เฮลม์ ทินกูล หารือเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะปัญหาการเข้าถึงการศึกษาสำหรับเด็กเล็กของคนยากไร้ และเสนอให้รัฐธรรมนูญครอบคลุมเรื่องนี้ นอกจากนี้ เศวต์ ทินกูล ยังหารือเรื่องหน้าที่ของพลเมืองในการออกเสียงเลือกตั้งและประชามติ โดยมีความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติหน้าที่ออกเสียงเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างฯ พิจารณาอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ เศวต์ ทินกูล ยังหารือเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า แก่เกษตรกรในพื้นที่เกษตรกรรมที่ล้าหลัง และเสนอให้รัฐจัดให้เพื่อสร้างงานและรายได้ให้เกิดขึ้น นอกจากนี้ เศวต์ ทินกูล ยังหารือเรื่องรถไฟที่ควรเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกลที่ไม่มีรถไฟ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เศวต์ ทินกูล สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนเกษตรกรครับผม ผมขออภิปรายในหัวข้อเรื่องของ การศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วนะครับ มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องว่า ในฐานะที่ผมเปึ้นเกษตรกรด้วย และเปึนผู้ใช้แรงงานด้วย ผมเห็นปัญหาว่าเด็กเล็กนะครับ ท่านประธาน เด็กเล็กของคนยากไร้ ผู้ใช้แรงงาน ผู้ปกครองไม่มีความสามารถในการที่จะนำไป สถานอนุบาลเด็กอ่อนหรือเด็กเล็กนะครับ ก็จะลำบากมากตรงนี้ครับ แล้วก็เมื่อเขียนขั้นพื้นฐาน ก็ตีความกันว่าเปึน ป. ๑ เปึนต้นไป อนุบาลก็เหมือนกันครับ ปรากฏว่านักเรียนอนุบาลเด็กเล็ก ไม่ได้กินนม พ่อแม่ต้องเอาเงินไป หรือว่าเขามีศูนย์เด็กเล็กต้องเอาเงินจากส่วนอื่น ถ้าหากว่า ท่านกรรมาธิการจะเขียนครอบคลุมถึงเด็กเล็กด้วย แล้วก็อนุบาลด้วย ก็จะเปึ้นประโยชน์ยิ่ง กับพี่น้องประชาชนคนยากไร้ คนยากคนจน ก็คงจะเข้าใจ ผมคงไม่อภิปรายมากในส่วนนี้ ก็อยากจะให้เขียนตรงนี้เปึนเรื่องที่สำคัญมาก และเปึนพื้นฐานของความมั่นคง พื้นฐานทุกสิ่ง ทุกอย่างของประเทศด้วยนะครับ
ต่อไปก็เปึ้นเรื่องของหน้าที่ชนชาวไทยนะครับ ไม่เกี่ยวกับส่วนของการใช้สิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง ที่เขียนไว้เปึนหน้าที่นะครับ ด้วยความเคารพ ผมค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย การออกเสียงประชามติครั้งนี้ในเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญเราก็กําหนดให้เปึ้นสิทธิครับ แต่พอเราไปเขียนบัญญัติไว้ในกระบวนการออกเสียงประชามติหรือการเลือกตั้งเปึ้นหน้าที่ ผมกำลังถามว่าอะไรเกิดขึ้น เรากลับหลักหรือครับ หรือเราคิดเห็นที่เปลี่ยนไปแล้วชั่วข้ามคืน ซึ่งถ้าเปึนหน้าที่ก็จะเกิดความวุ่นวายตามมาเรื่องของไปออกเสียงต่างประเทศ วุ่นวายเรื่องของผู้ใช้แรงงานอพยพแรงงานมาต้องรีบกลับบ้าน ไม่สะดวกต่อการออกเสียง นอกหน่วย นอกพื้นที่ หรือถ้าออกเสียงนอกพื้นที่ก็มีกระบวนการจัดตั้งในการที่จะซื้อคะแนนกัน คือ ต้อนเข้าคอก เขาเรียกว่า ต้อนเข้าคอก นะครับ แบบนี้ก็จะเกิดปัญหาเกิดขึ้นตามมา อีกมากมายหลายประการ และประการที่สําคัญก็คือว่าตัวรัฐธรรมนูญเราถ้าบัญญัติไว้อย่างนั้น