อที่ประชุมถึงผลการพิจารณาในกรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมือง กระผมขอกราบเรียนว่าในการประชุมพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ กรอบที่ ๒ นั้นเราได้พิจารณาขณะที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ได้ไปพิจารณาเพิ่มเติมที่ชะอำ ร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งหมด ก็มีบางประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย บางประเด็นก็ยังเหมือนเดิมที่ได้เคยมีการกำหนดไว้ แต่ว่าในหลายประเด็นก็อยู่ระหว่างที่เรา นำกลับมาพิจารณาทบทวนเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมก็ขอกราบเรียน ต่อทางสภา รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ในขณะนี้ด้วยว่า สิ่งที่นำเรียนต่อที่ประชุมในวันนี้ นั้นเปึนเพียงข้อกำหนดหรือข้อยุติในเบื้องต้น ในบางเรื่องบางอย่าง และส่วนว่าข้อยุติในเรื่องที่ สำคัญเรื่องใดจะเปึ้นประการใดนั้น คณะกรรมาธิการยกร่างฯ คงจะต้องนําเสนอต่อที่ประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งสภา รวมทั้งขณะนี้เราก็อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจาก ทั่วทั้งประเทศมาเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย กระผมขออนุญาตกราบเรียนในประเด็น ที่สำคัญ ๆ เท่าที่สามารถสรุปได้มีดังต่อไปนี้นะครับ
ในเรื่องแรกว่าด้วยหมวดรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องของ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็เปึนความเห็นของส่วนใหญ่ว่าควรจะลดจำนวนลงมา คือมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง ๔๐๐ คน ในจำนวน ๔๐๐ คนนี้นั้นก็น่าจะมา จากการเลือกตั้ง ไม่มีปาร์ตีลิสต์ (Party list) นะครับ แต่ว่าถ้าหากจะมีก็อาจจะมีในระบบ สัดส่วน ซึ่งในระบบสัดส่วนเปึนอย่างไรนั้นก็คงจะอยู่ระหว่างการพิจารณานะครับ ถ้าหากว่า มีระบบสัดส่วนเพิ่มเติมเข้ามา ก็หมายความว่าในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๔๐๐ คน นี้นั้นจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง จากเขตเลือกตั้ง ๓๒๐ คนนะครับ ส่วนอีก ๘๐ คนนั้นก็กำลังอยู่การพิจารณาว่ามีที่มาอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้นั้นก็ยังไม่เปึนที่ยุตินะครับ
ในเรื่องที่ ๒ ประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างที่เรียนแล้วนะครับว่า เปึ้น สส. แบบแบ่งเขตนะครับ ประเภทของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเลือกมานั้นมาจากการ แบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะเปึ้นเขตที่ใหญ่่ขึ้น เขตหนึ่ง ๓ คน แล้วในเขตทั้ง ๓ คนนี้นั้นก็ให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่ในเขตนั้นสามารถเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้ง ๓ คน ซึ่งโดยรายละเอียดในเรื่องนี้จะเปึนอย่างไรนั้น ฝ์ายเลขานุการจะรับไปพิจารณาเพิ่มเติม รายละเอียดครับ
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรที่มาจากการสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติในข้อแรกที่ประชุมเห็นด้วยว่า ไม่ควรจํากัดในเรื่องวุฒิการศึกษา แล้วก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก่อนสมัคร รับเลือกตั้ง รวมทั้งได้มีความเห็นเพิ่มเติมให้เพิ่มเรื่องการแสดงรายการเสียภาษีด้วย นะครับ ลักษณะต้องห้าม ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยให้ได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ป้ในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ความผิดนั้นกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งที่ประชุม ก็เห็นด้วยนะครับ โดยให้เพิ่มกรณีถูกถอดถอนและการทุจริต แม้จะพ้นระยะเวลา ๕ ป้แล้ว ก็ยังคงต้องห้ามอยู่นะครับ ในเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อต้องคำพิพากษาให้ลงโทษ จำคุก แม้จะเปึนเพียงการรอลงอาญาให้จำคุกก็ควรให้พ้นจากตำแหน่งนะครับ ซึ่งที่ประชุม ก็เห็นด้วยโดยให้เพิ่มความว่า เว้นแต่ความผิดนั้นกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท นะครับ การสังกัดพรรคการเมืองก็จะมีประเด็นในกรณีของ การยุบสภา และการที่ครบวาระตามปกติ กรณีการเลือกตั้งตามปกติ คือหมายถึงครบวาระ การดํารงตําแหน่ง ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนรับสมัครเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน
ส่วนการยุบสภานั้นเดิมก็กำหนดไว้ว่า ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนวัน รับสมัครเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ทั้งนี้โดยมีสมมุติฐานว่าการเลือกตั้งกรณียุบสภาก็ดี การเลือกตั้งโดยครบวาระก็ดีนะครับ รายละเอียดต่าง ๆ ทางฝ์ายเลขาจะรับพิจารณ์ว่า ควรจะไม่เร็วหรือไม่ช้ากว่ากี่วัน อะไรต่อไปนะครับ การควบรวมพรรคการเมือง ห้ามมิให้มีการ ควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภา แต่ทั้งนี้คงจะกำหนดเฉพาะพรรคที่มีสมาชิก ในสภาเท่านั้นนะครับ เรื่องการกําหนดเขตเลือกตั้ง ก็อย่างที่กราบเรียนแล้วนะครับว่าให้แบ่ง เขตเลือกตั้งเปึ้นเขตใหญ่ มีผู้แทนได้ ๓ คน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงได้ทั้ง ๓ เสียงนะครับ อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย วิธีการนับคะแนน ที่ประชุมก็เห็นด้วยในหลักการว่า ควรจะนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งนะครับ โดยกำหนดนับที่หน่วยเลือกตั้ง แล้วก็อาจจะ ยกเว้นในบางประเด็น หรือบางเรื่อง บางกรณีที่อาจจะเปึนปัญหาซึ่ง กกต. จะเปึนผู้กำหนด นะครับ ในเรื่องข้อจำกัดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ได้กำหนดข้อจำกัดไว้ค่อนข้าง มากพอสมควรนะครับ ในเรื่องแรกก็ในการห้ามรับสัมปทานหรือเปึนคู่สัญญากับรัฐ นอกจากห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วควรให้ขยายความถึงคู่สมรสและบุตรของ บุคคลนั้นด้วยนะครับ ประเด็นที่ ๒ นอกจากห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนหุ้นส่วน หรือเปึนผู้ถือหุ้น แล้วก็ควรขยายความให้รวมถึงการใช้อิทธิพลในการครอบงำ และความ เปึ้นตัวแทนของบุคคลนั้นด้วย แต่ว่าในส่วนที่เกี่ยวกับการถือหุ้นในสื่อนั้นทางฝ์ายเลขานุการ จะรับไปพิจารณารายละเอียดนะครับ ในเรื่องของห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยอาศัยข้อยกเว้นกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินะครับ ในเรื่องไม่ควรให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรเข้าไปดํารงตำแหน่งใด ๆ หรือก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติงานของส่วนราชการ หน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องกำหนดกลไกการตรวจสอบและองค์กรที่เข้ามาดูแลตรวจสอบเพื่อให้ มาตรการตามหลักการนี้เปึนไปอย่างเปึนธรรมและมีประสิทธิภาพ อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่อง ของความเปึ้นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้เห็นด้วยว่า ควรจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ ๒๐ คน เสนอกฎหมายได้โดยไม่ต้องมีมติพรรค อีกประการหนึ่งก็คือควรให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ โดยสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจและลงมติได้อย่างเสรี นอกเหนือจากนั้นก็เปึนประเด็น ปลีกย่อยอีกหลายประเด็นนะครับ เช่น ในเรื่องควรให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ที่ประชุมก็บอกว่ายังคงให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ ควรให้มีการเป่ดเผยข้อมูลค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมก็เห็นด้วย ควรให้องค์กรอิสระ สามารถเสนอกฎหมายได้ อันนี้เปึนประเด็นที่หยิบยกกันขึ้นมาเพิ่มเติมแล้วก็บอกว่าเห็นด้วย ในหลักการ แต่โดยให้เสนอได้เฉพาะกฎหมายขององค์กรของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ไปเสนอ กฎหมายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ประเด็นต่อไป ควรให้การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญยากกว่าพระราชบัญญัติ แต่ง่ายกว่ารัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งในที่ประชุมก็เห็นด้วย การขยายฐานภาษีหรือการจัดเก็บภาษีให้ตราเปึ้นพระราชบัญญัติ ห้ามตราเปึนพระราชกำหนด ซึ่งที่ประชุมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะว่ากรณีที่มีเหตุฉุกเฉินจำเปึ้นเร่งด่วน รัฐบาลก็อาจจะ ออกเปึนพระราชกำหนดในเรื่องเกี่ยวกับภาษีอากรได้นะครับ ในเรื่องระบบการใช้จ่าย งบประมาณของรัฐสภา องค์กรอิสระ และศาล ควรเปึนอิสระจากฝ์ายบริหาร ซึ่งเรื่องนี้ก็เปึ้น ประเด็นที่ควรจะได้มีการกำหนดว่าการตั้งงบประมาณขององค์กรเหล่านี้นั้นควรเปึน อิสระจากฝ์ายบริหาร โดยให้ตั้งงบประมาณตรงไปยังสภาได้ แล้วถ้อยคำอะไรต่าง ๆ ชัดเจน ตรงนี้ก็คงจะต้องไปดูในกฎหมายขององค์กรอิสระแต่ละองค์กรว่าเปึนอย่างไร ให้มีการป่ด ประกาศบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในที่ประชุมก็เห็นด้วย ควรมีการกําหนดหมวดว่าด้วยการเงินไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ซึ่ง ประเด็นตรงนี้รายละเอียดเปึนอย่างไรนั้น ฝ์ายเลขาฯ จะรับไปหารือท่านผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ นะครับ ซึ่งมีทั้งท่านพิสิฐ ท่านเกริกเกียรติ แล้วก็ท่านสมชัยอีกในโอกาสต่อไป เสร็จแล้วก็จะ นำมากราบเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเรื่องของการลงคะแนนเสียงให้ใช้เกณฑ์ของจำนวน สมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรเปึ้นเกณฑ์ อันนี้ที่ประชุมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะจะมี ปัญหาได้เหมือนกันว่าถ้ามาประชุมเท่าไรเอาถือตรงนี้เปึนเกณฑ์ แล้วเสียงข้างมากว่าอย่างไร แล้วลงมติอย่างนั้น มันก็คงจะไม่ถูกต้องนะครับ ในเรื่องของวุฒิสภานะครับ จํานวนนั้น ในหลักการแล้วเราก็บอกว่าไม่น่าจะเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่ประชุม ก็บอกว่าประมาณสักไม่เกิน ๒๐๐ คน คือน้อยกว่า ๒๐๐ คน โดยฝ์ายเลขานุการจะไปดูว่า ควรจะเปึนเท่าไร แต่ว่าเท่าที่คุยกันในเบื้องต้นก็คิดว่าน่าจะอยู่ประมาณ ๑๖๐ คน ส่วนอำนาจ หน้าที่นั้นก็จะเน้นเฉพาะเรื่องพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การกลั่นกรองบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระ แล้วก็ในประเด็นเรื่องการมีอำนาจถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้ก็ยังจะต้องพิจารณารายละเอียดว่าควรจะเปึนอย่างไร นะครับ ส่วนที่มานั้นตอนแรกก็มีแนวคิดในเรื่องการสรรหาเพื่อแต่งตั้งในเรื่องการเลือกตั้ง ทางอ้อม หรือการเลือกตั้งทางตรงนะครับ ไม่ควรสังกัดพรรคการเมืองแต่สามารถหาเสียงได้ ก็มีแนวคิดเพิ่มเติมในเรื่องที่ว่าถ้าใช้ระบบสรรหาควรจะมีวิธีการสรรหาอย่างไร ซึ่งก็ได้คุยกัน ในเบื้องต้นว่าอาจจะเปึน ๒ ระดับนะครับ ระดับที่เปึนตัวแทนจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คน ๗๐ กว่าคน ส่วนอีก ๘๔ คนนั้นก็อาจจะมาจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ในส่วนกลาง ซึ่งอาจจะต้องมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นในเรื่องนี้นั้นยังไม่เปึนที่ยุตินะครับ คณะกรรมาธิการฯ กรอบที่ ๒ ก็จะได้พิจารณารายละเอียดต่อไปนะครับ เรื่องคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา เรื่องนี้นั้นคุณสมบัติ อายุคงจะมากกว่า สส. นะครับ คือ ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ป้ ต้องมีคุณสมบัติสูงกว่า สส. อย่างน้อยก็น่าจะต้องจบปริญญาตรีนะครับ ลักษณะต้องห้าม ไม่เคยเปึนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางบริหารของพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าสองป้ จนถึงวันรับสมัครนะครับ ซึ่งมีการแก้ไขถ้อยคำ เปึ้น ไม่เคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง ไม่กำหนดเรื่องเวลา เอาเปึนว่าไม่เคยดํารง ตําแหน่งใดในพรรคการเมืองนะครับ ห้ามค่อนข้างจะมากนะครับ วาระการดํารงตําแหน่งอยู่ใน วาระ ๖ ป้ ส่วนว่าที่จะมีการคัดออกทุก ๓ ป้หรือไม่อย่างไรก็คงจะอยู่ที่ว่าถ้าหากมาจากวิธี สรรหาแล้วก็มีกรรมการสรรหานี่ก็ไม่น่าจะต้องมีประเด็นที่ว่า คัดออกทุก ๓ ป้ อาจจะเปึนว่า เมื่อคัดสรรมาแล้วก็อยู่ในตำแหน่ง ๖ ป้ ให้มีการป่ดประกาศบัญชีรายการทรัพย์สินและ หนี้สิ้น อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย ในเรื่องของการควบคุมการเลือกตั้ง ก็ให้มีระบบปัองกัน คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือให้การวินิจฉัยชี้ขาดเปึนอํานาจของศาล นั่นเปึนหลักการในเรื่อง ของการเลือกตั้งว่าจะต้องเปึนไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้การศึกษา แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไว้เปึ้นแนวนโยบายขั้นพื้นฐานแห่งรัฐด้วยนะครับ ซึ่งฝ์ายเลขานุการ จะได้รับไปพิจารณาเขียนในรายละเอียดต่อไปนะครับ ส่วนในเรื่องควรกำหนดให้มีการเป่ดเผย ข้อมูลของพรรคการเมือง ไม่เฉพาะในระยะเวลาการเลือกตั้งเท่านั้น อันนี้กำหนดมาตรการ ในการควบคุมการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งการให้มี การเป่ดเผยบัญชีทางการเงินต่อสาธารณะเพื่อที่จะตรวจสอบได้นะครับ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย กำหนดบทลงโทษแก่พรรคการเมืองในกรณีที่ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองทำการ ซื้อเสียงหรือทุจริตการเลือกตั้งนะครับ อันนี้น่าจะมีบทลงโทษ ที่ประชุมก็เห็นด้วย การให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดหลักการหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับจรรยาบรรณ์ที่ผู้ลงสมัคร รับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิบัติหรือ ข้อห้ามมิให้กระทำ ที่ประชุมเห็นด้วย ควรกำหนดมิให้พรรคการเมืองครอบงำสื่อเพื่อที่จะ เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองของตนนะครับ อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย เสนอมาตรการที่จะ ต้องนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริต และไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง นอกนั้นก็มีในเรื่องกรณีที่ให้เอกชนช่วยเหลือในการโฆษณา หาเสียงให้กับพรรคการเมืองให้ถือเปึนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งด้วย เพื่อให้มีการแข่งขัน อย่างเท่าเทียมกัน ประเด็นที่เห็นด้วยก็ยังมีอีกสองสามเรื่องนะครับ คือควรให้มีบทลงโทษในทาง อาญากับผู้ซื้อเสียงตั้งแต่ขั้นตระเตรียมการซื้อเสียง และให้คณะกรรมการบริหารพรรค ต้องร่วมรับผิดด้วย ควรให้มีกฎหมายปราบปรามการฟอกเงินเอาผิดกับผู้มีสิทธิขายเสียง โดยให้เปึนความผิดมูลฐาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน เข้าไปตรวจสอบได้นะครับ แต่ในประเด็นเรื่องให้ ปปง. เปึ้นองค์กรอิสระนั้นก็ไม่ควรจะบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ควรไปบัญญัติไว้ภายใต้การครอบงำของรัฐบาลในทางการเมือง ซึ่งความเห็นเกี่ยวกับเรื่องกรรมการการเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะเชื่อมโยงทาง กรอบที่ ๓ ด้วย ซึ่งอันนั้นจะได้ประสานการปฏิบัติต่อไปนะครับ ในเรื่องของให้การขายเสียง เปึ้นความผิด อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย กระบวนการสรรหานะครับ ให้มีคณะกรรมการ การเลือกตั้งตอนแรกเสนอไว้ ๗ คน ที่ประชุมบอกให้เอาเพียง ๕ คน โดยที่กรรมการ สรรหาเลือกสรรมา ๓ คน แล้วก็ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาเพิ่มอีก ๒ คน เปึ้นจำนวน ๕ คน แล้วก็เสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบแต่งตั้งไปเลย ไม่ต้องเสนอเผื่อจํานวนเหมือนอย่าง ที่ผ่านมา แล้วก็เลือกว่าใครควรจะได้เปึนกรรมการเลือกตั้งนะครับ ในกรณีไม่สามารถสรรหาได้ หรือไม่มีคณะกรรมการสรรหา ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปึนผู้เสนอรายชื่อผู้สมควรเปึน กรรมการเลือกตั้งจํานวนห้าคน เสนอต่อวุฒิสภานะครับ นอกจากนั้นก็มีการเพิ่มเติมว่า ไม่ควร ให้องค์กรอิสระเข้าไปมีส่วนร่วมในการสรรหาองค์กรอิสระด้วยกันเองนะครับ ซึ่งที่ประชุมก็ เห็นด้วย เรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นก็เห็นด้วยว่า ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งทําหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้น ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถยื่นคําร้อง อุทธรณ์ต่อศาลในคําวินิจฉัยของคณะกรรมการเลือกตั้งได้ ส่วนว่าการอุทธรณ์ ฎีกานั้นก็คงจะ เปึ้นเรื่องที่เปึ้นระบบผสมที่จะเสนอต่อผู้พิพากษาศาลฎีกากับตุลาการศาลปกครองสูงสุด โดย ขอให้ท่านรองอัครวิทย์ไปพิจารณาในรายละเอียดนะครับ ซึ่งตรงนั้นก็คงจะไปเชื่อมโยงกับกรอบที่ ๓ ด้วย วิธีพิจารณาและการวินิจฉัยให้ที่ประชุมใหญ่ ศาลฏีกาเปึ้นผู้กำหนด อันนี้ให้เพิ่มข้อความว่า โดยใช้ระบบไต่สวนและมีการกำหนดเวลา ที่ชัดเจน คือให้รวดเร็วขึ้น ในเรื่องของคณะรัฐมนตรี ประเด็นเรื่องนายกรัฐมนตรี อันนี้ที่ประชุม ก็พูดกันค่อนข้างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีนั้นน่าจะมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ แบ่งเขตเลือกตั้ง หรือถ้ามีแบบบัญชีรายชื่อ อันนี้เราก็ยังเปึนประเด็นที่อาจจะเกี่ยวโยงอยู่ ยังไม่พูดตรงนั้น แต่อย่างไรก็ตามในที่ประชุมก็มีผู้อภิปรายว่าไม่น่าจะจํากัดตรงนี้ ซึ่งประเด็น เรื่องนี้นั้นก็คงจะต้องทำให้ชัดเจนเพื่อที่เกิดความเข้าใจ ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ประเด็นเหล่านี้นั้น ก็คงจะนําสู่การวินิจฉัยของทางสภาเราในโอกาสต่อไป แต่ว่าในที่บันทึกเอาไว้เปึนหลักฐาน ก็เพื่อความเข้าใจตรงกัน นั่นก็คือที่ประชุมก็เห็นด้วยโดยที่ว่านายกรัฐมนตรีนั้นควรจะมา จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วาระการดํารงตําแหน่งก็ให้ดํารงตําแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระ ติดต่อกัน เห็นด้วยโดยให้บัญญัติเปึ้นดำรงตำแหน่งได้สองวาระ และไม่เกินแปดป้ติดต่อกัน การเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็ได้มีการพิจารณาให้สามารถ ที่จะเป่ดอภิปรายได้ง่ายขึ้น คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แล้วก็ที่เพิ่มเติมมาก็คือเมื่อบริหารราชการแผ่นดินเกิน หนึ่งป้ให้สมาชิกสามารถเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ อันนี้หมายความว่าถึงแม้ จะไม่ครบจำนวนตามนั้น พรรคเล็กพรรคน้อยอะไรรวมกันก็สามารถที่จะเป่ดอภิปรายตรงนี้ได้ เปึนการเป่ดช่องว่านายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นก็ควรจะถูก อภิปรายและถูกตรวจสอบได้ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย แล้วก็โดยให้แก้ไขเปึ้น สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และในกรณีที่ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ เมื่อบริหารราชการแผ่นดินเกินหนึ่งป้ให้ สามารถเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ดังที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว ในส่วนที่ เกี่ยวกับรัฐมนตรีนั้นก็มีประเด็นในเรื่องสมาชิกภาพ มีประเด็นในเรื่องคุณสมบัติ ในเรื่อง สมาชิกภาพนั้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือ รัฐมนตรีแล้ว ก็ยังให้คงไว้ซึ่งสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ซึ่งที่ ประชุมก็เห็นด้วยโดยให้เพิ่มความว่า แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องที่ตนเองมีส่วนได้เสีย ในเรื่อง คุณสมบัตินั้นก็ได้กำหนดว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยให้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าป้ ก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือกระทำโดยลหุโทษ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย โดยให้แก้คำว่า หรือกระทำโดยลหุโทษ เปึน หรือลหุโทษ ควรพ้น จากตำแหน่งเมื่อต้องโทษจำคุกไม่ว่าจะถึงที่สุดหรือไม่ อันนี้ก็ให้แก้ไขเปึน ควรพ้นจากตำแหน่ง เมื่อต้องโทษจำคุก ไม่ว่าจะรอการลงโทษ และไม่ว่าจะถึงที่สุดหรือไม่ เว้นแต่ความผิด อันได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ ก็มีข้อจำกัดค่อนข้างจะเข้มข้นขึ้น ในเรื่องการเป่ด อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี คำว่า รัฐมนตรี นั้น ก็คงจะหมายถึงนายกรัฐมนตรี ด้วย ถ้าหากว่าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อ เสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคล อันนี้ท่านก็ จะเห็นได้ชัดว่าถ้าเปึ้นนายกรัฐมนตรีใช้เสียงหนึ่งในสี่ ถ้าเปึ้นรัฐมนตรีใช้เสียงหนึ่งในห้า กรณีที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ์ายค้านมีจำนวนสมาชิกไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติ ขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เมื่อครบครึ่งวาระของสมัยประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ์ายค้านทั้งหมด รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอื่นที่มิได้เปึน ฝ์ายรัฐบาลสามารถเข้าชื่อเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย โดยให้แก้คำว่า ครบครึ่งวาระ เปึน ครบหนึ่งป้ ครบหนึ่งป้เช่นเดียวกับ นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าทำไปได้ครึ่งเดียวก็เป่ดได้เลย รัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายหรือตั้งกระทู้ถาม จะต้องมาชี้แจงและตอบกระทู้ถามในที่ประชุมสภาด้วยตนเอง ตอนแรกก็เขียนไว้ค่อนข้างจะเคร่งครัดค่อนข้างมากครับ ก็จะมีประเด็นอภิปรายกันว่า เอ๊ะ ถ้าเช่นนั้นถ้าเกิดรัฐมนตรีเกิดภารกิจสำคัญ เจ็บป์วย หรือเดินทางไปต่างประเทศ ในเรื่องที่ จำเปึน สำคัญ ไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้นะครับก็จะเปึนปัญหา เพราะฉะนั้นในหลักการก็เห็น ด้วย โดยให้เพิ่มคำว่า หากไม่มาชี้แจงเกินสามครั้ง โดยไม่มีเหตุอันควรให้ถือว่าเปึ้นเหตุ แห่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เท่ากับบังคับให้รัฐมนตรีว่าคุณจะต้องมาตอบ แล้วจะมีข้ออ้างว่า ๓ ครั้ง ๑ ครั้งก็แล้ว ๒ ครั้งก็แล้ว ครั้งที่ ๓ ก็ยังไม่มานี่ก็เปึ้นเหตุที่อาจถูกอภิปรายได้นะครับ ในเรื่องข้อจํากัดข้องรัฐมนตรีนะครับ ก็มีข้อจํากัดว่า ก็จะเขียนไว้ในช่องที่ ๒ ซึ่งผมก็คง ไม่ต้องอ่านว่า รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งโดยการยุบสภาอะไรต่าง ๆ นี่ ตรงนี้ก็คงไม่กำหนด เพราะว่ามีคณะผู้บริหารราชการแผ่นดินแล้ว ขอนิดเดียวครับผมอาจจะสับสนนิดหนึ่ง ผมขอเรียนว่าตรงนี้บอกว่า คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี พื้นจากตำแหน่งโดยการยุบสภาผู้แทนราษฎร จะใช้อำนาจแต่งตั้งหรือย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของ หน่วยงานของรัฐ หรือวิสาหกิจ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งมิได้ เว้นแต่จะได้รับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้หมายความว่ากรณีที่คณะรัฐมนตรีชุดนั้น พ้นจากตำแหน่ง เพราะยุบสภาหรือครบวาระ แล้วก็ยังรักษาการทำหน้าที่คณะรัฐมนตรีอยู่ ก็ไม่ควรจะมีอํานาจหน้าที่ดังที่ว่านี้นะครับ แต่ว่าก็มีความคิดเห็นพูดกันในที่ประชุม คงจะอยู่ ในประเด็นต่อไปว่า คณะรัฐมนตรีที่พื้นจากตำแหน่งโดยการยุบสภาก็ดี โดยการครบวาระก็ดี ไม่ควรที่จะทำหน้าที่รักษาการ ถ้าเปึนรัฐบาลรักษาการ ควรจะมีคณะผู้บริหารราชการแผ่นดิน อะไรขึ้นมาต่างหาก เมื่อมีอํานาจชุดนั้นขึ้นมา ถึงแม้จะรักษาการก็คงจะใช้อํานาจหน้าที่ตรงนี้ได้ นะครับ ในอีกข้อหนึ่งก็คือไม่ควรให้รัฐบาลที่พื้นจากตำแหน่งรักษาการ นี่ประเด็นที่ผมพูด เมื่อสักครู่นะครับ ที่ประชุมก็พูดกันมากพอสมควรนะครับ ก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นะครับ แต่ว่าฟังดูแล้วก็ยังไม่ได้มีการโหวต (Vote) มีการลงมติในเรื่องนี้ ซึ่งก็คงจะฝากให้ ที่ประชุมได้ช่วยกันรับไปพิจารณาในโอกาสที่นำเสนอในโอกาสต่อไปนะครับ ก็ฟังดูแล้ว เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าไม่น่าจะให้รักษาการ แล้วก็มีข้อกำหนดว่าควรจะให้ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองเปึ้นผู้เลือกคณะผู้บริหารราชการ แผ่นดิน ซึ่งจะมาทำหน้าที่เปึนรัฐบาลชั่วคราวระหว่างที่อยู่ในระหว่างการเลือกตั้งนี่ครับ ซึ่งจะต้องเปึ้นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้เปึนประเด็นสำคัญ อันนี้ที่ประชุมไม่เห็นด้วย เพราะว่าพรรคการเมืองนั้นอาจจะเปึนพรรคเล็กพรรคน้อย และทำกิจกรรมทางการเมือง ก็อาจจะไม่มีความพร้อม หรือไม่มีความสามารถที่จะส่งสมาชิก เข้าสมัคร ก็ไม่ควรจะไปจำกัดสิทธิตรงนี้นะครับ หากจะบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมือง ในนามนิติบุคคลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นด้วย อันนี้สำคัญมาก นะครับ ถ้าหากว่าเปึ้นนิติบุคคลแล้ว การดำเนินการใด ๆ ก็น่าจะเปึนมติของคณะผู้บริหาร ของนิติบุคคลนั้น ๆ เพราะฉะนั้นการบริจาคเงินอะไรให้กับพรรคการเมืองในนิติบุคคลนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นด้วย ในเรื่องห้ามมิให้การควบรวม พรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ได้นำเรียนไปแล้ว ที่ประชุมเห็นด้วย มีการเพิ่มเติม ควรให้มีการเป่ดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของพรรคการเมือง ที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ ควรกำหนดรูปแบบระบบพรรคการเมืองที่เหมาะสมกับการเมืองไทย อันนี้รู้สึกที่ประชุมให้ตัดออก แล้วก็เปึนประเด็นที่จะต้องไปเขียนรายละเอียดในพรรคการเมือง คงไม่สามารถที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ ในเรื่องที่ ๗ เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของ ข้าราชการและนักการเมือง อันนี้ก็เพื่อให้การบริหารบ้านเมืองนั้นเปึนไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามระบบคุณธรรมจริยธรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในแนวนโยบายในเรื่องนี้นั้น รัฐต้องจัด ให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อปัองกันการทุจริต และการประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย ตามที่อนุกรรมาธิการเสนอ โดยให้ ปปช. เปึ้นผู้ดูแลเรื่องนี้ และให้มีบทลงโทษการฝ์าฝ๋น ที่ชัดเจน เช่น การเปึ้นเหตุแห่งการถอดถอน และให้ครอบคลุมไปถึงระดับท้องถิ่นด้วย โดยให้ฝ์ายเลขานุการรับไปพิจารณารายละเอียด รวมทั้งในเรื่องของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ จะต้องไม่กระทำการใดอันเปึนการ ฝ์าฝ๋นหรือขัดต่อมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งความซื่อสัตย์และสุจริต และศีลธรรมอันดีของประชาชน อันนี้ก็เปึนประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาว่า เราน่าจะได้มีการกำหนด เจตนารมณ์ในเรื่องนี้เอาไว้ หรือเรื่องใดที่สามารถจะเขียนในรัฐธรรมนูญได้ก็น่าจะเขียนลงไป นอกนั้นก็จะมีเรื่องของการพิจารณาสรรหาหรือแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ จะต้องน้ำ มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อให้เกิดระบบคุณธรรมขึ้นในระบบราชการ การฝ์าฝ๋นหรือกระทำผิดต่อมาตรฐานทาง คุณธรรมและจริยธรรมหรือเปึนความผิดทางวินัยข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ ในเรื่องมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งกระบวนการพิจารณาและองค์กรวินิจฉัย ชี้ขาดให้เปึนไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งนี้องค์กรวินิจฉัยชี้ขาดจะต้องไม่ใช่องค์กร ที่ผู้ฝ์าฝ๋นหรือผู้กระทำผิดเปึนสมาชิกหรือสังกัดอยู่ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับ ข้าราชการ เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่สำคัญไม่น้อย เปึนเรื่องสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตนำเรียน ต่อที่ประชุมนะครับ ในคณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๒ เราก็ได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า ห้ามมิให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ของข้าราชการประจำ เว้นแต่เปึนการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการ ตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ และข้อกำหนดซึ่ง คณะรัฐมนตรีต้องร่วมรับผิดชอบต่อมติใด ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเปึน ๒ ประเด็นที่สำคัญ จะผูกโยงความสัมพันธ์ระหว่างฝ์ายการเมืองกับข้าราชการด้วย ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็เห็นด้วยโดยมอบให้คณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๒ รับไปพิจารณารายละเอียด โดยให้พิจารณาประเด็นเรื่ององค์กรที่ทำหน้าที่ดูแล เรื่องนี้ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมตามกฎหมายของ กพ. แล้วก็ควรจะเห็นด้วยที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีลงมติในเรื่องใด ๆ ไปแล้ว โดยหลักแล้วมันต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้วในคณะรัฐมนตรี แต่ว่าเราเขียนไว้ให้ชัดอีกครั้ง หนึ่งว่าคณะรัฐมนตรีต้องร่วมรับผิดชอบต่อมติใด ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ก็คงจะเปึ้นรายงานโดยสรุปที่กระผมขออนุญาตนำกราบเรียนต่อที่ประชุม ซึ่งได้ กราบเรียนแล้ว เปึนรายงานการพิจารณาในเบื้องต้นเท่านั้น ประเด็นสาระในเรื่องหลัก ๆ จะเปึนอย่างไรนั้นคงจะให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาในรายละเอียดต่อไปครับ
ขอบคุณครับ ท่านการุณยกมือครับ มีเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม การุณ ใสงาม ท่านประธาน ถามผมว่ามีเรื่องอะไร ก็เรื่องที่เขารายงานนั่นล่ะครับ
เขายังรายงานอยู่ เหลือกรอบที่ ๓ ยังไม่ได้รายงานเลยครับ
ก็น่าจะรายงานทีละกรอบ พูดทีละกรอบ ถ้าไม่อย่างนั้น ท่านประธานจะพูดปะปนกัน ผมไม่เห็นด้วย เฉพาะแค่กรอบนี้กรอบเดียวก็เอาวันนี้สัก ๓ วันยังได้เลย พอพูดกรอบที่ ๓ อีก พอไปปนไป ปันมาท่านประธานก็ลืมหมดแล้วว่ากรอบไหนบ้าง ๆ ท่านประธานครับ ผมอยากเสนอความเห็น ว่าควรจะพูดกันทีละกรอบ ถ้าให้ดีพูดกันทีละประเด็น เพราะตามที่ฟังมา คณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ก็ตาม อนุกรรมาธิการที่ทำเปึนกรอบ ๑ กรอบ ๒ กรอบ ๓ ก็ตาม เท่าที่พูดมาทั้งหมด ฟังมาทั้งหมด ดูเอกสารที่รายงานไม่มีเรื่องของที่ฟังมาเลยว่าชาวบ้านเขาคิดอย่างไร แต่ละประเด็น แต่ละประเด็น นี่คือปัญหาที่สังคมเขาสงสัยพวกท่านอยู่ตลอดเวลา พวกท่านคือ หมายถึงผมด้วย ร้อยคนพวกเรานี้ ในจำนวนร้อยคนยังไม่พอนะ เขาเน้นเจาะลงไปที่ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วย สังคมทั้งสังคมสงสัยเรานะครับ ว่าพวกเรายกร่างขณะนี้ฟังใคร บ้างหรือยัง เพราะดูเนื้อหาในข้อสรุปต่าง ๆ จากเอกสารนะครับ ไม่มีเรื่องฟังใครมาบ้างเลย ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องนี้อนุกรรมาธิการมีความเห็นอย่างนี้ คณะกรรมาธิการเห็นว่าอย่างนี้ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีรายละเอียดว่าฟังใครมาบ้าง แล้วในประเด็นเรื่องนี้ประชาชน มีข้อคิดเห็น หรือสังคมเขามีข้อคิดเห็น หรือสื่อที่นําลงไปสื่อนี่เขามีข้อคิดเห็นต่อประเด็นเรื่องนี้ ที่เปึนหลัก ๆ นี่สักสองสามแนวทาง สักสี่ห้าประเด็น ในต่อประเด็น ๆ นั้น สักสี่ห้าแนวทาง ไม่มี แล้วคณะอนุกรรมาธิการมีความเห็นว่าสี่ห้าแนวทางนี้ เห็นด้วยกับแนวทางที่ ๓ สมมุตินะ แต่ปรากฏคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เห็นด้วยกับแนวทางที่ ๒ ไม่มีเลย รายงานอย่างนี้ ยิ่งทำให้ประชาชนสงสัยเรามากขึ้น ผมยกตัวอย่างสักประเด็นเดียวก็ได้ กรอบที่ ๒ นี้ว่าด้วย เรื่องของประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยหลักใช่ไหมครับ เพราะประชาชน ๖๓ ล้านคน มาช่วยกันเปึ้นสภานิติบัญญัติไม่ได้ ๖๓ ล้านคนมาแย่งกันเปึ้นนายกรัฐมนตรีทั้ง ๖๓ ล้านคน ทำไม่ได้ นี่คือประชาธิปไตยภาคตัวแทน ถามท่านว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากประชาธิปไตยภาค ตัวแทนที่ผ่านมาคืออะไร ถ้าท่านตอบคำถามนี้ไม่ได้ ท่านจะแก้ปัญหาเปึนลิงแก้แห เพราะทุกอย่างเปึนปัญหาหมด เปึนประเด็นหมด เปึ้นเรื่องหมด ถามต่อไปอีกสักหน่อยหนึ่ง บอกว่า แล้วประชาธิปไตยภาคตัวแทนที่เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติจะเอามาอย่างไร ท่านจะเอา ตัวแทนของประชาชนส่วนไหน ปัญหาที่เกิดขึ้นที่อยู่ในห้องประชุมนิติบัญญัติแห่งนี้คืออะไร คือที่ประชุมแห่งนี้อภิปรายกันเรื่องส่วนใหญ่ว่าด้วยเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ ของผู้มั่งคั่ง โอกาสจะพูดของกลุ่มผลประโยชน์ที่เปึนส่วนข้างน้อย ด้อยโอกาส ชาวนา ชาวไร่ เกษตรกร คนยาก คนจน น้อยมาก ท่านไปตรวจสอบรายงานการประชุมของทั้งสภานิติบัญญัติ ที่เรียกมันว่าผู้แทนราษฎร หรือที่เรียกว่ามันว่าวุฒิสภา ก็ตาม ไปดูสิ
คำว่า มัน เอาออกได้ไหมครับ
ได้ แต่ชัดดี
ไม่ได้นะครับ
ต่อครับท่านประธานครับ ปัญหาของที่นี่จะเกิดปัญหา อันนี้ เพราะฉะนั้นตัวแทนของท่านในประเทศนี้ที่เรียกว่าประชาธิปไตยภาคตัวแทนนั้น ท่านจะให้ตัวแทนมาแบบไหน หลักอันนี้ก็คือว่าด้วยเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่ง เข้าสู่อำนาจ ของนิติบัญญัติ ทางเดินที่มันจะมานี่ เห็นไหมต้อง มัน อีกแล้ว ทางเดินที่ต้องมา ตัด มัน ออก ที่เขาจะเดินเข้ามาจนกระทั่งเข้ามานั่งทำหน้าที่นิติบัญญัติตรงนี้ ท่านจะเอาอย่างไร ผมสมมุติลองดู เราอยากจะได้ตัวแทนในห้องประชุมนี้สัก ๑ คน ผมลองกติกาบอกว่าให้ต่อยกัน อาจจะเปึน นาย ก ชนะ เห็นไหม กติกาผมบอกว่าต่อยกันนะประธาน ผมบอกวิ่งร้อยเมตร อาจจะนาย ข ชนะ ผมบอกว่า ถ้าอย่างนั้นว่าดเขียนแข่งกัน อาจจะเปึนาย ง ชนะ นี่เพียงแค่กติกาเท่านั้นเอง เปลี่ยนแปลง ขยับตัว เราได้ตัวแทนคนละอย่าง เปึนตัวแทนไหมประธาน เปึน เปึนตัวแทนอะไรเท่านั้นแหละ เหมือนกันท่านประธาน
คือยังไม่ต้องอภิปรายตอนนี้หรอกนะครับ เอาประเด็นว่าคุณการุณเสนออย่างไร ถ้าที่ประชุม ส่วนใหญ่เขาเห็นด้วยเราก็ให้มีมติว่าเปึนอย่างนั้น แต่ถ้าที่ประชุมส่วนใหญ่เขาไม่เห็นด้วย เขาอยากจะฟังกันทุกกรอบเสียก่อนแล้วค่อยอภิปรายกันทีหลังก็ว่าไป
แสดงว่าเท่าที่ผมอภิปรายมาประธานฟังจับใจความไม่ได้
จับได้ครับ แต่ว่าเปึนการอภิปรายต่อไปเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ตกลงกันเสียก่อนว่า ที่ประชุมนี้จะเอาอย่างที่คุณการุณเสนอหรือไม่ เพราะขณะนี้ฝ์ายคณะกรรมาธิการเพิ่งกรอบ ๒ เท่านั้น หรือไม่อย่างนั้นผมยังไม่ได้ถามกรรมาธิการว่าจะเอาอย่างนั้นไหม ถ้ารายงาน ๒ กรอบ แล้วค่อยยุติ อย่างนั้นครับ
ท่านประธานครับ ข้อตกลงที่ว่านี้ผมก็ไม่เคยปรากฏ ท่านประธานเคยพิจารณาแล้วรวมเบ็ดเสร็จ แล้วทีนี้ก็มาพิจารณารวมเลยดีไหม มันก็ต้อง เปึ้นขั้นลำดับ แม้แต่พิจารณาญัตติของร่างพระราชบัญญัติ ท่านประธานก็ต้องว่าด้วย เรื่องหลักการว่าอย่างไร ต่อจากหลักการก็ว่าด้วยเรื่องเหตุผลว่าอย่างไร ต่อจากนั้น ก็มาตรา ๑ ว่าอย่างไร มาตรา ๒ ว่าอย่างไร ทีละลำดับ อันนี้ก็เหมือนกันครับ
เดี๋ยวครับ คุณการุณครับ กรรมาธิการเขายกมือครับ ช่วยชี้แจงหน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการนะครับ ขอบคุณท่านการุณนะครับที่ทักท้วงเรื่องนี้ แต่ว่าในวาระนี้เปึนวาระที่ ได้กำหนดให้คณะกรรมาธิการมารายงานการดำเนินงาน ซึ่งก็เปึนวาระที่ได้ถูกบรรจุไว้ ในที่ประชุม ซึ่งในการดำเนินงานนี้ที่จริงแล้วในตอนต้นของการชี้แจง ผมก็ได้ชี้แจง แล้วว่าเรื่องต่าง ๆ นั้นเราได้รับฟังความเห็นของประชาชนมา และก็มีการดำเนินการ แต่บังเอิญ ท่านการุณไม่ได้มาประชุมในขณะนั้น แต่ทีนี้ระหว่างนี้เรากำลังพิจารณาในเรื่องของกรอบที่ ๒ จบแล้ว ยังไม่ได้พิจารณา คือรายงานความก้าวหน้า และกรอบที่ ๓ ก็จะรายงานต่อไป ส่วน วาระในการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ นั้น ผมคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็อาจจะนําเอาแต่ละกรอบ ขึ้นมาพิจารณาที่ละประเด็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ ย้ำต่อท่าน ทั้งหลายว่าความเห็นนี่เราได้จากหลายทาง รวมทั้งความเห็นจากการรับฟังความคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการวิสามัญประสานการมีส่วนร่วมและประชามติ ซึ่งได้มีการมาชี้แจง มีการ พูดคุย และมีการทำความเข้าใจกัน ขณะเดียวกันเมื่อวานนี้ในการประชุมนอกรอบก็มีการทำ ความเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง จึงเรียนต่อท่านประธานด้วยนะครับ
