รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๐/๒๕๖๐
วันจันทร์ที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
เรื่องที่ ๒ รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยในคราวประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๙ วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติให้นํา สรุปผลการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ ประจําที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๖๓/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙ ครั้งที่ ๖๔/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อ วันพุธที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิกชั้น ๑ อาคารรัฐสภา และหอสมุดรัฐสภา ก่อนจะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าวนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว รายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จํานวน ๒ เรื่อง
๑. รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
๒. รายงานความคืบหน้าเรื่องการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา
ด้วยที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ มีมติให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ รายงานต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาจํานวน ๒ เรื่อง ซึ่งจัดทําโดย คณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการขับเคลื่อน สืบสานศาสตร์พระราชา ผมจึงได้บรรจุระเบียบวาระเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาในวันนี้นะครับ โดยผมจะให้ที่ประชุมพิจารณารายงาน เรื่อง รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการ จริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อน จากนั้นจะเป็นการพิจารณารายงาน ความคืบหน้าของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชา ตามลําดับนะครับ สําหรับการพิจารณารายงาน เรื่อง รายงานผลการพิจารณาของ คณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นเรื่องสําคัญ และอาจจะมี ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ จําเป็นต้องกําหนดรูปแบบ และแนวทางในการพิจารณารายงานเรื่องดังกล่าว ดังนั้นผมจะกําหนดรูปแบบและแนวทาง พิจารณาดังต่อไปนี้นะครับ ก่อนอื่นทีเดียวก็อยากจะเรียนท่านสมาชิกว่าโดยที่ขณะนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้ประกาศใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนั้นผมจึงขอปรึกษาที่ประชุมว่าจะนําหลักเกณฑ์ข้อบังคับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาบังคับใช้โดยอนุโลมไปพลางก่อนเท่าที่ไม่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญนะครับ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ สําหรับการกําหนดรูปแบบและแนวทางในการ พิจารณา ผมมีข้อหารือดังนี้
๑. ในการพิจารณาเรื่องนี้จะเป็นการประชุมลับตามระเบียบคณะกรรมการ จริยธรรม ข้อ ๓๑
๒. เอกสารประกอบการพิจารณาเป็นเอกสารลับ ผมจะให้เจ้าหน้าที่ นําเอกสารไปให้สมาชิกเซ็นชื่อรับเอกสารและส่งคืนเจ้าหน้าที่หลังจากพิจารณาเสร็จแล้ว เพื่อจะให้เจ้าหน้าที่ทําลายเอกสารดังกล่าวต่อไป และขอความร่วมมือห้ามมิให้นําเอกสารลับ ออกนอกห้องประชุมรัฐสภานะครับ สําหรับเอกสารที่แจกนั้นสาระสําคัญอยู่ในหน้า ๒๐ เพราะว่าเป็นปึกที่หนามาก หนาประมาณเกือบ ๑ เซนติเมตร เพราะฉะนั้นสาระสําคัญ อยู่ที่หน้า ๒๐
๓. การลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรายงานผลการพิจารณา ของคณะกรรมการจริยธรรม ที่ประชุมสภาจะดําเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๒ ซึ่งกําหนดให้นําข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาใช้บังคับกับสมาชิกโดยอนุโลม โดยวิธีการออกเสียง ลงคะแนนลับตามข้อบังคับ ข้อ ๖๔ (๑)
๔. เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาและมีมติเป็นประการใด แล้วจะแจ้งให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องทราบตามระเบียบคณะกรรมการจริยธรรม ข้อ ๓๑ วรรคสอง ผมหารือตามนี้นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีสมาชิกท่านใดความเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามที่ผมขอปรึกษานะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แจกเอกสารประกอบการพิจารณานะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการแจกเอกสาร)
เนื่องจากเป็นการประชุมลับ ผมจะขออนุญาตให้เฉพาะบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประชุม เท่านั้นอยู่ในห้องประชุม และห้ามใช้เครื่องบันทึกเสียง เครื่องบันทึกภาพ หรือเครื่องมือ สื่อสารใด ๆ นะครับ
(ผู้ที่อยู่ในที่ประชุมและผู้เข้าฟังการประชุม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการประชุม ได้ออกไปจากที่ประชุม)
ขอเชิญคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าประจําที่ ๒. ท่านนิกร จํานง ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาปรัชญาทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ๓. พลเอก นคร สุขประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการดําเนินการตามศาสตร์พระราชา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๔. ท่านอภิชาต จงสกุล กรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา อดีตอธิบดีกรมพัฒนา ที่ดิน ๕. นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร ประธานคณะอนุกรรมการกลไกการมีส่วนร่วมสืบสาน ศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๖. ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์การบริหารโครงการเพื่อดําเนินการ สืบสานศาสตร์พระราชาและจัดทําหนังสือ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษา นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ก่อนที่ท่านประธานจะแถลง ผมขอพักประชุม ๑๕ นาทีครับ
(คณะกรรมการเข้าประจําที่)
พักประชุมเวลา ๑๓.๕๘ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๕๙ นาฬิกา
เมื่อท่านประธานคณะกรรมการพร้อมแล้ว ขอเชิญแถลงรายงานครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ในฐานะ ประธานกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ขอเสนอรายงานความคืบหน้า การดําเนินงานโครงการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ดังต่อไปนี้ หลังจากที่ได้มี การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ เป็นเวลาประมาณเกือบ ๔ เดือน แล้วนั้น คณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชาได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา ดําเนินการทั้งหมด ๔ ชุดด้วยกัน
ชุดที่ ๑ คณะอนุกรรมการศึกษาปรัชญา ทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา ซึ่งมีหน้าที่ในการศึกษาปรัชญา ทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชาในหลัก ๆ ได้แก่ศาสตร์แห่งการพัฒนา ศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริทั้งหมด ๒. ศาสตร์แห่งการครองตน โดยการศึกษาศาสตร์ทางด้านคุณธรรมจริยธรรม แล้วก็ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งหลักแนวทางการทรงงาน หลักในการพัฒนาตามแผน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แล้วก็หลัก ของภูมิสังคมในเรื่องศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดําริทั้ง ๖ ศูนย์ ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้มีท่านนิกร จํานง เป็นประธานอนุกรรมการ
ชุดที่ ๒ คณะอนุกรรมการดําเนินการตามศาสตร์พระราชา โดยการศึกษา โครงการตัวอย่างศาสตร์พระราชาใน ๔ ภูมิภาค รวมทั้งโครงการเปรียบเทียบอีก ๓ โครงการ ด้วยกัน โครงการใน ๔ ภูมิภาค ได้แก่ ๑. โครงการในภาคกลางคือโครงการเกษตรรวมใจ ที่จังหวัดนครนายก ๒. โครงการยามชายแดนที่จังหวัดตาก ๓. โครงการโนนดินแดงที่ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ๔. โครงการปศุสัตว์มูโนะที่จังหวัดนราธิวาส นอกจากนั้นยังได้ศึกษา โครงการเปรียบเทียบต่าง ๆ ๓ โครงการด้วยกัน ก็คือ โครงการศูนย์ศึกษาการพิจารณาพิกุลทอง โครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมที่ป่าเขาชะงุ้ม จังหวัดราชบุรี และอีกโครงการหนึ่ง คือโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ของศูนย์การกําลังสํารอง ทางด้านกองทัพเรือ ซึ่งชุดนี้มีท่าน พลเอก นคร สุขประเสริฐ เป็นประธานอนุกรรมการได้ทําการศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างที่ผมเรียนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการได้เดินทางไปดูงานในพื้นที่ต่าง ๆ ประมาณ ๖-๗ ครั้งด้วยกัน
ชุดที่ ๓ คณะอนุกรรมการกลไกการมีส่วนร่วมในการสืบสานศาสตร์พระราชา อย่างยั่งยืน ได้มีการศึกษาถึงองค์กรต่าง ๆ ที่จะมีส่วนร่วมในกลไกการสืบสาน ศาสตร์พระราชา ได้แก่ องค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน สื่อมวลชน องค์กรทางด้านวิชาการ ภาคประชาชน และทางด้านศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคประชาชนได้มีการสัมมนา ในพื้นที่เพื่อศึกษาโครงการทฤษฎีใหม่ต่าง ๆ โดยใช้รูปแบบของทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาเป็นรูปแบบ ซึ่งในโครงการอันมีส่วนร่วมนี้ได้มีการศึกษาทั้งการมีส่วนร่วมในเชิงนโยบาย และแผน และโครงการมีส่วนร่วมในเชิงปฏิบัติการ โดยมีท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร เป็นประธานอนุกรรมการ
ชุดที่ ๔ คณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์การบริหารโครงการเพื่อดําเนินการ สืบสานศาสตร์พระราชา มีหน้าที่ในการที่จะวิเคราะห์ ศึกษาการบริหารโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริต่าง ๆ เพื่อที่จะส่งเสริมให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ มีความยั่งยืนต่อไป โดยมีท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม เป็นประธานอนุกรรมการ
คณะอนุกรรมการทั้ง ๔ ชุดได้มีการดําเนินการมาอย่างที่ผมเรียนแล้วเป็นเวลา ประมาณ ๔ เดือนด้วยกัน ซึ่งเข้าใจว่าจะดําเนินการต่อไปอีกประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ก็จะเสร็จสิ้นแล้ว ในที่นี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานให้ท่านปิยะธิดาซึ่งเป็นเลขานุการ ของคณะกรรมการชุดนี้ได้สรุปในภาพรวม หลังจากนั้นจะได้ขออนุญาตให้ท่านประธาน อนุกรรมการทั้ง ๔ ชุดได้แถลงรายงานต่อไปครับ ขอเชิญท่านปิยะธิดาครับ
เชิญท่านปิยะธิดาครับ
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และสมาชิกสภาผู้เกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางสาวปิยะธิดา ประดิษฐบาทุกา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๙๘ ขอนําเสนอรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ในเบื้องต้นเพื่อให้เห็นภาพรวมในการทํางานของคณะกรรมการ จึงขอนําเสนอกรอบ การดําเนินงานตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการ ดังต่อไปนี้
ประการแรก ก็คือศึกษาความหมาย ปรัชญา ทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา ที่ครอบคลุมในพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงประกอบเพื่อพสกนิกรของพระองค์ตลอดมา เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยง ของพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ส่งผลต่อการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างสําคัญยิ่ง รวมถึงแนวทางในการเรียนรู้หลักการสําคัญที่สมควรศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการสืบสาน ศาสตร์พระราชา รวมทั้งการนําเสนอส่วนสําคัญที่เป็นหัวใจของศาสตร์พระราชา ศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินการตามศาสตร์พระราชาในระดับชุมชน ระดับชาติ และระดับนานาชาติ
ประการที่ ๒ คือการร่วมขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ที่มีการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อให้ดําเนินการต่อไปอย่างยั่งยืน คณะกรรมการได้พิจารณาศึกษา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ จํานวน ๔ โครงการ ใน ๔ ภูมิภาค และได้ศึกษา เพิ่มเติมอีก ๓ โครงการเพื่อนําข้อมูลมาวิเคราะห์ประกอบเพิ่มเติม
ประการที่ ๓ ยังมีการศึกษาวิเคราะห์การบริหารโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดําริต่าง ๆ ที่มีจํานวนมากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ โดยแบ่งออกเป็นโครงการพัฒนา ด้านแหล่งน้ํา ด้านเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านส่งเสริมอาชีพ ด้านสาธารณสุข ด้านคมนาคม และสื่อสาร ด้านสวัสดิการสังคมและการศึกษา และโครงการพัฒนาแบบบูรณาการ โดยคณะกรรมการได้รวบรวมข้อมูลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สํานักงบประมาณ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และจัดทําข้อเสนอแนะ ในการดําเนินการ เพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริต่าง ๆ สามารถปรับตัว และดําเนินการต่อไปได้อย่างยั่งยืนในบริบทของสังคมและประเทศที่เปลี่ยนไป
ประการที่ ๔ คือการกําหนดกลไกการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ให้ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยผ่านความร่วมมือแบบบูรณาการของกลไก ๖ ภาคส่วน ได้แก่ กลไกภาคประชาชน กลไกภาคศาสนา ภาคเอกชน ภาคสื่อและประชาสังคม กลไกภาควิชาการและกลไกภาครัฐ โดยกลไกทุกภาคส่วนจะต้องมีการเชื่อมโยง และสนับสนุนกัน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน โดยมีกลไกภาครัฐบาลเป็นกลไกหลัก เนื่องจากมีบุคลากรและงบประมาณพร้อม อย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับชาติหรือระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ และที่สําคัญกลไกการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่จะมีพลังให้ได้รับการสนับสนุน จากรัฐในการกําหนดนโยบายที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา
ดังนั้นกรอบการดําเนินงานตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการ ประการที่ ๕ ก็คือการจัดทําข้อเสนอต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูป ประเทศ
กรอบการดําเนินงานตามวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการ ในประการสุดท้าย คือการเผยแพร่องค์ความรู้แห่งศาสตร์พระราชา พระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ประชาชนชาวไทยได้ยึดถือปฏิบัติ และเพื่อน้อมรําลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ คณะกรรมการจึงมีความประสงค์ จะจัดทําหนังสือเกี่ยวเนื่องด้วยศาสตร์พระราชา จํานวน ๒ เล่ม ได้แก่ หนังสือศาสตร์พระราชา และหนังสือรวบรวมพระราชดํารัสที่ได้พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้า ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด คณะกรรมการได้ตั้ง คณะอนุกรรมการขึ้นมา ๔ คณะ เพื่อดําเนินงานตามกรอบที่วางไว้ดังที่กล่าวไปแล้ว และที่ผ่านมาคณะกรรมการมีการประชุมจํานวนทั้งหมด ๑๕ ครั้ง โดย ๒ ครั้งเป็น การประชุมร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ ถึงฉบับที่ ๑๒ ตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการประชุมร่วมกับสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อพิจารณามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้คณะกรรมการยังมีการเดินทางศึกษาดูงานจํานวน ๙ ครั้ง และมีการจัดสัมมนา เชิงปฏิบัติการอีกจํานวน ๒ ครั้ง ดิฉันขอสรุปรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมการ ขับเคลื่อนสืบสานฝ่ายพระราชาแต่เพียงเท่านี้ แต่ก่อนที่ประธานอนุกรรมการทั้ง ๔ ท่าน จะนําเสนอรายละเอียด เนื้อหา และความคืบหน้าของงานแต่ละคณะอนุกรรมการ ดิฉันจะขอ นําเรียนที่ประชุมเพื่อทราบว่าคณะกรรมการได้มีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมชื่อเรื่องรายงาน ของคณะกรรมการ จากเดิมคือ การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา เป็น การขับเคลื่อน สืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จํานง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ ผม นิกร จํานง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ศึกษาปรัชญา ทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา อยากจะนําเสนอในส่วนของคณะอนุกรรมการชุดแรก ว่ามีกรอบอย่างไร มีขอบเขตอย่างไร อยากจะเรียนว่าในการดําเนินการศึกษา คณะแรกเป็น คณะที่มีความยากลําบากมากในการดําเนินงาน เพราะว่าเราต้องมีการกําหนดเรื่องเกี่ยวกับ นิยามว่าศาสตร์พระราชานั้นคืออย่างไร เราก็เลยได้มีการดําเนินการนําเอกสารต่าง ๆ มีการศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง ใช้ระยะเวลาพอสมควร อยากจะเรียนเพื่อท่านจะได้ไป ค้นคว้าเพิ่มเติม เอกสารสําคัญที่มีการใช้ก็คือเมื่อตอนครบรอบ ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ทางรัฐบาลเองก็รวมกันเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่มาก ได้มีการจัดทําหนังสือสารานุกรม พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในรอบ ๖๐ ปีการครองราชย์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดลักษณะแบบนี้ขณะนี้จะหายากหน่อย แล้วอยากจะเรียนว่าท่านบวรเวท ท่านเป็นประธานทําเรื่องนี้อยู่ เราก็ได้เชิญท่านเข้าไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการด้วย ในนี้จะมี การสรุปเป็นเวลาต่าง ๆ โดยละเอียด แล้วเป็นสารานุกรมที่ดีมากอาจจะหายากสักนิดหนึ่ง
อันที่ ๒ จากการศึกษาหนังสือเล่มนี้เราก็ได้มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ หนังสือซัฟฟิเชียนซีทิงกิง (Sufficiency Thinking) ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนังสือที่ออกเมื่อปีที่แล้วนี้เอง เป็นหนังสือที่สําคัญค่อนข้างมากพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยมูลนิธิมั่นพัฒนา ซึ่งเป็น มูลนิธิไทยแลนด์ ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ ฟาวเดชัน (Thailand Sustainable Development Foundation) ซึ่งในเล่มนี้จะมีดอกเตอร์ทําการศึกษาอยู่ประมาณ ๑๐ ท่าน แล้วก็อยู่กับมูลนิธิดังกล่าว ผมเองมีโอกาสได้พูดคุยกับท่านองคมนตรีเกษม แล้วก็ท่านจิรายุ อิศรากูร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ทําเอกสารเล่มนี้ ได้เรียนท่านว่าเราจะเอามาใช้ซึ่งท่านก็ดีใจมาก ก็ได้คุยกัน ผมอยากจะนําเรียนว่าในเล่มนี้เองมีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่าง ๆ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทุกมิติ ทั้งขนาดเล็กไปทําที่ จังหวัดน่าน โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระ แล้วก็มีการไปศึกษาเรื่องเอสซีจี (SCG) ของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย มีการศึกษาเรื่องการใช้หลักการนี้สําหรับสภาตําบล มีรายละเอียดเยอะมาก แต่ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ เขาเรียกหนังสือเล่มนี้เป็นไทยแลนดส์ กิฟต์ ทู แอน อันซัสเทเนเบิล เวิลด์ (Thailand's Gift to an Unsustainable World) คือเป็นของขวัญจากประเทศไทย ไปสู่ประเทศที่กําลังพัฒนา จะเป็นเอกสารตรงนั้นซึ่งจะไปสอดคล้องกับระบบของยูเอ็น (UN) ที่มีการกําหนดมา ต่อจากนั้นเราได้มีการเชิญข้าราชการหลายท่านเข้ามาร่วมเป็น อนุกรรมการ นักวิชาการที่อยู่ในนี้มาอยู่ในคณะ ๔-๕ ท่าน แล้วก็เชิญผู้บริหารภาครัฐต่าง ๆ มาร่วม แล้วที่สําคัญก็คือได้ไปร่วมฟังการปาฐกถาพิเศษเรื่องศาสตร์พระราชา ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ซึ่งส่วนนี้สถาบันพระปกเกล้าเป็นคนจัด แล้วก็ได้เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจารย์วิษณุ เครืองาม เป็นบุคคลที่ไปให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราไปฟังกันทั้งคณะ ๒๐ กว่าท่าน จากที่นี่ได้ความรู้มากมาย เพราะท่านใกล้ชิด แล้วท่านสามารถพูดเป็นปรัชญาให้เราได้ รับทราบนะครับ นอกจากนั้นมีการศึกษาจากพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัส ผมอยากจะเรียนท่านที่เคารพว่าพระบรมราโชวาทเองเราได้ความเห็นจากผู้รู้ท่านหนึ่งได้บอกว่า ให้ไปดูในพระราชดํารัสวันที่ ๔ ธันวาคม ในนั้นจะมีรายละเอียดเยอะแล้วก็น่าสนใจมาก ผมก็ไปอ่านได้มาตามนี้ครับ ก็คือท่านมีพระราชดํารัสอยู่ ๔๑ ปี ว่าไปตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ เป็นครั้งแรกจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๖ ทั้งหมดเป็นเอกสารเอ ๔ (A4) ลําดับนี้ประมาณ ๓๘๔ หน้า รวมตรงนี้เป็นรายละเอียด แล้วจากการสืบค้นก็คือว่าผู้ที่อีดิต (Edit) คือมีการมาปรับเขียน กลายเป็นพระองค์ท่านเอง หลังจากนั้นก็จะเอามาลง ซึ่งอันนี้เราไปเจอแล้วว่ามีรายละเอียด เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาอยู่ในนี้โดยละเอียดมาก ผู้รู้ที่เป็นผู้ใหญ่ที่ได้ให้ความเห็นกับผม ท่านบอกว่าในวันนี้พระองค์จะเตรียมพระองค์มาเป็นอย่างดี แล้วก็จะพูดในเรื่องต่าง ๆ ที่อยากให้ประชาชนชาวไทยรับทราบ ดังนั้นโดยรายละเอียดจะอยู่ในนี้หมด ซึ่งผม ไปอ่านหมดแล้วทุกปีก็เห็นตามนั้น ก็เลยเห็นว่าเป็นประโยชน์มากในการที่จะขอพิมพ์เอกสาร เล่มนี้ ก็คือพระราชดํารัสที่ตรัสในวันที่ ๔ มีอยู่ ๒ ปีที่ไม่ใช่วันที่ ๔ นอกนั้นเป็น วันที่ ๔ ธันวาคม ซึ่งเราก็คงได้ยินกันมา เราเสนอว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้นะครับ เพราะว่า เท่าที่ทราบในการตรวจสอบมีการพิมพ์เป็นเล่ม ๆ อยู่บ้าง แต่ว่าการพิมพ์รวมไม่มี ก็อยากจะเรียนว่า จะพิมพ์เป็นลักษณะแบบนี้ ก็คือประมาณ ๘๐๐ หน้า ทําเรื่องไปแล้วเพื่อจะ พระบรมราชานุญาต ก็คิดว่าจะขอภาพแต่ละปี ๔๑ ปี แล้วก็พระราชดํารัสของพระองค์มาไว้ ทั้งหมด ก็จะเป็นประโยชน์ในการอ้างอิง เพราะว่ามีหลายส่วนที่เราต้องทําความเข้าใจ ในส่วนนี้ นี่เป็นเอกสารสําคัญในการทําเกี่ยวกับเรื่องคํานิยาม แล้วอยากจะนําเรียนว่า ต่อจากนั้นเราก็ได้มีการเข้าไปศึกษาอย่างที่ผมเรียนแล้ว
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อยากจะเรียนขออนุญาตท่านประธานว่า ในส่วนของคณะแรกเรามีอยู่ ๕ หัวข้อ อาจจะใช้เวลาสักเล็กน้อย ในส่วนความรับผิดชอบ ของคณะแรก ก็คือ ข้อ ๑ ในบทที่ ๑ จะมีการกําหนดความหมายหรือนิยามคําว่า ศาสตร์พระราชาเป็นอย่างไร ซึ่งอยากจะเรียนว่าเอกสารจะเริ่มที่หน้า ๒๘ ในหน้า ๒๘ จะเริ่มพูดถึงนิยาม ต่อจากนั้นก็จะเป็นแนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาที่เสนอโดย กาลานุกรมเป็นต้นไม้ศาสตร์พระราชา ซึ่งได้มีการแจกสมาชิกไปตามนี้นะครับ ทาง ปตท. ได้กรุณาพิมพ์เป็นภาพสีให้ เพราะว่าทางสภาเราเองไม่สามารถจะพิมพ์เป็นสีแบบนี้ได้ ท่านประธานครับ ก็เลยไปขอข้างนอกช่วยมา ก็เป็นเอกสารตามนี้นะครับ ผมศึกษาดูแล้วก็ วาดด้วยตนเองก็จะมีรายละเอียดตามนี้ นอกจากนั้นจะมีเกี่ยวกับเรื่องหัวใจของ ศาสตร์พระราชาว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง แล้วก็ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตรงนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนา แล้วก็ผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินการตามศาสตร์พระราชา ตรงนี้อยากจะเรียนท่านที่เคารพว่าการกําหนดคําว่า ศาสตร์พระราชา ถ้าตามเอกสาร ในรายงานผมจะสรุปย่อ ๆ ว่าเราใช้กันมาสัก ๔-๕ ปีเท่านั้นเองไม่นานมานี้ แล้วในคํานี้ เรามาใช้กันอยู่ระยะหนึ่ง จําเป็นจะต้องหาคํานิยามให้ชัด เพราะเราคงต้องใช้ต่อจากนี้ไปอีกยาว พอสมควร ดังนั้นจากการสืบค้นเพื่อจะกําหนดนิยาม ทางคณะอนุกรรมการที่มีผม เป็นประธานก็ได้รวบรวมความเห็นของนักปราชญ์ต่าง ๆ ที่ได้ให้ความหมายไว้ ก็มีท่านแรกคือ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ท่านให้คํานิยามว่า ศาสตร์พระราชาคือองค์ความรู้ที่สําคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น ศาสตร์พระราชา โดยกล่าวว่าศาสตร์พระราชาคือการลงไปศึกษาเรียนรู้จากชุมชน ท่านให้นิยามว่าเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากพระองค์ลงไปเรียนรู้จากชุมชน ผมเห็นที่ท่าน ได้มีการกล่าวไว้ว่ารู้หรือเปล่าใครคืออาจารย์ของพระองค์ ก็คือคนที่ไม่ใส่เสื้อนั่นละ ที่เราเคยเห็นในทีวี (TV) ที่พระองค์ทรงประทับลงแล้วก็ได้พูดคุย นั่นคือเป็นผู้ให้ความรู้ กับพระองค์ ท่านที่ ๒ ก็คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้กล่าวว่า ศาสตร์พระราชาคือโครงการตามพระราชดําริ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ นี่เป็นนิยามจาก ท่านนายแพทย์เกษม วัฒนชัย แต่บุคคลสําคัญสําหรับรัฐบาลนี้ที่ใช้คําว่าศาสตร์พระราชา เอามานําเสนอ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันศุกร์คือท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เราเห็นว่าท่านจะมายืนแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการโควต (Quote) คําที่สําคัญ หรือการกําหนดคําที่สําคัญคงจะต้องบันทึกจากตรงนี้ว่าท่านได้กล่าวไว้ ถ้าพวกเราจําได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากพระองค์สวรรคต วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ รัฐบาลได้โน้มนํา ศาสตร์พระราชามาบริหารประเทศคือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยประชาชนทุกคนร่วมมือ และสานต่อพระราชปณิธาน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน นี่เป็น คํากล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าศาสตร์พระราชา ของพระองค์ ผมขออนุญาตอ่านนะครับ รายละเอียดที่ผมอ่านนี้จะสั้นกว่าที่อยู่ในรายงาน แต่หลัก ๆ ก็คือว่าศาสตร์พระราชาของพระองค์ได้แก่ พระราชดําริ แนวคิดและปรัชญา พระราชดํารัส คือคําสั่งสอน คําเตือน ให้สติ พระราชกรณียกิจ คือหลักการทรงงาน และพระราชจริยวัตรของพระองค์คือความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ปวงพสกนิกรชาวไทย ซึ่งยังคงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไปสามารถน้อมนํามาประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ การประกอบกิจวัตรประจําวันและสัมมาชีพของแต่ละบุคคล ไปจนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางให้กับรัฐบาลและข้าราชการทุกคน โดยศาสตร์พระราชายังได้รับการยกย่องโดยองค์การสหประชาชาติด้วย รายละเอียดจะอยู่ใน เอกสารนะครับ บุคคลต่อมาที่เราพยายามค้นหานิยามที่จะเอามารวบรวมคือ ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความหมาย ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงสามารถสรุปได้ว่าเป็นองค์ความรู้สําคัญ ที่ทรงศึกษา สั่งสม พัฒนา เพื่อการพัฒนาประเทศให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสงบสุข ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกิจที่ทรงทํา คําที่ทรงแนะ แล้วก็สอนจากพระประสบการณ์ ๓ มิติ คือ มิติที่ ๑ ศาสตร์แห่งการพัฒนา มิติที่ ๒ ศาสตร์แห่งความประพฤติ การครองตนในสังคม อย่างสงบสุข แล้วก็มิติที่ ๓ ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกัน ปรองดองและสงบสุข ซึ่งมีพื้นฐาน มาจาก ๓ ป ท่านได้พูดไว้ก็คือ การปฏิบัติ ปริยัติ และปฏิเวธ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ได้พูดไว้ตอนไปบรรยายเรื่องศาสตร์พระราชาที่สถาบันพระปกเกล้าเราบันทึกมา ดังนั้นผมจะลงรายละเอียดว่าความเป็นมาแห่งการครองราชย์เป็นหลักการที่เราไปศึกษา ก็คือว่าเบื้องต้นถ้าดูจากต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชา จะเรียงไปตามนี้ก็คือว่าในปีแรก พอท่านรับจะมาครองราชย์ท่านก็เปลี่ยนสาขาการศึกษาจากวิศวกรรมศาสตร์เป็นสาขากฎหมาย และรัฐศาสตร์เพื่อจะมาดูแลประเทศ แล้วต่อจากนั้นทรงเสด็จพระราชดําเนินไปยัง ประเทศต่าง ๆ หลังทรงสําเร็จการศึกษาเพื่อไปดูสภาพทั่ว ๆ ไปก่อนที่จะมา หมายถึงทํางาน แล้วเป็นกษัตริย์ที่นี่ แล้วทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่าเราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม นั่นเป็นช่วงที่มีการเริ่มต้นนะครับ
