สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๐

ไพโรจน์ พรหมสาส์น รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ กรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมือง โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางประเด็น และยังมีประเด็นที่ยังไม่ยุติ ในการหารือเกี่ยวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในการทำงานของสภา รวมถึงการตรวจสอบและควบคุมการใช้จ่ายของสภา

นายไพโรจน์ พรหมสาส์น กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพโรจน์ พรหมสาส์น เปึนกรรมาธิการอยู่ในกรอบที่ ๒ โดยเหตุที่ว่าท่านประธานยังไม่อยู่ในที่นี้ กระผมขออนุญาตต่อที่ประชุมรายงานต่อที่ประชุมถึงผลการพิจารณาในกรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมือง กระผมขอกราบเรียนว่าในการประชุมพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ กรอบที่ ๒ นั้นเราได้พิจารณาขณะที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ได้ไปพิจารณาเพิ่มเติมที่ชะอำ ร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้งหมด ก็มีบางประเด็นที่มีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย บางประเด็นก็ยังเหมือนเดิมที่ได้เคยมีการกำหนดไว้ แต่ว่าในหลายประเด็นก็อยู่ระหว่างที่เรา นำกลับมาพิจารณาทบทวนเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมก็ขอกราบเรียน ต่อทางสภา รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ในขณะนี้ด้วยว่า สิ่งที่นำเรียนต่อที่ประชุมในวันนี้ นั้นเปึนเพียงข้อกำหนดหรือข้อยุติในเบื้องต้น ในบางเรื่องบางอย่าง และส่วนว่าข้อยุติในเรื่องที่ สำคัญเรื่องใดจะเปึ้นประการใดนั้น คณะกรรมาธิการยกร่างฯ คงจะต้องนําเสนอต่อที่ประชุม สภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งสภา รวมทั้งขณะนี้เราก็อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจาก ทั่วทั้งประเทศมาเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย กระผมขออนุญาตกราบเรียนในประเด็น ที่สำคัญ ๆ เท่าที่สามารถสรุปได้มีดังต่อไปนี้นะครับ

ในเรื่องแรกว่าด้วยหมวดรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องของ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็เปึนความเห็นของส่วนใหญ่ว่าควรจะลดจำนวนลงมา คือมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง ๔๐๐ คน ในจำนวน ๔๐๐ คนนี้นั้นก็น่าจะมา จากการเลือกตั้ง ไม่มีปาร์ตีลิสต์ (Party list) นะครับ แต่ว่าถ้าหากจะมีก็อาจจะมีในระบบ สัดส่วน ซึ่งในระบบสัดส่วนเปึนอย่างไรนั้นก็คงจะอยู่ระหว่างการพิจารณานะครับ ถ้าหากว่า มีระบบสัดส่วนเพิ่มเติมเข้ามา ก็หมายความว่าในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๔๐๐ คน นี้นั้นจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง จากเขตเลือกตั้ง ๓๒๐ คนนะครับ ส่วนอีก ๘๐ คนนั้นก็กำลังอยู่การพิจารณาว่ามีที่มาอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้นั้นก็ยังไม่เปึนที่ยุตินะครับ

ในเรื่องที่ ๒ ประเภทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างที่เรียนแล้วนะครับว่า เปึ้น สส. แบบแบ่งเขตนะครับ ประเภทของสภาผู้แทนราษฎรที่จะเลือกมานั้นมาจากการ แบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งจะเปึ้นเขตที่ใหญ่่ขึ้น เขตหนึ่ง ๓ คน แล้วในเขตทั้ง ๓ คนนี้นั้นก็ให้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่ในเขตนั้นสามารถเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้ง ๓ คน ซึ่งโดยรายละเอียดในเรื่องนี้จะเปึนอย่างไรนั้น ฝ์ายเลขานุการจะรับไปพิจารณาเพิ่มเติม รายละเอียดครับ