ความจริงขั้นตอน: ขอบพระคุณนะครับ ท่านการุณครับผมขออนุญาตทบทวนเรื่องนี้นะครับ ในตอนนี้เปึนขั้นตอนของการรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งการรายงานยังไม่เสร็จสิ้น นะครับ มันเพียง ๒ กรอบเท่านั้นเอง แต่ทีนี้ข้อเสนอของคุณการุณนั้น ขณะนี้มันอยู่ระหว่าง ขั้นตอนของการรายงาน ถ้าเมื่อการรายงานเสร็จสิ้นแล้ว ข้อเสนอคุณการุณก็จะต้องได้รับ การพิจารณาแน่นอน แล้วก็อาจจะหยิบแต่ละประเด็นอย่างที่พูดมาล่ะครับ ไม่จำเปึนต้อง เอาทั้งหมดมา แล้วก็ถาม ซักให้กรรมาธิการเขาตอบว่า ฟังความคิดเห็นมาจากประชาชน ภายนอกหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นตอนนี้ขออนุญาตดำเนินการต่อไปนะครับ ไม่ต้องเสีย เวลาที่ประชุม เพราะว่าให้เขาแถลงเสร็จอีกนิดเดียวครับ เหลืออีกประมาณสัก ๑๐ นาที อย่างมาก ไม่เกิน พอแถลงเสร็จแล้วก็ให้คุณการุณ
ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานครับ สงสัยจําเปึ้นจะต้องอธิบาย กันยาวแล้วถ้าอย่างนี้ ทำความเข้าใจกันหน่อย
คงไม่ต้องล่ะครับ คงเปึนขั้นตอนตรงนี้
ก็ในเมื่อประธานเองยังไม่เข้าใจ
ไม่ใช่ ผมเข้าใจครับ
เข้าใจประธานจะไม่เปึนแบบนี้ ท่านประธานฟังผมนิดหนึ่ง ถ้าอย่างนั้น อ้าว สั้น ๆ
ผมเข้าใจ เดี๋ยวคุณการุณครับ ข้อวินิจฉัยของประธานขอให้เปึ้นที่สิ้นสุดได้ไหมครับ
มันเปึนความเห็น ตอนนี้ยังไม่ได้วินิจฉัย ท่านประธาน บอกไม่ได้วินิจฉัย
ผมตัดตอน ผมวินิจฉัยไปเลยครับ ไม่ใช่ ขอเชิญว่าผมเข้าใจแล้ว แล้วที่ประชุมคงเข้าใจ ไม่มีใครคัดค้าน เพราะฉะนั้นขอความกรุณาคุณการุณนั่งลง แล้วจะได้ดำเนินการต่อนะครับ
ท่านประธานครับ ไม่ได้ครับอย่างนี้ท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นผมมีความเห็น ขอความเห็นผมสักนิดหนึ่ง ถ้าท่านประธานฟังแล้วจะได้เข้าใจว่า คืออะไรที่เจตนานี้
มันขัดข้องในการ: ความเห็น คุณการุณใช้เวลาในการออกความเห็นมันยาวนานเกินไป ดําเนินการการประชุมนะครับ
ท่านประธาน ฝ์ายกรรมาธิการรายงานครึ่งชั่วโมง ผมเพิ่งจะเริ่มได้ประเด็นเดียวยังไม่ได้ถึง ๒ นาที ท่านมัวแต่โต้เถียงกับคนนั้นคนนี้
คุณการุณครับ เวลาของการรายงานเขาไม่ได้มีข้อกำหนดว่าจะต้องให้รายงาน ๑ ชั่วโมง หรือน้อยกว่า ๑ ชั่วโมง จนกระทั่งเสร็จสิ้น จะบอกว่าคณะกรรมาธิการใช้เวลาของสภายาว คงไม่ได้ ส่วนคุณการุณจะใช้หลังจากนั้นอาจจะ ๓ วัน ๓ คืนก็ทำได้
ไม่ใช่ครับ ท่านประธานฟังนิดเดียวครับถ้าอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานในห้องนี้เรียกว่ารายงานอย่างมีการประชุม ไม่ใช่รายงาน เพื่อทราบโดยเงียบปากไปเฉย ๆ นี่คือวิธีการรายงานอย่างมีการประชุม ท่านไปตรวจสอบ การรายงานทุกยุค ทุกสมัย ทุกสภาที่ผ่านมา รายงานของ กกต. รายงานของ คมช. รายงานของ คตง. รายงานของผู้ตรวจการแผ่นดินฯ รายงานของอะไรก็ตามล้วนแต่รายงานอย่างมีการ ประชุม นั่นคือรายงานอย่างมีความเห็นและรายงานอย่างมีการอภิปราย นี่คือที่ประชุมครับ เพราะฉะนั้นการรายงานจึงจำเปึนต้องมีความเห็นท่านประธาน
คุณการุณครับ ความเห็นมีแน่ครับ แต่ต้องรายงานเสร็จเสียก่อนครับ ขั้นตอนการรายงาน ยังไม่เสร็จครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้ กรุณานั่งลงได้นะครับ เพราะจะได้ดําเนินการต่อนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานจะใช้วิธีการอย่างนี้ใช่ไหมครับ
เชิญนะครับ เชิญกรรมาธิการต่อครับ
ถ้าอย่างนั้นผมประท้วงท่านประธานครับ
กระผมขออนุญาตชี้แจง ต่อเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะคุณการุณนะครับว่า เรื่องการรายงานนี้เปึ้นเพียงการรายงาน ผลการที่เราไปพิจารณาประชุมกันที่ชะอำแล้วกลับมา การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเปึนอย่างไรนั้นนะครับ เรายังจะต้องมาพิจารณาในรายละเอียด เรายังต้องมีเวลาพิจารณา เขียนเปึนรายมาตรา เรายังจะต้องเอาเข้าสู่ที่ประชุมแห่งนี้เพื่อพิจารณาเปึ้นรายประเด็น รายมาตรา ซึ่งยังไม่ถึงตอนนั้น แล้วเราก็บอกแล้วว่าตอนนี้เรารับฟังความคิดเห็นมาได้ เท่าที่ได้รับรายงาน เราก็นำเอามาประกอบการพิจารณา ได้ข้อยุติในเบื้องต้นเท่านั้นนะครับ ยังไม่ใช่ข้อยุติสุดท้ายว่าอะไรควรจะเปึ้นอะไร ซึ่งจะเป่ดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย เปึ้นประเด็น ๆ เปึนรายมาตรา ซึ่งนั่นไม่ใช่วันนี้นะครับ อีกว่าระหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเรา มีเวลาร่างแรกก่อนจะเสร็จน่ะวันที่ ๑๙ เมษายน หลังจากนั้นแล้วเรายังจะต้องส่งร่างไป ในที่ต่าง ๆ ไปเผยแพร่ กลับมาเรายังต้องมาพิจารณาอีก ซึ่งทุกอย่างเราจะเสร็จสิ้นประเด็น สุดท้ายจริง ๆ ก่อนวันที่ ๖ กรกฎาคม ซึ่งผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่าน รวมทั้งท่านการุณ คงจะทราบดีครับ ขอบพระคุณครับ
ไม่ได้เลย ท่านประธานครับ ถ้าเข้าใจกันอย่างนี้นี่พลาดไป หนักเลย ที่ประชุมแห่งนี้จะเสียค่าหมดแล้วถ้าอย่างนี้
คุณการุณครับ ถ้าจะประท้วงผมกรุณาดำเนินการประท้วงตามกฎข้อบังคับนะครับ แต่ถ้า ไม่ประท้วงกรุณานั่งลง เพื่อกรรมาธิการจะได้ชี้แจงกรอบที่ ๓ จะได้เสร็จไปครับ ใช้เวลาอีก ๕ นาทีเท่านั้นเปึนอย่างมาก กรุณาเถอะครับ ถ้าประท้วงก็บอกมาเลยว่าผิดข้อบังคับ การประชุมข้อไหนของประธาน ผมจะได้วินิจฉัยครับ ถ้าไม่ประท้วงก็ขออนุญาตครับ กรรมาธิการกรอบที่ ๓ เชิญเลยครับ
ก็ประธานพูดไม่หยุดปาก หยุดปากก่อนผมถึงจะได้ บอกว่าผมพูดว่าอย่างไร ผมจะส่วนประธานได้อย่างไรในขณะที่ประธานไม่หยุดปาก
ผมให้คุณนั่งลงแล้วอย่างไรครับ จบแล้วนะครับ
ประธานครับ เมื่อประธานบอกว่าให้ผมทําอย่างไร ผมก็ค่อยฟังดูว่าประธานจะหยุดปากหรือยัง เมื่อประธานหยุดปาก ผมก็จะได้พูด ไม่ใช่พูด สวนกันไปสวนกันมา
ถ้าอย่างนั้นก็พูดเสร็จแล้วใช่ไหมครับ กรุณานั่งลงครับ
ตกลงประธานจะให้ผมทำอะไรก่อนตอนนี้
หยุดก่อนครับ หยุดก่อนเพื่อฟังกรรมาธิการรายงานจนครบกรอบที่ ๓ เสร็จสิ้น หลังจากนั้น จะให้คุณการุณ ใสงาม พูดเปึนคนแรก โดยแถลงประเด็นซักถามทางฝ์ายกรรมาธิการ อย่างที่ต้องการนั่นล่ะครับ
เมื่อประธานบอกให้ผมหยุดก่อน เอาผมหยุดก่อน แต่ตอนนี้ท่ามกลางการหยุดก่อนต่อเนื่องด้วยการประท้วง
ประท้วงผิดข้อบังคับข้อไหนครับ
การจัดระเบียบวาระการประชุมของท่านประธาน ไม่มีระเบียบวาระในกรณีนี้ให้สมาชิกอภิปราย
เรื่องการจัดระเบียบวาระมันเปึนเรื่องของฝ์ายกิจการสภาฯ ที่เขาจัดระเบียบวาระมานะครับ ขั้นตอนนะครับ
เหลวไหลมากท่านประธาน ไปดูข้อบังคับ เปึนอํานาจ ของประธานครับ กิจการสภาฯ เสนอมา สมาชิกเสนอมา เจ้าหน้าที่เสนอมา เลขาฯ เสนอมา มันก็อยู่ที่สุดท้ายของท่านประธานครับ พอแล้วละครับ ถ้าเปึนอย่างนี้ท่านประธานครับ ดูท่าทางจะทำงานกับท่านยาก
พอหรือยังครับ เชิญกรรมาธิการกรอบที่ ๓ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเปึนประธานอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาลครับ ขอสรุปความเห็นของกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับกรอบที่ ๓ ทั้งนี้เนื่องจากว่าในการประชุมระดมความคิดเห็นที่ชะอำไม่มีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการ ในเรื่องของกรอบที่ ๓ ได้เสร็จทัน ก็เลยต้องมาต่อที่กรุงเทพมหานคร และขณะนี้ก็ยังค้างอยู่ ก็คงจะเสร็จสิ้นได้ในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นกระผมก็ขอสรุปความเห็นในบางประเด็นที่ได้ประชุม ไปบ้างแล้วนะครับ ก็ขอรบกวนเวลาของท่านสมาชิกนะครับ โดยเฉพาะท่านที่ต้องการ จะอภิปรายเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็น
สำหรับประเด็นที่ ๑ ที่ได้พิจารณาไปแล้วก็คือกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องขององค์ประกอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว เห็นด้วยกับจำนวน ๙ คน แต่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในบางส่วนนะครับ กล่าวคือ สำหรับ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ๓ ท่านนั้น เห็นด้วยนะครับ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ๒ ท่าน ก็เห็นด้วย แต่สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในด้านนิติศาสตร์อีก ๒ ท่านนั้น ให้รวมถึงตุลาการในศาลทหารสูงสุดด้วย และเห็นสมควร แก้ไขในเรื่องของผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ เห็นว่าให้เพิ่มว่า เปึ้น หรือสังคมศาสตร์อื่น และให้มีจำนวน ๒ ท่าน โดยให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับอำนาจหน้าที่ เห็นให้คงอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต่าง ๆ และให้เห็นสมควรในกรณีที่จะต้องพิจารณา ในกรณีของการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งเดิมได้ให้ทางฝ์ายศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ก็เห็นสมควรยกอํานาจหน้าที่นี้ให้กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมือง นอกจากนี้ปัญหาในเรื่องของการเลือกตั้งในคดีเลือกตั้งและคดีคุณสมบัติต้องห้าม ของ สส. สว. ความสิ้นสุดของรัฐมนตรีก็ให้เปึนหน้าที่ของศาลฎีกาเปึ้นผู้วินิจฉัย นอกจากนี้ ประเด็นปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยก็คือความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วย สำหรับวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเห็นกัน ว่าเปึนประเด็นที่มีความบกพร่องที่สุดในกระบวนการที่เปึ้นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คือไม่มีตัวพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาโดยตรง ก็เห็นสมควรให้มีพระราชบัญญัติว่า ด้วยวิธีพิจารณา แล้วก็นอกจากนี้ก็ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีอํานาจในการออกข้อกําหนด เกี่ยวกับรายละเอียดเพิ่มเติมจากตัวพระราชบัญญัติเพื่อความสะดวก และให้มีการกำหนด บทบัญญัติในเรื่องละเมิดอํานาจด้วยครับ องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ตามที่ได้กําหนดไว้ว่าให้มีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์นั้น กําหนดให้มี จำนวน ๕ คน ประกอบไปด้วย ๑. ท่านประธานศาลฎีกา ๒. ประธานศาลปกครองสูงสุด ๓. คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ๔. ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำหรับความเห็นเดิม ของอนุกรรมาธิการให้มีประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นเห็นสมควรว่าน่าจะเปึนบุคคลอื่น เพราะว่า เปึนการพิจารณาองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ทางคณะอนุกรรมาธิการก็จะได้ ดำเนินการปรับปรุงต่อไปว่าควรจะเปึนท่านผู้ใดนะครับ สำหรับการดำรงตำแหน่งนี้ก็เห็นด้วย ว่าให้เปึนตำแหน่งถาวร ศาลต่อไปคือศาลปกครอง เห็นว่าควรแก้ไขอำนาจศาลปกครอง ให้ครอบคลุมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจของทางการปกครองขององค์กรอิสระ อื่น ๆ ได้ ความเปึนอิสระของศาลก็ควรจะมีการบัญญัติรับรองความเปึนอิสระของศาลปกครอง เอาไว้ด้วย ต่อไปคือศาลยุติธรรมครับ องค์ประกอบที่จะต้องพิจารณานะครับ แก้ไขจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คือองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ก็เห็นสมควรให้มีการ ปรับปรุงองค์ประกอบโดยให้มีตัวแทนจากศาลฎีกา จำนวน ๖ ท่าน ศาลอุทธรณ์ ๔ ท่าน แล้วก็ศาลชั้นต้น ๒ ท่าน โดยให้แต่ละชั้นศาลนี่เลือกกันเองนะครับ นอกจากนี้ก็ให้มีตัวแทน ของวุฒิสภานี้คงเดิมไว้ ๒ ท่านนะครับ และกําหนดให้มีประเด็นเรื่องการสร้างหลักประกัน ความอิสระและความเที่ยงธรรมในกระบวนการของศาลยุติธรรมด้วยครับ อำนาจของศาลฎีกา ก็เห็นสมควรให้มีการกำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายหรือคดีที่มี ความสำคัญ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นสมควรให้พิจารณานะครับ ต่อไปเห็นสมควรให้มี การกำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและดำเนินการ พิจารณาโดยเร็ว โดยให้ใช้ระบบไต่สวนแทนระบบกล่าวหาครับ การจ่ายค่าทดแทนนี่ ทางกรรมาธิการไม่เห็นด้วยที่เพิ่มให้มีการจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้ต้องหาในคดีอาญาครับ คงให้ จ่ายเฉพาะจำเลยในคดีอาญาตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต่อไปคือบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ ความซ้ำซ้อนในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเขียนรายละเอียดเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาลงไว้เกือบจะทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็เห็นสมควรให้ปรับปรุงใหม่นะครับ ทั้งบทบัญญัติที่ซ้ำซ้อนกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระธรรมนูญศาล ยุติธรรม โดยกำหนดหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ครับ ประเด็นที่มีความสำคัญต่อไปคือการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม เห็นสมควรให้มีบทบัญญัติให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้โดยง่าย โดยให้สิทธิ เช่น ให้สิทธิแก่ประชาชนตามจำนวนที่กำหนดในการฟัองร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงเกี่ยวกับความขัดแย้ง เกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพของเขา และให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับช่องทางให้ศาลใดศาลหนึ่งรับพิจารณาคดีของประชาชนได้โดยที่จะ ปฏิเสธความยุติธรรมของประชาชนไม่ได้ครับ นอกจากนี้ให้รัฐจะต้องตั้งหน่วยงาน หรือกำหนดให้มีความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ยากไร้ นอกเหนือจากมีการ ตั้งทนาย ซึ่งสนับสนุนในด้านงบประมาณอยู่แล้วครับ ต่อไปก็คือในเรื่องของปัญหา การพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งก็เห็นสมควรให้การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นนี่ ให้ศาลจังหวัดเปึ้นผู้พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาการไม่ชอบของการเลือกตั้ง ส่วนในระดับชาติก็ให้ศาลฎีกาเปึ้นผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยคดีเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งที่ กกต. เคยพิจารณาครับ เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด สำหรับศาลทหารยังไม่ได้พิจารณา ส่วนประเด็น อื่น ๆ ที่มีความสำคัญคือเรื่องระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการ ก็เห็นด้วยว่าผู้พิพากษา ตุลาการ ควรดำรงตำแหน่งได้ถึงอายุ ๗๐ ป้บริบูรณ์ แต่ว่าให้ไปกำหนดไว้ในกฎหมายตัวพระราชบัญญัตินะครับ สำหรับกรณีที่ว่าให้ประธาน ศาลฎีกามีที่มาโดยให้เลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็ยังไม่เห็นด้วย อำนาจของหน่วยงาน อิสระ ในการเสนอกฎหมายก็เห็นว่าให้ศาลและองค์กรอิสระสามารถเสนอกฎหมายต่อรัฐสภา ได้โดยให้เปึนกฎหมายที่เกี่ยวกับความเปึนอิสระขององค์กรนั้น ๆ เกี่ยวกับองค์กรนั้น ๆ เอง หรือศาลเองนะครับ ในเรื่องเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ขององค์กรอิสระและศาลก็เห็นสมควรให้เพิ่มสำหรับพนักงานอัยการ โดยหลักการที่จะ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ ด้วยครับ ไม่เพิ่มนะครับ อยู่ในมาตรา ๒๕๓ แต่เห็นด้วยในหลักการ ก็คงจะไปกำหนดในรายละเอียดต่อไปครับ สำหรับความเปึนอิสระของพนักงานอัยการ ก็เห็นสมควรให้รัฐสภาเปึ้นผู้เลือกอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการได้รับการรับรอง ความเปึนอิสระครับ ในการดำเนินคดีในเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครับ สำหรับบทบัญญัติพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการตรวจสอบและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาทั้งระบบนะครับ โดยเห็นสมควรให้มีตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะมาเปึนผู้ร่วมกันดำเนินการเปึนคณะกรรมการ ส่วนว่ารูปแบบจะเปึนอย่างไร ก็คงจะต้องพิจารณากันต่อไป หลักเกณฑ์พื้นฐานของกระบวนพิจารณาก็ควรจะเปึ้นเช่นเดิม นะครับ ก็รับไปพิจารณาว่าให้คู่ความในกระบวนพิจารณามีสิทธิตามหลักฟังความคิดเห็น ๒ ฝ์าย การพิจารณาโดยเป่ดเผย และผู้พิพากษาหรือตุลาการต้องเปึนกลางครับ สำหรับ คณะกรรมการต่อไป คือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เห็นสมควรให้มีรูปแบบการสรรหา คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการ ปปช. ครับ อำนาจหน้าที่ก็ให้คณะกรรมการนี้วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับวินัยงบประมาณและการคลัง โดยเมื่อ วินิจฉัยแล้วนี่ก็สามารถที่จะโต้แย้งหรือขึ้นสู่ศาลปกครองได้นะครับ โดยอาจจะดำเนินการในรูป ของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทครับ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็มีหน้าที่กำกับ ดูแลผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและค่านอำนาจซึ่งกันและกันนะครับ คณะกรรมการรูปแบบ ต่อไปก็คือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เห็นสมควรเพิ่มจำนวนผู้ตรวจการแผ่นดินฯ จากเดิม ๓ ท่าน เปึ้น ๕ ท่าน แล้วก็กำหนดให้มีตำแหน่งประธานด้วย และให้หยิบยกปัญหาเดือดร้อน ของประชาชนหรือปัญหาต่อสาธารณะขึ้นพิจารณาเองได้ในทันที โดยเพิ่มอำนาจผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาในการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย สำหรับการสรรหา ก็ให้มีรูปแบบของ การสรรหาเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการ ปปช. ครับ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะต้องเผยแพร่รายงานนั้นต่อสาธารณชน ด้วยครับ คือเพิ่มเติมจากที่เคยรายงานโดยตรงต่อรัฐสภาครับ สำหรับประเด็นอื่น ๆ ก็ยัง ไม่ได้พิจารณา แต่ว่าอยากจะเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับว่า ในการพิจารณาของเราได้นำเอาความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งความคิดเห็นที่ได้รับจาก การออกเวทีของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนี่ นะครับ ได้เอามาพิจารณาทุกครั้งครับ ไม่ใช่ละเลยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ได้โปรดสบายใจได้ นะครับว่าเราเอามาพิจารณาตลอดเวลาครับ แล้วก็ได้ประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ครับ ขอบพระคุณมากครับ
ท่านสมาชิกครับ ตอนนี้ในส่วนกรรมาธิการก็ได้รายงานให้สภาได้ทราบแล้วนะครับ ซึ่งความเปึนจริงแล้วการรายงานกับการอภิปรายนี่มันก็เปึนของคู่กัน เพียงแต่ว่า เราจะดำเนินการรายงานอย่างไร และอภิปรายอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมากรรมาธิการก็รายงานครบ ไป ๓ กรอบแล้วนะครับ ในส่วนนี้ก็จะให้สมาชิกได้อภิปรายนะครับ มีท่านใดจะอภิปราย ไหมครับ ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ ที่กรรมาธิการรายงานมา ๓ กรอบนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ให้สับสนนะครับ แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้ติดตามการรายงานของกรรมาธิการ กับของสภานี่นะครับ จึงขอหารือที่ประชุมนะครับว่าเราจะว่ากันไปตามกรอบ เพื่อจะได้สะดวกแก่ความเข้าใจ อย่างนั้นกรอบที่ ๑ ท่านการุณยกมือก่อน และอาจารย์เจิมศักดิ์ แล้วก็ท่านอุทิศนะครับ เชิญท่านการุณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม นะครับ เปึ้นอย่างไรครับสุดท้ายก็จะต้องเปึ้นทีละกรอบ ท่านประธานครับ เพื่อให้การเรียนรู้ร่วมกัน ของพี่น้องประชาชน รัฐธรรมนูญนี้มั่นใช้ทุกคนนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเมื่อใช้ทุกคน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันไปพร้อม ๆ กันอย่างเปึ้นลำดับขั้นตอน เกิดความเข้าใจด้วยกัน อย่างเปึนลำดับขั้นตอน ผมก็บอกว่ามันควรจะทีละกรอบ ไม่ใช่ทีละกรอบด้วยซ้ำไปครับ ทีละประเด็นของกรอบด้วย เพราะหนึ่งกรอบมันมีอยู่หลายประเด็นปัญหา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ท่านประธานจะสับสนมาก พี่น้องประชาชนก็จะสับสนปันเป ในเมื่อรายงาน ๓ กรอบจบ พออภิปรายคนหนึ่งหยิบกรอบ ๓ ว่าด้วยเรื่องประเด็นที่ ๒๔ คนหนึ่งหยิบกรอบ ๑ ว่าด้วย เรื่องประเด็นที่ ๓๒ สับไปสับมา สับไปสับมา ประชาชนฟังจบจะเอาอย่างไรกันแน่วะพวกนี้ ผมนี่เสนอ บอกว่าให้เอาง่าย ๆ ให้เอาชัด ๆ แล้วประชาชนจะได้เข้าใจไปพร้อมเรา เราก็จะได้ ทำความเข้าใจไปพร้อมกันด้วย ท่านประธานครับ
เดี๋ยว พอดีท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ประท้วง เชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมจำเปึ้นที่จะต้องประท้วงท่านประธานจริง ๆ ผมคิดว่าการประชุมของเรานี่มันไม่มีฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล แล้วก็ไม่จำเปึ้นที่จะต้อง ชิงไหวชิงพริบอะไรกันมากมาย ผมอยากจะประท้วงท่านประธานว่าท่านประธานจะต้อง ควบคุมให้เวลามีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านการุณเถอะครับ อย่าได้บ่น หรืออย่าได้พูดอะไรเลย ผมคิดว่าขณะนี้เรากำลังช่วยกัน ผมคิดว่าถ้าฝ์ายกรรมาธิการ ยกร่างฯ เขายกร่างมา เราเห็นว่าประชาชนเห็นว่าอย่างไร ควรจะแก้ไขอย่างไร เราก็ให้ความเห็น แก่เขา ชั้นนี้ยังไม่ใช่ชั้นการพิจารณารายมาตรา เราพิจารณาว่าเขามีอะไรคืบหน้า เราก็อยากฟัง และเราจะมีอะไรแนะนําเขา เราก็แนะนํา ท่านประธานกรุณาควบคุมการประชุมให้ตรง ตามวาระ เพราะวาระไม่ใช่พิจารณาในรายละเอียดว่าจะต้องเอาอย่างนั้น ต้องเอาอย่างนี้ ต้องเอาชนะกัน เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธานควบคุมตามระเบียบวาระด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ก็อย่างที่พยายามทำความเข้าใจ ก็ขอบคุณท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ที่จริงอย่างที่เรียนนะครับ พอดีผมอยากให้ท่านการุณได้พูดในสิ่งที่ท่านการุณคิดว่า มันเปึ้นระบบ และผมก็ตั้งใจจะตอบท่านการุณนะครับว่าจริง ๆ แล้วเปึนอย่างท่านการุณก็ได้ เปึนอย่างที่ประชุมสภาได้ทำไปก็ได้ มันอยู่กับว่าเราจะตกลงกันอย่างไร เพียงแต่ว่าตอนที่ ท่านการุณเสนอผมก็ฟังที่หน้าจอโทรทัศน์ พอดีท่านการุณเสนอในช่วงที่กรรมาธิการจะอภิปราย กรอบที่ ๓ ท่านนึกออกไหมครับ จริง ๆ แล้วถ้าจะว่ากันก็เอากรอบที่ ๑ แล้วก็เอาให้จบ เพียงแต่ว่ากรรมาธิการได้รายงานมาจนจบกรอบที่ ๒ แล้วก็จะขึ้นกรอบที่ ๓ มันก็เลยเหมือนกับ บอกว่าที่ประชุมยอมรับให้พูดกันเสียให้หมดก่อน มันก็เลยเลยกันไปอย่างนั้น พอไปอย่างนั้นมา กรอบที่ ๒ เดี๋ยวจะบอกมาขึ้นกรอบที่ ๓ อย่างท่านการุณว่า มันก็เหมือนกับว่าทำไมกรอบที่ ๑ กรอบที่ ๒ ไม่เริ่มเสียก่อนล่ะ เพียงแต่ว่ามันก็เหมือนกับเรานี่ตกลงกันไปแล้วว่าเราให้ครบ ๓ กรอบก่อนนะ แล้วเดี๋ยวเราก็จะมาทำความเข้าใจกับประชาชน กับสมาชิกได้ว่าตอนนี้ ที่กรรมาธิการเข้าอภิปรายไป ๓ กรอบ ในกรอบแรกว่าด้วยสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วม ของประชาชน และการกระจายอำนาจ มันก็เข้าหลักที่ตรงกับที่ท่านการุณพูด เพราะฉะนั้น ท่านการุณถ้าอธิบายอีกก็เหมือนกับที่ผมอธิบาย ผมเชื่อว่าทุกท่านเข้าใจแล้ว เพียงแต่ว่า เมื่อกี้ถ้าเราทำความเข้าใจกันหน่อยเราก็ไม่ต้องมาโต้เถียงกัน ท่านการุณเข้ากรอบที่ ๑ เลยดีไหมครับ เปึ้นที่เข้าใจแล้ว สิ่งที่ท่านการุณเสนอนั้นเปึ้นประโยชน์ คงไม่มีใครปฏิเสธละ ก็เอาเข้ากรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ เพราะเมื่อกี้อาจารย์เจิมศักดิ์ก็บอกว่าอยากให้ควบคุม มีประสิทธิภาพ ผมก็เพิ่งพูดเมื่อกี้นะครับ ก็พยายามควบคุมที่ประชุมให้มีประสิทธิภาพที่สุด แล้วก็ให้เกียรติสมาชิกนะครับ แล้วเราก็ทำงานด้วยความเข้าใจตรงกัน มันก็จะไม่มีปัญหานะครับ ก็จะเข้ากรอบที่ ๑ แล้วนะครับ ท่านการุณครับ สิ่งที่ท่านเสนอนั้นผมเชื่อว่าทุกคนก็เห็นความหวังดีแล้ว แล้วเราก็เข้าเปึ้นรายกรอบไปนะครับ ท่านการุณเชิญครับ
ท่านประธานครับ ที่นี่ไม่มีฝ์ายค้าน ไม่มีฝ์ายสนับสนุน ข้อเสนอของผมคือเสนอแบบไม่มีค้านและไม่มีสนับสนุน ไม่ได้ชิงไหว ชิงพริบอะไรกับใคร และถ้าควบคุมต้องควบคุมอาจารย์เจิมศักดิ์คนแรก เอาอย่างนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ต่อไปเลยครับ
ครับ สิทธิเสรีภาพ
คืออย่างนี้ท่านประธานครับ ข้อเสนอของผมนั้น ไม่ได้มีไหว มีพริบอะไรกับใครเลย เปึนข้อเสนอบอกว่าให้มันดีควรจะทําอย่างไร แล้วถ้าที่ประชุมบอกว่าของคุณการุณมันไม่ดี ไม่เอา ก็ไม่เปึ้นไร แต่สุดท้ายก็ทีละประเด็น อีกเหมือนเดิม เอาล่ะข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ผมเสนอเมื่อตอนครู่นี้ก่อนใหญ่ ๆ นี้ ผมบอกว่า เปึ้นไปได้ไหมรายงานตัวนี้ เพราะข้อกล่าวหาทั้ง ๓ กรอบเลยล่ะ ข้อกล่าวหาของประชาชน ที่มีข้อสงสัยของประชาชนที่มี ผมพูดอย่างนี้ สังคมเข้าสงสัยว่าพวกเรามันมีการยกร่าง โดยไม่ฟังเขา การฟังฟังในนาม ทําอย่างไรครับท่านจะเดินอธิบายใครได้ทั่วทั้งประเทศ แล้ววัน ๆ หนึ่งท่านจะมัวมานั่งอธิบายอะไรอีก ก็ท่านทําไมไม่เขียนล่ะครับข้อเสนอนี้ ทั้ง ๓ กรอบ กรอบที่ ๑
ท่านการุณอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านการุณเปึนคนเสนอเองนะครับว่าให้ว่าไปตามกรอบ คนเขาก็ไม่สับสนนะครับ ผมว่าเราปล่อยไปตามกรอบก่อนดีไหมครับ แล้วเดี๋ยวภาพรวม ท่านการุณเห็นว่าแต่ละกรอบอาจจะมีปัญหาในส่วนไหน ท่านก็ค่อยสรุปตอนท้าย คนเขาจะฟัง ไปทั้งหมด และท่านก็รวบทั้งหมด ดีไหมครับ
ผมว่าท่านประธานลองฟังดูนิดหนึ่งว่าตัวที่ผมกําลังเสนอนี้ เปึ้นรวมทั้ง ๓ กรอบ
ผมเลยขอท่านการุณว่ารวมของท่านเอาไว้ท้ายเลยดีไหม
ไม่ใช่ รวมนิดเดียว กรอบที่ ๑ ก็ได้ถ้าอย่างนั้น กรอบที่ ๑ ทำไมการเขียนรายงาน การทำรายงานมากรอบที่ ๑ นี่นะครับ ท่านประธานดู ฝัืงซ้ายมือบอกว่า ประเด็น ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ว่าด้วยเรื่องกรอบที่ ๑ พอช่องตรงกลางบอกว่าอนุกรรมาธิการ มีความเห็น ฝัืงขวามือบอกว่า คณะกรรมาธิการมีความเห็น ผมกำลังบอกต่อไปว่าเมื่อกี้รายงาน หลัด ๆ บอกเมื่อกี้เลยบอกว่าก็ในเมื่อเราถูกข้อครหาอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนลงไปสักอีกช่องหนึ่ง ข้าง ๆ ก่อนที่อนุกรรมาธิการจะมีความเห็น กรอบด้านซ้ายมือ ประเด็น พอประเด็นปัูบอีกช่อง หนึ่งนั้น ความเห็นที่ฟังมา ท่านอาจจะเอาไม่ได้ครบหมดทุกประเด็น ในประเด็น ๆ นี้ ท่านอาจจะเขียนได้ไม่หมดทุกคนที่มีความเห็นหรอก เพราะว่ามันมีความเห็นหลากหลาย มาก ๆ แต่เอาหลัก ๆ สักสองสามความเห็น หรือสองสามทางที่มีน้ำหนัก ความเห็นของเรื่องนี้ ประเด็นนี้มี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ คณะอนุกรรมาธิการฟังอยู่ ๓ ๔ ๕ แล้ว เห็นด้วยกับ ความเห็นที่ ๓ สมมุติ ฝัืงขวามือสุดท้ายก็ ความเห็นของกรรมาธิการยกร่างฯ เห็นด้วยกับ คณะอนุกรรมาธิการ หรือเขาอาจจะว่า ไม่เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมาธิการที่เห็นด้วยกับ ความเห็นที่ ๓ แต่ไปเห็นด้วยกับความเห็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าเปึนอย่างนี้ท่านประธาน จะได้ไม่ต้องเดินอธิบายประชาชนอีกว่า เฮ้ย พวกคุณไม่ฟังใครเลยนี่ เราก็จะได้อธิบายได้ เราฟัง รวมแล้วความเห็นที่มีน้ำหนักในประเด็นนี้มีอยู่สามสี่ทาง สามสี่ความเห็น วิธีการ ทำอย่างนี้ ไม่ใช่ทําเฉพาะกรอบที่ ๑ ต้องทําทั้ง ๑ ทั้ง ๒ และ ๓ หรือกรอบอื่นด้วย เห็นไหมคําอภิปรายของผมมันจึงจําเปึนต้อง ประเด็นนี้วิธีการอภิปรายนี้จึงจําเปึนอภิปราย ประเด็นรวม ข้อที่ ๑ ท่านประธานครับ ดูคณะกรรมาธิการ พอจะพูดคําใดก็จะชี้แจงอยู่ ทุกประเด็น มันเถียงกัน ณ ในที่ประชุมแห่งนี้
ไม่ได้เถียงครับ เดี๋ยวครับท่านอาจารย์ครับ คือให้ท่านการุณพูดให้จบก่อน เดี๋ยวท่านค่อยต่อ
ผมพูดจบให้หมดก่อน ไม่อย่างนั้นที่ประชุมนี้กลายเปึน โต้เถียงกัน ท่านเข้าใจหรือเปล่า
ท่านการุณ ก็นั่นล่ะกำลังเถียงกัน
กําลังบอกไง อย่าทำอย่างนี้อีก
ท่านต้องพูดกับผมนะครับ โดยผมจะบอกให้ ท่านอธิบายของท่านให้จบ แล้วเดี๋ยวผมจะ ให้กรรมาธิการรับไป กรรมาธิการคงไม่ขัดข้อง รับไปพิจารณานะครับ เอาให้จบเลย เชิญครับ
แล้วที่อธิบายอย่างนี้ ทําอย่างนี้ก็ตามไม่ให้มีฝ์ายค้าน ฝ์ายเถียง ฝ์ายเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยสนับสนุนนะครับ ท่านประธานต่อครับ
เอาเปึนว่าท่านพูดกับผม ๒ คนพอนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมเสนอไป ๒ เรื่องแล้วนะครับ ต่อไปครับ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านมีความเห็นเมื่อสักครู่ใหญ่ ๆ นี้ ท่านบอกว่า ยังไม่ใช่เรื่องของการอภิปราย แล้วบอกว่ายังจะมีการยกร่างไปจนถึงเปึนมาตราตอนโน้น ได้ด้วย ผมบอกถ้าท่านเข้าใจอย่างนี้พลาดแล้วครับ พวกผมพังเลย พี่น้องประชาชนพังเลย เพราะอะไร เพราะความเห็นของประชาชนมันยังไม่ได้เข้ามาสู่การยกร่าง เมื่อถึงเปึนมาตรา แล้วตอนนั้นพวกผมต้องแปรญัตติ เอาละสิทีนี้
ด้วยความเคารพท่านการุณครับ คือเอาเปึนว่าท่านจะแนะนำกรรมาธิการนี่ท่านเสนอนะครับ แล้วผมก็จะให้กรรมาธิการพิจารณาหรือชี้แจง มิฉะนั้นแล้วด้วยความหวังดีของท่านการุณ ท่านการุณก็จะกลายเปึนไปเถียงกับปัญหาที่ผ่านมา ซึ่งผมเชื่อว่าท่านการุณเอง ก็มีความปรารถนาดีต้องการให้สภามันเดินไปข้างหน้าด้วยความราบรื่น เพราะว่าท่าน มีประสบการณ์และก็เปึนอาวุโสในสภา ท่านจริง ๆ รู้ดีกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป ก็ขอความกรุณา นะครับ ถ้าหากท่านทำให้ที่ประชุมพิจารณาไปโดยเร็วแล้วก็ราบรื่นมันก็จะเปึ้นประโยชน์นะครับ ซึ่งผมก็เชื่อว่าท่านการุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อยู่แล้วนะครับ
เอาละ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุนี้จึงจำเปึ้น ต้องทําความเข้าใจร่วมกันเสีย ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจะกระโดดข้าม ท่ามกลางการกระโดดข้าม แล้วมันจะเสียหายต่อการทำงานของพวกเรา พวกเรานี่หมายถึงประชาชนที่กำลังจะ เสนอความเห็นมาทั่วทั้งประเทศ การทํายกร่าง การทํากรอบอันนี้ ท่านประธานครับ เราต้องทําพร้อม ๆ กันกับการฟังความเห็นด้วย อย่างน้อย ๆ ได้มาเท่าไรก็ควรจะฟัง อย่างนั้นตามลําดับ ทีนี้มาถึงกรอบที่ ๑ กรอบนี้นะครับ กรอบสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วม ของประชาชนและการกระจายอำนาจ ข้อถกเถียงนี้ที่มีปัญหามากที่สุดคือการที่ประชาชน จะมีประชาธิปไตยทางตรง ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เปึนอํานาจ ๒ อำนาจคือ อำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารได้อย่างไร นี่เปึนปัญหาตลอดสี่ห้าป้ที่ผ่านมา ประชาชนมีส่วนร่วมทางตรงในการเสนอกฎหมาย ๕๐,๐๐๐ ชื่อตามรัฐธรรมนูญเก่า แต่การทำ ๕๐,๐๐๐ ชื่อมันเปึ้นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยทางตรงของ ภาคพลเมืองส่วนนี้ว่าด้วยเรื่องอำนาจนิติบัญญัติของประชาชนนี่ ประชาชนควรจะกระทำ ได้โดยง่าย โดยเร็วด้วย ที่ผ่านมาที่มีปัญหาคือกระทำได้โดยยากและโดยชักช้า ๖ ป้ ไม่ผ่านการเสนอเลย ล้มเหลวมาเพราะทำได้โดยยากกับทำได้โดยชักช้า และสุดท้ายคือ ไม่ได้เลย นี่คือประชาธิปไตยทางตรงของการใช้อำนาจประชาชนทางนิติบัญญัติ ท่านต้องแก้ประเด็นนี้ แก้ปัญหานี้ให้ได้ ถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ส่วนนี้จะล้มเหลวอีก ที่มันมีปัญหาที่ว่าทำได้โดยยาก ยากอย่างหนึ่งคือยาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ท่านต้องลดจำนวนไหม เห็นไหมครับ ยากอย่างที่ ๒ คือประชาชนไม่รู้จะนำไปเสนอส่งมาอย่างไร ขั้นตอน กระบวนการ ยุ่งยากมาก ท่านจำเปึ้นจะต้องมีคณะกรรมาธิการของนิติบัญญัติที่รับเรื่องอำนาจนิติบัญญัติ ทางตรงของประชาชนที่มีต่อการเสนอบทบัญญัตินิติบัญญัตินี้ได้อย่างไร สิ่งที่ผมพูดนี้ ไม่ใช่ว่าผมคิดเอาเอง จินตนาการเอาเอง มันมีอยู่แล้วบางอย่าง บางประเทศเขาก็ทํา เขามีคณะกรรมาธิการที่จะรับเรื่องทางด้านนิติบัญญัติที่ประชาชนจะเสนอกฎหมายเข้ามา แล้วทำการพิจารณาวินิจฉัยว่านี่คือนิติบัญญัติหรือไม่ใช่นิติบัญญัติ นี่คือบทบัญญัติ ของกฎหมายที่ควรจะเปึนพระราชบัญญัติ ควรเปึนกฤษฎีกา หรือควรเปึนพระราชกำหนด นี่คือสิ่งที่เปึนประโยชน์หรือไม่เปึนประโยชน์ ท่านต้องแก้ปัญหาที่มันมีอยู่ก่อนครับ ก่อนที่จะไป คิดเรื่องจะทำอย่างไร จะไปไกลเกินกว่าการที่จะแก้ปัญหาข้างหลังที่ผ่านมา โดยง่ายแล้วนะครับ โดยชักช้าที่มีปัญหา กระบวนการตรงนี้ของนิติบัญญัติที่เปึนภาคตัวแทนที่เรียกกันว่า ผู้แทนราษฎร หรือเรียกว่า สว. ก็ตาม หรือเรียกว่า รัฐสภา ก็ตาม ภาคตัวแทนนี้จะต้องสามารถ รองรับประชาธิปไตยทางตรงของประชาชนที่จะนำเสนอบทบัญญัติของกฎหมายให้สามารถ ทำให้พี่น้องประชาชนสามารถมีศักยภาพ หรือมีประสิทธิภาพในการพิจารณาอำนาจนิติบัญญัติ ของประชาชนทางตรงได้โดยเร็ว ท่านต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อถอยหลังไป นี่อำนาจนิติบัญญัติย่อ ๆ นะครับ รายละเอียดจะมียาวมาก อำนาจทางบริหาร
ท่านการุณครับ ท่านบอกย่อ เอาย่อกว่านี้อีกหน่อยได้ไหมครับ ขอความร่วมมือท่านหน่อย ผมเข้าใจท่านนะครับ ถ้าอย่างนี้ผมปรึกษาหารือท่านเลยแล้วกัน อย่างนี้ครับ คงไม่ได้ขัด ในระหว่างอภิปรายนะครับ ขอหารือเลยว่าเดี๋ยวในแต่ละกรอบจะมีสมาชิกเสนอความเห็น หลายท่านนะครับ ท่านการุณอภิปรายเปึนประโยชน์ แต่ความเปึนประโยชน์เราใช้เวลา เราจะแบ่งกันอย่างไร ท่านต้องช่วยผมแล้ว จะเอาสักคนละ ๕ นาที หรือ ๑๕ นาที ก็เอาให้ชัดนะครับ
ท่านประธานครับ สาเหตุที่ผมนำเสนออันนี้ เพราะผม ไม่เห็นอยู่ในนี้ยังไง หรือเห็นก็ยังเปึนการเห็นที่ยังแก้ปัญหาเก่ายังไม่ตก จึงอยากจะเสนอไว้ เอาสั้น ๆ เรื่องนิติบัญญัติ ไม่ให้ผมพูดเลย ผมยุติป่ีดเลยก็ได้ ไม่มีปัญหา การควบคุมของ ประชาชนโดยภาคบริหารใช่ไหม ไม่พูดก็ได้ ไม่มีปัญหาครับ เวลามันน้อยของท่าน ไม่เสนอ จริง ๆ ก็ได้ แต่ประเด็นในนี้มันไม่มี แต่เมื่อท่านประธานบอกขอความร่วมมือไม่ต้องพูด ก็ไม่พูด
ท่านลงดีนะครับ ลงแบบให้ผมรับผิดชอบนะครับ กรรมาธิการผมว่าในส่วนที่ท่านการุณเสนอ ท่านรับไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ครับ ต้องขอขอบคุณท่านการุณ อย่างยิ่งที่ได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับการทำช่องแสดงความเห็นของประชาชนในประเด็น ต่าง ๆ ซึ่งความจริงอย่างที่ได้กราบเรียนต่อสภาแล้วว่าในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น ก็ได้นำความเห็นที่ได้รับจากประชาชน องค์กรต่าง ๆ รวมทั้งที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน ของคณะกรรมาธิการมาประกอบการพิจารณา คณะกรรมาธิการประสาน การมีส่วนร่วมและประชามติได้เข้ามาชี้แจงข้อมูลดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการเปึนประจำ และเราได้นำมาประกอบการพิจารณาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามที่ท่านเสนอว่าในการรายงานผล ให้มีช่องแสดงความเห็นของประชาชนในช่องนั้น ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการยินดีจะรับข้อเสนอ นั้นไปทำในการรายงานครั้งต่อไปครับ ท่านปกรณ์คงจะมีอะไรชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องกรอบที่ ๑ ที่ท่านการุณได้แสดงความคิดเห็น
คืออย่างนี้พอดีสมาชิกเพิ่งอภิปรายไปท่านเดียวในกรอบที่ ๑ ขออนุญาตให้สมาชิก ท่านอื่นอภิปรายก่อนแล้วกัน เดี๋ยวกรรมาธิการค่อยสรุปตอบทีหลังนะครับ ที่แจ้งความจำนงไว้ กรอบที่ ๑ อาจารย์เจิมศักดิ์ ท่านคงเดินไปธุระข้างนอก เดี๋ยวคงเข้ามา ท่านอุทิศที่แจ้งไว้แล้ว และอาจารย์สนั่น แล้วก็อาจารย์พรรณราย ท่านประธานอุทิศเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผม อุทิศ ชูช่วย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตท่านประธานสภา ข้อแสดงความคิดเห็นในกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการกระจายอำนาจ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า จากที่ได้ฟังกรรมาธิการ ยกร่างฯ รายงานไปเมื่อสักครู่ ผมเองเข้าใจที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตที่จะเอ่ยนาม ท่านการุณ ใสงาม ได้กรุณาแนะนำว่าควรจะมีอีกช่องหนึ่ง เปึ้นช่องที่เราหรือสภาแห่งนี้ไปรับฟัง ความคิดเห็นมา
ท่านอุทิศครับ ท่านกรรมาธิการท่านรับแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็อธิบายให้พี่น้องที่ฟังอยู่ที่ทางบ้านเขาเข้าใจ ท่านประธานอย่ากรุณาขัดได้ไหมครับ ผมจะได้ราบรื่นครับ ผมใช้เวลาไม่มากครับท่านประธาน ทุกครั้งไปครับที่ท่านประธาน ได้ขัดขึ้นมาอย่างนี้มันจะทำให้เสียเวลา
มันจะเสียเวลาเพื่อทำความเข้าใจก็ความกรุณาตรงนี้นิดหนึ่ง ผมเชื่อว่าสมาชิกทั้งสภานี่ เขาก็พยายามยกตัวอย่างว่าไม่อยากให้อภิปรายซ้ำ แล้วสิ่งที่ท่านการุณอธิบายก็ชัด แล้วกรรมาธิการก็รับแล้ว แล้วท่านก็มาเห็นด้วยอีก ผมว่าถ้าเข้าเนื้อในสาระของท่านนี่ ผมว่ามันจะเร็ว แล้วก็จะกระชับอย่างที่ท่านเสนอ ผมไม่พยายามจะขัดนะครับ
ไม่เหมือนกันครับ ท่านประธานฟังผมก่อนครับ ท่านประธานไม่ชอบที่จะฟังคนอื่นก่อน
นี่ท่านก็ค่อยจะว่านะครับ ผมว่าที่ประชุมเปึ้นเรื่องของการให้เกียรติกัน ท่านอุทิศครับ ท่านเปึ้นผู้ใหญ่ แล้วท่านเปึนถึงประธานคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพูด ในที่ประชุมต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ผมขออนุญาตเริ่มเลยนะครับ
เดี๋ยวผมพูดให้จบก่อน สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านอุทิศ สมาชิกหลายท่านก็ค่อยประท้วง บอกประธานควบคุมการประชุมไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมก็ ต้องพยายามที่จะควบคุมให้อยู่ในกรอบ ไม่มีเจตนาจะไปขัดแย้งกับท่านอุทิศ เชิญครับ ท่านอุทิศครับ