สิ่งที่ท่านทรงงานและดําเนินการมา ๗๐ ปีในการครองราชย์ ประเด็นที่ ๒ มาดู ในลักษณะที่ทรงดําเนินการ นี่เป็นเรื่องที่เรารวบรวมเพื่อมากําหนดเป็นคํานิยาม ก็คือ ทรงสอนหรือชี้แนะโดยพระบรมราโชวาท พระราชดํารัส ท่านทรงสนับสนุนการศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน การให้ทุนการศึกษา การสอนโดยพระราชนิพนธ์ และการทรงครองพระองค์เป็นแบบอย่าง นี่คือการทรงสอนนะครับ การแก้ปัญหา โดยพระราชกรณียกิจโครงการต่าง ๆ ของพสกนิกร ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ ทั้งน้ํา ดิน ป่า สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การประกอบอาชีพ พลังงาน การจราจร และรวมทั้งนวัตกรรม การสร้างสิ่งประดิษฐ์
หลักการให้ความยั่งยืน นี่เป็นอีกมิติหนึ่ง โดยการพระราชทานหลักการ ๒ กรณีคือ เกษตรทฤษฎีใหม่ ย้ํานะครับ เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเราสับสนกับอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๒ ส่วนนี้จะเป็นส่วนของความยั่งยืน ไม่ใช่เป็นส่วนของ การพัฒนา ซึ่งหลักการดังกล่าวสามารถสร้างความมั่นคงให้พสกนิกร ไม่ว่าจะเป็น ในสถานการณ์ปกติหรือเมื่อมีวิกฤตการณ์มากระทบ ทําให้พสกนิกรที่น้อมนําเอามาสามารถ อยู่รอดได้อย่างมั่นคง
จากประมวลทั้ง ๓ ส่วนที่ผมกล่าวแล้วเมื่อสักครู่นี้ ทั้งความหมายจากผู้รู้ จากความเป็นมาในการครองราชย์ ลักษณะที่ทรงดําเนินการ เราสรุปได้ศาสตร์พระราชา เป็นนิยามว่าอย่างนี้ครับ คณะอนุกรรมการจึงมีบทสรุปความหมายเป็นคํานิยามศาสตร์ พระราชาว่า บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ที่ได้ทรงพระราชทานผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะป้องกันหรือแก้ไข ปัญหา เพื่อสร้างวิถีชีวิตสังคมที่มีความปกติสุขให้แก่เหล่าพสกนิกรและมนุษยชาติทั้งปวง ให้สามารถดํารงชีวิตได้อย่างมั่นคง สันติสุขและยั่งยืน ก็คือรวมจากทั้งหมดในหลายมิติตรงนั้น ก็อยากจะเรียนว่านี่คือนิยามที่ได้ข้อสรุปโดยผ่านคณะกรรมการชุดใหญ่ แต่อยากจะเรียนที่ประชุม อย่างนี้ครับว่า หลังจากเราส่งรายงานฉบับนี้ที่ท่านเห็นมาที่นี่แล้ว ก็มีกรรมการท่านหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งผมจะขอเรียนที่นี้ว่าท่านอยากจะให้เปลี่ยนคํา ในตรงนี้เราใช้คําว่า ปกติสุข ท่านขอเปลี่ยนเป็นว่าอยากจะใช้คําตอนมีพระปฐมบรมราชโองการคือคําว่า ประโยชน์สุข มาใส่ ซึ่งตรงนี้เราไม่สามารถแก้ได้เพราะรายงานมาแล้ว ผมได้ปรึกษากับท่านประธานกรรมการ แล้วก็ประธานอนุกรรมการทั้ง ๓ ท่านแล้วก็เลยจะขอเปลี่ยน ของเรามีมติหมายถึงมีความเห็นว่า น่าจะเปลี่ยนเพราะเป็นคําของพระองค์ตอนที่มีพระปฐมบรมราชโองการเราไม่ได้ใส่มาแต่เดิม ก็จะกลายมาเป็นอย่างนี้ครับ บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตรงนี้มีนิดหนึ่งที่อยากจะเรียนที่ประชุมด้วยว่ามีการแย้งกันอยู่ มีคําว่า บรมนาถบพิตร ด้วยไหม คือทางกรมชลประทานได้แจ้งให้กรรมการทราบว่าคํานี้ เป็นคําที่ทางสํานักพระราชวังขอให้ใช้ตามที่สํานักนายกรัฐมนตรีใช้ ทีนี้คํานี้ยังไม่มีออกมาชัด ผมจะขอว่าคํานี้เพนดิง (Pending) เอาไว้ เราใช้กันอยู่ขณะนี้ก็คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ไว้แค่นี้ แต่คําว่า บรมนาถบพิตร จะทําหนังสือไปถามสํานักพระราชวัง หลังจากนี้ ว่าจริง ๆ แล้วจาก ๒ อย่างนี่อะไรกันแน่ พอได้ความตรงนั้นมาไม่ว่าจะมาเป็นอย่างไร คือไม่ต้องเราก็ยืนไว้ตามที่รายงาน แต่ถ้าต้องก็จะขออนุญาตที่ประชุมนี้ว่าจะไปขอใส่ให้ ถูกต้องโดยถามสํานักพระราชวัง ถ้าตรงอื่นเราไม่รู้ว่าควรจะถามใคร ผมต่อนะครับ บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถ้ามีนะครับ ที่ได้พระราชทานผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะ ป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุข ประโยชน์สุขคือเอาคํานั้นมาใส่นะครับ แก่เหล่าพสกนิกรและส่งผลถึง นี่เป็นคําใหม่นะครับ มนุษยชาติทั้งปวง ให้สามารถดํารงชีวิต ได้อย่างมั่นคง สันติสุข และยั่งยืน คือจะขอแก้เป็นตามนี้ได้คุยกันแล้ว ก็นําเรียน ถ้าท่านจะ เห็นเป็นอย่างอื่นก็เชิญเสนอความเห็นได้นะครับ
ส่วนที่ ๒ ในส่วนของแนวทางแห่งการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อให้ง่าย อยากจะเรียนว่าผมเองไปดูอยู่พักหนึ่ง แล้วมีอยู่วันหนึ่งในที่ประชุมก็บอกว่าศาสตร์พระราชา คือสิ่งที่ประชาชนมองมายังพระองค์ ผมก็นึกถึงต้นไม้ ท่านประธานครับ นึกถึงเพลง ต้นไม้ของพ่อว่ามีความหมายค่อนข้างดีมากก็เลยพยายามจะเขียนตรงนั้นมา ก็เลยทํากาลานุกรม โดยเอาเล่มสารานุกรม ๖๐ ปีของท่านมาเรียงแล้วก็ทําเป็นกาลานุกรมว่าปีไหน ๆ ก็อยากจะ เรียนว่าได้ทํากาลานุกรมเป็นรูปต้นไม้ขึ้นมา เอกสารอยู่ที่ท่านแล้ว วิธีการอ่านก็คือว่ากําเนิด ส่วนโคนของต้นไม้เป็นส่วนของพระปฐมบรมราชโองการ รากแห่งศาสตร์ ตรงนี้เราจะเรียงเอาไว้ แล้วก็บอกว่ามาจากทุกภาคคือแนวพระราชดําริของพระองค์หรือว่าศาสตร์พระราชาตรงนี้ มาจากทุกภาค ก็คือภูมิสังคมนั่นเอง แล้วก็กาลเวลาเรียงตามซ้ายและขวา ด้านขวาจะเป็น พ.ศ. และเป็น ตัวสีน้ําเงินรอยัลบลู (Royal Blue) ก็คือว่าในสวนจิตรลดารโหฐานของพระองค์ท่านเอง จะเป็นเหมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ ปีไหน ๆ มีการเพาะพันธุ์ปลาหมอเทศ แล้วก็เสด็จเยือน ยุโรป มีป่าไม้สาธิต มีโรงงานโคนม มีเริ่มโครงการเลี้ยงปลานิลที่นั่น ปลานิลที่ได้มาจาก สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ แล้วก็เริ่มทดลองโครงการฝนหลวง เปิดโรงสีข้าวตัวอย่าง ทดลองปลูกข้าวไร่ ด้านนี้ทั้งหมดเลยเรียงไว้แล้ว และในนี้จะเขียนเป็น พ.ศ. ไว้ให้ว่า พ.ศ. ไหนเริ่ม ถ้าหากว่าตรงก็ตรง ถ้าไม่ตรงเราจะเขียนไว้เลขด้านหน้า เช่น พ.ศ. ๒๕๒๔ มีศึกษาเอทานอล (Ethanol) และดําริไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็น พ.ศ. ๒๕๒๘ ก็เขียน ๒๘ ไว้ข้างหน้านะครับ แล้วก็เปิดโรงกลั่นแอลกอฮอล์ไม่เขียนเป็นเลข เพราะว่าตรงกับปี ๒๕๒๙ พอดี ด้านซ้ายจะเป็นสีแดง ก็จะเริ่มออกเยี่ยมราษฎรปี ๒๔๙๕ ท่านเสด็จกลับมาจาก ต่างประเทศแล้ว แล้วก็ดําเนินการมอบปลาหมอเทศที่ทรงเลี้ยงในปีตรงนี้ออกไป แล้วก็ เสด็จพระราชดําเนินไปในที่ต่าง ๆ ในนี้จะเขียนไว้หมด การเสด็จนิวัติพระนคร พระราชทาน พันธุ์ปลานิลให้กับเกษตรกร เสด็จเป็นประธานงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ พระเจ้าอยู่หัวก็ยังเสด็จอยู่ตลอด วางศิลาฤกษ์เป็นปี ๒๕ พรรษา ที่ว่าเขาจะสร้างอนุสาวรีย์ ให้พระองค์ท่าน พระองค์ท่านเอาเป็นอย่างอื่นพระองค์ท่านก็ทําถนนรัชดาภิเษกขึ้นมาในปีนั้น แล้วด้านนี้จะเรียงกับอันนี้ อยากจะเรียนว่าข้างล่างนี้เป็นเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหลักการ ของพระองค์ ก็คือว่าท่านจะทดลองก่อนแล้วก็เอาไปสัมผัสกับประชาชนแล้วถึงจะมี การพัฒนาให้เติบโตขึ้น จะเป็นหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ส่วนกิ่งนี้จะเรียงตามลําดับปี ที่ท่านมีการพัฒนา ก็คือด้านซ้ายเป็นสีฟ้าจะเป็นเรื่องน้ําล้วน ๆ ตั้งแต่โครงการอ่างเก็บน้ําเขาเต่า ปี ๒๕๐๕ แล้วก็ไล่ไปฝนหลวง แล้วก็ต่อไปเขื่อนแควน้อย ปี ๒๕๒๕ เขื่อนปากพนัง ปี ๒๕๓๑ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แล้วก็เขื่อนขุนด่านปราการชล ปี ๒๕๓๖ แล้วก็โครงการแก้มลิง ก็ไล่ไปเรื่อย ๆ เรื่องน้ํา ต่อจากนั้นก็เรื่องดิน เรื่องดินก็เริ่มปี ๒๕๐๗ มีพื้นที่ดินที่หุบกะพง และมีโครงการบ้านเขาเต่าเกี่ยวกับเรื่องดิน แล้วก็เริ่มมีการแกล้งดิน มีศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อน เกี่ยวกับกิ่งด้านนี้จะเป็นเรื่องดินทั้งกิ่ง และต่อจากนั้นด้านบนขึ้นมาด้านซ้ายจะเป็นปี ๒๕๑๒ ที่ว่าเริ่มจะมีการเสด็จขึ้นไปบนภูเขา แล้วก็ไปทําโครงการหลวงกับชาวเขา แล้วก็เริ่มโครงการ ทุ่งจ๊อ โครงการปลูกป่าทดแทน จะอยู่ส่วนนี้ ลําดับตัวนี้เป็นลําดับแห่งการพัฒนา ที่พระองค์ท่านได้ทําให้กับพวกเรา แล้วนวัตกรรมก็มีการตั้งมูลนิธิชัยพัฒนา แล้วก็กังหันชัยพัฒนา แล้วก็มีการปลูกหญ้าแฝก ตัวนี้ถือเป็นนวัตกรรม แล้วก็พระราชทาน ส.ค.ส. ที่เราเห็น ที่ใช้คอมพิวเตอร์สมัยก่อนนะครับ ทีนี้อยากจะเรียนท่านประธานว่าส่วนสําคัญในความยั่งยืน ก็คือกิ่งที่อยู่ด้านเกี่ยวกับเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องภาคเกษตรโดยแท้ เราจะเห็นว่า ปี ๒๕๓๒ พระองค์ท่านทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ที่วัดชัยมงคล ไปหาที่เข้ามาและไปทดลอง อยู่ ๓ ปี แล้วก็ไปจัดว่าน้ําส่วนหนึ่ง และปลูกพืชผสมผสานอะไรต่าง ๆ พอได้ผลแล้ว ปี ๒๕๓๕ เหมือนอย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ท่านก็ทรงเหมือนไปพระราชทานนะครับ ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๕ อธิบายโดยละเอียดเลยว่าจะต้องทําอย่างไร น้ําอย่างไร เพื่ออะไร อย่างไร ตรงนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ ผมเรียนว่าในหนังสือเล่มนี้ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ ไปทําที่จังหวัดน่าน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไปทําอยู่ประมาณ ๒-๓ ปี ปรากฏว่าหมู่บ้านที่นั่น หนี้สินหายหมดเลย และทุกอย่างจะกลับมาดีแล้วก็อยู่ในเล่มนี้ เป็นการทดลองอย่างเอาจริง เอาจัง แต่ที่เราทํากันบางทีเราไปทําเป็นชุดเพราะมันต้องสัมพันธ์กัน ในนี้จะมีอธิบายว่า อะไรบ้างอยู่แล้ว และต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องสําคัญที่พระองค์ท่านได้ให้ไว้กับพวกเรา ก็คือ พระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องความพอประมาณ ตอนนั้นเป็น ปี ๒๕๔๐ ที่มีแครช (Crash) ก็คือว่ามีสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจกระทบที่รุนแรงมากนะครับ เกิดวิกฤตต้มยํากุ้งตอนช่วงนั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้อยากจะเรียนว่าทางคณะอนุกรรมการ ชุดที่ ๑ ทํามาถึงตรงนี้ แต่ตรงนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก เป็นเรื่องที่สูงส่งมาก ปรากฏว่าพระองค์ท่าน ได้มีพระราชดํารัสเมื่อปี ๒๕๔๐ และต่อจากนั้นปี ๒๕๔๑ ต้องมาซ้ําอีกที อธิบายอีกที หลังจากนั้นปี ๒๕๔๒ ก็กลับมาอีก แล้วปี ๒๕๔๓ ก็มาอีกเพื่ออธิบายตรงนี้ เนื่องจากเรา ไม่เข้าใจกันว่าคืออะไร ตรงนี้ทางคณะกรรมการก็เรียนว่าเราก็ทํามาระดับหนึ่ง ที่ผมนําเสนอ ตรงนี้มาจะเห็นว่าเสนอมาโดยย่อ แต่ว่ารายละเอียดท่านสามารถจะอ่านจากพระราชดํารัส ที่ยกมาทั้งปีคือปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๓ อยู่ในนี้แล้ว ท่านลองดูก็ได้ว่า พระองค์ทรงมีพระราชดํารัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไรจะได้เข้าใจเพราะเราจับมาบางส่วน ถ้าเราไม่เข้าใจ จะทําให้ไปผิดทิศผิดทาง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จําเป็น อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เอง ที่ทางยูเอ็น (UN) เขานําไปใช้แล้วก็คิดว่าเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจ คือเราอยู่กับพลอย สิ่งที่เรามีเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เราต้องเข้าใจ ไม่ใช่ประเทศภูฏานบ้าง ประเทศที่ไหนเอาไปใช้โดยที่ว่าเราเองไม่เข้าใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากและสามารถใช้ได้ ทุกระดับ ก็อยากจะเรียนว่าในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ผมได้เชิญท่านราชบัณฑิตมาช่วยอธิบาย กับเรา และเรามีท่านอภิชัยอยู่ในนั้นแล้ว ก็จะนําเสนอไปในด้านนี้ ต่อไปครับท่านประธาน อีกไม่มากนัก กิ่งแห่งการเติบโตจบไปแล้ว การเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ก็ได้มีอยู่ ในรายละเอียดแล้ว แล้วก็มีเรื่องภูมิสังคม ก็อยากจะเรียนว่าเราได้นําเสนอเรื่องภูมิสังคม พระองค์ทรงสร้างศูนย์ขึ้นมา ๖ ศูนย์ทั่วนะครับ ที่จะมาคือท่านศาสตราจารย์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จะมาวันพฤหัสบดีมาอธิบายเรื่องมิติตรงนี้ แล้วต่อจากนั้นก็หลักการทรงงาน ๒๓ ข้อที่เรามาเรียงไว้ในรายงานฉบับนี้ ก็คือส่วนนี้เป็นที่ กปร. ได้ทําไว้ ๒๓ ข้อมีอะไรบ้าง เป็นหลักการ ก็นํามาวางไว้แล้วในศาสตร์พระราชานี้ ต่อไปคือแนวทางการเรียนรู้โดยมิติ การสร้างคน ในนี้เราจะมีรายละเอียด ท่านสามารถจะดูได้ว่ามีให้การศึกษาแบบไหน ทั้งในโรงเรียน นอกโรงเรียน อยู่ครบนะครับ ต่อจากนั้นก็หลัก ๓ ป หลัก ๓ ป ที่อาจารย์วิษณุ ได้พูดไว้ก็คือการปฏิบัติให้เห็น การปริยัติ และปฏิเวธ
ส่วนที่ ๓ คือหัวใจของศาสตร์พระราชา ก็ประกอบด้วยศาสตร์แห่งการพัฒนา ก็คืออยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศ ศาสตร์แห่ง การพัฒนาด้านสาธารณสุข ด้านอาชีพ ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็ ทรงพระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ประเด็นต่อมาคือศาสตร์แห่งความประพฤติและการครองตน ตรงนี้ก็เป็น พระจริยวัตร แล้วก็พระราชดํารัสที่กล่าวแล้ว การศึกษาพื้นฐาน ความประพฤติการครองตน ต่อจากนั้นก็เป็นศาสตร์การอยู่ร่วมกัน ตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่าในเอกสารฉบับนี้จะมีการ ไปเขียนใหม่อีกนิดหน่อย ที่เราเชิญมาก็คือว่าพระองค์ทรงให้อยู่ร่วมกัน เราจะมีเรื่อง ความสามัคคีปรองดองเต็มไปหมดในพระบรมราโชวาทที่ให้กับพวกเราไว้ในทุกมิติ แต่ในนี้ เราเชิญมาในส่วนที่มีปัญหาตอนช่วง ๑๔ ตุลา ๑๖ ตุลา แล้วก็พฤษภาทมิฬ ว่าท่านได้สอนอะไร กับพวกเราไว้บ้าง ก็มีบันทึกอยู่ในเอกสารท่านสามารถจะอ่านได้นะครับ
สุดท้ายก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็เกี่ยวกับเรื่องน้ํา ในนี้มีรายละเอียดหมด เรื่องน้ําก็เริ่มตั้งแต่ฝาย อ่างเก็บน้ําเขาเต่า ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึง การจัดการเรื่องน้ําปากพนัง ในรายละเอียดจะมีครบหมดแล้ว เรื่องแก้มลิง คลองลัดโพธิ์ และสุดท้ายแม้แต่ปัญหาน้ําเสียท่านก็ยังทรงมาดูแลเป็นศาสตร์พระราชาให้เรา นอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องดิน การแกล้งดิน การห่มดิน ปลูกหญ้าแฝก ปลูกถั่วบํารุงดิน พัฒนาที่ดิน ให้เกษตรกรได้เข้าไปอยู่ และเกี่ยวกับเรื่องที่ลาดชันภาคเหนือเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ก็เป็นการปลูกป่าในใจคน การจัดการโดยการปลูกป่า ไม่ต้องปลูก การพัฒนา อาชีพของเกษตรกร การขจัดมลพิษ ใช้อธรรมปราบอธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาชื่นชมกันมาก โดยการใช้ผักตบชวามาดูดซับของเน่าเสีย แล้วก็กังหันน้ําชัยพัฒนา แล้วศาสตร์พระราชา ว่าด้วยนวัตกรรมก็มีเยอะไปหมดนะครับ หญ้าแฝก ฝนหลวง น้ํามันปาล์มดีเซล กังหันชัยพัฒนา มีรายละเอียดอยู่หมดแล้ว รวมทั้งหมด ๑๑ ข้อที่เรานํามาเรียนในรายงานนี้มีครบนะครับ เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ผมเรียนแล้วก็คือเป็น ๓ ขั้น ขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ แล้วก็ขั้นที่ ๓ ซึ่งในเอกสารจะมีที่พระองค์ท่านได้บันทึกไว้อยู่ข้างหลังแล้วว่าขั้นที่ ๑ มีอะไรบ้าง เป็นอย่างไร โดยละเอียดนะครับ ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ผมนําเรียนแล้วว่าเราจะต้องมี การศึกษากันต่อไป แล้วผมเอารายละเอียดที่ท่านมีพระราชดํารัสเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแนบไว้แล้ว แล้วเราจะเชิญบุคคลสําคัญในหลายมิติมา สักเดือนหน้าก็คงจะเสร็จเรียบร้อยจะได้ครบถ้วน แล้วนอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของผลสัมฤทธิ์ ผลสัมฤทธิ์ก็มีระดับชุมชน เรื่องนี้ก็อยากจะเรียนว่า อยู่ในข้อ ๔.๕ ยังไม่เรียบร้อยเพราะกําลังรวบรวม ระดับชุมชนมีเรื่องที่รวมได้ขณะนี้ก็คือ น้ําท่วมหาดใหญ่ที่แก้ปัญหาได้เลย คลอง ร. ๑ ร. ๒ ร. ๓ แล้วก็เรื่องน้ําท่วมชุมพร แล้วมีอยู่หลายแห่ง ระดับชาติก็คือ เรื่องเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ช่วยให้มีทั้งน้ําทําการเกษตร และน้ําไม่ท่วมกรุงเทพฯ แล้วระดับนานาชาติก็คือว่าได้รับความสําเร็จคือต่างชาติยอมรับ ได้รับรางวัลไลฟ์ไทม์อะวอร์ด (Lifetime Award) แล้วก็มีมากมายเลยมีการรวมไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ท่านประธานครับ ของผมมีอยู่ ๕ ประเด็นที่ได้นําเสนอ ก็ย่อ ๆ แต่รายละเอียดจะอยู่ในนี้เป็นส่วนใหญ่ แล้วในบางส่วนจะต้องไปทําเพิ่มเติมหลังจากนี้ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเป็น พลเอก นคร ใช่ไหมคะ เชิญท่านค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก นคร สุขประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการดําเนินงานตามศาสตร์พระราชา ขอรายงานความคืบหน้าในการดําเนินงาน คณะอนุกรรมาธิการดําเนินงานตามศาสตร์ พระราชาทําการศึกษาดูงานโครงการพระราชดําริที่มีการพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งขับเคลื่อน ดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรมใน ๔ ภูมิภาค เพื่อทําการศึกษาแนวทางการดําเนินงาน โครงการดังกล่าวนํามาเป็นแนวทางต้นแบบในการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยได้เลือกโครงการพระราชดําริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่พระองค์มีพระราชดําริให้แนวทางในการจัดตั้งโดยพระองค์เองในพื้นที่ ๔ ภูมิภาค ที่อยู่ภายใต้การดูแลประสานงานของกองทัพบก ซึ่งเป็นโครงการพระราชดําริที่พระองค์ ได้ทรงวางรากฐานเป็นต้นแบบไว้เพื่อให้มีการสืบสานขยายผลกว้างออกไป เพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน การศึกษาดูงาน เพื่อเป็นการเรียนรู้ แนวพระราชดําริในการจัดตั้งกระบวนการบริหารจัดการโครงการ การดําเนินงาน และการขับเคลื่อนโครงการพระราชดําริดังกล่าว เพื่อให้ทราบรายละเอียด มีข้อมูล มาศึกษาวิเคราะห์สรุปเป็นข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ต่อหน่วยงานราชการต่าง ๆ ช่วยสนับสนุน ส่งเสริม ขับเคลื่อน และสืบสานให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย ของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติในส่วนที่เกี่ยวข้องคือ เป็นการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ เพื่อประชาชน ทั้งจะสนับสนุนโครงการทั้งหลายอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ตลอดจนเร่ง ขยายผลงานตามโครงการและแบบอย่างที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แพร่หลายและเกิดประโยชน์ ต่อประชาชนในวงกว้าง โดยยึดหลักยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โครงการพระราชดําริใน ๔ ภูมิภาคที่เลือกศึกษาดูงาน
โครงการที่ ๑ โครงการเกษตรรวมใจอันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดนครนายก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดําริไว้เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒ ในคราวเสด็จทอดพระเนตรโครงการชลประทานคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก ซึ่งต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดําเนินการ สืบสานโครงการนี้มาโดยต่อเนื่อง
โครงการที่ ๒ โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดตาก ซึ่งริเริ่มตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และสืบสานโครงการต่อเนื่องมา โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙
โครงการที่ ๓ โครงการศูนย์พัฒนาโนนดินแดง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดบุรีรัมย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดําริในเรื่องการจัดสร้าง แหล่งน้ําตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๒ และทรงแนะนําวิธีการพัฒนาแนวใหม่เป็นโครงการ พัฒนาเบ็ดเสร็จผสมผสานสมบูรณ์แบบ
โครงการที่ ๔ โครงการศิลปาชีพหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ อันเนื่องมาจาก พระราชดําริ จังหวัดนราธิวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดําริ ให้จัดตั้งตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๖ รายละเอียดของทั้ง ๔ โครงการ ขอนําเสนอเป็นข้อมูลภาพประกอบเสียง ขออนุญาตท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อเปิดวีดิทัศน์ให้ที่ประชุมรับทราบต่อไปครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) ภาพและเสียง)
คณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานและเยี่ยมชมการดําเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ จํานวน ๔ โครงการ ในพื้นที่ ๔ ภูมิภาค โดยมีรายละเอียดดังนี้
๑. โครงการเกษตรรวมใจ อันเนื่องมาจากพระราชดําริใน พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ ทหารบก อําเภอเมือง จังหวัดนครนายก
ประวัติความเป็นมา เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ปี ๒๕๒๒ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดําเนินทอดพระเนตร โครงการชลประทานคลองท่าด่าน ตําบลหินตั้ง อําเภอเมือง จังหวัดนครนายก และทรงมี พระราชดําริเกี่ยวกับพื้นที่ว่างเปล่าของทหารว่า ควรจัดทําให้เกิดประโยชน์ต่อทหาร และประชาชนในด้านการฝึกอบรมวิชาชีพเกษตรเบ็ดเสร็จเพื่อนําความรู้ไปพัฒนาถิ่นฐาน ของตนอันจะนําไปสู่ความมั่นคงของชาติสืบไป และภายหลังจากนั้นได้พระราชทาน พระราชดําริเพิ่มเติม โดยทรงให้จัดหาน้ําให้กับกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่บริเวณเขาชะโงก จังหวัดนครนายก เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางทหารและประชาชน จัดทําแผนการใช้พื้นที่ ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ต่อทหารและประชาชนในการจัดฝึกอบรมวิชาชีพเพื่อนําความรู้ ไปพัฒนาท้องถิ่นของตน จัดทําระบบอนุรักษ์ดินและน้ําเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลาย ของหน้าดิน จัดกิจกรรมการผลิตเพื่อส่งผลผลิตไปสู่โรงเรียนในโครงการเกษตรเพื่ออาหาร กลางวัน กองทัพบกได้ดําเนินการสนองพระราชดําริโดยการจัดตั้งโครงการเกษตรรวมใจ อันเนื่องมาจากพระราชดําริขึ้น เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๒๓ และได้มอบหมายให้ กรมการสัตว์ทหารบกเป็นหน่วยรับผิดชอบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ทรงติดตาม และมีพระราชดําริกับผู้เกี่ยวข้องโดยเสมอมา เพื่อให้การดําเนินงานประสบผลสําเร็จ และเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ได้มี พระราชวินิจฉัยทรงเห็นชอบตามแผนงานการดําเนินโครงการตามที่กองทัพบกเสนอ
วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ในการฝีกศึกษาอบรม วิชาชีพด้านการเกษตรให้กับประชาชนและนักเรียนนายร้อย เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน ที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ และเพื่อเป็นคลังอาหารสําหรับเลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ
ศาสตร์พระราชาในพื้นที่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านการเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคลังอาหารสําหรับช่วยเหลือประชาชน และสัตว์เลี้ยง ที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ธนาคารโค-กระบือ การบริหารจัดการที่ดินที่เป็นกรด การปลูกผักไร้ดิน การใช้หญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ํา และการบริหารจัดการน้ํา ในลักษณะอ่างพวง เป็นต้น