เราก็ไปละเมิดจํากัดสิทธิเสรีภาพในหมวดสิทธิเสรีภาพของเราเอง ทําไมเราไม่บัญญัติว่า เปึ้นสิทธิล่ะครับ ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ทํา ทํา ใครใคร่ไป ไป ถ้าเขามีจิตสํานึก มีการกระตุ้น ต่อมสำนึกขึ้นมาเขาก็ไป เราไม่ต้องไปบังคับกะเกณฑ์ การบังคับกะเกณฑ์ก็ให้เกิดการบังคับคน ก็ลำบาก เสียสะตุ้งสตางค์กับรัฐบาล เสียภาษีโดยใช่เหตุนะครับ แล้วสิ่งที่ผ่านมาการลงคะแนน นอกประเทศนี่ทั่วโลกมันลำบากมาก แล้วเราก็จะถามต่อไปว่าคนที่เขาไปอยู่ต่างประเทศ ใครบังคับเขาไป ไม่มีใครบังคับ แต่เราก็ยังจะตามไปบังคับเขาอีก มันไม่ถูกต้องหรอกครับ เพราะฉะนั้นมันก็จะตามมาในเรื่องของร้องเรียนการเลือกตั้ง ไปใช้สิทธิหรือเปล่า ไม่ใช้สิทธิ หรือเปล่า ทิ่มแทงกันตลอด เปึนประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ กันมา แล้วเกิดความขัดแย้ง ในบ้านในเมืองอยู่ตลอดเวลา ผมสังเกตดูแล้ว ประเภทร้องเรียนก็ต้องแอบดูว่าคนนั้นไปใช้สิทธิ หรือเปล่าครั้งต่อไป ก็มีปัญหาทางปฏิบัติอยู่อีกว่า กกต. เอาชื่อขึ้นไหม บางคนก็บอก ผมไปใช้สิทธิแล้วทําไมชื่อเสียสิทธิ ผมไปสมัคร สส. ท้องถิ่นอะไรก็ไม่ได้ ศอบจ. อะไรก็ไม่ได้ วุ่นวายกันไปทั่วหมดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อความวุ่นวายเข้าไปสู่กระบวนการสอบสวนทวนความ ก็เสียเงินอีก ไปหาศาลก็เสียเงินอีก ต้องนำสืบกันอีก เกิดความขัดแย้งในบ้านในเมืองเกิดขึ้น อย่างนี้เปึนต้น ผมจึงขอฝากท่านประธานถึงกรรมาธิการยกร่างฯ ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ นะครับในประเด็นส่วนนี้เพราะว่ามันสําคัญมาก และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้วย ความขัดแย้ง ความแตกแยกในประเทศด้วยนะครับ
ต่อไปก็เปึ้นเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในหลายคราวมาแล้ว ผมได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของสาธารณูปโภคพื้นฐาน คือถนนไปนา ไฟฟั้าไปไร่ คือ เราต้องเข้าใจนะครับท่านประธาน ว่าเรามีพื้นที่ในหลายพื้นที่ทุรกันดารในเขตภาคเหนือ และภาคอีสาน เปึนต้นนะครับ เยอะมาก จะนำไปสู่เรื่องความมั่นคงเกี่ยวกับการเศรษฐกิจ การทำมาหากิน การสร้างรายได้ การทำงาน มาสู่กระบวนการจีดีพีครับ คือถ้าหากว่า เดี๋ยวนี้พี่น้องประชาชนไปไร่ไปนาเราไม่มีไฟฟัาไปถนนเล็ก ๆ ไปให้เขา เขาไปไม่ได้ ผลผลิตก็เอาออกจากไร่นาไม่ได้ แล้วก็ไฟฟัามันเปึ้นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้ลดต้นทุน การผลิตนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องสนับสนุนคนไปอยู่แปลงนา เพื่อให้เขาได้สร้างสรรค์ พัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง การผลิตของตนเองเกิดขึ้นมา ประดิดประดอยเกิดขึ้นมา สังคมก็จะสงบสุขครับ เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าถ้าเขาอยู่ในขบวนการอยู่ใน แปลงนาเขา อยู่บ้านในแปลงนา เขาก็อยู่ในเรื่องของข้าวไม่ได้หา ปลาไม่ได้ซื้อ หรือว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เขาก็จะมีเหลือกิน เหลือใช้จะได้ขาย เข้าสู่แนวทางปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงอย่างนี้เปึนต้นครับ มันเรื่องที่สำคัญแต่ว่าถ้าเขียนกว้าง ๆ ไปนี่มันครอบคลุม ทั้งประเทศทั้งหมดทุกพื้นที่นี่มันอาจจะกระทำไม่ได้ ผมอยากจะเสนอให้ว่า รัฐต้องจัดสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟัา แก่ที่ดินเกษตรกรในเขตการเกษตรล้าหลัง เพราะเดี๋ยวนี้มีบัญญัติคำว่า การเกษตรล้าหลัง อยู่ครับ ในเขตเศรษฐกิจล้าหลัง ของกระทรวงเกษตรฯ เขาอยู่ว่าพื้นที่ไหนเปึนพื้นที่ที่ดินไม่ดี หรือชาวไร่ ชาวนา เขาทำ การเกษตรไม่ก้าวหน้า มีปัญหาในการบริหารจัดการและก็ยากจน เขาก็กำหนดเขตไว้เปึน พื้นที่ พื้นที่ อย่างนี้จะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้เกิดขึ้น และก็นำไปสู่หลายสิ่ง หลายอย่างที่เกิดการพัฒนา เลิกการซื้อสิทธิ ขายเสียง หรือการได้รับความรู้ การเรียนรู้ ที่ดีขึ้นนะครับ
และอีกอย่างอย่างสุดท้ายที่สำคัญนะครับ เรื่องของรถไฟนะครับ อยากให้ บัญญัติเปึ้นสาธารณูปโภคพื้นฐานในเรื่องของรถไฟ เพราะสำคัญมาก เพราะทุกพื้นที่ใน ประเทศไทยบริโภคน้ํามัน ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น ไม่เท่าเทียมกัน ผมอภิปรายคราวก่อนครั้งหนึ่ง แล้ว เมื่อมันไม่เท่าเทียมกัน คนอยู่ไกลหาเงินก็ยาก รายได้น้อย กลับซื้อของแพง แล้วในทาง กลับกันจะเอาพืชผลทางการเกษตร หรือว่า โอทอป์ (OTOP – One Tambon One Product) หรือว่าผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไปขายก็ยาก เพราะจะต้องไปเหมารถสิบล้อ ไปทำขบวนการ ที่ต้นทุนมันแพงนะครับ ถ้ามันมีรถไฟเขาก็อาจจะ แพ็ก (Pack) ผลผลิตทางการเกษตร ยกตัวอย่างเช่น เขาปลูกองุ่น แบล็ก ควีน (Black Queen) ราคากิโลนึ่ง สองสามร้อย เขาก็อาจจะแพ็กไป ๑๐ แพ็ก ฝากรถไฟไป แล้วก็มียี่ปัูว ซาปัูวที่เขาอยู่ตามสายทางเขามารับ มีการติดต่อสื่อสาร เดี๋ยวนี้โลกมันทันสมัยทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เขาก็ส่งไปได้ ย่อย ๆ เขาก็ได้มีเงินใช้จ่ายหมุนเวียน จังหวัดข้องผมเองนครพนม รถไฟนี่ผมได้ยินมาตั้งแต่ สมัย จอมพล สฤษดิ์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว บ้านเมืองของผมก็กลายเปึนว่าเปึ้นเกษตรล้าหลัง ประชาชนก็ จีดีพี ต่ำที่สุด การศึกษาก็ต่ำที่สุด เพราะเหตุเดียวก็คือว่าบ้านเมืองก็รกร้างทุกวัน ก็เพราะว่าไม่มีรถไฟมา ซื้อน้ำมันแพง ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้นแพง พืชผลทางการเกษตร ก็เอาไปไม่ได้ ขายไปมันก็ต้องเน่าหมด เพราะต้องจ้างรถสิบล้อไป มันไม่คุ้มค่าต่อการ จัดการ ดังนั้นอยากจะฝากถึงท่านประธานฝากไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้โปรด พิจารณาเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน เรื่องรถไฟให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย อยู่ในรัศมีไม่น่าจะเกิน ๑๐๐ กิโลเมตร หรือ ๑๕๐ กิโลเมตร ให้ควบคุมเปึ้นพื้นฐาน เปึน แฟซิลิตี (Facility) พื้นฐานของประเทศ อย่างนี้แล้วการพัฒนาประเทศไทยก็จะเปึนไป อย่างต่อเนื่อง เปึ้นระบบ ระเบียบ แล้วก็ประชาชนก็จะช่วยเหลือตัวเองได้ นำความเข้มแข็ง มาสู่ชาติบ้านเมืองต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