ท่านประธานครับ ผมกําลังจะอธิบายว่าความเห็น ของสภาแห่งนี้น่าจะอยู่ในกรอบช่องที่ ๓ เปึนความเห็นที่พวกเราทั้งสภาออกไปตั้งเวที ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้ง ๔ ภาค ที่เราไปจัดเวทีในแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะ ไม่สามารถที่จะตีในตารางนี้ได้ ก็ควรจะเป่ดโอกาสให้พวกกระผมที่ได้ไปจัดเวทีได้ขึ้น อภิปรายเหมือนกับวันนี้ วันนี้ที่ผมกําลังขึ้นอภิปรายก็เท่ากับว่าเปึนช่องที่ ๓ เหมือนที่ ท่านการุณได้กรุณาแนะนำ มันไม่มีทางที่จะเขียนลงไปได้ แต่ขอให้บันทึกหรือการประชุม แห่งนี้ ข้อคิดของสมาชิกในวันนี้ที่จะอภิปรายจากนี้ไปทุกคนครับ นี่คือช่องที่ ๓ ที่อาจจะ เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการ ท่านครับ ขออนุญาตเริ่มในกรอบที่ ๑ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมยินดีและดีใจเปึนอย่างยิ่งกับพี่น้องประชาชนที่ได้ พยายามเสนอในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ เพราะเขาบอกว่าสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นก็พอรับได้อยู่แล้ว แต่ทําอย่างไรถึงจะให้สามารถปฏิบัติได้ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการยกร่างฯ นี่ครับเห็นด้วยเปึนในแนวทางเดียวกัน กับที่ประชาชนเห็น ผมกําลังจะบอกกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเห็นอย่างไรครับ เห็นว่าแม้ไม่มีการบัญญัติ ศาลก็ต้องตีความรับรองสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองแล้ว หมายความว่าต่อไปนี้นะครับ ถ้าบัญญัติออกมาอย่างนี้นี่ ถึงแม้ว่ากฎหมายลูกหรือกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้นี่ ประชาชนก็ไม่เสียสิทธิ ผมกําลังบอกว่าสิ่งที่ไปฟังจาก ประชาชนมานี่เปึนแนวเดียวกับที่คณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการยกร่างฯ ได้พยายาม ที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนฉบับของประชาชน สอดรับกับความคิดของประชาชน นี่คือสิ่งที่ อยากจะอธิบายให้ทราบครับท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับในเรื่องของ การกําหนดระยะเวลาในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้รัฐต้องออกกฎหมายตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด ผมเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งครับ และสอดคล้องกับที่ไปฟังมากับพี่น้อง ประชาชนในเวทีต่าง ๆ ครับ เพราะเขาบอกว่าเขารอไม่ไหวครับ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มีแต่กฎหมายลูกไม่มี แต่วันนี้เรามาบอกว่าต่อไปนี้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญนี้จะต้อง ออกมีระยะเวลาของการตรากฎหมายลูกหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เมื่อเช้านี้ครับ ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนสมาชิก เราได้แสดงความคิดเห็นต่อไปว่า สําหรับประเด็นอย่างนี้นะครับก็จะต้องไปบันทึกไว้ในบทเฉพาะกาลว่า หากรัฐบาลหรือสภา ที่มาหลังจากการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี่นะครับ ไม่ได้ออกกฎหมายหรือไม่ได้ตรากฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้นี่ภายในเวลาเท่าไร รัฐบาลนั้นหรือสภา แห่งนั้นต้องหมดวาระหรือหมดหน้าที่ ถือว่าไม่ได้ทําตามที่บทเฉพาะกาลได้บัญญัติไว้นะครับ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจว่าได้รัฐธรรมนูญที่เขียนรับรองเรื่องสิทธิไว้อย่างสวยหรู แต่ก็เปึนหลักประกันว่าจะต้องออกกฎหมายลูกอย่างเปึนขั้นเปึนตอนและมีระยะเวลา ที่เหมาะสมอย่างมีหลักประกันครับ สรุปว่าในประเด็นนี้ผมกําลังบอกว่า เห็นด้วยกับทั้ง คณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการนะครับ และได้รับฟังมากับพี่น้องประชาชนสอดคล้องครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หน้าที่ ๒ ครับ ในเรื่องของการศึกษา จากที่ได้ฟังมานะครับ พี่น้องประชาชนเห็นด้วยว่าเราควรจะส่งเสริมสนับสนุน รัฐต้องจัดสรรงบประมาณ ให้เพียงพอสำหรับการศึกษาภาคบังคับทั้ง ๑๒ ป้นะครับ อันนี้ก็ถือว่าสอดคล้องนะครับ แต่ทั้งนี้จะต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันนะครับ ส่งเสริมให้การมีส่วนร่วมของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา และให้ถือว่าเปึ้นสิทธิขององค์กรเหล่านี้ ที่จะจัดการศึกษาได้นะครับ ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับความคิดเห็นหรือความต้องการของ พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นในเรื่องของการจัดการศึกษา และที่สำคัญครับคณะกรรมาธิการ ยังระบุไว้ว่า ข้อที่ ๖ ว่าให้เพิ่มประเด็นเกี่ยวกับการที่รัฐจะต้องสนับสนุนด้านการศึกษา แก่ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส ผู้อยู่ในสภาวะที่ยากลำบากครับ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกของกรรมาธิการภาคใต้ของเราได้มีโอกาสไปเปึนผู้รับฟัง ความคิดเห็นของสมาคมผู้พิการที่จังหวัดตรังที่ผ่านมา และเราได้เห็นถึงความยากลำบาก ของบุคคลเหล่านี้ และวันนี้กรรมาธิการยกร่างฯ ได้ระบุเรื่องนี้ไว้นะครับ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้ก็จะเปึ้นที่ชื่นชม ชื่นชอบ แล้วก็สอดคล้องกับ ความต้องการของพี่น้องชมรมคนพิการ ก็ต้องขอขอบคุณนะครับที่ไม่ละเลย ต่อมาเช่นกัน ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ได้เสนอแนวคิด ที่จะส่งเสริมให้มีการออมเพื่อการชรา ท่านประธานครับ การออมเพื่อการชราไปในทุกท้องที่ เขาอาจจะไม่ใช้คำพูดแบบเดียวกับที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เสนอครับ แต่เขาใช้คำว่า ทําอย่างไรถึงจะให้ภาครัฐได้มีโอกาสมาดูแลผู้สูงอายุให้เปึ้นรูปธรรมและมากขึ้น ก็คงจะ สบายใจได้ว่าในรายละเอียดเหล่านี้ได้มีการบรรจุไว้ และทั้ง ๒ คณะก็เห็นด้วยนะครับ ตลอดจน การคุ้มครองผู้ให้ข่าวสารที่เปึ้นประโยชน์ต่อรัฐ ซึ่งให้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับรองไว้ เพื่อไม่ให้เขาเหล่านั้นเปึ้นอันตราย ต่อมาหน้าที่ ๔ การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการปกครอง ของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนผมได้ไปในทุกเวที มีการสรุปกันมาว่าอยากจะเห็นการเมืองภาคพลเมืองที่มีความเข้มแข็ง อยากจะเห็น ประชาชนในท้องถิ่นได้มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วม ไม่ใช่ร่วมแค่คําปรึกษา แต่ร่วมในผลสัมฤทธิ์ ของนโยบายหรือการบริหารทั้งในระดับชาติ และในระดับท้องถิ่น ซึ่งเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่ง ที่คณะกรรมาธิการได้ระบุไว้ในข้อที่ ๒ ว่า กำหนดให้สามารถทำประชามติได้ทั้งแบบที่เปึ้น การให้คำปรึกษาและแบบที่มีผลเปึนที่ยุติ ที่สำคัญครับท่านประธาน คำว่า และเปึนแบบให้มีผล เปึ้นที่ยุติ รวมทั้งให้นำเรื่องการออกเสียงประชามติไปใช้กับท้องถิ่นด้วย พี่น้องประชาชนที่ พวกกระผมได้ออกไปตั้งเวที แล้วที่ท่านทั้งหลายได้นำเสนออยากจะมีส่วนร่วมในการเมือง ภาคประชาชน ก็ท่านสบายใจได้ว่านี่คือการหยิบยกประเด็นที่เด่น ๆ ที่สำคัญในแต่ละเวที ของการรับฟังความคิดเห็น ได้บรรจุ ถึงแม้ว่าจะยังไม่เปึ้นที่ข้อยุติ แต่ก็เปึนที่น่ายินดีว่าสิ่งเหล่านี้ ได้รับการพิจารณาเข้ามาแล้ว
ท่านอุทิศครับ ขออภัยท่านนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าขัดคอ คืออย่างนี้ท่านครับ ผมขออนุญาต ปรึกษาท่านด้วยก็แล้วกันนะครับ ว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้นำเสนอ ถ้าเราเห็นด้วยกับกรรมาธิการ เราเห็นได้ทั้งฉบับ แล้วเราพูดได้ทุกหน้า พูดได้ทุกประเด็น ผมขอความกรุณาอย่างนี้ว่า เมื่อกรรมาธิการได้นำเสนอ แล้วก็กรรมาธิการก็อธิบายแล้ว ถ้าท่านจะเพิ่มเติมหรือเห็นเปึ้น อย่างอื่นนะครับ นี่พูดถึงรวมทุกท่านนะครับ ถ้าเสนอแบบนี้ก็จะเปึนประโยชน์ ก็หารือท่านนะครับ คงไม่อยากขัดนะครับ เข้าใจว่าเวลาอภิปรายต้องใช้สมาธิ เอาเปึนว่า ข้อ แล้วก็ขอให้เผื่อท่านอื่น ๆ ที่รออยู่ ถ้าเปึ้นไปได้นี่นะครับ ท่านพยายามนึกในใจของท่านว่า เอาเรื่องสําคัญ ๆ สัก ๓ เรื่อง แล้วก็ส่วนอื่นก็ให้สมาชิกท่านอื่นได้ใช้เวลาได้อภิปราย ผมว่าจะเปึนประโยชน์กับทุก ๆ ท่านนะครับ ขอเปึนอย่างนี้นะครับ ขอบคุณครับ เชิญต่อครับ ท่านอุทิศครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกําลังจะอภิปราย แล้วก็นำ สิ่งที่เราได้ไปทํามาในภูมิภาคมาให้ทราบว่ามันสอดคล้องกัน พี่น้องประชาชนจะได้สบายใจ ต่อมาครับ เราได้ไปฟังมาเกือบทุกเวทีในเรื่องของการถอดถอน ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เรื่องจํานวนประชาชนที่มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนเห็นควรว่าจะให้ ลดลงมา ก็สบายใจได้นะครับว่าขณะนี้กรรมาธิการยกร่างฯ ก็เห็นเปึนแนวเดียวกันกับที่ได้ ไปฟังมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังสงสัยอยู่นิดหนึ่ง ในหน้าที่ ๔ ข้อได้กราบเรียน ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เป่ดไปหน้าที่ ๔ การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการปกครองของ ประชาชน ข้อที่ ๔ ในช่องความเห็นของกรรมาธิการครับ ที่เขียนบอกว่า ระดับชาติให้ใช้ อิมพีชเมนท์ (Impeachment) ส่วนระดับท้องถิ่นให้ใช้ทั้งรีคอล (Recall) และอิมพีชเมนท์ นี่นะครับ อันนี้เปึ้นคำถาม ผมไม่อภิปรายครับ ผมอยากจะให้กรรมาธิการได้อธิบาย ในรายละเอียด เพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจ และก็ได้มีโอกาสชี้แจงให้พี่น้องประชาชน ทราบครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งครับที่เวทีต่าง ๆ มีการเสนอและที่เปึนห่วง นั่นก็คือเรื่องให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการใช้อํานาจของรัฐภายนอกรัฐ สรุปว่าอย่างนี้ครับท่านครับ เราไปเกือบทุกที่ครับ เขามีความกังวลว่าถ้ารัฐบาลไม่ฟังสภาในเรื่องของการทําสนธิสัญญา ต่าง ๆ เช่น เอฟทีเอ เขตการค้าเสรี ไม่ฟังสภาแล้ว หรือไม่ขออนุมัติสภาแล้วมันจะก่อให้เกิด ความเสียหายของประเทศ ก็สบายใจได้ครับว่า ได้มีการหยิบยกประเด็นนี้ว่าจะต้องผ่านสภา และให้ประชาชนสามารถทราบข้อมูล และมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นได้ สิ่งเหล่านี้ถ้าบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเปึนหลักประกันให้ประชาชนได้มีความสบายใจได้ในการที่จะปกปัอง ผลประโยชน์ของชาติไม่ให้เสียหาย อีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ผมคิดว่าสอดรับและก็เหมือนกันกับ เวทีในหลาย ๆ เวทีเปึ้นส่วนใหญ่ ในเรื่องของกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วม ที่บอกว่าจะต้อง ส่งเสริมให้มีพื้นที่ ให้มีเวทีสาธารณะ มีสภาชาวบ้าน มีปราชญ์ชาวบ้าน และที่สำคัญครับ สิ่งที่ประชาชนทุกเวทีขอและอยากจะเห็น นั่นก็คือการจัดให้มีกลไกส่งเสริมสนับสนุนการเมือง ภาคพลเมือง โดยจัดตั้งกองทุนการเมืองภาคพลเมืองขึ้น ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่ ผมอยากจะกราบเรียนว่าพี่น้องเขาอยากจะเห็น และเปึ้นที่น่ายินดีว่าทั้งคณะอนุกรรมาธิการ ทั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็เห็นเปึนแนวเดียวกับที่ผมได้ไปฟังมา ท่านที่เคารพทั้งหลายครับ นอกจากนั้นในส่วนของการกระจายอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งก็เห็นด้วยทั้ง ๒ คณะ และก็ที่ได้ฟังมาก็สอดคล้อง กันครับ นอกจากนั้นการกระจายอํานาจการเงิน การคลัง การบริหารงานบุคคลและกิจการ สาธารณะ สิ่งเหล่านี้เปึนความต้องการของพี่น้องประชาชนที่ได้ไปฟังมา ข้อที่ ๓ ครับ ให้จังหวัดที่มีความพร้อมสามารถปกครองตนเองได้โดยผ่านการลงประชามติของประชาชน ในพื้นที่ร่วมตัดสินใจ อันนี้ก็เปึนข้อเสนอแนะของพี่น้องประชาชนเช่นกันครับ สอดคล้องกันครับ ต่อไปครับในเรื่องของ
ท่านใช้เวลามา ๒๐ นาทีแล้วนะครับ
ครับ ผมกําลังจะสรุปแล้วครับท่านประธานครับ ในเรื่องของ การกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นนะครับ คณะอนุกรรมาธิการบอกว่าไม่ควรกำหนดนะครับ คณะกรรมาธิการบอกว่าเห็นด้วยว่า ไม่ควรบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยให้ไปกําหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งก็หมายถึงว่า กฎหมายประกอบหรือกฎหมายลูกนะครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานว่าในส่วนนี้ไม่ว่าจะเปึนสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ อบต. แล้วก็ อบจ. นะครับ เขาให้ความสนใจในประเด็นนี้ และขอกราบเรียนว่าในส่วนนี้ก็สอดรับ สอดคล้องกับความคิดเห็นขององค์กรเหล่านี้ว่า ไม่ควรกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งของ ผู้บริหารท้องถิ่น แต่ทั้งนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านคณะกรรมาธิการ นะครับว่าขอให้บันทึกเจตนารมณ์ ขอให้บันทึกความหมายของคำว่า การกำหนดวาระการดำรง ตําแหน่งของผู้บริหารทางการเมือง นี่ไม่ควรกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าเปึ้นเจตนารมณ์เช่นไร เจตนารมณ์ไม่ให้กำหนดเลย ถ้าหากว่ากฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบ ขัดหรือแย้ง ต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ต้องไปแก้ไข ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานให้คณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้ทราบถึงเจตนารมณ์ เพราะผมคิดว่าผลผลิตของสภานี้ ที่จะยั่งยืนได้ นั่นก็คือการบันทึกเจตนารมณ์ของสภาแห่งนี้ในการร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละ มาตราไว้ให้ชัดเจน เพื่อการออกกฎหมายลูกและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปึนไป ตามเจตนารมณ์ของสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งที่รับฟังจาก องค์กรท้องถิ่นมา และขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการครับที่ได้ให้ความสนใจ บอกว่าควรเปลี่ยนชื่อเจ้าหน้าที่หรือพนักงานท้องถิ่นให้เปึ้นข้าราชการส่วนท้องถิ่นครับ นี่คือ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่าเปึนความสอดรับ สอดคล้องกันนะครับ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ในความสอดรับ สอดคล้องนี้ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการ ขอให้ตราได้เปึนไปตามที่ท่าน ได้นำเสนอมาด้วยก็แล้วกันนะครับ อีกเรื่องหนึ่งสุดท้ายครับ เรื่องการกำกับของส่วนภูมิภาค ที่มีต่อ้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึน อบต. อบจ. เทศบาลนะครับ ขอบคุณ คณะอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการนะครับที่บอกว่า จะต้องได้มาตรฐานเดียวกันและเปึน สากล ไม่ใช่ตามอำเภอใจของผู้ปฏิบัติหรือของผู้กำกับ สิ่งเหล่านี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกระดับครับ มีความไม่สบายใจและมีความโกลาหลในการปฏิบัติภารกิจราชการส่วนท้องถิ่น มาตลอดครับ เพราะมาตรฐานต่าง ๆ นั้นไม่เปึนมาตรฐานเดียวกัน และไม่สากล ไม่แท้จริง นะครับ ทั้งหมดนี้ในกรอบที่ ๑ ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ นะครับว่าทั้งที่เห็นด้วยสนับสนุนและในส่วนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งอยู่ในกรอบที่ ๒ ผมก็คง จะใช้เวลาในส่วนของกรอบที่ ๒ ต่อไปครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณท่านอุทิศครับ ท่านสมาชิกครับ เรายังมีกรอบที่ ๑ กรอบที่ ๒ กรอบที่ ๓ นะครับ ตอนนี้เราพิจารณาอยู่กรอบที่ ๑ แล้วในแต่ละกรอบก็จะมีหลายประเด็น ที่ผ่านมาเราไม่ได้ ตั้งกติกา สมาชิกก็อภิปรายกันเต็มที่ แล้วจะไม่ทั่วถึง แล้วก็จะไม่ครบถ้วนนะครับ เพราะฉะนั้น ต้องขออภัยท่านสมาชิกนะครับที่จะบอกว่าขอให้มีการจำกัดเวลา ท่านอาจจะบอกว่า อ้าว แล้วที่ท่านอภิปรายไว้แล้วนี่นะครับทําไมใช้เวลาตั้งเยอะ ก็จะบอกว่าตอนแรกนี่นะครับ เข้าใจว่าพวกเราจะช่วยควบคุมเวลากัน แต่ปรากฏว่า เราควบคุมกันไม่ได้ แล้วทุกเรื่องก็เปึนเรื่องสำคัญทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตหารือ ท่านสมาชิกนะครับ ที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วไปนะครับ ตอนนี้ก็ขอตกลงว่าแต่ละท่าน ขอคนละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านต้องบริหารกันเอง แล้วก็อย่าถือโทษโกรธกันนะครับ เพราะว่า ผมเข้าใจว่าบางทีไปเบรก (Break) ระหว่างอภิปราย ไปจำกัดเวลา บางท่านก็อาจจะพอใจ ไม่พอใจ เพราะฉะนั้นขออภัยไว้แต่เนิ่น ๆ เลยที่จะต้องจํากัดเวลาแล้วนะครับ ขอไม่เกินท่านละ ๑๐ นาที เพราะมีหลายประเด็น หลายกรอบ หลายเรื่องนะครับ และท่านก็บริหารกันเอง ถ้าพูดนี่คือพูดได้ทุกเรื่องนะครับ แต่ไม่มีทางจะพูดได้ครบ เพราะฉะนั้นเอาเรื่องสําคัญ ๆ ที่ท่านเห็นว่าสำคัญที่สุดนะครับ ใช้เวลาภายใน ๑๐ นาทีนะครับ เมื่อกี้ที่ยกมือไว้นะครับ ท่านอาจารย์สนั่นกับอาจารย์พรรณราย ยังอยู่ในกรอบที่ ๑ หรือเปล่าครับ ยังอยู่นะครับ อย่างนั้นเชิญอาจารย์สนั่นและอาจารย์พรรณรายต่อครับ ไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ ท่านเลขาฯ จับเวลาด้วยครับ เวลาจะขึ้นอยู่ที่จอนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะพยายามพูดให้สั้นที่สุดใน ๒ ประเด็นนะครับ ถือว่าเปึนประเด็นที่สำคัญคือเรื่องการศึกษา เพราะขณะนี้การปฏิรูปการศึกษา การจัดการศึกษาของบ้านเมืองเราไม่ได้รับความสําเร็จ เท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ลงทุนไปอย่างมาก ทีนี้ผมในฐานะที่เปึนประธานคณะกรรมาธิการของจังหวัด แล้วก็ไปรับฟังจากครูบาอาจารย์ทั่วประเทศอยู่ตลอดเวลา ก็ได้รับคำฝากมาว่าการจัดการศึกษา เขาว่าจะสำเร็จได้ดีนั้น มันต้องมีคนดี โครงสร้างดี กฎหมายดี และทรัพยากรเพียงพอ แต่ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง คิดปฏิรูปการศึกษา และคิดเรื่องปรับ โครงสร้าง แค่เริ่มต้นคิดก็ผิดแล้ว เขาก็ต่อว่ามาว่าเราน่าจะต้องเอาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างไร จึงจะให้กฎหมายและโครงสร้างของการจัดการศึกษานั้นมีประสิทธิภาพ และเปึ้นแบบ กู๊ด กัฟเวอร์แนนซ์ (Good governance) อันนี้เลยเขาบอกว่าอยากให้เติมไปว่า ตามที่ คณะกรรมาธิการเห็นด้วย ในหน้า ๒ ว่า ให้มีการศึกษาภาคบังคับสิบสองป้ โดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย และรัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ อันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่ความเห็น ของคณะกรรมาธิการที่เสนอว่าแก้ไขคำว่า ภาคบังคับขั้นพื้นฐาน เช่นเดียวกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๔๐ แล้วก็ทางฝ์ายไปรับฟังมาก็บอกว่าอยากให้เติมคําว่า การบริหาร และการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้เขาขอเพิ่มเติมนะครับ ประเด็นที่ ๒ กรอบที่ ๑ ก็ได้เสนอไปแล้ว แต่บังเอิญผมเข้าใจว่าทางฝ์ายเลขาฯ บันทึกตกไป หรือว่าผิดไปอย่างไร ไม่ทราบ ผมก็ได้เรียนถามอาจารย์ปกรณ์ในฐานะเปึ้นโฆษก ในหน้า ๙ เขาบอกให้แยกเรื่อง ศิลปะวัฒนธรรมออกจากการศึกษา ที่จริงผมเปึนห่วงมาก เพราะว่าในสากลทั่วโลกก็ถือว่า การศึกษาคือวัฒนธรรมอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นแยกกันไม่ได้ ในยูเนสโก (UNESCO – United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) นี่ก็เปึนแกนกลางในการที่จะ ดูแลเรื่องนี้ แล้วเราก็เปึนสมาชิกสหประชาชาติของยูเนสโก เพราะฉะนั้นควรจะสอดคล้องเข้าไป เวลานี้ยูเนสโกมีผู้แทนทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอยู่ที่ปารีส ก็ไปทำหน้าที่เปึน ผู้แทนด้านการศึกษาอยู่ ฉะนั้นผมอยากจะขอฝากไว้ว่าลองให้ไปตรวจสอบดูอีกทีหนึ่งนะครับว่า การศึกษานี้ควรจะแยกออกจากวัฒนธรรมไหม เพราะว่าวัฒนธรรมถือว่าเปึน เฮอริเท็จ (Heritage) คือสิ่งที่เราเรียนรู้สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จากพ่อ แม่ ปู์ย่า ตา ย้าย ต้องเรียนรู้ กันตลอดมา เพราะฉะนั้นถือว่าการศึกษาอย่างหนึ่ง ฉะนั้นจึงไม่ควรจะแยกจากกัน ผมขอฝาก ท่านประธานไว้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านใช้เวลาประมาณ ๔ นาทีเศษ ๆ นะครับ ขอบพระคุณนะครับ ท่านอาจารย์พรรณราย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภานะคะ ดิฉันมี ๒ ประเด็น
ประเด็นแรกในเรื่องของการศึกษา ขอฝากไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ในหน้า ๒ ในเรื่องของการให้มีการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความชัดเจนแล้วก็สมบูรณ์ยิ่งขึ้นนั้น คิดว่าน่าจะเติมว่า ไม่น้อยกว่าสิบสองป้ เพราะว่าก็ยังมีเรื่องที่เราคงจะต้องพิจารณาว่า ขั้นพื้นฐานนั้นเริ่มตั้งแต่ก่อนประถมหรือเปล่า แล้วถ้าเปึ้นไปได้นั้นก็อาจจะขยายขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นถ้าเติมคํานี้เข้าไปก็จะทําให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แล้วก็ในส่วนของคําว่า จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ตรงนี้นั้นในทางการบริหารเราใช้คำว่า ทรัพยากร ซึ่งทรัพยากร ตรงนี้จะครอบคลุมทั้งเงิน คน วัสดุอุปกรณ์ และการบริหารจัดการ ถ้าเราใช้คำว่า จัดสรร ทรัพยากรอย่างเปึนธรรมและเพียงพอ ก็อาจจะครอบคลุมได้มากขึ้น
สำหรับในส่วนของประเด็นถัดมา อันนี้จะเปึนเรื่องของหน้าที่ของชนชาวไทย อยู่ในหน้าที่ ๘ สำหรับตรงนี้นั้นดิฉันคงใช้เวลาสั้น ๆ ไม่เกิน ๕ นาทีนะคะ ในประเด็นของ หน้าที่ของชนชาวไทยที่ได้ระบุเอาไว้ว่า เพิ่มเติมหน้าที่ของชนชาวไทยเฉพาะที่จำเปึน เช่น การลงประชามติ ตรงนี้คือไม่แน่ใจว่ามีหน้าที่อื่น ๆ ที่จะเพิ่มเติมไปหรือไม่ เพราะว่า ในมาตรา ๖๙ นั้นก็มีรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็มีหน้าที่เยอะแยะเลย แต่ตรงนี้ พูดเฉพาะว่าการลงประชามติ แล้วก็เปึนคําที่ดิฉันไม่แน่ใจว่าการลงประชามติเปึนหน้าที่หรือว่า เปึ้นสิทธิ ก็ขอฝากเปึนข้อสังเกตตรงนี้ไว้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณท่านอาจารย์พรรณรายครับ เผื่อท่านสมาชิกหิวข้าวนะครับ กรุณาช่วยสลับกัน นะครับ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน แล้วท่านเสร็จแล้วกรุณาเข้ามาในห้องประชุมด้วย เพราะว่า เดี๋ยวประชาชนจะเข้าใจผิดว่าเราไม่มี สสร. อยู่ในห้องประชุม แต่จริง ๆ เราสลับกันไป รับประทานอาหารนะครับ ที่แจ้งรายชื่อไว้ผมบอกเลยท่านจะได้เตรียมตัวนะครับ อาจารย์กรรณิการ์ ท่านสวิง ท่านสมเกียรติ รอดเจริญ อาจารย์จรัส สุวรรณมาลา ท่านเศวต์ ทินกูล ท่านที่แจ้งชื่อไว้อาจารย์กรรณิการ์คงเดินไปข้างนอกนะครับ
ท่านประธานครับ ขอปรึกษานิดเดียวครับ ผมไม่นานครับ ไม่เกิน ๑ นาทีครับ
มีอะไรครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ เมื่อวานก็ขอปรึกษาท่านประธานไปแล้วเรื่องที่ผมฝากท่านประธานไว้ครับ การประชุม ไม่เปึ้นทางการเมื่อวานที่เราตกลงกันไว้ว่า ในกรณีที่เราจะพูดจาอะไรกัน ถ้าเผื่อไม่บริหารเวลา ที่ดีแล้วระยะเวลาเราเหลือสั้นสุด ๆ แล้วมันจะไม่มีเวลาที่จะพูดจากัน ถ้าเผื่อท่านประธาน ปล่อยแบบนี้รับรองครับ มันไม่เสร็จเปึนเรื่อง ๆ ไปหรอกครับ เพราะว่าถ้าเผื่อจะปล่อยเปึนกรอบ แล้วมาแบบนี้เปึนประเด็น ๆ ตายแน่ครับ และอีกอย่างครับ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ขณะนี้ ก็ยังไม่ถึงข้อยุติ ข้อสรุป เพียงแต่มารายงานความคืบหน้าว่าได้ดำเนินการไปอย่างไร ถ้าเผื่อจะ ถามท่าน ท่านก็ตอบไม่ได้ เพราะยังหาข้อยุติไม่ได้ แล้วก็การจะขึ้นมาอภิปรายวกวนกันไปวกวน กันมาผมค่อนข้างที่จะอึดอัดครับ เพราะว่าพวกเราลงไปในจังหวัดเกือบทุกจังหวัด เกือบทุกภาค มันมีกรอบให้ไปครับ ๓ กรอบ กับกรอบอื่น ๆ ก็มีอยู่แค่นั้นครับ ดังนั้นทุกคนขึ้นมาก็ต้องพูด อย่างนี้ครับ ไปรับฟังมาเหมือนกัน มันก็ซ้ำซากวกวนอยู่นะครับ เสียเวลาเปล่าครับท่านประธาน ฝากไว้ให้ท่านช่วยบริหารเวลาให้กระชับขึ้นจะได้ประโยชน์จากการดำเนินการในเรื่องสภาอื่น ๆ ต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับท่านสมเกียรติ ก็อย่างที่เรียนก็พยายามบริหารนะครับ แล้วสมาชิกก็เข้าใจขึ้น ยกตัวอย่าง ๒ ท่านสักครู่นี้ ไม่เกิน ๑๐ นาที แต่ท่านใช้ ๔ นาทีบ้าง ๓ นาทีบ้าง ไม่เกิน ๕ นาที ตอนนี้ก็พยายามที่จะบริหาร แต่ถ้าไม่ให้อภิปรายเลยก็คงไม่ดีนะครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ท่านทำ สักครู่นี้นั่นคือท่านช่วยที่ประชุมแล้ว ไม่ได้ช่วยประธาน ไม่ได้ช่วยผม แต่ท่านกำลังช่วยที่ประชุม เพราะฉะนั้นท่านก็แบ่งเวลากันนะครับ คนละประเด็นสองประเด็นนะครับ แล้วช่วยกัน ก็เอาเนื้อ ๆ ที่กรรมาธิการเขายังไม่รายงาน หรือควรจะต้องไปเสริมงานกรรมาธิการ ถ้าอะไรที่ไม่จําเปึ้นที่จะต้องพูดเราก็งดไม่พูดนะครับ ก็ขอความร่วมมือกันตรงนั้นนะครับ ที่แจ้งความจำนงไว้ ท่านสวิ่งนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด นะครับ ผมจะใช้ เวลาที่จํากัดนี้นะครับในการที่จะพูดถึง ๔ – ๕ ประเด็นนะครับ ที่ผมคิดว่ายังไม่ได้อยู่ในเรื่องที่ กรรมาธิการยกร่างฯ ได้เสนอมานะครับ ซึ่งผมคิดว่าเปึนประเด็นที่ค่อนข้างสำคัญนะครับ
อันแรกนะครับ ท่านประธานครับ ก็คือ ผมต้องขอขอบคุณนะครับ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นี่นะครับ ได้พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนะครับ แต่ว่าเวลาเราไป รับฟังความคิดของประชาชนนี่นะครับ เขาก็จะเสนอว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี่นะครับ ปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงถ้าจะสัมฤทธิผลได้ดีนี่นะครับก็ต้องมีมาตรการอื่นควบคู่ไปด้วยนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามีเรื่องหนึ่งที่อาจจะยังไม่ได้พูดถึงก็คือเรื่องของการปฏิรูปที่ดินหรือมาตรการ ในแง่ของการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ เขามีข้อเสนอด้วยนะครับว่า จริง ๆ แล้วนี่ การกระจายการถือครองที่ดินก็ดี หรือการจัดตั้งธนาคารที่ดินก็ดี หรือใช้มาตรการในแง่ของ ภาษีที่ดินที่ก้าวหน้าก็ดีนี่อาจจะมาช่วยในแง่ของการดำเนินการในแง่ของมาตรการ การปฏิรูปที่ดินได้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่ฝากผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ
เรื่องที่ ๒ นะครับ ก็คือเรื่องของความห่วงใยของประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับ พันธุกรรมพื้นบ้าน ขณะนี้มีต่างชาติได้เข้ามาทำการวิจัยในเรื่องเกี่ยวกับพันธุกรรมทั้งพืช และสัตว์นะครับ แล้วก็ใช้กฎหมายในแง่ของสิทธิบัตรนี่นะครับ ในการจดสิทธิบัตร ดังนั้นจริง ๆ เรื่องนี้ก็เปึ้นเรื่องสําคัญว่ารัฐธรรมนูญจะทําอย่างไรถึงจะคุ้มครองเรื่องเกี่ยวกับพันธุกรรม พื้นบ้านของเราเองให้ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญนะครับ เพราะว่า ขณะนี้เราเองได้ถูกกระบวนการทางด้านในการที่จะฉีกฉวยเอาสมบัติของเราเอง ไปเปึนกรรมสิทธิ์นะครับ ในส่วนของบริษัทก็ดี หรือเรื่องใดก็ดี ซึ่งผมคิดว่าต้องขอฝากเรื่องนี้ ให้กรรมาธิการได้รับไปพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับพันธุกรรม เรื่องนี้เปึนประเด็นสำคัญ เพราะว่า นั่นหมายถึงเรื่องเกี่ยวกับการพึ่งตัวเองของภาคประชาชน และถึงที่สุดนี่นะครับการแปลง พันธุกรรมก็ดี เรื่องของอะไรต่าง ๆ ก็ดี ถึงที่สุดนี่นะครับหัวใจสำคัญของระบบเกษตร ก็คือเรื่อง พันธุ์พืช เรื่องของระบบพันธุกรรม ถ้าสมมุติระบบพันธุกรรมของเราเสียหายไป และไม่สามารถที่จะคงอยู่ได้ การพึ่งตัวเองของชาวบ้านที่เราพูดถึงอยู่ตลอดเวลาก็จะไม่มีผล นะครับ เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ ต้องขอฝากท่านประธานผ่านไปถึงกรรมาธิการนะครับ
เรื่องอันต่อมานะครับ ผมจะใช้เวลาที่จำกัดนะครับ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลง อนุสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศใด ๆ นะครับที่รัฐไปลงนามไว้กับรัฐภาคีทั้งหลาย ทำอย่างไรถึงจะได้มีกฎหมายรองรับเรื่องเกี่ยวกับอนุสัญญาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ เรื่องเหล่านี้ ค่อนข้างสำคัญ บางทีเราไปเซ็นสัญญากับต่างประเทศว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับอนุสัญญา หรือข้อตกลงที่เกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชนหรือการคุ้มครองประชาชนด้วยซ้ำไปนะครับ แต่ว่าเวลาเอานำมาปฏิบัตินี่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง สิ่งที่สำคัญก็คือว่าเขาขอให้เขียน เรื่องนี้หรือกําหนดเรื่องนี้ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แล้วถึงที่สุด ก็คือน่าจะมีกฎหมายรองรับเรื่องเกี่ยวกับการที่เราไปเซ็นอนุสัญญาต่าง ๆ เหล่านี้ กับต่างประเทศไว้ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็เปึนเรื่องสําคัญ และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าถึงที่สุด ในบางเรื่องบางข้อนี่นะครับรัฐเองก็มีข้อสงวนไว้ ซึ่งข้อสงวนต่าง ๆ เหล่านั้นเองก็เปึนข้อสงวน ที่สำคัญสำหรับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเสียด้วยซ้ำไป เรื่องนี้ต้องขอฝากเลยนะครับ เพราะว่าเปึนเรื่องที่สําคัญนะครับ
ประการต่อมา ผมดูแล้วและก็ฟังแล้วนี่นะครับ ยังไม่มีข้อใดที่จะบอกว่า ไม่ให้รัฐ นำวิสาหกิจของชาติไปแปรรูปหรือการขายเข้าไปในระบบตลาด ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ที่สําคัญก็คือเรามีบทเรียนมาแล้ว ทําอย่างไรถึงจะกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไว้ด้วยนะครับว่าสมบัติของชาติ สมบัติของประชาชนนี่จะได้รับการปกปัองโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้นะครับ อันนี้ก็คือประเด็นที่อยากจะพูดถึงนะครับ ซึ่งผมคิดว่าทางคณะกรรมาธิการ ได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ เอฟทีเอ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ แต่ว่าอย่างไรก็ตามก็ได้พูดแล้วนะครับ แต่ว่าอีกอันหนึ่งก็คือว่าทําอย่างไรถึงจะไม่ทําให้สมบัติของเรานี่กลายไปเปึนของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นนะครับ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้คือเรื่องที่อยากจะให้กรรมาธิการได้ตั้งประเด็นนี้ ในรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ
อีกเรื่องต่อไปนะครับ ท่านประธาน สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้นี่นะครับ เวลาเรา พัฒนาประเทศนี่นะครับเรามักจะคํานึงถึงเรื่อง จีดีพี (GDP - Gross Domestic Product) นะครับ จีดีพี่นี่นะครับก็คือเหมือนกับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าการกระจาย รายได้ของการเจริญเติบโตนั้นไม่ได้มีมาตรการใด ๆ ที่จะกำหนดไว้นะครับ ประชาชนเองเขาก็ เสนอมาว่าทำอย่างไรนะครับถึงจะห้ามาตรการที่ชัดเจนในแง่ของการกระจายรายได้ ในแง่ของ การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจนั้นนะครับ ไม่ใช่จะพูดถึงเฉพาะ จีดีพี เท่านั้นเอง ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้สำคัญนะครับ มาตรการที่อาจจะต้องคิดถึงนี่นะครับก็อาจจะเปึนมาตรการทางด้าน ภาษีก็ตาม หรือมาตรการทางด้านการคลังก็ตามที่จะทำให้เกิดระบบของการกระจายรายได้ ผมคิดว่าตอนนี้เรื่องเกี่ยวกับช่องว่างของประชาชนเราเองนี่นะครับกับระหว่างคนรวยที่สุด กับคนจนที่สุดนี่ ตอนนี้ชี้ชัดว่าห่างกันออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งอันนี้เปึนสัญญาณที่ทำให้เราเห็นว่า เปึ้นอันตรายสําหรับสังคมเรานะครับ เพราะว่าช่องว่างต่าง ๆ เหล่านี้เองจะทําให้เกิด ความขัดแย้งต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญนะครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ สิ่งที่เราได้รับมานี่นะครับ ก็คือว่าข้อเสนอว่าทําอย่างไร รัฐถึงจะคุ้มครองประชาชนที่ดำเนินตามนโยบายของรัฐแล้วล้มเหลว ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ นะครับ เพราะว่าถึงที่สุดนี่บางทีรัฐก็โพรโมท (Promote) นโยบายของตัวเองในเรื่องนั้นเรื่องนี้ บอกว่าอันนี้แก้จนบ้าง อันนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้แก้จนบ้าง เอาวัวไปเลี้ยงนะครับ พอถึงที่สุด ก็ไม่สามารถที่จะแก้จนได้นี่นะครับ แล้วถึงที่สุดก็เปึนภาระสำหรับประชาชนในการที่จะ รับผิดชอบหนี้สินนั้นเอง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เองนี่นะครับเรามีบทเรียนมาแล้วหลายโครงการ และ ที่สำคัญที่สุดก็คือโครงการที่รัฐเองต้องการที่จะทำประชานิยม ที่ให้ประชาชนนิยม ดังนั้นทำอย่างไรถึงจะคุ้มครองประชาชนในกรณีที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐ แต่ประสบความล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระหนี้สินของประชาชนที่เกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญนะครับ
อีกสุดท้ายนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญก็คือว่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมครับ ปัญหาที่ผ่านมานี่นะครับ ความขัดแย้งในสังคมไทยเกิดขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับผลกระทบทางด้าน สิ่งแวดล้อม และถึงที่สุดต่อไปข้างหน้าผมเข้าใจว่าจะมีผลกระทบทางด้านสุขภาพเกิดขึ้นด้วย เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนครับ ประชาชนก็เสนอว่าทำอย่างไรเราถึงจะมีกระบวนการการประเมิน ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เปึ้นระบบมากกว่านี้ แล้วก็เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้ชัดเจน ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านต่อไปนะครับ แจ้งชื่อไว้ อาจารย์กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ท่านอาจารย์จรัส คงเดินออกไป ข้างนอก และมีท่านเศวต ท่านสุรชัยนะครับ มีท่านผู้ว่าฯ สุรพลด้วยหรือครับ อย่างนั้นในกรอบนี้ ผมว่าเอาตามรายชื่อที่เรียกนี่นะครับ ท่านวิชัยหรือครับ เดี๋ยวมันมีอีก ๒ กรอบนะท่าน อย่างนั้นจดท่านวิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ นะครับ เรียนเชิญครับ ท่านช่วยบริหารเวลากันนะครับ เชิญครับ
อันที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว ตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั่นก็ระบุไว้ ถึงแม้ว่าทางกรรมาธิการยกร่างฯ จะได้มีการพูดถึงเรื่อง การคุ้มครองเด็กบ้าง แล้วก็คุ้มครองคนพิการและผู้สูงอายุบ้างก็ตาม แต่อยากจะเสนอว่า อาจจะยังไม่ได้ใส่เรื่องของเด็ก เยาวชน และเด็กด้อยโอกาสหรือบุคคลด้อยโอกาส นอกเหนือจากที่กล่าวถึง เพราะว่าเด็กในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เด็กเฉพาะในระบบเท่านั้น เด็กในครอบครัวเท่านั้น ยังมีเด็กที่อยู่ข้างถนน เด็กชายขอบ เด็กมีปัญหาต่าง ๆ มากมายเหล่านี้ เปึ้นต้น ซึ่งบังเอิญยังไม่ได้เห็นในข้อเสนอ แต่อาจจะบรรจุในตอนหลัง อันนี้ก็ฝาก ท่านประธานไปให้กรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อจะได้บันทึกไว้ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์จรัส ท่านเศวตคงไม่ติดใจแล้วนะครับ ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านก็ออกไปแล้ว คงไม่ติดใจ มีท่านผู้ว่าฯ สุรพล ท่านวิชัย ท่านวัชรา ท่านเศวตยังอยู่หรือครับ นึกว่าท่านจะช่วยลดเวลา อย่างนั้นท่านเศวตก่อนนะครับท่านผู้ว่าฯ ครับ ท่านเศวตเชิญครับ ท่านไม่พร้อม ท่านผู้ว่าฯ สุรพล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจำได้ ว่ากระผมเคยได้อภิปรายเรื่องนี้ไว้ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ พอมาในวันนี้ก็ได้เห็นกรอบ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาร่างกรอบมานี่ กระผมขออนุญาตเสนอเรื่องเล็ก ๆ สั้น ๆ นิดเดียวครับท่าน คือในเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งได้อ่านข้อเสนอแล้ว ต้องขอขอบพระคุณนะครับที่ทางคณะกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งเปึนปัญหาของบ้านเมืองเรามาตลอด กระผมเชื่อว่าในครั้งที่แล้วถ้าเรามี คนที่มีคุณธรรม จริยธรรมมากกว่านี้สักหน่อย ปัญหาของบ้านเมืองก็จะลดลง ก็อาจจะไม่ต้องมี สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับ ท่านประธานที่เคารพ ปัญหาของบ้านเมือง เรานั้น เราต้องยอมรับว่าเรื่องคุณธรรม จริยธรรมเปึนปัญหาที่ค่อนข้างมาก เปึนปัญหาที่จำเปึน จะต้องได้รับการเยียวยาแก้ไขอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นนี่นะครับกระผมอยากจะเสนอนิดหนึ่ง ครับว่ารัฐบาลนั้นหรือว่าแนวนโยบายแห่งรัฐนั้นน่าจะมีการกําหนดในบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญนะครับว่าจะมีการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมอย่างไร เพื่อจะสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อจะสร้างให้พี่น้องประชาชนนั้นได้ยึดถือ ได้มีแนวทางในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม กระผม จึงขอเสนอสั้น ๆ ครับว่า เราน่าจะบรรจุไว้ในเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐว่า รัฐควรหรือรัฐพึงจะให้มี แผนพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเปึนรูปธรรม กระผมขอสั้น ๆ แค่นี้ครับท่าน
ขอบพระคุณครับ ท่านเศวต แล้วก็ท่านสุรชัย ท่านเศวตเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เศวต์ ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนเกษตรกรครับผม ผมขออภิปรายในหัวข้อเรื่องของ การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วนะครับ มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องว่า ในฐานะที่ผมเปึ้นเกษตรกรด้วย และเปึนผู้ใช้แรงงานด้วย ผมเห็นปัญหาว่าเด็กเล็กนะครับ ท่านประธาน เด็กเล็กของคนยากไร้ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ปกครองไม่มีความสามารถในการที่จะนำไป สถานอนุบาลเด็กอ่อนหรือเด็กเล็กนะครับ ก็จะลำบากมากตรงนี้ครับ แล้วก็เมื่อเขียนขั้นพื้นฐาน ก็ตีความกันว่าเปึน ป. ๑ เปึนต้นไป อนุบาลก็เหมือนกันครับ ปรากฏว่านักเรียนอนุบาลเด็กเล็ก ไม่ได้กินนม พ่อแม่ต้องเอาเงินไป หรือว่าเขามีศูนย์เด็กเล็กต้องเอาเงินจากส่วนอื่น ถ้าหากว่า ท่านกรรมาธิการจะเขียนครอบคลุมถึงเด็กเล็กด้วย แล้วก็อนุบาลด้วย ก็จะเปึ้นประโยชน์ยิ่ง กับพี่น้องประชาชนคนยากไร้ คนยากคนจน ก็คงจะเข้าใจ ผมคงไม่อภิปรายมากในส่วนนี้ ก็อยากจะให้เขียนตรงนี้เปึนเรื่องที่สำคัญมาก และเปึนพื้นฐานของความมั่นคง พื้นฐานทุกสิ่ง ทุกอย่างของประเทศด้วยนะครับ
ต่อไปก็เปึ้นเรื่องของหน้าที่ชนชาวไทยนะครับ ไม่เกี่ยวกับส่วนของการใช้สิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง ที่เขียนไว้เปึนหน้าที่นะครับ ด้วยความเคารพ ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย การออกเสียงประชามติครั้งนี้ในเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญเราก็กําหนดให้เปึ้นสิทธิครับ แต่พอเราไปเขียนบัญญัติไว้ในกระบวนการออกเสียงประชามติหรือการเลือกตั้งเปึ้นหน้าที่ ผมกำลังถามว่าอะไรเกิดขึ้น เรากลับหลักหรือครับ หรือเราคิดเห็นที่เปลี่ยนไปแล้วชั่วข้ามคืน ซึ่งถ้าเปึนหน้าที่ก็จะเกิดความวุ่นวายตามมาเรื่องของไปออกเสียงต่างประเทศ วุ่นวายเรื่องของผู้ใช้แรงงานอพยพแรงงานมาต้องรีบกลับบ้าน ไม่สะดวกต่อการออกเสียง นอกหน่วย นอกพื้นที่ หรือถ้าออกเสียงนอกพื้นที่ก็มีกระบวนการจัดตั้งในการที่จะซื้อคะแนนกัน คือ ต้อนเข้าคอก เขาเรียกว่า ต้อนเข้าคอก นะครับ แบบนี้ก็จะเกิดปัญหาเกิดขึ้นตามมา อีกมากมายหลายประการ และประการที่สําคัญก็คือว่าตัวรัฐธรรมนูญเราถ้าบัญญัติไว้อย่างนั้น เราก็ไปละเมิดจํากัดสิทธิเสรีภาพในหมวดสิทธิเสรีภาพของเราเอง ทําไมเราไม่บัญญัติว่า เปึ้นสิทธิล่ะครับ ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ทํา ทํา ใครใคร่ไป ไป ถ้าเขามีจิตสํานึก มีการกระตุ้น ต่อมสำนึกขึ้นมาเขาก็ไป เราไม่ต้องไปบังคับกะเกณฑ์ การบังคับกะเกณฑ์ก็ให้เกิดการบังคับคน ก็ลำบาก เสียสะตุ้งสตางค์กับรัฐบาล เสียภาษีโดยใช่เหตุนะครับ แล้วสิ่งที่ผ่านมาการลงคะแนน นอกประเทศนี่ทั่วโลกมันลำบากมาก แล้วเราก็จะถามต่อไปว่าคนที่เขาไปอยู่ต่างประเทศ ใครบังคับเขาไป ไม่มีใครบังคับ แต่เราก็ยังจะตามไปบังคับเขาอีก มันไม่ถูกต้องหรอกครับ เพราะฉะนั้นมันก็จะตามมาในเรื่องของร้องเรียนการเลือกตั้ง ไปใช้สิทธิหรือเปล่า ไม่ใช้สิทธิ หรือเปล่า ทิ่มแทงกันตลอด เปึนประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ กันมา แล้วเกิดความขัดแย้ง ในบ้านในเมืองอยู่ตลอดเวลา ผมสังเกตดูแล้ว ประเภทร้องเรียนก็ต้องแอบดูว่าคนนั้นไปใช้สิทธิ หรือเปล่าครั้งต่อไป ก็มีปัญหาทางปฏิบัติอยู่อีกว่า กกต. เอาชื่อขึ้นไหม บางคนก็บอก ผมไปใช้สิทธิแล้วทําไมชื่อเสียสิทธิ ผมไปสมัคร สส. ท้องถิ่นอะไรก็ไม่ได้ ศอบจ. อะไรก็ไม่ได้ วุ่นวายกันไปทั่วหมดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อความวุ่นวายเข้าไปสู่กระบวนการสอบสวนทวนความ ก็เสียเงินอีก ไปหาศาลก็เสียเงินอีก ต้องนำสืบกันอีก เกิดความขัดแย้งในบ้านในเมืองเกิดขึ้น อย่างนี้เปึนต้น ผมจึงขอฝากท่านประธานถึงกรรมาธิการยกร่างฯ ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ นะครับในประเด็นส่วนนี้เพราะว่ามันสําคัญมาก และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้วย ความขัดแย้ง ความแตกแยกในประเทศด้วยนะครับ
ต่อไปก็เปึ้นเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในหลายคราวมาแล้ว ผมได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของสาธารณูปโภคพื้นฐาน คือถนนไปนา ไฟฟั้าไปไร่ คือ เราต้องเข้าใจนะครับท่านประธาน ว่าเรามีพื้นที่ในหลายพื้นที่ทุรกันดารในเขตภาคเหนือ และภาคอีสาน เปึนต้นนะครับ เยอะมาก จะนำไปสู่เรื่องความมั่นคงเกี่ยวกับการเศรษฐกิจ การทำมาหากิน การสร้างรายได้ การทำงาน มาสู่กระบวนการจีดีพีครับ คือถ้าหากว่า เดี๋ยวนี้พี่น้องประชาชนไปไร่ไปนาเราไม่มีไฟฟัาไปถนนเล็ก ๆ ไปให้เขา เขาไปไม่ได้ ผลผลิตก็เอาออกจากไร่นาไม่ได้ แล้วก็ไฟฟัามันเปึ้นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้ลดต้นทุน การผลิตนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องสนับสนุนคนไปอยู่แปลงนา เพื่อให้เขาได้สร้างสรรค์ พัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง การผลิตของตนเองเกิดขึ้นมา ประดิดประดอยเกิดขึ้นมา สังคมก็จะสงบสุขครับ เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าถ้าเขาอยู่ในขบวนการอยู่ใน แปลงนาเขา อยู่บ้านในแปลงนา เขาก็อยู่ในเรื่องของข้าวไม่ได้หา ปลาไม่ได้ซื้อ หรือว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เขาก็จะมีเหลือกิน เหลือใช้จะได้ขาย เข้าสู่แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงอย่างนี้เปึนต้นครับ มันเรื่องที่สำคัญแต่ว่าถ้าเขียนกว้าง ๆ ไปนี่มันครอบคลุม ทั้งประเทศทั้งหมดทุกพื้นที่นี่มันอาจจะกระทำไม่ได้ ผมอยากจะเสนอให้ว่า รัฐต้องจัดสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟัา แก่ที่ดินเกษตรกรในเขตการเกษตรล้าหลัง เพราะเดี๋ยวนี้มีบัญญัติคำว่า การเกษตรล้าหลัง อยู่ครับ ในเขตเศรษฐกิจล้าหลัง ของกระทรวงเกษตรฯ เขาอยู่ว่าพื้นที่ไหนเปึนพื้นที่ที่ดินไม่ดี หรือชาวไร่ ชาวนา เขาทำ การเกษตรไม่ก้าวหน้า มีปัญหาในการบริหารจัดการและก็ยากจน เขาก็กำหนดเขตไว้เปึน พื้นที่ พื้นที่ อย่างนี้จะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้เกิดขึ้น และก็นำไปสู่หลายสิ่ง หลายอย่างที่เกิดการพัฒนา เลิกการซื้อสิทธิ ขายเสียง หรือการได้รับความรู้ การเรียนรู้ ที่ดีขึ้นนะครับ
และอีกอย่างอย่างสุดท้ายที่สำคัญนะครับ เรื่องของรถไฟนะครับ อยากให้ บัญญัติเปึ้นสาธารณูปโภคพื้นฐานในเรื่องของรถไฟ เพราะสำคัญมาก เพราะทุกพื้นที่ใน ประเทศไทยบริโภคน้ํามัน ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ไม่เท่าเทียมกัน ผมอภิปรายคราวก่อนครั้งหนึ่ง แล้ว เมื่อมันไม่เท่าเทียมกัน คนอยู่ไกลหาเงินก็ยาก รายได้น้อย กลับซื้อของแพง แล้วในทาง กลับกันจะเอาพืชผลทางการเกษตร หรือว่า โอทอป์ (OTOP – One Tambon One Product) หรือว่าผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไปขายก็ยาก เพราะจะต้องไปเหมารถสิบล้อ ไปทำขบวนการ ที่ต้นทุนมันแพงนะครับ ถ้ามันมีรถไฟเขาก็อาจจะ แพ็ก (Pack) ผลผลิตทางการเกษตร ยกตัวอย่างเช่น เขาปลูกองุ่น แบล็ก ควีน (Black Queen) ราคากิโลนึ่ง สองสามร้อย เขาก็อาจจะแพ็กไป ๑๐ แพ็ก ฝากรถไฟไป แล้วก็มียี่ปัูว ซาปัูวที่เขาอยู่ตามสายทางเขามารับ มีการติดต่อสื่อสาร เดี๋ยวนี้โลกมันทันสมัยทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เขาก็ส่งไปได้ ย่อย ๆ เขาก็ได้มีเงินใช้จ่ายหมุนเวียน จังหวัดข้องผมเองนครพนม รถไฟนี่ผมได้ยินมาตั้งแต่ สมัย จอมพล สฤษดิ์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว บ้านเมืองของผมก็กลายเปึนว่าเปึ้นเกษตรล้าหลัง ประชาชนก็ จีดีพี ต่ำที่สุด การศึกษาก็ต่ำที่สุด เพราะเหตุเดียวก็คือว่าบ้านเมืองก็รกร้างทุกวัน ก็เพราะว่าไม่มีรถไฟมา ซื้อน้ำมันแพง ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้นแพง พืชผลทางการเกษตร ก็เอาไปไม่ได้ ขายไปมันก็ต้องเน่าหมด เพราะต้องจ้างรถสิบล้อไป มันไม่คุ้มค่าต่อการ จัดการ ดังนั้นอยากจะฝากถึงท่านประธานฝากไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โปรด พิจารณาเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน เรื่องรถไฟให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย อยู่ในรัศมีไม่น่าจะเกิน ๑๐๐ กิโลเมตร หรือ ๑๕๐ กิโลเมตร ให้ควบคุมเปึ้นพื้นฐาน เปึน แฟซิลิตี (Facility) พื้นฐานของประเทศ อย่างนี้แล้วการพัฒนาประเทศไทยก็จะเปึนไป อย่างต่อเนื่อง เปึ้นระบบ ระเบียบ แล้วก็ประชาชนก็จะช่วยเหลือตัวเองได้ นำความเข้มแข็ง มาสู่ชาติบ้านเมืองต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ยังมีเวลาเหลืออีกหน่อยหนึ่งนะครับ ลำดับต่อไปขอเรียนเชิญท่าน สสร. สุรชัย ครับ อยู่ไหมครับ
อยู่ครับท่านประธาน ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สสร. ครับ ก็มีเรื่องที่ผมจะขอกราบเรียนอยู่สามสี่ประเด็นนะครับ ก่อนอื่นขอกราบเรียน ท่านประธานและที่ประชุมว่าสิ่งที่ผมจะนําเสนอต่อไปนี้ ก็คือสิ่งที่กระผมในฐานะที่เปึ้น ประธานคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคกลางและ กรุงเทพมหานครได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนมานะครับ
ประเด็นแรกที่จะขอกราบเรียนก็คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่มีรัฐธรรมนูญรองรับไว้ ในกรณีที่มีกำหนดกรอบเวลาให้ต้องไปตรากฎหมาย เพื่อมารองรับ บทบัญญัตินั้น ๆ ขอให้มีการเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่รัฐไม่ออกกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญในเรื่องนั้น ควรจะ็ต้องมีเพิ่มบทลงโทษหรือมีทางออกที่จะให้บทบัญญัติ ในเรื่องดังกล่าวนั้นสามารถบังคับใช้ได้จริง
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการคุ้มครองผู้พิการและผู้สูงอายุ กรอบที่ทางกรรมาธิการ ได้นำเสนอนั้นจะมีประเด็นในเรื่องของการคุ้มครองผู้พิการและผู้สูงอายุอยู่ ฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในเรื่องของผู้ใช้แรงงาน เรามีการคุ้มครองแรงงานเด็ก เรามีการ คุ้มครองแรงงานสตรี แต่เรายังไม่มีการคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุนะครับ ก็ขอเสนอว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญน่าจะมีการคุ้มครองผู้ใช้แรงงานผู้สูงอายุ เนื่องจากในภาคเอกชนนั้น ผู้ใช้แรงงานจำนวนไม่น้อยที่ทำงานไม่มีวันเกษียณอายุครับ ต่างกับระบบราชการที่ว่า ๖๐ ป้ ก็จะมีการเกษียณอายุ เพราะฉะนั้นก็จะมีพี่น้องแรงงานกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่น้อย ซึ่งอยู่ในวัยที่สูงอายุ แต่ยังคงต้องประกอบอาชีพในการใช้แรงงานอยู่ ตรงนี้เรายังขาดเรื่อง บทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานด้านผู้สูงอายุอยู่
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสิทธิของบุคคลที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กรอบที่ทางกรรมาธิการยกร่างฯ ได้นำเสนอก็คือจะเพิ่มสิทธิของเด็ก เยาวชนในกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา ผมกราบเรียนครับว่ากรอบตรงนี้ยังกว้างเกินไป สิทธิของเด็กและเยาวชน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้นหมายถึงอะไร อย่างน้อยที่สุดผมอยากจะให้ท่านประธาน และที่ประชุมได้เห็นภาพของการอำนวยความยุติธรรมในคดีที่เด็กและเยาวชนตกเปึนจำเลย นะครับ เรามีศาลแยกพิจารณาคดีของเด็กและเยาวชนอยู่ เรียกว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ครับ ศาลนี้ทำการพิจารณาในคดีที่เด็กและเยาวชนมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา นอกจากนี้ยังพิจารณาคดีครอบครัวนะครับ สามีภรรยาจะหย่ากัน บิดามารดาจะแย่งกันขอใช้ อํานาจปกครองบุตรไปที่ศาลนี้ทั้งหมดเลยครับ เพราะฉะนั้นศาลเยาวชนและครอบครัวนี้ จึงไม่ได้หมายความว่าจะพิจารณาแต่คดีเฉพาะเด็กและเยาวชนเท่านั้น เราพิจารณาทั้งคดี ครอบครัว ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ก็มีโอกาสไปใช้บริการที่ศาลนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นห้องพิจารณา เราไม่มีการแยกครับ ท่านประธานครับ เด็กและเยาวชนที่ตกเปึนจำเลยในคดีอาญาก็ใช้ ห้องพิจารณานั้น เด็กและเยาวชนที่เปึนคดีในคดีแพ่งก็ใช้ห้องพิจารณาเดียวกัน พ่อแม่ที่ไป ฟัองหย่ากันถกเถียงกันเรื่องเหตุหย่า แย่งกันเรื่องการใช้อำนาจปกครองบุตรก็ใช้ห้องพิจารณา เดียวกัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะนำเสนอว่าสิทธิของเด็กและเยาวชนในการคุ้มครอง ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญานั้น เขาน่าที่จะได้รับการคุ้มครองโดยบัญญัติให้ชัดเจน เลยว่า การพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนนั้นต้องไม่ปะปนกับคดีอื่น และต้องแยกกันระหว่าง คดีแพ่งและอาญา ภาพของเหตุการณ์ที่เด็กและเยาวชนต้องไปนั่งแออัดกันในห้องพิจารณาคดี ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เขาได้เรียนรู้ครับ ได้เรียนรู้สิ่งที่เขาไม่พึงจะเรียนรู้ เขาได้เรียนรู้สิ่งที่ ผู้หลักผู้ใหญ่ พ่อแม่ไปฟัองหย่ากัน แล้วเอาเหตุหย่ามาเป่ดเผยกันในห้องพิจารณาคดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเปึนประสบการณ์ที่มีผลกระทบต่อความรู้สึก มีผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก รวมถึง มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ก็กราบเรียนว่าตรงนี้น่าจะมีการคุ้มครองให้ได้รับการพิจารณา แยกต่างหาก
ประเด็นต่อไปครับ ประเด็นเรื่องของการใช้อํานาจรัฐที่กรรมาธิการได้เสนอ และเห็นด้วยว่าให้รัฐสภามีส่วนร่วมในการใช้อํานาจของรัฐภายนอกรัฐ โดยกําหนดกรอบ ว่าการทำสัญญาที่ผูกพันงบประมาณแผ่นดินกรณีที่สำคัญและมีผลกระทบต่อกฎหมาย ภายในหรือรอนสิทธิเสรีภาพ ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน ผมเห็นว่าแค่นั้น ยังไม่น่าจะเปึนการเพียงพอที่จะเปึนหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแผ่นดิน แล้วก็สิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็ขออนุญาตเพิ่มเติมว่าก่อนที่รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบต่อกรณีดังกล่าวนั้น ขอให้มีกระบวนการในการรับฟังประชาพิจารณ์ จากประชาชนก่อน เพื่อประชาชนได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น แม้จะไม่ใช่เปึ้นประชามติ ก็ตาม ทั้งหมดเปึ้น ๔ ประเด็นที่ผมขออนุญาตกราบเรียนเสนอครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากครับ ก่อนที่จะเรียนเชิญท่านต่อไปก็ขอเรียนให้ทราบว่าขณะนี้มีองค์การบริหาร ส่วนตำบลโพสาวหาญ อำเภออุทัย มาเยี่ยมชม ขอต้อนรับทุกท่านครับ ต่อไปก็เรียนเชิญท่าน สสร. วิชัยครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ สสร. ๐๕๙ กระผมคงใช้เวลาเพียงประมาณไม่เกิน ๑ นาที ในประเด็นที่ คุ้มครองผู้พิการและผู้สูงอายุครับ อยากจะขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณาบรรจุในเรื่อง ผู้สูงอายุไว้นะครับ ให้เปึ้นผู้ทรงสิทธิ มิใช่เปึ้นเพียงผู้รับการส่งเคราะห์ และรัฐต้องสนับสนุน ให้มีการดำรงชีวิตที่เพียงพอ กระผมอยากจะขอเพิ่มว่า ขอให้สนับสนุนงบประมาณให้มี การดำรงชีวิตที่เพียงพอ ตรงนี้คงจะสอดคล้องกับความเปึนจริงที่สภาพของสังคม ซึ่งผู้สูงอายุ นั้นในปัจจุบันมีวันที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจะได้มีการกำหนดอย่างชัดเจนในเรื่องงบประมาณ ในการที่จะนำไปบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่ ก็อยากจะกราบ ขอได้โปรดพิจารณาประเด็นนี้ ไว้ด้วย ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ดีมากครับ ท่านใช้เวลาไม่ถึง ๑ นาที ขอบพระคุณ ลำดับต่อไปก็ท่าน สสร. วัชรานะครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. กระผมมีเรื่องเพียง ๓ เรื่องที่จะพูดในกรอบนี้นะครับ แต่เรื่องที่ ๑ นั้น ท่านเศวตได้พูดแล้ว กระผมจะไม่พูดซ้ํา คือกระผมขอสนับสนุนเรื่อง สิทธิเลือกตั้งเปึ้นสิทธิไม่ใช่ หน้าที่ครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ นั้น กระผมขอกราบเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่ประเด็นกำหนดไว้ว่า กลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วม อันนี้ในความหมายแท้จริงกระผมคงเข้าใจว่าคงจะหมายความว่า สนับสนุนการมีส่วนร่วมโดยมีกลไก ซึ่งถ้าผมเข้าใจถูกต้องนั้นก็มาย้อนกลับไปดูในป้ ๒๕๔๐ ซึ่งมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอยู่หลายฉบับ แต่ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญอยู่ฉบับเดียวเท่านั้น คือว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้งที่ได้กําหนดให้รัฐสนับสนุน ส่งเสริมการปกครอง ให้ความรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน ซึ่งเปึ้นเรื่อง แปลกที่เรื่องนี้ความจริงเปึนเรื่องใหญ่ น่าที่จะให้หน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงานได้มีโอกาสเข้ามา เพื่อที่จะให้ความรู้สนับสนุน ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นในโอกาส ที่มีการเปลี่ยนแปลง ปรับ แก้ไข หรือเพิ่มเติม หรือทำใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้ครับ กระผมก็ขอ ให้ได้คำนึงถึงองค์กรต่าง ๆ ที่ควรจะมีบทบาทในการสนับสนุนให้มีส่วนร่วม รวมทั้งต้อง สนับสนุนในงบประมาณของรัฐด้วยนะครับ องค์กรต่าง ๆ นั้นก็ได้แก่ กรรมการการเลือกตั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย องค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เปึ้นที่น่าดีใจครับ กระผมได้รับหนังสือด่วนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่งตั้ง ให้เปึ้นที่ปรึกษา โดยอ้างถึงคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒๖/๒๕๕๐ เรื่อง จัดตั้งศูนย์พัฒนา การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข (ศพป.) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกคน ทุกภาคส่วนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ และหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ตระหนักและรับผิดชอบต่อการเลือกคนดีไปเปึ้นนักการเมือง เกิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ที่ถูกต้อง เปึนธรรม เปึนไทย ซึ่งเปึนเรื่องที่ ผมอยากที่จะเห็นสิ่งนี้ยืนยงถาวร ไม่ใช่เปึ้นเพียงโครงการขึ้นมาเพียงระยะสั้น ๆ คือน่าที่จะได้ บรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ให้เปึนหน้าที่ของรัฐที่จะพึงสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องนี้ครับ
เรื่องสุดท้าย กระผมขอกล่าวชมเชยคณะกรรมาธิการ ซึ่งได้ระบุเอาไว้ในการ กระจายอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในหน้าที่ ๖ ในช่องที่ ๓ ข้อที่ ๔ ฝ์ายเลขานุการ รับไปพิจารณากำหนดเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้ชัดเจน การแบ่งส่วนการบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่เรื่องที่จะต้อง นำมาระบุไว้ หรือไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจาก การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ แต่ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะ เปึ้นเรื่องจําเปึน แล้วที่คณะกรรมาธิการท่านได้นํามาระบุเอาไว้ส่วนหนึ่ง แล้วก็คงจะ ขยายความต่อไปในอนาคตนั้น ผมขอฝากว่าสิ่งที่ดี ๆ ซึ่งมีอยู่ในกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ น่าจะได้มีการนำมา วิเคราะห์ แล้วก็ฟุ๋่นฟู หยิบยกส่วนที่ดีนำมากล่าวไว้ เปึนต้นว่าเรื่องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในการ ที่ระบุเอาไว้ในกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่นั้นได้กำหนดให้ท้องถิ่นมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือ ในการปัองกันและปราบปราม ซึ่งจริง ๆ แล้วในอดีตกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเปึ้นหลักของท้องถิ่น ท้องที่อย่างแท้จริง ก่อนที่จะมี อบต. หรือเจริญขึ้นจนเปึ้น เทศบาล เพราะฉะนั้นน่าที่จะได้นำกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ น้ำบางส่วนที่ดี ๆ มาระบุไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณนะครับ เข้าใจว่าคงเปึ้นท่านสุดท้ายใช่ไหมครับ ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัส สุวรรณมาลา ครับ กระผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ สองสามนาที สำหรับที่จะเสนอ ความเห็นสองสามประเด็นครับ
ประเด็นแรก เปึนเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อ แล้วก็เกี่ยวข้องกับเรื่อง การคุ้มครองสิทธิของประชาชนประกอบกันนะครับ คือในร่างที่เขียนไว้เราดูเหมือนจะให้ ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมากทีเดียว แต่ว่าอาจจะยังไม่เห็นการคุ้มครองสิทธิ ของประชาชนจากอิทธิพลของสื่อ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเห็นปัญหาที่พบวันนี้ก็คือ เราเห็นสื่อสามารถที่จะชักจูง มอมเมาพลเมืองและเยาวชนผู้ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้ วิจารณญาณในการดู แล้วก็การใช้สื่อนี่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อทีวี (TV – Television) เรามักจะเห็นว่าทีวีไปถึงไหนพื้นฐานวัฒนธรรมของชุมชนก็ถูกทำลายไปถึงที่นั่น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคก็เปลี่ยนเปึนการบริโภคที่ฟุ์มเฟ๋อยไปจนถึงที่นั่น จนกระทั่งหลายคนกลัวที่จะเอาไฟฟัาเข้าไปในชุมชน เพราะว่ามีไฟฟัาก็มีทีวี มีทีวีก็ทำลาย ชุมชนทันที เราเห็นปัญหาการที่สื่อทำลายชุมชนแบบนี้เกิดขึ้นทั่วไป แล้วก็เราเห็นสื่อนี่ละเมิด สิทธิของปัจเจกชนอยู่เรื่อย ๆ คำถามก็คือว่า เราจะมีมาตรการที่จะคุ้มครองประชาชนจาก อิทธิพลของสื่อไว้ในรั่ฐธรรมนูญอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ เปึ้นเรื่องของการกระจายอำนาจ ในหน้า ๖ ได้มีการพูดถึงเรื่อง การกระจายอำนาจด้านการคลังให้กับท้องถิ่น แต่ก็ไม่ได้มีรายละเอียดชัดเจนมากนัก แต่ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการคงจะไปทําอะไรกันต่อนะครับ จากการฟังจากเวทีหลาย ๆ เวที ทั่วประเทศ ประชาชนก็อยากจะเห็นการบัญญัติเปึนทิศทางที่ชัดเจนว่า ในเรื่องการคลังนี่ รัฐบาลจะกําหนดสัดส่วนของรายได้ระหว่างของท้องถิ่นกับของรัฐบาลกลางไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เพราะว่าเมื่อคราวที่แล้วเรากำหนดไว้ในกฎหมาย พรบ. แผนขั้นตอนกระจายอำนาจ ป้สุดท้ายคือป้ที่ผ่านมานี่รัฐบาลได้มีการเปลี่ยนกฎหมายนี้ คือมีการแก้กฎหมายนี้ เพราะว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนอะไรไว้ให้มากกว่าการบอกว่า ให้กระจายอํานาจด้านการคลัง ให้กับท้องถิ่นมากขึ้น คําถามก็คือว่าเราจะเขียนหลักการทํานองนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระผมลองเป่ดไปที่หน้า ๙ ซึ่งเปึนเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็มีข้อความที่ เขียนไว้ในข้อ ๒ หน้า ๙ บอกว่า รัฐพึงปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีอากรให้เปึ้นธรรม และให้ เพียงพอที่จะดำเนินตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ความจริงเรื่องการกระจายอำนาจด้านการคลังท้องถิ่นกับเรื่องการปฏิรูปภาษีให้เพียงพอกับ ความต้องการกับค่าใช้จ่ายในการจัดบริการสาธารณะพื้นฐาน บางส่วนซ้อนทับกันอยู่ครับ กระผมอยากจะลองเสนอท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาว่า ในบทบัญญัติที่จะเขียนในอนาคต เรื่องการปฏิรูปภาษี ถ้าเราเขียนว่ารัฐพึงปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาลและ องค์กรปกครองท้องถิ่น คือเติมคำว่า ของรัฐบาลและองค์กรปกครองท้องถิ่น เข้าไป แล้วก็ต่อ ด้วยข้อความเดิมคือ ให้เปึนธรรมและเพียงพอที่จะดำเนินงานตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็จะทําให้เรื่องการกระจายอํานาจด้านการคลังท้องถิ่นและการปฏิรูปภาษีเปึ้นไปในทางเดียวกัน ได้นะครับ
สุดท้ายเรื่องเกี่ยวกับการให้มีการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน กระผมเห็นด้วยกับการให้บรรจุหลักการที่จะให้รัฐบาลจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่อยากจะให้ลองคิดถึงว่าถ้าจะให้มีการจัดทําแผนก็ควรจะให้มีการ ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนนิติบัญญัติ กําหนดแนวทางการจัดทําแผนและการบริหารแผนให้ชัดเจน ที่ผ่านมารัฐบาลที่แล้ว ได้มีการริเริ่มจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน แต่ใช้วิธีการออกเปึ้นพระราชกฤษฎีกา คราวนี้เมื่อออกเปึ้นพระราชกฤษฎีกา รัฐบาลจัดทำแผน ระบบแผนบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลคราวที่แล้วไม่รับผิดชอบต่อรัฐสภา คือไม่รายงานต่อสภา ไม่ขอความเห็นชอบ ต่อสภาในการนำแผนมาใช้ ทำให้ระบบความรับผิดชอบต่อสาธารณชนขาดตอนไปนะครับ เพราะฉะนั้นน่าจะมีบทบัญญัติที่จะให้รัฐบาลต้องจัดทําแผนบริหารราชการแผ่นดิน โดยมี พระราชบัญญัติเปึ้นตัวกำหนด จะทำให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภามากขึ้น ไม่อย่างนั้น แล้วรัฐบาลก็จะเลี่ยงบาลีแบบคราวที่แล้วที่เราเคยเจอ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เปึ้นอันว่ากรอบ ๑ เราผ่านไปได้นะครับ ก็จะขึ้นกรอบ ๒ นะครับ ผมมีรายชื่ออยู่ในนี้ขึ้นแล้วนะครับ ท่านเสรี นิมะยุ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม นายเสรี นิมะยุ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หมายเลข ๐๘๘ ก่อนอื่น ข้อที่จะพูดตามกรอบต่าง ๆ ที่ท่านประธานได้มอบไว้ ไม่ว่า กรอบที่ ๑ สิทธิเสรีภาพ หรือการ กระจายอำนาจนั้น ก็ดังที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดหลายท่านนั้น ผมก็คงจะใช้เวทีแห่งนี้เพียง ๑ นาที ๒ นาที เพื่อจะเสริมตามที่คุณวัชรา หงส์ประภัศร ได้พูดเมื่อสักครู่นั้น กระผม กำนันเสรี นิมะยุ เสียงจริง ตัวจริงครับ ที่จะสะท้อนให้ท่านประธานได้รับทราบว่า ชีวิตการเปึนกำนัน ในบางครั้งนั้นถ้าผมไม่พูดเลย สมาชิกกํานันผมทั่วประเทศกําลังจับตาดูว่า สมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้เสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อจะแก้โครงสร้างระบบของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือท้องที่อย่างไรบ้างในส่วนภูมิภาค ในจุดนี้ตามที่คุณวัชราได้พูดเมื่อสักครู่นั้น ผมเองก็ได้ พยายามดูในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะคลอดขึ้นมาใหม่นี้ ส่วนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนของ ท้องที่ ส่วนของภูมิภาคนั้นส่วนมากเราจะไม่ค่อยให้ความสําคัญในจุดนี้ ผมเองก็ได้พูดนําเสนอ ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการทุกครั้งในการพูดว่า ตราบใดที่ความเข้มแข็งไม่มีในพื้นที่ ในหมู่บ้านแล้ว ปัญหารากหญ้าจริง ๆ ชีวิตที่รู้ความเปึนอยู่ของสังคม ของพี่น้องประชาชนนั้น ก็คือว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านส่วนหนึ่งที่จะรู้ ไม่ว่าในอดีตสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ที่อำเภอบางปะอิน ในส่วนนี้ก็ตามที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ การปกครองนั้นก็ได้ระบุ อย่างชัดเจน ถ้าเกิดว่าเราไม่มีความชัดเจนในจุดนี้ การทำงานต่าง ๆ นั้น ในระดับจังหวัดนั้น จะมีความล้มเหลว โดยเฉพาะในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ความสงบในพื้นที่ ผมจะมานำวิเคราะห์กับท่านว่า โครงสร้างของระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นมันมีผิดพลาด มาตั้งแต่ได้ดำเนินการในอดีตนั้น ประการที่ ๑ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง นั้นเปึนโครงสร้างที่ผิดพลาด ท่านประธานที่เคารพ ตามอำนาจหน้าที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตาม พรบ. ป้ ๒๔๕๗ นั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะต้องดูแลความสงบในพื้นที่ แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะต้องมาจากระบบการเลือกตั้ง แล้วระบบการเลือกตั้งที่หนักจริง ๆ คือระบบ การเลือกตั้งของกำนั้น จะต้องมีการเลือกตั้งเปึนผู้ใหญ่บ้านมาก่อน แล้วก็มาเปึนกำนั้น เท่ากับว่าการเลือกตั้ง ๒ รอบ ผมถามท่านประธานว่า ถ้าจะให้ดูแลความสงบในพื้นที่ เมื่อมีระบบการเลือกตั้งแล้วท่านสามารถจะปฏิบัติได้หรือไม่ เสมือนท่านเจ้าหน้าที่ทหาร หรือตำรวจถ้าเกิดมาจากระบบการเลือกตั้งแล้วจะตอบสนองหน่วยงานของรัฐได้หรือไม่ นี่คือประการหนึ่ง ผมเชื่อมั่นเลยว่าถ้าระบบการเลือกตั้งแล้วจะสนองตอบต่อระบบ การดูแลความสงบในพื้นที่นั้นย่อมจะกระทำไม่ได้ จุดนี้ท่านประธานควรจะคำนึงถึง ด้วยในกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่ากํานั้น ผู้ใหญ่บ้านควรจะอยู่ในส่วนไหนของกฎหมาย รัฐธรรมนูญตามกฎหมายลูกที่จะตามมาครับ ประการที่ ๒ ถ้าเกิดว่ากํานั้น ผู้ใหญ่บ้านให้แต่ งานอย่างเดียวโดยที่ท่านไม่ได้เสริมอาชีพให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ว่าสวัสดิการ ไม่ว่าเรื่อง ใด ๆ ก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าระบบโครงสร้างที่จะทำงานในระดับรากหญ้าต่อไปนั้นคงจะมีความ ล้มเหลว ท่านประธาน ผมอยากนำเรียนให้ท่านประธานทราบว่า บางครั้งทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมัน จะนำไปสู่การทำประชามติในพื้นที่ เพราะผมกลับไปทุกครั้ง เพื่อนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้สอบถาม ตลอดเวลาว่าตัวแทนของท่านได้นั่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้ถามหรือไม่ ในประเด็นส่วนของท้องที่ ตามรัฐธรรมนูญที่มีในอดีตนั้นก็จะมีแต่ท้องถิ่นอย่างเดียว สิ่งนี้อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าควรตระหนักถึงและก็คำนึงถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านโดยอาชีพหลักด้วย เพื่อจะเปึนประโยชน์ต่อความสงบในบ้านเมืองต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ผมมีรายชื่ออยู่ ๒ ท่าน ตามตารางนี้ ท่านประดิษฐ์ กับท่านวิทยาครับ ขอเรียนเชิญท่านประดิษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประดิษฐ์ เหลืองอร่าม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากการที่ผมได้ออกเป่ดเวทีรับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชนในเขตจังหวัดเพชรบุรีครบทั้ง ๘ อำเภอแล้วนั้น ขณะนี้เท่าที่ผมได้ ประมวลผลทั้งจังหวัดแล้ว แล้วดูจากความคืบหน้าจากการรายงานของคณะกรรมาธิการ ยกร่างฯ ทั้ง ๓ กรอบแล้ว กระผมมีความพอใจในระดับหนึ่ง เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วมีความเห็น สอดคล้องกันกับที่กรรมาธิการยกร่างฯ รายงานมา แต่มี ๒ ประเด็น ที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานคือ ในเรื่องของสมาชิกวุฒิสภานะครับ เสียงก้ํากึ่งระหว่างการเลือกตั้งโดยตรง กับการสรรหา ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าหากว่าเราจะให้เลือกตั้งโดยตรงนั้น เราควรจะกําหนดอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ห้ามมีการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เพื่อให้ขาดจากฝ์ายบริหารโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าเกิดเราจะเลือกตั้งสรรหา ถ้าเราจะสรรหาก็ให้มี การแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ใน ๒ ประเด็นนี้ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของการเป่ด เวทีชาวบ้าน หรือสภาชาวบ้าน ตรงนี้ผมขอกราบเรียนว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่า เปึ้นการให้ประชาชนในระดับหมู่บ้านนั้นได้เรียนรู้การเมือง ได้มีการเตรียมคนเข้าสู่ การเมืองในระดับท้องถิ่น แล้วก็สภาแห่งนี้ที่เราจะกำหนดตรงนี้ในเวทีชาวบ้านก็จะเปึน การเรียนรู้บุคคลที่เข้าสู่การเมือง เพราะฉะนั้นอยากจะให้ท่านประธานและกรรมาธิการยกร่างฯ ให้ความสำคัญส่วนนี้ แล้วก็อีกประการหนึ่งคือสภาชาวบ้านก็จะเปึนการช่วยกลั่นกรองคน เข้าสู่การเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและก็ระดับจังหวัด เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีสภาอยู่ ทุกหมู่บ้านในทั่วประเทศผมเชื่อว่าตัวแทนของพี่น้องประชาชนจะมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และเขาจะรู้ว่าเขาควรจะเลือกตัวแทนของเขามีคุณลักษณะอย่างไรนะครับ ตรงนี้เรียนฝาก ท่านประธานไว้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านวิทยาครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา คชเขื่อน สสร. ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่ท่านกำนันเสรีได้อภิปรายไปเมื่อกี้นี้ครับ คือข้อเท็จจริง ที่ท่านประธานจะต้องทราบ แล้วก็ขอเรียนฝากไปถึงท่านไพโรจน์ครับว่าหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เราทำทุกกระทรวง มันเปึนหน้าที่ที่หนักหน้าสากรรจ์ที่ต้องอยู่กับพี่น้องประชาชน และมันมีผลต่อเนื่องไปหลาย ๆ เรื่องนะครับ ทั้งการปกครองประเทศ ความเปึนอยู่ของพี่น้อง ประชาชน ทุกอย่างไปรวมที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะฉะนั้นเปึ้นหน้าที่ที่ท่านคณะกรรมาธิการ จะต้องพิจารณาให้หนักในเรื่องนี้ว่าจะใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอย่างไร นั่นคือประเด็นที่ ๑ นะครับ ขออนุญาตไปในส่วนของกรอบที่ ๑ หน้าที่ ๓ ขอเพิ่มข้อความนะครับ เนื่องจากที่ขอเพิ่ม ข้อความนี้เพราะว่าในส่วนนี้มันมีส่วนหนึ่งที่นักเรียน นักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาโดยใช้เงิน จากส่วนของหวยมาให้การสนับสนุนนักเรียนเพื่อไปเรียน ๑ ตำบล ๑ ดอกเตอร์ (Doctor) ให้คำ นิยามว่าอย่างนั้นตอนแรกนะครับ แต่ตอนนี้ก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนไปแค่ไหน หรือปล่อยทิ้งแล้วก็ไม่ทราบนะครับ แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าเพิ่มข้อความในส่วนนี้ว่า รัฐให้ การสนับสนุนในเรื่องของทุนการศึกษาถึงระดับปริญญาตรีหรือระดับปริญญาเอก ในกรณีที่เด็ก บางคนสามารถจะเรียนไปได้นะครับ นี่คือข้อที่ ๑ นะครับ สําหรับส่วนที่ ๒ หน้าที่ ๕ รัฐให้มี ส่วนร่วมและให้ใช้อํานาจของรัฐภายนอกรัฐ นี่หมายถึงว่าเขตการค้าเสรี ขณะเดียวกันนี่ก็ อยากจะขอเพิ่มในส่วนของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และในส่วนของการขายกิจการของรัฐ ซึ่งเปึ้น ปัญหากับรัฐบาลยุคปัจจุบันนะครับ ในส่วนที่ ๓ กลไกการสนับสนุนการมีส่วนร่วม หน้าที่ ๕ นะครับ ในส่วนหนึ่งที่เปึนปัญหากับพี่น้องประชาชนก็คือรัฐให้การสนับสนุน รัฐตั้งนโยบายมา เช่น การกล้ายางบ้าง เช่น การให้วัว แจกวัวลงไปเลี้ยงบ้างนะครับ โครงการเหล่านี้ดูว่ามันจะ ได้ผล จะประสบความสำเร็จ แต่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จนะครับ ในกรณีอย่างนี้รัฐต้อง รับผิดชอบนะครับ อยากให้รัฐรับผิดชอบในโครงการที่รัฐทําให้เกิดความล้มเหลว สําหรับผมก็ ขออนุญาตเพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปท่าน สสร. วิชัย รูปขำดี เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิชัย รูปขําดี สสร. นะครับ ประเด็นที่ผมจะขออภิปรายก็อยู่ในกรอบที่ ๒ ผมเข้าใจว่าขณะนี้อยู่ที่กรอบที่ ๒ แล้วใช่ไหมครับ เปึนประเด็นที่ ๖ เรื่องเกี่ยวกับพรรคการเมือง ผมได้เคยอภิปรายไว้ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการยกร่าง แล้วก็ประเด็นที่อภิปรายก็คือว่าอยากให้เห็นว่าการสนับสนุนพรรค การเมืองนั้นควรจะมีระบบกลไกที่ประชาชนสามารถที่จะเข้าไปสนับสนุนพรรคการเมือง ได้โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่เปึนคนชั้นกลาง แต่ปรากฏว่าในร่างที่ยกมาก็มี หลายประเด็นครับที่เปึนของใหม่ ๆ แล้วก็มีประโยชน์ แต่ว่าประเด็นที่กระผมได้นําเสนอไว้ปรากฏว่าไม่มีอยู่ในสิ่งที่เปึ้นทั้งความเห็นของ คณะอนุกรรมาธิการแล้วก็ความเห็นของคณะกรรมาธิการด้วยนะครับ โดยเฉพาะประเด็น สุดท้ายในหน้าที่ ๑๐ ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับที่กระผมได้เสนอไว้ในครั้งก่อน ก็คือว่าควรกำหนด รูปแบบระบบพรรคการเมืองที่เหมาะสมกับการเมืองไทย ซึ่งตรงนี้ก็ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการ บอกว่าให้ตัดออก ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ได้นำเสนอไว้นี่ก็คงจะไม่มี กระผมจึงอยากจะทบทวนขอให้ ท่านคณะกรรมาธิการได้กรุณาลองพิจารณาว่าน่าจะไปปรากฏอยู่ที่ใดที่หนึ่งในประเด็นเกี่ยวกับ พรรคการเมืองนะครับ สิ่งที่ผมได้เสนอไว้ก็คือว่าทำอย่างไรที่จะให้การสนับสนุนพรรคการเมือง ได้มีการสนับสนุนโดยคนชั้นกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเปึ้นผู้ที่เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา แล้วก็เมื่อประชาชนเลือกที่จะสนับสนุนพรรคใดนี่ เขาก็มีสิทธิที่จะระบุภาษีที่เขาเสียให้กับพรรค การเมืองนั้น ๆ โดยตรง และถ้าหากว่าพรรคการเมืองนั้นไม่เปึ้นที่พอใจ ไม่เปึ้นที่นิยมของ ผู้เสียภาษี ในป้ภาษีถัดไปเขาก็มีสิทธิที่จะเปลี่ยนพรรคการเมืองได้ ตรงนี้สิ่งที่ผมได้เสนอไว้ก็คือ ว่าให้ประชาชนสามารถระบุการสนับสนุนพรรคการเมือง โดยผ่านระบบภาษีรายได้บุคคล ธรรมดา โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งจากการได้จัดสัมมนาในเรื่องนี้ที่สถาบันพระปกเกล้า ก็มีผู้ที่เห็นด้วยส่วนใหญ่ แล้วก็ได้สอบถามทางกรมสรรพากรซึ่งเปึนหน่วยงานที่ปฏิบัติ ก็ทราบว่าเปึนประเด็นที่สามารถจะดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ กระผมจึงอยากจะขอทบทวน เรื่องนี้ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ
กรรมาธิการคงรับไว้นะครับ ขอเรียนเชิญท่านคุณหมอธีรวัฒน์ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายแพทย์ธีรวัฒน์ ร่มไทรทอง สสร. ๐๓๑ ครับ เนื่องจากการออกไปรับฟังความคิดเห็นของผมในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือและหลาย ๆ ส่วนนะครับ ก็มองดูแล้วเกี่ยวกับที่กรรมาธิการยกร่างฯ ยกร่างมานะครับ เรื่องสิทธิก็มีหลายอันที่ผมเห็นด้วยนะครับ และมีหลายท่านได้อภิปราย ไปแล้ว เปึนสิ่งที่ดีมากนะครับ จากที่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ของผมได้ขอร้องมา ก็มีหลายสิทธินะครับที่ได้ แต่เนื่องจากเวลาจํากัดก็เลยคิดว่าเปึนส่วนมากนะครับ เกี่ยวกับเรื่อง ที่ผมมองดูอีก ผมในฐานะเปึนแพทย์นะครับ ได้ไปสอบถามจากทางสาธารณสุขด้วยนะครับ ก็มีสองสามเรื่องนะครับ ผมคิดว่าเรื่องการศึกษาก็มีแล้วนะครับ แต่การสาธารณสุขไม่มีนะครับ ผมคิดว่าคนเราจะอยู่ดีกินดีนั้นจะต้องมีองค์ประกอบทั้งร่างกายและจิตใจหรือสมองด้วยนะครับ ซึ่งสมองก็มีบรรจุไว้แล้วคือการศึกษานะครับ แต่ร่างกายยังไม่มีเลย ไม่มีพูดถึงครับ มีพูดถึง คนพิการก็เปึนสิ่งที่ดี เด็กก็ดีครับ แต่เรื่องสุขภาพของคนที่จะทำงานเปึนแรงงานของประเทศนี่ ยังไม่มีครับ แล้วก็จากเมื่อป้ ๒๕๔๐ ครับ ผมเปึนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อป้ ๒๕๔๐ นั้น ผมก็ได้มีส่วนในการยกร่างเกี่ยวกับ เรื่องการสาธารณสุขนะครับ ผมเห็นว่ามาตราสองสามมาตราที่ร่างออกไปแล้วเจตนารมณ์ แบบหนึ่ง แต่คนเอาไปใช้อีกเจตนาหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาครับ ซึ่งความจริงก็ไม่มีปัญหา อะไรมากถ้าเข้าใจตามเจตนารมณ์ของตัวบท แต่เราไปถือตามลายลักษณ์อักษร แล้วก็ผมคิดว่า ควรจะต้องตัดลายลักษณ์อักษรบางตัวเพื่อให้เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจำเปึน จะต้องนํามาพูดในวันนี้ อย่างมาตรา ๕๒ บุคคลย่อมมีสิทธิในการรับบริการทางการแพทย์ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้ มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ และก็อีกอันหนึ่งก็ การบริการทางสาธารณสุขของรัฐต้องเปึนไป อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน มีส่วนร่วมด้วยเท่าที่กระทำได้ การปัองกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องจัดให้แก่ประชาชน โดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ จุดที่เปึนปัญหาก็คือ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ตรงคำว่า เสมอกัน นั้น อย่างสมมุติอยู่ที่บ้านป์าเมืองเถื่อน อนามัยอยู่ตรงจุดนั้นจะให้มาตรฐานเสมอกับโรงพยาบาลรามาฯ โรงพยาบาลอะไรต่าง ๆ นั้นเปึนสิ่งที่เปึ้นไปไม่ได้ แต่ให้ได้มาตรฐาน มาตรฐานอยู่ที่อนามัย มาตรฐานอยู่ที่โรงพยาบาล จังหวัด มาตรฐานอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย อันนั้นได้มาตรฐานแต่ละมาตรฐาน แต่ไม่ใช่ว่า เสมอกัน เพราะผมออกไปรับฟังและประชาชนบอกผมอยากให้มีความสามารถของโรงพยาบาล จำนวน หรือโรงพยาบาลยางตลาดเท่าเทียมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยจุฬาฯ หรือมหิดล หรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งผมว่าอันนั้นถ้าไม่ตัดตัวนี้ออกจะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ นะครับ แล้วอีกอันหนึ่งเกี่ยวกับมาตรฐาน โดยมีการร่วมจ่าย ที่ผมคิดว่าอยากจะให้เพิ่มคือ ให้เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะในนั้นบอกว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทาง สาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน ปรากฏว่าอันนั้นไม่ใช่แปลว่ารักษาฟรีนะครับ แปลว่ามีส่วนร่วมจ่าย เพราะว่ามีอีกวรรคหนึ่งบอกว่า ผู้ยากไร้มีสิทธิในการรักษาพยาบาลจากสถานบริการ สาธารณสุขของรัฐโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เดี๋ยวนี้เรารักษาฟรีไปหมดดีไหมครับ ดีครับ เพราะว่าเปึนสิทธิของประชาชน ผมเห็นดีด้วย แต่ด้วยความเปึนจริงแล้วมันฝ๋นกับความเปึนจริง งบประมาณไม่พอครับ ผมได้ถามกระทรวงสาธารณสุขแล้วเขาบอกงบมันไม่พอถ้าออกมา แบบนี้ ผมเลยคิดว่าจะเปึนปัญหา ถ้ามีส่วนร่วมจ่าย เพราะว่าใน พรบ. มาตรา ๕ ของ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อป้ ๒๕๔๕ ก็ได้บอกว่าให้มีส่วนร่วมจ่าย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เพื่อให้กฎหมายแม่กับลูกเชื่อมโยงกันได้ถูก และก็ตามความเหมาะสม ตามความเปึนจริง ตามธรรมชาติที่เปึนอยู่ จ่าย ๑ บาทก็เปึนไปได้ หรือเท่าไรก็ได้เพื่อเปึ้นทางออกให้ในการบริหาร อันนั้นขึ้นอยู่กับงบประมาณ แล้วก็แนวนโยบายของประเทศนะครับ และอีกมาตราหนึ่ง มาตรา ๘๒ รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐาน และประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง แต่ผมอยากให้เพิ่ม และเปึนธรรมแก่ทุกฝ์าย ครับ เพราะเปึ้นเรื่องของการใช้สิทธิ เราให้สิทธิแล้ว เราต้องสอนการใช้สิทธิของประชาชนด้วยนะครับ เพราะว่าเราปกครองโดยนิติรัฐ แล้วก็นิติธรรม นิติธรรมคือการดูแลสิทธิทั้ง ๓ ฝ์าย หรือฝ์ายที่มาเกี่ยวข้องครับ ให้ความเปึนธรรมกับทุกฝ์าย แต่ที่ผ่านมาเราให้สิทธิประชาชน ซึ่งเปึนสิ่งที่ดีครับ คุณพ่อผมเสียชีวิต ผมได้มาเรียนแพทย์ มาเพื่ออยากจะรู้ว่ามันอะไร คืออะไรวงการแพทย์ เข้ามาแล้วก็ได้รู้ว่ามีหลายอย่างครับ โรค รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตายก็มี มันเปึนสิ่งที่หมอทุกคนจะต้องผ่าน เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่า เพื่อให้ไม่เกิดความแตกแยกสามัคคีในสังคมนะครับ ผู้ปฏิบัติงานกับผู้ได้รับการปฏิบัติและผู้ ควบคุมการปฏิบัติก็คือรัฐ ผู้ปฏิบัติงานคือแพทย์ พยาบาลต่าง ๆ และผู้ที่ได้รับการปฏิบัติคือ ประชาชน ให้มีความสมานฉันท์กันบนเมตตาธรรม ฐานเมตตาธรรมจะดีกว่าฐานของสิทธิครับ แต่ก่อนเราคบกันด้วยฐานเมตตาธรรม เดี๋ยวนี้เราคบกันด้วยฐานสิทธิ ซึ่งเรียกร้องสิทธิมาก ถ้า สิทธิฝ์ายเดียวก็แย่ครับ เหมือนประชาชนเราก็ต้องให้สิทธิเขา เพราะว่าประชาชนเปึนใหญ่ใน แผ่นดินนะครับ ผมก็เปึนประชาชน เปึนเอกชนด้วยและประชาชนด้วย แต่ผมคิดว่าควรจะต้องมี การใช้ดุลของอำนาจ หรือดุลของสิทธิ เพื่อให้สังคม ในโบราณที่ผ่านมาเขาก็ใช้แบบนั้นเขาอยู่ อย่างเปึนสุขสงบครับ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ผมอยากขอให้เพิ่ม ให้เปึ้นธรรมแก่ทุกฝ์าย ครับ อยากให้เติมในจุดนั้นลงไปนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วปัญหามันจะเกิดสิทธิฝ์ายเดียว ท่านสังเกตดู ไก่ แล้วก็วัวนม ถ้าได้รับการดูแลอย่างดีนะครับ มันจะให้น้ำนมดี ให้ไข่ดี หมอ พยาบาลได้รับ การดูแลดีก็ควรจะให้ผลผลิตออกมาดี เหมือนข้าราชการทุกหมู่เหล่า ที่ผมเปรียบเทียบนี่ทุกหมู่ เหล่าครับ ผู้ที่ให้บริการนะครับ แต่เราไม่ลืมสิทธิของผู้รับบริการ อันนั้นเปึนใหญ่ครับ ผมเน้น จุดนั้น แล้วก็มาตรา ๕๐ ครับ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพ หรือการแข่งขันเสรีเปึ้นธรรม ผมอยากขอเพิ่ม บุคคลที่ปฏิบัติตามมาตรฐานและถูกต้อง ตามจริยธรรม จะต้องได้รับการคุ้มครอง อันนี้สำคัญครับ เพราะว่าการแข่งขันโดยเสรีเราต้อง มีธรรมาภิบาลครับ คือธรรมาภิบาลไม่ว่าจะเปึนการประกอบอาชีพอะไร ทางการแพทย์ ก็เช่นเดียวกันครับ ต้องมีการคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามมาตรฐานและถูกต้องตามจริยธรรม จะต้องได้รับความคุ้มครอง ไม่เช่นนั้นแล้วผู้ที่ปฏิบัติจะไม่ได้รับความคุ้มครอง ถ้าเขาเปึ้นโจร ก็ต้องจับ ถ้าเขาเจตนาไม่ดีก็ต้องจับ แต่ถ้าเขาทําตามทํานองคลองธรรมแล้วนะครับ ผมคิดว่าต้องช่วยเขาครับ เพราะหลายท่านเกิดขึ้นมา ข้าราชการ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ได้รับ ความไม่เปึ้นธรรม เพราะตรงจุดนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้เพิ่มตรงบุคคลที่ปฏิบัติงาน ตามมาตรฐาน และถูกต้องตามจริยธรรมจะต้องได้รับการคุ้มครองครับ แล้วก็อีกอันหนึ่งครับ มาตรา ๕๒ ขอเติมนิดหนึ่งครับ แป็บเดียวครับ
คุณหมอครับ ไม่แป็บแล้วครับ หมดเวลาแล้วครับ
แป็บเดียวครับ จบแล้วครับ โดยจะต้องส่งเสริม ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมด้วย มาตรา ๕๒ นะครับ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่อง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมขอเสี้ยววินาทีครับ เกี่ยวกับผมอยากให้มีการเพิ่มเติมเรื่อง การพาณิชย์นาวีครับ เพราะอันนั้นเปึนการขนส่ง สมัยนี้เปึนสมัยการขนส่งเปึนใหญ่ครับ ทางการขนส่งทางเรือนะครับ แล้วก็ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ผมอยากให้เติมคำว่า พลังงาน ไปด้วยในนั้น เพราะเปึ้นเรื่องใหญ่ของประเทศครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณคุณหมอครับ ต่อไปก็เปึ้นท่านอรรครัตน์ รัตน์จันทร์ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมมีข้อสงสัยและข้อเสนอแนะตามเอกสารสรุปความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมืองดังนี้นะครับ ในส่วนของประเด็น หมวดรัฐสภานะครับ ในเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๑.๓ คุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งนะครับ ซึ่งในข้อ ๒ ลักษณะต้องห้ามเขียน ไว้ว่า ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่เกินห้าป้ในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ความผิดนั้นจะได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งในประเด็นนี้ ผมมองดูแล้วไม่ทราบว่าจะเหมือนกันหรือแตกต่างกันกับข้อ ๑.๔ นะครับ ที่ได้ระบุไว้ว่า เมื่อมีการต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แม้จะเปึ้นเพียงการรอลงอาญาให้จำคุกก็ควรให้ พ้นจากตำแหน่ง คือในข้อ ๑.๔ มีที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ แม้ว่าจะเปึ้นเพียงการรอลงอาญา ซึ่งผมไม่ทราบว่าในส่วนของข้อ ๒ จะรวมถึงในตรงนี้ด้วยหรือเปล่านะครับ แล้วสำหรับ ในข้อ ๑.๔ ในด้านความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการนะครับ ผมเห็นว่าข้อความที่บอกว่า แม้จะเปึ้นเพียงการรอลงอาญาให้จำคุก ผมคิดว่าคำว่า จำคุก นี้น่าจะซ้อนกันนะครับ น่าจะใช้ คำว่า แม้จะรอลงอาญา คำเต็ม ๆ ประโยคเต็ม ๆ ก็คือ เมื่อต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แม้จะรอลงอาญาก็ควรให้พ้นจากตำแหน่ง สั้น ๆ อย่างนี้ครับ อันนี้ผมเสนอแนะนะครับ
ในส่วนประเด็นต่อไปนะครับ ประเด็นที่ ๕ คณะรัฐมนตรี วาระการดำรง ตําแหน่ง ในความเห็นของคณะอนุกรรมาธิการระบุว่า ให้ดํารงตําแหน่งไม่เกินสองวาระ ติดต่อกัน ส่วนในความเห็นของคณะกรรมาธิการบอกว่า เห็นด้วย โดยให้บัญญัติเปึน ดำรงตำแหน่งไม่เกินแปดป้ติดต่อกัน ในประเด็นนี้จากการที่ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในจังหวัดมุกดาหารก็ได้มีข้อถกเถียงกันนะครับ เนื่องจากคำว่า แปดป้ นั้น หมายความว่า ถ้าเกิดผู้ดำรงตำแหน่งอยู่มาจนถึงป้ที่ ๗ แล้วเกิดข้อลาออกไป นั่นก็คือ สามารถที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งตรงนี้ได้ ตรงนี้ผมขอฝากเปึนข้อเสนอแนะนะครับว่า คือได้มีการอภิปรายกันในเวทีรับฟังความคิดเห็นว่า ควรจะระบุว่า ไม่ควรเกินสองวาระ ติดต่อกัน ครับ ผมมีคำถามอีกข้อหนึ่งซึ่งจะใช้เวลาสัก ๓๐ วินาทีแค่นั้นนะครับท่าน ก็คือ ในส่วนของประเด็นในเรื่องขององค์ประกอบของตุลาการรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งในข้อ ๕ ระบุ ว่า ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือสาขาอื่น ซึ่งจะต้องมีความรู้ ความ เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ ในตรงนี้ผมเห็นว่าในข้อ ๔ ได้มีการระบุถึงผู้ทรงคุณวุฒิสาขาวิชา นิติศาสตร์เอาไว้แล้ว ซึ่งตรงนี้ผมอยากให้เปลี่ยนข้อ ๕ ในส่วนที่เกี่ยวกับต้องมีความรู้ ความ เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ เปึน มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปก็เปึ้นท่านหลักชัย กิตติพล อยู่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ กระผม หลักชัย กิตติพล สมาชิกหมายเลขที่ ๐๙๐ กระผมขออภิปรายเรื่องเกี่ยวกับ กรอบที่ ๒ นะครับ ตามที่ได้ไปทำงานมาที่จังหวัดระยองแล้วก็ภาคอีสานที่สกลนครนะครับ ผมเองก็มีความกังวล ครั้งแรกที่ไปท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ไม่ไป ประชาชนก็ให้ความสนใจมาก นะครับ แต่ว่าหลัง ๆ นี้เนื่องจากมีกระแสหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะการที่กรรมาธิการยกร่างฯ มีข้อออกมาว่า ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. เขตกับ สส. ปาร์ตีลิสต์ แต่อนุกรรมาธิการยกร่างฯ กรอบที่ ๒ บอกว่า ควรจะมี สส. ระบบปาร์ตีลิสต์ อยู่อีก ๘๐ อันนี้ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่รับฟังมาว่า ไม่ควรจะมีปาร์ตีลิสต์ แต่ทำไมอนุกรรมาธิการถึงบอกว่ามีปาร์ตีลิสต์ ทำให้ทุกคนคลางแคลงใจว่าพวกเรา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๐๐ คนไปทําป่าหี่ให้เขาเสียงบประมาณของประเทศ แล้วก็ จริง ๆ แล้วก็เก็บข้อความต่าง ๆ เหล่านี้มาให้อาจารย์เจิมศักดิ์ แล้วอาจารย์เจิมศักดิ์จะสรุป ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ นะครับ ว่าจะสรุปแล้วให้ทางกรรมาธิการยกร่างฯ แล้วกรรมาธิการยกร่างฯ จะเอาเรื่องพวกนี้เข้ามาใส่ไว้เปึนเสียงส่วนมากไหม ในจุดนี้ผมเอง ก็พยายามอธิบาย แต่อันนี้เปึนศรัทธาของประชาชน เพราะว่าที่หลาย ๆ แห่งเขาก็กังวลว่า ถ้าสมมุติว่าเปึนอย่างนี้ ประชาชนที่จะมาออกความคิดเห็นอย่างที่ระยองเราก็น้อยลง ก็เพราะว่าหลายคนก็ไม่ให้ความมั่นใจในตรงนี้ เดี๋ยวผมก็ต้องขออนุญาตให้ท่านกรรมาธิการ ยกร่างฯ ช่วยกรุณาให้ความมั่นใจตรงนี้นิดหนึ่ง รวมทั้งกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ช่วยกรุณาที่จะให้ความมั่นใจกับประชาชน เพราะว่าสิ่งนี้พวกเรากรรมาธิการประจำจังหวัด ทุกจังหวัดทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขากลัวว่าเราจะเอาข้อมูลต่าง ๆ ใส่กล่องไว้ ไม่สามารถที่จะออกมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ อันนี้เปึนข้อกังวล ซึ่งผมเองก็ได้รับข้อมูลก็ต้องรายงาน ให้ที่ประชุมนี้รับทราบและทุกคน ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนทำงานด้วยความจริงใจแล้วก็ต้องการ ผมเองต้องการให้สมาชิกสภาร่างฯ ทุกคนเปึ้นน้ําหนึ่งใจเดียวกันในการที่จะทํางาน เพื่อประเทศชาติ เพราะผมเข้าใจว่างานนี้เปึนงานของประเทศชาติแน่นอนอยู่แล้ว อันนี้เขามี ข้อกังข้ามา ผมเองก็ต้องฝากผ่านท่านประธานไปที่กรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ
และเรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับพื้นที่ในความคิดเห็นของทางจังหวัดระยอง หลายท่านก็มีความคิดเห็นว่าไม่ควรที่จะรวมเขต เพราะว่า สส. ไม่สามารถที่จะไปดูแล พื้นที่ของตัวเองได้ ผมเข้าใจแล้วครับว่าในกรรมาธิการยกร่างฯ และหลาย ๆ ท่านในสภาของเรา คิดว่าการที่ สส. นี่จะต้องมาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่มีหน้าที่ที่จะไปดูแลในพื้นที่อย่างเดียว แต่ว่าในเมื่อเสียงสะท้อนของประชาชนในจังหวัดระยองมีความคิดเห็นมา กระผมก็ต้อง สะท้อนให้ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ได้รับทราบ อันนี้เปึนประเด็นที่ ๒ นะครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องจำนวน สส. นะครับ จำนวน สส. ทุกแห่งที่ได้รับฟังมานะครับ กราบเรียนท่านประธานว่าต้องการที่จะลดเพื่อลดงบประมาณแผ่นดิน อันนี้เปึ้นที่ชัดเจนนะครับ ต่อมาเรื่องวุฒิ หลาย ๆ ท่านก็เห็นด้วยกับ สส. เขตนะครับว่าไม่จําเปึนต้องปริญญาตรี แต่ถ้า เปึนวุฒิสมาชิกหรือเปึนฝ์ายบริหาร จําเปึนจะต้องจบปริญญาตรีเปึนต้นไป ท่านประธาน ที่เคารพ อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปึนเรื่องที่กระผมคิดว่ามีความสำคัญ ก็คือว่าในการดำรงตำแหน่งของ นักการเมืองไม่ว่าจะเปึนระดับประเทศหรือระดับท้องถิ่นเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นว่าอยากจะเปึน วาระไม่เกิน ๒ วาระ จะเปึน ๘ ป้หรือกี่ป้ก็ได้ แต่ขอให้ทุกแห่งนะครับ รวมทั้งท้องถิ่นด้วย อันนี้ ซึ่งมีความแตกต่างกัน กระผมก็คงจะใช้เวลาของสภาเพียงเท่านี้ ขอขอบพระคุณ แล้วก็ฝากท่าน ประธานไปให้ท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ เราคงจะหมดกรอบ ๒ แล้วใช่ไหมครับเพราะว่า ขึ้นชื่อหมายเลข ๑ มา นี่ยังกรอบ ๒ อยู่หรือครับ ท่านอาจารย์จรัส เปึนหมายเลข ๒ หมายเลข ๑ ถ้าอย่างนั้นท่านชาติชาย เจียมศรีพงษ์ เชิญครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ สมาชิก สสร. ครับ ขออนุญาตกราบเรียนกรอบ ๑ ควบกรอบ ๒ เลยนะครับ จะใช้ระยะเวลาที่กระชับนะครับ เรียนในเรื่องของการศึกษานะครับ ผมเห็นด้วยครับที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ให้มีการศึกษาภาคบังคับสิบสองป้ โดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย และรัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ นะครับ ในเรื่องของการศึกษาครับ ขออนุญาตเรียนกับท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างฯ นะครับ จะมีอยู่ ๓ องค์ประกอบ ใหญ่ ๆ ในเรื่องของการศึกษา ก็คือนักเรียน ครู และผู้ปกครองนะครับ หลายครั้งนะครับ ที่โรงเรียนที่อยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ ต่ามภูมิภาคต่าง ๆ นั้นมีนักเรียนที่น้อยลงนะครับ แล้วก็นักเรียนเข้ามาเรียนอยู่ในตามหัวเมืองต่าง ๆ ก็ทำให้ผู้ปกครองนั้นเสียค่าใช้จ่าย เยอะมาก ผมคิดว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนว่า การบังคับ ๑๒ ป้ ควรจะเขียนให้ชัดเจน ว่าความมาตรฐานคุณภาพการศึกษานั้นชัดเจนอย่างไร ผมอยากจะให้ทางกรรมาธิการได้เห็น ด้วยเถอะครับ เพราะว่ายังเห็นความสำคัญในเรื่องของบุคลากรครูผู้สอนด้วยนะครับ ปัจจุบันนี้ บางโรงเรียนมีนักเรียน ๒๐ คน ครู ๒ คน ตรงนี้ก็คงจะได้ขออนุญาตคุยในข้อที่ ๔ การมี ส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา บางโรงเรียนแทบแย่ เลยครับท่านประธาน โรงเรียนนั้นไม่ได้รับการพัฒนาก็เพราะว่าอาจจะขัดด้วยข้อระเบียบ ข้อกฎหมาย นักการภารโรงเสียชีวิต ไม่สามารถที่จะมีนักการภารโรงได้ ครูบ้างครั้งต้อง ลงมาล้างห้องน้ํา ห้องส้วม ทําความสะอาดเองนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องของการมีส่วนร่วม ของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี่นะครับ ในเรื่องของข้อระเบียบ กฎหมาย ถึงแม้ว่า จะมีข้อระเบียบที่ไม่สามารถให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น บางเรื่องนะครับควรที่จะได้ เข้ามามีส่วนร่วมดูแล ในเรื่องของการถ่ายโอนหรือไม่นั้น ผมคิดว่าให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการที่จะช่วยกันในเรื่องของการที่จะได้พัฒนาทางด้านการศึกษา นะครับ ผมขออนุญาตมาที่ในเรื่องของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ เห็นด้วยครับที่เขียนว่า กระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ถามว่า คําว่า มากขึ้น ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ บัญญัติเขียนไว้นะครับ ก็กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ กระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไม่เปึนไปตามที่ได้กําหนดไว้นะครับ ซึ่งตรงนี้เองนะครับ ผมขออนุญาตเรียนครับว่ามากขึ้น มากขึ้นอย่างไร แล้วก็เห็นด้วยครับ กับอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา การกระจายอำนาจทางด้านการคลังจะต้องกำหนดแผนที่ชัดเจน ว่ากระจายอย่างไร เมื่อกี้อาจารย์จรัส สุวรรณ์มาลา ขออนุญาตที่ได้เรียนกับที่ประชุมที่ให้ชื่อ ต้องเขียนให้ชัดเจนนะครับ แล้วก็ในเรื่องของอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็เช่นกันนะครับ เขียนว่า ให้มีอำนาจในการศึกษา บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ผมอยากให้ท่านประธานเขียนในเรื่องของสุขภาพอนามัย
-๔๙/๑ ในเรื่องของสาธารณสุข และความสำคัญอีกอย่างก็เปึ้นเรื่องของการกีฬาด้วย เพราะว่า ในปัจจุบันนี้ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการส่งเสริมเรื่องของกีฬาทุกประเภทก็จะได้ เสริมสุขภาพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับ การที่พี่น้องประชาชนนั้นมีสุขภาพที่แข็งแรง ก็ไม่ต้องไปรักษาพยาบาล ไม่ต้องไปเจ็บไปป์วยนะครับ ก็ขออนุญาตสรุปอีกเรื่องหนึ่งครับ ที่กำนันเสรีด้วยครับ ในเรื่องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็เช่นกัน ผมยังไม่เห็นในรายละเอียดเลย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้นจะอยู่กับพี่น้องประชาชนเช้าถึงเย็น เย็นถึงค่ำ อยู่ตลอดวัน ตลอดคืนเลย เดี๋ยวมีคำสั่งจากอำเภอบ้าง จากจังหวัดบ้าง ให้ทำหน้าที่ทุกกระทรวง ทบวง กรมเลย ก็ฝาก ท่านประธานดูในเรื่องของสวัสดิการ และค่าตอบแทนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วยนะครับ เพราะว่าในปัจจุบันนี้ในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเปึ้นภัยทางธรรมชาติ หรือภัยที่มนุษย์เราทำขึ้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ จะใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เพราะฉะนั้นก็ฝากทางท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยนะครับ ในรายละเอียดของกำนั้น ผู้ใหญ่บ้านนะครับ แล้วผมก็จะขอสรุปในกรอบ ๒ ในเรื่องของ สถาบันทางการเมืองเช่นกันครับ ในเรื่องของนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมคิดว่าจะต้องมาจาก การเลือกตั้ง จะต้องมาจากการเปึ้นผู้แทนราษฎร มิฉะนั้นแล้วก็จะทำให้เกิดปัญหากับผู้ที่ ลงเลือกตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมมุติว่าคนที่เปึนนายก อบต. คนที่เปึนนายกเทศบาล นายก อบจ. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะเปึนนายกฯ ได้หรือไม่ ก็ลองเปรียบเทียบดูนะครับ อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่อาจจะเห็นด้วยกับคุณอุทิศเมื่อเช้านี้ เรื่องของวาระการดํารงตําแหน่งของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ผมคิดว่าอย่าไปกำหนดในเรื่องของวาระเลยนะครับว่าจะ เท่าไร อย่างไร เพราะว่าในพื้นที่บางพื้นที่ถ้าการทํางานที่ต่อเนื่องนะครับ ในเรื่องของการ แก้ปัญหาภัยต่าง ๆ การพัฒนาต่าง ๆ ของแต่ละพื้นที่ ถ้าเขาสามารถทำได้แล้วนั้นผมคิดว่า ท้องที่และท้องถิ่นเหล่านั้นก็จะมีความรุ่งเรืองแล้วก็เจริญครับ ขออนุญาตขอบคุณท่านประธาน ครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ กรุณาอภิปรายอยู่ในกรอบ ๒ นะครับ แต่ว่าถ้าจะพาดพิง ไปบ้างในกรอบ ๑ ถ้าอยู่ในกรอบเวลาก็จะพิจารณาให้นะครับ แต่ขอความกรุณาเน้นในกรอบ ๒ เปึ้นหลักนะครับ ท่านอาจารย์จรัส กรอบ ๒ ใช่ไหม ครั้งที่ ๒ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม จรัส สุวรรณมาลา คือผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายใน ๒ ประเด็นสั้น ๆ สัก ๑ หรือ ๒ นาทีนะครับ ในเรื่องแรก ก็คือเรื่องจริยธรรมของ สส. ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นะครับ ในหน้า ๑๐ ได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้นะครับ แต่กระผมคิดว่ายังเหมือนกับลอย ๆ เพราะว่า ให้ไปพันไปผูกไว้กับเรื่องการจัดทําแผนพัฒนาทางการเมือง กระผมอยากจะเสนอว่าในเรื่อง จริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ดำรงตําแหน่งทางการเมืองนี่ ควรจะมีกฎหมาย กำหนดเปึ้นหลักการแล้วก็เปึนมาตรการเพื่อให้มีการกำกับดูแลตรวจสอบจริยธรรมของ นักการเมืองนะครับ คือทั้ง สส. และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองทั้งหมด และควรจะเขียน เปึ้นบทบัญญัติให้การกระทำผิดจริยธรรมเปึนการพ้นตำแหน่งหน้าที่ตามหลักการในข้อ ๑.๔ หน้า ๒ ด้วยนะครับ เพราะในนี้ไม่ได้เขียนทํานองนี้ไว้นะครับ คืออยากจะให้ลองนึกถึงหลักการ สากลนะครับ รัฐสภาในหลายประเทศเข้าให้มีการกํากับดูแลจรรยาบรรณของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจริง ๆ นะครับ แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขามี เอทิค โคด (Ethic code) (ที่ถูก : Code of Ethics) ที่กระทำผิดแล้วต้องพื้นหน้าที่ อยากจะให้ลองพิจารณา ในหน้า ๓ ครับท่านประธาน มีการเขียนไว้ในข้อ ๑.๑๕ บอกว่า การขยายฐานภาษีหรือการจัดเก็บภาษีให้ ตราเปึนพระราชบัญญัติ ห้ามตราเปึนพระราชกำหนด แล้วก็มีความเห็นของคณะกรรมาธิการว่า ไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ทบทวนเรื่องนี้ให้หนักนะครับ เพราะว่า การเก็บภาษีเปึนการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การเก็บภาษีเปึนการละเมิด สิทธิของประชาชน การให้อำนาจกับฝ์ายบริหารออกกฎหมายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชนโดยการออกพระราชกำหนด ไม่ชอบด้วยหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นที่ท่านไม่เห็นด้วยนี่อยากจะให้ลองตระหนักนะครับ ความจริงกระผมอยากจะ เห็นบทบัญญัติตรงนี้เขียนให้ครอบคลุมนะครับ คือการจัดเก็บภาษี การขยายฐานภาษี การยกเว้นลดหย่อนภาษีใด ๆ ทั้งปวง ให้ตราเปึนพระราชบัญญัตินะครับ สมมุติว่า คือผม ฟังจากที่ท่านพูดเมื่อตอนเช้าที่ท่านกรรมาธิการชี้แจงว่าการไม่เห็นด้วยนี่ท่านอธิบายว่า เกรงว่าจะไม่ยืดหยุ่นนะครับ เวลารัฐบาลจะใช้ภาษีเปึนเครื่องมือในการบริหารเศรษฐกิจ เดี๋ยวจะใช้ไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากจะให้ตระหนักความกังวลของท่าน นะครับ ลองดูให้ทั่ว ๆ ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ วันนี้มีประเทศใดบ้างที่ใช้ภาษีเปึนเครื่องมือ ในการบริหารเศรษฐกิจแบบฉุกเฉิน มีน้อยมากนะครับ วันนี้นโยบายภาษีของทุกประเทศ เปึนนโยบายที่ดํารงความเปึนเสถียรภาพที่สูงมาก ไม่ค่อยมีประเทศไหนที่ใช้ภาษีเปึน เครื่องมือในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบฉุกเฉินหรอก มีน้อยมากนะครับ มีก็แต่ ที่ประเทศไทยนี่แหละครับที่ใช้ภาษีเปึนเครื่องมือในการยกเว้น ใช้นโยบายนี้เปึนเครื่องมือ ในการยกเว้นลดหย่อน และก็ใช้เพื่อตัวเอง คือเพื่อรัฐบาล ละเมิดสิทธิของประชาชนนะครับ จะเปึนการลดหย่อนหรือการเพิ่มภาษีมีผลต่อการละเมิดสิทธิของประชาชนเท่า ๆ กันทั้งหมด จึงอยากจะให้ลองไตร่ตรองให้รอบคอบอีกครั้งนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปก็ท่านอุทิศ ชูช่วย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นาย อุทิศ ชูช่วย สมาชิกสภาร่างฯ ครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาที่จะอภิปรายในกรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันทางการเมือง จากการที่ได้ไปฟังความคิดเห็นในเวทีต่าง ๆ ครับ ในหมวดที่ ๑ เรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ แนวโน้มความเห็นใกล้เคียงกับคณะอนุกรรมาธิการ และกรรมาธิการครับ โดยประมาณ ๔๐๐ คน ซึ่งลดจากจํานวนเดิมจาก ๕๐๐ ลงมา สำหรับ สส. ระบบบัญชีรายชื่อจะมีหรือไม่ ผมก็อยากจะกราบเรียนถึงบรรยากาศของการ รับฟังความคิดเห็นในต่างจังหวัดนะครับ ส่วนใหญ่ทุกเวทีครับไม่เห็นด้วยที่จะมี สส. ระบบบัญชีรายชื่อนะครับ ซึ่งค่อนข้างจะไม่ตรงกัน หรืออาจจะว่าความเห็นของ คณะกรรมาธิการยังไม่เด็ดขาด แต่ผมเองก็อยากจะกราบเรียนนำความคิดของพี่น้อง ประชาชนที่เราไปฟังมา มาบอกกับคณะกรรมาธิการไว้เปึนการเบื้องต้นครับ เพื่อเปึนข้อมูล ในการที่จะนําไปสู่การตัดสินใจนะครับ เพราะว่าวันนี้เรายึดหลักเอกสารที่คณะทํางาน ทำออกมา ช่องที่ ๑ บอกว่า ประเด็น ช่องที่ ๒ บอกว่า ความเห็นของอนุกรรมาธิการ ช่องที่ ๓ บอกว่า ความเห็นของกรรมาธิการ วันนี้พวกเราในสภาแห่งนี้ครับกำลังมาบันทึกช่องที่ ๓ ช่องถัดไปครับ ช่องอื่น ๆ ที่เราได้ไปรับฟังความคิดเห็นมา เพราะฉะนั้นผมถือว่าถึงแม้ว่า การอภิปรายจะซ้ําซ้อนบ้างก็ให้เปึนความเห็น ความเชื่อมโยงของภูมิภาคต่าง ๆ ก็แล้วกัน นะครับว่าเราได้ฟังมาอย่างไร ท่านที่เคารพครับ นอกจากนั้นในเรื่องของการแบ่งเขตพื้นที่ ส่วนใหญ่ที่ฟังมาเห็นด้วยกับการขยายเขตพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้นของการแบ่งเขต สส. เปึ้นลักษณะ ๑ เขต แต่ว่า ๓ เบอร์ อะไรทํานองนั้นนะครับ ท่านที่เคารพทั้งหลายครับ สิ่งที่เราได้ไปตั้งเวที อีกประเด็นหนึ่งครับ ในเรื่องของการพ้นตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็น ส่วนใหญ่ว่าเมื่อต้องคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก ถึงแม้ว่าจะเปึ้นเพียงการรอลงอาญาก็ให้ พ้นจากตำแหน่งได้ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่นี่ประชาชนสนับสนุนมากนะครับ ประเด็นนี้ถือว่าตรงกันครับ กรณีสังกัดพรรคการเมืองก็เช่นกันครับ ก็เปึนไปตามที่ คณะอนุกรรมาธิการได้มีความเห็นตรงกัน ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นในส่วน ของสุดท้ายที่เกี่ยวกับวุฒิสมาชิก วุฒิสมาชิกโดยอํานาจหน้าที่เท่าที่ไปฟังความคิดเห็นมา ยังอยากจะให้มีวุฒิสมาชิก และให้เปึนผู้ที่กลั่นกรองกฎหมาย ตลอดจนการถอดถอนผู้มี อํานาจทางการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นเขาเสนอต่อไปว่า เมื่อมีอํานาจหน้าที่อย่างนี้ที่มา หรือกระบวนการได้มาของ สว. ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับความคิดเห็นของกรรมาธิการ เขาบอกว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะไม่แน่ใจว่าการสรรหาเพื่อการแต่งตั้งจะใช้ระบบ การสรรหาอย่างไร และไม่มั่นใจนะครับว่าจะมอบอำนาจให้กับคณะสรรหาแล้วจะสอดรับ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ หรือความต้องการของพี่น้องประชาชนมากไปกว่าการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเวทีที่ไปฟังมาบอกว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอให้ คณะกรรมาธิการได้โปรดบันทึกไว้ด้วยครับว่ากรอบช่องต่อไปในส่วนของภาคใต้ได้ฟังมา และได้สรุปมาอย่างนั้นจริง ๆ มีทั้งเอกสารที่กำกับ ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพส่งมา ให้คณะกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วม นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนให้ท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการนะครับ จะได้นำไปสู่การปรับปรุง เพื่อให้การร่างสอดคล้องกับ ความต้องการของพี่น้องประชาชน อีกประเด็นหนึ่งที่ถือว่าเปึนประเด็นเชิงคุณภาพ เกี่ยวกับ เรื่อง สว. ว่าน่าจะขยายเขตเลือกตั้งให้กว้างขึ้น กว้างขึ้นมากกว่าขอบเขตจังหวัด หมายถึงว่า เปึนกลุ่มจังหวัดครับ เพื่อปัองกันอะไรครับ เพื่อปัองกันไม่ให้คนที่ใช้อิทธิพล หรือซื้อเสียงมี อิทธิพลครอบคลุมในพื้นที่วงกว้าง เช่น สมมุติอย่างนี้ครับว่าในภาคใต้ ในกลุ่ม ๓ จังหวัด ในกลุ่ม ๔ จังหวัด ในแต่ละกลุ่ม โดยคำนึงถึงจำนวนประชากรเปึนหลัก ในกลุ่มแต่ละกลุ่ม จังหวัดมีประชากร ๓ ล้านคน สมมุตินะครับ มี สว. ได้ ๑๐ คน อย่างนี้ก็ให้เลือกในเขตพื้นที่ กว้างขึ้น ก็จะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่สามารถจะล็อก (Lock) หรือจะมาจากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ได้ ต้องฟังคนจังหวัดใกล้เคียงด้วย เพื่อให้ได้ผู้แทนที่มีวุฒิเปึนวุฒิสมาชิกอย่างแท้จริง นี่ก็เปึ้น การรับฟังมาจากเวทีที่เรียกว่าเปึนการกลั่นกรองในเชิงคุณภาพมาครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ สำหรับในเรื่องของการตรวจสอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เกือบทุกเวทีครับ อยากจะเห็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจง่ายขึ้น แล้วก็ตามความเห็นของ คณะกรรมาธิการก็ได้สอดคล้องครับ ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานสภา เพียงแค่นี้ก่อนครับ กราบขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ผมมีรายชื่อค่อนข้างจะนิ่งแล้ว ผมขออนุญาต อ่านรายชื่อนี้นะครับ แล้วก็ถ้าหมดอันนี้แล้วก็คิดว่าเราก็จะไปกรอบ ๓ กันนะครับ ท่านเศวต แล้วก็ท่านวัชรา ท่านสมยศ ท่านอาจารย์สมเกียรติ ท่านวิชัย ท่านเจิมศักดิ์ แล้วเราคงจะไป กรอบ ๓ กันได้ใช่ไหมครับ ขออนุญาตเปึ้นตามนี้นะครับ เรียนเชิญท่านเศวตเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเศวต ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้แทนเกษตรกรนะครับ ในกรอบสถาบันการเมือง ผมไม่ขออ้อมค้อมท่านประธานครับ ผมจะพูดถึงประเด็น สส. ปาร์ตีลิสต์ ครับผม ควรมี หรือไม่ ที่ผ่านมาเปึนความเจ็บปวดรวดร้าวหัวใจ ผมได้คลุกคลีกับพวกพรรคการเมืองดี แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกที่เปึน สส. และเปึนสมาชิกนักการเมือง เห็นกับหู รู้อยู่กับตาครับว่า มันเปึนเรื่องของนายทุนพรรคไปลงขันกันชัดเจน และไม่ต้องไปหาเสียงให้เมื่อยตาตุ่ม หรอกครับท่านประธาน ใครมีเงินเยอะ ๆ เอ้า คนนี้เท่าไร ๕๐ ล้าน เอาต้น ๆ คนนี้ ๑๐๐ ล้าน เดี๋ยวควบตำแหน่งรัฐมนตรี ความเปึ้นจริงในบ้านในเมืองมันเปึ้นอย่างนี้ สิ่งที่มันไม่ดีเกิดขึ้น ในบ้านในเมือง เรารู้เช่นเห็นชาติกันหมดแล้ว เราจะเอาไว้ทำไมครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมเสนอว่าตัดไปเลยครับ ถ้าจะไปเขียนว่า สส. เขตนี่จะมี ๕๐๐ เขต ๖๐๐ เขต มาจากประชาชนอย่างนั้นยังจะดีกว่าเสียอีก ถ้าอยากจะได้ ๔๘๐ คน ๕๐๐ คน ไปใส่ไว้ตามเขต ตามจำนวนประชากรนะครับ แล้วผมก็เสนอว่าไม่ต้องฟ่กซ์ ( Fix) หรอกครับ ๔๐๐ เอา ๑๕๐,๐๐๐ คนเหมือนเดิมนี่ ให้สภามันเต็ม มันไม่เกินหรอก อีก ๑๐๐ ป้ก็ไม่เกิน ๕๐๐ คนหรอกครับ ไม่ต้องไปใส่ปาร์ตีลิสต์ให้มันยุ่งยากถ้าจะเอา คือจะคงไว้ ๔๐๐ ก็สุดแท้แต่ แต่ปาร์ตีลิสต์นี่ผมขอค้านหัวชนฝ่าเพราะว่าเห็นกันชัด ๆ เห็นกันจะ ๆ เลยครับ แล้วก็เข้าไปสู่ น้ำเน่าวังวนเดิม แล้วก็ไปใช้เงินนะครับผม อันดับต่อไปเรื่องของ สส. สังกัดพรรคการเมือง หรือไม่ เราออกแบบรัฐธรรมนูญ ออกแบบกฎหมายนี่ให้อำนาจเปึนของปวงชนชาวไทย แล้วผู้ใช้ อำนาจนั้นเปึนฝ์ายบริหาร บริหารมาจากไหน มาจากผู้แทนฯ เมื่อมาจากผู้แทนฯ เปึ้นตัวแทน เราก็ไปออกแบบให้มันสั้นเข้า แคบเข้า ผมเคยอภิปรายไว้แล้วว่าเปึ้นบริษัทพรรคการเมือง มัน ไม่มีหรอกครับ ตั้งขึ้นมุมโน้น มุมนี้ ๕,๐๐๐ คนอะไร แล้วก็คนไหนมีเงินก็พาสมัครพรรคพวกมา รวมกลุ่มเปึนบริษัทพรรคการเมืองไม่จำกัด มันก็เห็นกันทั่วบ้าน เห็นกันทั่วเมือง แล้วเปึนมา นานนมเนกาเลแล้ว แล้วมาปฏิวัติกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้เราเห็นไหม ทุกท่านเห็น เห็นแล้วทำไมเราไม่แก้ไข บ้านเมืองมีปัญหา ต้องแก้ไข พวกท่านเปึ้นผู้หลักผู้ใหญ่ ในบ้านในเมืองต้องคิด ต้องตรึกตรอง แล้วแก้กระบวนการเหล่านี้ ถ้าประเทศชาติเราการศึกษาดี พี่น้องประชาชนมีเศรษฐกิจดี ยกระดับวุฒิภาวะ ด้านจิตใจดี เราถึงนำไปสู่จุดนั้นเหมือน นานาอารยประเทศที่เจริญแล้ว ผมไม่ว่า ผมไม่ติดใจ แต่สถานการณ์วันนี้ไม่รู้คลื่นใต้น้ำ บนน้ำ บนดิน พี่น้องประชาชนก็มีการศึกษาที่ห่างกัน เศรษฐกิจก็ห่างกัน แล้วเราก็ยังจะเอาเรื่อง สถาบันการเมืองเปึนพรรคการเมืองมาใส่ แล้วก็เอาเงินภาษีของราษฎรไปแจกเขาหัวละ ๓๐ บาท อย่างนี้เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่าครับ ใครกระสั้นอยากได้ใคร่ดีที่จะทำพรรคการเมือง เขาก็ลงทุนเข้ามา เรื่องของเขา เราไม่ต้องไปยุ่งเขา แล้วเราทําไมต้องไปออกกฎหมายบังคับ กะเกณฑ์ตัวเราด้วยว่าจะต้องไปสังกัดพรรคการเมืองตรงนั้น นักข่าวมาถามผมว่าจะสังกัดพรรค ไหนถ้าเล่นการเมือง ผมบอกว่ามันชั่วทุกพรรค เพราะเห็นมาหมดแล้วมันทำอย่างนี้ทุกพรรค แล้วทําไมต้องบังคับจิตใจผมด้วย ใครอยากจะสมัครอิสระสมัครไป ท่านประธานครับ
คุณเศวตครับ ขออนุญาตครับ อย่าไปว่าพรรคการเมืองเข้าชั่วไปหมดนะครับ ถ้ากรุณาอย่างไรก็