ความสําเร็จของโครงการ ปัจจุบันสามารถจัดทําศูนย์การเรียนรู้ จํานวน ๔ โครงการ ๑๒ กิจกรรม และ ๑๔ ฐานการเรียนรู้ สามารถให้การช่วยเหลือประชาชนและจัดส่ง อาหารสัตว์เลี้ยงที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ มาโดยตลอด และสามารถฝึกศึกษาอบรมวิชาชีพ ด้านการเกษตรให้กับนักเรียนนายร้อยทุกชั้นปีเพื่อนําไปขยายผลเมื่อจบการศึกษาออกไป ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
๒. ศูนย์การพัฒนาโนนดินแดง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ประวัติความเป็นมา ในอดีต ในพื้นที่อําเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ประสบปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่ ประชาชนมีการแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรง และมีการต่อสู้แย่งชิงด้วยอาวุธ ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ทรัพย์สินถูกทําลายเสียหาย เกิดการละทิ้งถิ่นฐานที่ทํากิน ต้องอพยพหลบหนีภัยเข้ามา อาศัยความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวทราบถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระราชดําริ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ ให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ําคลองมะนาวที่บ้านโนนดินแดง เพื่อให้ราษฎรใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ําทําการเกษตรกรรมใกล้หมู่บ้าน ถือเป็นพื้นที่ พัฒนาเสริมความมั่นคงพื้นที่แรกของอีสานตอนล่าง พระองค์ทรงแนะนําวิธีการพัฒนาแนวใหม่ เป็นโครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จผสมผสานสมบูรณ์แบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนราชการ ในพื้นที่ระดมทรัพยากรเข้ามาปฏิบัติในพื้นที่เป้าหมายภายใต้แผนงานเดียวกัน ซึ่งกองทัพ ภาคที่ ๒ ได้สนองกระแสรับสั่งจัดทําโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ อําเภอละหานทรายขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ โดยใช้การเมืองนําการทหารจนสามารถยุติปัญหา ในพื้นที่ได้อย่างสิ้นเชิงในปี ๒๕๒๖ และจากแนวทางพระราชดํารินี้เอง ก็ได้เป็นต้นแบบ ของแผนยุทธศาสตร์พัฒนาที่ใช้ดําเนินการในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งพระราชทานแนวทางไว้ดังนี้
งานพัฒนาแหล่งน้ําเพื่อการเกษตร ได้รับสั่งให้ทําการก่อสร้างอ่างเก็บน้ํา คลองมะนาวให้เสร็จสิ้นในปี ๒๕๒๒ ฝายทดน้ําห้วยหิน ที่บ้านโนนสมบูรณ์ อําเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ก่อสร้างเขื่อนลํานางรองซึ่งแล้วเสร็จในปี ๒๕๒๔ และการก่อสร้าง เขื่อนลําปะเทีย เขื่อนลําจังหัน เขื่อนลําปลายมาศ นอกจากนั้นทรงมีพระราชดําริให้ทํา การก่อสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดเล็กเพื่อช่วยเหลือราษฎรในเขตหมู่บ้านต่าง ๆ อีกเป็นจํานวนมาก ส่งผลให้ราษฎรมีน้ําบริโภคใช้สอยและใช้ในการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรม
งานพัฒนาอาชีพทุกสาขา ได้ทําการส่งเสริมและช่วยเหลือให้ราษฎร ประกอบอาชีพหลายอย่างในเวลาเดียวกันเพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้ งานปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐานและการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ งานจัดตั้งหมู่บ้านและที่ทํากิน ทําการจัดตั้ง หมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน หมู่บ้านป่าไม้ ตามโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง โดยรวบรวมราษฎรที่ได้รับผลกระทบและประสบภัย รวมทั้งหมู่บ้านที่กระจัดกระจายให้มา อยู่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่มก้อนจนเกิดผลในการป้องกันตนเอง นอกจากนี้แล้วยังทําการจัดสรร ที่ดินโดยการกระจายสิทธิให้ราษฎรมีที่ทํากินเป็นของตนเองครอบครัวละ ๑๕ ไร่
งานพัฒนาจิตใจและปรับปรุงคุณภาพชีวิต ทําการพัฒนาร่างกาย จิตใจ จัดระบบรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน โดยปรับปรุงแก้ไขปัญหาทางด้านการเกษตร การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ด้านสาธารณสุข และการรักษาความปลอดภัย เป็นต้น
วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาด้านความมั่นคงภายใต้แผนงานอันเดียวกัน โดยมีเป้าหมายการพัฒนาให้เป็น แหล่งสาธิตประกอบอาชีพและเป็นศูนย์กลางการบริการด้านการพัฒนา
กิจกรรมการพัฒนาที่สําคัญ ได้แก่ การจัดระบบและพัฒนาแหล่งน้ํา เพื่อการเกษตร การก่อสร้างอ่างเก็บน้ําและการจัดระบบส่งน้ํา การจัดรูปที่ดินท้ายอ่างเก็บน้ํา ลํานางรองเป็นแปลงเกษตรประณีต การจัดรูปแปลงนาท้ายอ่างเก็บน้ําคลองมะนาว เป็นแปลงเกษตรกึ่งประณีต และกิจกรรมส่งเสริมเพื่อความต่อเนื่องของโครงการตามที่ ได้รับพระราชทานไว้ ซึ่งปัจจุบันประสบผลสําเร็จ ราษฎรในพื้นที่มีความเข้มแข็ง มีการรวม กลุ่มอาชีพชัดเจน ประกอบด้วย กลุ่มแปลงผักและนามัย กลุ่มแปลงนาประณีต กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และกลุ่มทอผ้า
ศาสตร์พระราชาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงโดยใช้วิธีการเมือง นําการทหารและการทํางานภายใต้แผนงานเดียวกัน การแก้ไขปัญหาความยากจน โดยการพัฒนาแหล่งน้ําให้สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ และพัฒนาอาชีพ เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านการเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์การเรียนรู้หลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาเบ็ดเสร็จผสมผสานสมบูรณ์แบบ
ความสําเร็จของโครงการ สามารถช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับ ความเดือดร้อนจากภัยสู้รบจนให้มีความสงบ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นศูนย์กลางการบริการด้านการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
๓. โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ในพื้นที่ จังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประวัติความเป็นมา เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมราษฎร ที่บ้านรวมไทยพัฒนา ๑ ตําบลรวมไทยพัฒนา อําเภอพบพระ จังหวัดตาก และได้มี พระราชเสาวนีย์กับผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ ๓ ผู้อํานวยการศูนย์ประสานงานโครงการ จัดตั้งพื้นที่อาศัยและพื้นที่ทํากินคีรีรัฐ อําเภอพบพระ จังหวัดตาก ในสมัยนั้นว่า ให้หาราษฎรชาวไทยภูเขาที่สมัครใจไปเป็นยามตามแนวชายแดน ตามพระราชดําริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ทรงมีพระราชดําริ เพิ่มเติมแก่กองทัพบก ดังนี้ หมู่บ้านยามชายแดน เป็นหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นใหม่บนภูเขา เพราะมีชาวเขา มีความคุ้นเคยกับการอยู่บนภูเขามากกว่าพื้นราบ และเป็นพื้นที่ ที่มีความปลอดภัยพอสมควร พื้นที่จัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน ให้คัดเลือกพื้นที่ที่สามารถ ทําการเกษตรได้เหมือนดั่งดอยอ่างขาง มีแหล่งน้ํา มีพื้นที่เพียงพอสําหรับหมู่บ้านประมาณ ๔๐-๕๐ ครอบครัว ให้ทหารช่วยฝึกอบรมระบบป้องกันภัย และการฝึกรายงานข่าว เพื่อให้ราษฎรได้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับทางราชการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพจะช่วย สนับสนุนอาชีพและขอแรงทหารเข้าช่วยในการจัดตั้งหมู่บ้านอันเนื่องมาจากพระราชดําริ กองทัพภาคที่ ๓ น้อมนําเอาแนวพระราชดําริดังกล่าวสู่ภาคปฏิบัติเพื่อบังเกิดผลเป็นรูปธรรม และได้ประสานขอความร่วมมือจากทุกส่วนราชการในจังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อดําเนินการตามแนวทางที่ได้มีพระราชดําริ โดยเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๒ ได้จัดตั้ง จํานวน ๒ หมู่บ้าน คือ บ้านมะโอโค๊ะ ตําบลแม่จัน อําเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และบ้านปางคอง ตําบลนาปู่ป้อม อําเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อมาได้มีการจัดตั้งเพิ่มอีก ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านอาโจ้ ตําบลนาปู่ป้อม อําเภอปางมะผ้า บ้านแม่ส่วยอู ตําบลผาบ่อง อําเภอเมือง และบ้านดอยผักกูด ตําบลเวียงเหนือ อําเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวม ๕ หมู่บ้าน
วัตถุประสงค์ เพื่อดําเนินการจัดตั้งหมู่บ้านถาวรตามแนวชายแดน ด้านจังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้มีสภาพเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยคัดเลือกราษฎรชาวไทยภูเขาที่มีความสมัครใจให้ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งจะได้รับการฝึกอบรมการรักษาความปลอดภัยและการรายงานข้อมูลข่าวสารขั้นพื้นฐาน เพื่อทําหน้าที่เป็นยามชายแดน
แนวทางดําเนินการ จัดตั้งชุมชนให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม และส่งเสริม ให้ราษฎรปลูกสร้างบ้านเรือนในลักษณะสันโดษ เรียบง่าย กระจายอยู่ตามพื้นที่ป่าธรรมชาติ ตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของชนเผ่า ส่งเสริมให้ราษฎรมีการประกอบอาชีพ และรายได้เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี จัดทําธนาคารอาหารชุมชน โดยเฉพาะส่งเสริม ให้ราษฎรปลูกไม้ยืนต้นและพืชสมุนไพรเพื่อเป็นอาหารและยาในชีวิตประจําวัน ฝึกอบรม และเรียนรู้ถึงการทําหน้าที่เป็นยามชายแดนในการเฝ้าตรวจและแจ้งเตือนการรุกล้ําอธิปไตย ของกองกําลังต่างชาติ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าต้นน้ําลําธาร
ศาสตร์พระราชาในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน ด้วยการให้ราษฎรชาวไทยภูเขาที่เข้ามาอาศัยในหมู่บ้านทําหน้าที่เป็นยามคอยเฝ้าแจ้งเตือน ภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้รับทราบ การอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน การพัฒนาอาชีพให้มีรายได้อย่างเพียงพอ และการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิต ของชนเผ่า
ความสําเร็จของโครงการ สามารถจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนได้จํานวน ๕ หมู่บ้าน เพื่อเสริมสร้าง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนในพื้นที่ ยุทธศาสตร์สําคัญ โดยพื้นที่และราษฎรได้รับการพัฒนาศักยภาพ มีความพร้อม ในการป้องกันตนและชุมชน สามารถเป็นแหล่งข่าวให้แก่ทางราชการ และมีหน้าที่ เป็นยามคอยแจ้งเหตุภัย เตือนให้กับหมู่บ้านตนเองและหมู่บ้านข้างเคียงได้อย่างถาวร
๔. โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ อําเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ประวัติความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชดําริให้จัดตั้งหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะขึ้น ในปี ๒๕๒๖ และให้เป็นศูนย์สาขาที่ ๓ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจาก พระราชดําริ เพื่อเป็นพื้นที่สาธิตการใช้ประโยชน์จากดินเปรี้ยวจัด และเป็นหมู่บ้านตัวอย่าง ในการพัฒนาอาชีพด้านการปศุสัตว์และการเกษตร มีพื้นที่จํานวน ๑,๕๐๐ ไร่ ใช้เป็นที่อาศัย ที่ทํากินของอาสาสมัครที่ปลดประจําการ และเกษตรกรยากจนที่ไม่มีที่ดินทํากิน ทั้งนี้ ได้จัดสรรให้แก่สมาชิกครอบครัวละ ๑๕ ไร่ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ๓ ไร่ ทําการเกษตร ๑๒ ไร่ โดยจะไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัว แต่จะใช้เป็นพื้นที่ส่วนรวมของหมู่บ้านเพื่อปรับปรุง พื้นที่ให้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของสมาชิก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๗ พระองค์ เสด็จพระราชดําเนินไปยังหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ ทรงมีพระราชดําริกับผู้ที่เข้าเฝ้า ทูลละอองธุลีพระบาท ความตอนหนึ่งว่า ในระยะแรก ต้องเร่งปรับปรุงพื้นที่เลี้ยงปศุสัตว์รวม ของหมู่บ้านให้เป็นทุ่งหญ้าเสียก่อน โดยปลูกหญ้าพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพดินพรุ และมีคุณค่าทางอาหารพอ เนื่องจากโค กระบือไม่กินหญ้าพื้นเมืองที่ขึ้นในดินพรุ ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมไว้สําหรับใช้เลี้ยงโคที่โครงการจัดหาไว้ให้สมาชิก แล้วระหว่างนั้นต้องส่งเสริม ให้สมาชิกเลี้ยงเป็ดเป็นอาชีพก่อน ในขณะเดียวกันทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ก็น่าจะขุดบ่อเป็นแนวขนานกับคลองมูโนะเพื่อทดลองปลูกบัว สําหรับเก็บดอกและเมล็ดไปจําหน่าย ตลอดจนทดลองเลี้ยงปลาน้ําจืดพันธุ์พื้นเมือง ที่สามารถทนสภาพความเป็นกรดในน้ําได้ ซึ่งอาจจะเป็นปลาสําหรับบริโภคหรือปลา ประเภทสวยงามก็ได้ หากน้ําในบ่อดังกล่าวมีอัตราความเป็นกรดมากเกินไปก็ควรทดลอง กรรมวิธีถ่ายน้ําเพื่อล้างความเปรี้ยว โดยสูบน้ําทิ้งอีกทางหนึ่งแล้วผันน้ําจืดจากคลองมูโนะ เข้ามาทดแทนน้ําในบ่อไม่ให้ผสมกับน้ําจืดในคลองมูโนะ
วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยและที่ทํากินให้กับราษฎร ที่ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ที่ดินทํากิน โดยมีอาชีพหลักในด้านปศุสัตว์ และอาชีพรอง ในด้านเกษตร โดยให้ส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมกันให้คําแนะนําและสนับสนุนสมาชิกของ โครงการในการพัฒนาพื้นที่ ให้สมาชิกใช้ประโยชน์และรายได้เลี้ยงครอบครัว และเพื่อเป็น ตัวอย่างในการปรับปรุงพื้นที่การเกษตรและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ดินเปรี้ยว รวมทั้ง เพื่อเป็นการปรับปรุงดินที่มีสภาพเป็นกรดให้มีคุณภาพดี โดยใช้น้ําจืดชะล้างดินเพื่อจะทํา การเกษตรได้ และปรับปรุงคุณภาพน้ําในพื้นที่โครงการโดยระบายน้ําเปรี้ยวออก และนําน้ําจืด เข้าไปแทนที่เพื่อให้สามารถเลี้ยงปลาและทําการเกษตรได้
ศาสตร์พระราชาในพื้นที่ เป็นการแก้ไขปัญหาดินที่มีสภาพความเป็นกรด ด้วยการใช้น้ําจืดชะล้างและนําดินที่มีคุณภาพดีแล้วมาบริหารจัดการให้ราษฎรได้ทํากิน การบริหารจัดการน้ําอย่างเป็นระบบ และการเกษตรทฤษฎีใหม่
ความสําเร็จของโครงการ สามารถแก้ไขปัญหาสภาพดิน เพื่อจัดหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยและที่ดินทํากินให้กับราษฎรที่ประสบปัญหา โดยมีอาชีพหลักในด้านการปศุสัตว์ และอาชีพรองในด้านการเกษตร สามารถให้คําแนะนําและสนับสนุนสมาชิกในโครงการ ในการพัฒนาพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์และหารายได้เลี้ยงครอบครัว สามารถเป็นตัวอย่าง ในการปรับปรุงพื้นที่การเกษตรและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ดินเปรี้ยวและสามารถปรับปรุงดิน ที่มีสภาพความเป็นกรดให้มีคุณภาพดี โดยใช้น้ําจืดชะล้างดินเพื่อจัดทําการเกษตรได้
เมื่อได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ในโครงการทั้ง ๔ แห่งแล้ว ได้ข้อมูลและรายละเอียดในกิจกรรมต่าง ๆ และเพื่อนํามาแยก เป็นศาสตร์พระราชาในแขนงต่าง ๆ ที่ดําเนินการอยู่ในแต่ละโครงการ คณะอนุกรรมการ ได้พิจารณาเลือกโครงการพระราชดําริที่ประสบความสําเร็จเพื่อนํามาเป็นข้อมูลสนับสนุน โครงการในทั้ง ๔ ภูมิภาค โดยได้เดินทางไปศึกษาดูงานอีก ๓ โครงการ คือ ๑. ศูนย์การศึกษา พัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งดําเนินการศึกษาวิจัยดินพรุ ที่มีอยู่อย่างกว้างขวางในพื้นที่ภาคใต้ ให้สามารถนํามาใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรม ให้ได้มากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ๒. ศูนย์การศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดิน เสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดราชบุรี ซึ่งได้ดําเนินการแก้ไขปัญหา ในเรื่องดิน น้ํา และป่าไม้ อย่างเป็นรูปธรรม โดยกําหนดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นแหล่งสาธิต โดยทําเป็นศูนย์เรียนรู้ในกลุ่มศาสตร์พระราชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๓. ศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ ศูนย์การฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเริ่มดําเนินการมาตั้งแต่ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งในโครงการมีเรื่องเกี่ยวเนื่องกับศาสตร์พระราชา คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ การอนุรักษ์พลังงาน การสร้างบ้านดิน การเลี้ยงปศุสัตว์ การประมง โครงการวิถีควายไทย ในรูปแบบของธนาคารโค-กระบือ และจัดสร้างหอศิลป์ เจ้าพ่อหลวงเฉลิมพระเกียรติ ในการศึกษาดูงานโครงการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ และศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ซึ่งมีกิจกรรมตามศาสตร์พระราชาที่สําคัญซึ่งสามารถนํามาใช้ ในการพัฒนาพื้นที่และอาชีพด้านเกษตรกรรมให้ยั่งยืน โอกาสนี้ขออนุญาตให้ท่านอภิชาต จงสกุล อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเคยมีส่วนร่วมปฏิบัติงานในโครงการดังกล่าวได้กรุณา สรุปสาระสําคัญของโครงการซึ่งเป็นประโยชน์มากให้ที่ประชุมทราบต่อไป ขออนุญาตครับ
เรียนเชิญท่านอภิชาตค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ผม อภิชาต จงสกุล สปท. ๑๘๔ ในฐานะกรรมการ ขออนุญาตรายงานโครงการเพิ่มเติมเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริที่สําคัญ ซึ่ง ๒ โครงการที่จะขอนําเสนอนี้เป็นโครงการที่ทําให้เกิดศาสตร์พระราชาในหลาย ๆ ด้าน ที่สําคัญ
โครงการแรก คือโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจาก พระราชดําริ โครงการนี้ตั้งอยู่ที่บ้านพิกุลทอง ตําบลกะลุวอเหนือ อําเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องของดินหลาย ๆ ชนิด เช่น ดินที่เป็นดินอินทรีย์ เนื้อจะเป็นอินทรีย์จัด หรือที่เรียกกันติดปากว่าดินพรุ มีเรื่องของดินเปรี้ยวจัดซึ่งมีความเป็นกรดสูง มีดินทรายที่เนื้อเป็นทรายจัดและมีชั้นดานอยู่ด้วย ซึ่งดินต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อพี่น้องเกษตรกร นํามาใช้ในการประกอบอาชีพแล้วจะประสบปัญหาปลูกพืชผลไม่ได้ผล หรือได้ผลผลิตก็ต่ํามาก ในการเสด็จแปรพระราชฐานในจังหวัดนราธิวาสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นประจําทุกปีตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ซึ่งมีการก่อสร้างพระตําหนัก ทักษิณราชนิเวศน์เป็นต้นมา ได้ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ประสบปัญหา ในเรื่องของการทํากินเนื่องจากดิน ทรงมีพระราชดําริที่สําคัญที่จะแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น และได้มีพระราชดําริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษา การพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดําริขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดําริที่มีพระราชดําริให้จัดตั้งมีทั้งหมด ๖ ศูนย์ด้วยกัน ในภาคเหนือ ก็คือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ห้วยฮ่องไคร้ ภาคอีสาน จะอยู่ที่ศูนย์ภูพาน จังหวัดสกลนคร ภาคกลางมีที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออก ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนที่จังหวัดจันทบุรี ภาคตะวันตก คือศูนย์ศึกษา การพัฒนาห้วยทรายที่จังหวัดเพชรบุรี และใต้สุด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจาก พระราชดําริที่จังหวัดนราธิวาส
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ เพื่อให้มีการพัฒนาพื้นที่พรุร่วมกัน อย่างผสมผสาน พื้นที่พรุคือพื้นที่ลุ่มมีน้ําขังเกือบตลอดทั้งปี มีสภาพเป็นป่า แต่ว่าด้านล่าง จะมีน้ําขังแล้วก็มีการสะสมของอินทรียวัตถุเป็นชั้นหนามากกว่า ๒ เมตร จะเป็นเนื้อ ของอินทรีย์ล้วน ๆ ซึ่งจะมีทั้งเศษซากพืช ทั้งกิ่ง ทั้งใบ การสะสมตรงนี้เมื่ออยู่ในน้ําก็จะมี การสะสมมากกว่าการสลายตัว เพราะฉะนั้นทําให้เกิดชั้นดินตรงนี้หนามากขึ้น และเมื่อมี การบุกรุกพื้นที่พรุตรงนั้นก็ทําให้เกิดปัญหาในเรื่องของการใช้ประโยชน์ พรุนราธิวาสมีอยู่ ๒ แห่งด้วยกัน คือ พรุบาเจาะอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดนราธิวาส และพรุโต๊ะแดง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ มีพื้นที่ทั้งหมด ๒๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มากที่สุดในประเทศไทย แล้วก็มีบางส่วนที่เป็นพรุสมบูรณ์คือที่พรุโต๊ะแดง มีพื้นที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ไร่ ที่มี ความอุดมสมบูรณ์ทั้งทางนิเวศวิทยา มีทั้งเรื่องของพันธุ์ไม้ มีเรื่องของสัตว์ป่าในพรุ เป็นระบบนิเวศที่มีความเปราะบางมาก แล้วก็ได้ประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ําในแรมซาร์ไซต์ (Ramsar Sites) แต่ว่าในบางส่วนที่โดนบุกรุกไปบางพื้นที่อาจจะมีความเหมาะสม ในการที่จะพัฒนาให้กลับมาเป็นพรุได้ แต่ว่าการปลูกป่าพรุไม่เหมือนป่าปรกธรรมดา เพราะฉะนั้นจะเกิดปัญหาอย่างมากมายต้องมีความพยายามอย่างมาก และบางส่วน ซึ่งมีการบุกรุกไปไม่สามารถที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าพรุสมบูรณ์อย่างเดิมได้ นั่นคือ พื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาที่ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจะเข้าไปพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น ให้กลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากนั้นในบริเวณนอกพื้นที่พรุเองซึ่งแต่เดิมจะเป็นทะเลเก่ามาก่อน จะมีการสะสมของดินตะกอนชายทะเล ซึ่งดินพวกนี้จะมีสารประกอบกํามะถันอยู่สูงมาก เมื่อดินแห้งดินก็จะปลดปล่อยกรดกํามะถันขึ้นมาทําให้เกิดเป็นดินเปรี้ยวจัด พื้นที่ก็จะถูกทิ้ง ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่เกิดเป็นดินเปรี้ยวจัดได้ พื้นที่เหล่านี้พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดําริรับสั่งถามว่า แล้วความเป็นกรดที่รุนแรงตรงนี้มันอยู่ที่จุดไหน ซึ่งในชั้นต้นก็ยากที่จะตอบได้เพราะว่าการเกิดสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน จึงรับสั่งบอกว่า ให้ไปแกล้งดินให้เป็นดินเปรี้ยวจัดจนปลูกพืชเศรษฐกิจไม่ได้ นี่คือที่มาของโครงการแกล้งดิน ที่เกิดขึ้นอันเป็นศาสตร์พระราชาที่สําคัญ โดยมีการศึกษาทดลองในศูนย์ศึกษาการพัฒนา พิกุลทอง มีการที่จะเร่งให้ดินเป็นกรดให้ถึงจุดที่มากที่สุดโดยวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ ปกติธรรมชาตินั้นดินจะแห้งและเปียกสลับกันในรอบปี ๑ ครั้ง คือช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูแล้ง ในการศึกษาทดลองได้ลดเวลาในการแห้งเปียกสลับกันให้มีความถี่มากขึ้น จากแห้งและเปียก ปีละครั้ง ก็ให้เป็นแห้งและเปียกปีละ ๔ ครั้ง เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้เกิดกรดแล้วก็มีการเก็บ ตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ มีการทดสอบการปลูกพืชดูว่าดินเป็นกรดจัดมากที่สุด หลังจาก มีการทดลองประมาณ ๓ ปีก็พบว่าดินเป็นกรดจัดมากที่สุด ก็รับสั่งให้มีการปรับปรุงดิน ที่เลวร้ายที่สุดตรงนั้นหลังจากที่ถูกแกล้งดินให้เลวร้ายที่สุดให้กลับมาใช้ในการปลูกพืช ให้ได้เหมือนเดิม หลังจากนั้นประมาณ ๒ ปี ทางทีมศึกษาวิจัยตรงนั้นก็มีการใช้เรื่องของน้ํา น้ําจืดมาล้าง เอาความเป็นกรดออกไป มีการใช้วัสดุปูนมาใส่ในดินเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเป็นกลางทําให้ดิน เป็นกลางแล้วก็มีการปลูกพืช จนสามารถทําให้ดินที่เลวร้ายที่สุดจนไม่สามารถปลูกพืชได้แล้ว กลับมาปลูกพืชได้เหมือนเดิม ซึ่งสิ่งที่มีการศึกษาตรงนั้นได้รับการดูแล ทรงกํากับดูแลด้วย พระองค์เองตลอด ถือว่าเป็นงานวิจัยของพระองค์ที่เข้าไปกํากับในการเสด็จแปรพระราชฐาน ทุก ๆ ปีจะเสด็จที่แปลงแกล้งดิน แล้วก็ทรงพระราชทานคําแนะนําต่าง ๆ ในการแก้ไขปรับปรุง จนสามารถเขียนเป็นตําราการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัด แล้วก็ทรงรับสั่งให้นําไปขยายผล ในพื้นที่ที่มีปัญหาในจังหวัดนราธิวาสเองในภาคใต้ของประเทศไทย หรือแม้กระทั่ง ภาคกลางแถวจังหวัดนครนายกซึ่งมีลักษณะของดินเช่นเดียวกันจนกระทั่งเป็นความสําเร็จ มีการอนุรักษ์ป่าพรุ ทําป่าพรุจําลอง เพื่อให้มีการศึกษาพื้นที่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ทรงให้อนุรักษ์ป่าพรุแห่งนั้นเอาไว้โดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสงวน การอนุรักษ์ แล้วพื้นที่ ที่กลับเป็นพรุอย่างเดิมไม่ได้ก็ให้มีการพัฒนา มีการปลูกพืช มีการทดลองปลูกปาล์มน้ํามัน ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนกระทั่งได้รับความสําเร็จแล้วก็รับสั่งต่อให้แปรรูป ทําน้ํามันพืชเพื่อการบริโภคจากปาล์มน้ํามัน และเมื่อประสบปัญหาในเรื่องของการขาดแคลน พลังงาน ก็ทรงรับสั่งให้ดําเนินการใช้น้ํามันปาล์มที่ได้ตรงนั้นไปใช้ในการทําไบโอดีเซล (Biodiesel) ทําบี ๑๐๐ (B100) รถพ่วงที่นําศึกษาดูงานภายในศูนย์การศึกษาการพัฒนา พิกุลทองใช้น้ํามันไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นบี ๑๐๐ (B100) เป็นตัวอย่างในการดําเนินการ ที่ชัดเจน นี่คือศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดนราธิวาส ที่เป็นต้นกําเนิดของโครงการแกล้งดินอันเป็นศาสตร์พระราชาที่สําคัญ จนกระทั่งทรงได้มี การน้อมเกล้าถวายจากสหภาพวิทยาศาสตร์ดินนานาชาติ ถวายเหรียญเดอะ ฮิวแมนิทาเรียน ซอยล์ ไซเอนทิสต์ (The Humanitarian Soil Scientist) หรือเหรียญนักวิทยาศาสตร์ดิน เพื่อมนุษยธรรม ทรงศึกษาเรื่องดินเพื่อเอาไปแก้ปัญหาให้ผู้ยากไร้คนยากคนจนนั่นเอง และมีการประกาศโดยทางองค์การสหประชาชาติให้ทุกวันที่ ๕ ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันดินโลก เป็นที่ยอมรับของสากลทั่วไป