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรที่มาจากการสมัครรับเลือกตั้ง คุณสมบัติในข้อแรกที่ประชุมเห็นด้วยว่า ไม่ควรจํากัดในเรื่องวุฒิการศึกษา แล้วก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก่อนสมัคร รับเลือกตั้ง รวมทั้งได้มีความเห็นเพิ่มเติมให้เพิ่มเรื่องการแสดงรายการเสียภาษีด้วย นะครับ ลักษณะต้องห้าม ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยให้ได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ป้ในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ความผิดนั้นกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งที่ประชุม ก็เห็นด้วยนะครับ โดยให้เพิ่มกรณีถูกถอดถอนและการทุจริต แม้จะพ้นระยะเวลา ๕ ป้แล้ว ก็ยังคงต้องห้ามอยู่นะครับ ในเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อต้องคำพิพากษาให้ลงโทษ จำคุก แม้จะเปึนเพียงการรอลงอาญาให้จำคุกก็ควรให้พ้นจากตำแหน่งนะครับ ซึ่งที่ประชุม ก็เห็นด้วยโดยให้เพิ่มความว่า เว้นแต่ความผิดนั้นกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท นะครับ การสังกัดพรรคการเมืองก็จะมีประเด็นในกรณีของ การยุบสภา และการที่ครบวาระตามปกติ กรณีการเลือกตั้งตามปกติ คือหมายถึงครบวาระ การดํารงตําแหน่ง ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนรับสมัครเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน

ส่วนการยุบสภานั้นเดิมก็กำหนดไว้ว่า ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนวัน รับสมัครเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ทั้งนี้โดยมีสมมุติฐานว่าการเลือกตั้งกรณียุบสภาก็ดี การเลือกตั้งโดยครบวาระก็ดีนะครับ รายละเอียดต่าง ๆ ทางฝ์ายเลขาจะรับพิจารณ์ว่า ควรจะไม่เร็วหรือไม่ช้ากว่ากี่วัน อะไรต่อไปนะครับ การควบรวมพรรคการเมือง ห้ามมิให้มีการ ควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภา แต่ทั้งนี้คงจะกำหนดเฉพาะพรรคที่มีสมาชิก ในสภาเท่านั้นนะครับ เรื่องการกําหนดเขตเลือกตั้ง ก็อย่างที่กราบเรียนแล้วนะครับว่าให้แบ่ง เขตเลือกตั้งเปึ้นเขตใหญ่ มีผู้แทนได้ ๓ คน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงได้ทั้ง ๓ เสียงนะครับ อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย วิธีการนับคะแนน ที่ประชุมก็เห็นด้วยในหลักการว่า ควรจะนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งนะครับ โดยกำหนดนับที่หน่วยเลือกตั้ง แล้วก็อาจจะ ยกเว้นในบางประเด็น หรือบางเรื่อง บางกรณีที่อาจจะเปึนปัญหาซึ่ง กกต. จะเปึนผู้กำหนด นะครับ ในเรื่องข้อจำกัดของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ได้กำหนดข้อจำกัดไว้ค่อนข้าง มากพอสมควรนะครับ ในเรื่องแรกก็ในการห้ามรับสัมปทานหรือเปึนคู่สัญญากับรัฐ นอกจากห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วควรให้ขยายความถึงคู่สมรสและบุตรของ บุคคลนั้นด้วยนะครับ ประเด็นที่ ๒ นอกจากห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปึนหุ้นส่วน หรือเปึนผู้ถือหุ้น แล้วก็ควรขยายความให้รวมถึงการใช้อิทธิพลในการครอบงำ และความ เปึ้นตัวแทนของบุคคลนั้นด้วย แต่ว่าในส่วนที่เกี่ยวกับการถือหุ้นในสื่อนั้นทางฝ์ายเลขานุการ จะรับไปพิจารณารายละเอียดนะครับ ในเรื่องของห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยอาศัยข้อยกเว้นกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินะครับ ในเรื่องไม่ควรให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรเข้าไปดํารงตำแหน่งใด ๆ หรือก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติงานของส่วนราชการ หน่วยงานต่าง ๆ ในเรื่องกำหนดกลไกการตรวจสอบและองค์กรที่เข้ามาดูแลตรวจสอบเพื่อให้ มาตรการตามหลักการนี้เปึนไปอย่างเปึนธรรมและมีประสิทธิภาพ อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่อง ของความเปึ้นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้เห็นด้วยว่า ควรจะให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ ๒๐ คน เสนอกฎหมายได้โดยไม่ต้องมีมติพรรค อีกประการหนึ่งก็คือควรให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ โดยสามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจและลงมติได้อย่างเสรี นอกเหนือจากนั้นก็เปึนประเด็น ปลีกย่อยอีกหลายประเด็นนะครับ เช่น ในเรื่องควรให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ที่ประชุมก็บอกว่ายังคงให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ ควรให้มีการเป่ดเผยข้อมูลค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมก็เห็นด้วย ควรให้องค์กรอิสระ สามารถเสนอกฎหมายได้ อันนี้เปึนประเด็นที่หยิบยกกันขึ้นมาเพิ่มเติมแล้วก็บอกว่าเห็นด้วย ในหลักการ แต่โดยให้เสนอได้เฉพาะกฎหมายขององค์กรของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ไปเสนอ กฎหมายอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ประเด็นต่อไป ควรให้การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญยากกว่าพระราชบัญญัติ แต่ง่ายกว่ารัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งในที่ประชุมก็เห็นด้วย การขยายฐานภาษีหรือการจัดเก็บภาษีให้ตราเปึ้นพระราชบัญญัติ ห้ามตราเปึนพระราชกำหนด ซึ่งที่ประชุมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะว่ากรณีที่มีเหตุฉุกเฉินจำเปึ้นเร่งด่วน รัฐบาลก็อาจจะ ออกเปึนพระราชกำหนดในเรื่องเกี่ยวกับภาษีอากรได้นะครับ ในเรื่องระบบการใช้จ่าย งบประมาณของรัฐสภา องค์กรอิสระ และศาล ควรเปึนอิสระจากฝ์ายบริหาร ซึ่งเรื่องนี้ก็เปึ้น ประเด็นที่ควรจะได้มีการกำหนดว่าการตั้งงบประมาณขององค์กรเหล่านี้นั้นควรเปึน อิสระจากฝ์ายบริหาร โดยให้ตั้งงบประมาณตรงไปยังสภาได้ แล้วถ้อยคำอะไรต่าง ๆ ชัดเจน ตรงนี้ก็คงจะต้องไปดูในกฎหมายขององค์กรอิสระแต่ละองค์กรว่าเปึนอย่างไร ให้มีการป่ด ประกาศบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในที่ประชุมก็เห็นด้วย ควรมีการกําหนดหมวดว่าด้วยการเงินไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ซึ่ง ประเด็นตรงนี้รายละเอียดเปึนอย่างไรนั้น ฝ์ายเลขาฯ จะรับไปหารือท่านผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ นะครับ ซึ่งมีทั้งท่านพิสิฐ ท่านเกริกเกียรติ แล้วก็ท่านสมชัยอีกในโอกาสต่อไป เสร็จแล้วก็จะ นำมากราบเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในเรื่องของการลงคะแนนเสียงให้ใช้เกณฑ์ของจำนวน สมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรเปึ้นเกณฑ์ อันนี้ที่ประชุมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะจะมี ปัญหาได้เหมือนกันว่าถ้ามาประชุมเท่าไรเอาถือตรงนี้เปึนเกณฑ์ แล้วเสียงข้างมากว่าอย่างไร แล้วลงมติอย่างนั้น มันก็คงจะไม่ถูกต้องนะครับ ในเรื่องของวุฒิสภานะครับ จํานวนนั้น ในหลักการแล้วเราก็บอกว่าไม่น่าจะเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่ประชุม ก็บอกว่าประมาณสักไม่เกิน ๒๐๐ คน คือน้อยกว่า ๒๐๐ คน โดยฝ์ายเลขานุการจะไปดูว่า ควรจะเปึนเท่าไร แต่ว่าเท่าที่คุยกันในเบื้องต้นก็คิดว่าน่าจะอยู่ประมาณ ๑๖๐ คน ส่วนอำนาจ หน้าที่นั้นก็จะเน้นเฉพาะเรื่องพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การกลั่นกรองบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระ แล้วก็ในประเด็นเรื่องการมีอำนาจถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้ก็ยังจะต้องพิจารณารายละเอียดว่าควรจะเปึนอย่างไร นะครับ ส่วนที่มานั้นตอนแรกก็มีแนวคิดในเรื่องการสรรหาเพื่อแต่งตั้งในเรื่องการเลือกตั้ง