พรรคเขาชั่วครับ ไม่ใช่นักการเมืองเขาชั่วนะครับ นักการเมืองมีดีอยู่ครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่ามีเยอะครับ แต่พรรคการเมืองเปึนอย่างนั้น จริง ๆ ผมเห็นเพื่อนผมเอามือซ้ายไปถ่ายเอกสารจำนวนประชากรมา เอามือซ้ายเซ็นรับรอง เห็นกับตาผมแล้วพูดไม่ออกครับ ผมมีประสบการณ์เรื่องนี้ดี เพราะฉะนั้นผมเห็นบ้านเห็นเมือง แล้วผมอเน็จอนาถใจ ถ้าเราไปใส่ว่าสถาบันการเมืองต้องมาจากพรรคการเมือง มาจากบริษัท พรรคการเมืองไม่จำกัดเท่านั้น บ้านเมืองก็จะถูกฉีกรัฐธรรมนูญอีกต่อไป ไม่ควรหรอกครับ ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย อยากเปึน สส. มาสมัคร แต่ปัองกันการที่เขาจะมารวมตัวกัน เยอะ ๆ มั่วกันหน่อย เอาหลักเกณฑ์เรื่องการสมัครใจ ต้องค่าสมัครแพง ๆ ไว้ อย่างนี้ได้ น่าสนใจ คนดี ๆ ที่เขาอยู่ในซอกหลืบของสังคมเขาจะได้ออกมา เพราะว่าอะไร สมมุติว่า จังหวัดหนึ่งมีคนอยากสมัคร สส. พรรคการเมืองนี้ ๒๐ คน แล้วเอาตัวไหนไปชี้วัดล่ะว่า เขาได้สิทธิสมัคร แล้วก็ไม่มีกรอบเรื่อง ๓๐ วัน ๙๐ วัน เขาก็วิ่งไปหาพรรคโน้นก็ไม่ได้ วิ่งไปหาพรรคนี้ก็ไม่ได้ ก็โร่เร่ขายตัวกันอยู่อย่างนี้ มันไม่เปึ้นเหตุเปึ้นผล ไม่เปึนความจริง เพราะฉะนั้นใครอยากมาสมัครก็มาสมัครเลยมีเงิน กำหนดว่า ๑ แสนบาท มาสมัครไม่ให้คืนนะ ถ้าเขาคิดดีต่อบ้านต่อเมือง เขาก็เปึนคนที่มีศักยภาพพอสมควร มีเงิน ๑ แสนบาท มาสมัคร อย่างนี้เปึนต้น แล้วเขาก็จะได้สิทธิในการสมัคร มานำเสนอต่อ พี่น้องประชาชน คนดี ๆ ในซ้อกในหลืบเขาก็จะออกมา ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง เพราะฉะนั้นผมฝาก เรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นก็จะจำกัดเรื่อง ๙๐ วัน ๓๐ วัน เดทล็อก (Date lock) กันอยู่ตรงนี้วุ่นวาย คราวนี้เรื่องซื้อเสียง ผมเรียนแล้วครั้งหนึ่งว่าเข้าไปสู่กระบวนการกฎหมายฟอกเงิน ดีครับ ปปง. ดี คือใครซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ยึดทรัพย์ แล้วถ้ายึดทรัพย์แล้วนี่มันจะต้องมีขบวนการสินบนน้ำจับ ให้พวกพี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนโดยการแจ้งเบาะแส แจ้งเบาะแสก็ต้องหาสินบนให้เขา ก็ไม่ต้องยากหรอกครับ เอาเงินที่ไปยึดทรัพย์มานี่ไปจ่ายเขา เขียนไว้ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เงินที่เหลือเข้ากองคลังไป อย่างนี้ก็มีคนมาช่วยชาติบ้านเมืองเยอะ เปึ้นหูเปึนตา แล้วก็พูดให้เก๋ ๆ ว่า การมีส่วนร่วมของ ประชาชน นี่ชัดเจน มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีใครกล้าไปต่อกรกับพวกมีอำนาจอิทธิพล หรอกครับ ถ้าหากว่าเปึ้นผมนี่ ในจังหวัดผมหรือที่ไหนก็แล้วแต่เขาซื้อเสียงกันนี่ แล้วผมรู้ว่า ไปยึดทรัพย์แล้วผมจะได้ส่วนแบ่งสัก ๑ ล้านบาท ๒ ล้านบาท ผมจะรีบตั้งบริษัท จำกัด ไปเปึนสายลับเลย ทันทีเลย แล้วก็พวกนักการเมืองที่ไม่ดีอยู่ในบ้านในเมือง ที่มันโกงบ้าน กินเมืองอย่างเช่นทุกวันนี้ก็จะได้สลายหายตัวไป คนดีก็จะออกมาครับท่านประธาน
ต่อมาก็เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี เปึนประเด็นที่ร้อนพอสมควรในบ้าน ในเมือง ในสื่อสารมวลชนต่าง ๆ ก็พูดกันไปพูดกันมา นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งนะ มีหินถามทางว่าอย่างนั้นอย่างนี้ มันวุ่นวายครับ ผมบอกแล้วว่า นาย ก นายต้องมาจากเลือกตั้ง ไม่ได้มาด้วยกำลังและไม่ได้มาด้วยเงินทอง ถ้าคุณมาจากการเลือกตั้ง คุณก็เปึน ไม่ต้องไปยาก ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องสังกัดพรรค คุณอยากทำอะไรคุณก็ทำ เพราะประชาชนเขาเลือกคุณ มันก็ง่าย ๆ ครับท่านประธาน ไม่ต้องคิดกันมาก แต่ไม่ใช่ว่ามาจากเลือกตั้งโดยพรรคการเมือง บริษัทพรรคการเมืองจำกัด มันจะมีวงเล็บไว้อยู่อย่างนี้ มันใช้ไม่ได้ครับท่านประธาน
ต่อไปประเด็นเรื่องยุบสภา ประชาชนหกสิบกว่าล้านคนเขาเลือกผู้แทนเข้ามานี่ มาถึงสภาแห่งนี้ เอาอยู่คนเดียวบอกว่า ยุบสภานะ เลิกเถอะ ใช้อำนาจ ๑ คน เราอ่านหลัก ของประชาธิปไตย อำนาจประชาธิไตยเปึนของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้นปวงชนชาวไทย คือใครล่ะ คือนายกรัฐมนตรีหรือ คือปวงชนชาวไทย มันไม่ใช่ แค่หลักมันก็ผิดแล้ว สภาไม่มีความผิดจะไปยุบเขาทําไมล่ะ เพราะว่าสภาเปึนคนตั้งนายกฯ เปึนคนเลือกนายกฯ มายกมือ นายกฯ ไม่ดี สภาก็ยกมือเลิกกันไป กรรมาธิการเข้าวุ่นวายกันอยู่ ภาคอีสานฯ ก็ดี คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ ก็ดี ไม่ดีก็ยกเลิกไป ตั้งคนใหม่ทําต่อ มันจะไปยากเย็นอะไร ผมก็เปึนภาคอีสาน ผมก็ออกมา ไม่ดีผมก็ออก ใช่ไหม ออกแบบไม่มีความผิดก็ไม่เปึนไร แต่ว่าเขาบอกว่าไม่ดี ไม่ดีก็ไม่ดี นี่คือสป่ริต (Spirit) ของประชาธิปไตย สวยงาม งดงาม เราอย่า ไปยึดไปติดอะไร เพราะฉะนั้นจะไปบอกให้ยุบสภา โดยนายกฯ อย่างที่เดิม ๆ ซ้ำซากนั่นมันผิด หลักการครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะออกแบบว่า ทําท่าจะวุ่นวายนี่ เอาเปึนว่ารับการประเมินสัก ๒ ป้ สภาตั้งขึ้นมาปุ็บ ๒ ป้ปัูบ ถ้าวุ่นวายปุ็บ สักป้ครึ่งวุ่นวาย ยุบสภา ไม่ต้องยุบ รออีกสัก สี่ห้าเดือน ยุบไปเลยอย่างนี้ ๒ ป้ประเมินใหม่ สภามีมติว่าผ่านการประเมิน เอ้า ผ่าน ต่ออีก ๒ ป้ เพราะว่าวาระหนึ่งมัน ๔ ป้ ไม่ผ่านการประเมิน ๒ ป้ เลิก อย่างนี้ก็ยังพอเห็นเนื้อ เห็นน้ำ เห็นผล เพราะฉะนั้นนี่ก็ฝากท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ด้วยว่า ขอให้พิจารณา สิ่งเหล่านี้ที่ผมกราบนําเรียนนําเสนอ เพราะว่ามันจะวุ่นวายนะครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่มานายกฯ ก็ดี เรื่องการยุบสภาก็ดี แล้วก็เรื่อง สส. ไม่สังกัดพรรคการเมือง เรื่องปาร์ตีลิสต์ก็ดี เรื่องการซื้อเสียงโดยการฟอกเงินก็ดี ก็สรุปว่าผมขอฝากไว้เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณ ครับ ลำดับถัดไปก็เปึ้นท่าน สสร. วัชรา ครับ เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร สสร. กระผมขออภิปรายกรอบที่ ๒ ขอเพียงประเด็นเดียว แต่คงต้อง ใช้เวลาสักเล็กน้อยครับ เกี่ยวกับวุฒิสมาชิกที่ระบุไว้ว่า กระบวนการได้มา การสรรหาเพื่อแต่งตั้ง การเลือกตั้งทางอ้อม สรรหาไม่เอานะครับวุฒิสมาชิกนี้ จากการสํารวจของหน่วยงานสถิติแห่งชาติและสถาบัน พระปกเกล้า บุคคลที่รับการสำรวจ ๓๔,๗๗๖ คน เห็นควรให้เลือกตั้งโดยตรง คณะกรรมาธิการ วิสามัญและที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับฟังมาจาก ๘๗ เวที ก็มีความเห็น เช่นเดียวกัน สสร. เองรับฟังความคิดเห็นจากหลายจังหวัดก็เช่นเดียวกัน เดี๋ยวกระผมจะขอ นำเอกสารนี้ส่งมอบแก่ท่านประธาน เพราะในนี้เรียนท่านประธานนะครับ สรุปว่าขอยืนยัน ว่าวุฒิสมาชิกนั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้งทางตรงเท่านั้น ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ลำดับต่อไปก็เรียนเชิญท่าน สมยศ เชิญครับ
ขอบพระคุณประธานครับ ผม สมยศ สมวิวัฒน์ชัย สสร. นะครับ ผมจะอภิปรายในกรอบที่ ๒ ๒ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ และจะขออนุญาต มีเวลาไม่ยาวนะครับ จะเข้ามาในกรอบที่ ๑ อีก ๓ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ
กรอบที่ ๒ ในเรื่องของสถาบันการเมืองที่บอกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์นั้นนะครับ ที่พูด ว่าสัดส่วน อันนั้นนะครับ ๒ เปอร์เซ็นต์ ผมขออนุญาตให้แก้ไขเปึ้น ๑ เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุผล ที่ว่า ถ้าหากว่าจะมีสัดส่วนที่ ๘๐ คน ถ้าหากว่าได้คะแนนร่วมประมาณสัก ๑.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้สิทธิ ๑ คนแล้ว ตามตัวเลขที่หารออกมานะครับ แต่ขณะนี้พอเวลาเราไปลงที่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ทําให้เขาเสียสิทธิไป ผมก็เลยเสนอว่ามันควรจะเปึน ๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อจะ ไม่ให้่ที่ได้คะแนนได้อยู่แล้ว ๑ คน เสียสิทธิไปนะครับ อันนี้เปึ้นเรื่องที่ ๑ นะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าได้รับฟังมาเยอะพอสมควรว่า สส. ๔๐๐ คนนี่ ถ้าน้อยกว่านี้ได้ก็จะ ดีมาก เพราะเนื่องจากว่ามีการพูดกันว่าถึงแม้ว่าจะมี สส. ๔๐๐ คนหรือ ๓๐๐ คน นั้นก็ไม่ได้ มีความแตกต่างกัน คงจะทำงานได้เหมือนกันนะครับ
ขออนุญาตเข้าในกรอบที่ ๑ นะครับ ในกรอบที่ ๑ ในเรื่องของแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐนะครับ เรื่องที่ ๑ เรื่องของนโยบาย ผมเสนอเลยนะครับ อันนี้ยังไม่ชัดเจน นะครับ เรื่องของความเห็นของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของข้อที่ ๒ ขวามือนะครับ อันนี้ก็จบ ไปก่อนก็แล้วกันนะครับ เดี๋ยวจะเสียเวลา คืออยากจะให้มีการเพิ่มไปอีก ๑ ข้อนะครับ ในเรื่องของนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติอย่างยั่งยืน อันนี้ที่เสนอในเรื่องข้อนี้ เนื่องจากว่าขณะนี้ประเทศไทยเราไม่ได้มีการบริหารทรัพยากรของชาติ ทรัพยากรของชาตินั้นก็ คือว่ามีแผ่นดิน มีทะเล แล้วก็มีอากาศ มีท้องฟัา นี่นะครับ เราไม่ได้มีนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐใน การบริหาร ยกตัวอย่างเช่น แผ่นดินนั้น ก็จะมีเปึ้นที่เพาะปลูกเปึนอย่างดี เช่น ปลูกข้าว ประเทศ ไทยมีแผ่นดินที่ปลูกข้าวที่ดี ติดอันดับโลกหรือว่าดีที่สุดในโลกก็ว่าได้นะครับ แต่เราไม่ได้บริหาร พื้นที่พวกนี้ ในอนาคตสถานที่ปลูกข้าวก็จะค่อย ๆ หายไป ลดน้อยลงไป ไม่แน่ใจว่าถ้าหากว่า เราไม่ได้บริหาร อีก ๕๐ ป้ หรือ อีก ๘๐ ป้ อาจจะต้องซื้อข้าวเขารับประทานนะครับ ส่วนในเรื่องของส่วนที่เสื่อมโทรมไปแล้ว เช่น เพาะปลูกไม่ได้ ไม่ได้ดีนี่ ก็ควรที่จะไปจัด เปึ้นที่ของการทำอุตสาหกรรมนะครับ แล้วก็แหล่งท่องเที่ยวนั้นก็เปึนแหล่งที่จะต้องมีการ ดูแลกันเปึนพื้นที่อย่างดีนะครับ เพราะว่าประเทศไทยนั้นเหมาะสมเปึนอย่างมากนะครับ ที่จะหาเงินตราจากการท่องเที่ยว คิดว่าเรื่องนี้เปึนประเด็นที่สำคัญมาก ถ้าหากว่าไม่มีนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐที่ชัดเจนนี่ อีกหน่อยแหล่งท่องเที่ยวก็จะเสื่อมโทรมไปเรื่อย ๆ นะครับ จนกระทั่งเราก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เงินตราต่างประเทศเข้ามา ในเรื่องของทะเลนี่นะครับ โชคดีมากประเทศไทยนี่มีพื้นที่ดินที่ติดทะเลเกือบ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร อันนี้เปึ้นสิ่งที่โชคดีมาก แต่เราไม่ได้บริหารทรัพยากรทางทะเล สัตว์น้ำเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้วนะครับ เพราะว่าจับ จนหมดเกลี้ยงเลยนะครับ ส่วนกุ้ง หอย ปู ปลาที่เขาจะมาออกลูกนั้นก็ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้เปึนนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะได้มีการฟุ๋่นฟูกันอย่างเปึนรูปธรรม ที่ชัดเจน เราจะได้มีอาหารทะเลกินกันอย่างชนิดอิ่มนะครับ คนไทยต้องมีอาหารทะเลกิน อย่างอิ่มและราคาถูกนะครับ ปัจจุบันนี้ไม่ใช่เปึนอย่างนั้นนะครับ อันนี้ก็เปึนส่วนที่ยกตัวอย่าง ขึ้นมานะครับ เพื่อประกอบในการเสนอในนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติ อย่างยั่งยืนนะครับ
อีกหัวข้อหนึ่งในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเหมือนกันนะครับ คือส่งเสริม จัดตั้งสภาการก่อสร้าง หัวข้อนี้เปึนหัวข้อใหม่นะครับ รัฐจะต้องส่งเสริมให้จัดตั้งสภา การก่อสร้างขึ้นมา สภานี้ไปทําอะไรล่ะครับ ประเทศไทยมีการใช้เงินงบประมาณของรัฐ เพื่อใช้ในการก่อสร้างป้ละประมาณสามแสนล้านบาท ทุกกระทรวง กรม กอง แต่ละกระทรวงบริหารเงินกันเองนะครับ ผมคิดว่าถ้ามีสภาตรงนี้มาช่วยดูแลเม็ดเงิน สามแสนล้านบาทต่อป้ ประมาณนะครับ ก็จะสามารถประหยัดอย่างน้อยที่สุดนี่ได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ในวงการวิศวกรรม วงการสถาปนิก และวงการก่อสร้างทราบดีว่า เราสามารถที่จะประหยัดเงินตรงนี้ได้อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเราจะสามารถประหยัด ได้อีกตั้งหกหมื่นล้านบาทต่อป้นะครับ อีกทั้งถ้ามีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล มีการทุจริต หรืออื่น ๆ สภานี้จะได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ แล้วก็ให้ความชัดเจนให้กับผู้บริหาร ประเทศได้ อีกทั้งให้กับประชาชนได้นะครับ ผมจึงเสนอว่าให้ส่งเสริมการจัดตั้งสภา การก่อสร้างขึ้นมานะครับ
ส่วนข้อสุดท้ายนะครับ อันนี้เปึนการเติมจากนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในข้อที่ ๕ นะครับ ข้อที่ ๕ ควรส่งเสริมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีกฎหมายเกี่ยวกับ เรื่องนี้ อันนี้ผมขอเติมนะครับ ผมขอเติม ควรส่งเสริมเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ช่วยต่อไป อีกนิดหนึ่งครับ วิศวกรรมการก่อสร้าง อันนี้ต่อนะครับ และนวัตกรรมใหม่ ช่วยใส่คำว่า ใหม่ เข้าไปได้อีก ๑ ตัวนะครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ เท่านี้ครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านสมเกียรติ รอดเจริญ เชิญครับ
(นายสมเกียรติ รอดเจริญ ไม่อยู่ในที่ประชุม)
ไม่อยู่นะครับ ไม่อยู่ ลำดับถัดไปก็ท่านวิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ ครับ กำลังมาถึงพอดีเลย เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิชัย เรื่องเริ่งกุลฤทธิ์ ครับ กระผมคงใช้เวลาไม่มาก ในประเด็นของแบบบัญชีรายชื่อนะครับ ที่เขียนบอกว่ายกเลิกบัญชีรายชื่อ หากยังคงมี สส. แบบบัญชีรายชื่อควรลดสัดส่วนลงจาก ๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒ เปอร์เซ็นต์ ในประเด็นนี้กระผมคิดว่าไม่น่าจะต้องมีวรรคต่อไปคือ หากยังคงมีนะครับ เท่าที่ไปรับฟังมาแทบทุกเวที เขาก็บอกว่าควรยกเลิกระบบบัญชีรายชื่อ กระผมจึงขอเรียนเสนอไว้เพื่อผู้ที่เสนอนั้นจะได้รับทราบนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครเลือกตั้ง เขาบอกว่า ไม่จํากัดคุณวุฒิทางการศึกษานะครับ ก็มีอีกหลายเวทียังบอกว่า อย่างน้อยควรจะจบ ปริญญาตรี ตรงนี้กระผมอยากจะกราบเรียนมายังท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ว่า ควรจะประชาสัมพันธ์ให้บุคคลที่เสนอมานั้นรับทราบว่าที่เปึนเช่นนี้มีเหตุผลอะไร ที่มีความสำคัญ ก็อยากจะกราบฝากไว้ว่าหลายเวทีที่ได้บอกว่าควรจะจบการศึกษา อย่างน้อยปริญญาตรี ก็ขอกราบฝากไว้ ขอขอบพระคุณท่านครับ
เชิญท่านสมเกียรติครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ก็คงจะต้อง มีเรื่องหารือท่านประธานเปึ้นรอบ ๒ นะครับ ประเด็นก็คือวันนี้เฉพาะการชี้แจงความ คืบหน้าของกรรมาธิการยกร่างฯ แค่คณะเดียวนี่ก็เข้ามาตอนนี้บ่าย ๒ กว่า ๆ แล้วนะครับ แล้วก็เพิ่งไปกรอบที่ ๒ เองนะครับ ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะมีคณะกรรมาธิการชุดอื่น ๆ ซึ่งรออยู่ ชุดของท่านอาจารย์ก็รออยู่ ชุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลางก็รออยู่ ก็คงไม่มั่นใจว่าเราจะถึง ๕ ทุ่มไหมวันนี้ ประเด็นก็คือขณะนี้ถ้าเผื่อท่าน จัดกรอบให้มันแน่นอนเลยวันนี้ เอาแค่ ๒ คณะ สมมุติคณะกรรมาธิการกับคณะ ของท่านประธาน กรอบอื่นเขาจะได้คล้ายความสบายใจไปบ้าง เพราะบางคนก็ตารางเวลา ในการที่จะดำเนินการอย่างอื่นก็รออยู่ บางคนก็เปึนครูบาอาจารย์ เปึนข้าราชการ เปึ้นอะไรหลาย ๆ อย่างที่มันมีสิ่งที่จะต้องจำเปึนในชีวิต ไปลงนามโน่นบ้างนี่บ้าง มันก็หลาย ๆ เรื่อง หลายราว ไม่อย่างนั้นก็จะนั่งรอเปึนทิวแถวข้างนอก อาจารย์จากต่าง ๆ ที่มาอยู่ในคณะกรรมาธิการของท่านประธาน นั่งอยู่เปึนทิวแถว นั่งอึดอัด กระสับกระส่าย ผมไปให้เจ้าหน้าที่เอากาแฟไปเสิร์ฟ (Serve) ก็หลายเที่ยวหลายครั้ง ท่านประธานครับ ขอความกรุณาท่านเพื่อความชัดเจนในการจัดกรอบเวลาตรงนี้นะครับ จะเอาอย่างไรดี ก็กราบเรียนปรึกษาหารือท่านประธานตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ
ผมเข้าใจว่าคงไม่ถึง ๕ ทุ่มนะครับ เข้าใจว่าเราเหลืออีก ๒ ท่านเท่านั้น ก็เข้ากรอบ ๓ กรอบ ๓ ผมก็เข้าใจว่าคงจะใช้เวลาสัก ๑ ชั่วโมง แต่ว่าถ้าสมมุติว่าผู้ที่มาชี้แจงทนไม่ไหว จริง ๆ อยากจะกลับไปก่อน ผมก็ว่าไม่น่าจะขัดข้องอะไร ในเรื่องของการรายงานให้ สภาทราบ ของคณะกรรมาธิการก็คงเลื่อนต่อไปในการประชุมคราวหน้า แต่เรื่องนี้เปึน เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญที่เราจะต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้น เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ดำเนินการต่อไปเลยครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ไม่อยู่ รายการสุดท้าย ถ้าอย่างนั้น เหลือท่านรัฐ ชูกลิ่น เรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม รัฐ ชูกลิ่น สมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมก็พยายามจะรักษาเวลาให้เร็วที่สุด ผมก็มีประเด็นว่าจะ ขออนุญาตถาม แล้วก็ขอคำปรึกษาผ่านทางท่านประธานไปหาทางท่านยกร่างฯ นะครับ ก็คือผมพยายามอ่านในนี้ในกรอบ ๒ ผมยังไม่เห็นวาระการดำรงตำแหน่งของ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ พอดีผมเห็นว่าในข้อ ๒ เกี่ยวกับของวุฒิสภา วาระการดำรงตำแหน่งก็คืออยู่ในวาระ ๖ ป้ แต่ให้มีการคัดออกทุก ๓ ป้ และแต่งตั้ง หรือเลือกตั้งเข้ามาใหม่จำนวนกึ่งหนึ่ง แล้วของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับประชาชนนี่ เราควรจะ ทำเหมือนกันไหมครับว่า อยู่ในวาระ ๔ ป้ แต่ให้มีการคัดออกทุก ๒ ป้ แล้วมีการเลือกตั้งเข้ามา จํานวนกึ่งหนึ่งนะครับ เพราะผมคิดว่าถ้าเราทําระบบนี้เหมือนกับ สว. ก็จะทําให้ประชาชน ไม่สับสนในการเลือกตั้งอันที่ ๑ อันที่ ๒ ก็จะทำให้ระบบ สส. ต่าง ๆ จะเกิดการทำงาน แบบต่อเนื่อง ซึ่งเขาจะได้รักษาความมีประสิทธิภาพในการทำงานเขาตลอดนะครับ ไม่ใช่เลือกตั้งมาครั้งที่ ๑ แล้วก็หยุดพักไปส่องสามป้ แล้วก็เลือกตั้งครั้งที่ ๒ ใหม่นี่นะครับ อันนี้ผมก็ขออนุญาตฝากท่านประธานไปทางยกร่างฯ ด้วยนะครับ ข้อที่ ๒ ที่ผมจะขออนุญาต เสนอแนะไปก็คือมันเปึนการก้ำกึ่งกันระหว่างกรอบ ๑ กับกรอบ ๒ นะครับ เพราะกรอบ ๒ นี่ ก็จะมีเรื่องสถาบันการเมือง กรอบ ๑ ก็เปึนเรื่องสิทธิต่าง ๆ นะครับ ผมว่าจะขอว่าเปึนไปได้ไหม ครับว่าองค์กรต่าง ๆ แม้กระทั่งสถาบันการเมืองจะมีสัดส่วนของผู้ด้อยโอกาส อย่างเช่น สตรีหรือผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมนะครับ โดยเฉพาะสิทธิของสตรี เดี๋ยวนี้สตรีปัจจุบันนี้เขาก็เปลี่ยนแล้วนะครับ เดี๋ยวนี้ได้มาช่วยชาติบ้านเมือง ได้มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารประเทศมากมายเหลือเกินนะครับ ก็เลยคิดว่าถ้าเปึนไปได้ ถ้าท่านจะช่วยกรุณาบรรจุไปว่าถ้าสิทธิสตรีในด้านสิทธิต่าง ๆ หรือว่าการบริหารส่วนท้องถิ่น บริหารส่วนของประเทศนี่ได้มีสิทธิของสตรีไม่ต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์เข้าไป ที่ผมมองได้ก็คือว่า ถ้าไม่ต่ำกว่าสัก ๑๕ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ กำหนดว่าเปึนเพศตรงข้ามหรือว่าผู้ด้อยโอกาสไป อย่างนี้จะทำให้เป่ดโอกาสให้สตรีและผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ นี่ได้มีโอกาสเข้ามาช่วยกัน บริหารประเทศในแนวทางต่าง ๆ อย่างที่เรารู้กันนะครับว่าความละเอียดอ่อน ความที่ลงไป ที่ปัญหาต่าง ๆ นี่ทางผู้ด้อยโอกาสอย่างสตรี เขาก็มองไปอีกมุมหนึ่งนะครับ อันนี้ซึ่งจะ เปึ้นประโยชน์กับประเทศนะครับ แล้วข้อที่ ๓ พยายามจะให้เร็วที่สุดครับท่าน ข้อที่ ๓ ในเรื่อง กรอบที่ ๒ นะครับ ก็คือ ๑.๕ และ ข้อ ๑.๖ นี่นะครับ ข้อ ๑.๖ ว่าด้วยการควบรวมพรรคการเมือง นี่นะครับ เขียนไว้ว่า ห้ามมิให้ควบรวมพรรคการเมืองที่อยู่ในระหว่างอายุของสภา แต่พอมาอ่าน ข้อ ๑.๕ การสังกัดพรรคการเมือง กรณีการเลือกตั้งตามปกติต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนวัน รับสมัครการเลือกตั้งไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันหรือสามสิบวันนี่นะครับ ก็คงต้องถามท่านไปด้วย ว่าถ้ายุบสภาขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วเขาจะควบรวมนี่ ถ้าท่านจะบอกว่าอย่างน้อย ๙๐ วัน เขาก็อาจจะมีเวลาได้ ๙๐ วันในการควบรวมได้ แต่ถ้ามีเวลา ๓๐ วัน จะมีเวลาให้เขาพอ ควบรวมไหมครับ หรือว่าเราจะปล่อยให้พรรคการเมืองแตกกันไปหมดเลย ผมขออนุญาต ฝากท่านไว้ ๓ ข้อนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ กรอบนี้คงเหลือท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง ท่านประธานครับ ผมพยายามระมัดระวังว่าไม่ขอที่จะอภิปรายก่อน เพราะว่าเดี๋ยวจะ กล่าวหาว่าผมยกมือที่ไรท่านประธานก็เรียกทุกที ผมคิดว่าในกรอบนี้เปึนกรอบที่สำคัญ คือกรอบที่ ๒ และผมคิดว่าประชาชนสนใจในกรอบนี้ค่อนข้างจะมาก ผมพยายามศึกษา ดูว่ากรรมาธิการยกร่างฯ ได้ให้ความเห็น แล้วก็ความเห็นของอนุกรรมาธิการได้ให้ความเห็น อย่างไร ผมพยายามคิดในกรอบของผมเองว่าเราจะร่างรัฐธรรมนูญนี่ ๑. ก็คงจะต้องแก้ปัญหา บ้านเมือง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากจะแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยใช้ความจำอันขมขื่นในระบอบ ทักษิณ โดยเพียงแค่คิดว่าที่ผ่านมามันมีปัญหาอะไร แล้วเราก็แก้ข้อข้องใจหรือข้อปัญหา ที่เกิดขึ้น แล้วเราก็เลยต้องสวิ่ง (Swing) ไปอีกด้านหนึ่ง แต่จริงครับ ในสมัยระบอบทักษิณ ที่มีอยู่ห้าหกป้ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญได้ถูกเจาะไช ถูกบิดเบือนไปอย่างมาก มากเสียจนจำเปึ้นที่จะต้องมี การแก้ไข ผมเห็นด้วย แต่เราทําอย่างไรที่เราจะต้องตั้งหลักว่าเราไม่ใช่เปึ้นรัฐธรรมนูญที่ แก้ไขปัญหาแต่เฉพาะหน้า แล้วก็ลืมหลักใหญ่ ซึ่งผมก็เห็นว่ากรรมาธิการท่านก็ทำงาน ได้ค่อนข้างดีนะครับ ท่านยึดหลักใหญ่อยู่ด้วยแล้วก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ด้วย เพียงแต่ว่า พวกเราคงจะมีความเห็นต่างกันออกไปเรื่อย ๆ รวมทั้งประชาชนที่ให้ความเห็นกับผมมา ก็มีความเห็น บางคนก็พยายามแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพราะเห็นความเลวร้ายของ การบิดเบือนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ก็พยายามจะอุดช่องว่าง แต่ขณะเดียวกันบ้างคนก็มอง หลักระยะยาวว่า แล้วถ้าเราไม่เจอคนที่ทั้งฉลาด ทั้งโกงเข้ามาบริหารประเทศ เราจำเปึนต้อง มีรัฐธรรมนูญที่จะต้องแก้ไขในรายละเอียดขนาดนั้นไหม ผมคิดว่าอันนี้คือความยากลําบาก ของคนร่างรัฐธรรมนูญ และผมก็เห็นใจกรรมาธิการยกร่างฯ ผมก็คิดว่าทั้งอนุกรรมาธิการ และทั้ง กรรมาธิการนี่ ท่านได้พยายามไว้ค่อนข้างดี แต่ผมก็คงจะมีบางประการนะครับที่อยากจะ ตั้งคำถามแล้วก็ตั้งข้อสังเกตว่า แต่ว่าผมต้องกราบเรียนนะครับ ผมนึกอยู่นาน ชั่งใจอยู่นาน ว่าจะพูดไหมว่าเรื่องนี้ประชาชนที่ผมไปฟังมาว่าอย่างไร จริง ๆ แล้วกรรมาธิการยกร่างฯ ท่านทราบแล้ว พวกผมนี่มารายงานอยู่ตลอดว่าพบก็มาเล่าให้ฟัง แต่ถ้าพูดออกไปประชาชน จะเข้าใจอีกอย่างหนึ่งว่าผมกำลังจะบีบกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ดูไม่งามเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมจะละเว้นอะไรบ้างประการตรงนั้นนะครับ ผมต้องระมัดระวังประเด็นนั้นอยู่เหมือนกัน ท่านประธานครับ ผมดูแล้ว ผมเห็นว่ากรรมาธิการยกร่างฯ นั้นโดยสรุปนี่เท่าที่ผมเห็นใน กรอบที่ ๒ และกรอบที่ ๑ เขาพยายามยึดของดีป้ ๒๕๔๐ ให้คงอยู่ แต่ส่วนที่เปึ้นปัญหานี่ ได้แก้ไข ผมคิดว่าคำ ๆ นี้เราสามารถที่จะพูดได้ และไปอธิบายให้คนอื่นฟังได้ ใครถาม สสร. ทั้งหลายน่าจะช่วยกันพูดให้ชัดเจน เพราะว่าผมเห็นภาพอย่างนั้นจริง ๆ ว่าขณะนี้กรรมาธิการ ยกร่างฯ นั้นพยายามยึดของดีของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ให้คงอยู่ แต่ส่วนที่เปึ้นปัญหา นี่ได้แก้ไข ท่านประธานครับ ประชาชนที่ผมไปรับฟังมานี่จำนวนไม่น้อยเลย คิดว่าป้ ๒๕๔๐ นี่ดี แล้วก็คิดว่ามีบางอย่างต้องแก้ไขเพราะถูกบิดเบือน ผมคิดว่าท่านคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้พยายามทำในแนวนี้ และผมคิดว่าเปึนข้อสรุป ถึงวันนี้ นาทีนี้ ผมพอจะสรุปได้ว่าของดี ป้ ๒๕๔๐ นั้นคงอยู่ แต่ส่วนที่ไม่ดี ส่วนที่เปึนปัญหาได้แก้ไข ผมรู้สึกอย่างนั้น ในประการแรก
ประการที่ ๒ นี่นะครับ ผมคิดว่าเรามีปัญหาในเรื่องอำนาจรัฐ ในช่วงระบอบ ทักษิณที่ผ่านมา เราเคยสวิ่ง ท่านประธานจำได้ ท่านประธานเองก็เปึนกรรมาธิการ เปึน สสร. เมื่อรุ่นที่แล้ว เราเคยแก้ปัญหาว่ารัฐบาลนี้ขาดเสถียรภาพ อยู่ได้ไม่นานก็ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถูกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเล่นกล ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องล้ม ต้องยุบสภา ต้องลาออกกันบ่อย ๆ เมื่อ สสร. ชุดที่แล้วก็พยายามที่จะทําอย่างไรที่จะให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ก็ไปลดบทบาท ฝ์ายค้านในรัฐสภา นั่นเปึ้นเพราะว่าเราไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกเช่นกัน เราใช้รัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ในที่สุดจะเปึนความโชคร้าย หรือจริง ๆ แล้วเปึ้นความพอดี แต่ไปเจอบุคคลพิเศษขึ้นมาที่ฉลาดแต่โกง ท่านประธานครับ พอเขาเห็นช่องตรงนั้น พอเข้ามา เสร็จเรียบร้อยเขาจึงควบรวมและซื้อพรรคอื่น ซื้อยกพรรคมารวม ในที่สุดสภาร่างฯ เปึนง่อย ตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย สมใจคนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้มีเสถียรภาพ ก็เลยได้การ มีเสถียรภาพตามที่สภาร่างรัฐธรรมนูญในชุดเมื่อป้ ๒๕๔๐ ได้ร่าง แต่พอไปสมประโยชน์ เรื่องหนึ่ง เรื่องการตรวจสอบก็พังพินาศ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับเราอยู่ในฐานะที่ลําบากมากที่จะทําอย่างไรให้เกิดความพอดี เราต้องแก้ไขปัญหา แต่ขณะเดียวกันขณะนี้ถ้าเราแก้ไขปัญหาโดยสวิ่งไปอีกด้านหนึ่ง ปัญหา มันก็เกิดอีกทางหนึ่ง ความพอดีจึงเปึนของสำคัญครับท่านประธาน หลายคนบอกว่า รัฐธรรมนูญคราวนี้ควรจะลดอํานาจรัฐ และเพิ่มอํานาจประชาชน ผมได้สํารวจตรวจสอบที่ กรรมาธิการยกร่างฯ ร่างมาทั้ง ๓ ร่าง ผมขออนุญาตพูดภาพรวมตรงนี้สักนิด ผมเห็นครับว่า ท่านได้เพิ่มอำนาจให้ประชาชนหลายต่อหลายอย่าง ท่านเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ผมไม่ต้อง ชี้แจง ท่านคงจะพูดได้ชัดเจนกว่าผมว่าท่านเพิ่มอำนาจให้ประชาชนอย่างไรบ้าง และเพิ่มจาก ป้ ๒๕๔๐ ผมรู้สึกอย่างนั้น ผมพอใจ ขณะเดียวกันบอกลดอํานาจรัฐ บางคนอาจจะไม่พอใจ เพราะคําว่า ลดอํานาจรัฐ แล้วรัฐไปลดอํานาจแล้วจะเปึนอย่างไร แต่ผมกราบเรียนครับ ผมได้ดู รายละเอียดแล้วผมคิดว่ากรรมาธิการยกร่างฯ นั้นได้ตรวจสอบอํานาจรัฐ พยายามเพิ่ม การตรวจสอบอํานาจรัฐ แล้วก็เพิ่มอํานาจประชาชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคํานี้น่าจะเหมาะสม เพราะเร่งที่จะเห็นรัฐธรรมนูญนั้นสร้างเพื่อให้มีองค์กรและมีบุคคลเข้าไปตรวจสอบอํานาจรัฐ แล้วก็เพิ่มอำนาจให้ประชาชน ผมคิดว่าแนวนี้น่าจะเปึนแนวที่ทำให้เราพอมองเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิศทางเปึนอย่างไร อันนั้นผมขอวางกรอบแรกไว้ก่อนนะครับ ในความรู้สึก ภาพรวมของผมก่อนว่าเปึนอย่างนี้ ผมก็ไม่ทราบว่ากรรมาธิการท่านจะรับได้ไหมในสิ่งที่ผมมอง ภาพเห็นพวกท่านเปึนอย่างนี้ ท่านรับที่ผมมองได้ไหม อันนั้นเปึนประการแรกนะครับ ทีนี้ผมจะขออนุญาตลงรายละเอียดสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน ในหมวดรัฐสภา ท่านพูดถึง เรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ความเห็นของอนุกรรมาธิการในหมวดนี้ที่มีท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล เปึนประธาน บอกว่ามีอยู่ ๔๐๐ คน แล้วท่านบอกว่าเห็นด้วย กรรมาธิการเห็น ด้วย และถ้ามี สส. สัดส่วน ก็มี สส. ระบบสัดส่วนนั้น ๘๐ คน ผมยังสงสัยว่า ๘๐ บวก ๔๐๐ หรือใน ๔๐๐ ให้มี ๘๐ ซึ่งหมายความว่ามี ๓๒๐ มาจากเขต และอีก ๘๐ มาจาก สส. ระบบ สัดส่วนหรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมเองนั่งจับตาดู สส. เพราะว่าเราทำงานคู่กันระหว่าง วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎร เราประชุมร่วมกันในห้องนี้ ท่านประธานก็เคยร่วมประชุมกับเขา ผมก็ร่วมประชุมกับเข้าในห้องประชุมแห่งนี้ ผมยอมรับครับว่า ๕๐๐ คนนี่มากจริง ๆ พวกผม ๒๐๐ คนที่เปึนวุฒิสภา เวลาจะทํางานที่หนึ่งมันก็เทอะทะใหญ่โตสําหรับวุฒิสภา แต่พอเจอ สส. ๕๐๐ ผมคิดว่าพวก ๕๐๐ นี่มันใหญ่เกินไป และคำว่า พวก ๕๐๐ นี่มันก็เปึ้นสิ่งที่ คนไทยเขาถือตั้งแต่ต้น ทีนี้คำถามก็คือว่าเท่าไรจะเหมาะสม ผมคิดว่าเราก็กลัวอีกเหมือนกันว่า ถ้าเราบอกว่าน้อยเกินไป พวก สส. ที่เขายึดพื้นที่อยู่เขาก็จะรู้สึกว่าเขาถูกกระทบ การเมืองนี่คือ เรื่องของการประนีประนอม เรื่องของอํานาจ เรื่องของการที่เราจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะ ประสานประโยชน์ ประสานแนวคิดของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นในประเด็น ตรงนี้เราควรที่จะทําอย่างไร คือ ๓๒๐ บวก ๘๐ อย่างนี้ได้ไหม ผมคิดว่าถ้ารวมกันทั้งหมด ไม่เกิน ๔๐๐ มันน่าจะอยู่ในสิ่งที่พอจะรับกันได้ ท่านประธานครับ ระบบสัดส่วน เพื่อนสมาชิก สสร. หลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าเปึนระบบที่นายทุนพรรคเข้ามาครอบงำ ผมคิดว่านั่นเปึ้น ความจริงครับกับพรรคบางพรรค และในระบอบที่ผ่านมาเราเห็นพรรคบางพรรค บางคนจ่าย ๗๐ ล้านบาท แล้วก็รู้ตั้งแต่ล่วงหน้าว่าตัวเองจะได้เปึ้นรัฐมนตรี ผมไม่ต้องบอกได้ไหมครับว่า รัฐมนตรีคนนั้นชื่ออะไร มาจากภาคธุรกิจ แล้วก็ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองมาก่อน แล้วอยู่ดี ๆ ก็เข้ามาแล้วก็จ่าย ๗๐ ล้านบาท และผมก็รู้ล่วงหน้าว่าเขาพูดไว้ว่าเขาจะได้เปึ้นรัฐมนตรี แล้วเขาก็ได้เปึนจริง ๆ เปึนความจริงอย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดเลย แต่ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอย่าเพิ่งสวิ่งได้ไหมครับ พอเราเจอปัญหาหนึ่งเราก็แก้ปัญหา ก็เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาแก้ว่งขวาที่มีปัญหาเราก็แก้ว่งซ้ายเลย เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้เราจะเลิกเลย หรือระบบบัญชีรายชื่อหรือระบบ สส. แบบสัดส่วน สส. แบบสัดส่วนไม่มีข้อดีอะไรเลยหรือ ผมฟังประชาชนมานะครับ ส่วนหนึ่งก็บอกว่านายทุนเข้ามาแทรกแซง แต่อีกส่วนหนึ่งเขาก็ บอกว่าถ้ามีบัญชีรายชื่อเขาพอจะเห็นว่าใครเปึนรัฐมนตรี ถ้า สส. บัญชีรายชื่อแบบสัดส่วน พอจะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ทำงานเหมือนพรรคบางพรรคที่แอบเอาไปใส่บัญชี ๒ บัญชี ๓ แล้วเลยดูไม่รู้เรื่องเลยว่าบัญชีระบบสัดส่วนนี่คือคนที่เราพอจะรู้ว่าเขาจะไปเปึน ผู้บริหาร เปึ้นเรื่องที่ทำให้ประชาชนพอจะรู้ว่าเขาจะเลือกใครไปเปึนนายกฯ เขาจะเลือกใคร ไปเปึ้นรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อดีนะครับท่านประธาน แต่ที่ผ่านมามันมีปัญหาก็เพราะว่ามันมีคนที่ ฉลาดแก้มโกง แล้วก็เลยทำให้มันมีปัญหา ท่านประธานครับ ยิ่งกว่านั้น เราทราบใช่ไหมครับว่า มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่พร้อม หรือว่าคิดว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะลงเปึนเขต แล้วจะต้องเดินหาเสียง ท่านประธานก็ทราบ เพราะฉะนั้นระบบนี้ ระบบบัญชีรายชื่อหรือระบบสัดส่วนยังสามารถ ที่จะดึงคนดีเข้ามาได้ ก็เปึ้นอีกส่วนหนึ่ง ผมไม่อยากให้สภาของเรานั้นเหมือนลูกตุ้ม นาฬิกาที่แก้ว่งไปแก้ว่งมา ครั้งนี้เราจะไปแบบบัญชีรายชื่อ เราไปเจอปัญหาเราก็เลิกเลย หาทางได้ไหมครับว่าจะทำอย่างไรให้บัญชีรายชื่อยังสะท้อนความดีของมันได้และป่ดกั้น ท่านประธานครับ ถ้าบัญชีรายชื่อไม่อยู่ ผมถามว่านายทุนพรรคจะเปึนรัฐมนตรีได้ไหมครับ ได้เหมือนเดิม ผมยังมองไม่เห็นเลยว่านายทุนพรรคเขาไม่ได้ใส่ชื่อเขาเปึน สส. แต่เขาไม่ได้เปึ้น รัฐมนตรี เขาไม่ได้มาบริหารประเทศ เขายังมาบริหารประเทศได้เหมือนเดิม เพราะรัฐมนตรี ก็ไม่ได้บรรจุไว้ว่าจะต้องมาจาก สส. เท่านั้น ตกลงมันไม่ได้ช่วยเลยครับว่านายทุนพรรคเรา จะกีดกันนายทุน เพียงแต่เขาเปึนอีแอบมากขึ้น เราจับผีอยู่ในที่สว่างเสียเลยไม่ดีหรือ อย่างผม ยังรู้เลยว่า ๗๐ ล้าน เขาพูดมาก่อนเปึนใคร ลงปาร์ตีลิสต์เบอร์เท่าไร แล้วก็จับตาดูอยู่ว่า มันได้แห่ง ๆ อย่างนี้เปึนต้น นายทุนพรรคอีกคนหนึ่งเข้ามา ไปเปึนเลขาฯ พรรค ไปเปึน ปาร์ตีลิสต์เบอร์เท่าไร แล้วรู้แห่ง ๆ ว่าได้ แล้วได้จริง ๆ ท่านประธานครับ อะไรดีกว่าฝากท่าน ไปชั่งดูก็แล้วกัน ผมฟังประชาชนมาทั้ง ๒ ด้าน ผมก็เรียนอีกด้านหนึ่งครับ
อาจารย์ครับเลยไป ๔ นาทีแล้วครับ
ตกลง จริง ๆ ผมมีอีกหลายประเด็น นะครับที่อยากจะกระตุกท่านกรรมาธิการไว้บ้าง ขออีกสักนิดหนึ่งนะครับ
คืออย่างนี้อาจารย์ครับ พอดีอาจารย์พูดถึงประเด็นนี่นะครับ ผมจะไม่ตัด เพราะถือว่าประเด็น ที่คาบเกี่ยวตอนหมดเวลา แต่อาจารย์คาบเกี่ยวไป ๔ นาที เปึนเรื่องเดียวกันนี่นะครับ เดี๋ยวสมาชิกท่านอื่นก็จะบอกว่าผมไปพยายามตัดคนอื่น เดี๋ยวอาจารย์เจิมศักดิ์ยกมือก็เรียก ทุกที อาจารย์พูดเลยก็ไม่ห้าม นะครับ
คือท่านอาจารย์จะเห็นว่าวันนี้ ผมพยายามมากเลย ตั้งแต่เช้ากรอบ ๑ ก็ไม่พูด แล้วก็มาช่วยท่านประธานตั้งข้อสังเกตตอนที่ คุณการุณ ทีนี้ผมอยากจะเลือกให้มันเดินได้
ผมเห็นใจอาจารย์ แต่อาจารย์เห็นใจผมนิด
ขอผมอีกประเด็นเดียว เอาประเด็นเดียว ก็แล้วกัน จริง ๆ ผมมีอีก ๕ - ๖ ประเด็น ต้องขอประทานโทษ ขอประเด็นหนึ่งก็แล้วกัน
ประเด็นเดียวนี่กี่นาทีครับ
ไม่เกิน ๒ นาที
ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ประเด็นที่ ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณ์มาลา ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการออกพระราชกำหนดในเรื่อง เกี่ยวกับทางเศรษฐกิจ อาจารย์จรัสนั้นอยากที่จะให้เห็นเปึนพระราชบัญญัติ ท่านประธานครับ เมื่อสมัยที่เรายังเปึ้นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ มันก็มีการเล่นลูกเล่นของฝ์ายบริหารจริง ๆ ในระบอบ ทักษิณ คือแทนที่จะออกเปึนพระราชบัญญัติ ก็ออกเปึ้นพระราชกำหนด ก็เพื่อที่จะทำให้เขา หาประโยชน์ได้จากการออกเปึนพระราชกำหนด สภาก็ไม่สามารถจะท้วงติงได้ จะแก้ไขเพิ่มเติม จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แล้วก็ออกเปึนพระราชกำหนดที่ชื่อว่า พระราชกำหนด ภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม แล้วก็เอาเรื่องโทรศัพท์มือถือไปแอบอยู่กับอาบ อบ นวด เอา การเก็บภาษีสรรพสามิตอาบ อบ นวด เอามาใส่ด้วย กลบๆ ให้มันดูเปึ้นเหมือนกับว่า เปึน แพกเกจ (Package) แล้วก็ออกเปึนพระราชกำหนดออกไป ท่านประธานครับ เราเจ็บปวดกันมาเยอะว่าไม่เคยเห็นใครเขาออกขยายฐานภาษีไปเก็บสินค้า บางประเภทแล้วออกเปึ้นพระราชกําหนด แต่เขาก็ทํา รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเขียนไว้ว่า พระราชกำหนดจะต้องทำเมื่อเกิดความจำเปึนจริง ๆ เท่านั้น ใช้คำชัดเจน แล้วหลีกเลี่ยง ไม่ได้ด้วย จําเปึนจะต้องทํา เขาก็ทํา เสร็จแล้วศาลรัฐธรรมนูญท่านก็บอกว่าเรื่องว่าหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่ได้กลายเปึนไม่ใช่ดุลยพินิจของใคร กลายเปึ้นดุลยพินิจของฝ์ายบริหาร คิดเอาเอง ก็แล้วกัน กลายเปึนยกอำนาจทั้งหมดให้ฝ์ายบริหาร ศาลรัฐธรรมนูญเองก็บิดเบือนรัฐธรรมนูญ ไปเรียบร้อย เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับอาจารย์จรัสนะครับว่าจะต้องดูแลเรื่องการออก พระราชกำหนดอย่างง่าย ๆ จะต้องเปึนพระราชบัญญัติ แต่ผมเองเมื่อกี้นี้ก็บอกกับ ท่านอาจารย์จรัส ผมเปึนห่วงอยู่นิดเดียวก็คือการกำหนดอัตราภาษี ผมเปึนนักเศรษฐศาสตร์ พอเข้าใจว่าถ้าบอกจะขึ้นภาษีสินค้าใดมันจะเกิดการเก็งกําไรกันทันที ถ้าเปึ้นอัตราภาษี ขอความกรุณายั่งยอมให้เปึนพระราชกำหนด ผมยังพอรับได้ แต่การขยายฐานภาษี การเก็บ ภาษีแบบใหม่ ฝ์ายบริหารมีสิทธิอะไรครับที่จะไปละเมิดสิทธิของประชาชน จะไปเอาเงินของ ประชาชนมาโดยไม่ผ่านสภา ฝ์ายบริหารไม่มีสิทธิครับ ผมเห็นด้วยกับพื้นฐานที่อาจารย์จรัสพูด แต่ถ้าจะยอมให้ ยอมให้แต่เฉพาะกรณีเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเพื่อกันในเรื่องของการเก็งกำไร เท่านั้น แต่เรื่องทั่วไปแล้วผมคิดว่าอันนี้ต้องยึดหลักไว้ก่อน รัฐธรรมนูญต้องยึดหลัก อย่าไปแก้ว่ง ต้องยึดหลักไว้นะครับว่าการเก็บภาษีเปึนการละเมิดประชาชนทั้งประเทศ ฝ์ายบริหาร ย่อมไม่มีสิทธิที่จะไปละเมิด ยกเว้นสภาจะอนุมัติก่อน ไม่ใช่ออกไปก่อน เก็บไปก่อนแล้ว ขออนุมัติทีหลัง ผมคิดว่าวิธีนั้นผมยังรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็มีอีกหลายวิธีนะครับ แต่ผมสัญญากับท่านประธานไว้แล้วก็ทำตามสัญญา ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวกรรมาธิการจะตอบ ท่านสุรพลสั้น ๆ นะครับ
สั้นนิดเดียวครับท่านประธาน
นิดเดียว ของท่านเอาสักกี่นาทีครับ
ไม่เกิน ๒ นาที เหมือนท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ คือความจริงกระผมก็ไม่คิดว่า จะพูดหรอกครับ แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ฟังท่านเพื่อนสมาชิก ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเจิมศักดิ์ ท่านพูดนี่นะครับ ก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ต้องพูดเสียหน่อยครับ ถ้าจะเปึนอย่างไรก็สุดแล้วแต่ ท่านกรรมาธิการล่ะครับ เพราะกระผมมองว่าระบบ สส. บัญชีรายชื่อมั่นไม่ใช่เรื่องของการ สวิ่งครับ มันเปึนเรื่องของการให้ยาผิด ถ้าเราให้ยาผิดแล้วเราจะกินยาต่อ จะเปึนยาเบายาอะไร กระผมคิดว่าเปึ้นอันตรายต่อร่างกายมาก เพราะว่าเท่าที่ฟังพี่น้องประชาชนนะครับ ทั้งในเรื่อง ของการปฏิบัติราชการก็ดี ในเรื่องของการเปึ้นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ ภาคกลางก็ดี กระผมมีความเชื่อว่าเราให้ยาผิดแน่นอน เพราะว่า ๑. ครับท่านประธาน ๑. นั้นไม่สอดคล้องกับ วัฒนธรรมประเพณีทางการเมืองการปกครองบ้านเราครับ กระผมคงพูดลึกไปกว่านี้ไม่ได้ แต่ว่า เราก็มักจะไปอ้างว่าเรามีเสียง ๑๖ ล้านเสียง ๑๙ ล้านเสียง ซึ่งเปึนอันตรายต่อระบอบ การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุขครับ ในประการที่ ๑
ประการที่ ๒ เท่าที่รับฟังนะครับ กระผมก็ไม่คุ้นเคยกับนักการเมือง แต่มี การประณามหยามหยันกันเหลือเกินว่าบรรดา สส. ที่อยู่ในพื้นที่กับ สส. ปาร์ตีลิสต์ มีความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนค่อนข้างต่างกันนะครับ แล้วถ้าจะบอกว่าถ้าเรามี ปาร์ตีลิสต์ เราจะรู้ว่าใครจะเปึนนายกฯ ใครจะเปึ้นรัฐมนตรี ผมว่าถ้าไม่มีปาร์ตีลิสต์ เราก็ พอเดาออกครับว่าถ้าพรรคนี้ขึ้นมาใครจะเปึนนายกฯ ใครจะเปึนรัฐมนตรี พอเดาออกครับ เพราะฉะนั้นกระผมอยากจะฝากท่านกรรมาธิการว่าขอความกรุณาได้ดูตรงนี้เถอะครับว่า ประเพณีการปกครอง ความมั่นคงของชาติบ้านเมืองเปึ้นเรื่องสำคัญ กระผมขออนุญาต แค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านกรรมาธิการ