โครงการที่ ๒ คือโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ตั้งอยู่ที่ตําบลเขาชะงุ้ม อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง พื้นที่ตรงนี้มีผู้ที่ถวายที่ดินที่ตําบลเขาชะงุ้ม โดย พลตํารวจตรี ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ซึ่งทางกรมพัฒนาที่ดินและทางสํานักงาน กปร. ได้ไปตรวจพื้นที่ก็พบว่า ในพื้นที่ตรงนี้เดิมใช้ทําในเรื่องของการปศุสัตว์ แล้วก็เป็นบ่อลูกรังมีดินที่เสื่อมโทรมอย่างมาก ทั้งบ่อลูกรัง ดินที่มีกรวดปน ดินตื้น และพื้นที่ตรงนี้มีปริมาณน้ําฝนต่ํามากประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งทางกรมพัฒนาที่ดินเองก็ทําหนังสือกราบบังคมทูลว่า ไม่เหมาะสมที่จะมาพัฒนาทําการเกษตร เสนอว่าไม่น่าจะรับที่ดินตรงนี้ไว้ ซึ่งทรงมี พระราชวินิจฉัยว่าดินลักษณะแบบนี้ในพื้นที่แถวนี้มีอยู่มากมาย ถ้าเรารับมาไว้ศึกษาวิธีการ แก้ไขได้ก็จะเป็นประโยชน์เอาไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ช่วยราษฎรได้จึงได้รับพื้นที่ตรงนี้ไว้ ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ประมาณ ๘๗๐ ไร่ ซึ่งส่วนแรกก็คือที่ พลตํารวจตรี ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ถวาย ส่วนที่ ๒ ทางมูลนิธิชัยพัฒนาได้จัดซื้อเพิ่มเติมประมาณ ๙๐ กว่าไร่ ตรงนี้นําศาสตร์พระราชาที่ทรงรับสั่งว่าการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก พื้นที่ ๙๐ กว่าไร่ ตรงนี้จะล้อมรั้วไว้แล้วก็ไม่เข้าไปยุ่งปล่อยให้มีการฟื้นตัวของสภาพป่าขึ้นมาเอง แต่ว่า มีการเก็บข้อมูลในเรื่องของการเพิ่มเติมพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ในพื้นที่ตรงนี้ มีการเก็บตัวอย่างดิน เพื่อดูการสะสมของอินทรียวัตถุ การเพิ่มหน้าดินต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างของการปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูกในพื้นที่ของเขาชะงุ้มด้วย
ในเรื่องของแหล่งน้ําเป็นเรื่องสําคัญ ก็มีการใช้พื้นที่ตอนบน ใช้บ่อลูกรังเดิม แต่งให้เป็นอ่างน้ําขนาดใหญ่แล้วก็ทําระบบกระจายน้ําเป็นบ่อเล็ก ในแนวศาสตร์พระราชา ในเรื่องของอ่างใหญ่เติมอ่างเล็ก แต่ว่าตั้งแต่ตั้งศูนย์มาฝนน้อยมากจนอ่างนี้ไม่เคยเต็ม ก็เลยมีวิธีการที่จะหาน้ํามาเติมจาก โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่สูบน้ําขึ้นมาแล้วก็ไปเก็บไว้ในอ่าวตอนบนแล้วก็กระจายน้ํา เพื่อแก้ปัญหา นอกจากนั้นในป่าบนพื้นที่ภูเขาตอนบนนั้นก็เป็นป่าเสื่อมโทรม ก็มีการสร้าง ฝายชะลอความชุ่มชื้นกระจายอยู่เต็มไปหมดเพื่อเก็บน้ํา ชะลอน้ํา แล้วก็ทําให้ป่ากลับมา ชุ่มชื้นเป็นป่าเปียกป้องกันการเกิดไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง จนกระทั่งสภาพจากเดิมที่แทบจะเป็น ทะเลทรายก็กลับมาเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์
ในเรื่องของดิน มีการใช้พืชปรับปรุงบํารุงดิน เช่นพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ เรื่องของการใช้หญ้าแฝก ซึ่งเป็นศาสตร์พระราชาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงศึกษา แล้วก็พระราชทานคําแนะนําให้มาใช้ในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ํา หญ้าแฝกเป็นพืช มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่รากของหญ้าแฝกลงไปลึก ๒-๓ เมตร แล้วก็จะมีรากฝอยกระจายอย่างแน่น เพื่อจะดูดจับยึดดินให้แน่น แล้วที่สําคัญก็คือหญ้าแฝกไม่กระจายตัวโดยเมล็ด เพราะฉะนั้น มันไม่จะไม่กลายเป็นวัชพืช เมื่อปลูกไปแล้วก็จะแตกกอ ถ้าปลูกเป็นแถวก็จะเป็นแนว เป็นกําแพงที่มีชีวิตป้องกันการชะล้างพังทลาย เมื่อน้ําพัดพาดินมาเจอแถวหญ้าแฝกก็จะเกิด การตกตะกอนชะลอความเร็ว ความรุนแรงของน้ํา ทรงสอนวิธีการปลูกในร่องน้ําที่มี การชะล้างพังทลายเป็นรูปตัววีคว่ําเพื่อจะชะลอความรุนแรงของน้ําเพื่อลดการสูญเสียต่าง ๆ ก็เป็นศาสตร์พระราชาที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่สําคัญ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีการปรับปรุง บํารุงดิน ใช้หญ้าแฝกสร้างดินในพื้นที่ที่มีการถวายเพิ่มเติมโดยปลูกเป็นตามแนวระดับ มีการปลูกพืชไม้ยืนต้นตามแถวตามแนวระดับ มีการปลูกล้อมไม้ยืนต้นเหมือนกับเป็น กระถางขนาดใหญ่ทําให้ไม่สูญเสียน้ํา ทําให้ไม่สูญเสียในเรื่องของธาตุอาหารออกไป
ผลจากการศึกษาตรงนี้ก็สามารถที่จะทําให้พื้นที่ของโครงการเขาชะงุ้มตรงนี้ กลับเป็นป่าที่เขียวสามารถปลูกพืชต่าง ๆ ได้ผล มีการทําในเรื่องของแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ตัวอย่างในพื้นที่ที่ฝนน้อย ก็ปรับสัดส่วนในเรื่องของแหล่งน้ําที่เก็บไว้เพิ่มเติมจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็จะมีกระบวนการดําเนินการในลักษณะเดียวกัน ก็เป็นความสําเร็จอันยิ่งใหญ่ แล้วก็เป็นพื้นที่ที่ปัจจุบันนี้เกษตรกรโดยรอบก็สามารถนํา ศาสตร์พระราชาจากศูนย์แห่งนี้ไปใช้ปลูกพืชผลผลิต นําผลผลิตมาจําหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวแถวสวนผึ้ง ตอนเย็นจะกลับกรุงเทพฯ ก็สามารถแวะมาซื้อผลผลิตต่าง ๆ ได้ มีผู้ที่เข้าไปชมงานปีหนึ่ง ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน ก็ถือว่าโครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟู ที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ก็เป็นตัวอย่างของศาสตร์พระราชา ที่เข้าไปศึกษา แล้วก็เป็นตัวอย่างให้พี่น้องชาวไทยสามารถนํากลับไปในเรื่องของการประกอบอาชีพ สามารถที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเป็นท่านวิวัฒน์ใช่ไหมคะ เชิญท่านวิวัฒน์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม วิวัฒน์ ศัลยกําธร ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการ กลไกการมีส่วนร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน ผมขออนุญาตเล่าความเป็นมาสั้น ๆ ของกลไกการมีส่วนร่วมในการสืบสานศาสตร์พระราชา ในอดีตนั้นเสด็จพระราชดําเนินที่ไหน ก็รับสั่งกับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรับสั่งกับชาวบ้าน รับสั่งกับครูบาอาจารย์ รับสั่งกับพระ รับสั่งกับครู โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ส่วนราชการโดยเฉพาะทหารในยุคต้น ๆ หลังจากนั้นใน พ.ศ. ๒๕๒๔ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ท่านก็ปรารภกับ อาจารย์เสนาะ อูนากูล ซึ่งเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์สมัยนั้น บอกว่าบ้านเราเป็นประชาธิปไตย อํานาจการบริหารอยู่ในมือของรัฐบาล ทําไมยังไปใช้ พระองค์ท่านทรงงาน ทั่วประเทศเลย ชายแดนในพื้นที่ห่างไกล แล้วพระองค์ท่านยังใช้เงิน ส่วนพระองค์ หรือพระองค์ท่านก็ไปหาเงินมาทุกวิถีทางที่จะไปช่วย เพราะฉะนั้นให้ตั้ง สํานักงานขึ้น ๑ สํานักงาน แล้วก็มีเงินก้อนหนึ่งซึ่งเป็นเงินงบกลาง ๔๐๐ ล้านบาท ผมจําได้ ปี ๒๕๒๔ สํานักงานนั้นมีชื่อว่า สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ทําหน้าที่ประสานทุกส่วนราชการทุกภาคส่วน ทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะ ส่วนราชการอย่างเดียว ทั้งวัดที่ท่านรับสั่งด้วย ทั้งชาวบ้านที่ท่านรับสั่งด้วย ทั้งการศึกษา หรือส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด สํานักงานนั้นเกิดขึ้นท่านคงรู้จักดี เลขาธิการท่านแรก ท่านอาจารย์สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นเลขาธิการสํานักงานท่านแรก หลังจากนั้นเราก็ทําพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับ แยกตัวออกจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมัยนั้น ก็แยกมาเป็นสํานักงาน กปร. ท่านประธานของเราคณะนี้ท่านเป็นเลขาธิการ ท่านที่ ๔ ต่อเนื่องมาจากท่านอาจารย์สุเมธ หลังจากนั้นพระองค์ท่านก็รับสั่งบอกว่า เราทํางานแบบราชการอาจจะติดกฎ ระเบียบมากมาย มีข้อจํากัดมากมาย ก็ให้ตั้ง หน่วยงานอิสระขึ้น ทรงรับสั่งง่าย ๆ ว่าให้ทําแบบโง่ พวกเราฟังใหม่ ๆ ก็งง ท่านก็อธิบายว่า ให้ทําแบบนอน กัฟเวิร์นเมนทัล ออร์แกไนเซชันส์ (Non-Governmental Organizations) เอ็นจีโอ (NGOs) หน่วยงานนั้นก็คือสํานักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงคิดเอง ออกแบบ เขียนเองทั้งหมดเพื่อจะให้มีมูลนิธิขึ้น ๑ มูลนิธิ ทําหน้าที่ประสานและขับเคลื่อนสืบสานงาน ที่พระองค์ท่านพระราชทานพระราชดําริให้ไปทํา แล้วหลังจากนั้นก็ทรงพยายามจะตั้งบริษัทขึ้น ๒ บริษัท ล่าสุดหลายท่านก็คงรู้ดี บางท่านก็อาจจะไปชอปปิง (Shopping) เป็นบริษัท โกลเดนเพลส (Golden Place) นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะไปดึงภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะมีภาคเอกชน ๓ ราย ลงทุน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท คนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พระองค์ท่าน ออกเงิน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๑๐ ล้านบาท แล้วก็ให้เอกชนบริหาร นั่นคือตัวอย่าง กลไกภาคเอกชน พอมาถึงรัฐบาลนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศขับเคลื่อนโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ตั้งเงินงบประมาณขึ้นมาต่างหากอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ตั้ง คณะกรรมการขึ้น ก็ให้สํานักงานเลขาธิการ กปร. ทําหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นแม่งานในการขับเคลื่อนดึงเอาทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกัน ก็มีเงินอยู่ขณะนี้ยังทํางานต่อเนื่องอยู่ ในส่วนของผมเองก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ในการที่จัดอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ หลังจากสภาได้กรุณามีมติตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น ในชุดที่ ๓ ของคณะอนุกรรมการชุดนี้มีความเชื่อ มีความศรัทธาเต็มเปี่ยมว่าการสืบสาน ศาสตร์พระราชานั้นถ้าเราใช้เพียงกลไกที่ใช้อยู่เดิม หลัก ๆ ก็คือกลไกรัฐและกลไก ภาควิชาการ ซึ่งก็จะมีโรงเรียน มีมหาวิทยาลัย มีภาคส่วนต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการ ลุกขึ้นจัดหลักสูตรแทบจะบังคับกันเลยให้มีการเรียนการสอน หลายโรงเรียนถูกประกาศ เป็นโรงเรียนต้นแบบ ๓๐ โรงเรียนแรกผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเห็นความเป็นไป ทํามาก่อน รัฐบาลนี้นะครับ พอถึงรัฐบาลนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ประกาศตั้งศูนย์ขับเคลื่อน เศรษฐกิจพอเพียงในระดับกระทรวงศึกษาธิการอีก ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง แต่ว่าทั้งหมดนี้ ที่กราบเรียนยังมีข้อจํากัด เราทราบกันอยู่ดีว่าข้อจํากัดของกลไกภาครัฐ ในคณะอนุกรรมการ เราก็เรียนเชิญผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงที่ขับเคลื่อน ๗,๐๐๐ กว่าศูนย์ ที่ขับเคลื่อน ในส่วนของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ของทหารก็เชิญมา หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นศูนย์ใหม่ล่าสุด ถือเป็นศูนย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ ๖๐๐ ไร่ แล้วก็มีแหล่งน้ํา มีหนองน้ํา จัดระบบจัดเก็บน้ําตามแนวพระราชดําริ ถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เป็นต้น ก็เชิญผู้ที่มีประสบการณ์ตรงภาครัฐ ซึ่งก็มีหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ทหารโดยตรง แล้วก็มีภาควิชาการหลายส่วน ทั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในหน่วยงาน ของรัฐ อยู่ในโรงเรียน อยู่ใน กศน. รวมทั้งภาคเอกชน ภาคเอกชนที่มีบทบาทสําคัญในยุค เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วคือโรงแรมชุมพรคาบานา ถือเป็นโรงแรมต้นแบบที่ประยุกต์เอาปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ จนได้รางวัลที่ ๑ ของประเทศ ได้รางวัลตั้งครึ่งค่อนล้านบาท ในฐานะเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ใหม่ ได้รางวัลนวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ของบ้านเรา เป็นที่ ๑ ของประเทศ ก็เชิญท่านมาจากผู้มีประสบการณ์ สื่อมวลชนจํานวนมากที่ติดตาม เรื่องนี้ก็เชิญเขามา รวมทั้งมูลนิธิชัยพัฒนามี ๒๐๐ กว่าโครงการที่อยู่ในความดูแล โครงการหนึ่งที่เด่นมากของมูลนิธิชัยพัฒนา คือศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติอยู่ที่จังหวัดนครนายก อยู่ที่เขื่อนท่าด่าน มีท่านอาจารย์ปัญญา ปุลิเวคินทร์ ดูแล รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่ง ที่ไปตั้งสถาบันขึ้น สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัย สถาบันแก้ปัญหาของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยี เรียกว่าอิตส์โอเค (It’s Okay) ก็เชิญผู้ที่ลงมือทํางานและมีประสบการณ์ เห็นปัญหาเชิญมาจัดสัมมนาร่วมกัน พระด้วย เชิญมาทุกภาคส่วน
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขออนุญาตเอาสไลด์ (Slide) ให้ดูคร่าว ๆ เราจัดสัมมนากัน ๒ ครั้ง ที่นี่ครั้งหนึ่ง ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกครั้งหนึ่ง ๒ ครั้ง ก็เชิญผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงมาหารือกัน ๖ ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคประชาชน รวมทั้งภาคศาสนา พระ มีวัดที่ติดตาม ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาที่เกาะกลุ่มกันอยู่ ๓๐ กว่าวัด มีเครือข่ายทํางานกันอยู่ เป็นต้น ก็เชิญเข้ามาจัดสัมมนา ก็พบว่าถ้าจะขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาให้ยั่งยืนอยู่กัน เป็นร้อยเป็นพันปีเหมือนที่หลาย ๆ ศาสนาทําได้สําเร็จ เมื่อพระองค์ท่านไม่อยู่กับเราแล้ว เรื่องนี้จะยังอยู่ในใจและอยู่ในการปฏิบัติของประชาชนอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืนได้ จําเป็นต้องมี กลไกร่วมมือให้ได้ทั้ง ๖ ภาคส่วนอย่างที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ขณะนี้น้ําหนักไปอยู่ที่ภาครัฐ เป็นหลัก อาจจะมีภาควิชาการบางส่วน พบว่าทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ สื่อมวลชน ที่เกี่ยวข้อง กับการขับเคลื่อนขยายผลของศาสตร์พระราชานั้น ให้ดูคร่าว ๆ มีสัมมนา ๒ แห่ง และไปดูงานในพื้นที่ที่ภาคประชาชนเขาลุกขึ้นไปทํากันอยู่ ๓๒ จังหวัด เขาไปขับเคลื่อนกัน โดยจับมือกับภาครัฐ จับมือกับภาควิชาการ จับมือกับภาคเอกชน และจับมือกับสื่อมวลชน ครบทั้ง ๖ ภาคส่วนอย่างที่กราบเรียนตั้งแต่ต้น พบข้อมูลโดยสรุปเบื้องต้นว่าภายใต้ กลไกภาครัฐเจ้าหน้าที่ของรัฐเองพูดให้ฟังว่าขณะนี้มีลักษณะการทํางานเป็นแนวดิ่งจากบนลงล่าง เป็นหลัก เปลี่ยนอธิบดีทีก็สั่งเปลี่ยนกันที จนพระองค์ท่านเคยพระราชทานแซวว่า อย่างนั้นอธิบดีดํารินะ ไม่ใช่พระราชาดําริ หรือ ผอ. ดําริ พอเปลี่ยน ผอ. ทีก็ ผอ. ดําริใหม่ พระองค์ท่านก็เอ๊ะเราไม่ได้ดําริอย่างนี้ ในฐานะที่พวกผมหรือท่านประธานด้วยมีภารกิจหลัก เบื้องต้นเป็นคนติดตามจดบันทึกสิ่งที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดําเนินไปให้คําแนะนํา พระราชทานพระราชดําริเสร็จไปประมวลทําเป็นแผน เอาแผนมาถวายพระองค์ท่าน ท่านแอปพรูฟ (Approve) แล้วก็ไปส่งให้ทุกหน่วยงานเขาทํา ทําแล้วก็ไปติดตาม ไปประเมินผล ถวายรายงานพระองค์ท่าน ท่านก็เสด็จพระราชดําเนินไปเยี่ยม ไปให้คําแนะนํา ไปปรับแก้ให้ ช่วงที่พระชนมายุยังไม่มากพระวรกายยังแข็งแรงท่านก็เสด็จพระราชดําเนินไปตรวจเยี่ยม ติดตามด้วยพระองค์เอง แต่วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่กับเรา จําเป็นต้องมีกลไกทําหน้าที่ ให้ครบสมบูรณ์เหมือนกับที่พระองค์ท่านยังอยู่ ภาควิชาการก็บ่นกัน ปรารภกันว่าพวกเราเอง หมายถึงครูบาอาจารย์ที่สอนกันก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองรู้จริงขนาดไหน ลงถึงแก่นแค่ไหน ครบถ้วนแค่ไหน ประสบการณ์ก็ยังมีไม่พอ ยังไม่รู้จะทําอย่างไร เขาให้สอนก็สอนทฤษฎี อ่านหนังสือสอนกันไปพลาง ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติตัวเองก็ยังประสบการณ์น้อย นี่เป็นคําข้อสรุปจากภาควิชาการโดยตรงที่มาจัดสัมมนาร่วมกับเรา ๒ ครั้ง แล้วก็ตามไปดูงาน อีก ๒ ครั้ง ก็มีการหารือกัน งานวิจัยเรื่องนี้ที่จะสืบทอดสิ่งต่าง ๆ พระองค์ท่านรับสั่งเอาไว้ ไปปฏิบัติแล้วยังไม่เห็นผลชัดเจน ต้องมีงานวิจัยที่จะพิสูจน์รู้ให้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งนั้น ถูกกี่เปอร์เซ็นต์ ผิดกี่เปอร์เซ็นต์ การทํางานวิจัยหรือทํางานพัฒนานั้น ถ้าผิดพระองค์ท่าน ก็ตรัสว่านี่เป็นเรื่องดี บันทึกเอาไว้ว่าเราทําแบบนี้มันไม่ถูกนะ คนข้างหลังจะได้ไม่ทําผิดซ้ําจากเรา เพราะฉะนั้น การสืบสานศาสตร์พระราชาเอาไปทําแล้วมันผิดก็จะเป็นครู เป็นประโยชน์อย่างมาก ท่านก็รับสั่งเอาไว้อย่างนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องมีงานวิจัย มีขับเคลื่อน มีการสนับสนุนให้เกิด การวิจัยกันอย่างจริงจังเหมือนทฤษฎีของโลกตะวันตก คุณอดัม สมิธ สร้างทฤษฎีขึ้นมา มีศิษย์อีกมากมาย เช่น ลอสทาว เอามาทําเป็นสเตจส์ ออฟ โกรท (Stages of Growth) แล้วเราก็เอา ๕ ขั้นตอนของการสร้างความเจริญเติบโตมาเขียนเป็นแผนชาติ พวกผมนี่ ทําหน้าที่เขียนแผนชาติมา จะสังเกตเห็นว่าศาสตร์ของโลกตะวันตกมีรุ่นลูกศิษย์ลูกหา เอามาทําวิจัยแล้วสร้างทฤษฎีขึ้นใหม่ ๆ มากมาย บ้านเราควรจะทําเช่นนั้น ในที่ประชุมสัมมนา ก็เห็นอย่างนั้น ถ้ามีการหยิบเอางานมาทําวิจัยแล้วนําสู่การปฏิบัติ กลับมาวิจัย ทบทวน นําสู่การปฏิบัติต่อ มันจะเจริญก้าวหน้าไปไม่ยุติ ส่วนภาคเอกชนก็ได้รับ ส่วนใหญ่คนก็เรียกร้อง ภาคเอกชนแค่เอาเงินมาให้ เอาข้าวเอาของมาให้ จนภาคเอกชนมีจุดแข็งของการบริหาร มีจุดแข็งของทักษะในการดําเนินการ และมีจุดแข็งในเรื่องบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ความรู้ความสามารถเหล่านั้นของภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานศาสตร์ ของพระองค์ท่านอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีกลไกให้เขามามีส่วนร่วม ไม่ใช่ขอเงิน จากเขาอย่างเดียว สื่อมวลชนเองก็บ่นว่าทําสื่อไปสักระยะหนึ่งก็ตันเหมือนกันไปต่อไม่ได้ อันนี้ก็เป็น เขาก็อยากจะทํา ในขณะที่ผู้บริหารสื่อเองก็จําเป็นต้องอยู่ให้รอด ในเชิงนโยบาย จะทําอย่างไร อันนี้ก็เป็นประเด็นซึ่งมีการหารือกัน ส่วนภาคเอกชนเอง ภาคประชาชนเอง ก็ทํากันตามที่ตัวเองเข้าใจ อยากจะหาความรู้เรื่องนี้ ๆ เกี่ยวกับศาสตร์ของพระราชา จะไปหาที่ไหน จําเป็นต้องมีศูนย์บริการอย่างเบ็ดเสร็จ พระองค์ท่านเคยรับสั่ง และทรงเขียน หนังสือไว้ในหนังสือพระมหาชนกด้วยว่า เหตุการณ์วันนี้แสดงความจําเป็น จําเป็นต้องจัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมให้เบ็ดเสร็จ ซึ่งรัฐบาลนี้โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีพูดย้ําสั่งการเป็นทางการก็มี ทั้งเป็นเอกสาร ทั้งสั่งด้วยวาจาต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นผู้บัญชาการทหารบกด้วยซ้ําไป หลังจากท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็ยังย้ําเรื่องนี้ สั่งทั้งสั่งด้วยวาจาและเป็นเอกสาร เป็นนโยบาย ไม่ใช่เฉพาะแค่นั้น ยังมีการบูรณาการงบประมาณจัดสรรเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยเฉพาะ แต่อย่างที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นว่าจากผลการสัมมนาในภาคราชการเองก็ยังบ่นว่า ยังจํากัดอยู่เฉพาะภายใต้กฎ ระเบียบ ภายใต้ฟังก์ชัน (Function) ของหน่วยงาน หน่วยงาน ถ้าจะไปทําเหนือฟังก์ชัน (Function) ที่ไปเกี่ยวกับฟังก์ชัน (Function) หน่วยงานอื่นก็ติดขัด ไปด้วยกฎ ระเบียบมากมายโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเบิกเงินเบิกทอง ในเบื้องต้น คณะอนุกรรมการก็มองเห็นว่าจําเป็นต้องมีกลไก ซึ่งกลไกอันนี้ยังไม่เป็นข้อยุติว่าจะหน้าตา เป็นอย่างไร บางท่านเห็นว่าควรจะเป็นเหมือนองค์กรอิสระขึ้น บางคนเรียกว่าเอ็นจีโอ (NGOs) ที่รัฐจัดตั้งขึ้น เหมือนพระองค์ท่านจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้น ก็อาจจะมีกลไกอื่น ขึ้นไปหนุนเสริมพระองค์ท่าน หรือไปหนุนเสริมภาครัฐ หรือไปหนุนเสริมภาควิชาการ หรือต้องรวมตัวกันทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย รวมตัวกันตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นใหม่เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่เน้นไม่เป็นทางการนัก จะได้คล่องตัว อันนี้ก็เป็นแนวคิดคร่าว ๆ ทั้งหมดยังไม่มีข้อยุติ คิดว่าภายในประมาณ ๑ เดือนหลังจากนี้เป็นต้นไปข้อสรุปเบื้องต้นกลไกอันนี้ก็น่าจะมีข้อสรุปได้ กลไกเหล่านี้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา เรามองว่านี่สําคัญที่สุด คือเกี่ยวข้องกับการให้การศึกษาประชาชน รัฐธรรมนูญเขียนถึงกลไกการมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาไว้ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ รัฐต้องจัดให้มีกลไกการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ หมายถึง รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และเอกชน เอกชนในความหมาย ท่านประธานกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ชี้แจงในที่ประชุมนี้ไปแล้วว่า เอกชนหมายถึงใครก็ได้ พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน วัด ทุกภาคส่วนเลยที่ไม่ใช่ท้องถิ่นและไม่ใช่รัฐบาลส่วนกลางก็ถือว่าเป็นเอกชน ทั้งหมด กลไกอันนี้จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญเหมือนกันทําให้เกิดได้ อาจจะต้องมี กลไกกฎหมายขึ้นรองรับ อาจจะต้องมีกองทุนขึ้นหรืออย่างไร และของท่านอาจารย์วิวัฒน์นั้นก็คือการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มีองค์ความรู้ มีสถานที่ของโครงการพระราชดําริ แล้วก็มีกลไกการมีส่วนร่วม ก็เหลือเรื่องสุดท้ายนะครับ ที่คณะกรรมการศาสตร์พระราชาคณะนี้กําลังจะทําอยู่ก็คือการมารวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ว่า ถ้าอย่างนั้นสุดท้ายแล้ว สปท. เราจะทําอะไรกันในช่วงเวลาที่ยังมีเหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อที่จะได้เสนอไปยังรัฐบาล เพื่อที่จะได้เสนอไปยังประชาชน พสกนิกรทั่วประเทศ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ผมมานั่งเปิดดูคําสั่งแต่งตั้งของคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชา รวมไปถึงคณะกรรมการ ๔ คณะ คณะอนุกรรมการมี ๑๕๔ คน น่าจะเป็นตัวเลขของ กรรมการรวมทั้งอนุกรรมการด้วย น่าจะเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในสภา สปท. เท่าที่มีอยู่ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นี่ก็ด้วยความตั้งใจของพวกเรา วันก่อนที่ไปฟังท่านอาจารย์วิษณุ ได้รับเชิญจากสถาบันพระปกเกล้าให้ไปบรรยายเรื่องศาสตร์พระราชา ศาสตร์แผ่นดิน อาจารย์วิษณุพูดไว้ว่าทําไปเถอะสืบสานศาสตร์พระราชา อย่ามัวแต่มาพูดว่าขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไทย ท่านบอกว่าเอาชาตินี้ก็แล้วกันทําออกมาเถอะสืบสานศาสตร์พระราชาอะไรก็ได้ นี่ละครับก็คือสิ่งที่เราพยายามมุ่งมั่นที่จะทําให้ได้ หลาย ๆ ท่านคงจะสงสัยว่าแล้ว สปท. เรา จะทําอะไร เท่าที่คณะกรรมการโดยมีท่านประธานปานเทพเป็นประธานและคณะอนุกรรมการต่าง ๆ เรามาปรึกษาหารือกันแล้วก็คงไม่ถึงกับจะต้องเสนอพระราชบัญญัติ ไม่ถึงกับจะต้องเสนอ ให้มีการจัดตั้งหรือว่าก่อสร้างสถาบันอะไรขึ้นมาหรอก ยกตัวอย่างเช่นทางรัฐบาลเอง ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ได้จัดทําโครงการเฉลิมพระเกียรติขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ ทรงครองราชย์ครบ ๗๐ ปี เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้วเรื่องนั้นก็ได้สืบต่อมา จนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติในคราวการประชุมวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ ได้ผ่านวาระที่หนึ่ง ไปแล้วก็คือเป็นเรื่องร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรม ร่างพระราชบัญญัตินั้นได้ผ่านวาระที่หนึ่งไปแล้วก็จะต้องมีการเข้าสู่วาระที่สอง วาระที่สามต่อ และสถาบันการศึกษาอุดมศึกษาของประเทศไทยก็จะเกิดขึ้นมาใหม่แน่นอน ไม่นานด้วยนะครับ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ นี่ละเขาจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรต่าง ๆ แล้ว นั่นก็คือ แสดงให้เห็นว่าทางรัฐบาลได้มุ่งมั่นแล้วก็เดินหน้าทํางานไปแล้วใช้งบประมาณต่าง ๆ ทุกภาคส่วน ในส่วนของ สปท. เราก็จะทํางานในลักษณะที่เสนอเป็นองค์ความรู้เรียกว่าเป็นซอฟต์แวร์ (Software) ก็ว่าได้ ขออนุญาตที่ใช้ภาษาอังกฤษ คงไม่ได้เน้นเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) แต่ว่าคงเน้นเรื่องซอฟต์แวร์ (Software) มากกว่า เน้นเรื่องการนําองค์ความรู้ เน้นเรื่อง การนําความคิดต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนหน่วยงานทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง ทบวง กรม มาร่วมแรง ร่วมใจกันเพื่อที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ที่เราเรียกว่าศาสตร์พระราชา ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ เพื่อให้เกิดความรอบคอบต่าง ๆ คณะอนุกรรมการซึ่งผมเป็นประธานอยู่ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยให้ข้อมูลว่าท่านกําลังทําอะไรอยู่ และท่านกําลังจะทําอะไรที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชา ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่หรืออื่น ๆ เพราะว่าศาสตร์พระราชานั้น กว้างใหญ่ไพศาลมากก็เรียกว่ายิ่งใหญ่มาก ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้ง อาจารย์วิษณุบอกว่า ศาสตร์พระราชาก็คือกิจที่ทรงทํา คําที่ทรงแนะ คําที่ทรงสอน ทั้งหมดนะครับ กิจที่ท่านทรงทํา ทุกคําที่ท่านทรงแนะ นั่นละคือศาสตร์พระราชาทั้งหมด แล้วท่านนิกร จํานง ซึ่งเป็นประธานของคณะอนุกรรมการ คณะที่ ๑ ก็รวบรวมศาสตร์พระราชานั้น อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคณะกรรมการของเราก็จะมีการพิจารณาในการเข้าไปเสริมเติมแต่ง นําเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ เท่าที่พอจะรวบรวมจัดหาได้เข้าไปเสริมให้โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดําริที่ท่านประธานอนุกรรมการ พลเอก นคร สุขประเสริฐ ได้กล่าวไปแล้ว มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริที่โนนดินแดง หรือที่จังหวัดตาก หรือที่มูโนะ หลายที่ ที่เราไปดูงานมา บ้างก็นั่งรถยนต์ไป บ้างก็นั่งรถตู้ บ้างก็นั่ง ฮ. ไป ผมเองก็มีส่วนร่วมไปดูงาน มาด้วยทุกที่ เราเห็นแล้วว่ามีหลาย ๆ ที่ ถ้ามีอย่างนั้นเพิ่มก็น่าจะดีเพราะว่าสภาพแวดล้อม ก็ได้ผ่านไปบ้างแล้ว เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว การอพยพของประชากรก็มีการเปลี่ยนแปลง ไปตามสภาวะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชานี้มีผู้แทน จากทุกหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมก็ได้ว่าที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจาก กปร. สภาพัฒน์ กระทรวงศึกษาธิการ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้ แม้แต่รัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และอื่น ๆ อีกมากมายมากันหมดนะครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้ เจตนารมณ์ของการนําเสนอรายงานความคืบหน้า เราจึงมีความต้องการที่จะรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากท่าน สปท. ทุกท่าน และเราก็มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่าหลาย ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต ท่านมีส่วนร่วมเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาอยู่แล้ว มองไปหน้าใครก็นึกออกหมดทุกคน อ๋อคนนั้น อ๋อคนนี้ ตรงนี้เราจึงเสนอเป็นรายงานความคืบหน้า แล้วก็ต้องขออภัยที่มีการแจกแบบสอบถามขึ้นมาฉบับหนึ่ง แบบสอบถามนั้นต้องขอความกรุณา จากทุก ๆ ท่าน ทั้งที่อยู่ในห้องประชุม แล้วก็ที่ยังไม่ได้เข้าห้องประชุม ขอความกรุณา ช่วยกรอกแบบสอบถามเท่าที่ท่านพอจะนึกออกนึกได้ เพื่อเราจะได้นํามาประมวลแล้วก็ดูว่า สปท. ของเรานี้มีท่านที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชาเยอะมาก ท่านกําลังทําอยู่แล้ว ท่านมี ความภูมิใจอยู่แล้ว เราก็จะได้นําข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาประมวลสรุปในรายงานฉบับสมบูรณ์ ของเราต่อไป ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไป ไปตรงที่เกือบจะสรุปเลยนะครับ ในหน้า ๘ เบื้องต้นคณะกรรมการสืบสานของเรายังไม่กล้าที่จะสรุปข้อเสนอแนะอะไรทั้งหมดออกมา ซึ่งถ้าเขียนออกมาคงจะได้หลายสิบข้อ แต่ว่าเราจะขออนุญาตกราบเรียนเป็นเบื้องต้น ดังต่อไปนี้นะครับ
