ปกรณ์ ปรียากร หารือเรื่องการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ไม่เก็บค่าใช้จ่าย และการกำหนดสิทธิเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของคนไทย นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มประเด็นเรื่องสิทธิของคนไทยในต่างประเทศ และการกำหนดและพัฒนานโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ ผม ปกรณ์ ปรียากร กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอชี้แจง รายงานการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ ไปประชุมสรุปรวบยอดความคิดต่าง ๆ ที่ได้ทำงานมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคมเปึนต้นมา จนถึงวันที่ ๕ มีนาคม ซึ่งเปึนระยะเวลาในการทำงานประมาณ ๑ เดือนกับ ๑๐ วัน เพื่อที่จะสรุปความคิดทางด้าน ต่าง ๆ ที่ได้ทั้งจากส่วนที่เปึนการพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับกรอบความคิดในการที่จะ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านการชี้แจงไปสู่ที่ประชุมแล้ว ขณะเดียวกันก็ประมวลความเห็น ที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งข้อคิดอื่น ๆ ที่ได้มี การเสนอความเห็นเข้ามาโดยองค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สมาคม มูลนิธิ ตลอดจน พี่น้องประชาชนโดยส่วนร่วม รายละเอียดของการดำเนินงานมีเอกสารที่แจกต่อท่านสมาชิก ไปแล้วนะครับ เปึนปกสีชมพู ซึ่งจะเปึนเอกสารสรุปความคิดเห็นของกรอบที่ได้รับความ เห็นชอบจากสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใน ๓ กรอบ ก็คือกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการกระจายอำนาจ กรอบที่ ๒ ว่าด้วยสถาบันการเมือง และกรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล แต่อยากจะเรียนว่ากรอบทั้ง ๓ กรอบ นั้นยังไม่ใช่เปึนข้อยุติในการที่จะนำไปสู่รายละเอียดต่าง ๆ นะครับ เพราะในขั้นตอนถ้าเราดู จากตารางระยะเวลาเบื้องต้นในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญที่ได้แจกไปพร้อมเอกสารนี้ด้วย ก็จะเห็นว่าในระหว่างนี้เราอยู่ในขั้นตอนที่ ๕ นะครับ ซึ่งวันนี้เปึนวันที่ ๑๙ มีนาคม พรุ่งนี้จะเปึน วันที่ ๒๐ มีนาคม ซึ่งการประชุมในกรอบที่ ๓ ยังไม่ได้เสร็จทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้น ในวันนี้ก็อาจจะชี้แจงให้ท่านทั้งหลายเห็นในภาพรวมกว้าง ๆ
ในกรอบที่ ๑ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการ กระจายอำนาจนั้น เราก็ใช้หลักที่จะมุ่งเน้นเรื่องของการเพิ่มและให้หลักประกันทางด้าน ของสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งเสริมสร้างให้มีการส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง กับปรับให้ระบบกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราดูในเอกสารนะครับ ผมคิดว่าผมคงไม่จำเปึนต้องชี้แจงยาว เพราะมีเอกสารประกอบอยู่แล้ว ก็คือในประเด็นแรกนั้นเปึนเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพ ก็จะเปึนประเด็นย่อย ก็ได้แก่ เรื่องของการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ รัฐธรรมนูญรับรองแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญที่มีการพัฒนามาโดยลำดับ จนถึงรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๔๐ ที่ให้การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง และอยากที่จะให้มีผลบังคับมากยิ่งขึ้น ซึ่งอันนี้เสียงความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องนี้ ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนนะครับ เราก็พยายามที่จะพิจารณาความเห็นของอนุกรรมาธิการ ซึ่งท่านทั้งหลายดูในคอลัมน์ (Column) ที่ ๒ ในหน้าแรกก็จะเห็นความเห็นของอนุกรรมาธิการ กับความเห็นของคณะกรรมาธิการ สิ่งที่เปึนเรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องของความพยายามที่ จะตัดคําว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยระบุสาระสําคัญแห่งสิทธิต่าง ๆ ไว้ให้ชัดเจน มากยิ่งขึ้นนะครับ แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติศาลก็ต้องตีความรับรองสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญรับรองแล้ว มีการกําหนดระยะเวลาในบทเฉพาะกาลให้รัฐต้องออกกฎหมาย ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดนะครับ และให้ประชาชนสามารถนำคดีที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ เสนอต่อศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลอื่น ๆ นะครับ แต่คำว่า ศาลสิทธิมนุษยชน ได้มีความเห็นของอนุกรรมาธิการ เราก็ตัดตรงนี้ออกนะครับ ส่วนในเรื่อง ของการให้สิทธิและเสรีภาพตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับรองมีผล ผูกพัน เช่นเดียวกับสิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ก็มีรายละเอียดที่นำไปสู่ การพิจารณาในความเห็นของคณะกรรมาธิการดังที่แสดงไว้ ในเรื่องของมาตรา ๔ เรื่องของ สิทธิของคนไทยและบุคคลที่อยู่ในเขตอํานาจรัฐไทย ก็มีความเห็นของอนุกรรมาธิการ ตลอดจนความเห็นของกรรมการที่ได้เห็นภาพไว้ชัดนะครับ เรื่องของสิทธิเสรีภาพของสื่อ ก็มีการพิจารณาเรื่องของการเพิ่มการคุ้มครองเสรีภาพสื่อให้ กว้างขวางชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น ห้ามป่ดกิจการหนังสือพิมพ์ ห้ามทำการพิมพ์ และห้ามสื่อสาร ด้วยวิธีอื่น ๆ นั้นกระทํามิได้นะครับ ห้ามนักการเมืองเปึนเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในสื่อ ห้ามรัฐ หรือเอกชนควบรวมกิจการหรือผูกขาดสื่อนะครับ ซึ่งในรายละเอียดนั้นอนุกรรมาธิการกรอบที่ ๑ จะไปพิจารณาเพิ่มเติม เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องของสื่อนั้นนะครับ ได้มีการนำเอามาตรา ๔๐ เรื่อง องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งในกฎหมายป้ ๒๕๔๐ นั้นอยู่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ นะครับ เราจะย้ายหมวดนี้ไปไว้ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยกำหนด ให้เปึ้นสภาพบังคับ และในขณะเดียวกันปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเรื่อง ของมาตรา ๔๑ ก็ควรจะมีสภาพบังคับอย่างจริงจัง และควรมีมาตรการบังคับในกรณีที่รัฐบาล มีการแทรกแซงสื่อ เรื่องของการศึกษา ซึ่งเปึนเรื่องที่ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน และมีการแสดงความเห็นเข้ามาอย่างมากนะครับ และที่ประชุมก็พิจารณาความเห็นเหล่านั้น เพื่อที่จะนําเข้ามาสู่การประกอบในการยกร่างรัฐธรรมนูญ สาระสําคัญที่ได้ข้อสรุปก็คือว่า ๑. ก็คือให้มีการศึกษาภาคบังคับ ๑๒ ป้ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ว่าตรงจุดนี้ได้มีการแก้ไข คำว่า ภาคบังคับ เปึน ขั้นพื้นฐาน นะครับ ของอนุกรรมาธิการเสนอว่าเปึน ภาคบังคับ แต่ว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าต้องใช้คำว่า การศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่นดียวกับรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้ว แต่เพิ่มว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ เพราะอันนี้เปึ้นปัญหาใหญ่ ของการจัดระบบการศึกษาในขณะนี้ ที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทั้งหลายก็ประสบปัญหา ในเรื่องของการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากที่ต่าง ๆ เรื่องที่ ๒ ก็คือการพัฒนามาตรฐาน และคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกัน เรื่องที่ ๓ ส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชนและการศึกษา ทางเลือกของประชาชน เรื่องที่ ๔ การมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา โดยกำหนดให้เปึนสิทธิขององค์กรเหล่านี้ในการจัดการศึกษา