สภาร่างรัฐธรรมนูญ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๐

วิชา มหาคุณ หารือเรื่องกรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาล โดยขอสรุปความเห็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลยุติธรรม และการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรม รวมถึงการกำหนดหลักประกันความอิสระและความเที่ยงธรรมในกระบวนการของศาลยุติธรรม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเปึนประธานอนุกรรมาธิการ กรอบที่ ๓ ว่าด้วยองค์กรตรวจสอบอิสระและศาลครับ ขอสรุปความเห็นของกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับกรอบที่ ๓ ทั้งนี้เนื่องจากว่าในการประชุมระดมความคิดเห็นที่ชะอำไม่มีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการ ในเรื่องของกรอบที่ ๓ ได้เสร็จทัน ก็เลยต้องมาต่อที่กรุงเทพมหานคร และขณะนี้ก็ยังค้างอยู่ ก็คงจะเสร็จสิ้นได้ในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นกระผมก็ขอสรุปความเห็นในบางประเด็นที่ได้ประชุม ไปบ้างแล้วนะครับ ก็ขอรบกวนเวลาของท่านสมาชิกนะครับ โดยเฉพาะท่านที่ต้องการ จะอภิปรายเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็น

สำหรับประเด็นที่ ๑ ที่ได้พิจารณาไปแล้วก็คือกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องขององค์ประกอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้ว เห็นด้วยกับจำนวน ๙ คน แต่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในบางส่วนนะครับ กล่าวคือ สำหรับ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ๓ ท่านนั้น เห็นด้วยนะครับ ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ๒ ท่าน ก็เห็นด้วย แต่สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในด้านนิติศาสตร์อีก ๒ ท่านนั้น ให้รวมถึงตุลาการในศาลทหารสูงสุดด้วย และเห็นสมควร แก้ไขในเรื่องของผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ เห็นว่าให้เพิ่มว่า เปึ้น หรือสังคมศาสตร์อื่น และให้มีจำนวน ๒ ท่าน โดยให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้าน การบริหารราชการแผ่นดิน สำหรับอำนาจหน้าที่ เห็นให้คงอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายต่าง ๆ และให้เห็นสมควรในกรณีที่จะต้องพิจารณา ในกรณีของการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งเดิมได้ให้ทางฝ์ายศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ก็เห็นสมควรยกอํานาจหน้าที่นี้ให้กับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมือง นอกจากนี้ปัญหาในเรื่องของการเลือกตั้งในคดีเลือกตั้งและคดีคุณสมบัติต้องห้าม ของ สส. สว. ความสิ้นสุดของรัฐมนตรีก็ให้เปึนหน้าที่ของศาลฎีกาเปึ้นผู้วินิจฉัย นอกจากนี้ ประเด็นปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยก็คือความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วย สำหรับวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเห็นกัน ว่าเปึนประเด็นที่มีความบกพร่องที่สุดในกระบวนการที่เปึ้นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คือไม่มีตัวพระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาโดยตรง ก็เห็นสมควรให้มีพระราชบัญญัติว่า ด้วยวิธีพิจารณา แล้วก็นอกจากนี้ก็ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีอํานาจในการออกข้อกําหนด เกี่ยวกับรายละเอียดเพิ่มเติมจากตัวพระราชบัญญัติเพื่อความสะดวก และให้มีการกำหนด บทบัญญัติในเรื่องละเมิดอํานาจด้วยครับ องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ตามที่ได้กําหนดไว้ว่าให้มีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์นั้น กําหนดให้มี จำนวน ๕ คน ประกอบไปด้วย ๑. ท่านประธานศาลฎีกา ๒. ประธานศาลปกครองสูงสุด ๓. คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ๔. ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำหรับความเห็นเดิม ของอนุกรรมาธิการให้มีประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้นเห็นสมควรว่าน่าจะเปึนบุคคลอื่น เพราะว่า เปึนการพิจารณาองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ทางคณะอนุกรรมาธิการก็จะได้ ดำเนินการปรับปรุงต่อไปว่าควรจะเปึนท่านผู้ใดนะครับ สำหรับการดำรงตำแหน่งนี้ก็เห็นด้วย ว่าให้เปึนตำแหน่งถาวร ศาลต่อไปคือศาลปกครอง เห็นว่าควรแก้ไขอำนาจศาลปกครอง ให้ครอบคลุมถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจของทางการปกครองขององค์กรอิสระ อื่น ๆ ได้ ความเปึนอิสระของศาลก็ควรจะมีการบัญญัติรับรองความเปึนอิสระของศาลปกครอง เอาไว้ด้วย ต่อไปคือศาลยุติธรรมครับ องค์ประกอบที่จะต้องพิจารณานะครับ แก้ไขจากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คือองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ก็เห็นสมควรให้มีการ ปรับปรุงองค์ประกอบโดยให้มีตัวแทนจากศาลฎีกา จำนวน ๖ ท่าน ศาลอุทธรณ์ ๔ ท่าน แล้วก็ศาลชั้นต้น ๒ ท่าน โดยให้แต่ละชั้นศาลนี่เลือกกันเองนะครับ นอกจากนี้ก็ให้มีตัวแทน ของวุฒิสภานี้คงเดิมไว้ ๒ ท่านนะครับ และกําหนดให้มีประเด็นเรื่องการสร้างหลักประกัน ความอิสระและความเที่ยงธรรมในกระบวนการของศาลยุติธรรมด้วยครับ อำนาจของศาลฎีกา ก็เห็นสมควรให้มีการกำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายหรือคดีที่มี ความสำคัญ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นสมควรให้พิจารณานะครับ ต่อไปเห็นสมควรให้มี การกำหนดให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและดำเนินการ พิจารณาโดยเร็ว โดยให้ใช้ระบบไต่สวนแทนระบบกล่าวหาครับ การจ่ายค่าทดแทนนี่ ทางกรรมาธิการไม่เห็นด้วยที่เพิ่มให้มีการจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้ต้องหาในคดีอาญาครับ คงให้ จ่ายเฉพาะจำเลยในคดีอาญาตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ต่อไปคือบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ ความซ้ำซ้อนในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ซึ่งเขียนรายละเอียดเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญามาลงไว้เกือบจะทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็เห็นสมควรให้ปรับปรุงใหม่นะครับ ทั้งบทบัญญัติที่ซ้ำซ้อนกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพระธรรมนูญศาล ยุติธรรม โดยกำหนดหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ครับ ประเด็นที่มีความสำคัญต่อไปคือการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรม เห็นสมควรให้มีบทบัญญัติให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ได้โดยง่าย โดยให้สิทธิ เช่น ให้สิทธิแก่ประชาชนตามจำนวนที่กำหนดในการฟัองร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงเกี่ยวกับความขัดแย้ง เกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพของเขา และให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับช่องทางให้ศาลใดศาลหนึ่งรับพิจารณาคดีของประชาชนได้โดยที่จะ ปฏิเสธความยุติธรรมของประชาชนไม่ได้ครับ นอกจากนี้ให้รัฐจะต้องตั้งหน่วยงาน หรือกำหนดให้มีความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ยากไร้ นอกเหนือจากมีการ ตั้งทนาย ซึ่งสนับสนุนในด้านงบประมาณอยู่แล้วครับ ต่อไปก็คือในเรื่องของปัญหา การพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งก็เห็นสมควรให้การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นนี่ ให้ศาลจังหวัดเปึ้นผู้พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับปัญหาการไม่ชอบของการเลือกตั้ง ส่วนในระดับชาติก็ให้ศาลฎีกาเปึ้นผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยคดีเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งที่ กกต. เคยพิจารณาครับ เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด สำหรับศาลทหารยังไม่ได้พิจารณา ส่วนประเด็น อื่น ๆ ที่มีความสำคัญคือเรื่องระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาและตุลาการ ก็เห็นด้วยว่าผู้พิพากษา ตุลาการ ควรดำรงตำแหน่งได้ถึงอายุ ๗๐ ป้บริบูรณ์ แต่ว่าให้ไปกำหนดไว้ในกฎหมายตัวพระราชบัญญัตินะครับ สำหรับกรณีที่ว่าให้ประธาน ศาลฎีกามีที่มาโดยให้เลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็ยังไม่เห็นด้วย อำนาจของหน่วยงาน อิสระ ในการเสนอกฎหมายก็เห็นว่าให้ศาลและองค์กรอิสระสามารถเสนอกฎหมายต่อรัฐสภา ได้โดยให้เปึนกฎหมายที่เกี่ยวกับความเปึนอิสระขององค์กรนั้น ๆ เกี่ยวกับองค์กรนั้น ๆ เอง หรือศาลเองนะครับ ในเรื่องเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ ขององค์กรอิสระและศาลก็เห็นสมควรให้เพิ่มสำหรับพนักงานอัยการ โดยหลักการที่จะ บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๓ ด้วยครับ ไม่เพิ่มนะครับ อยู่ในมาตรา ๒๕๓ แต่เห็นด้วยในหลักการ ก็คงจะไปกำหนดในรายละเอียดต่อไปครับ สำหรับความเปึนอิสระของพนักงานอัยการ ก็เห็นสมควรให้รัฐสภาเปึ้นผู้เลือกอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการได้รับการรับรอง ความเปึนอิสระครับ ในการดำเนินคดีในเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครับ สำหรับบทบัญญัติพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการตรวจสอบและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทางอาญาทั้งระบบนะครับ โดยเห็นสมควรให้มีตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะมาเปึนผู้ร่วมกันดำเนินการเปึนคณะกรรมการ ส่วนว่ารูปแบบจะเปึนอย่างไร ก็คงจะต้องพิจารณากันต่อไป หลักเกณฑ์พื้นฐานของกระบวนพิจารณาก็ควรจะเปึ้นเช่นเดิม นะครับ ก็รับไปพิจารณาว่าให้คู่ความในกระบวนพิจารณามีสิทธิตามหลักฟังความคิดเห็น ๒ ฝ์าย การพิจารณาโดยเป่ดเผย และผู้พิพากษาหรือตุลาการต้องเปึนกลางครับ สำหรับ คณะกรรมการต่อไป คือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เห็นสมควรให้มีรูปแบบการสรรหา คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการ ปปช. ครับ อำนาจหน้าที่ก็ให้คณะกรรมการนี้วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับวินัยงบประมาณและการคลัง โดยเมื่อ วินิจฉัยแล้วนี่ก็สามารถที่จะโต้แย้งหรือขึ้นสู่ศาลปกครองได้นะครับ โดยอาจจะดำเนินการในรูป ของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทครับ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็มีหน้าที่กำกับ ดูแลผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและค่านอำนาจซึ่งกันและกันนะครับ คณะกรรมการรูปแบบ ต่อไปก็คือผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เห็นสมควรเพิ่มจำนวนผู้ตรวจการแผ่นดินฯ จากเดิม ๓ ท่าน เปึ้น ๕ ท่าน แล้วก็กำหนดให้มีตำแหน่งประธานด้วย และให้หยิบยกปัญหาเดือดร้อน ของประชาชนหรือปัญหาต่อสาธารณะขึ้นพิจารณาเองได้ในทันที โดยเพิ่มอำนาจผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาในการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย สำหรับการสรรหา ก็ให้มีรูปแบบของ การสรรหาเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการ ปปช. ครับ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะต้องเผยแพร่รายงานนั้นต่อสาธารณชน ด้วยครับ คือเพิ่มเติมจากที่เคยรายงานโดยตรงต่อรัฐสภาครับ สำหรับประเด็นอื่น ๆ ก็ยัง ไม่ได้พิจารณา แต่ว่าอยากจะเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับว่า ในการพิจารณาของเราได้นำเอาความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งความคิดเห็นที่ได้รับจาก การออกเวทีของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนี่ นะครับ ได้เอามาพิจารณาทุกครั้งครับ ไม่ใช่ละเลยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ได้โปรดสบายใจได้ นะครับว่าเราเอามาพิจารณาตลอดเวลาครับ แล้วก็ได้ประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ครับ ขอบพระคุณมากครับ