ข้อ ๑ เราอยากจะให้รายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาคณะนี้ รวมทั้งมีข้อเสนอแนะจากทุก ๆ ท่านแล้วเสนอไปให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบ
ข้อ ๒ ขอเชิญชวนให้ทุกกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ รวมทั้งเชิญชวนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม มาเข้าร่วมโครงการสืบสานศาสตร์พระราชา หมายความว่าใครทําอะไรได้ทําไปเลยไม่ต้องรอ เมื่อวานซืนผมดีใจมากได้เห็นเอกสารฉบับหนึ่ง ท่านนายกสภาวิทยาลัยชุมชนยโสธรส่งมาให้ดู ท่านเป็นอดีต สปช. ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประภาศรี ท่านคงไม่ได้มีเจตนารมณ์อะไรที่จะลึกซึ้งไปกว่าที่จะบอกว่าท่านก็นั่งเป็น ประธานนายกสภาวิทยาลัยชุมชนยโสธรอยู่นั่นละ ผมมาเปิดดูขนลุกเลยครับ นโยบายของสถาบันอุดมศึกษาที่ชื่อว่าวิทยาลัยชุมชนยโสธร เขียนเอาไว้ข้อหนึ่งบอกว่าจะน้อมนําแนวพระราชดําริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ในการประกอบทําหลักสูตรการเรียนการสอนและนําไปพัฒนาชุมชน นี่ละครับคือเป็นตัวอย่าง ที่เราอยากจะเห็นทุกสถาบันการศึกษา ทุกมหาวิทยาลัย ทุกหน่วยงานองค์กรของภาคเอกชน และเราก็เชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมาแล้ว เชิญตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว เดี๋ยววันหน้า เราก็จะขอเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมารับฟังกันว่าเขากําลังทําอะไรอยู่ และเราก็จะเชียร์ ให้เขาทําไปเลยโครงการศาสตร์พระราชาต่าง ๆ มีเรื่องอะไรให้ทําทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ด้านพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสตร์ของการเสริมสร้าง ของการครองตน ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความสามัคคีปรองดอง มีเรื่องให้ทําเยอะแยะ มากมายนะครับ
ข้อ ๓ เราก็จะขอเชิญชวนรัฐบาลให้การส่งเสริมให้ข้าราชการและประชาชน ได้เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ทําไมเราต้องเขียนแบบนี้ รัฐบาลเขาทําอยู่แล้วครับ แต่เรา ต้องการที่จะสร้างกระแสขึ้นมาให้จุดให้ติด ให้สภาพัฒน์หรือสํานักงานคณะกรรมการการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กําลังจะต้องทํางานหนักในอนาคต อะไรครับ จะไปเป็น สํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ อะไรเยอะแยะมากมายมาช่วยกันผลักดันให้ทุกภาคส่วน ตัวผมเองเคยพูดเล่น ๆ ในที่ประชุม ในชั้นอนุกรรมการหรือในชั้นกรรมการบอกว่าให้สภาพัฒน์ทําฟอร์แมต (Format) ออกมาเลย ประเมินตนเองว่าแต่ละเรื่องของแต่ละหน่วยงานมีดัชนีชี้วัดอะไรบ้างที่ทําเกี่ยวกับ ศาสตร์พระราชาอยู่แล้ว ตรงนั้นละครับจะได้มีความยั่งยืนต่อไป แล้วก็สุดท้ายหน่วยงาน ที่เป็นหน่วยงานหลักหรือพระเอกหลักก็หนีไม่พ้น กปร. หรือว่าสภาพัฒน์ แม้แต่สํานักงบประมาณ ก็คงจะต้องทําหน้าที่เหล่านั้นต่อไป เราก็ขอเป็นกําลังใจที่จะได้เห็นการพัฒนาของประเทศ มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ด้วยการน้อมนําศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัตินะครับ ไม่ใช่ไปคิดเฉย ๆ ส่วนเอาต์คัม (Outcome) หรือว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากผลงานของคณะกรรมการ สืบสานศาสตร์พระราชาที่ผมกราบเรียนแล้วว่าคงไม่มี พ.ร.บ. คงไม่มีการสร้างตึก สร้างโน่นสร้างนี่ ก็คือจะเป็นองค์ความรู้ของซอฟต์แวร์ (Software) เสียมากกว่า หรือไม่ก็จะมีวัสดุอุปกรณ์ อะไรที่เราจะนํารวบรวมไปเสริมในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริต่าง ๆ อย่างผมนี่ มาจากเซกเตอร์ (Sector) ที่เรียกว่าพลังงาน เราก็จะคิดว่าจะนําพลังงานทดแทน พลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือกรมชลประทาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทน เขาจะเอา พลังงานน้ําเข้าไปผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลที่ทุรกันดาร และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งจะมี สิ่งตีพิมพ์ที่ถือว่าน่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จะให้เป็นเอกสารที่ สปท. ทุกท่าน ได้มีส่วนร่วม เราก็จะจัดพิมพ์หนังสือขึ้นมา ๒ เล่ม เล่มที่ ๑ ชื่อว่า ศาสตร์พระราชา รวบรวม ทั้งหมดที่เรากราบเรียนมาแล้วในวันนี้เข้ามาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แล้วก็จะมีชื่อของสมาชิก สปท. ทุกท่านอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เล่มที่ ๒ หนังสือที่รวบรวมอัญเชิญ พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานเนื่องในโอกาสให้บุคคลต่าง ๆ นะครับ เข้าเฝ้าถวายชัยมงคลเนื่องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๔ ธันวาคมทุกปีที่ท่านนิกรได้อธิบายไปแล้วก็จะมีหนังสือนั้น อีก ๑ เล่ม ศาสตร์พระราชา ก็อาจจะตีพิมพ์สัก ๓,๐๐๐ เล่ม หนังสือรวบรวมพระราชดํารัส ต้องรวบรวมแบบครบทุกปีเลย ๔๐ กว่าปี อีก ๓,๐๐๐ กว่าเล่ม นี่คือสิ่งที่เรากําลังจะเร่งทําอยู่ ในช่วงเวลาที่เหลือ ก็ขอกราบเรียนชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ คณะกรรมการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยนะคะ ต่อไปจะมีรายชื่อ ผู้อภิปราย ดิฉันยังไม่เห็นท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อยู่ไหมคะ ไม่อยู่นะคะ
อยู่ครับ
มาแล้วนะคะ เชิญค่ะ เชิญท่านอภิปรายได้เลยค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูงนะครับ กระผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็เป็นผู้บริหารหลักสูตรมาพอสมควร อยากจะเรียนขอบคุณทางคณะทํางานชุดนี้ว่าได้เตรียมการเกี่ยวกับเอกสารมาอย่างดีมากเลย ถึงแม้จะพยายามอ่านแล้วก็เห็นว่ามีการซ้ําไปซ้ํามา แต่สิ่งที่เตรียมมาผมว่าเป็นไมล์สโตน (Milestone) เป็นหลักฐานชัดเจนที่ว่าเราได้พยายามรวบรวมความสําคัญของศาสตร์ หรือโนว์เลดจ์ (Knowledge) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งทุกคนทราบดีว่า การที่เราต้องมาทําหน้าที่ตรงนี้ในวันนี้จึงเป็นวันที่สําคัญ เป็นวันประวัติศาสตร์ ผมเองได้ ชื่นชมผลงานของท่านปานเทพ ของท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่ท่านพยายามนําให้ เราเข้าใจว่าศาสตร์พระราชานั้นมีอยู่เยอะมากเลยตามที่รายงานไว้ แต่ผมอยากนําเสนอ ๒ เรื่องเท่านั้นเองนะครับ ๒ เรื่องกับเรื่องแถมนิดเดียวคือว่าในนี้ทั้งหมดที่นําเสนอเป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การเกษตร วิทยาศาสตร์เรื่องน้ํา วิศวกรรมศาสตร์ทั้งหลายทั้งเพ ดีมากเลยนะครับ แต่ศาสตร์พระราชาด้านดนตรี ด้านศิลปะ ด้านการกีฬา ด้านอะไรทั้งหลาย ผมว่ายังไม่มีนะครับ ก็อาจจะต้องดําเนินการเสริมเข้ามาว่าด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องผ้า เรื่องคหกรรม เรื่องศิลปะ ที่ประณีตศิลป์ทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ศาสตร์พระราชาก็เกี่ยวข้องอยู่ แม้แต่การแพทย์ เรื่องไอโอดีน เรื่องการดูแลสุขภาพ การจัดแพทย์อาสาทั้งหลาย เป็นกระบวนการทางสาธารณสุข อันนี้เป็นข้อแถมที่ผมให้มา แล้วแถมอีกนิดหนึ่ง ในเรื่องดนตรี ไม่ว่าจะเป็นดนตรีที่พระองค์ท่านทรงแต่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ไม่ว่าจะเป็น แจ๊ส (Jazz) หรืออะไรก็แล้วแต่ คือจะเห็นว่าถ้าคนไปที่ออสเตรียที่เวียนนาก็จะมีสัญลักษณ์ หรือเป็นตราของพระองค์ที่บันทึกไว้ชัดเจนว่าพระองค์ท่านเป็นอัจฉริยะเรื่องนี้ เอาละครับ ทีนี้ประเด็นที่ผมนําเสนอกับที่ประชุมตรงนี้ว่าการนําศาสตร์พระราชาเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เป็นที่รําลึกถึงหรือที่ระลึกถึง แล้วทุกคนทราบดีว่าประเทศนี้ขับเคลื่อนโดย ศาสตร์พระราชามา ๗๐ ปีในด้านต่าง ๆ ๔,๐๐๐ โครงการพระราชดําริเป็นศาสตร์อะไรบ้าง ท่านก็รวบรวมมาแล้ว แต่ถามเลยนะครับว่ายุทธศาสตร์อันนี้ยังไม่ครบถ้วน ผมพยายามดูว่า แนวทางการขับเคลื่อนยังไม่ครบถ้วน ผมขอกลับมาประเด็นตรง ๆ เลยว่าเมื่อเราต้องการ จะขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาให้ประทับติดอยู่ในแผ่นดินนี้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ เลยว่าเราเก่งเรื่องการพัฒนาประเทศตามศาสตร์ของพระองค์ท่านในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีเยอะ มากเลย ข้อ ๑ ที่ผมอยากจะนําเสนอที่ประชุมก็คือว่าเราต้องทําหลักสูตร การขับเคลื่อน ศาสตร์พระราชาที่ทําอยู่ทุกวันนี้ในหน่วยงานต่าง ๆ กันมันดีครับ ดีแน่นอน ไม่ว่าจะ เรื่องพลังงาน เรื่องอะไรก็แล้วแต่ดีหมด แต่จะไม่ชัดเจนแล้วก็ไม่ติดแน่นอยู่ในแผ่นดิน ต้องทําหลักสูตรครับ ผมทราบว่าศาสตร์พระราชาเป็นหลักสูตรบางส่วนอยู่ในประถม มัธยมอยู่แล้ว แต่ศาสตร์พระราชาถ้าจะให้ยั่งยืนต้องทําหลักสูตร หลักสูตรระดับ วิทยาศาสตรบัณฑิต บัณฑิตก่อน แล้วก็บัณฑิตสาขาอะไรบ้างครับ ก็เป็นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือสถาปัตยกรรม หรือทางด้านศิลปะ อย่างนี้ ปริญญาพวกนี้มีอยู่ใน มหาวิทยาลัย มีสาขาวิชาชัดเจน ปี ๑ เรียนวิชาที่เรียกว่ามนุษยอารยศาสตร์แล้วกัน เป็นลิเบอรัลอาร์ต (Liberal Arts) ปี ๑ เรียนอย่างนั้นเหมือนกันหมดทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย พอปี ๒ ก็จะเรียนคล้าย ๆ กันอีก เป็นฐานวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์บ้าง วิทยาศาสตร์บ้าง พอปี ๓ ก็จะเริ่มเรียน ในศาสตร์วิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่จะเรียนปี ๔ เป็นฐานให้กับปี ๔ สมมุติว่าเรา ต้องการที่จะผลิตนักศึกษาที่เก่งเรื่องวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเศรษฐกิจพอเพียง เมเจอร์ (Major) เศรษฐกิจพอเพียง เด็กปี ๓ ต้องเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค จุลภาค เรียนหมด จากนั้นก็จะไปเรียนวิชาในปี ๔ แล้วทําวิจัยเพิ่มเติมเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีตัวอย่างในภาคปฏิบัติตามที่ต่าง ๆ เยอะมากเลย ซึ่งอันนี้ผมก็ได้เรียนนอกรอบกับ ท่านปานเทพ ท่านนิกรไปแล้วด้วยซ้ําไป จึงไม่ควรจะมาอภิปราย แต่ที่อภิปรายตรงนี้ เพื่อต้องการจะบอกให้ที่ประชุมทราบว่าถ้าทําอย่างนี้หลักสูตรที่อยู่ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ประมาณ ๒๐๐ แห่งถ้าทําหลักสูตรเหล่านี้จะมีหลักสูตรตามหลักการของนานาชาติอยู่แล้ว วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เนเชอรัล ออฟ อาร์ต (Natural of Arts) หรืออะไรทั้งหลาย ก็จะพร้อมที่จะรองรับทันที เพียงแต่กําหนดเป็นเมเจอร์ (Major) เป็นคอร์สซิลลาบัส (Course Syllabus) ของวิชาต่าง ๆ นั้น ๆ ให้เป็นวิชาที่เด็กจะได้เรียน แล้วจบออกมา เขาจะได้มีความรู้ความสามารถในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสตร์พระราชา ปรัชญาเรื่องการทําให้เกิด ดนตรีอย่างนั้นเป็นอย่างไร ทําไมเล่นดนตรีอย่างนี้ ปรัชญาทําไมจึงทําเรื่องการเลี้ยงปลา ปรัชญาทําไมจึงเป็นเรื่องของการดูแลเรื่องน้ํา ซึ่งในนี้มีตัวอย่างมากมายเลยครับ สามารถกําหนด เป็นรายวิชา เรื่องน้ํา กับดิน กับสิ่งแวดล้อม ผมดูแล้วนี้สามารถทําเป็นคอร์สซิลลาบัส (Course Syllabus) ได้หลายวิชาเลย เด็กกลุ่มนี้ก็มาเรียน แม้แต่ทหาร ๒ ท่านที่นั่งอยู่ อาจจะเป็นทหาร ทหารท่านก็ทําตั้งหลายตัวอย่างไว้ให้ดูว่าความมั่นคงของชุมชน และการทหารและการปกครองพวกนี้เป็นหลักสูตรได้หมดเลยครับ จากนั้นยุทธศาสตร์ที่ ๒ ที่นําเสนอก็คือว่าต้องกําหนดให้บุคคลกลุ่มนี้จบการศึกษาเป็นบัณฑิตแล้วต้องบรรจุให้ รับราชการ ต้องกําหนดตําแหน่งว่าวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา สาขาการทําเรื่องน้ําหรือสิ่งแวดล้อม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่กล่าวมาในหนังสือเล่มนี้ ให้เป็นตําแหน่งที่อยู่ในระบบราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของรัฐทั้งหลาย จะเป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นอะไรก็แล้วแต่ เด็กกลุ่มนี้เมื่อบรรจุเป็นข้าราชการแล้วเขาจะทํางาน ตามหน้าที่ ตามความคิด ตามศาสตร์ ตามปรัชญาของศาสตร์พระราชาของรัชกาลที่ ๙ ขับเคลื่อนประเทศไป ประเทศนี้ก็จะถูกขับเคลื่อนด้วยบุคคล อีก ๔ ปีข้างหน้าเป็นบุคคลที่ จบปริญญาตรีด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาแล้วก็พัฒนาประเทศไปประเทศไทยก็จะ ยั่งยืนครับ ยั่งยืนตามศาสตร์ ตามแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นความยั่งยืนเพราะเราไม่สามารถที่จะทําให้ศาสตร์พระราชาปรากฏอย่างง่ายดาย แต่ว่าการทําหลักสูตรและการรับผู้จบหลักสูตรไปทํางานในหน้าที่ต่าง ๆ จะง่ายขึ้น ถัดมา ที่อยากนําเสนอเพิ่มเติม ก็คือว่าเมื่อเราทําปริญญาตรีเรียบร้อยแล้ว ๑๐๐ กว่าหลักสูตร ที่มีอยู่แล้ว เราทําปริญญาโท ปริญญาเอก เราพัฒนาศักยภาพของปรัชญาด้านศาสตร์พระราชา ทุกด้าน เช่น พูดเรื่องเขื่อน ก็พัฒนา ทําอย่างไรให้เขื่อน หรือแก้มลิง หรืออะไรทั้งหลาย เรื่องดิน เรื่องน้ําเป็นการเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก จะเรียนแบบวิจัยตลอดก็ได้ หรือไม่วิจัยก็ได้ เรียนแล้วมีคอร์สเวิร์ก (Coursework) เพิ่มเติม พวกนี้ทําได้หมดครับ คือเป็น เมเจอร์ (Major) ระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นศาสตร์พระราชาเฉพาะเรื่องไป อันนี้ ผมก็ยืนยันเลยว่าถ้าทําแบบนี้ ความยั่งยืน ความคงอยู่ หรือการขับเคลื่อนประเทศไทย ตามแนวคิดคือตามศาสตร์พระราชาที่มีอยู่มากมายก็จะประสบความสําเร็จแล้วก็อยู่ใน กระแสความคิดของคนไทยทั้งมวล แล้วประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่พัฒนาตามแนวคิด ของศาสตร์พระราชา ผมขออนุญาตครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รัก ทุกท่านครับ ผมอ่านรายงานของกรรมาธิการปึกเบ้อเริ่มนี้นะครับ มีเนื้อหาจริง ๆ ก็ประมาณ ๑๖๐ หน้า รวมด้วยภาคผนวกก็ ๒๐๐ หน้า ก็ต้องขอชื่นชม และขอบคุณ ที่รวบรวมได้เป็นอย่างดี แล้วก็มีความรู้สึกว่าครอบคลุมในหลายสาขา อาจจะขาดไปบ้าง บางสาขาก็ไม่เป็นไร กว่าเราจะหมดเทอมเราก็คงจะได้เล่มที่สมบูรณ์ยิ่งกว่านี้อีก ผมกราบบังคมทูลขออนุญาต นําพระรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ นํามาสู่สายตาของท่าน สปท. และพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ในต่างจังหวัดที่รับฟังวิทยุและโทรทัศน์ของสภา ขอภาพที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพที่ ๒ ครับ ภาพนี้ไม่มีใครไม่เคยพบเคยเห็น แล้วผมก็เขียนใต้ภาพไปว่า พระเสโทหลั่งไหลเพื่อใครกัน ผมไม่ต้องอภิปรายหรือพูดอะไร ไปมากกว่านี้ เพราะภาพ ๑ ภาพนี้สามารถอธิบายได้เป็นร้อยเป็นพันความหมาย ภาพต่อไปครับ ภาพนี้ก็เช่นเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จที่ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้เพื่อการพัฒนาในหลายสิบปี มาแล้ว ภาพต่อไปครับ ภาพนี้เป็นภาพที่พระองค์ทรงมีพระราชดําริเรื่องการพัฒนาที่ดิน และแหล่งน้ําสําหรับราษฎร และในภาพนั้นก็มีท่านดอกเตอร์สุเมธและอดีตอธิบดี กรมชลประทาน และอดีตผู้บัญชาการทหารบกสมัยนั้นอยู่ในภาพ ก็ไม่ต้องอธิบาย ภาพต่อไป ยิ่งไม่ต้องอธิบายใหญ่เลย เป็นภาพที่พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์เลยในการที่จะอธิบาย ในการที่จะช่วยเหลือประชาชน ถ้าผมจําไม่ผิด ได้เคยมีข้อเขียนไว้ว่าท่านไปถึงตรงนี้แล้ว ไปต่อไม่ได้ ถนนขาด อะไรทํานองอย่างนั้นนะครับ พระองค์ลงมาแล้วก็อธิบาย แล้วก็คุย กับข้าราชการและประชาชนว่าจะพัฒนากันอย่างไร และรถที่พระองค์ทรงใช้ เป็นพาหนะนั้นก็รุ่นเก่าตั้งแต่สมัยผมเด็ก ๆ ภาพต่อไปครับ เห็นไหมครับ ถนนไปไม่ได้ รถไม่มีไป พระองค์ทรงย่ําไปในขี้โคลนแล้วก็บุกบั่นที่จะไปพบประชาชน ที่จะดูแลช่วยเหลือ ประชาชนของพระองค์ท่าน เพื่อความผาสุกของคนไทย นี่ครับ ยามค่ํามืด เป็นอย่างไรครับ เห็นชัดเจนเลย นี่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว พระองค์ก็ตรากตรําทรงงานเพื่อความผาสุก ของคนไทยมาตลอดชั่วชีวิตของพระองค์โดยไม่มีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ภาพต่อไปครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการก็พูดถึงหญ้าแฝก อันนี้ก็เป็นหญ้าแฝกที่ท่านมีพระราชดําริ ที่ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี เดี๋ยวนี้โด่งดังไปทั่วโลก ภาพต่อไปครับ ท่านกําลังตรัสกับประชาชน และผมสันนิษฐานเอาว่าพระองค์กําลังพูดถึงเรื่องการพัฒนาดิน ท่านจะชี้ไปที่ดิน อีกพระหัตถ์หนึ่งท่านก็ทรงถือแผนที่ จะเห็นมีชาวบ้านนั่งคุกเข่าฟัง ด้วยความนอบน้อม ก็เป็นภาพสุด ๆ ที่จะบรรยาย ภาพเหล่านี้ผมมิอาจบรรยายเป็น ภาษาพูดได้ ก็ให้ทุกท่านได้ชมนะครับ ท่านก็เดินไปในทางแคบ ๆ บนสันของฝายน้ําล้น ที่พระองค์พยายามพูดถึงแก้มลิง พูดถึงเรื่องฝายน้ําล้นเล็ก ๆ ให้มีทั่วประเทศพระองค์ ก็เสด็จไปดู จะเห็นว่าอยู่ตามป่าเขาลําเนาไพรทั้งสิ้น จากทั้งหมดชั่วชีวิตพระองค์ ในที่สุด ท่านก็ตรัสสอนเราถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ บอกว่าจะต้องเก็บน้ําฝนไว้ใช้เพาะปลูก เป็นแหล่งน้ํา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปลูกข้าวไว้รับประทานเพื่อการยังชีพสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่อยู่อาศัย และปลูกไม้ดอกอะไรต่ออะไรสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปลูกผลไม้ มะม่วง มะยม มะยงชิด หรืออะไรก็แล้วแต่จิปาถะที่จะสามารถปลูกได้สําหรับให้ตนเอง ครอบครัวรับประทาน เหลือก็ขายไปยังตลาดอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้ผมคิดว่าเป็นภาพสะท้อนที่เห็นชัดเจนว่าแบ่งอย่างไร ต่อไปครับ ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง พระองค์ก็สอนให้พวกเราเดินทางสายกลาง ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกร รวมทั้งผม พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่เราเดินสายกลางพอประมาณ ใช้เงินใช้ทอง กินอยู่หลับนอน ให้พอประมาณ มีเหตุมีผล จะทําอะไร คิดอะไรก็ให้มีเหตุมีผล สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ทําสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รับประทานอาหารให้อร่อย แบบกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นความรู้ก็ต้องรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ที่พระองค์สอนเสมอ ต้องมีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน มีสติปัญญา รู้จักแบ่งปัน ให้กับครอบครัวรวมทั้งญาติพี่น้อง และเช้า ๆ ใส่บาตรบ้างก็จะดี เริ่มเป็นการแบ่งปันทําบุญ อันนี้ก็นําไปสู่เศรษฐกิจที่ดี สังคมที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี วัฒนธรรมที่ดี ทําให้เกิดความสมดุล และมีการเปลี่ยนแปลง ทีนี้ศาสตร์ที่ทั้งหลายที่พระองค์ทรงสอน ท่านครับ ทุกวันอาทิตย์ ผมอยากเชิญท่านรับฟังวิทยุแห่งประเทศไทย ๙๒.๕ เอฟเอ็ม (92.5 FM) หลังจาก ๐๘.๐๐ นาฬิกาแล้ว พอเคารพธงชาติเสร็จจะมีพระบรรยายธรรมทุกวันอาทิตย์ ๓๐ นาที แล้วหลังจากนั้นจะมีรายการจากฟ้าสู่ดิน ทุกวันอาทิตย์ ผมฟังทุกวันอาทิตย์เลย กวาดหน้าบ้านไปแล้วก็ฟัง ดําเนินการโดยคุณสัญญลักษณ์ เจริญเปี่ยม เป็นรายการที่ดีมากเลย จะนําศาสตร์พระราชาในที่ต่าง ๆ มาให้เรารับฟังแล้วก็มีเสียงของประชาชนด้วย และเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ผมก็ฟังจากฟ้าสู่ดิน คุณสัญญลักษณ์สัมภาษณ์นายยักษ์สิทธิ์ และคุณบังอร ไชยเสนา อยู่สกลนคร นายยักษ์สิทธิ์หน้าตาอย่างนี้ครับ ผมไปเยี่ยมมาแล้ว อยู่อําเภอโคกศรีสุพรรณ หมู่บ้านนี้เรียกว่าหมู่บ้านห้วยยาง ยากจนข้นแค้นที่สุด ผมไปด้วย ความรู้สึกงงว่าเธอมีที่ดิน ๓ ไร่ สามารถส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยได้ ขณะนี้กําลังเรียน อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาสกลนคร ผมก็ไปเลย พอไปเจอแกก็ดีใจ แกก็บอกว่ามาทําอะไรที่นี่ แต่ก่อนนี้ยากจนมาก มาเยี่ยมคนจน ที่เห็นต้นไม้นั้นก็คือ ต้นผักหวานครับ ต้นผักหวานคือต้นเล็ก ๆ แต่ต้นใหญ่ ๆ นั้นคือต้นไม้แดง นี่คือศาสตร์พระราชา สอนให้รู้ว่าไม้ต่าง ๆ พึ่งพากันต้องปลูกคู่กันเสมอ ผมไปเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ยอดผักหวาน อวบอั๋นสุดยอดเลยครับ ขายกิโลกรัมละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท นี่คือศาสตร์ และต่อมาต้นไม้แดง หายากเขาก็ไปเอามาทดลอง คุณยักษ์สิทธิ์บอกผม พาผมไปดู เอาต้นลําไยมาปลูก ต้องเพาะ จากเมล็ดให้รากลงลึกแล้วก็จะเกี่ยวก้อยกันก็คือรากของต้นผักหวานก็แทงเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ แล้วก็ดูดน้ําจากต้นไม้ใหญ่ วันต่อมาผมไปกราบหลวงปู่แบนก็ถามเรื่องนี้ หลวงปู่แบนบอกว่า ต้นไม้ต่าง ๆ ในป่าใหญ่จะเป็นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ แล้วคุณยักษ์สิทธิ์ ก็สอนผมอีก ด้านหลังก็เป็นต้นผักหวาน แต่ปลูกโดยไม่มีต้นไม้ใหญ่ แกร็น เหลือง รดน้ําเท่าไร แกก็บอกว่าไม่โต นี่เป็นความรู้ใหม่ที่ผมได้จากคุณยักษ์สิทธิ์ อีกบ้านหนึ่งที่ผมไปเยี่ยม อันนี้ โคกศรีสุพรรณ คุณบังอร ไชยเสนา นี่คุณบังอรกับสามี ท่านประธานขออีกนิดเดียว ผมไปเยี่ยมแกเลยเพราะฟังจากวิทยุแห่งประเทศไทยแล้ว แกบอกว่าจนมาตลอดชีวิต แล้วแกก็เล่า ผมขออนุญาตคุณบังอรแล้วเมื่อเช้า แกก็เล่าว่าชีวิตทุกข์ระทมขมขื่นอย่างไร สมัยก่อนจากบ้านแกห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๑๐ กิโลเมตร แกต้องหาบพริกไปขาย ยากจนมาก แกมีที่ดินอยู่ ๙ ไร่ ตอนนี้เป็นศูนย์อะไรต่ออะไรเพื่อเผยแพร่ ซึ่งทั้ง ๒ คน ทั้ง ๒ ครอบครัวไปเรียนรู้มาจากที่ภูพาน แล้วแกก็บอกว่าหาบพริกไปขายไม่มีคนซื้อ ที่บ้านก็ไม่มีข้าวกิน แล้วแกก็พูดให้ผมฟัง แล้วผมมีเบอร์โทรศัพท์ถ้าท่านอยากจะโทรศัพท์ไปคุยกับเธอนะครับ แกก็ไปที่ถังขยะ ในเมืองสกลนคร แล้วแกก็ไปเก็บผลไม้ที่เขาทิ้งอยู่เกือบใกล้เน่าแล้วกลับมาให้ครอบครัวกิน สามีก็ถามว่าทําไมเธอไปซื้อผลไม้ใกล้เน่ามา เธอตอบว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เธอตอบว่ามันถูกดีพ่อ เราจะได้เก็บเงินไว้ในส่วนที่เราจําเป็น แต่จริง ๆ แกไม่มีเงินเลยสักบาทเดียว แกพูดไปน้ําตาแก ก็ไหลไป ผมอยู่กับ ๒ ครอบครัวนี้ ๒ วัน ผมประทับใจว่าพอพูดถึงเรื่องที่ สปท. เราทําเรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาแล้ว ผมคิดว่ายังมีครอบครัวที่ยากจนแล้วใช้ศาสตร์ ของพระราชาแล้วลืมตาอ้าปาก สําหรับคุณบังอรส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน อยู่ปี ๒ แล้ว ลูกทุกคนกําลังเรียน แล้วเดี๋ยวนี้แกก็มีเงินซื้อที่เพิ่มแล้วก็ทําเป็นศูนย์ให้คนมา เรียนรู้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพประการหนึ่งก็คือว่า ผมอยากนําเสนอ ภาพต่อไปอีกภาพหนึ่งครับท่านประธาน ภาพนี้ครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงเป็นครูของแผ่นดิน เห็นไหมท่านกําลังสอนนักเรียนอยู่ ศาสตร์ของพระราชา ผมเห็นด้วย กับท่าน สปท. ดอกเตอร์ธรรมศักดิ์ เมื่อสักครู่นี้นะครับว่าจะต้องอัดฉีดเข้าไปในระบบ การศึกษา อย่าให้เขารู้สึกตัวว่านี่เป็นการยัดเยียด ค่อย ๆ ทําเป็นต้นแบบ แล้วผมคิดว่า ศาสตร์พระราชาจะอยู่คู่แผ่นดินไปอีกนานเท่านาน สุดท้าย ผมขออนุญาตอีก ๑ นาที เพื่อเสนอในข้อเสนอ ข้อ ๑ ผมอยากเห็นท่านกรรมาธิการ ฝากท่านประธานไปว่าต้องให้ ทุกส่วนราชการสานต่อพระราชดําริ พระราชดํารัสที่พระองค์ทรงถ่ายทอดความรู้ที่ปฏิบัติ ได้จริงต่อพสกนิกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ข้อ ๒ ต้องส่งเสริมให้เกษตรกร คิดอย่างเป็นระบบว่าจะปลูกสิ่งใด เมื่อใด ไปขายที่ไหน ต้องมีตลาดก่อนนะครับ ราคาต้นทุน เท่าไร ค่าใช้จ่ายในการปลูกเท่าไร และให้มีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ ถ้าไม่รวมกลุ่มกัน เป็นสหกรณ์ คิดจะอยู่แล้วอยู่ยาก แล้วอยู่ลําบากในอนาคต ผมก็เสนอไว้นะครับ ผ่านท่านประธาน ไปยังกรรมาธิการตามสมควรที่ท่านจะทํา แต่ผมขอแถมอีกข้อหนึ่ง ข้อ ๓ เมื่อสักครู่ ท่านอาจารย์ดุสิต กรรมการกล่าวว่าจะพิมพ์เป็นหนังสือ ผมคิดว่าถ้าพิมพ์หนังสือหนา ๆ อย่างนี้แล้วใครจะเอาไปเพื่อถ่ายทอดร้อยแปดจิปาถะอาจจะไม่สะดวก ปัจจุบันถ้าท่านใส่เป็น ซีดี (CD) แนบไปด้วย เมื่อไรผมจะถ่ายข้อความไหน จะไปใช้รูปภาพสวย ๆ จะสะดวกมากเลย จึงขอเสนอเป็นข้อ ๓ ว่าเมื่อท่านจัดทําหนังสือเป็นรูปเล่มสวยงามครบถ้วนแล้ว ขอให้มีซีดี (CD) แนบไปด้วยทุกเล่มก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต หลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในหน้า ๒๗ ของเอกสารที่แจกพวกเรา มีข้อเสนอแนะเบื้องต้น ที่จะให้สํานักงาน กปร. กับสภาพัฒน์เป็นคล้าย ๆ กับแกนในการที่จะขับเคลื่อนทั้งปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็โครงการในพระราชดําริ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ แล้วก็แนวคิดต่าง ๆ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยครับ เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่งานระดับชาติ แล้วปรัชญาก็ดี โครงการก็ดี ของพระองค์ท่านล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ มันระดับสากลแล้ว ปล่อยให้ข้าราชการ ซี ๔ ซี ๕ ของทั้งหน่วยงานมารับเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาดนะครับ แล้วไหน ๆ รัฐบาล คสช. กําลังทําเรื่องยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ถึงแม้ว่าผมไม่ค่อยจะเห็นด้วย แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ต่างหาก ศาสตร์พระราชาควรจะเป็นส่วนสําคัญที่สุดของยุทธศาสตร์ชาติ เพราะมีความเป็นสากล มีความสด แล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปกับบริบทไทยหรือโลกอีก ๒๐ ปี ข้างหน้า เพราะมีความเป็นสากลที่สามารถจะเป็นประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่แค่กับคนไทยหรือว่าเพื่อนในประชาคมอาเซียนด้วย เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ เรื่องนี้ต้องเป็นระดับชาติจริง ๆ จัง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติไปอีก ๒๐ ปี หรือ ๕๐ ปี ข้างหน้าว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการในพระราชดําริทั้งหลายนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่ สังคมไทยจะต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่องโดยทุกหมู่เหล่าในสังคมไทย ให้เป็นนโยบายแห่งรัฐ เป็นภาระของพรรคการเมือง ของหน่วยงาน ของกระบวนการทางการเมือง ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนต่าง ๆ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ สหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศได้ถวายรางวัลต่อ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ มากมาย แล้วโลกก็ถามว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นทฤษฎี จะนําไปปฏิบัติกับธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ธุรกิจส่วนตัว เซลฟ์เอมพลอยด์ (Self-employed) ไปทํากับภาคเกษตรโน่นนี่จะทําอย่างไร ปล่อยให้เป็นมโนของแต่ละคน แล้วใครอยากทําไม่ได้ครับ ต้องมีหลักเกณฑ์ หลักการ วิถีทาง ให้ทั้งคนไทยและต่างประเทศ ได้นําไปใช้ด้วย ไม่ใช่งานง่าย ๆ ครับ ท่องสูตรหลักเศรษฐกิจพอเพียงมันพูดง่าย แต่ว่า จะโยงไปที่การดํารงชีวิต การทําธุรกิจ การบริหารราชการอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วไม่ต้องรีบเร่ง คราวนี้จะทําอย่างไร ผมก็อยากจะเสนอท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมการและในอนาคตไปที่รัฐบาลด้วย ทําไมระหว่างนี้คณะกรรมการหรือ สปท. ไม่ร่วมกับรัฐบาลประมวลรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย แน่นอนทุกคนต้องพูดถึง ดอกเตอร์สุเมธ ทุกคนต้องพูดถึงดอกเตอร์จิรายุ จะมีอีกกี่สิบท่านในประเทศไทยต้องนํามา เป็นปรมาจารย์ เป็นกูรู (Guru) ให้กับพวกเรา และผมก็ทราบว่าสํานักงานทรัพย์สิน ส่วนพระมหากษัตริย์นั้นได้มีการจัดส่งบุคลากรทั้งไทยทั้งเทศ คนอเมริกันคนหนึ่งไปบรรยาย ทั่วอเมริกาเหนือเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องเอาบุคลากรเหล่านี้มาเป็นครู เป็นผู้บรรยาย ผู้ฝึกสอน ผู้ยกร่างหลักสูตร แล้วก็ทําคําอธิบายว่าด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง การโยงกับชีวิต และโครงการ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ ก็ต้องอธิบายด้วยหมายความว่าอะไร แล้วผลออกมาอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ และถ้าเผื่อจะทํากับต่างประเทศแล้วก็ต้อง ทํางานกับสํานักงานยูเอ็นดีพี (UNDP) ของสหประชาชาติเป็นสําคัญ เพราะผ่านทาง หน่วยงานยูเอ็นดีพี (UNDP) ได้มีการนํารางวัลมาถวายล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ เราก็ควรจะ กลับไปทํางานกับเขาในการที่จะนําเอาปรัชญาแล้วก็โครงการ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ หลักคิด แล้วก็เรื่องดนตรีที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไว้นั้นไปสู่ชาวโลก ต้องมีแผน ต้องมีขั้นตอน การดําเนินงาน ต้องมีบุคลากร และสําคัญที่สุดที่ได้ประมวลมาเป็นเอกสารที่ยอดเยี่ยม ๑๖๐ หน้านี้ก็ต้องแปลเป็นอย่างน้อยภาษาของสหประชาชาติ ๖ ภาษา ไม่ใช่แค่ ภาษาอังกฤษ เราก็ต้องมีเว็บไซต์ (Web Site) ให้เป็นเรื่องเป็นราว ไหน ๆ จะทําแล้ว ทําให้เต็มที่ให้สมบูรณ์แบบ ให้โก้หรูแล้วให้สมศักดิ์ศรีของประเทศไทย แล้วความจงรักภักดี ที่ประชาชนชาวไทยทั้งหมดมีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ อย่าทําอะไรง่าย ๆ อันนี้ไม่เอานะครับ แล้วไม่ต้องรีบร้อน ทํากันให้สมบูรณ์แบบให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญยิ่ง
อีกประเด็นหนึ่ง เพราะเวลาน้อยที่ผมจะพูดมากไม่ได้ ก็คือว่าโครงการของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ถ้าย้อนกลับไปก็ประมาณ ๕๐ ปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ๒-๓ วันที่แล้ว แล้วเรามาตื่นเต้นกันตอนนี้แล้วก็อยากจะถวายความจงรักภักดี ต้องตามว่าโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะทางภาคเกษตร การพัฒนาชนบท โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานทดแทนนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธ.ก.ส. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หายไปไหนครับ ทําไมถึงไม่เอาโครงการ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการนั้นนําไปสู่การปฏิบัติ ทั่วประเทศไทย มีอะไรเป็นอุปสรรค เพราะว่าโครงการเหล่านี้ไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้เคมีภัณฑ์ ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือไม่ เพราะเป็นโครงการที่ยั่งยืนไปได้กับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุภายในประเทศ ปุ๋ยหมัก พืชเกษตรต่าง ๆ เพื่อพลังงานหมุนเวียนและทดแทน เพราะฉะนั้นผมขอเสนอผ่าน คณะกรรมการ ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลให้เป็นคําสั่งเสียวันนี้พรุ่งนี้เลยว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์โดยเฉพาะ แล้วก็กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ กระทรวงพลังงาน ต้องนําเอาโครงการ ๔,๐๐๐ โครงการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน ของตนเองไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง แล้วก็กรมสหกรณ์ หายไปไหน ๔๐-๕๐ ปีตอบประชาชนไม่ได้ ไม่ใช่เป็นภาระของเราที่จะมาเร่งกันตรงนี้ แล้วทําไมถึงไม่เอา ๔,๐๐๐ โครงการนี้ไปปฏิบัติ แล้วอะไร ๆ ก็จะกลับมาที่ กปร. อะไร ๆ ก็จะกลับมาที่มูลนิธิชัยพัฒนา แล้วอะไร ๆ ทําไมไม่ไปกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยทุกจังหวัดโดยกรมวิชาการเกษตรแล้วก็ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นสําคัญ เราต้องเอาความจริงมาพูดกันบนโต๊ะ แล้วถ้าเผื่อเพื่อน อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเพื่อน ๆ ที่เป็นปลัดกระทรวงจะช่วยกรุณาอธิบายได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเราในการที่จะทําอะไรที่เกี่ยวกับล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ อย่างจริง ๆ จัง ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญและเราต้องพูดกันตรงไปตรงมา
ส่วนประเด็นสุดท้ายนิดเดียว ที่กระทรวงการต่างประเทศมีสํานักงานหรือว่า กรมร่วมมือระหว่างประเทศ แล้วเรามีงบประมาณประจําปีอยู่ประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเราได้นําโครงการของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ไปส่งออกในต่างประเทศหลายโครงการด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นที่ได้มีการถวายรางวัลต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เมื่อมีคนมาชื่นชมเราจากต่างประเทศ แล้วโดยเฉพาะการถวายความเคารพ ต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ที่ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคม เมื่อมันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วเราต้องทําอะไรมากกว่านี้แล้วอย่างจริง ๆ จัง ๆ ประมวลเอกสาร อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็ได้แต่ต้องนําไปสู่การปฏิบัติ และนอกเหนือจากจะมีวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะไปแนะนําเป็นปราชญ์ให้กับพวกเราแล้ว เราคิดที่จะฝึกบุคลากรในแวดวง มหาวิทยาลัย ครูโรงเรียนต่าง ๆ อีกกี่พันคนที่จะออกไปแนะแนวให้กับนิสิตนักศึกษา แล้วใครเล่าที่จะออกไปพบกับเกษตรกรที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ในการที่จะเอาโครงการในพระราชดําริทั้งหลายไปทําอย่างจริง ๆ จัง ๆ อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญ แล้วต้องรีบเร่งในการดําเนินการให้มีการตัดสินใจโดยรัฐบาล แล้วก็ต้องมี งบประมาณเข้ามา จะเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐ ล้านบาทต่าง ๆ เหล่านี้ก็ต้องทํา เป็นการถวายงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วก็เป็นการถวายงานอย่างจริงใจและด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ เราช้ามาร่วม ๔๐-๕๐ ปีแล้ว เราปล่อยให้ช้าอีก ไม่ได้แล้ว ผมต้องขอฝากท่านประธานไว้แค่นี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัย และพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นไม่มาก แต่ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องบอกว่าดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เขียน เอกสารนี้ในส่วนของศาสตร์พระราชาว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ดิฉันก็จะขอพูดตรงนี้แล้วก็อาจจะมีประเด็นเสริมจากการเตรียมการที่จะทําเอกสารเหล่านี้ เพราะถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เรามีความพยายามจะทําให้เป็นสมบัติของแผ่นดินแล้วก็เป็น แนวปฏิบัติในอนาคต ดิฉันอยากจะเห็นการนําศาสตร์พระราชานี้ไปสู่การปฏิบัติจริง อย่างที่ท่าน สปท. ท่านอื่น ๆ ได้พูดถึง ประเด็นสําคัญคือจะทําอย่างไร เพราะว่าดิฉัน ได้เขียนเรื่องศาสตร์พระราชาที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ดิฉันพบว่าพระองค์ท่านได้ใช้เวลาจํานวนมาก ในการที่จะคิดค้นแล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้พสกนิกรได้นําไปใช้ แต่จนบัดนี้ หลายเรื่องที่อยากจะเห็นการนําไปต่อยอด เช่นในเรื่องของการนําแนวคิดเกี่ยวกับป่าเปียก ไปแก้ปัญหาเรื่องของไฟป่าอย่างนี้นะคะ ดิฉันก็ยังไม่เห็นว่าจะเอาไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม จริง ๆ จัง ๆ อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ศาสตร์พระราชาที่พบนี้เป็นรูปแบบของการสร้างธรรม เป็นการสร้างพลังของแผ่นดิน ดิฉันมองว่าพลังสร้างได้ด้วยพลังของทุก ๆ คน เพราะสุดท้าย พระองค์ท่านบอกว่าจะยั่งยืนได้ก็ต้องด้วยการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน ทุกส่วนที่จะต้องเดินหน้าต่อไปมิใช่ภาครัฐทําแต่เพียงลําพัง ท่านยังพูดถึงเรื่องภารกิจของ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทําอย่างไร และภารกิจของประชาชนที่จะต้องทํา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ความเข้าใจพื้นฐานจะต้องมี ที่ออกมาจากจิตใจก็คือระเบิดจากข้างในจะต้องเกิดขึ้น ซึ่งดิฉันยังมองว่าการที่เราทําเอกสารเหล่านี้ เตรียมการตรงนี้ แล้วทําอย่างไรถึงจะนําไปสู่ การระเบิดจากข้างในของประชาชนชาวไทยที่จะนําไปใช้ ซึ่งจะทําให้เราสามารถแก้ปัญหา ยามวิกฤตได้ เพราะว่าเรื่องนี้เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี แต่ว่าเรามีองค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา เราสามารถที่จะอยู่รอดได้ รวมทั้งในเรื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือเรื่องของ การทํางานร่วมกัน ซึ่งดิฉันมองว่าสิ่งหนึ่งที่อาจจะยังไม่ได้เขียนก็คือเรื่องของศาสตร์พระราชา ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต่อต้าน การทุจริต ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้ก็สําคัญ ซึ่งหลาย ๆ เรื่องเราก็คงจะต้องเอาแนวนั้นมาปฏิบัติบ้าง ดิฉันมองเห็นสิ่งที่สําคัญจากการเขียนงานตรงนี้ก็คือในเรื่องของการสร้างความเข้าใจ เพราะฉะนั้น เริ่มต้นเลยถ้าเราเข้าใจว่าพระองค์ท่านคิดอย่างไรเราก็สามารถที่จะเอามาประยุกต์ได้ ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าใจในสรรพสิ่ง เข้าใจในระบบสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้ถ้าเราเอามาใช้กับ การเมืองการปกครองก็คือเข้าใจเรื่องว่าสมดุลของสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ในธรรมชาติก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราทําลายป่าไม้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็จะมีปัญหานั่นเอง เป็นที่มาถึงจะต้องปลูกป่าในใจคนที่จะช่วยทําให้เกิดป่าขึ้นโดยประชาชนทุกคนร่วมมือกัน เพราะว่าเป็นการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วก็ไม่ต้องไปบังคับ แต่เขาจะทําด้วยตนเองเป็นการ สร้างสมดุลในอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทําอย่างไรเราถึงจะทําให้เกิดขึ้นเพราะตอนนี้ก็มีปัญหา ในเรื่องของเขาหัวโล้นจํานวนมาก การสร้างภูเขาป่าทําอย่างไรถึงจะเกิดขึ้นได้ อย่างที่ พระองค์ท่านได้สอนเราไว้ ดิฉันก็ยังมองว่าคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้เยอะแต่เหตุไฉนทําไมถึง ไม่เอามาใช้ในการปฏิบัติ ตรงนี้ดิฉันก็ต้องฝากกรรมการเพราะว่าดิฉันเป็นอนุกรรมการ ไม่ได้เป็นกรรมการชุดใหญ่ นอกจากนี้เป็นการสร้างความเข้าใจแล้วเอามาจัดการ จะทําอย่างไรในรูปแบบของการจัดการ ซึ่งเราต้องมีกลยุทธ์ พระองค์ท่านมีกลยุทธ์มากมาย แต่ว่าด้วยลําพังพระองค์ท่านเองแล้วก็มูลนิธิต่าง ๆ คงไม่ทําให้ขยายไปกว้างขวางทั่วประเทศได้ เพราะฉะนั้นทําอย่างไรจากการทํางานของ สปท. ตรงนี้จะขยายไปได้ ดิฉันก็เห็นด้วยกับ ท่าน สปท. กษิต ที่บอกว่าต้องทําเป็นยุทธศาสตร์ชาติด้วย ส่วนหนึ่ง ก็คงต้องเป็นประเด็นในนั้น ทําอย่างไรถึงจะให้เรียบง่ายและประหยัด และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ตรงนี้ก็คือต้องมีรูปแบบอื่น ๆ การจัดการรูปแบบอื่น ๆ ที่ต้องเอาเข้ามาประมวล มีหลายโครงการที่เราไปดูในอนุกรรมการชุดอื่น ๆ ก็มีการไปถอดบทเรียนมา แต่ดิฉัน อยากมองว่าถอดบทเรียนของแต่ละบุคคลก็มี ถอดบทเรียนของภาคเอกชนก็มี ดิฉัน มีความห่วงกังวลว่าถ้าเอาเอกชนเข้ามาต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของการเอาแสตมป์ (Stamp) คือไปยอมรับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว เพราะว่า เราจะพิมพ์หนังสือโดยเขาไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่เราประชาสัมพันธ์ให้เขาไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นซีเอสอาร์ (CSR) ไม่ใช่ศาสตร์พระราชา ดิฉันมีความกังวลตรงนี้อยู่เล็กน้อยนะคะ อีกประเด็นหนึ่งก็คือทําอย่างไรถึงจะยั่งยืน ซึ่งเรื่องของความยั่งยืนนี้เป็นเรื่องที่ทําได้ยากมาก คือคิดได้แต่ว่าทําอย่างไรถึงทําได้ยากมาก พระองค์ท่านได้สอนไว้แล้วว่าจะต้องทําอย่างไร คือในการคิดพระองค์ท่านคิดเป็นสเตป (Step) เพราะฉะนั้นในการที่จะออกแบบการเขียน ศาสตร์พระราชาตรงนี้ดิฉันคิดว่าจะต้องเป็นศาสตร์จริง ๆ ไม่ใช่โครงการที่ ๑ โครงการที่ ๒ โครงการที่ ๓ ซึ่งในคณะอนุกรรมการ ชุดที่ ๑ เราก็พยายามที่จะทําออกมาแบบนั้น แต่อย่างไรก็ตามดิฉันอยากจะได้ไอเดีย (Idea) ได้แนวคิดจากท่านที่ประชุมในที่นี้ด้วย ว่าเราควรจะต้องปรับปรุงอะไรบ้างคือพระองค์ท่านสอนการคิดเป็นสเตป (Step) ตั้งแต่ป่าที่เสื่อมโทรมจะทําอย่างไร แล้วถ้าป่าเป็นโครงการจะทําอย่างไร แล้วถ้าเป็นพื้นที่สูง จะทําอย่างไร ถ้าเป็นพื้นที่ไหล่เขาจะทําอย่างไร ถ้าเป็นที่ราบจะทําอย่างไร แล้วทําอย่างไร ถึงจะให้มีความชุ่มชื้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่ากรมป่าไม้ก็รู้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็รู้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รู้ทั้งหมด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็รู้ แต่ทําไมเรายังมีเขาหัวโล้น ทําไมเรายังมีความร้อน ทําไมเราถึงยังมี ไฟไหม้ป่าอยู่ตลอดเวลาอะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นต้องมีการดําเนินการให้เป็นจริง แล้วทําไมถึงยังมีน้ําเสียอยู่ ก็เพราะว่าเราไม่ได้เอามาประยุกต์ใช้ทั้งหมด ก็คงต้องมีกลยุทธ์ ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป แล้วที่สําคัญที่ดิฉันอยากจะสรุปสุดท้ายก็คือการทํางานชิ้นนี้ ดิฉันคิดว่าทุกคนมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก แล้วก็อยากจะฝากไว้ในเรื่องของการนํา พระอัจฉริยภาพตรงนี้มาใช้เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย เพราะว่าพระองค์ท่าน ทรงริเริ่มและทรงเพียรพยายามมาหลายปี คือยิ่งเขียนยิ่งค้นคว้าดิฉันรู้ว่าพระองค์ท่าน คงเหนื่อยมาก พวกเรายังไม่ได้เหนื่อยอะไรกันเลย เพราะว่าเราเป็นคนไปอ่านและไปเรียบเรียง มาเท่านั้น แต่ทําอย่างไรถึงจะให้ความรู้เหล่านี้กลับคืนไปสู่สังคมแล้วก็ความพยายามที่จะ พลิกฟื้นแผ่นดินแห่งนี้ที่กลับคืนมามีความอุดมสมบูรณ์จะเกิดขึ้นได้จากงานที่เราเพียรสร้าง แล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตให้เป็นจริง ดิฉันก็ต้องฝาก ทุกคนนะคะ คือดิฉันก็ทําได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่าก็คงไม่สามารถที่จะทําได้ทุกเรื่อง แต่ว่าในที่สุด ดิฉันก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านกรรมการทั้งหมด ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานชมรมสหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ กระผม นายชูชาติ อินสว่าง ลําดับที่ ๔๑ ท่านประธานกรรมการ แล้วก็ ท่านประธานอนุกรรมการทุกท่านครับ เรื่องศาสตร์พระราชานี้เป็นเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์บอกว่าเรื่องการศึกษา เรื่องการดนตรี เรื่องการอะไร ก็สุดแล้วแต่ไม่หมดหรอก ถ้าพูดถึงพระองค์ท่านพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแล้ว วันนี้ ๑๘๘ วันก็ยังพูดกันไม่หมดถึงความเป็นอัจฉริยะของพระองค์ท่าน ศาสตร์พระราชา เป็นเรื่องที่พระองค์ท่านมีความห่วงใยเรื่องคน เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการบริหารจัดการ ที่มีระบบ ระเบียบที่ชัดเจน ผมขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ทําเปเปอร์ชีต (Paper Sheet) เล่มใหญ่อันนี้มาให้ แล้วก็ไม่ลืมที่จะใส่ไว้ในหน้า ๑๑๓ ว่าศาสตร์พระราชาด้านการสหกรณ์ และศาสตร์พระราชาด้านเศรษฐกิจพอเพียง ท่านประธานที่เคารพครับ กระบวนการสหกรณ์ นับแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ มา ขณะนี้ก็ ๑๐๐ วันกับอีก ๑ ปีแล้ว คืบหน้าไปไหน หรือเปล่า แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่าถ้านําศาสตร์พระราชาไปใช้ อย่างจริงจังตั้งแต่สมัยที่เป็นโครงการตามพระราชประสงค์สมัยสหกรณ์หุบกะพงมาใช้ ซึ่งเราก็ยังใช้เป็นแบบอย่างกันทุกวันนี้ แต่ก็ยังนําไปปฏิบัติกันไม่เข้มแข็ง ไม่เป็นรูปธรรม อย่างจริงจังให้ชัดเจน รถทุกคันที่วิ่งตามท้องถนน จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นรถชาวสหกรณ์ จะติดไว้เลยนะครับ สหกรณ์ก้าวไกล ด้วยน้ําพระทัยจากในหลวง ก็ติดกันไว้ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ความเจริญก้าวหน้าที่นําศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านไปปฏิบัติยังไม่ได้นําไปปฏิบัติ อย่างแท้จริง วันนี้คณะกรรมการ ท่านประธานที่เคารพครับ นําเรื่องศาสตร์พระราชานี้มาใช้อย่างจริงจัง และถ้าผ่านจากวันนี้ไปนํานโยบายที่ท่านว่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ผมเชื่อแน่ว่าจะนําความเจริญ มาสู่กระบวนการสหกรณ์ได้อย่างแท้จริง ท่านจะเห็นได้ว่าสหกรณ์การเกษตรหุบกะพงซึ่งเป็น ต้นแบบของศาสตร์พระราชาอย่างจริงจัง ขณะนี้มีแต่คนไปดู ไม่มีคนนํานโยบายไปปฏิบัติ ได้อย่างชัดเจนเลย อยู่อย่างไรก็ยังอยู่อย่างนั้น เมื่อก่อนคนที่จะเป็นนักสหกรณ์ได้ เป็นกรรมการสหกรณ์การเกษตรได้ จะต้องไปดูงานที่สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง ไปฝึกอบรม ไปอยู่ที่โครงการศูนย์เรียนรู้ ขณะนี้ศูนย์เรียนรู้มีอยู่ทั่วเกือบทุกอําเภอทั่วประเทศ เราก็ยัง ปฏิบัติกันไม่ได้อย่างเข้มแข็ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสําคัญในเรื่องของการสหกรณ์อย่างมาก ท่านคิดว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ก็ด้วย วิธีการสหกรณ์โดยแท้จริง ดังนั้นแล้วผมกราบเรียนว่าศาสตร์พระราชาจะเป็นต้นแบบของ การเรียนรู้ในเรื่องของการอยู่ร่วมกัน รวมกันซื้อ รวมกันขาย ร่วมกันปฏิบัติ โดยสหกรณ์เป็น ของประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสําคัญในเรื่องของการสหกรณ์อย่างมาก ผมแค่ รวบรวมนิดเดียวมาจากพระราชดํารัสของพระองค์ท่านแค่เพียง ๔-๕ อันก็ยังซาบซึ้งใน พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ การสหกรณ์นี้ถ้าเข้าใจดีแล้วก็เห็นได้ว่าเป็นวิถีทางเดียว ที่จะทําความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศได้ พระองค์ท่านมีพระราชดํารัสตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ นี่ ๒๘ ปีแล้ว พระราชดํารัสของพระองค์ท่านจะเป็นรูปธรรมดียิ่งขึ้นก็สู่คนที่จะเอาไปปฏิบัติ ได้อย่างแท้จริง ในกระบวนการสหกรณ์ ควรจะมีการเผยแพร่ให้ใช้ระบบสหกรณ์ขึ้นทั่วประเทศ เนื่องจากวิธีการสหกรณ์เป็นรากฐานที่ดีของระบอบประชาธิปไตยอย่างสําคัญ สอนให้คน รู้จักรับผิดชอบร่วมกัน ให้มีการเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารงานสหกรณ์ ตลอดจนให้รู้ถึง คุณค่าของประโยชน์อันจะได้ร่วมกันเป็นส่วนรวม ยังมีอีกหลายอันเป็นสิบอันที่พระองค์ ได้ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวสหกรณ์ ดังนั้นแล้วผมเรียนด้วยความเคารพว่า หน้า ๑๑๓ ศาสตร์พระราชาท่านบอกโดยรายละเอียดแล้ว แต่ท่านไม่ได้บอกว่าคนที่จะนํา ศาสตร์พระราชาตรงนี้ไปปฏิบัติจะต้องปฏิบัติให้เป็นยุทธศาสตร์สําคัญของกระบวนการสหกรณ์ ได้อย่างไร เขาเคยกําหนดเป็นวาระแห่งชาติแล้วก็ยังทําไม่ได้สําเร็จ ถ้าวันนี้เรามาทํา ศาสตร์พระราชาตรงนี้เกี่ยวกับระบบสหกรณ์ เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจพอเพียงทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดําริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนี้ประชาชนก็ยังงง ๆ อยู่ว่า ทฤษฎีใหม่ ๓๐ ๓๐ ๓๐ แล้วก็ ๑๐ เป็นทฤษฎีใหม่ แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงเกษตร และสหกรณ์บอกว่าให้ทํานาแปลงใหญ่ ตกลงทฤษฎีใหม่กับทํานาแปลงใหญ่นี้มันเหมือนกันไหม เขาบอกว่านาแปลงใหญ่ให้แบ่งเป็น ๓๐ ๓๐ ๓๐ แต่ว่ามีอีกส่วนหนึ่งบอกว่าให้ทํานาแปลงใหญ่ จะได้ทําร่วมกันพร้อมกันไปในทิศทางเดียวกัน อันนี้คือสิ่งที่รัฐเองจะต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า เราควรจะทําอย่างไรกันดีเพื่อให้เกษตรกรได้เข้าใจถึงศาสตร์พระราชาอย่างจริงจัง ผมเรียน ด้วยความเคารพว่าผมน้อมนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ในชีวิตประจําวัน และเจอใครทุกคนก็พยายามพูดให้เข้าใจถึงว่าตลอดระยะเวลา ทุกชั่วโมง ทุกวัน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวัน ของเราทุกเรื่องที่เราจะต้องทํา ทุกเรื่องที่เราจะต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกัน การมีเหตุผล การพอประมาณภายใต้ความรู้ ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ผมทําเศรษฐกิจพอเพียงทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๑๒ มิถุนายนนี้ จะครบ ๑ ปี ผมเริ่มจะได้ผลผลิตจากทุก ๆ สิ่งที่อยู่ในไร่ของผม แล้วก็มีความสุขมาก ๆ มะเฟืองหวาน มะยมสีแดง มะม่วงอาร์ทูอีทู (R2E2) ที่อย่างดีมาก มีไข่ไก่รับประทานทุกวันแล้วเผื่อแผ่ แบ่งปันเพื่อนฝูง นี่คือศาสตร์ของพระราชาทั้งสิ้น แต่ถ้าใครไม่ไปทําเองจะไม่รู้หรอกว่า มันยากลําบากแค่ไหน ภายใต้ความรู้ที่จะต้องรู้ว่าพืชชนิดนี้ควรจะต้องออกในเดือนนั้น ไข่ไก่ชนิดนี้ควรจะต้องออกในเดือนไหน ควรจะต้องออกอย่างไรเพื่อจะนําไปสู่ตลาดได้ นี่คือสิ่งสําคัญที่ศาสตร์พระราชาสอนพวกเราทุกคนให้นํานโยบายไปปฏิบัติ แต่ในที่นี้ เป็นแต่เพียงเอกสาร ทําอย่างไร มีข้อเสนอแนะอย่างไรที่จะให้พี่น้องประชาชนผมนําไป ปฏิบัติได้ โดยเกษตรอําเภอ สหกรณ์อําเภอ ปฏิรูป เกษตรจังหวัด ผู้ที่เกี่ยวข้องในสิ่งพวกนี้ จะต้องเรียนรู้ให้ชัดเจนและให้สหกรณ์แต่ละสหกรณ์นําไปเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องเกษตรกร ขณะนี้หลายอําเภอได้เริ่มทําการปฏิบัติแล้ว มีตัวอย่างให้ดูแล้ว ไม่ต้องไปดูต่างประเทศหรอกครับ ไปดูใกล้ ๆ แค่นี้เองเยอะแยะไป มีข้าวรับประทานด้วย เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าวันนี้เราเป็น เอกสาร พรุ่งนี้ มะรืนนี้ และต่อไปนี้นับจากแต่นี้ไปเราจะเป็นรูปธรรมในการนํานโยบายของ ศาสตร์พระราชานี้ไปปฏิบัติได้อย่างแท้จริง จะเป็นความยั่งยืนตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นไว้ว่าต้องมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง คือเรื่องการสืบสานศาสตร์พระราชา ซึ่งคณะกรรมการได้นําเสนอในวันนี้เพื่อเป็นต้นแบบ แล้วก็เป็นการรับฟังความคิดเห็น รับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากสมาชิก สปท. เพื่อที่จะได้ ดําเนินการในเรื่องของการที่จะติดตามการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กระผมก็ได้อ่านเอกสารที่แจกให้ในวันนี้นะครับ แล้วก็มีข้อสังเกตอยู่บางประการเพื่อเป็น ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะให้กับกรรมการ ในระหว่างที่รับราชการอยู่ในกองทัพบก สมัยที่เป็น เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบกนั้น ก็เป็นหน้าที่หลักในการที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ในโครงการพระราชดําริต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วก็พระราชวงศ์ทุกพระองค์ ผมเองก็ได้มีโอกาสทํางานประสานกับท่านประธานกรรมการชุดนี้อยู่หลายปีในระหว่างที่ ท่านดํารงตําแหน่งเป็นเลขาธิการ กปร. ก็ได้มีโอกาสตามเสด็จรัชกาลที่ ๙ ในฐานะที่เป็น ราชองครักษ์เวรและราชองครักษ์พิเศษอยู่หลายสิบปี ก็ได้เห็นแนวทางในการทรงงาน ของพระองค์ท่านมาช้านานเป็นเวลาหลายสิบปี ที่ผมได้อ่านในเอกสารแล้วก็อยากจะให้ ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอยู่ ๒-๓ โครงการเพื่อที่จะเป็นข้อมูล และถ้าหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ยินดีที่จะประสานให้แนวทางเพิ่มเติม