ในประการที่ ๕ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต และสามารถนำประสบการณ์มา เทียบวุฒิการศึกษาได้ นอกจากนั้นก็มีมติอนุมัติให้ฝ์ายเลขานุการไปพิจารณาเพิ่มประเด็น เกี่ยวกับการที่รัฐต้องให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้อยู่ในสถานะ ที่ยากลำบาก เพราะอันนี้เปึนข้อคิดเห็นที่ได้มาจากองค์กรต่าง ๆ ที่ได้นําเสนอความเห็นว่า รัฐน่าจะมีหลักประกันในเรื่องนี้ ซึ่งเราก็เห็นว่าเปึนเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นอยากจะย้ําตรงนี้ ว่าความคิดเห็นของประชาชนมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่อไป เปึ้นเรื่องของการประกันความเปึนอิสระของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ที่เกี่ยวข้องกับสื่อ อันนี้เปึ้นปัญหาใหญ่มากในปัจจุบันนี้นะครับ ที่ประชุมก็พิจารณาเห็นว่าควรจะมีการคุ้มครอง กรณีปฏิบัติหน้าที่ เสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดย สุจริต อันนี้ย้ําว่าเปึ้นเรื่องของการคุ้มครองนะครับ ประการที่ ๒ ก็คือตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และจริยธรรมของผู้ดำรงตําแหน่งทางการเมือง มีหลักประกันว่าให้สื่อสามารถสื่อสารในเรื่องนี้ ได้อย่างเปึนอิสระ ในประเด็นเรื่องต่อไปก็คือเรื่องของเสรีภาพในการร่วมกันเปึนสมาคม สหภาพของข้าราชการ พนักงานของรัฐ และองค์กรอิสระ ที่ประชุมเห็นว่าเพื่อคุ้มครอง เสรีภาพในการร่วมกลุ่มให้กว้างขวางและเท่าเทียมกัน สามารถที่จะกระทำได้นะครับ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสถาบันครอบครัว ที่ประชุมก็เห็น ว่าเปึนเรื่องที่จำเปึน และเปึนเรื่องที่มีความสำคัญ เนื่องจากสถาบันครอบครัวเปึนหน่วยพื้นฐาน ที่สําคัญที่ควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐและสังคมทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกันก็เพิ่มสิทธิเด็ก ตามหลักอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ไทยเปึนภาคี ในด้านของการคุ้มครองผู้พิการและผู้สูงอายุ เพื่อให้เรื่องนี้มีความชัดเจนและเปึ้นที่สอดรับกับความเห็นขององค์กรที่ทำหน้าที่ทางด้านนี้ที่ได้ มีข้อเสนอเข้ามาอย่างหลากหลายนี่นะครับ เราก็พิจารณาว่าให้คนเหล่านี้เปึนผู้ทรงสิทธิ ไม่ใช่เปึ้นเพียงผู้รับการส่งเคราะห์ แล้วรัฐนั้น ต้องให้การสนับสนุนในการให้มีการดำรงชีวิตที่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอใหม่ ที่ทางคณะกรรมาธิการเห็นว่าน่าจะนำเข้ามาสู่การดำเนินการ ก็คือเรื่องของการส่งเสริมให้มี การออมเมื่อชราภาพ ซึ่งเรื่องนี้ได้ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเปึนความเห็นที่เข้ามาจากพี่น้องประชาชน เรื่องของการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลข่าวสารที่เปึนประโยชน์ต่อรัฐ ซึ่งในอดีตนั้นไม่มีบทบัญญัติเรื่อง นี้ในรัฐธรรมนูญ และมีผลทําให้ผู้ที่ให้ข้อมูลข่าวสารต่อรัฐนั้นมีปัญหา เราก็ให้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญ เรื่องของการคุ้มครองคนยากจนก็เช่นเดียวกันนะครับ ที่ประชุมเห็นว่าให้รัฐ มีหน้าที่จัดสวัสดิการและส่งเคราะห์คนยากจน เรื่องของสิทธิของบุคคลที่เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม เห็นควรเพิ่มสิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ สิทธิของผู้เสียหาย เพิ่มสิทธิ ของเด็ก เยาวชน ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยให้คณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๓ ซึ่ง จะไปเชื่อมโยงกับกรอบที่ ๓ ต่อไป ไปพิจารณาในรายละเอียด เรื่องของการมีส่วนร่วมทางการ เมืองและการปกครองของประชาชน อันนี้ถือว่าเปึนจุดเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการพูดไป อย่างกว้างขวางว่าเปึ้นเรื่องของการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและให้บทบาทของประชาชนมีมาก