ทางอ้อม หรือการเลือกตั้งทางตรงนะครับ ไม่ควรสังกัดพรรคการเมืองแต่สามารถหาเสียงได้ ก็มีแนวคิดเพิ่มเติมในเรื่องที่ว่าถ้าใช้ระบบสรรหาควรจะมีวิธีการสรรหาอย่างไร ซึ่งก็ได้คุยกัน ในเบื้องต้นว่าอาจจะเปึน ๒ ระดับนะครับ ระดับที่เปึนตัวแทนจากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ ๑ คน ๗๐ กว่าคน ส่วนอีก ๘๔ คนนั้นก็อาจจะมาจากสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ในส่วนกลาง ซึ่งอาจจะต้องมีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งประเด็นในเรื่องนี้นั้นยังไม่เปึนที่ยุตินะครับ คณะกรรมาธิการฯ กรอบที่ ๒ ก็จะได้พิจารณารายละเอียดต่อไปนะครับ เรื่องคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภา เรื่องนี้นั้นคุณสมบัติ อายุคงจะมากกว่า สส. นะครับ คือ ไม่ต่ำกว่า ๔๐ ป้ ต้องมีคุณสมบัติสูงกว่า สส. อย่างน้อยก็น่าจะต้องจบปริญญาตรีนะครับ ลักษณะต้องห้าม ไม่เคยเปึนผู้ดำรงตำแหน่ง ทางบริหารของพรรคการเมืองไม่น้อยกว่าสองป้ จนถึงวันรับสมัครนะครับ ซึ่งมีการแก้ไขถ้อยคำ เปึ้น ไม่เคยดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง ไม่กำหนดเรื่องเวลา เอาเปึนว่าไม่เคยดํารง ตําแหน่งใดในพรรคการเมืองนะครับ ห้ามค่อนข้างจะมากนะครับ วาระการดํารงตําแหน่งอยู่ใน วาระ ๖ ป้ ส่วนว่าที่จะมีการคัดออกทุก ๓ ป้หรือไม่อย่างไรก็คงจะอยู่ที่ว่าถ้าหากมาจากวิธี สรรหาแล้วก็มีกรรมการสรรหานี่ก็ไม่น่าจะต้องมีประเด็นที่ว่า คัดออกทุก ๓ ป้ อาจจะเปึนว่า เมื่อคัดสรรมาแล้วก็อยู่ในตำแหน่ง ๖ ป้ ให้มีการป่ดประกาศบัญชีรายการทรัพย์สินและ หนี้สิ้น อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย ในเรื่องของการควบคุมการเลือกตั้ง ก็ให้มีระบบปัองกัน คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือให้การวินิจฉัยชี้ขาดเปึนอํานาจของศาล นั่นเปึนหลักการในเรื่อง ของการเลือกตั้งว่าจะต้องเปึนไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้การศึกษา แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เปึนประมุข ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไว้เปึ้นแนวนโยบายขั้นพื้นฐานแห่งรัฐด้วยนะครับ ซึ่งฝ์ายเลขานุการ จะได้รับไปพิจารณาเขียนในรายละเอียดต่อไปนะครับ ส่วนในเรื่องควรกำหนดให้มีการเป่ดเผย ข้อมูลของพรรคการเมือง ไม่เฉพาะในระยะเวลาการเลือกตั้งเท่านั้น อันนี้กำหนดมาตรการ ในการควบคุมการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งการให้มี การเป่ดเผยบัญชีทางการเงินต่อสาธารณะเพื่อที่จะตรวจสอบได้นะครับ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย กำหนดบทลงโทษแก่พรรคการเมืองในกรณีที่ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองทำการ ซื้อเสียงหรือทุจริตการเลือกตั้งนะครับ อันนี้น่าจะมีบทลงโทษ ที่ประชุมก็เห็นด้วย การให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดหลักการหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับจรรยาบรรณ์ที่ผู้ลงสมัคร รับเลือกตั้ง พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิบัติหรือ ข้อห้ามมิให้กระทำ ที่ประชุมเห็นด้วย ควรกำหนดมิให้พรรคการเมืองครอบงำสื่อเพื่อที่จะ เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองของตนนะครับ อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย เสนอมาตรการที่จะ ต้องนำไปกำหนดไว้ในกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริต และไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง นอกนั้นก็มีในเรื่องกรณีที่ให้เอกชนช่วยเหลือในการโฆษณา หาเสียงให้กับพรรคการเมืองให้ถือเปึนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งด้วย เพื่อให้มีการแข่งขัน อย่างเท่าเทียมกัน