ประเด็นแรก อยากพูดถึงเรื่องการศึกษา การศึกษาในเอกสารนี้ได้แบ่ง ออกเป็น ๒ ส่วน คือการศึกษาในระบบโรงเรียนที่พระองค์ท่านได้พระราชทานโรงเรียนต่าง ๆ ไว้ เช่น โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนร่มเกล้า เป็นต้น แล้วก็การศึกษาในระบบนอกโรงเรียน พูดถึงในระบบโรงเรียนก่อน คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ในนี้เขียนเรื่อง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ไว้แค่ ๘ บรรทัดเอง ที่จริงผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากเรื่องหนึ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้กับเยาวชนของชาติ ขณะนี้มีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์อยู่ ๔๔ แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเกิดวาตภัยที่แหลมตะลุมพุกเมื่อปี ๒๕๐๖ ก็ได้รับพระราชทานที่ดินแล้วก็ ทุนทรัพย์มาจากผู้ที่มีใจบุญ จากนั้นก็ได้พระราชทานเพิ่มเติมแล้วก็ได้จัดสร้างโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ขึ้นในพื้นที่ที่ประสบภัยเพื่อมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ตกยาก แล้วบางคนก็เป็นเด็กกําพร้าขาดที่ศึกษา ขาดทุนทรัพย์ต่าง ๆ ในช่วงนั้นได้สร้างขึ้นถึง ๘ โรงเรียน ที่จังหวัดชุมพรแล้วก็จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาได้สร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เพิ่มขึ้นที่จังหวัดนราธิวาสและที่สงขลาเป็น ๑๒ โรงเรียน นั่นเป็นช่วงเริ่มต้น ต่อมาได้มี มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้น ได้ดําเนินการในการก่อสร้างโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์โดยความร่วมมือของกองทัพบกที่จัดทหารช่างไปช่วยดําเนินการ ก่อสร้างอีกจนปัจจุบันนี้มีถึง ๔๔ โรงเรียน และเกือบทุกโรงเรียนนั้นกองทัพบกเป็นผู้ดําเนินการ ก่อสร้างทั้งสิ้น โรงเรียนที่ก่อสร้างช่วยเหลือเด็กกําพร้าในช่วงของมหาวาตภัยคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ อีก ๕ โรงเรียน คือ ที่จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดระนอง และจังหวัดพัทลุง อันนั้นก็เป็นโรงเรียนที่ก่อสร้างขึ้นในช่วงที่ประชาชนสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง สูญเสียชีวิต สูญเสียพ่อแม่ สูญเสียทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย หลายหมื่นคน หลายพันครอบครัว พระองค์ท่านก็ให้มูลนิธิไปจัดสร้างโรงเรียนเหล่านี้ขึ้น ที่อยากจะพูดถึงโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เพราะว่าระบบของโรงเรียนเป็นประโยชน์แก่เยาวชนอย่างแท้จริง เมื่อมูลนิธิได้หาเงินมา ก่อสร้างแล้วก็จะมอบให้กับกระทรวงศึกษาธิการดําเนินการต่อไป ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียน ที่ให้นักเรียนมาอยู่ประจําไม่มีค่าใช้จ่าย อยู่กิน แล้วก็เรียน
ประเด็นถัดไปคือการให้การศึกษานั้นได้ทรงให้ดําเนินการในระบบ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ถ้าใครมียูบีซี (UBC) ที่บ้านจะเห็นว่ามีอยู่ประมาณ ๑๐ ช่อง ในยูบีซี (UBC) ที่เขาได้มอบให้กับโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมที่มีที่ตั้งอยู่ที่ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน โดยดําเนินการในการจัดทําเทป (Tape) บันทึกการสอนจากครู อาจารย์ ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการจัดครูที่เก่ง ๆ ไปบรรยายให้เหมือนกับบรรยายจริง ในโรงเรียนดี ๆ ในกรุงเทพมหานคร แล้วอันนี้ก็เผยแพร่เป็นบทเรียน เป็นหลักสูตร ไปทางดาวเทียมเข้าไปในโทรทัศน์ของโรงเรียนเหล่านี้ ซึ่งก็จะทําให้เด็กที่อยู่ในต่างจังหวัด สามารถได้รับความรู้ ได้เรียนรู้ไม่แพ้เด็กที่เรียนอยู่โรงเรียนในกรุงเทพฯ แล้วผลของ การฝึกสอนด้วยวิธีนี้ก็ทําให้เด็กที่จบจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์มีความก้าวหน้า เข้ามหาวิทยาลัยได้ ได้ไปเรียนต่างประเทศต่าง ๆ อยู่พอสมควร อันนี้ผมก็อยากให้ได้ ทําการศึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเติมขึ้นเพื่อที่จะเป็นการถอดบทเรียนที่ทรงพระราชทานแล้วก็ ให้ความสําคัญต่อระบบการศึกษาแบบครบวงจรในการสร้างเด็กหลายหมื่นคนแล้ว ถ้าไม่มี โรงเรียนเหล่านี้เขาจะไม่มีโอกาสเลย อย่างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ ๓๕ ที่บางสัก จังหวัดพังงา รับนักเรียนถึง ๑,๐๐๐ คนเป็นนักเรียนประจําทั้งสิ้นเลย แล้วก็มีทุกชาติ ทุกศาสนาอยู่ด้วย อีกโรงเรียนหนึ่งคือโรงเรียนพระดาบส โรงเรียนพระดาบสเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ผมได้นําทหารช่างไปสร้างอาคารให้ตั้งแต่เริ่มต้นประมาณปี ๒๕๒๐ เศษ ๆ ตอนยังเป็นนายทหารช่างอยู่ ปัจจุบันนี้โรงเรียนพระดาบสก็ยังมีอยู่ อันนั้นก็เป็นต้นแบบ ในการฝึกคนที่ไม่มีความรู้อะไรแต่ว่าชอบเป็นช่าง ก็เอามาซ่อมวิทยุ ซ่อมรถ ๖ เดือน ๘ เดือน แล้วก็ให้ออกไป ระหว่างนั้นก็ให้ทั้งค่าอาหาร ที่พัก แล้วก็การฝึกสอน นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง คือพระองค์ท่านจะมีแนวคิดในการทําโครงการของพระองค์ท่านคือทําเป็นตัวอย่าง เพราะท่าน ไม่ต้องการที่จะไปก้าวก่ายส่วนราชการหรือว่าภาครัฐในทุก ๆ เรื่อง โรงเรียนพระดาบสก็เป็น โรงเรียนที่ปัจจุบันก็ยังมีมูลนิธิพระดาบส มีการรณรงค์หาเงินต่าง ๆ เพื่อมาช่วย ใครอยากจะเรียนก็เดินเข้าไปเลยบอกว่าผมเป็นคนยากจนไม่มีสตางค์ต่าง ๆ เขาก็จะรับเข้าไป เรียนแล้วก็ฝึก แล้วก็ไม่ต้องมีใบประกาศไปเทียบกับที่ไหน แต่มีวิชาชีพที่ติดตัวไปจนตาย
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องศาสตร์พระราชาว่าด้วยการจัดการน้ํา ท่านพูดถึงประเด็นน้ําคือชีวิตต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวคิดของพระองค์ท่าน แล้วก็ยกตัวอย่าง โครงการมาหลายโครงการ แต่ละโครงการนั้น อย่างโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อีก ๘ บรรทัด แล้วก็โครงการที่สําคัญที่สุดอีกโครงการหนึ่งคือโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ําปากพนัง อีก ๑ พารากราฟ (Paragraph) ก็ประมาณ ๑๐ บรรทัด ทั้ง ๒ โครงการนี้เป็นโครงการที่มี ความสําคัญยิ่งเลย ท่านลองไปศึกษาในรายละเอียดแล้วก็ถอดบทเรียนต้นแบบมาทําให้เป็น โครงการที่เป็นเรื่องเป็นราวให้เห็นว่าพระองค์ทําอะไรกับ ๒ โครงการนี้ เป็น ๒ โครงการ สุดท้ายที่เกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค์ที่สามารถจะยกตัวอย่าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถที่จะให้ประชาชนหลายพันครอบครัวย้ายออกจากพื้นที่หลายหมื่นไร่เพื่อสร้างเขื่อน ซึ่งจะเกิดเป็นอ่างน้ําที่จุน้ําได้ถึงประมาณ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วก็มีประโยชน์ นานัปการทั้งในเรื่องการชลประทานกับจังหวัดใกล้เคียง ทั้งในเรื่องของการป้องกันน้ําท่วม กรุงเทพมหานคร อานิสงส์ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๑ ทําให้กรุงเทพฯ เรามีน้ําท่วมน้อยลง แล้วก็มีการระบายน้ําที่สามารถจะต้านน้ําเค็มได้อะไรต่าง ๆ นานาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จึงมีเรื่องมากมายที่ผมคิดว่าสามารถทําเป็นบทเรียน ที่จะศึกษาได้ ทําอย่างไรประชาชนเหล่านั้นเป็นพันครอบครัวยอมย้ายออก ยอมย้ายไปอยู่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ยอมรับเงินที่จะชดเชย เป็นโครงการที่ชดเชยให้กับผู้ที่จะต้องประสบกับ การสร้างเขื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุด มีทั้งทหาร ทั้งข้าราชการฝ่ายปกครอง กรมชลประทาน ทํางานร่วมกันอยู่ประมาณ ๔-๕ ปี ผมเป็นประธานประชาสัมพันธ์ของโครงการ แล้วก็มี ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นคนไปเจรจาหว่านล้อมให้คนยอมย้ายออกจากพื้นที่โดยไม่มี การเดินขบวน ไม่มีการต่อต้านก็สามารถดําเนินการได้สําเร็จ โครงการสุดท้ายที่อยากจะ กราบเรียน คือโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ําปากพนัง โครงการนี้ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าศึกษา น่านํามาเป็นต้นแบบให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ ทุกวันนี้โครงการพัฒนา พื้นที่ลุ่มน้ําปากพนังยังอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานราชการกว่า ๑๐ หน่วยงาน ไม่ว่า จะเป็นกรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน พื้นดินต่าง ๆ ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยกันในการดูแลพี่น้องประชาชนจํานวน หลายหมื่นคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ริม ๒ ฟากฝั่งของแม่น้ําปากพนังที่ลึก เข้าไปประมาณ ๑๐ อําเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง โครงการนี้พระองค์ได้พระราชทานพระราชดํารัสตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ กว่า ๆ อยู่ ๑๐ กว่าปี ประมาณ ๑๐ ครั้ง จะเห็นว่าพระองค์ไม่ได้รีบเร่งนะครับ พยายามที่จะให้เจ้าหน้าที่ศึกษา จนสุดท้ายวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ ได้ให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้าประมาณ ๒๐ คน ซึ่งผมได้เป็น หนึ่งในจํานวนที่เข้าเฝ้าด้วยเพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาทครั้งสุดท้ายว่าได้ทรงศึกษา ปัญหาต่าง ๆ ของลุ่มแม่น้ําปากพนังแล้ว ไม่ว่าเป็นปัญหาน้ําเค็ม น้ํากร่อยที่ไหลย้อนเข้าไป ทําให้ชาวไร่ชาวนาไม่สามารถทํานาได้ เกิดนากุ้งขึ้นมากมายแล้วก็ทําให้เกิดน้ําท่วม น้ําทะเลไหลย้อนเข้าไปในแม่น้ําปากพนังลึกไปร่วม ๑๐๐ กิโลเมตรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงทําให้ชาวบ้านอพยพทิ้งถิ่นฐาน ก็ทรงได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ จึงได้ทรงพระราชทานแนวทางว่าสิ่งแรกที่ต้องทําคือการสร้างประตูระบายน้ํา มีน้อยโครงการที่พระราชทานแนวทางนี้ ๑๐ ช่องทาง ช่องทางละ ๒๐ เมตรก็ ๒๐๐ เมตร ก็เพื่อกันไม่ให้น้ําทะเลไหลย้อนขึ้นไป และป้องกันไม่ให้น้ําจืดไหลออกมา ก็จะสามารถเรกูเลต (Regulate) คือควบคุมการไหลของน้ําได้ จากนั้นไม่นานนัก ๒ ฝั่งฟากนั้นก็ไม่มีน้ํากร่อย ก็กลับมาทําไร่นาได้ แล้วก็แยกพวกที่ทํานากุ้งออกไปอยู่ตรงชายทะเลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการ โครงการนี้ใช้ความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ใช้เวลาอยู่ประมาณเกือบ ๑๐ ปี กว่าจะ สามารถทําให้โครงการบรรลุผลสําเร็จ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในการดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ที่ผมพูดนี่คือว่าถ้าเรานําโครงการเหล่านี้มาเขียนแค่ ๕-๖ บรรทัด ยังเกิดประโยชน์ ไม่เท่าที่ควร เราควรจะเลือกโครงการที่สําคัญ ๆ โครงการที่ได้พระราชทานแนวทางต่าง ๆ แล้วนํามาสัมภาษณ์หารายละเอียดจากผู้ที่เกี่ยวข้องในวันนั้นแล้วก็นํามาประมวล จะพิมพ์แจก หรือจะมาเก็บไว้ที่ไหน เห็นว่าจะมีการสร้างห้องสมุดกรุงเทพมหานครในเรื่องศาสตร์พระราชา ก็มารวบรวมเก็บไว้ได้ ผมคิดว่าก็จะทําให้เกิดประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง และแก่พี่น้องประชาชน โดยทั่วไป
ข้อเสนอสุดท้าย เมื่อท่านได้ทํางานในเรื่องนี้เสร็จแล้วก็น่าจะจัดปาฐกถา หรือว่าจะเป็นสัมมนาในห้องนี้เลย ถ่ายทอดสดทางทีวี (TV) สภาและช่อง ๑๑ สัก ๒ ชั่วโมง จัดเป็นกิจกรรมที่ สปท. ได้นําเสนอ การปาฐกถาพิเศษ การสัมมนาพิเศษเรื่องสืบสาน ศาสตร์พระราชา เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ ก็คงจะต้องเร่งรัดหน่อยเรามีเวลาอีกไม่นานนักเพราะถ้าช้าจะใช้ห้องนี้ไม่ได้ ก็ขอฝาก กราบเรียนเสนอข้อคิดเห็นไว้ ๒-๓ ประการ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ก่อนจะเชิญผู้อภิปรายรายต่อไปนะคะ ดิฉันขอพักการประชุม ๓ นาทีค่ะ
พักประชุมเวลา ๑๗.๐๘ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๗.๑๕ นาฬิกา
เชิญต่อเลยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ ผมจะสรุปว่าอะไรที่เป็นความดีเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ของประชาชนแล้ว แม้ไม่ใช่หน้าที่ทําเถิด ต่างล้วนเข้าทางศาสตร์พระราชาทั้งสิ้น ถ้าเป็นความดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการขับเคลื่อน ศาสตร์พระราชานั้นมันมีทั้งเรื่องเล็ก ๆ และเรื่องใหญ่ ๆ ประเทศไทยเรานั้นแบ่งออกเป็น พื้นที่ภาคต่าง ๆ ซึ่งมีสภาพที่ต่างกันไปตามแต่ลักษณะของภูมิประเทศ พื้นที่ที่มีความเจริญ ความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความเจริญในเขตเมืองนั้น เราจะเห็นได้ว่า ปัญหายุ่งยากสลับซับซ้อนก็มีคนช่วยกันดูแลมากพอ แต่ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ ที่เป็นปัญหาทุกข์ยากห่างไกลนั้นยากแก่การแก้ไข ก็ต้องอาศัยกลไกพิเศษ ลักษณะพิเศษ ในการแก้ไข ท่านประธานครับ ผมมีบางพื้นที่ที่อยากจะนําเรียนท่านประธานเพื่อทราบว่า ทําไมพื้นที่อย่างนี้ถ้าหากว่าใช้กลไกลักษณะปกติ ธรรมดาแล้วผมคิดว่าชาตินี้ทั้งชาติไม่มีทาง แก้ปัญหาได้ ท่านเคยได้ยินไหมครับในบางพื้นที่ที่มีคนจนจากภาคต่าง ๆ จะเป็นภาคอีสานก็ตาม ภาคกลางก็ตาม รวมไปจนถึงคนที่ประสบความทุกข์ยากจากการประสบอุทกภัย ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ ถูกอพยพไปรวมกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนในอําเภอเดียวกัน ซึ่งในอําเภอนั้น ๆ ก็ไม่ใช่เป็นอําเภอที่มีความสุขความสบาย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ สมัยโน้นก็คงจะ ไม่สะดวกมากนัก และคนที่ไปก็เป็นคนยากจนทั้งสิ้น แต่ทําไมคนในพื้นที่ที่อย่างนี้อยู่ไป ๆ กลับกลายเป็นว่าขณะนี้ชาวบ้านมีความสุขความสบาย ซึ่งพื้นฐานดั้งเดิมต่างล้วนแต่เป็น คนยากคนจนอพยพมาจากต่างพื้นที่ ภาคอีสาน ภาคกลาง เช่น ภาคอีสานก็มีจังหวัดบุรีรัมย์ ภาคกลางก็มีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพรที่ประสบอุทกภัย จากภัยธรรมชาติ รวมไปตลอดจนถึงภูมิภาคอื่นของประเทศที่มีความอดอยากยากจน คนที่ไปอยู่นั้นเป็นคนยากจนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นลองหลับตานึกถ้าคนยากจนอดอยากมาก ๆ ไปอยู่ด้วยกัน ต่างภาค ต่างภาษาในพื้นที่ที่เขาไม่เคยไปอยู่จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข คงจะยาก เพราะก็คงจะเกิดปัญหาแย่งชิงกัน พื้นที่ที่ผมนําเสนอท่านนั้นก็คืออําเภอสุคิริน สมัยก่อนที่ผมเคยไปเป็นหัวหน้ากิ่งอําเภอสุคิรินเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๑ ครับท่านประธาน ที่นั่นเต็มไปด้วยภัยธรรมชาติ เช่น ภัยจากพวกโรคมาลาเรีย ภัยจากโจรผู้ร้าย จะเป็นเรื่องโจรจีน คอมมิวนิสต์มาลายา หรือว่าขบวนการโจรก่อการร้ายเยอะแยะมากมาย ดูสภาพอย่างนี้แล้ว ไม่น่าจะอยู่รอด แต่เพราะอะไรอยู่ไป ๆ ขณะนี้เรียกได้ว่าเป็นอําเภอตัวอย่างอําเภอหนึ่ง ชื่อว่าอําเภอสุคิริน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองทองโต๊ะโม๊ะ วันก่อนตอนที่คณะกรรมาธิการไปที่มูโนะ ผมยังเสนอว่าอยากจะให้ไปกิ่งอําเภอสุคิรินด้วยซ้ําไป เพื่อไปดูว่าคนในพื้นที่อย่างนี้เขามี ความอดอยาก น่าจะมีปัญหา น่าจะอยู่ไม่รอด น่าจะอพยพกลับไปบ้านเดิมเสียหมดแล้ว แต่ทําไมเดี๋ยวนี้จึงอยู่เย็นเป็นสุขเกิดมีความรักความสามัคคีกัน ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าไม่ใช่เพราะในหลวงเสด็จเป็นประจําทุกปี ๆ แล้วคงจะยากนะครับ อําเภอสุคิรินตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ครับท่านประธาน ผมไปอยู่ พ.ศ. ๒๕๒๑ เพราะขณะนั้นเป็นปัญหาพื้นที่ที่จะทํา นิคมสร้างตนเองสุคิริน ต้องการที่จะแก้ปัญหาคนยากคนจนที่อพยพจากต่างภาคไปอยู่ แต้ถ้าหากจะใช้กลไกปกติ ไม่มีทาง ซึ่งเราก็ทราบดีว่ากลไกของราชการตามปกตินั้น ทําไปมันก็ทิ้ง ทําไปมันก็เสร็จแน่ ๆ ถึงขนาดบางครั้งบางคราวชาวบ้านหลบหนีไปก็มี แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ หลังจากที่มีพระตําหนักทักษิณราชนิเวศน์ที่อําเภอเมืองแล้วนะครับ พระองค์ท่านก็เสด็จไปเพื่อ ทรงเป็นมิ่งขวัญ ทรงไปช่วยแนะนําเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของการเป็น ตัวอย่างให้กับราชการทั้งหมดว่าการแก้ปัญหาพื้นที่ที่มีปัญหาวิกฤตอย่างนี้จะต้องแก้อย่างไร ทุก ๆ ปีประมาณเดือนกรกฎาคม สิงหาคม หรือกันยายน จะเป็นวงรอบของพระองค์ท่าน เสด็จไปแปรพระราชฐานที่พระตําหนักทักษิณราชนิเวศน์ แล้วก็จะเสด็จไปตรวจเยี่ยมโครงการ พระราชดําริต่าง ๆ ในพื้นที่ติดต่อกันมา ผมอยู่สุคิรินปี ๒๕๒๑ จนถึงปี ๒๕๒๓ แล้วก็ปี ๒๕๒๔ ที่อําเภอรือเสาะ ในสมัยนั้นพระองค์จะเสด็จเกือบทุกปีก็ว่าได้ ช่วงไหนที่พระองค์ไม่เสด็จไป ก็จะมีพระราชินีเสด็จไป แต่ส่วนมากก็จะไปเป็นคณะของพระบรมวงศานุวงศ์ ที่น่าประทับใจ ก็คือว่าพระองค์จะเสด็จนั้นบ่อยครั้งที่เสด็จโดยที่เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นปัญหาสําหรับ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ เกาะติดพื้นที่ไม่กล้าไปไหน แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่าเวลาพระองค์เสด็จนั้น ผมคิดว่าคงจะเป็นตัวอย่างที่ดีสําหรับข้าราชการที่เป็นแบบอย่างเป็นต้นแบบในการประพฤติ การปฏิบัติงานที่พระองค์ได้ทรงเป็นต้นแบบที่ดี ที่ยอดเยี่ยม ก็คือว่าเวลาพระองค์ท่าน เสด็จไปแล้วสิ่งที่พระองค์ต้องการพบปะ สอบถามมากที่สุดก็คือชาวบ้าน โดยเฉพาะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ตามตําบล หมู่บ้านลึก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมไปจนถึงผู้นําศาสนา ส่วนข้าราชการนั้นเอาไว้ประกอบที่หลังครับ ก็จะถามพวกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นหลัก โต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม พระสงฆ์องค์เจ้า เพราะฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นบุคคลที่จะให้ข้อมูล อย่างที่เรามักจะพูดเสมอว่าเข้าถึง เข้าใจ พัฒนา หรือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาก็สุดแล้วแต่ ก็คือ การเข้าถึงชาวบ้านในเรื่องข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ และอีกประการหนึ่งที่ได้เห็นกับตาก็คือว่า พระองค์ท่านเสด็จนั้นจะเสด็จโดยอาศัยแผนที่เป็นหลัก บางพื้นที่ผมเองไม่นึกว่าพระองค์ท่าน จะเสด็จ เพียงแต่เสด็จผ่านปั๊บทรงให้รถหยุดกางแผนที่ดูก็ชี้ว่าจะไปทางนี้ ก็คือไปหาต้นน้ํา แหล่งน้ํา เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือว่าในเรื่องของพื้นที่ ในเรื่องของคน ในเรื่องของงานนั้นเป็นสิ่งที่พระองค์ได้เอาใจใส่เกาะติดในเรื่อง ๓ ส่วน ก็คือเรื่องของ คนในพื้นที่ เรื่องของงานที่เกี่ยวข้องจะรับสั่ง แต่อีกประการหนึ่งครับท่านประธานก็คือว่า ในพื้นที่นั้นสิ่งที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมก็คือว่าข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการนั้น มันมีจุดอ่อน เพราะข้าราชการนั้นมักจะโยกย้ายบ่อย หัวหน้ากิ่งอยู่ไม่กี่วันย้าย ผู้ปกครอง อยู่ไม่กี่วันย้าย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา จะเป็นเกษตรหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นมักจะมีปัญหาเรื่องของการปลูกผักชีครับ ผมคิดว่าท่านประธานก็คงจะได้ยิน คนใหม่มาไม่ทันก็หาเรื่อง เรื่องของการปลูกผักชี บ่อยครั้งที่คําพูดเหล่านี้เข้าถึงพระองค์ท่าน แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ตําหนิอะไร เพียงแต่บอกว่า อ้อ หน่วยงานนี้มาใหม่ก็คง จะยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่ทราบรายละเอียดก็เลยเป็นอย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องหลัก ของการทํางานที่พระองค์ได้ทําให้เราเห็นก็คือว่าเรื่องของฐานรากก็คือชาวบ้านที่จะต้อง เป็นผู้ที่สืบทอดเรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่จะให้ข้อมูล เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการทํางานที่เกี่ยวข้อง กับศาสตร์พระราชานั้น ถ้าหากว่าปราศจากเสียซึ่งการลงสู่พื้นที่เพื่อสอบถามชาวบ้านในพื้นที่แล้ว แก่นแท้ของปัญหาคงจะยาก เพราะในส่วนนี้ที่ผมอยากจะเสนอครับท่านประธาน ก็คือว่าทําอย่างไรในพื้นที่เฉพาะบางแห่งที่มีลักษณะเฉพาะที่ควรแก่การศึกษาอย่างเช่นสุคิริน เป็นต้น ซึ่งคนไทยที่มาจากต่างภาค มีวัฒนธรรม มีภาษา มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีความแตกต่างกันเรียกได้ว่าสิ้นเชิง ทําไมแรก ๆ เขามานั้นยากจน แต่ขณะนี้เขาอยู่ได้ ความแตกต่างที่หลากหลาย แต่ทําไมเดี๋ยวนี้เขาอยู่ได้ ศาสตร์พระราชา ไปช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างความหลากหลายจนเป็นเหตุให้เข้ามาอยู่ได้ด้วยกันอย่างสงบ สันติสุข เดี๋ยวนี้คนสุคิรินค่อนข้างจะอยู่ดีกินดีครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จึงอยากจะเสนอไปหา ข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะเรียกว่าศึกษาเชิงแอเรียเบส (Area based) เราก็จะได้ ปัญหาความหลากหลายในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง พื้นที่ที่มีปัญหาความยากจน เราจะไปศึกษา เพื่อหาแนวทางการดําเนินงานว่าพระองค์ท่านให้ข้อคิด ให้แง่คิดในการทํางานในพื้นที่ ที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่าง มีความยากจน มีปัญหาวิกฤตอย่างนี้ทําอย่างไร ชาวบ้านในระยะหลังขณะนี้จึงอยู่เย็นเป็นสุขอยู่แล้วไม่อยากไปไหน เพราะฉะนั้นพื้นที่ตรงนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ศาสตร์พระราชาได้ทิ้งไว้ให้กับพวกเราที่ควรแก่การศึกษาเขียนเป็นตํารา วิชาการอะไรก็แล้วแต่อยากจะให้ศึกษาส่วนนี้ครับ ก็คงจะมีเรื่องที่จะนําเสนอเพื่อเป็นแนวทาง ส่วนหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าศาสตร์พระราชาได้ทิ้งไว้ที่อําเภอสุคิรินมีว่าอย่างไรบ้างเพื่อเอา มาศึกษามาเขียนต่อ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีผู้ขออภิปรายอีก ๒ ท่านนะคะ ท่านต่อไปเรียนเชิญ ท่านธานินทร์ ผะเอม อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