ผมขออนุญาตก่อน ท่านประพันธ์ครับ นิดเดียว ไม่ใช่กรรมาธิการแย่งกันตอบ ความจริงยังไม่ตอบนะครับ แต่ว่า อยากจะเรียนว่าเพื่อให้การอภิปรายในกรอบที่ ๓ กระชับเข้านะครับ ก็คงจะขอขอบคุณ ท่านเจิมศักดิ์ที่เข้าใจการทำงานของคณะกรรมาธิการของเราเปึ้นอย่างดีครับว่าสิ่งที่ดี ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นั้นเราคงไว้ อาจจะไม่ปรากฏในนี้นะครับ ฉะนั้น เราทําในสิ่งที่เพิ่มเติม หรือแก้ไข เพราะฉะนั้นมันจะมีประเด็นหลัก ๆ บางอย่างเปึนเช่นนั้น สำหรับเรื่อง ๔๐๐ คนเมื่อสักครู่นี้ก็ อยากจะเรียนว่าในกรรมาธิการเราพูดถึงประเด็นนี้ว่ามีไม่เกิน ๔๐๐ คน แต่ว่าปกติมาจากการ เลือกตั้ง แต่ถ้าจะมีจากปาร์ตีลิสต์หรือสัดส่วนก็จะเปึน ๓๒๐ บวก ๘๐ ซึ่งอันนั้นยังไม่เปึนข้อยุติ ผมขอตอบสั้น ๆ เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประพันธ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมาธิการ ในเบื้องต้นผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้ ข้อเสนอแนะที่เปึ้นประโยชน์อย่างยิ่งในการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการฯ กรอบที่ ๒ นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ลุกขึ้นมาอภิปราย ผมเห็นท่านลุกยืนขึ้นมานี่ ผมใจหายว่าบเลย ปรากฏว่าท่านมาชมบอกว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ยกร่างจุดดีขึ้นมา หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเปึ้นฉบับที่เปึนการตรวจสอบอํานาจรัฐ และเพิ่มอำนาจประชาชน ผมต้องขอขอบคุณท่านที่ท่านมองเห็นจุดดีที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ พยายามจะยกร่างขึ้นมา โดยรับฟังความคิดเห็นของท่านมาโดยตลอดนะครับ ในส่วนของ การเพิ่มการตรวจสอบอํานาจรัฐท่านจะเห็นได้ว่าในเรื่องขององค์กรอิสระต่าง ๆ เราก็พยายาม จะยกร่างให้ตัดเรื่องการสรรหาต่าง ๆ ที่มีปัญหาที่ฝ์ายการเมืองแทรกแซง ซึ่งเปึ้นเหตุของ การปฏิรูป เพื่อให้องค์กรอิสระเหล่านี้ไม่ว่าจะเปึน ปปช. ก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็ดี หรือ สตง. ก็ดี ทำงานให้มีประสิทธิภาพนะครับ รวมทั้งการที่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถได้รับ การตรวจสอบจากรัฐสภานะครับ สามารถที่จะได้รับการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากสมาชิก ได้ง่ายขึ้น โดยใช้สัดส่วนหนึ่งในสี่แทนที่จะเปึ้นสองในห้า อันนั้นก็เปึ้นเรื่องการตรวจสอบ อํานาจรัฐที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้พูดนะครับ ในส่วนการเพิ่มอํานาจประชาชนนะครับ เมื่อเช้านี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงเรื่องประชาธิปไตยทางตรง กรรมาธิการชุดนี้ได้รับฟัง ข้อเสนอของท่านนะครับ ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าในขบวนการของการใช้อำนาจประชาธิปไตย ทางตรงในร่างรัฐธรรมนูญนี้ท่านจะเห็นอย่างน้อย ๓ เรื่อง
ในเรื่องแรกคือการลงประชามติ โดยประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนะครับที่จะมีการออกเสียงประชามติ โดยประชาชนนะครับ ฉะนั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ประชาชนมีสิทธิออกเสียงประชามติ ในการแก้ไขรั่ฐธรรมนูญต่อไปต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการแก้ไขด้วยโดยการลง ประชามติ ถ้าท่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มีการลงประชามติ แต่ท่านไม่ให้ประชาชนมีโอกาส แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหน้าโดยการลงประชามติ เขาจะบอกทันทีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึน รับเบอร์ แสตมปี (Rubber stamp) อันนี้ก็เปึนการเพิ่มอำนาจประชาชน อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องการ ถอดถอนก็ดี การเสนอกฎหมายก็ดี ท่านก็จะเห็นได้ว่าทางกรรมาธิการยกร่างฯ ได้ลดจำนวน ประชาชนผู้เข้าชื่อกันนะครับ จาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เหลือ ๒๐,๐๐๐ ชื่อนะครับ อันนี้ก็เปึ้นส่วน ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้อภิปรายนะครับ
ในส่วนประเด็นอื่น ๆ ไม่ว่าจะเปึนปาร์ตีลิสต์ก็ดี หรือว่าวุฒิสภาก็ดี ทางอนุกรรมาธิการฯ กรอบที่ ๒ จะรับข้อสังเกตของท่านไปพิจารณา รวมทั้งประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายทั้งหมด ผมอยากจะกราบเรียนไว้ที่ท่านประธานได้ให้ทาง ฝ์ายเลขาธิการของสภาแห่งนี้ได้สรุปคําอภิปรายของท่านทุกท่านโดยย่อว่าท่านเสนออะไร และกรุณาส่งนะครับให้ทางกรรมาธิการเพื่อรับไปประกอบการพิจารณา ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เราเข้ากรอบที่ ๓ แล้วกันนะครับ เกี่ยวกับเรื่องด้านองค์กรตรวจสอบอิสระและ ศาลนะครับ เพื่อให้การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ผมขอถามสมาชิกว่ามีท่านจะอภิปราย สักกี่ท่านครับ ท่านธรรมนิตย์ ท่านสวิ่ง ๒ ท่านนะครับ ๒ ท่านก็จะเร็วขึ้นนะครับ ท่าน พลตำรวจโท ธรรมนิตย์ เชิญครับ
พลตํารวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร : กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม พลตํารวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมมาดู หมวดที่ ๓ ศาลยุติธรรมครับ ๓.๕ บทบัญญัติที่มีความซับซ้อนกับบทบัญญัติของกระบวน กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในเรื่องนี้ ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ บัญญัติตรงกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไว้หลายมาตราครับ กรรมาธิการยกร่างฯ ได้กรุณายกเลิก เสนอให้ยกเลิก แล้วก็เห็นด้วยกันครับ ผมขออนุญาต เน้นย้ําถึงประเด็นนี้ว่ามีความสําคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตํารวจอย่างยิ่ง แม้จะยกเลิกอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วก็จริงอยู่ แต่ก็ยังปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมาย วิอาญา ความอาญาอยู่นั่นเอง ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญก็คือหมายค้น หมายจับ ทั้ง ๒ สิ่งนี้ ซึ่ง ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ที่ผมนํามากล่าวในที่ประชุมแห่งนี้เพราะผมได้รับ การ ร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พนักงานสอบสวน และไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน บางส่วนที่ให้ความเห็นว่า การที่หมายค้นและหมายจับนั้นไปอยู่ที่ศาลนั้น ตำรวจมีความขัดข้อง ในทางปฏิบัติอย่างมาก ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านเห็นนะครับว่าความขัดข้องของ ตำรวจนั้นมันมากระทบกระเทือนความสงบสุขของประชาชนในส่วนร่วม ผมจึงนำเรื่องนี้มาพูด เพราะว่าผมคิดว่าผมอยู่ในอาชีพที่เคยเปึนตํารวจมาเก่า ก็อยากจะนําเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม แห่งนี้ครับ เดิมที่นั้นหมายค้น หมายจับนั้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถจะออกหมายค้น หมายจับได้ ผมขออนุญาตแยกเฉพาะหมายค้นว่า เดี๋ยวนี้หมายค้น มาอยู่ที่ศาลจังหวัด ผมยกตัวอย่างที่อำเภอ สมมุติว่าเกิดเหตุสักเรื่องหนึ่งจะไปค้นยาเสพติด ในท้องที่อำเภอชะอำ เราจะต้องวิ่งรถขึ้นมาข้อหมายที่ศาล แล้ววิ่งกลับไปค้น ไม่ใช่ว่ายาเสพติด มันอยู่นิ่ง ๆ ให้เราค้น มันเขยื้อนไปอีกครับ ถ้าเขยื้อนไปอีกหมายความว่าตรงนั้นล้มเหลว เราค้นแล้วไม่พบ ก็กลับไปใหม่ ไปขออีก เมื่อมาสัมพันธ์กับงบประมาณของตำรวจ ปรากฏว่า ตํารวจได้ค่าน้ํามันรถต่อคันต่อเดือน ๒๕๐ ลิตรต่อคันต่อเดือน ทําให้ประสิทธิภาพในการทํางาน ของตำรวจนั้นหย่อนยานไปพอสมควรครับ มันเปึ้นส่วนหนึ่งหมายค้นเปึนส่วนหนึ่งของงาน สอบสวน ถ้างานสอบสวนต้องการจะไปค้นบ้านใคร สิ่งของที่ต้องการ แล้วมีความยากในการ ที่จะต้องกลับไปขอหมายค้น ซึ่งระยะทางจากชะอำไปเมืองนั้น เพียงแต่ ๕๐ – ๖๐ กิโลเมตร แต่บางจังหวัดนั้นเปึ้น ๑๐๐ กิโลเมตร เปึ้น ๒๐๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นทำให้ประสิทธิภาพ ในการค้น การทำงานของตำรวจนั้นหย่อนยานไป ผมก็ไม่ได้ว่าจะเอาหมายค้นมาอยู่กับตำรวจ เหมือนเดิม แต่จะอยู่ที่ใครนั้นก็แล้วแต่ จะไปอยู่ที่อำเภอ หรือประชาชนที่เราให้อํานาจไป ก็ได้ครับ ผมขอเรียนอย่างนี้ สำหรับหมายจับก็มีคดีตัวอย่างหลายคดีที่จะจับได้เฉพาะความผิด ซึ่งหน้า หรือหมายของศาลเท่านั้นที่จะจับได้ บางคดีนั้นความผิดซึ่งหน้านั้นมันเกิดฉุกชิงวิ่งราว แล้วมันหายหน้าไป หรือมันโกงไป ถ้าไม่ได้ไปออกหมายจับ ไปชี้ให้จับก็ไม่ได้ ผมขอกราบเรียน ในส่วนของตำรวจเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านพลตำรวจโท ธรรมนิตย์ ป่ตะนี้ละบุตร ท่าน สสร. สวิ่ง ตันอุด เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สวิ่ง ตันอุด สสร. ในกรอบที่ ๓ ผมมีอยู่ ๒ – ๓ ประเด็น ที่ผมคิดว่ายังอาจจะไม่ชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับที่กรรมาธิการยกร่างฯ ได้เสนอมา แต่ว่าบางเรื่องผมคิดว่าต้องขอชมเชยที่ได้หยิบประเด็นนั้นขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มอํานาจให้กับองค์กรอิสระทั้งหลาย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ค่อนข้างสําคัญ เพราะว่าจุดบอดที่ผ่านมาของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ก็คือว่าเราไม่ได้ให้อํานาจต่าง ๆ เหล่านี้ ให้กับคณะกรรมการองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเปึนสภาที่ปรึกษาก็ดี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ดี ในการที่จะดำเนินการแทนประชาชนได้ ซึ่งผมคิดว่าในเรื่องนี้ควรที่จะกำหนดให้ชัดเจน ในป้ ๒๕๕๐ นี้นะครับ อันนี้คือเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าได้เปึ้นประเด็น แต่ว่าอาจจะยังไม่ชัดเจน นะครับ ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการปลอดจากการเมือง ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ต้องคิดว่าน่าจะชัดเจน ซึ่งก็เปึนเรื่องที่เราพูดกันมากอยู่แล้วนะครับ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ซึ่งผมคิดว่าเราอาจจะยังไม่ได้คิดกันเสียให้ชัดเจน ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในองค์กรอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติ ของคนที่จะเข้ามามีส่วนในองค์กรอิสระของภาคประชาชน สัดส่วนของภาคประชาชนก็ดี หรือคุณสมบัติต่าง ๆ ก็ดี หลายองค์กรอาจจะตั้งเกณฑ์ไว้สูงเกินไป ซึ่งผมคิดว่าในเรื่องนี้อาจจะ ต้องคิดให้ชัดว่า เราจะมีระบบของการที่จะทำให้คุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ลดลงอย่างไร เพื่อที่จะ เป่ดช่องให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะเปึนคนที่อยู่ในองค์กรอิสระได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เปึ้นเรื่องที่เราไปรับฟังมา แล้วก็ได้ฝากกันมาในหลายเวทีนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งผมยังไม่เห็นที่จะมีอยู่ในที่นี้ เพราะว่าสิ่งที่เราไปรับฟังมานี่ ผมคิดว่าประชาชนย้ำเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็คือเรื่องของการเข้าถึงของประชาชนในด้านของ องค์กรอิสระ ผมคิดว่าถูกเขียนไว้เหมือนกันนะครับ แต่ว่ายังไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าจะมี กระบวนการแบบไหน ประชาชนเองเสนอว่า ทำให้องค์กรอิสระทั้งหลายมีกลไก อย่างน้อยที่สุด ในระดับภาค ลึกลงไปในระดับจังหวัดได้ด้วยก็จะเปึ้นเรื่องดี อย่างเช่น สภาที่ปรึกษา ถ้าสามารถที่จะมีสภาที่ปรึกษาในระดับจังหวัดที่จะทำงานร่วมกับจังหวัดได้ก็จะเปึนเรื่องดี อย่างนี้เปึนต้นนะครับ หรือเรื่องกลไกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเปึ้นเรื่องของ ปปช. ก็ดี หรือคณะกรรมการอื่น ๆ ที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย อันนี้ผมคิดว่าอาจจะต้องคิดกัน ให้ชัดมากยิ่งขึ้น เพราะว่าถ้าไม่เช่นนั้นเองเราก็มีองค์กรอิสระขึ้นมาตั้งโชว์ (Show) ไว้เฉย ๆ ในการที่จะทําให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้นี่ก็ไม่มี ซึ่งผมคิดว่าอันนี้คือเรื่องที่ประชาชนทั้งหลาย ตั้งข้อสังเกตเปึ้นอย่างมากนะครับ อยากจะฝากท่านประธานไปถึงกรรมาธิการว่าให้คิดเรื่องนี้ ให้ชัดเจนว่าจะมีระบบไหน หรือกลไก หรือองค์กรไหนบ้างในการที่จะหยั่งรากลงไปถึงระดับ ภูมิภาคหรือท้องถิ่นทั้งหลายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเปึนไปได้นะครับ อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ ประชาชนเกือบทุกเวทีได้ตั้งข้อสังเกตนะครับ
เรื่องที่วิตกอีกเรื่องหนึ่งเปึนประเด็นสุดท้ายนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ประชาชน ได้คิดขณะเดียวกันก็คือว่า เรากําลังที่จะร้องนักการเมืองหรือผู้มีอํานาจในการที่จะตรวจสอบ เขาให้เข้มข้น แต่ว่าถึงที่สุดตอนนี้ประชาชนจะมีกระบวนการอย่างไรในการที่จะตรวจสอบ องค์กรอิสระทั้งหลายเหล่านี้ได้ด้วย ซึ่งถึงที่สุดนี่เราอาจจะเปึนการบ้านหรือโจทย์ของเราต่อไป อีกก็ได้ว่าถ้ากระบวนการเรื่องนี้ไม่ชัดเจน หลังจากนั้นองค์กรอิสระมีพิษส่งขึ้นมาอีกในการที่จะ บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนไปได้ กระบวนการแบบนี้ประชาชนจะเข้ามามีส่วนหรือ ตั้งโครง ตั้งระบบอย่างไรในการที่จะให้เขาเข้ามามีส่วนในแง่ของการตรวจสอบองค์กรอิสระ ต่าง ๆ เหล่านี้ได้ด้วย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้สำคัญทั้งสิ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จรัส สุวรรณมาลา กระผมอยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในหน้า ๕ เขียนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไว้ว่า ให้มีลักษณะเปึน ศาลปกครองชำนาญการเฉพาะด้าน กระผมได้ยินแนวคิดทำนองนี้ในช่วงแรก ๆ ที่กรรมาธิการ ยกร่างฯ นำเสนอไปบ้างแล้ว แล้วก็เขียนทำนองนี้อีกครั้งหนึ่ง กระผมรู้สึกเปึนกังวลครับ ผมอยากจะให้กรรมาธิการยกร่างฯ ลองพิจารณาดูครับว่าคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินของ ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้เขามีหน้าที่ที่เปึนสากลอย่างไรนะครับ กระผมเข้าใจว่าคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินไม่ได้มีหน้าที่ทำนองเปึนศาลชำนาญการเฉพาะด้านนะครับ คือไม่ได้มีหน้าที่ วินิจฉัยการกระทําความผิดเกี่ยวกับเรื่องคดี เกี่ยวกับเรื่องวินัยงบประมาณหรือการใช้เงินนะ ครับ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนี่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย หลักการ แล้วก็มาตรฐาน การตรวจสอบ แล้วก็กำกับดูแลสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในการ ปฏิบัติงานในระดับปฏิบัติการ เพราะฉะนั้นถ้าเปึ้นเรื่องของกรณีการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำ ความผิดนี่ก็มักจะไปให้ศาลพิจารณานะครับ ซึ่งลักษณะการทำงานของคณะกรรมการ จึงไม่ตรงกับแนวคิดที่เขียนไว้ในนี้นะครับ อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการ ยกร่างฯ ว่า ในเรื่องนี้น่าจะลองตรวจสอบดูนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่าน สสร. สมยศ สมวิวัฒน์ชัย เชิญครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม สมยศ สมวิวัฒน์ชัย สสร. นะครับ ในกรอบที่ ๓ นี้ผมขอ ๒ ประเด็นนะครับ
ในประเด็นแรกนะครับ ผมเสนอให้มีการขยายเครือข่ายการรับข้อมูลของ ปปช. ให้กว้างขวางทั่วถึงระดับจังหวัดและชุมชน ด้วยเหตุผลที่ว่าในส่วนของระดับท้องถิ่นและจังหวัด นั้นได้มีส่วนที่บริหารราชการแผ่นดินในส่วนของไม่ว่าจะเปึน อบต. ก็ดี อบจ. ก็ดี เทศบาลก็ดี นะครับ ซึ่งมีส่วนที่มีการพูดกัน แล้วก็กล่าวกันว่ามีการทุจริตในบางโครงการที่อยู่ในส่วนนั้น ผม คิดว่าน่าที่จะมีการขยายเครือข่ายนะครับ อันนี้ก็ขอให้เพิ่มขยายเครือข่ายในการรับข้อมูล ข่าวสาร เพื่อจะทําในระดับย่อยลงมาแทนที่เรื่องจะเข้ามาอยู่ในส่วนที่เปึ้นอยู่ในปัจจุบันนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เปึ้นที่ทราบดีนะครับ ว่าในแต่ละจังหวัด ในแต่ละท้องถิ่นนั้นยังมีผู้ที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นนี่อยู่เยอะพอสมควร ค่อนข้างจะ ชัดเจนนะครับ กรรมการสิทธิฯ ที่เปึนอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ไม่สามารถจะตอบสนองสิ่งที่เปึนอยู่กับ ความเปึนจริงได้ ตอบสนองไม่ได้จริง ๆ นะครับ เพราะว่ามีการละเมิดสิทธิเยอะ ผมจึงเสนอว่า ให้กรรมการสิทธิฯ นั้นได้มีเครือข่ายของตนเองในระดับจังหวัด และในระดับท้องถิ่น เพื่อเปึน เครือข่ายในการช่วยทำงานในจุดนี้ โดยเปึนอิสระเพิ่มอีก ผมขอเสนอเพิ่มเติมใน ๒ ประเด็นครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ เชิญท่านการุณ ใสงาม ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม การุณ ใสงาม นะครับ องค์กรอิสระนี้อยากจะนำเสนออยู่สัก ๒ – ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ครับ ศาลยุติธรรม เมื่อกี้เพิ่งไปศาลยุติธรรมมาที่ศาลนนทบุรี พอดีท่านประธานไม่ให้ผมอภิปราย ผมก็เลยไปศาลนนทบุรีเสียเลย เรื่องศาลยุติธรรมนี้ ท่านประธานครับ เปึ้นไปได้ไหมว่าเราจะทําการปฏิรูปสักหน่อยหนึ่งในเรื่องใช้ประเพณี วัฒนธรรมโบราณของพวกเราที่เคยอยู่ร่วมกัน เปึนเด็กผมเคยเห็นเจ้าคุณ เจ้าอาวาสวัด เห็นมัคนายกวัด เห็นผู้เฒ่า ผู้แก่ในหมู่บ้านมาแก้ไขปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องคดีความ ไม่ว่าจะเปึนแพ่ง หรืออาญา ในระดับธรรมดาเล็กน้อยที่จะขึ้นสู่โรงศาล ที่รกโรง รกศาล แล้วก็ ความสมานฉันท์ ความรักสามัคคีของคนในหมู่บ้านก็ดีขึ้นเปึนลำดับ ทำอย่างไรเราจะทำการรับรองสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้ หลายท่านอาจจะบอก ก็มีศูนย์ไกล่เกลี่ย แล้วนี่ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา ผมคิดว่าคงไม่พอ ท่านประธาน การเข้าหาความยุติธรรมของพี่น้อง ประชาชนบางที่อาจจะยากลำบากมากพอสมควรในการที่จะเดินทางไปถึงศาล ไปแค่โรงพักนี้ เขาก็เดือดร้อนแล้ว จากโรงพักไปสำนักงานอัยการ จากสำนักงานอัยการไปศาล สู่ศาลแล้ว ขั้นตอนกระบวนวิธีพิจารณา ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ลำบาก พ่ายแพ้ พี่น้องที่อยู่ข้างทำเนียบขณะนี้ ท่านประธานท่านไปนั่งคุยเถอะ มีความเสียเปรียบจากกระบวนการขั้นตอนการบริหาร การยุติธรรมว่าด้วยเรื่องวิธีการพิจารณาต่าง ๆ เยอะ ท่านไปดู ไปฟังเกือบร้อยทั้งร้อย ผมว่า ถ้าเราไม่ทำการปฏิรูประบบสิ่งเหล่านี้ให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าสู่ หรือเดินเข้าไปหา แสวงหาความยุติธรรมได้โดยสะดวกและง่ายแล้วคงจะมีปัญหาในวันข้างหน้า เรื่องที่ ๒ ของการยุติธรรม ท่านประธาน อนุญาโตตุลาการ ท่านประธานเห็นเคยมีครั้งใดที่ อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยแล้วมันหยุดอยู่ตรงอนุญาโตตุลาการบ้างสักเรื่องไหม ไม่มี หกพันสองร้อยกว่าล้านบาท สุดท้ายก็ขึ้นศาลฎีกา ผมยังคิดอยู่ว่าบางที่ถ้าไม่ทบทวนเรื่องกระบวนการ ของอนุญาโตตุลาการแล้ว ไม่แก้ไขข้อขัดข้องในส่วนนี้แล้ว มีอนุญาโตตุลาการไป หรือมี พระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาก็ไม่เกิดผล เสียเวลา เสียความเปล่า ๆ เพราะมันมัวแต่เสียเวลา เสียความอยู่ที่ชั้นอนุญาโตตุลาการเปึน ป้ สองป้ สามป้ สุดท้ายก็คือขึ้นไปที่ศาลฎีกาอีก เสียเวลา เสีย ๒ จังหวะ ๒ รอบ ผมว่าอาจจำเปึนจะต้องมาทบทวนส่วนนี้เสีย เอาล่ะครับเรื่องการยุติธรรม ถ้าพูดยาวความไปก็จะมากไปเปล่า ๆ นะครับ เอาองค์กรอิสระอื่นครับท่านประธานครับ ผมสนใจปัญหาที่ขัดข้องจากการตั้งองค์กรอิสระที่ผ่านมานะครับ ไม่ว่าองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาที่ล้มเหลวอยู่ในวันนี้ องค์กรอิสระที่ชื่อ ปปช. ที่ทําการทุจริต ด้วยตัวของตัวเองขึ้นเงินเดือนก็ตาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม ท่านประธานครับ ผมว่า อันแรกที่มีปัญหาที่สุดคือการสรรหา กระบวนการสรรหาขององค์กรอิสระที่ได้มานี้มีปัญหามาก จากกระบวนการสรรหาที่มีปัญหานี้แหละครับจึงทำให้ได้คนที่เข้าไปสู่องค์กรที่มีปัญหา คนที่เข้า ไปสู่องค์กรที่มีปัญหานั่นแหละครับจึงทำงานมีปัญหา และที่ผ่านมาก็คือทั้ง ๓ จุด ๓ ปัญหานี้ เกิดขึ้นทั้งสิ้น เท่าที่ดูกระบวนการสรรหาที่ทบทวนมานะครับ บอกว่าจะใช้กระบวนการสรรหา แนวทางคล้ายคลึงกันกับการสรรหาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกให้มีกรรมการสรรหา ๕ คนอย่างที่ว่า มีประธานศาลฎีกา มีประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้นําฝ์ายค้าน ผู้นําฝ์ายเสียงข้างมาก ผมว่ากระบวนการสรรหาในส่วนนี้ก็ไม่พอครับ แก้ไขไม่ได้ เราเคยเสนอพวกคณะนี้ มันไม่ใช่พูดลอย ๆ ครับท่านประธาน ตอนแก้รัฐธรรมนูญในกรณี สรรหากรรมการ ปปช. ที่เกิดเรื่อง ที่มีปัญหา ท่าน พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ พวกผม พวกหลายคนที่เสนอกันบอกว่ากรรมการสรรหา กับ ปปช. ตอนนั้น ปรับปรุงแก้ไขใหม่ เสียให้หมด ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปึ้นผู้สรรหา ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ อาจจะมีคุณสมบัติ อีกอย่างหนึ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนก็อาจจะเปึนบุคคลที่มีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง ปปช. กกต. ก็มีคุณสมบัติของเขาต่างหากแตกต่างกันไปเล็กน้อย ตามเหมาะตามควรกับการเข้าสู่ ตำแหน่งนั้น แล้วให้ฝ์ายตุลาการเปึ้นผู้สรรห้ามา สรรหามาเสร็จก็ให้ฝ์ายนิติบัญญัติเปึ้น ผู้รับรองให้ ให้ตุลาการสรรหา ให้นิติบัญญัติรับรอง ไม่ให้บริหารเกี่ยวข้อง เมื่อรับรองเห็นชอบ เข้าไปขึ้นทูลเกล้าฯ รับรองขึ้นมาใช้งาน กรณีพวกคนเหล่านี้ องค์กรอิสระมันเปึ้นเครื่องมือหนึ่ง ของ ๓ อํานาจ แต่ทุกวันที่ผ่านมาองค์กรอิสระเหล่านั้นพยายามจะสร้างอำนาจที่ ๔ ขึ้นมากัน นี่ก็เปึ้นปัญหา อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านจะต้องตัดวงจรการสร้างอำนาจที่ ๔ นี้ให้เขารู้ว่าเขาเปึนองค์กร อิสระนั้นอยู่ภายใต้อํานาจของการเปึนเครื่องมือชนิดหนึ่งของภายใต้อํานาจ ๓ อํานาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ท่านประธานก็รู้ดีนี่เวลาเข้ามาในงาน มาชี้แจง มาอภิปราย พรรณนาความ ตอนที่ยังไม่ได้เปึน กกต. ตอนที่ยังไม่ได้เปึน ปปช. เปึนอะไรต่าง ๆ คนเหล่านี้ ก็ดี แต่พอไปเปึนปัูบตั้งตัวเปึนรัฐอิสระตลอด หมดเวลา เราพบ เราเจอมาหมดแล้ว แล้วกลายเปึนว่าอะไรครับ มันจะมีปัญหาของการควบคุม ตรวจสอบ กำกับการบริหาร การทำงานการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระเหล่านั้น พากันไปเปึ้นองค์กรอิสระที่หลุดลอย ออกไปเปึนอํานาจอิสระไป ร้อยต่อตรงนี้ครับที่จะให้การควบคุม ตรวจสอบ กำกับนี้ จะต้องมีครับ นั่นคือฝ์ายนิติบัญญัติคืออำนาจหนึ่งในสามจะเปึ้นผู้ให้ความเห็นชอบองค์กร อิสระไป และให้องค์กรอิสระไปเปึนเครื่องมือในการช่วยงานทำการตรวจสอบ กำกับการบริหาร รัฐกิจ อำนาจนิติบัญญัติที่ให้ความเห็นชอบไปนั้นจะต้องมีร้อยต่อของการเชื่อมเข้าไปในการ สามารถควบคุม กำกับ ตรวจสอบองค์กรอิสระเหล่านั้นได้ ไม่ใช่เพียงเฉพาะแค่จะไปถอดถอน ในขณะเดียวกันฝ์ายตุลาการที่จะวินิจฉัยผิด วินิจฉัยถูก วินิจฉัยพิพากษาจำคุกคนก็ตาม จะจําคุกองค์กรอิสระที่กระทําความผิดบริหาร ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรืออะไรก็ตามนะครับ หรือร่ำรวยผิดปกติก็ตาม ตุลาการจะต้องมีส่วนที่สามารถเข้าควบคุมกำกับองค์กรอิสระที่ปฏิบัติ หน้าที่มิชอบและทุจริตได้ วันนี้ถ้าท่านบอกว่าไม่มีปัญหาในกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ขึ้นเงินเดือนตัวเองก็ตามท่านประธาน จนบัดนี้ก็ยังเอาขึ้นศาลไม่ได้ ถ้าเรียกว่าไม่มีปัญหานี่ ท่านจะเรียกว่าอะไร ข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เราสอบสวนไว้ เมื่อ ๓ ป้ ๔ ป้ที่แล้ว เปึนลำดับ มาจนวันนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์เลยว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทำผิดหรือทำถูก มีเพียง ปปช. ขึ้นไป ถ้ากระบวนการขั้นตอนเหล่านี้เรียกว่าไม่มีปัญหา เราก็ถือว่าแย่แล้วพวกเรา ต้องแก้ ถ้าไม่แก้ สิ่งเหล่านี้ หากไม่ปรับปรุงสิ่งเหล่านี้มีปัญหาต่อไปอีกแน่ นิติบัญญัติที่ให้ความเห็นชอบ ตุลาการที่กำกับ ดูแล ตรวจสอบ เอาคนเข้าคุก ทั้งหมดนี้จะต้องสามารถกำกับ ตรวจสอบ การบริหารการทํางาน การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระที่เปึ้นหนึ่งในเครื่องมือของรัฐได้ ร้อยต่อ ตรงนี้ไม่ปรากฏนะครับ ผมไม่พูดเอาไว้ก็ไม่มีข้อปรากฏตรงส่วนนี้เอาไว้ ถ้ามีปรากฏผมก็ไม่พูด ท่านประธานครับ ปัญหาที่เราพบในองค์กรอิสระต่อไปคืออะไรครับ คือองค์กรอิสระ ที่ผ่านกระบวนการสรรหาที่มันไม่ชอบ แล้วเข้าไปทําหน้าที่องค์กรอิสระนั้น ปรากฏว่าเมื่อมัน ไม่ชอบมันก็เลยไปรับใช้ความไม่ชอบด้วย นี่ที่เราพบ รับใช้ความไม่ชอบคือรับใช้ผู้มีอำนาจที่มี ส่วนช่วยให้ต้นเองได้เปึ้นองค์กรอิสระนั้น มันก็เกิดการทุจริต เกิดการปฏิบัติหน้าที่มิชอบของ องค์กรอิสระนั้น ๆ อีก ความเสียหายของรัฐก็เกิดขึ้น การบริหารรัฐกิจแทนที่จะได้รับการ ตรวจสอบกำกับก็พังอีก เพราะฉะนั้นถ้าไม่สามารถทำองค์กรอิสระให้กำกับสิ่งเหล่านี้ ได้ ตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ได้ ล้มเหลวอีก แก้ไม่ถูกจุดอีก ปัญหาต่อไปครับ คือปัญหาที่เรา เอาองค์กรอิสระไปเข้าคุกเข้าตะรางยากเหลือเกิน ผมเคยอภิปรายไว้ ปปช. ยากที่สุดในบรรดา ข้าราชการในแผ่นดินนี้ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในแผ่นดินนี้ รวมถึงนักการเมืองด้วย หมดเวลา ใช่ไหมครับ ผมหยุดอภิปรายได้ครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านการุณตรงเวลาดีมากเลยนะครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านนุรักษ์ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นุรักษ์ มาประณีต ในฐานะที่เปึนรองประธานอนุกรรมาธิการฯ ในกรอบที่ ๓ นะครับ ก็ขอ รวมตอบสั้น ๆ นะครับ ในส่วนแรกก็คือในเรื่องทำหมายค้น หมายจับนี่นะครับ ซึ่งมีบัญญัติอยู่ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ซึ่งก็ได้ไปออกกฎหมายทางวิธีพิจารณาความเรียบร้อยแล้ว ทาง คณะอนุกรรมาธิการก็มีมติว่าจะตัดออกทิ้งไป เพื่อว่าไม่ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยุ่งยาก และ ยาว ตามที่ท่านประธานมีความเห็นไว้นะครับ ส่วนการออกหมายค้น หมายจับที่มอบอํานาจให้กับทางศาลทํานี่นะครับ ทางรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๔๐ ก็เพื่อจะคุ้มครองประชาชนให้ได้รับความเปึ้นธรรมยิ่งขึ้น ให้ได้รับการตรวจสอบ ได้ละเอียดขึ้น คุ้มครองสิทธิของประชาชนยิ่งขึ้น ส่วนอาจจะมีปัญหาทางด้านวิธีปฏิบัติของ เจ้าพนักงานตำรวจนี่ ขอเรียนว่าทางศาลยุติธรรมก็ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้นะครับ ทางผู้พิพากษาก็มีเวรที่จะออกหมายค้น หมายจับตลอด ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็ในส่วน การประสานงานในท้องที่ที่อยู่ห่างไกลนะครับ ปัจจุบันก็จะมีทางโทรสารกันนะครับ ก็แก้ไข ปัญหาได้ในส่วนนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็เน้นอยู่ที่ว่าจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้มากที่สุดนะครับ ในส่วนขององค์กรอิสระนะครับ ในภาคประชาชนนี่ของเราก็มีพูดถึง ที่พยายามจะให้มีการตรวจสอบในระดับจังหวัดนะครับ ซึ่งยังพิจารณาไม่ถึง แล้วก็พยายาม รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในส่วนต่าง ๆ มา ซึ่งก็มีความเห็นว่าในแต่ละจังหวัดนี่น่าจะมี องค์กรอิสระในแต่ละจังหวัดเพื่อจะตรวจสอบการบริหารงานของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเปึน อบต. หรือ อบจ. ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นะครับ คิดอยู่ รับฟังความคิดเห็นด้วย เพื่อว่าจะได้มีการ ตรวจสอบในจังหวัดให้ดีขึ้นครับ สำหรับผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น ส่วนทางผู้บริหารองค์กร ส่วนท้องถิ่นแล้วจะส่งต่อไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือจะส่งต่อไป ปปช. นี่ เรายังรับฟัง ความคิดเห็นอยู่นะครับ ในส่วนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนี่นะครับ ก็ได้มีความเห็น เสนอมาว่าจะให้มีศาลตรวจเงินแผ่นดินทางนี้นะครับ เราก็พิจารณาอยู่ แต่ก็มีความเห็นว่า จะต้องมาศึกษานะครับ เพราะว่าประเทศเรายังไม่มี แต่ก็คิดว่าน่าจะไม่มีการตั้งศาลเพิ่ม เพราะว่าจะประหยัดงบประมาณของประเทศชาติ แล้วก็ศาลปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว แต่อาจจะ ตั้งองค์ประกอบของทางผู้ที่จะมาพิจารณาคดีให้มีความรู้ความสามารถ ได้ผู้รู้ทางด้านบัญชี ทางด้านเศรษฐศาสตร์อะไรเข้ามานะครับ ก็กําลังพิจารณาอยู่นะครับ ส่วนทางด้าน คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระนี่เราพยายามคิดอยู่ว่าเราจะหาบุคคลที่ซื้อก็ไม่ได้ ขายก็ ไม่ขาย คือหาคนที่ซื่อสัตย์สุจริตและเปึนกลางจากการเมืองจริง ๆ เพื่อที่จะสรรหาบุคคลเข้ามา ในแต่ละองค์กรอิสระนะครับ เท่าที่ผ่านมานี่ในจุดนี้มีปัญหา เราก็จะได้องค์กรอิสระที่ไม่ค่อย เปึนกลางเท่าไรนะครับ ถ้าเราได้ ก็คิดถึงว่า ๕ ท่านที่เสนอกันมานี้จะเปึนกลางที่สุด แล้วก็จะได้ สรรหาผู้ที่มาเปึ้นองค์กรอิสระได้ดีที่สุด ในเมื่อมีคณะกรรมการสรรหาที่ดี ก็เชื่อกันว่าผู้ที่มี ความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต ก็จะมาเปึนตัวเลือกได้ แล้วก็ในส่วนของแต่ละองค์กรนี่ คุณสมบัติแต่ละองค์กรก็ย่อมแตกต่างกันไปนะครับ ดังนั้นก็มิได้หมายความว่าจะมีเฉพาะ ข้าราชการ หรืออะไรอย่างเดียวนะครับ คุณสมบัติในแต่ละองค์กรอิสระก็ย่อมจะแตกต่างกันไป แล้วก็ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระแต่ละองค์กรก็ตาม ขอเรียนได้ว่าสามารถถูกตรวจสอบได้ นะครับ แล้วก็ถ้าทำผิดก็สามารถที่จะถูกฟัองที่ศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรมได้แล้วแต่กรณี นะครับ ซึ่งก็เปึนการตรวจสอบองค์กรอิสระ มิได้หมายความว่าองค์กรอิสระนี่จะสามารถเปึน อำนาจที่ ๔ ได้ ซึ่งเปึนไปไม่ได้อยู่แล้วนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบให้ได้ ทั้งหมดครับ ก็ขอกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่า สิ่งที่ท่านเสนอมานี้นะครับเราทำ อยู่แล้ว แล้วก็สิ่งใดที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่นะครับ ก็ยังจะรับฟังความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลา คณะกรรมาธิการยกร่างฯ รับฟังความคิดเห็นตลอดเวลานะครับ สิ่งที่ทุกท่านเสนอมาเราปฏิบัติ นะครับ แล้วก็สิ่งที่ท่านห่วงใยก็ตรงกับที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ห่วงใยอยู่แล้ว ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ อาจารย์ยังตอบไม่หมดหรือครับ ท่านนุรักษ์ตอบหมดหรือยังครับ ประเด็นเดียวหรือครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม คมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ สำหรับประเด็นที่ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา ได้ฝากถึงกรรมาธิการให้ตรวจสอบว่า เรื่องของการตรวจเงินแผ่นดินโดยมากเขาจะทำเปึ้นในรูปแบบใด ทำในรูปของคณะบุคคล เปึ้นศาลหรือไม่ มีมากน้อยแค่ไหน ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าในระบบของการตรวจเงินแผ่นดิน ทั่วโลกมีระบบเปึน ๓ ระบบใหญ่ ๑. ก็คือตรวจโดยระบบของบุคคลคนเดียว เปึน ออดิเตอร์ เจเนอรัล (Auditor General) ก็เปึนระบบหนึ่ง ๒. ก็คือตรวจโดยคณะบุคคลในรูปแบบของ คณะกรรมการ และก็ ๓. ก็คือในรูปแบบขององค์กร องค์กรที่เรียกว่า ศาล ซึ่งระบบที่เปึนศาล ก็มีอยู่ในประเทศในแถบยุโรป บางประเทศที่ใช้ระบบนี้อยู่ สำหรับประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา ระบบตรวจเงินแผ่นดินของเราวางรากฐานในรูปแบบของระบบของศาลมาตั้งแต่ป้ ๒๔๗๖ และไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบในภายหลัง ในป้ ๒๔๗๖ ท่านอาจารย์ปรีดี พ้นมยงค์ ได้วางรากฐาน เรื่องของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อป้ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยไปผูกโยงกับพระราชบัญญัติ คณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๔๗๖ วางหลักการเรื่องของศาลปกครอง โดยมีเรื่องหลักการ เรื่องการตรวจเงินแผ่นดินในรูปแบบของศาล ที่เรียกว่า ศาลบัญชี มาตั้งแต่ป้ ๒๔๗๖ แต่ตอนหลังมาถูกเปลี่ยนแปลงรูปแบบเปึ้นบุคคลคนเดียวทำงานในแง่ของการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาก่อนป้ ๒๕๔๐ ก็มีปัญหาในเรื่องของการดำเนินการของบุคคลคนเดียว ที่เรียกว่า ผู้อำนวยการตรวจเงินแผ่นดิน มีปัญหาเรื่องความเปึนอิสระ จนกระทั่งประมาณ ในป้ ๒๕๓๕ ก็มีงานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทร์สมบูรณ์ วางหลักการ เรื่องพระราชบัญญัติการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งหลักการนั้นถูกมาบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เปึ้นเรื่องของการตรวจเงินแผ่นดินที่อยู่ในปัจจุบัน ทีนี้ปัญหาที่ผ่านมาในอดีตก็เกิดปัญหา ในเรื่องของการตรวจเงินในรูปแบบของคณะกรรมการตรวจเงินฯ ที่มีปัญหาค่อนข้างเยอะ เพราะว่าในป้ ๒๕๔๐ กำหนดให้เรื่องของการชี้ขาดในเรื่องวินัยการเงิน การคลัง จบที่ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยไม่มีองค์กรใดที่มาตรวจสอบในหลักการนี้ เพราะฉะนั้น ในการเสนอของ คณะอนุกรรมาธิการก็ได้มีการพูดถึงประเด็นเหล่านี้ ก็เลยเสนอรูปแบบ ในรูปแบบของศาลวินัยการเงินและการคลัง งบประมาณ รูปแบบของประเทศฝรั่งเศส (ที่ถูก : สาธารณรัฐฝรั่งเศส – French Republic) ที่ทำในรูปแบบของศาล ซึ่งอยู่ในองค์กร เดียวกันที่เรียกว่า ศาลบัญชี โดยส่วนหนึ่งว่างหลักการในเรื่องของมาตรฐาน นโยบายกำกับใน เรื่องการเงิน การคลัง และขณะเดียวกันในส่วนหนึ่ง ก็ทำหน้าที่ในลักษณะของการเปึนศาลวินัย งบประมาณและการคลังด้วย ซึ่งหลักการตรงนี้ เมื่อศาลวินัยงบประมาณและการคลังได้ ดำเนินการ แล้วก็ลงโทษบุคคลใด ซึ่งส่วนใหญ่เปึ้นลักษณะของโทษปรับทางปกครอง ก็จะไปสู่ ศาลปกครองสูงสุด หรือที่เรียกว่า กงเซีย เดตาต์ (Conseil d’Etat) วินิจฉัยในเรื่องนี้ ซึ่งหลักการ นี้ผมคิดว่าเปึนหลักการที่ค่อนข้างจะมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลกันพอสมควร ในแง่ของ อนุกรรมาธิการก็ได้พิจารณาในประเด็นเหล่านี้ แล้วก็ในส่วนของถ้าผู้กระทำนั้นเปึนหน่วย รับตรวจ หรือหัวหน้าหน่วยรับตรวจนั้นกระทำในลักษณะของการทุจริตหรือผิดอาญาก็ไปสู่ ประเด็นเรื่องของการดำเนินคดีอาญาต่อไป อันนี้ ก็ขออนุญาตกราบเรียนในประเด็นเรื่อง เหล่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
เปึ้นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ท่านสมเกียรติ ท่านการุณ ท่านวัชรา จะเข้าวาระสามแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ กรอบยังมีอยู่นี่ครับ กรอบอื่น ๆ ยังมีอยู่นะครับ
วาระที่ ๓ ครับ
หมายถึงอย่างไรครับวาระสามนี่ท่านกรรมาธิการ ยกร่างฯ กรอบอื่น ๆ ยังมีอยู่ครับที่จะเสนอต่อครับ เพราะว่าที่ท่านชี้แจงมามันไม่มีกรอบอื่น ๆ ผมก็ดูแลเรื่องกรอบอื่น ๆ เพราะไม่มีโอกาส ที่นำเสนอฝากไปถึงท่านกรรมาธิการด้วยครับ เพราะท่านเล่นอยู่ ๓ กรอบ กรอบ ๑ กรอบ ๒ กรอบ ๓ ๕๐ ข้อแล้วจบ
๓ กรอบ
ครับผม รัฐธรรมนูญมีแค่นี้หรือครับ
ท่านกรรมาธิการตอนแรกเห็นบอกมี ๓ กรอบใช่ไหมครับ
ท่านประธานครับ ผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น เปึนการรายงานเบื้องต้นเท่านั้นครับ ส่วนที่ยังไม่เสร็จก็ต้องเอามารายงานเพิ่มเติม ภายหลัง วันนี้เอาแค่นี้ก่อนครับ
คือผมเข้าใจครับ ผมเข้าใจเรื่องนี้เลยว่า มันเปึนรายงานเบื้องต้น แต่ทีนี้ถ้าเผื่อท่านเป่ดโอกาสให้ฝากกันตั้งแต่เช้ายันบ่ายสามโมงสิบกว่า ๆ แล้ว ผมขอฝาก บ้างได้ไหมครับของกรอบอื่น ๆ
ท่านจะฝาก
กรอบอื่นครับ ของผมไม่มีซ้ําในนี้อยู่แล้ว เพราะผมค่อยเตือนสติพวกเราที่อยู่ในนี้ว่าพยายามอย่าซ้ำ ถ้าเผื่อผมซ้ำผมก็เสียคนสิครับ
เพียงแต่ว่ากรรมาธิการเขาบอกเขาขอรายงาน ๓ กรอบก่อนนะครับ
แล้วจะเอาไปยกร่างตอนไหนครับ ผมฝากไปครับ ฝากเพื่อไปยกนะครับ เพราะกรอบที่ท่านดำเนินการมากรอบ ๑ กรอบ ๒ กรอบที่ ๓ ตามที่ ท่านว่ามา สิทธิเสรีภาพ สถาบันการเมือง องค์กรตรวจสอบอิสระ
ผมให้ท่านฝากก็แล้วกันนะครับ เอาสั้น ๆ นะครับ ท่านสมเกียรติครับ
สัก ๑๐ นาที ครับ
เอกสารมาดีไหมครับ ท่านสมเกียรติ หลายท่านด้วยครับ ท่านที่ไม่ได้อภิปรายหรือว่ายังมีประเด็นอะไรอีก เราคิดว่าเรายินดีรับ เพราะว่าเรารับฟังจากชาวบ้านได้ ทําไมเราจะมารับฟังจากพวกเรากันเองไม่ได้ ถ้าจะมีเอกสาร อะไรเพิ่มเติมส่งมาได้เลย เรายินดีครับ ขอบพระคุณครับ