ประเด็นที่เห็นด้วยก็ยังมีอีกสองสามเรื่องนะครับ คือควรให้มีบทลงโทษในทาง อาญากับผู้ซื้อเสียงตั้งแต่ขั้นตระเตรียมการซื้อเสียง และให้คณะกรรมการบริหารพรรค ต้องร่วมรับผิดด้วย ควรให้มีกฎหมายปราบปรามการฟอกเงินเอาผิดกับผู้มีสิทธิขายเสียง โดยให้เปึนความผิดมูลฐาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการฟอกเงิน เข้าไปตรวจสอบได้นะครับ แต่ในประเด็นเรื่องให้ ปปง. เปึ้นองค์กรอิสระนั้นก็ไม่ควรจะบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ควรไปบัญญัติไว้ภายใต้การครอบงำของรัฐบาลในทางการเมือง ซึ่งความเห็นเกี่ยวกับเรื่องกรรมการการเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะเชื่อมโยงทาง กรอบที่ ๓ ด้วย ซึ่งอันนั้นจะได้ประสานการปฏิบัติต่อไปนะครับ ในเรื่องของให้การขายเสียง เปึ้นความผิด อันนี้ที่ประชุมเห็นด้วย กระบวนการสรรหานะครับ ให้มีคณะกรรมการ การเลือกตั้งตอนแรกเสนอไว้ ๗ คน ที่ประชุมบอกให้เอาเพียง ๕ คน โดยที่กรรมการ สรรหาเลือกสรรมา ๓ คน แล้วก็ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาเพิ่มอีก ๒ คน เปึ้นจำนวน ๕ คน แล้วก็เสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบแต่งตั้งไปเลย ไม่ต้องเสนอเผื่อจํานวนเหมือนอย่าง ที่ผ่านมา แล้วก็เลือกว่าใครควรจะได้เปึนกรรมการเลือกตั้งนะครับ ในกรณีไม่สามารถสรรหาได้ หรือไม่มีคณะกรรมการสรรหา ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเปึนผู้เสนอรายชื่อผู้สมควรเปึน กรรมการเลือกตั้งจํานวนห้าคน เสนอต่อวุฒิสภานะครับ นอกจากนั้นก็มีการเพิ่มเติมว่า ไม่ควร ให้องค์กรอิสระเข้าไปมีส่วนร่วมในการสรรหาองค์กรอิสระด้วยกันเองนะครับ ซึ่งที่ประชุมก็ เห็นด้วย เรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นก็เห็นด้วยว่า ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งทําหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้น ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถยื่นคําร้อง อุทธรณ์ต่อศาลในคําวินิจฉัยของคณะกรรมการเลือกตั้งได้ ส่วนว่าการอุทธรณ์ ฎีกานั้นก็คงจะ เปึ้นเรื่องที่เปึ้นระบบผสมที่จะเสนอต่อผู้พิพากษาศาลฎีกากับตุลาการศาลปกครองสูงสุด โดย ขอให้ท่านรองอัครวิทย์ไปพิจารณาในรายละเอียดนะครับ ซึ่งตรงนั้นก็คงจะไปเชื่อมโยงกับกรอบที่ ๓ ด้วย วิธีพิจารณาและการวินิจฉัยให้ที่ประชุมใหญ่ ศาลฏีกาเปึ้นผู้กำหนด อันนี้ให้เพิ่มข้อความว่า โดยใช้ระบบไต่สวนและมีการกำหนดเวลา ที่ชัดเจน คือให้รวดเร็วขึ้น ในเรื่องของคณะรัฐมนตรี ประเด็นเรื่องนายกรัฐมนตรี อันนี้ที่ประชุม ก็พูดกันค่อนข้างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีนั้นน่าจะมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบ แบ่งเขตเลือกตั้ง หรือถ้ามีแบบบัญชีรายชื่อ อันนี้เราก็ยังเปึนประเด็นที่อาจจะเกี่ยวโยงอยู่ ยังไม่พูดตรงนั้น แต่อย่างไรก็ตามในที่ประชุมก็มีผู้อภิปรายว่าไม่น่าจะจํากัดตรงนี้ ซึ่งประเด็น เรื่องนี้นั้นก็คงจะต้องทำให้ชัดเจนเพื่อที่เกิดความเข้าใจ ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ประเด็นเหล่านี้นั้น ก็คงจะนําสู่การวินิจฉัยของทางสภาเราในโอกาสต่อไป แต่ว่าในที่บันทึกเอาไว้เปึนหลักฐาน ก็เพื่อความเข้าใจตรงกัน นั่นก็คือที่ประชุมก็เห็นด้วยโดยที่ว่านายกรัฐมนตรีนั้นควรจะมา จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วาระการดํารงตําแหน่งก็ให้ดํารงตําแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระ ติดต่อกัน เห็นด้วยโดยให้บัญญัติเปึ้นดำรงตำแหน่งได้สองวาระ และไม่เกินแปดป้ติดต่อกัน การเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี อันนี้ก็ได้มีการพิจารณาให้สามารถ ที่จะเป่ดอภิปรายได้ง่ายขึ้น คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แล้วก็ที่เพิ่มเติมมาก็คือเมื่อบริหารราชการแผ่นดินเกิน หนึ่งป้ให้สมาชิกสามารถเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ อันนี้หมายความว่าถึงแม้ จะไม่ครบจำนวนตามนั้น พรรคเล็กพรรคน้อยอะไรรวมกันก็สามารถที่จะเป่ดอภิปรายตรงนี้ได้ เปึนการเป่ดช่องว่านายกรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นก็ควรจะถูก อภิปรายและถูกตรวจสอบได้ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย แล้วก็โดยให้แก้ไขเปึ้น สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และในกรณีที่ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ เมื่อบริหารราชการแผ่นดินเกินหนึ่งป้ให้ สามารถเป่ดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ดังที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว ในส่วนที่ เกี่ยวกับรัฐมนตรีนั้นก็มีประเด็นในเรื่องสมาชิกภาพ มีประเด็นในเรื่องคุณสมบัติ ในเรื่อง สมาชิกภาพนั้น เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือ รัฐมนตรีแล้ว ก็ยังให้คงไว้ซึ่งสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ซึ่งที่ ประชุมก็เห็นด้วยโดยให้เพิ่มความว่า แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องที่ตนเองมีส่วนได้เสีย ในเรื่อง คุณสมบัตินั้นก็ได้กำหนดว่า ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยให้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าป้ ก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือกระทำโดยลหุโทษ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย โดยให้แก้คำว่า หรือกระทำโดยลหุโทษ เปึน หรือลหุโทษ ควรพ้น จากตำแหน่งเมื่อต้องโทษจำคุกไม่ว่าจะถึงที่สุดหรือไม่ อันนี้ก็ให้แก้ไขเปึน ควรพ้นจากตำแหน่ง เมื่อต้องโทษจำคุก ไม่ว่าจะรอการลงโทษ และไม่ว่าจะถึงที่สุดหรือไม่ เว้นแต่ความผิด อันได้กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ ก็มีข้อจำกัดค่อนข้างจะเข้มข้นขึ้น ในเรื่องการเป่ด อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี คำว่า รัฐมนตรี นั้น ก็คงจะหมายถึงนายกรัฐมนตรี ด้วย ถ้าหากว่าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อ เสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเปึ้นรายบุคคล อันนี้ท่านก็ จะเห็นได้ชัดว่าถ้าเปึ้นนายกรัฐมนตรีใช้เสียงหนึ่งในสี่ ถ้าเปึ้นรัฐมนตรีใช้เสียงหนึ่งในห้า กรณีที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ์ายค้านมีจำนวนสมาชิกไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติ ขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เมื่อครบครึ่งวาระของสมัยประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ์ายค้านทั้งหมด รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอื่นที่มิได้เปึน ฝ์ายรัฐบาลสามารถเข้าชื่อเสนอญัตติขอเป่ดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย โดยให้แก้คำว่า ครบครึ่งวาระ เปึน ครบหนึ่งป้ ครบหนึ่งป้เช่นเดียวกับ นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าทำไปได้ครึ่งเดียวก็เป่ดได้เลย รัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายหรือตั้งกระทู้ถาม จะต้องมาชี้แจงและตอบกระทู้ถามในที่ประชุมสภาด้วยตนเอง ตอนแรกก็เขียนไว้ค่อนข้างจะเคร่งครัดค่อนข้างมากครับ ก็จะมีประเด็นอภิปรายกันว่า เอ๊ะ ถ้าเช่นนั้นถ้าเกิดรัฐมนตรีเกิดภารกิจสำคัญ เจ็บป์วย หรือเดินทางไปต่างประเทศ ในเรื่องที่ จำเปึน สำคัญ ไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้นะครับก็จะเปึนปัญหา เพราะฉะนั้นในหลักการก็เห็น ด้วย โดยให้เพิ่มคำว่า หากไม่มาชี้แจงเกินสามครั้ง โดยไม่มีเหตุอันควรให้ถือว่าเปึ้นเหตุ แห่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เท่ากับบังคับให้รัฐมนตรีว่าคุณจะต้องมาตอบ แล้วจะมีข้ออ้างว่า ๓ ครั้ง ๑ ครั้งก็แล้ว ๒ ครั้งก็แล้ว ครั้งที่ ๓ ก็ยังไม่มานี่ก็เปึ้นเหตุที่อาจถูกอภิปรายได้นะครับ ในเรื่องข้อจํากัดข้องรัฐมนตรีนะครับ ก็มีข้อจํากัดว่า ก็จะเขียนไว้ในช่องที่ ๒ ซึ่งผมก็คง ไม่ต้องอ่านว่า รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งโดยการยุบสภาอะไรต่าง ๆ นี่ ตรงนี้ก็คงไม่กำหนด เพราะว่ามีคณะผู้บริหารราชการแผ่นดินแล้ว ขอนิดเดียวครับผมอาจจะสับสนนิดหนึ่ง ผมขอเรียนว่าตรงนี้บอกว่า คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี พื้นจากตำแหน่งโดยการยุบสภาผู้แทนราษฎร จะใช้อำนาจแต่งตั้งหรือย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ หรือพนักงานของ หน่วยงานของรัฐ หรือวิสาหกิจ หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งมิได้ เว้นแต่จะได้รับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้หมายความว่ากรณีที่คณะรัฐมนตรีชุดนั้น พ้นจากตำแหน่ง เพราะยุบสภาหรือครบวาระ แล้วก็ยังรักษาการทำหน้าที่คณะรัฐมนตรีอยู่ ก็ไม่ควรจะมีอํานาจหน้าที่ดังที่ว่านี้นะครับ แต่ว่าก็มีความคิดเห็นพูดกันในที่ประชุม คงจะอยู่ ในประเด็นต่อไปว่า คณะรัฐมนตรีที่พื้นจากตำแหน่งโดยการยุบสภาก็ดี โดยการครบวาระก็ดี ไม่ควรที่จะทำหน้าที่รักษาการ ถ้าเปึนรัฐบาลรักษาการ ควรจะมีคณะผู้บริหารราชการแผ่นดิน อะไรขึ้นมาต่างหาก เมื่อมีอํานาจชุดนั้นขึ้นมา ถึงแม้จะรักษาการก็คงจะใช้อํานาจหน้าที่ตรงนี้ได้ นะครับ ในอีกข้อหนึ่งก็คือไม่ควรให้รัฐบาลที่พื้นจากตำแหน่งรักษาการ นี่ประเด็นที่ผมพูด เมื่อสักครู่นะครับ ที่ประชุมก็พูดกันมากพอสมควรนะครับ ก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นะครับ แต่ว่าฟังดูแล้วก็ยังไม่ได้มีการโหวต (Vote) มีการลงมติในเรื่องนี้ ซึ่งก็คงจะฝากให้ ที่ประชุมได้ช่วยกันรับไปพิจารณาในโอกาสที่นำเสนอในโอกาสต่อไปนะครับ ก็ฟังดูแล้ว เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าไม่น่าจะให้รักษาการ แล้วก็มีข้อกำหนดว่าควรจะให้ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองเปึ้นผู้เลือกคณะผู้บริหารราชการ แผ่นดิน ซึ่งจะมาทำหน้าที่เปึนรัฐบาลชั่วคราวระหว่างที่อยู่ในระหว่างการเลือกตั้งนี่ครับ ซึ่งจะต้องเปึ้นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้เปึนประเด็นสำคัญ อันนี้ที่ประชุมไม่เห็นด้วย เพราะว่าพรรคการเมืองนั้นอาจจะเปึนพรรคเล็กพรรคน้อย และทำกิจกรรมทางการเมือง ก็อาจจะไม่มีความพร้อม หรือไม่มีความสามารถที่จะส่งสมาชิก เข้าสมัคร ก็ไม่ควรจะไปจำกัดสิทธิตรงนี้นะครับ หากจะบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมือง ในนามนิติบุคคลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นด้วย อันนี้สำคัญมาก นะครับ ถ้าหากว่าเปึ้นนิติบุคคลแล้ว การดำเนินการใด ๆ ก็น่าจะเปึนมติของคณะผู้บริหาร ของนิติบุคคลนั้น ๆ เพราะฉะนั้นการบริจาคเงินอะไรให้กับพรรคการเมืองในนิติบุคคลนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นด้วย ในเรื่องห้ามมิให้การควบรวม พรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร อันนี้ได้นำเรียนไปแล้ว ที่ประชุมเห็นด้วย มีการเพิ่มเติม ควรให้มีการเป่ดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของพรรคการเมือง ที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ ควรกำหนดรูปแบบระบบพรรคการเมืองที่เหมาะสมกับการเมืองไทย อันนี้รู้สึกที่ประชุมให้ตัดออก แล้วก็เปึนประเด็นที่จะต้องไปเขียนรายละเอียดในพรรคการเมือง คงไม่สามารถที่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้ ในเรื่องที่ ๗ เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมของ ข้าราชการและนักการเมือง อันนี้ก็เพื่อให้การบริหารบ้านเมืองนั้นเปึนไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามระบบคุณธรรมจริยธรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในแนวนโยบายในเรื่องนี้นั้น รัฐต้องจัด ให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อปัองกันการทุจริต และการประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย ตามที่อนุกรรมาธิการเสนอ โดยให้ ปปช. เปึ้นผู้ดูแลเรื่องนี้ และให้มีบทลงโทษการฝ์าฝ๋น ที่ชัดเจน เช่น การเปึ้นเหตุแห่งการถอดถอน และให้ครอบคลุมไปถึงระดับท้องถิ่นด้วย โดยให้ฝ์ายเลขานุการรับไปพิจารณารายละเอียด รวมทั้งในเรื่องของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ จะต้องไม่กระทำการใดอันเปึนการ ฝ์าฝ๋นหรือขัดต่อมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งความซื่อสัตย์และสุจริต และศีลธรรมอันดีของประชาชน อันนี้ก็เปึนประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาว่า เราน่าจะได้มีการกำหนด เจตนารมณ์ในเรื่องนี้เอาไว้ หรือเรื่องใดที่สามารถจะเขียนในรัฐธรรมนูญได้ก็น่าจะเขียนลงไป นอกนั้นก็จะมีเรื่องของการพิจารณาสรรหาหรือแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ จะต้องน้ำ มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อให้เกิดระบบคุณธรรมขึ้นในระบบราชการ การฝ์าฝ๋นหรือกระทำผิดต่อมาตรฐานทาง คุณธรรมและจริยธรรมหรือเปึนความผิดทางวินัยข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ ในเรื่องมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งกระบวนการพิจารณาและองค์กรวินิจฉัย ชี้ขาดให้เปึนไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งนี้องค์กรวินิจฉัยชี้ขาดจะต้องไม่ใช่องค์กร ที่ผู้ฝ์าฝ๋นหรือผู้กระทำผิดเปึนสมาชิกหรือสังกัดอยู่ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับ ข้าราชการ เรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่สำคัญไม่น้อย เปึนเรื่องสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตนำเรียน ต่อที่ประชุมนะครับ ในคณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๒ เราก็ได้นำเสนอต่อที่ประชุมว่า ห้ามมิให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ของข้าราชการประจำ เว้นแต่เปึนการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการ ตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ และข้อกำหนดซึ่ง คณะรัฐมนตรีต้องร่วมรับผิดชอบต่อมติใด ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเปึน ๒ ประเด็นที่สำคัญ จะผูกโยงความสัมพันธ์ระหว่างฝ์ายการเมืองกับข้าราชการด้วย ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็เห็นด้วยโดยมอบให้คณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๒ รับไปพิจารณารายละเอียด โดยให้พิจารณาประเด็นเรื่ององค์กรที่ทำหน้าที่ดูแล เรื่องนี้ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมตามกฎหมายของ กพ. แล้วก็ควรจะเห็นด้วยที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีลงมติในเรื่องใด ๆ ไปแล้ว โดยหลักแล้วมันต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้วในคณะรัฐมนตรี แต่ว่าเราเขียนไว้ให้ชัดอีกครั้ง หนึ่งว่าคณะรัฐมนตรีต้องร่วมรับผิดชอบต่อมติใด ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ก็คงจะเปึ้นรายงานโดยสรุปที่กระผมขออนุญาตนำกราบเรียนต่อที่ประชุม ซึ่งได้ กราบเรียนแล้ว เปึนรายงานการพิจารณาในเบื้องต้นเท่านั้น ประเด็นสาระในเรื่องหลัก ๆ จะเปึนอย่างไรนั้นคงจะให้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาในรายละเอียดต่อไปครับ