ขึ้น ตั้งแต่เรื่องของการมีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติ เรื่องของการถอดถอนผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง รายละเอียดมีค่อนข้างมาก ผมคงจะให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาใน เอกสารเพื่อประหยัดเวลาของที่ประชุมในการที่จะชี้แจง ยกเว้นในบางเรื่องซึ่งเปึนเรื่องที่สำคัญ อย่างเช่น เรื่องของการเพิ่มบทบัญญัติในการออกเสียงประชามติของส่วนท้องถิ่น เรื่องของการ กําหนดให้จํานวนประชาชนที่มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองระดับชาตินี่ให้ ลดจำนวนลงเหลือน้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ ชื่อ และที่ประชุมเห็นว่าให้เหลือ ๒๐,๐๐๐ ชื่อ ในระดับ ท้องถิ่นนั้นก็ลดลงตามสัดส่วนของประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และขณะเดียวกันก็ให้ประชาชนผู้ มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคําร้องต่อศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา ก็คือในระดับชาตินั้นให้ใช้เฉพาะ กรณีของการถอดถอน ส่วนระดับท้องถิ่นก็ให้ใช้ได้กว้างขวางมากขึ้น การมีส่วนร่วมในทางนิติ บัญญัติ ซึ่งอันนี้ก็เปึนประเด็นที่ได้รับข้อเสนอมาจากภาคประชาชนและพี่น้องประชาชนอย่าง กว้างขวางก็คือเราพยายามจะมุ่งเน้นที่จะลดจำนวนผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมายจาก ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เปึ้น ๒๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อให้สิทธินี้สามารถมีผลบังคับใช้ได้จริง และขณะเดียวกันก็ลดจำนวนผู้ เข้าชื่อเสนอกฎหมายจากกึ่งหนึ่งเหลือหนึ่งในสี่ในส่วนของท้องถิ่น ซึ่งอันนี้ในส่วนของท้องถิ่นนั้น ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ในระดับท้องถิ่น และสนใจการเมืองท้องถิ่นก็จะได้ประโยชน์จาก หลักประกันของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับการรับทราบ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ก็มีการขยายสิทธิในกรณีที่รัฐและท้องถิ่นจะทำแผนพัฒนาและ กำหนดนโยบายสาธารณะ เช่นเดียวกันกับเรื่องของให้มีการปกปัองข้อมูลส่วนบุคคล และก็เพิ่ม สิทธิในการติดตามการดำเนินงานของภาครัฐ ในอีกประเด็นหนึ่งนั้นเปึ้นเรื่องของการให้รัฐสภา มีส่วนร่วมในการใช้อํานาจของรัฐภายนอกรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัญหาที่ถกเถียงกันมาก ในทางการเมืองในระยะเวลาที่ผ่านมา ก็คือการทำสัญญาที่ผูกพันงบประมาณแผ่นดิน ในกรณี ที่สำคัญ ๆ ที่กระทบต่อกฎหมายภายใน หรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น ความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ (FTA – Free Trade Area) ซึ่งในกรณีนี้เราจะเห็น ภาพชัดว่าที่ผ่านมารัฐกระทําโดยมิได้ปรึกษารัฐสภา ในจุดนี้ก็จะเน้นในเรื่องของความสําคัญ ของพี่น้องประชาชนในประเด็นที่ว่าจำเปึ้นที่จะต้องให้เรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบจากประชาชน ด้วย ส่วนในด้านของกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมนั้น อันนี้เปึ้นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนอยู่แล้ว เราก็เห็นว่าน่าที่จะดึง เรื่องเหล่านี้มาเปึ้นหลักประกันไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะทำให้สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น นั่นก็คือสนับสนุนส่งเสริมให้มีพื้นที่ หรือเวทีสาธารณะ สภาชาวบ้าน พื้นบ้านระดับพื้นที่หรือระดับจังหวัด ซึ่งอันนี้เปึ้นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ จัดให้มีกลไกส่งเสริมสนับสนุนการเมืองที่เราเรียกกันว่า การเมืองภาคพลเมือง โดยจัดตั้ง กองทุนการเมืองภาคพลเมืองเพื่อให้ประชาชนจัดทำนโยบาย กฎหมาย ข้อบัญญัติท้องถิ่น จัดเวทีนโยบายสาธารณะ จัดสภาชาวบ้าน จัดกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งของการเมือง ภาคพลเมืองเปึนหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ต้องถือว่าเปึนความก้าวหน้าอย่างมากของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ภาคเอกชนนะครับ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการ ตรวจสอบภาครัฐ คือเดิมนั้นเราจะพบว่าภาคเอกชนของเราที่มีบทบาทกว้างขวางบางครั้ง ก็ถูกละเลย ก็จะให้มีกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ชัดเจน เปึ้นเจตนารมณ์ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะไปออกเปึนกฎหมายต่อไป อีกด้านหนึ่งซึ่งได้ทั้งจาก ความคิดเห็นของประชาชน งานวิจัยในทางวิชาการ ตลอดจนความก้าวหน้าของวิชาการ ด้านกฎหมายมหาชน เราพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิชุมชนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ก็ถือว่าให้สิทธิดังกล่าวนั้นมีการรับรองและบังคับใช้ ด้วยการคุ้มครองสิทธิการมีส่วนร่วม รับรองให้มีสิทธิฟัองหน่วยงานของรัฐ แต่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คุ้มครอง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสมบูรณ์ยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยรับรองให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมซึ่งครอบคลุมชนกลุ่มน้อยและชุมชนท้องถิ่น ความจริงในที่ประชุมมีการพูดกันถึงเรื่องชุมชนพื้นเมือง แต่ว่าคณะกรรมาธิการได้ตัดความเห็น ในเรื่องนี้ออกนะครับ มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้รับเสียงเข้ามาจากบรรดาผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นค่อนข้างมาก และเราก็เห็นว่าบทบาท ขององค์กรปกครองท้องถิ่นนั้น ควรที่จะเปึนบทบาทที่มีความชัดเจนและมีส่วนคู่ขนานกับ การพัฒนาเช่นเดียวกับการเมืองในระดับชาติ เรื่องของการกระจายอำนาจปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นจึงมีการพูดกันอย่างกว้างขวางในคณะอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๑ และที่ประชุมของ กรรมาธิการทั้งหมดก็เห็นด้วยในประเด็นที่สำคัญก็คือ ๑. การกระจายอำนาจให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ความจริงเมื่อเช้านี้ก็มีผู้บริหารท้องถิ่นจากภาคอีสานนี่นะครับ โทรศัพท์เข้ามาแล้วก็ขอคุยในเรื่องนี้ และผมก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจไปว่าเปึ้นเรื่องที่เรา สามารถวางบทบัญญัติเรื่องนี้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ แต่ว่าในรายละเอียดต่าง ๆ นั้น มันต้องมีกฎหมายรองรับ ก็คือกฎหมายลูกของการปกครองท้องถิ่น เรื่องของการ กระจายอำนาจในด้านการคลัง การบริหารบุคคล และกิจการสาธารณะ ขีดเส้นใต้คำว่า กระจายอำนาจ นะครับ จะไม่ไปถูกบล็อก (Block) อยู่ตรงจุดใดจุดหนึ่งของระบบงานภาครัฐ ต้องกระจายอำนาจลงไปสู่ส่วนท้องถิ่นโดยตรง และให้จังหวัดที่มีความพร้อมสามารถ ปกครองตนเองได้ โดยผ่านการลงประชามติของประชาชนในพื้นที่ร่วมตัดสินใจกับราชการ ส่วนกลางนะครับ ทีนี้ในเอกสารนี่เราใช้คำว่า รัฐบาลกลาง ตอนที่ของอนุกรรมาธิการ แต่ว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าคํานี้เราจะไม่ใช้ เพราะประเทศไทยไม่มี คําว่า รัฐบาลกลาง กับรัฐบาลท้องถิ่น ก็ให้แก้ไข โดยยังคงราชการส่วนภูมิภาคไว้และกำหนดเรื่องความ เชื่อมโยงระหว่างราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นนะครับ ส่วนความพยายามในการที่จะมีผู้นำเสนอเรื่อง การกระจายอำนาจไปสู่กลุ่มจังหวัด บนฐานวัฒนธรรมนั้น ที่ประชุมคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วยนะครับ ในเรื่องของอํานาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้มีผลในทางปฏิบัติ ให้มีอำนาจในการศึกษา การบำรุงรักษา ศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งทรัพยากรสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็ให้เปึนไปตาม กฎหมายบัญญัติ โดยต้องกำหนดในบทเฉพาะกาลถึงช่วงระยะเวลาในการจัดทำกฎหมาย ทางด้านต่าง ๆ นะครับ ซึ่งอันนี้ที่ประชุมตัดคําว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไปนะครับ ในความเห็นของ คณะอนุกรรมาธิการ เรื่องของการกําหนดวาระการดํารงตําแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นนั้นจะ ไม่มีการกําหนด ไม่ควรกําหนด ในกฎหมายรัฐธรรมนูญจะไม่พูดเรื่องนี้ไว้นะครับ คุณสมบัติของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ต้องทบทวนเพื่อปัองกันผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอันนี้ก็เช่นเดียวกันกับ ในระดับชาติ เพราะคําว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน นั้นทําให้ก่อให้เกิดปัญหาของการใช้อํานาจรัฐ ที่ทำให้ความขัดแย้งในสังคมสูงมากในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เรื่องของการบริหารงานบุคคล ท้องถิ่นก็จะเน้นในเรื่องของการที่จะให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นที่เปึนกลาง ต้องขีดเส้นใต้คำว่า เปึนกลาง นะครับ แล้วก็ เปึนเอกภาพ และเปลี่ยนชื่อ พนักงานท้องถิ่น เปึ้น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น อันนี้เปึนความเห็นที่เข้ามาจากการแสดงความคิดเห็นของ บรรดาพนักงานท้องถิ่นที่ทำงานอยู่ในส่วนต่าง ๆ หลายแห่งนะครับ มีเอกสารเข้ามา มากมาย และก็คําว่า ข้าราชการ นี่ดูเหมือนว่าจะเปึนคําที่ทุกคนในประเทศไทยยังถือว่ามีส่วน ที่จะทำให้มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจสาธารณะมากขึ้น การกำกับดูแลท้องถิ่นนั้น ก็จะส่งเสริมให้มีระบบกลไกที่เปึนอิสระในการติดตาม กำกับ ตรวจสอบ และประเมินผลที่ เปึนกลางและมีเอกภาพ ขณะเดียวกันปัญหาใหญ่ที่อยากจะเรียนต่อที่ประชุมและสื่อไปยัง บรรดาผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหลายด้วยนะครับ เพราะอันนี้มีความเห็นเข้ามามาก และที่ประชุม ก็เปึนเรื่องที่น่าจะมีการบัญญัติไว้ ก็คือมีมาตรฐานกลางที่ชัดเจนในการติดตาม กำกับ ตรวจสอบ และประเมินผล ทั้งนี้เพื่อจะทำให้มาตรฐานของการบริการสาธารณะของท้องถิ่น ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเปึน และเวลานี้ก็จะเห็นว่าความลักลั่นของมาตรฐานเหล่านี้ ก็มีอยู่ในที่ต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ส่วนในเรื่องของการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างราชการ ส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ที่ประชุมเห็นว่าต้องมีการไปปรับ และให้ชัดเจนของการแบ่งอำนาจ การมอบอำนาจ และการกระจายอำนาจ ทั้งนี้เพื่อที่จะ ให้จังหวัดในฐานะที่เปึนส่วนภูมิภาคนั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างแท้จริงในการบริหารงาน ทางด้านต่าง ๆ ที่เปึนประโยชน์และเปึนไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน
ในหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของชนชาวไทย ก็มีการพูดถึงเรื่องของการเพิ่มเติม หน้าที่ของชนชาวไทยเฉพาะที่จำเปึน เช่น การลงประชามติ ส่วนหน้าที่ของสถาบันครอบครัว หน้าที่ในการเสียภาษีอากร รวมทั้งภาษีอื่น ๆ นั้นก็ตัดออกนะครับ เรื่องของการเลือกตั้งนั้น ให้ กําหนดเรื่องสิทธิเลือกตั้งนั้นเปึนหน้าที่นะครับ เรื่องของคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ควรมี หน้าที่ที่กําหนดไว้ชัดเจนหรือไม่ ซึ่งมีความเห็นเสนอเข้ามานี่นะครับ เราก็คิดว่าเรื่องนี้ก็ตัดออก นะครับ ส่วนข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เปึ้นไปตามหลักการบริหาร ราชการบ้านเมืองที่ดี รวมทั้งเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม ที่ประชุมเห็นว่าเปึ้นเรื่องที่สำคัญ นะครับ เพราะเปึนปัญหาหนึ่งที่ทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมามีปัญหา ถึงแม้ว่าหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดีนั้นจะถูกกำหนดไว้เปึ้นหลักเกณฑ์ แต่ก็ยังต้องเร่งที่จะทำ ให้มีการดำเนินการเรื่องนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เห็นควรเพิ่มประเด็นว่า สิทธิของคนไทยใน ต่างประเทศนะครับ ในด้านของหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงเลือกตั้งนี่ก็ให้เปึนไปตาม กฎหมาย
ในหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็ยังใช้ชื่อเดิม แม้ว่าจะมีข้อเสนอ ให้เปลี่ยนชื่อของหมวดนี้ เมื่อใช้ชื่อเดิมแล้วนี่ก็มากำหนดว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐสําคัญ ต้องมีสภาพบังคับ ทั้งนี้เพื่อให้แนวนโยบายที่สำคัญและส่งผลกระทบโดยตรงต่อส่วนร่วม มีหลักประกันและมีผลใช้บังคับ เช่น การมีส่วนร่วมของประชาชน การกระจายอำนาจ กระบวนการยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง การใช้ที่ดิน เด็ก เยาวชน และครอบครัว การศึกษาและวิจัย การสาธารณสุข เสรีภาพ ของสื่อ นอกจากนี้แล้วที่ประชุมเห็นว่าน่าที่จะมีการกำหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเพิ่มเติม ก็คือเพิ่มเติมนโยบายเกี่ยวกับฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายตุลาการ และองค์กรตรวจสอบ ประการที่ ๒ นั้นเพิ่มเติมเรื่องของรัฐพึงปฏิรูปการจัดเก็บภาษีอากรให้เปึ้นธรรมและให้เพียงพอที่จะดำเนิน ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เรื่องที่ ๓ เห็นควรที่จะกำหนดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันนี้เปึนความเห็นที่มาจากการรับฟังความคิดเห็นของ สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาการ และขณะเดียวกันก็เปึนความคิดเห็นที่ได้จากที่ประชุมรับฟัง จากการประชุมร่วมของกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและประชามติ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ที่ผ่านมา เรื่องของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้ ความเห็นในการตรากฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกระทบต่อประชาชนใน ระยะยาว ขณะเดียวกันในประการที่ ๕ ก็เห็นควรที่จะส่งเสริมเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และมีกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในประการที่ ๖ นั้นเปึ้นเรื่องที่รับรองให้มีการ จัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนนิติบัญญัติ ซึ่งความจริงเรื่องนี้ได้มีการทำล่วงหน้าไป แล้ว แต่ว่าก็ดูเหมือนว่าเพื่อปัองกันความลักลั่นที่จะเกิดขึ้นในระบบราชการในอนาคต หรือ อาจจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า หยุดนิ่ง ก็จะทำให้เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่สมจริง ทั้งนี้เพราะว่าเรื่อง ของแผนบริหารราชการแผ่นดินเปึนเรื่องที่สำคัญ และไม่ควรที่จะเปึนเรื่องของทางการเมือง ประการที่ ๗ รัฐพึงสนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้รักสามัคคี ประการที่ ๘ นั้นเปึ้นเรื่องของการ ให้องค์กรดูแลการปฏิรูปกฎหมายและตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐ ทั้งนี้เพื่อที่จะ ทำให้ไม่เกิดปัญหาเรื่องที่ไม่มีการบัญญัติกฎหมาย แม้จะมีเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญระบุไว้ แล้ว ในประการที่ ๙ กำหนดให้มีแนวคิดเรื่องความเข้มแข็งของพลเมือง และในประการ สุดท้ายในกรอบนี้ ในกรอบที่ ๑ ก็คือเรื่องของการแยกเรื่องศิลปะวัฒนธรรมออกจากการศึกษา ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้เรื่องของการดำเนินการในเรื่องนี้มีจุดมุ่งเน้นที่มีสาระสำคัญชัดเจนมากขึ้น อันนี้เปึ้นสาระสำคัญของข้อพิจารณาในกรอบที่ ๑ นะครับ ขอเชิญท่านไพโรจน์พูดในเรื่องของ กรอบที่ ๒ ครับ