ก็จะเข้าประเด็นตั้งแต่ต้นครับ พรรคพวกเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ประชาชนในภาคผมที่ดำเนินการทางด้านแรงงานอยู่ทั้งหมดก็บอก เฮ้ย คุณสมเกียรติ คุณไปนำเสนอตอนไหน อย่างไร มันก็กลับไปอีหรอบเดิมที่พวกเราชี้แจงเหตุผลมาตั้งแต่ต้น เพราะผมพยายามชี้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ขอให้ท่านประธานช่วยกำกับดูแลเรื่องการพูดจาซ้ำซาก วกวนตั้งแต่เมื่อวาน ผมอุตส่าห์พูดนอกรอบในกรณีที่เราไปประชุมนอกรอบทำความตกลงกัน ตั้งแต่เมื่อวานนะครับ
ขอบพระคุณท่านสมเกียรติ เอาเปึนว่าให้คนที่ทำหน้าที่ประธานตัดสินใจก็แล้วกันนะครับ แล้วถ้าจะวกวนอะไร ท่านก็ช่วยประท้วงแทนหน่อยนะครับ เดี๋ยวท่านวัชรานี่ เดี๋ยวนะครับ ผมถามประเด็นท่านก่อน
กระผมขอกรอบ ๓ อีกนิดหนึ่งครับ
ของท่านจบแล้วครับท่านครับ เรื่องนี้ท่านไม่ได้แจ้งไว้ จนจบกรอบ ๓ ไปเรียบร้อยแล้วครับ ถ้าท่านยกขึ้นมาอีก ท่านอื่นก็ขออีกนะครับ ขอความกรุณาเถอะครับท่านครับ อย่างนั้น เดี๋ยววาระอื่นเรารออีกเยอะ กรอบ ๓ นี่หมดแล้ว แต่ท่านสมเกียรติเขาบอกว่ามีกรอบอื่น ที่เขาจะฝากกรรมาธิการ
เพียงสามสี่ประโยค เท่านั้นครับ ประโยคคือ ประโยคที่ผมพูดนี่ครับ ให้ติดเอาไว้เท่านั้นเอง
ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยว ท่านสมเกียรติก่อนนะครับ เอาเปึนว่าเอาสัก ๕ นาทีก็พอท่านสมเกียรติ นะ ครับ ช่วยสรุป ๆ หน่อยแล้วกันครับ
ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ผมไม่ติดใจ จริง ๆ เรื่องนี้ แต่เปึนประเด็นตั้งแต่ ผมพยายามวนเวียนที่จะเตือนพวกเราเองว่าการใช้เวลา ฟุ์มเฟ๋อยนี่ค่อนข้างที่จะ บางทีผู้ฟังตามไม่ค่อยทัน
เข้าเรื่องเลยดีกว่าท่านครับ
ก็ไม่ติดใจครับ ผมไม่อภิปรายแล้วครับ ขอบคุณครับ
ครับ ลำบากเหมือนกันนะครับ เอาใจลำบากจังเลย ท่านวัชราครับ สามสี่ประโยค นะครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชรา หงส์ประภัศร ครับ กระผมขอฝากให้พิจารณาทบทวนเกี่ยวกับเรื่องอำนาจศาลฎีกา ซึ่งวางจำกัด เอาไว้ว่าเฉพาะข้อกฎหมายและคดีสำคัญ กรุณาพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ กรรมาธิการรับไปนะครับ ท่านการุณมีอะไรค้างไหมครับ
ท่านประธานครับ ผม การุณ ใสงาม นะครับ ผมก็ให้เวลา พอหมดเวลาผมก็หยุดโดยที่ผมยังไม่จบเรื่อง ผมก็อยากจะถามว่าพอหมดกรอบ ๓ แล้วนี่ เรื่องที่ผมยังไม่หมดเรื่องจะทำอย่างไร และมันไม่มีอยู่ในนี้ด้วย ถ้ามันมีแล้วผมก็จะไม่พูด
ครับ
จะให้ผมทําอย่างไร
เดี๋ยวผมตอบให้ ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวกรรมาธิการช่วยดูว่ามีรายละเอียดอื่นที่จะ รายงานเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ถ้ามีก็แจ้งให้ทราบด้วย จะได้จัดวาระเพื่อจะพิจารณาต่อได้ ขอบคุณท่านกรรมาธิการครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ พิจารณารายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จุดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม
ขอเชิญท่านกรรมาธิการเข้าประจำที่นะครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ในระหว่างนี้ขอหารือที่ประชุมนะครับ มีวาระที่จัดไว้ก็คือ รายงานในระหว่างนี้ก็หารือที่ประชุม นะครับ มีวาระที่จัดไว้ก็คือรายงานความคิดเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็ภาคกลางนะครับ ก็หารือว่าถ้าจบคณะบันทึกเจตนารมณ์ฯ นี้แล้ว คณะอื่นนี่จะเลื่อนไปวันประชุมคราวต่อไปนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีท่านสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม นายเดโช ส่วนานนท์ สมาชิกสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ในฐานะกรรมาธิการ ก็ขอประทานกราบเรียนสภาร่างรัฐธรรมนูญในรายงาน ความคืบหน้าของการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จุดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม แต่เพียงพอสังเขป กระผมจะพยายามให้ภาพรวม ต่อท่านมวลสมาชิกว่าคณะกรรมาธิการคณะนี้ได้วางแผนที่จะดำเนินการอะไรบ้าง รวมทั้งจะได้ผลผลิตออกมาเปึนในลักษณะอย่างไรบ้าง รายละเอียดของแต่ละงาน แต่ละขั้นตอนนั้น กระผมขอประทานอนุญาตให้ประธานอนุกรรมาธิการแต่ละคณะได้มี โอกาสกราบเรียนชี้แจงต่อทางสภาแห่งนี้ สำหรับตัวกระผมเองขอรายงานแต่เพียงสั้น ๆ ว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จุดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม มีอำนาจหน้าที่ที่มอบหมายไว้ ๕ ประการด้วยกัน คือ
๑. ให้พิจารณาวางกรอบรูปแบบและแนวทางในการจัดทำบันทึกเจตนารมณ์ ของร่างรัฐธรรมนูญ และรูปแบบในการนำเสนอเอกสาร และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) ในการเผยแพร่บันทึกเจตนารมณ์ให้กับประชาชน และหน่วยงานของรัฐให้ได้รับทราบ และนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ข้อ ๒ พิจารณากําหนดคุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ในการจัดทํา จุดหมายเหตุ เพื่อให้การดำเนินงานจัดทำจดหมายเหตุเกี่ยวกับความเปึนมาของรัฐธรรมนูญ และขั้นตอน กระบวนการต่าง ๆ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญเปึนไปอย่างถูกต้องครบถ้วน ตามหลักวิชาการในการทําจดหมายเหตุ
ข้อ ๓ พิจารณารูปแบบและวิธีการในการนำเครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดทำฐานข้อมูลบันทึกเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำเสนอให้ประชาชน
ข้อ ๔ พิจารณากำหนดกรอบและแนวทางในการตรวจรายงานการประชุม ให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทยและรูปแบบของกฎหมาย
และข้อ ๕ ดำเนินการอื่นตามที่สภาร่างรัฐธรรมนูญมีมติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญบันทึกเจตนารมณ์ จุดหมายเหตุ และตรวจรายงาน การประชุมได้พิจารณากำหนดวิธีการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการไว้ตามพันธกิจ ที่ได้รับมอบหมาย โดยได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ๔ คณะด้วยกันคือ ๑. คณะอนุกรรมาธิการบันทึกเจตนารมณ์ ๒. คณะอนุกรรมาธิการจัดทำจดหมายเหตุ ๓. คณะอนุกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม และ ๔. คณะอนุกรรมาธิการจัดทำฐานข้อมูล และเผยแพร่ ซึ่งแต่ละคณะอนุกรรมาธิการจะได้ขอประทานเสนอผลการดำเนินงานตามลำดับ ต่อไป สำหรับตัวกระผมเองขอประทานอนุญาตกราบเรียนภาพรวมถึงผลความคาดหวัง ของคณะกรรมาธิการคณะนี้ว่าจะทำอะไรกันบ้าง ตามลําดับดังต่อไปนี้ ๑. จะจัดทําหนังสือ บันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามเจตนาที่วางไว้ ๒. จะจัดนิทรรศการ จุดหมายเหตุเกี่ยวกับที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำประชามติ ๓.จะจัดทำหลักเกณฑ์และการตรวจและเผยแพร่รายงาน การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ เสนอต่อที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาอนุมัติ ให้ความเห็นชอบต่อไป ข้อ ๔ จะจัดทำหนังสือคู่มือการตรวจรายงานการประชุมเผยแพร่ต่อสาธารณชน ข้อ ๕ จะจัดทําหนังสือจดหมายเหตุเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญสําหรับใช้ค้นคว้าและศึกษาวิจัย ข้อ ๖ จะจัดทำหนังสือประมวลเหตุการณ์การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเผยแพร่แก่สาธารณชน ข้อ ๗ จะตรวจรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญให้เรียบร้อยบริบูรณ์ ข้อ ๘ จะจัดทำ ฐานข้อมูลของรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ลำดับต่อไปกระผมขอประทานอนุญาตให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการกราบเรียนชี้แจง ในงานของกรรมาธิการแต่ละคณะครับ ขอบคุณครับ
คณะไหนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่ เคารพ กระผม สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ในนามของคณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนรายงาน ผลการดำเนินงานในชั้นนี้ของคณะอนุกรรมาธิการบันทึกเจตนารมณ์ คณะอนุกรรมาธิการ บันทึกเจตนารมณ์ได้ดำเนินการไปในสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ
ประการที่ ๑ ได้ศึกษาและวิเคราะห์เอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ จากรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ รายงานการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ รายงานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการดังกล่าว
ประการที่ ๒ ได้ติดตามและสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๓ ได้ติดตามและสังเกตการณ์การสัมมนาของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อรวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่ได้จากการสัมมนา
ประการที่ ๔ ขณะนี้ได้จัดเตรียมหรือจัดทำร่างบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยที่ได้เริ่มดำเนินการ อยู่ในระหว่างการศึกษาและวิเคราะห์เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการ ร่างรัฐธรรมนูญ ติดตาม สังเกตการณ์การประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและ คณะอนุกรรมาธิการ โดยได้ติดตามและสังเกตการณ์การสัมมนาของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทำขึ้น ในช่วงระหว่างวันที่ ๕ ถึงวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๐ ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ และเตรียมการ ที่จะดําเนินการจัดทำบันทึกร่างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไปนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ มีคณะอื่นไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวขนิษฐา วงศ์พานิช ในนามคณะอนุกรรมาธิการจัดทำจดหมายเหตุนะคะ ดิฉันขอ กราบเรียนรายงานการดำเนินงานดังต่อไปนี้ ภายหลังที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ บันทึกเจตนารมณ์ จุดหมายเหตุ และตรวจรายงานการประชุม ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือให้ คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ จัดส่งเอกสารที่ดำเนินการเสร็จแล้วให้กับคณะอนุกรรมาธิการ จัดทำจดหมายเหตุ บัดนี้ได้มีคณะกรรมาธิการหลายชุดจัดส่งเอกสารมาให้ ซึ่งคณะ อนุกรรมาธิการจัดทำจดหมายเหตุได้ดำเนินการตามหลักวิชา และมีผู้มาขอใช้บริการ อยู่บ้าง แล้ว คณะอนุกรรมาธิการจัดทำจดหมายเหตุมีห้องปฏิบัติงานอยู่ที่ ห้อง ๒๑๒ และมี คณะกรรมการประจำให้บริการและรับมอบเอกสารอยู่ตลอดเวลานะคะ เราคาดหวังว่า คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วจะจัดส่งเอกสารที่คณะกรรมาธิการ ดำเนินการเสร็จแล้วให้แก่คณะอนุกรรมาธิการจัดทำจดหมายเหตุ เพื่อจัดเก็บเปึนเอกสารสำคัญ ของชาติสืบต่อไปนะคะ และภารกิจอีกอย่างหนึ่งของคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ก็คือการจัดดำเนินการรวบรวมข้อมูล เพื่อดําเนินการจัดทําหนังสือจดหมายเหตุและนิทรรศการจดหมายเหตุเกี่ยวกับกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ อีกคณะหนึ่งนะครับ อาจารย์คมสันครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ผมขออนุญาตชี้แจง ๒ คณะไปพร้อมกันนะครับ สำหรับการ ดําเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุมนะครับ คณะอนุกรรมาธิการ ตรวจรายงานการประชุมนี้ได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมาธิการที่ให้ดำเนินการ พิจารณากรอบแนวทางการตรวจรายงานการประชุมนะครับ แล้วก็พิจารณาตรวจรายงาน การประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการได้ดําเนินการจัดทํากรอบ แนวทางการตรวจรายงานการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีการศึกษารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อกำหนดเปึนหลักเกณฑ์การตรวจและเผยแพร่รายงานการประชุมของสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า สาเหตุที่ต้องมีหลักเกณฑ์การตรวจ และเผยแพร่รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเนื่องจากว่าในการปฏิบัติงาน ของคณะอนุกรรมาธิการในการตรวจรายงานการประชุมพบว่าการตรวจรายงานการประชุม แต่ละครั้งนั้นใช้เวลาค่อนข้างมากในการที่จะตรวจรายงานแต่ละครั้งแล้วเสร็จ ยกตัวอย่างเช่น ในการตรวจรายงานการประชุมครั้งที่ ๑ ในวันจันทร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๐ คณะอนุกรรมาธิการต้องใช้เวลาประมาณหกชั่วโมงเศษจึงจะสามารถตรวจรายงานการประชุม ได้เสร็จ เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีกรอบหลักเกณฑ์และก็แนวทางในการตรวจรายงาน การประชุมที่แน่นอน จึงจำเปึนต้องจัดทำกรอบหลักเกณฑ์การตรวจและเผยแพร่รายงาน การประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญมาเพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณา ซึ่งจะขอนำเสนอในตอนต่อไป นะครับ สำหรับการตรวจรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการ ได้พิจารณาตรวจรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญตามหลักเกณฑ์การตรวจรายงาน การประชุมที่กำหนดเสร็จสิ้นแล้วจำนวน ๔ ครั้งนะครับ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๐ วันจันทร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๐ วันอังคารที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๐ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๐ วันจันทร์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๐ และครั้งที่ ๔/๒๕๕๐ (เปึนพิเศษ) วันอังคารที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๐ สําหรับการตรวจรายงานการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๐ นั้น คณะอนุกรรมาธิการ ได้ตรวจเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ระหว่างการนำเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา สำหรับการตรวจรายงานการประชุมครั้งที่ ๑ – ๔ นั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ ตรวจรายงานของคณะอนุกรรมาธิการเสร็จสิ้น แล้วก็จะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาเพื่อรับรอง ในโอกาสต่อไป
สําหรับการดําเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งก็คือ คณะอนุกรรมาธิการจัดทำฐานข้อมูลและเผยแพร่นะครับ คณะอนุกรรมาธิการได้ ดำเนินการตามกรอบที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้กำหนดไว้โดยพิจารณาดำเนินการ ไปแล้วก็คือ ๑. ก็คือพิจารณาฐานข้อมูลที่จะจัดเก็บโดยจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ การร่างรัฐธรรมนูญทั้งระบบทั้งหมดนะครับ รวมทั้งในเรื่องของประวัติของบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๒. ก็คือพิจารณาวิธีการจัดเก็บข้อมูลโดยรูปแบบของการจัดเก็บจะต้องเปึน ระบบฐานข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลสมบูรณ์ชัดเจนและสามารถนำไป เผยแพร่ โดยจัดเก็บไว้ใน ๒ รูปแบบ รูปแบบแรกก็คือจัดเก็บในรูปของเอกสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม (CD – ROM – Compact Disc Read-only Memory) ดีวีดี (DVD – Digital Video Disc) หรืออีบุ๊ก (e – Book – Electronic Book) รวมทั้งการจัดทำระบบโสตทัศน์ เสียงและภาพ เพื่อสื่อกับผู้มีความบกพร่องทางสายตาและการได้ยินด้วย รูปแบบที่ ๒ ก็คือการจัดเก็บในรูป ของเอกสารหนังสือ โดยจะจัดมุมรัฐธรรมนูญในห้องสมุดหรือพื้นที่ใด พื้นที่หนึ่งในรัฐสภาไว้เปึ้น ศูนย์รวบรวมเอกสารที่มีข้อมูลเกี่ยวกับบันทึกเจตนารมณ์จดหมายเหตุและรายงานการประชุม รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำลังยกร่างอยู่อย่างสมบูรณ์ การ ดำเนินการต่อมาก็คือคณะอนุกรรมาธิการได้พิจารณา ที่จะจัดระบบและรูปแบบการสืบค้น โดย การสืบค้นข้อมูลสามารถสืบค้นได้โดยคำ ชื่อบุคคล มาตรา หรือประเด็นเน้น ๆ ในระบบ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบัดนี้คณะอนุกรรมาธิการ อยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเมื่อได้ ข้อมูลแล้วอนุกรรมาธิการจะเริ่มดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลตามระบบที่ได้นำเสนอต่อท่าน สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและที่สภาแห่งนี้ต่อไปครับ
ขอบพระคุณครับ มีท่านสมาชิกจะแสดงความเห็นอะไรไหมครับ เชิญท่านการุณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีน่าสนใจของจดหมายเหตุฯ หมายรวมถึงประเด็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปึ้นลำดับ ๆ จนกระทั่งถึงเบ็ดเสร็จรัฐธรรมนูญเสร็จ ใช่ไหมครับ เมื่อเปึ้นลำดับ ๆ นี้ผมอยากให้รวบรวมความเห็น ข้อเสนอของประชาชน หรือ กลุ่มคนในประเด็นต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญอย่างหลากหลายและให้ครบถ้วน ละเอียดถี่ถ้วน ให้หมดว่าเขามีเหตุผลอะไรในการเสนอประเด็นนี้ และเขามีเหตุผลอะไรในการตัดประเด็นนี้ออก มันจะเปึนประโยชน์ตอนไหนท่าน เพราะท่านเชื่อเถอะรัฐธรรมนูญนี้คงจะได้ร่างกันอีก หลายฉบับในช่วงอายุขัยพวกเรา ของท่านประธานนี้อาจจะอีกหลายฉบับ อย่ากระนั้นเลยครับ เตรียมการเสียแต่ตอนนี้ รวบรวมให้เปึ้นเหตุเปึนผล ให้ละเอียดถี่ถ้วน ให้เปึ้นหลักวิชาการ ให้สามารถสืบค้นได้ บางทีท่านประธานครับอาจจำเปึ้นนะครับ หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ นี้แล้ว อาจจะต้องแสวงหานักรัฐธรรมนูญสัก ๕ คน ๑๐ คนของประเทศไทย เพื่อมาทำการ ศึกษารัฐธรรมนูญทั้งหมด และศึกษาสืบค้นเกี่ยวกับจุดหมายเหตุฯ ที่เรารวบรวมความเห็น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ แล้วทําเปึนประเด็นข้อเสนอในการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับที่เรา ทำเสร็จต่อไปนี้เสียด้วย ผมเชื่อว่าเหตุผลบางประการที่เราหลงลืม หรือเราละเลยโดยที่คิดว่า ไม่ใช่สาระ ไม่ใช่สำคัญ ณ วันหนึ่งเหตุผลเหล่านั้น ประเด็นเหล่านั้นอาจจะเด่นขึ้นมาหรือ ผุดขึ้นมา แล้วปรากฏว่าอ้าว พวกเราลืมไป บางคนพยายามเสนอแล้วเสนออีกแต่ก็ไม่มีใครฟัง แต่ ณ วันหนึ่ง อ้าว ข้อเสนอของเขานั้นมันเปึนเรื่องที่ใช้ได้ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง ๆ ณ วันนั้นเราก็จะได้หยิบสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาแก้ไขปรับปรุงได้ ที่สำคัญครับจะได้ทำให้ นักรัฐธรรมนูญ นักนิติศาสตร์ หรือนักรัฐศาสตร์ นักรัฐประศาสนศาสตร์จะได้มาทําการ ศึกษาสิ่งเหล่านี้ที่มันมีอยู่ในขณะนี้ทั่วประเทศ งานนี้งานหนักท่านประธาน เพราะข้อเสนอ ขณะนี้กำลังหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ อยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญต่าง ๆ ทุกจังหวัด และอยู่ในคณะกรรมาธิการสามัญของภาค ๔ ภาค ฝากความหวังไว้กับคณะกรรมาธิการ ได้ประสานงาน ประสานอะไรต่าง ๆ ของส่วนร่วมส่วนเห็นอะไรนั่น ไม่ได้ ไม่พอ เพราะคณะกรรมาธิการชุดนั้นก็เยอะเกินไป ๓๕ คน ๓๘ คน ท่านทำไม่ไหว แต่ คณะกรรมาธิการที่เชิงวิชาการเหมือนคณะกรรมาธิการของท่าน นี่ต่างหากครับคือ คณะกรรมาธิการ เราเชื่อมั่นว่าจะรวบรวมสิ่งเหล่านี้ได้ และค่อนข้างจะมีอิสระ และเปึนกลางใน การที่จะรวบรวมด้วย เพราะกรรมาธิการเหล่านั้นบางทีก็ไม่ได้เปึนกลางเพราะอะไร เพราะ ความเห็นของตนต้องการอย่างหนึ่ง ความเห็นของประชาชนหรือข้อเสนอมาอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นสรุปเอาความเห็นของตนเปึนใหญ่ เหมือนคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทํา ท่านเห็น ไหมครับ แต่คณะกรรมาธิการที่ทำจดหมายเหตุ ท่านจะได้บันทึกอย่างละเอียดลออนี่ต่างหาก ครับที่วันหลังจากนี้ไปจะใช้ประโยชน์ได้มาก ฝากความหวังไว้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์มีอะไรเพิ่มไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพ ทางคณะกรรมาธิการขอน้อมรับข้อคิดเห็นของท่านการุณ ใสงาม ไว้ด้วยความเต็มใจ อย่างยิ่งครับ และรับปากว่าจะพยายามรวบรวมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ให้จึงได้ครับ ขอบพระคุณครับ
เปึ้นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ วิสามัญบันทึกเจตนารมณ์และจดหมายเหตุฯ ครบถ้วนแล้วนะครับ มีเพิ่มหรือครับ อาจารย์คมสันครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ คือยังมีตัวร่างหลักเกณฑ์การตรวจและเผยแพร่รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ นะครับ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้จัดทำเสร็จและคณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบ แล้วมานำเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา ถ้าอนุมัติจะใช้หลักเกณฑ์นี้ไปในแนวทาง การตรวจรายงานการประชุมและเผยแพร่ต่อครับ ขออนุญาตท่านประธานนำเสนอ ในเรื่องนี้ครับ
สำหรับร่างหลักเกณฑ์การตรวจรายงานเผยแพร่รายงานการประชุม เนื่องจากว่าคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการพบว่าในแง่ของการตรวจรายงาน การประชุมที่ผ่านมาพบว่ายังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ลงตัวแน่นอนนัก ทั้งในเรื่องของการที่จะ ใช้ถ้อยคำ ภาษา วรรณยุกต์ หรือว่าตัวไวยากรณ์ต่าง ๆ นะครับ มีปัญหาในการใช้คําทับศัพท์ นะครับ ซึ่งปรากฏว่าในการตรวจรายงานการประชุมที่ผ่านมานั้นหลักเกณฑ์นั้นก็จะใช้ แตกต่างกันตามแต่ละสภาจะใช้นะครับ คณะอนุกรรมาธิการก็เห็นว่าการดำเนินการ ดังกล่าวค่อนข้างจะเปึ้นอุปสรรค์ แล้วก็ใช้เวลาในการดําเนินการค่อนข้างเยอะ ก็เลยได้ จัดทำหลักเกณฑ์การตรวจและเผยแพร่รายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อให้ ที่ประชุมได้โปรดพิจารณานะครับ ซึ่งในเนื้อหาของรายงานการประชุม ในร่างหลักเกณฑ์ จะหมายถึงบันทึกรายละเอียด คําอภิปราย การดําเนินการของการประชุมสภาร่างฯ แต่ละคราว นะครับ รวมทั้งรายชื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาประชุม ล่าประชุม ที่ขาดประชุม บันทึกการออกเสียงลงคะแนนในแต่ละขั้นตอนนะครับ แล้วก็หลักการถือว่าเอกสารนั้น เปึ้นเอกสารในทางหลักฐานทางวิชาการที่จะต้องเก็บรักษาไว้ต่อไป ในการดำเนินงานนี่ได้ แบ่งงานออกเปึ้นทั้งหมด ๗ เรื่อง คือแนวทางการตรวจ การพิจารณา แนวทางการพิจารณา การตรวจรายงาน เกณฑ์การตรวจรายงานการประชุม การขอแก้ไขเพิ่มเติมรายงาน การรับรองรายงาน การเผยแพร่แล้วก็เกณฑ์การทำงานของฝ์ายเลขานุการคณะกรรมาธิการ
สำหรับแนวทางการตรวจและการเผยแพร่รายงานการประชุมนะครับ คณะกรรมาธิการได้เห็นว่าแนวทางการตรวจและเผยแพร่ รายงานการประชุมนั้นมีไว้ เพื่อเปึนหลักฐานนะครับในการที่จะใช้ค้นคว้า เปึนเอกสารอ้างอิง แล้วก็เปึนเอกสาร ที่ใช้ในประโยชน์เพื่อการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งของรัฐธรรมนูญด้วย แล้วก็เปึ้นเอกสารที่เปึนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แล้วก็ใช้ในการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ ในทางวิชาการ สำหรับแนวทางในการตรวจรายงานการประชุมนะครับ ที่ประชุมได้วางหลักการ ว่าการตรวจรายงานการประชุมนั้นพิจารณาทั้งตรวจรายงานการประชุมที่มีการเป่ดเผย และก็รายงานการประชุมลับให้ถูกต้องตามความเปึนจริงที่ได้มีการอภิปรายกันไว้ในการประชุม สภา แล้วก็ดำเนินการแก้ไขรายงานการประชุมให้ถูกต้องตามหลักภาษาไวยากรณ์ แล้วก็ทำให้ ข้อความที่อ่านไม่ได้ใจความนั้นสามารถอ่านให้ได้ใจความได้โดยคงถ้อยคำสำนวนและรูปแบบ การอภิปรายของผู้อภิปรายแต่ละท่านให้มากที่สุดนะครับ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้มี แนวทางที่จะได้รับมอบหมายให้ตรวจรายงานการประชุมนะครับ จะพิจารณาศึกษารายงาน การประชุมโดยวิธีอ่านที่ละหน้าตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย โดยตรวจสอบกับสื่อทั้งหลายที่ มีการบันทึกไว้ เช่น สื่อบันทึกภาพ หรือเสียงรายงานการประชุมนะครับ เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ชัดเจนนะครับ แล้วก็มาพิจารณาลงมติร่วมกัน ในการตรวจรายงานการประชุมแต่ละครั้งถ้ามี การกล่าวถ้อยคำใดที่ถูกถอนหรือถูกสั่งให้ถอน คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการที่ได้รับ มอบหมายก็จะตรวจรายงานการประชุมร่วมกันว่าสมควรตัดคำหรือข้อความดังกล่าวออกไป หรือไม่ หากเห็นสมควรตัดออกก็ให้บันทึกว่ามีการถอนคำพูด หรือถูกสั่งให้ถอนคำพูด ส่วน ถ้อยคำที่ถูกตัดออกจากรายงานการประชุมนั้นก็จะไปบันทึกไว้ในรายงานการประชุมของ คณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งทั้งนี้ก็เปึนไปตามข้อบังคับการประชุมสภานิติ บัญญัติ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๒๖ หลักเกณฑ์นี้เปึนไปตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ สำหรับคณะกรรมาธิการหรือคณะอนุกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจรายงาน การประชุมจะดำเนินการตรวจรายงานการประชุมลับ พร้อมกับรายงานการประชุมเป่ดเผย พร้อมกันก็ได้ เมื่อเสร็จแล้วก็จะให้คณะกรรมาธิการเปึ้นผู้พิจารณาเรื่องการเป่ดเผยรายงานการ ประชุมลับและทำผลการพิจารณาเสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้การรับรองหรือไม่รับรอง ต่อไป เมื่อได้ดำเนินการเสร็จแล้วคณะกรรมาธิการทุกท่านก็จะลงลายมือชื่อไว้ท้ายรายงานทุก ชุด แล้วก็ส่งให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งปฏิบัติหน้าที่เปึ้นสำนักงานสภาร่าง รัฐธรรมนูญนะครับ ให้ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนกรณีที่มีประเด็นเรื่องของศัพท์เฉพาะทางต่าง ๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง หรือเทคโนโลยีนั้นก็จะถือหลักตามหลักเกณฑ์การบัญญัติศัพท์ของ ราชบัณฑิตย์สถานที่ได้วางไว้ในแต่ละเรื่อง สำหรับเรื่องจำนวนก็จะวางหลักการเรื่อง การเขียนจำนวนตัวเลขเปึนภาษาไทยทั้งหมด ขอประทานโทษเลขไทยทั้งหมด แล้วก็ เขียนจำนวนลำดับที่แสดงลำดับสำคัญให้เปึ้นตัวเลข กรณีที่มีจำนวนอยู่หน้านาม หรือลักษณะนามร้องรับก็จะเขียนเปึนตัวเลขเช่นเดียวกัน ถ้าเปึนจำนวนอยู่หลัง หรือ หลังลักษณะนาม หรือไม่มีลักษณะนามร้องรับก็จะเขียนเปึนตัวหนังสือ แล้วก็ ข้อความที่เปึนข้อความในกฎหมายก็จะใช้เปึนตัวหนังสือ ซึ่งอันนี้เปึนไปตามหลักเกณฑ์ ที่ราชบัณฑิตย์ ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ สำหรับตัวชื่อบุคคล การพิมพ์ชื่อบุคคลนั้นจะใช้ ยศ ฐานั้นดรศักดิ์ ราชทินนามตามประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง แล้วก็การพิมพ์ ชื่อบุคคลที่มีตําแหน่งวิชาการให้ใช้ตามความเหมาะสมของผู้อภิปราย ซึ่งตามหลักการ แล้วสามารถใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวได้ หากผู้อภิปรายเรียกขานชื่อบุคคล ในระหว่างการประชุมไม่ถูกต้องตามยศ ฐานั้นดรศักดิ์ ราชทินนาม ก็ให้คงไว้ตามที่ผู้อภิปราย ได้กล่าว เว้นแต่จะมีการขอแก้ไขตามเกณฑ์ที่กำหนด การทับศัพท์ต่างประเทศก็จะใช้ การเขียนภาษาไทย แล้วก็ทับศัพท์ไว้ด้านหลังเปึนภาษาอังกฤษ มีการวงเล็บคำภาษา ต่างประเทศไว้ แล้วก็ใช้ครั้งแรกเท่านั้น ส่วนคำที่พูดคำย่อ เช่น คำว่า วีไอพี (VIP – Very lmportant Person) นั้นก็จะมีการวงเล็บคำย่อ และตัวความหมายเต็มไว้ด้วย ชื่อประเทศ ชื่อ เมืองหลวงจะยึดหลักการของราชบัณฑิตย์ ในเรื่องของประเทศดินแดนเขตปกครองและเมือง หลวง หากรู้จักกันดีอยู่แล้วก็จะไม่วงเล็บภาษาต่างประเทศไว้ แล้วก็หากศัพท์ภาษาต่างประเทศ คําใดมีความไม่ชัดเจนในการถอดความก็นําเสนอที่ประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาใช้คํา ที่เหมาะสม โดยไม่ผิดความหมายรูปแบบที่ผู้อภิปรายได้กล่าว สำหรับการขอแก้ไขรายงาน การประชุมนั้น การขอแก้ไขในส่วนสาระสำคัญ ในหลักเกณฑ์นี้ถ้าที่ประชุมไม่ให้ความเห็นชอบ ในกรณีที่ไม่ใช่ข้อความที่เปึนสาระสำคัญ เช่น ตัวเลขหรือมีการสะกดคำผิด มอบหมายให้ ฝ์ายเลขานุการนั้นสามารถดำเนินการแก้ไขได้ โดยหารือกับประธานกรรมาธิการและประธาน อนุกรรมาธิการ มิฉะนั้นแล้วจะต้องนำมาเสนอ ซึ่งจะเปึนรายละเอียดค่อนข้างมาก แล้วก็ค่อนข้างจะเสียเวลาที่ประชุม สำหรับการแก้ไขโดยท่านสมาชิกสามารถขอแก้ไขรายงาน การประชุมในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการได้ รวมทั้ง ในกรณีที่ผ่านแล้วก็สามารถที่จะขอแก้ไขได้โดยทำเปึ้นบันทึกขอแก้ไขรายงานการประชุม ซึ่งทางคณะกรรมาธิการก็จะนำรายงานการประชุมที่สภาร่างฯ ได้รับรองแล้วจัดทำไว้ ๓ ฉบับ จัดวางไว้ ณ สถานที่ในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจพิจารณาได้ แล้วก็ท่านสมาชิกมีสิทธิที่ยืนยันขอแก้ไขได้ เพื่อขอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งนี้ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๒๗ ส่วนการ ข้อแก้ไขภายหลังก็สามารถที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ แต่ว่าจะต้องมีการแถลงต่อที่ประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญถึงการแก้ไขในเรื่องดังกล่าวโดยคณะกรรมาธิการและสมาชิก การแก้ไขรายงานการประชุมลับจะต้องมีการบรรจุระเบียบวาระเข้าไปในรายงาน การประชุมด้วย ในส่วนของการรับรองรายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อดำเนินการตรวจเสร็จเรียบร้อย คณะกรรมาธิการก็จะมีการลงลายมือชื่อไว้ท้ายรายงาน การประชุมทุกชุด แล้วก็ส่งต้นฉบับมายังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรซึ่งปฏิบัติ หน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ แก้ไข แล้วก็เสนอความเห็นตามลำดับชั้นถึงท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่ออนุญาต ให้บรรจุวาระการประชุม เมื่อท่านประธานสภาได้อนุญาตแล้ว ก็จะมีการรับรองรายงาน การประชุมในที่ประชุมของการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญต่อไป เมื่อบรรจุรายงาน การประชุมแล้วสำนักงานเลขาธิการก็จะจัดวางสำเนารายงานการประชุมจำนวน ๓ ชุด ต่อการประชุม ๑ ครั้ง วางเปึนเวลาไม่น้อยกว่า ๓ วัน ณ ที่ซึ่งสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศไว้ เพื่อให้ตรวจดูแล้วก็ขอแก้ไขได้ จะมีการป่ดประกาศ ให้ทราบโดยทั่วกัน อันนี้เปึนหลักการส่วนใหญ่ซึ่งจะอยู่ในเอกสารที่ได้นําเสนอต่อ ที่ประชุมในเอกสารแล้ว ส่วนการเผยแพร่ คณะกรรมาธิการเห็นว่าเนื่องจากการร่างรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้เปึนการร่างรัฐธรรมนูญที่มีความสําคัญ เนื่องจากมีการออกเสียงประชามติเปึน ครั้งแรกในประเทศไทย สมควรที่ประชาชนจะได้รับทราบ หรือรู้ถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก็เลยว่างหลักการว่าเมื่อได้มีการดําเนินการแล้ว ได้ผ่านการรับรองจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วสามารถเผยแพร่กับประชาชนได้ตามกฎหมายข้อมูลข่าวสาร ทั้งนี้ต้องภายใน ๑๕ วัน นับจากที่ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ลงลายมือชื่อไว้เปึนหลักฐานเรียบร้อย แล้วก็ทําสําเนา เผยแพร่ในเบื้องต้น ณ สถานที่เป่ดเผยภายในรัฐสภาเพื่อให้ประชาชนได้ตรวจดู ส่วนการจัดพิมพ์รายงานเปึนรูปเล่ม นอกจากรายงานการประชุมลับ ก็ให้จัดพิมพ์ทุกฉบับ ยกเว้นแต่สิ่งที่เปึ้นรายงานการประชุมลับ แล้วก็ให้มีการเผยแพร่การประชุมสภาร่างฯ ซึ่งเปึนต้นฉบับที่สภาร่างฯ รับรอง และมีลายมือชื่อท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญไว้เปึน หลักฐานแล้วส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับงานจุดหมายเหตุ หอสมุด รัฐสภา รวมทั้งปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารจดหมายเหตุรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๓ ด้วยการ ส่งต้นฉบับให้พิพิธภัณฑ์และหอจุดหมายเหตุของรัฐสภาต่อไป สำหรับการจัดพิมพ์รายงาน จะให้มีการเผยแพร่อย่างแพร่หลาย ภายใน ๕๐ วัน นับจากวันที่หมดวาระของสภาร่าง รัฐธรรมนูญแล้ว โดยเผยแพร่ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ และกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้ครับ ๑. ก็คือ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านจะได้รับรายงานการประชุมฉบับสมบูรณ์ ภายในช่วง ระยะเวลาดังกล่าว รวมถึงท่านกรรมาธิการยกร่างฯ ที่ไม่ได้เปึ้นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย นอกจากนี้การเผยแพร่รายงานการประชุมดังกล่าวจะจัดเก็บไว้ ณ ศูนย์บรรณสารและ สารสนเทศ โดยมีการจัดส่งให้ที่สถาบันพระปกเกล้า หอสมุดแห่งชาติ สาขาของหอสมุด แห่งชาติ หอจุดหมายเหตุแห่งชาติ แล้วก็สาขาของหอจุดหมายเหตุแห่งชาติ ห้องสมุด ประชาชนประจำจังหวัด จังหวัดละ ๑ ชุด ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีคณะรัฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ หรือคณะที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารมวลชนในสถาบันอุดมศึกษา แล้วก็ ห้องสมุดศูนย์เอกสารนานาชาติของกระทรวงศึกษาธิการ ห้องสมุดกฎหมายคณะกรรมการ กฤษฎีกา ห้องสมุดสำนักงานอัยการสูงสุด ห้องสมุดศาลฎีกา ห้องสมุดศาลอุทธรณ์ ห้องสมุด ศาลอุทธรณ์ภาค ห้องสมุดศาลแพ่ง ห้องสมุดศาลอาญา ห้องสมุดศาลรัฐธรรมนูญ ห้องสมุด สำนักงานศาลยุติธรรม ห้องสมุดสำนักงานศาลปกครองทุกระดับ ศาลปกครองสูงสุดกลางและ ศาลปกครองภาค รวมทั้งห้องสมุดของสำนักงานศาลปกครอง แล้วก็ห้องสมุดของศาลทหาร ด้วย ทีนี้หน่วยงานอื่นที่ ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าวหากประสงค์จะขอรับ ก็ขอความ ประสงค์ขอรับจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึ้นอํานาจของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่จะ พิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตต่อไป
สำหรับในเกณฑ์การทำงานของฝ์ายเลขานุการนะครับ แล้วก็คณะกรรมาธิการ ที่มอบหมาย ในหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้วางหลักการว่า ก่อนการประชุมทุกครั้งฝ์ายเลขานุการ จะตรวจรายงานการประชุมร่วมกับสื่อภาพ แล้วก็เสียงให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วก็จัดทำ บันทึกสรุปข้อมูลการตรวจอ่าน และเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ หรือคณะอนุ กรรมาธิการ เพื่อหารือ รับรอง แล้วก็พิจารณาลงมติในข้อความที่เปึนปัญหา โดยหลักการ ให้เสนอหลักการเปึนบันทึก เปึน ๔ เรื่อง คือ บันทึกมี ๔ แบบ แบบที่ ๑ เปึนเรื่องการแก้ไข คำทั่วไป แบบที่ ๒ เปึนเรื่องการแก้ไขจำนวน แบบที่ ๓ เปึ้นเรื่องคำทับศัพท์ต่างประเทศ และแบบที่ ๔ เปึนเรื่องการแก้ไขเกี่ยวกับชื่อตัวบุคคล ทั้งนี้ให้มีข้อความเดิม และข้อความที่ แก้ไขเรียงลำดับตามหน้า แล้วก็เลขานุการก็ได้รับมอบหมายให้ตรวจรายงานเปึ้นผู้ลงนาม กำกับการตรวจสอบในบันทึกดังกล่าว เมื่อมีข้อสรุปของคณะอนุกรรมาธิการ ฝ์ายเลขาฯ ก็จะรวบรวมในรูปของบันทึกการแก้ไขรายงานการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยประธาน คณะอนุกรรมาธิการเปึ้นผู้ลงนามและเสนอกรรมาธิการตรวจรายงานการประชุม เมื่อกรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้วคณะกรรมาธิการทั้งหมดจะลงนามรับรองและ เสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดระเบียบวาระเพื่อรับรองในที่ประชุมสภาร่าง รัฐธรรมนูญต่อไปนะครับ เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้รับรองแล้วก็อยู่ในการดําเนินงาน ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ตามที่กำหนดในหลักเกณฑ์ดังกล่าว ต่อไป ซึ่งถ้าที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นชอบ ก็จะได้นําหลักเกณฑ์นี้ไปใช้ ในการตรวจรายงานการประชุมทุกครั้ง และการเผยแพร่ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ครบถ้วนแล้วนะครับ เมื่อครบถ้วนแล้วก็ผมขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านนะครับ อย่างที่ได้กราบเรียนท่านสมาชิกล่ะครับ ระเบียบวาระที่ ๔ เปึนการรายงานความคืบหน้าของ คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็ภาค กลางนะครับ ขอเลื่อนไปเปึนการประชุมในคราวต่อไปนะครับ ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ มีอะไรไหมครับ
ประทานโทษครับท่านประธาน วาระเมื่อกี้นี้ กระผมยกมือแล้วท่านไม่เห็นครับ คือกระผมมีข้อจะกราบเรียนท่านประธานคณะกรรมาธิการ นิดหนึ่งนะครับว่า ซีดีรอม กระผมได้ไปสอบถามดูแล้วปรากฏว่า อายุมันยืนยาวที่สุดก็ ๗ ป้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะใช้วัสดุอะไรในการที่จะเก็บรักษาจดหมายเหตุนี้ กรุณาช่วยสอบถามให้ แน่ชัดเสียก่อนนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านอาจารย์คมสันมีอะไรเพิ่มไหมครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ขอบพระคุณ ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ผม คมสั้น โพธิ์คง กรรมาธิการ ประเด็นที่ท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านวัชราได้ตั้งข้อสังเกต ทางกรรมาธิการรับไปพิจารณา แต่ว่าทางกรรมาธิการก็ได้จัดเก็บในรูปของเอกสารตัวจริง ไว้ด้วยครับ ไว้คู่กัน ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถที่จะมาทำสำเนาได้อีกในรูปของซีดีรอมครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ แล้วลองหาวิธีอื่นให้มันยาวกว่านี้ด้วยนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ มีเรื่องอะไรไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ วันนี้หมด ระเบียบวาระการประชุมแล้ว ผมขอบคุณท่านสมาชิกที่มาประชุมทุกท่านนะครับ ขอป่ดประชุม ครับ