เรียนท่านประธานนะครับ ผม ธานินทร์ หมายเลข ๗๔ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมทั้งกรรมการแล้วก็อนุกรรมการที่ได้ช่วยกันทําเรื่องนี้ขึ้นมา ผมอยากจะพูดในประเด็นที่มองภาพที่จะเคลื่อนต่อไป ผมเข้าใจว่าทั้ง ๔ คณะกรรมการก็รับส่งลูก กันเป็นระบบอยู่แล้ว ชื่อที่ปรับเปลี่ยนก็เป็นชื่อสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ คําว่า การปฏิรูปประเทศ ตรงนี้ไปโยงกับอะเจนดา (Agenda) ที่ สปท. ทําไว้ก็คือแอเรียเบส (Area based) ตรงนี้ถ้าทําให้ชัดเจนขึ้นได้ก็ตรงกับคําว่าภูมิสังคม ซึ่งสะท้อนถึง ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของประเทศนี้ ขณะเดียวกันปัญหาและศักยภาพ ก็หลากหลายตามไปด้วย ๔,๐๐๐ กว่าโครงการนี้ ตรงนี้ถ้าเราเขียนให้ชัด การขับเคลื่อน แอเรียเบส (Area based) ก็ควรจะมีกระบวนการที่เราคิดว่าต้องไปด้วยกัน ท่านสมาชิก หลาย ๆ ท่านก็ได้พูดถึงว่าภาครัฐไม่ได้ผลักดันหรือว่าทุ่มเทเท่าที่ควร ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่เป็น ข้อเท็จจริง แต่ผมเข้าใจว่าทุกภาคส่วนได้มีความตื่นตัว แต่ถ้ามองดูไปข้างหน้าเราก็จะพบว่า ภาครัฐเองก็มีข้อจํากัด ภาครัฐตอนนี้ขยายตัวคงไม่ได้หมายถึงหน่วยราชการอย่างเดียว องค์การมหาชนก็มีส่วน ตรงนี้ใช้งบประมาณเยอะมาก ภาครัฐเองก็คงพูดง่าย ๆ ว่าต้อง เล็กลงโดยเปรียบเทียบเป็นรีเลทิฟเทอม (Relative Term) ต้องเล็กลงแล้วก็เร็วขึ้น ทีนี้ ประเด็นที่เราคิดว่าโครงการ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการเราเข้าใจว่าอย่างของอาจารย์ดุสิต ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ตรงนี้เราก็วิเคราะห์กันผมก็เข้าใจว่าเราเองจะบอกว่าต้อง ได้รับงบประมาณเท่านั้นเท่านี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่เรายังมีภาคเอกชน ท้องถิ่น ชุมชน จะทําอย่างไรให้มีโอนเนอร์ชิป (Ownership) อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันคิด แต่ละพื้นที่บริบทก็ไม่เหมือนกัน อย่างของท่านนคร จะเห็นว่ามีมิติทางด้านความมั่นคง อันนั้นรัฐต้องออกแรงหน่อย แต่หลาย ๆ พื้นที่เอกชนก็สามารถจะเข้ามามีส่วนร่วมได้ อย่างเรื่องกาแฟ ผมคิดว่าเราคงต้องดึงกําลังของภาคเอกชน ซึ่งก็ทําซีเอสอาร์ (CSR) หรือซีเอสวี (CSV) คอร์ปอเรทิฟ โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Corporative Social Responsibility) ของคอร์ปอเรต (Corporate) แล้วก็เป็นแวลู (Value) ที่ตอนนี้ก็มีความแพร่หลาย ซึ่งตรงนี้ถ้าเรามองต่อไปในอนาคตแล้วก็แยกแยะว่าตรงไหน มีศักยภาพที่จะดึงเอกชนแล้วก็ภาคท้องถิ่น ชุมชนเข้ามา กลไกอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเราก็กําลัง ปฏิรูป อย่างคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็พูดถึงว่าเราจะเอาแผนจังหวัดนี้มา เป็นเครื่องมือที่จะขึงในแง่แอเรียเบส (Area based) หรือกลุ่มจังหวัด แต่จังหวัดจะชัดเจน คราวนี้ถ้าดึงเข้ามาแผนงานโครงการทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดได้รับรู้รับทราบแล้วก็ กําหนดลงไป ไปจัดไพรออริตี (Priority) ของท่านเอง แล้วตรงนี้เขาจะได้คิดเพราะคนในพื้นที่ เขาต้องมีโอนเนอร์ชิป (Ownership) เขาต้องมีส่วนรับรู้ แล้วก็เข้ามาอยู่ในกระบวนการ อย่า ลืมว่าสํานักงบประมาณเองก็ปรับเป็นโปรแกรมบัดเจตติง (Program Budgeting) ที่เป็น แอเรียเบส (Area basee) เช่นเดียวกัน ถ้าเราขึงตรงนี้เราก็จะมีความชัดเจนว่าอยากจะให้ใคร เข้ามาช่วย แล้วอันหนึ่งที่ผมคิดว่ามีส่วนสําคัญ อย่าง สกว. วช. เขาก็ทําเรื่องของมหาวิทยาลัยวิจัย ในพื้นที่ เอามหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ในพื้นที่ ตรงนี้การเอาสตางค์ไปใช้ของรัฐก็ดี หรือว่าของ เอกชนทั้งหลาย ถ้ามหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วยอันนี้ก็จะทําให้เห็นว่าวิธีการที่เรา จะใช้ทรัพยากรก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความเชื่อถือศรัทธาที่จะเข้ามามีส่วนร่วมก็จะมี พลังมากขึ้น ผมคงมีอยู่ ๒ ประเด็นนี้นะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้าย ท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. ๑๑๖ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณทางคณะกรรมการ ชุดนี้ที่ได้เสนอเรื่องซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นมงคลของทั้งประเทศ แล้วทําอย่างไรในเรื่องของการที่จะ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาต่อไปให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน กราบเรียนอย่างนี้ว่า ความจริงแล้วนี้ที่ทางคณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอรูปแบบต่าง ๆ ในการนําเสนอเรื่องของ ศาสตร์พระราชากลับสู่สังคม ประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็คือว่า ขณะนี้เนื่องจากประเทศไทยมีทั้งในเรื่องของท่องเที่ยว แล้วก็มีในเรื่องของสิ่งที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้รับรางวัลหรือว่าในเรื่องของการยกย่องเชิดชูจากทั่วโลก ดิฉันคิดว่ามิติหนึ่ง ของการเชื่อมโยงในเรื่องของศาสตร์พระราชา เสนอในเรื่องของพิพิธภัณฑ์ที่เป็นลักษณะของ พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เหมือนกับที่ต่างประเทศว่าผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้คนเยี่ยมชมเยอะ แล้วก็ยังมีการอินเทอร์แอ็กทิฟ (Interactive) กันในเรื่องของสื่อตรงนี้ ดิฉันอยากเห็นค่ะ เพราะว่าพิพิธภัณฑ์สิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าจะใช้สื่อในเรื่องของวีดิทัศน์ที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ยิ่งจะทําให้ในเรื่องของศาสตร์พระราชาเผยแพร่กว้างขึ้น แล้วที่สําคัญค่ะ ต่างประเทศจะได้เห็นตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในอดีตจนไปถึงในอนาคต แล้วก็รวมไปถึงเรื่องอาร์แอนด์ดี (R&D) ที่ต่อเนื่อง ดิฉันคิดว่าอันนี้ถ้าทางคณะกรรมการชุดนี้ ได้มีการเสนออีกแชนเนล (Channel) หนึ่งในเรื่องที่จัดทําเป็นพิพิธภัณฑ์โดยเชื่อมโยงกับ ในเรื่องของท่องเที่ยวด้วยจะยิ่งทําให้ศาสตร์พระราชานี้เผยแพร่เพิ่มขึ้นนะคะ
เรื่องที่ ๒ เรื่องของพระบรมราโชวาท ซึ่งดิฉันคิดว่าพวกเราคนไทยคงได้เห็น ในเรื่องของพระบรมราโชวาทในวาระต่าง ๆ แต่เป็นไปได้ไหมคะในการที่จะรวบรวมทั้งหมด ไม่ว่าในเรื่องของการที่พระราชทานในโอกาส สําคัญ ๆ ของวันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือว่าเมื่อพระราชทานปริญญาบัตร หรือแม้กระทั่ง ในเรื่องของที่ต่าง ๆ แต่จัดทําเป็นหมวดหมู่ เพราะว่าขณะนี้เท่าที่ดิฉันได้พยายามดูว่าสิ่งที่ เราได้รับในเรื่องของพระบรมราโชวาทซึ่งหลายหน่วยงานได้มีการรวบรวมไว้ แต่ดิฉันคิดว่า ยังไม่ครบทุกด้าน ถ้าสมมุติว่าให้ครบทุกด้าน มีหลาย ๆ พระบรมราโชวาทที่ดิฉันได้ยึดถือ ยกตัวอย่างที่บอกว่าเป็นข้าราชการเราต้องทํางานท่ามกลางข้อจํากัด ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นว่าหลาย ๆ คนและข้าราชการส่วนใหญ่ก็คงมีพระบรมราโชวาทอะไรที่ถูกใจแล้วก็นําไปปฏิบัติ แต่ว่าให้ครบทุกด้าน แล้วในการที่จะสืบค้นโดยใช้ดัชนีคําง่าย ๆ เพราะว่าไม่อย่างนั้นแล้ว ไม่ครบค่ะ ความจริงแล้วของพระองค์ท่านที่พระราชทานให้ปวงชนชาวไทยตลอดระยะเวลา ที่พระองค์ได้ทรงครองราชย์มาดิฉันว่ามีมากมายนานัปการทุกด้าน แต่ว่าทําอย่างไรในการที่จะ รวบรวมให้เป็นหมวดหมู่แล้วก็สืบค้น ค้นหาง่ายในเรื่องต่าง ๆ
เรื่องที่ ๓ ดิฉันคิดว่าในเรื่องของการรวบรวมข้อมูล หรือว่าในเรื่องของสื่อ หรือว่าในเรื่องของประชาสัมพันธ์เหล่านี้ ถ้าหากมอบหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งคงไม่ครบถ้วน แต่ดิฉันคิดว่าถ้าสมมุติเราได้มีการมอบหมายให้กับแต่ละกระทรวง แต่ละจังหวัด ได้มีการรวบรวม ค้นคว้า นําในเรื่องของสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมาแล้วก็ได้รวบรวม ดิฉันคิดว่าจะครบถ้วน ยกตัวอย่างของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอง ความจริงแล้วพระองค์ท่านได้มีพระบรมราโชวาทแล้วก็พระราชนโยบายที่พระราชทาน ให้กับเจ้าหน้าที่มากมายในเรื่องป่า หรือเรื่องน้ํา หรือเรื่องดิน อ่านแล้วยังคิดว่าเราเป็น ข้าราชการ พระองค์ท่านได้ให้ไว้ตั้งแต่ ๒๐-๓๐ ปีที่แล้วแต่เรายังทําไม่สําเร็จ เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ดิฉันอยากจะเสนอแนะก็คือมอบหมายจังหวัด เพราะว่าหลังจากวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา หลายจังหวัดได้มีการรวบรวมว่าพระองค์ท่านได้เสด็จที่ใด และมีประเด็นใด ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง แล้วก็ทําให้แต่ละจังหวัดได้สามารถพัฒนา และดําเนินการในเรื่องต่าง ๆ เช่นกันค่ะ นอกจากในเรื่องของแต่ละจังหวัดที่มอบหมายแล้ว ดิฉันคิดว่าของทุกกระทรวง ของทุกกรมที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องนี้คงมีภาพ คงมีในเรื่อง ของบันทึกหรือว่ารายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ให้ ดิฉันคิดว่า การมอบหมายหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะให้เป็นผู้รวบรวม และหลังจากนั้นอาจจะมีการรวบรวม ตรงจุดใดจุดหนึ่งเพื่อบริหารจัดการในเรื่องของการเผยแพร่ อันนี้เป็นข้อเสนอแนะที่ดิฉันคิดว่า อาจจะทําให้ทางคณะกรรมการได้เห็นถึงประเด็นในสิ่งที่คิดว่าหลาย ๆ คน ทุก ๆ คนอยากจะเห็น ในส่วนนี้ที่เกิดขึ้นโดยเร็วด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ดิฉันคิดว่าเราได้อภิปรายกันมาพอสมควรแล้วนะคะ ขอปิด การอภิปราย และขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกค่ะ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทั้ง ๙ ท่านที่กรุณาให้คําแนะนําต่าง ๆ ซึ่งเป็น ประโยชน์เป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ อย่างที่เรียนแล้วการดําเนินงานของเรายังไม่เสร็จสิ้น เราจะเสร็จสิ้นสักประมาณเดือนพฤษภาคม เราอาจจะต้องกลับเข้ามาเสนออีกแล้วก็เอา ความเห็นต่าง ๆ ของท่านเอามารวบรวม
อย่างความเห็นของท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ เรื่องของการทําหลักสูตรต่าง ๆ อันนี้ก็คิดกันมากว่าเรื่องหลักสูตรต่าง ๆ มีความสําคัญ สามารถที่จะไปบูรณาการต่าง ๆ แต่เราก็คิดถึงว่าบุคคลที่จะเป็นองค์ที่จะให้ความรู้จะมีความสําคัญต่าง ๆ ขอประทานโทษ อย่างที่ท่านกษิตพูดว่าจะต้องมีการรวบรวมบุคคลที่เป็นกูรู (Guru) ในเรื่องตรงนี้ ที่จะต้องรู้จริง อันนั้นก็เป็นเรื่องที่สําคัญเหมือนกัน อย่างเรามีการทําโครงการอันนี้ มีการรวบรวมความคิดต่าง ๆ เรื่องคนที่จะถ่ายทอดอะไรต่าง ๆ ตรงนั้นผมก็คิดว่าสําคัญมากทีเดียว
สําหรับท่านสุรินทร์ ท่านก็ได้เสนอภาพที่ประทับใจต่าง ๆ มากมาย แล้วท่าน ก็นําเสนอว่าในการจัดทําหนังสือของเราควรจะทําเป็นซีดีรอม (CD-ROM) ประกอบด้วย ซึ่งอันนี้อยู่ในความคิดของเราอยู่แล้ว ซึ่งเราจะทํา
ท่านกษิต ท่านได้กรุณาพูดถึงว่าหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเข้ามาช่วยกัน ภาครัฐ ต่าง ๆ ควรจะเป็นในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้ผมเห็นด้วยเลยต้องเป็นยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามที่จะปรับเปลี่ยนชื่อตรงนี้ว่าเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะได้รวมเอาเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติต่าง ๆ เข้ามาด้วย และผมก็ดีใจเป็นอย่างมากที่ท่านทูตกษิตบอกว่ากระทรวงการต่างประเทศเองก็มี โครงการต่าง ๆ ทางด้านนี้มากมาย ผมคิดว่าตรงนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีมากทีเดียว เราจะได้ไป เชื่อมโยงกันได้
ท่านอาจารย์ถวิลวดี ท่านได้กรุณาพูดถึงว่าศาสตร์พระราชามีเป็นจํานวนมาก เหลือเกิน ต้องระเบิดจากข้างในให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเน้นว่าศาสตร์พระราชาเป็นศาสตร์ต่าง ๆ มากมาย เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน มีศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของการซื่อสัตย์สุจริตต่าง ๆ มากมาย ซึ่งตรงนี้เราสามารถจะรวบรวม เข้าไปอยู่ได้
ท่านชูชาติ อินสว่าง ท่านพูดถึงเรื่องสําคัญซึ่งเป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของสหกรณ์ เรื่องสหกรณ์เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะดําเนินงาน แม้แต่เรื่องทฤษฎีใหม่ ก็จะเป็นเรื่องของสหกรณ์ในลําดับ ๓ ด้วยซ้ําไป ๒ หรือ ๓ ประมาณนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องสหกรณ์เป็นเรื่องที่เป็นแนวพระราชดําริอยู่แล้ว เราจะได้เพิ่มเติมตรงนี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
ท่านเลิศรัตน์ ท่านพูดถึงเรื่องของโรงเรียนต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบและนอกระบบ แน่นอนครับ โรงเรียนนอกระบบมีมากมาย เช่น โรงเรียนพ่อหลวงอุปถัมภ์ โรงเรียนร่มเกล้า โรงเรียนระบบทางไกลวังไกลกังวลต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เราจะเน้นให้มากขึ้น และท่านก็พูดถึง เรื่องของโครงการบางอย่างควรจะเน้นให้ชัดเจนขึ้น เช่น โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หรือเรื่องโครงการที่ลุ่มน้ําปากพนัง ซึ่งควรจะเน้นในเรื่องของพระอัจฉริยภาพต่าง ๆ อย่างเรื่อง ของแหล่งน้ํา น้ําคือชีวิต ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะได้ดําเนินการต่อไป
ส่วนเรื่องที่ท่านบอกว่าควรจะมีการจัดปาฐกถาในแต่ละด้าน ผมคิดว่าปาฐกถา มีอยู่แล้วโดยหน่วยงานต่าง ๆ เขาทํา อย่างเช่นปาฐกถาของท่านอาจารย์วิษณุ และเร็ว ๆ นี้ จะมีปาฐกถาในเรื่องของนิติศาสตร์ต่าง ๆ ผมคิดว่าหน่วยงานต่าง ๆ สามารถจะดําเนินการได้ อยู่แล้ว ปาฐกถาของท่านอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติดีมากเลย รวบรวมเหล่านี้ไว้ผมว่าจะเป็น องค์ความรู้ที่สําคัญมากทีเดียวนะครับ
ท่านกิตติพูดถึงเรื่องสุคิริน สุคิรินผมก็ไป ก็ดีมากในการรวบรวมให้คนเข้ามาอยู่ ร่วมกัน ผมคิดว่าเราคงไม่มีเวลาไปทุกพื้นที่ แต่ว่าเราพยายามที่จะเอาคอนเซปต์ (Concept) ในการที่จะบูรณาการกลไกในการจะมีส่วนร่วมอะไรต่าง ๆ เข้ามาใช้ตรงนี้
ท่านธานินทร์ ผะเอม พูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนชื่อ ซึ่งผมเรียนแล้วเราจะ เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ และท่านก็พูด ถึงว่าทุกภาคส่วนควรจะเข้ามาร่วมกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน ก็คือบูรณาการ ซึ่งตรงนี้เราได้พูดถึง ในเรื่องกลไกที่จะสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน มีการบูรณาการของภาคส่วนต่าง ๆ อยู่แล้ว ตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ท่านพูดถึงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องของงบประมาณ ต่าง ๆ ในแอเรียเบส (Area based) ทุกอย่างต้องบูรณาการเข้าไปเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ในทางปฏิบัติ
ท่านปลัดกระทรวงมิ่งขวัญ ท่านพูดประเด็นที่สําคัญมากคือเรื่องของ พิพิธภัณฑ์ มีคําอยู่อย่างหนึ่งว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดําริ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ท่านบอกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย แล้วก็ได้รับความรู้ด้วย แต่ทีนี้ ท่านมิ่งขวัญหมายความว่าเรารวบรวมศาสตร์ของท่านเป็นพิพิธภัณฑ์น่าจะเหมาะสมกว่า เป็นห้องสมุด ซึ่งอันนี้ก็เห็นด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของพระบรมราโชวาทต่าง ๆ เราจะมีการจัดทําเป็นพระบรมราโชวาทในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ ๔ ซึ่งวันที่ ๔ จะมีพระบรมราโชวาทที่จะรวบรวมเรื่องต่าง ๆ ไว้มากเลย เราจะพยายามรวบรวมตรงนี้เข้าไป ทั้งหมดนี้ก็เป็น ๙ ท่าน ซึ่งผมขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ พอดีมีท่านนิกร จํานง จะขอชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญท่านนิกร จํานง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ พูดความในใจว่า เราไม่มีการลงคะแนนใด ๆ วันนี้เป็นการมาฟังความเห็นท่านเพื่อจะได้ไปรวบรวม เป็นของทุกคน เราไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เราเป็นคณะกรรมการ ที่ท่านอยู่จนถึงขณะนี้ เราภูมิใจกันมากเลยอยากจะนําเรียน แล้วก็ขอเพิ่มเติมเวลาอีกนิดเดียว มีประเด็นบางอย่าง ที่ค่อนข้างจะซีเรียส (Serious) ในการทํางาน คณะหนึ่งแค่นิยามก็ลําบากมากในการ ที่จะเคลียร์ (Clear) เพราะว่าถ้าตรงนี้ไปไม่ได้ก็ไปไม่ถูกกลายเป็นความสับสนกันไปหมด มีประเด็นที่อยากจะเรียนที่ท่านสุรินทร์แล้วก็ท่านชูชาติได้พูดถึง คือประเด็นที่ผมคิดว่าเคาะ ได้แล้ว เรียนว่าเคลียร์ (Clear) ได้แล้วก็คือเกษตรทฤษฎีใหม่ที่เป็นการสับสนกับปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง คือเราสับสนอลหม่านไปหมด ผมอยากจะเรียนว่าเอกสารที่ได้นํามาให้ ท่านแล้วอยู่ในเอกสารที่เป็นเอกสารภาคผนวกเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งต้นไม้แห่งศาสตร์ พระราชา ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อปี ๒๕๓๒ พระองค์ทรงไปซื้อที่วัดมงคลชัยพัฒนา แล้วไป ทดลองอยู่ที่นั่น ๓ ปีกว่าจะเคลียร์ (Clear) ได้แล้วก็นํามาเสนอในปี ๒๕๓๕ ซึ่งในนี้ผมได้เชิญ กระแสพระราชดํารัสมาเพราะว่าเราสับสนกันไปหมดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร แล้วในนี้ท่าน ทรงถอดความไว้ ชื่อว่ามูลนิธิชัยพัฒนา ท่านยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่เลยว่าถ้าจะพูดอย่างสรุปที่สุด คือโดยละเอียดเลยในนี้ว่ามีเท่าไร พระราชดํารัสในวันที่ ๔ ว่าน้ํามี ๘๐๐,๐๐๐ คิวบิกเมตร แล้วจะหายไปเท่าไร อย่างไร แล้วงานเรื่องทฤษฎีใหม่ไม่ใช่เป็นงานที่ทําง่าย มันต้องโยงกัน อย่างโน้นอย่างนี้แล้วต้องมีข้าราชการเข้ามาช่วย คือท่านพูดไว้หมด แต่ว่าพวกเราเอามาทํา ไม่ครบท่านกษิต พอทําไม่ครบมันก็ล้มเหลว พอล้มเหลวก็เหมือนกับว่าเรามีความสงสัย ในทฤษฎี ที่จริงแล้วถ้าทําตามทฤษฎีไม่มีทางที่จะไม่สําเร็จ ผมอยากจะเรียนว่าในซัฟฟิเชียนซีทิงกิง (Sufficiency Thinking) มูลนิธิปิดทองหลังพระเข้าไปทําที่น่าน ทําอยู่ ๓ ปี หลุดจาก หนี้หมดเลย แล้วก็โยงกัน ทั้งหมดดีขึ้น คนที่อยู่ที่นั่นไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืช ทุกอย่างเป็นกําไรหมด เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าตรงนี้ที่เราต้องเอามาเคลียร์ (Clear) กันให้เสร็จ แล้วพระองค์ท่านยังทรงบอกว่าเรื่องน้ําเป็นเรื่องใหญ่ บางแห่งทําไม่ได้ ก็พูดไว้ชัด ทีนี้ โยงมาถึงท่านชูชาติ ในนี้พระองค์ท่านทรงพูดถึงว่าการรวมแล้วการเอาสหกรณ์มาเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าท่านดูในต้นไม้ คือสหกรณ์จะมาช่วยตรงนี้จะได้ครบองค์ แต่ที่เราทําไปเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแห่ง ๆ แล้วก็ต่ํากว่า ๑๕ ไร่ หรือว่าไม่พอมันทําไม่ได้ หลายแห่งที่พระองค์ทรงพระราชดํารัสว่า ทําไม่ได้ ไม่ใช่ทําได้ทุกแห่ง แล้วเรื่องน้ําเป็นเรื่องสําคัญ แล้วที่สําคัญที่เป็นประเด็นมาก ก็คือคําถามว่าทําไม ๑๕ ไร่ ๑๕ ไร่สมัยก่อนเรายกที่ให้กับชาวนา ในอดีตเราเป็นระบบศักดินา ยกให้คนละ ๑๕ ไร่ ๑๕ ไร่นั้นพออยู่ได้ แต่ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่มีที่ดิน เกษตรทฤษฎีใหม่จะทําได้กับคนที่มีที่ดินเท่านั้น พอไม่มีที่ดิน มี ๒ ไร่ ๓ ไร่ ที่ไปบอกว่าเป็น ๑ ไร่ อันนั้นเป็นเกษตรอีกแบบหนึ่ง ทีนี้ถ้าเราทําตามตรงนี้ทุกอย่างจะเคลียร์ (Clear) ทีนี้ปัญหาต่อมาก็คือว่าแล้วเกษตรกรที่เหลือทําอย่างไร ที่ผมศึกษาค่อนข้างละเอียด แล้วก็คุยกับผู้รู้มา ท่านจะเห็นต้นไม้ ตรงนี้เกษตรทฤษฎีใหม่มาก่อน ยังไม่อยู่ หมายความว่าพระองค์ท่าน ทรงมาตั้งแต่เรื่องน้ํา เรื่องดิน เรื่องอะไรต่อเนื่องมาจนถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็เลยกลายเป็นมี เศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยได้ ซึ่งตรงนั้นเราแครช (Crash) พอดีมีเหตุการณ์ตอนปี ๒๕๔๐ เรื่องนี้เองหมายถึงเกษตรกรที่เหลือต้องมาใช้เกษตรทฤษฎีใหม่เพราะเขาไม่มีที่ดิน แต่ถ้า เกษตรทฤษฎีใหม่มีที่ดินนี่รอด แต่ถ้าไม่มีแล้วจะทําอย่างไรกับคนจนเหล่านั้น ก็เลยมา พระราชทานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตรงนี้เองมิติที่ท่านวางเอาไว้ ผมอยากจะเรียนเรื่องนี้ ว่าเราได้เอาพระราชดํารัส กราบเรียนท่านประธาน ขอเวลานิดเดียว ๔ ปี ผมขาดไปปีหนึ่ง เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใส่มาให้ ปี ๒๕๑๗ ที่ทรงพูดเรื่องพอมี พออยู่ พอกิน แล้วก็มาปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ ต้องมาซ้ําใหม่ ปี ๒๕๔๒ ต้องมาซ้ําใหม่ ปี ๒๕๔๓ ต้องมาซ้ําใหม่เนื่องจาก ความเข้าใจเบี่ยงเบน สุดท้ายหลายคนเข้าใจว่าทํา ๑ ใน ๔ และมีดอกเตอร์ที่พัฒนาแล้ว ท่านยังมีพระราชดํารัส แล้วไปพูดว่าเป็น ๑ ใน ๔ ของพื้นที่ เป็นเรื่องที่ไม่ถูก ก็ต้องมาเคลียร์ (Clear) กันใหม่อีกว่าเป็นอย่างไร เข้าใจว่าเป็นงานเล็ก ๆ ท่านก็มีพระราชดํารัสในปีต่อมาว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเพราะช่วยประชากรได้เยอะทั้ง ๆ ที่เป็นโครงการใหญ่ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เองผมอยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่เราต้องทําความเข้าใจ ผมจะเชิญ ท่านอาจารย์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร มาวันพฤหัสบดีที่จะถึง คือเรามาเคลียร์ (Clear) ในเชิงเศรษฐศาสตร์เพราะมี ๒ มิติ เศรษฐกิจพอเพียงของคนจนกับเศรษฐกิจพอเพียงของ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย คือทําได้ทั้ง ๒ อย่าง เพราะฉะนั้นเราต้องแยกตรงนี้ออก คือเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเคลียร์ (Clear) ให้ออกไม่อย่างนั้นเราจะวนอยู่ตรงนี้ด้วยความไม่เข้าใจ และท่านไม่อยู่กับเราแล้ว ท่านทรงเสด็จไปแล้วไม่มีโอกาสที่จะมาอธิบายเราเป็นครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ แล้ว เราต้องทําความเข้าใจกันเอง อีกนิดเดียวครับ ก็คือประเด็นเรื่องสหกรณ์ ท่านชูชาติคงเห็นว่าในปี ๒๕๐๗ พัฒนาพื้นที่หุบกะพง นี่ก็คือเรื่องใหญ่มากเพราะว่าท่านไปที่นั่น หมายถึงที่หุบกะพงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไปทํา เข้าไปดูที่ตรงนั้นแล้วก็เอาเกษตรกร ไปทีละ ๑๐ ครอบครัว ๒๐ ครอบครัว เพื่อไปทดลองเรื่องสหกรณ์ จนกระทั่งบัดนี้ที่ตรงนั้น ทําอยู่แล้วก็ใช้หลวงสหกรณ์ สมัยโน้นชํานาญเรื่องนี้จบมาจากสวิตเซอร์แลนด์เข้าไปทํา พระองค์ทรงหวังตรงนี้มาก ปรากฏว่าเหมือนที่ท่านว่ามาถึงตรงนี้ไม่เวิร์ก (Work) ผมเรียนว่า ในกรรมการชุดนี้มีอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ด้วย และตอนนี้คุยกันแล้วว่าเราจะ แบ็ก ทู เดอะ รูตส์ (Back to the Roots) แล้วอัป ทู เดอะ ท็อป (Up to the Top) หมายความว่ากลับไปที่หุบกะพงให้เกษตรกร หมายถึงสหกรณ์รู้ว่าคนที่สร้างเขามาคือ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่เป็นผู้ดําเนินการเรื่องนี้ แล้วอัป ทู เดอะ ท็อป (Up to the Top) ก็คือหมายความว่าเราจะเอาสหกรณ์แบบญี่ปุ่น เกษตรกรอยู่กับสหกรณ์หมดเลย รากหาย เพราะว่าเป็นรากที่มาจากพระองค์ แล้วก็ยอดเราต้องทะลุไปถึงอินเตอร์เนชันนัล (International) ให้ได้ กําลังจะปรับกันอยู่เพราะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็อยู่กับเราแล้ว ดังนั้นเป็นการทําไปด้วยแล้วก็ดําเนินการไปด้วย
สุดท้ายเรื่องพระราชดํารัส รวมทั้งเรื่องดนตรีของอาจารย์ คือมีศาสตร์และศิลป์ ศิลปะเราไม่สามารถจะมารวบรวมตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียน เช่นเรื่องกฎหมาย ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาทําสตมวาร เอกสารรวมเรื่องกฎหมายทั้งหมดไว้ เขาทําดีกว่าเรา เพราะฉะนั้นให้หน่วยงานนั้นทําไป ถ้าเรื่องดนตรีจะมีใครทําดีกว่าเรา ก็ให้เขาทําไป ถ้าเรื่องการเมืองของรัฐสภาเราทําเอง ก็ให้เขาทําไป แต่เราจะทําเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเราทําทุกเรื่องจะไม่ได้ดีสักเรื่อง จะแบ่งเป็นน้ําแก้วเล็ก ๆ และสุดท้ายของท่านมิ่งขวัญ ก็คือพระราชดํารัส ที่อยากจะรวมตรงนี้เพราะว่าในวันที่ ๔ เป็นพระราชดํารัสที่เป็นแก่นสาร เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาแท้ ๆ ผมอ่านทุกปีละเอียดแล้ว มีอยู่ ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการ คือโครงการนี้ในวันที่ ๔ ไม่ค่อยมีใครพิมพ์เพราะว่าเป็นของสํานักพระราชวัง แต่ของ กระทรวงศึกษาธิการพิมพ์แล้ว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิมพ์แล้ว ของที่โน่นที่นี่ เขาจะพิมพ์ในส่วนของเขาเพราะฉะนั้นให้เขาไล่ไปเก็บ แต่ในอนาคตเราอาจจะมีระบบที่ว่าโยง ตรงนี้ถึงหมดใน ๔๐,๐๐๐ โครงการ เพราะว่าในแต่ละแห่งเวลาไปมีพระราชดํารัส แต่ละเรื่อง อย่างวันข้าราชการพลเรือน วันที่ ๑ เมษายน พระองค์ท่านก็จะมีพระราชดํารัสทุกปี และจะมีลักษณะแตกต่าง ข้าราชการจะเอามาใช้ได้ เพราะฉะนั้นให้ฝ่าย ก.พ. เก็บตรงนี้ ของมหาวิทยาลัยก็มหาวิทยาลัยเก็บ ถ้าเป็นกระทรวงศึกษาธิการก็เก็บแบบนี้ แต่ถ้าเรามา เชื่อมเองตรงนี้ ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการเราจะไม่ไหวเราก็เลยขอทําเฉพาะ ๔๑ ปีที่พระองค์ท่าน มีพระราชดํารัสซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชาเกินครึ่ง ก็เป็นเรื่องที่จะนําเรียน
สุดท้ายเรื่องน้ํา ที่ท่านเลิศรัตน์เสนอเมื่อสักครู่นี้ ต้องขออนุญาต ทางกรมชลประทานพูดสักนิดหนึ่ง เพราะว่าเอกสารที่อยู่ในนี้ไม่สมบูรณ์ แต่หลังจากวันนั้น อีกวันหนึ่งเราใส่เข้ามาไม่ได้ เป็นเรื่องน้ําที่เราอัปเกรด (Upgrade) แล้ว หมายถึงว่าปรับปรุงแล้ว จะมีรายละเอียดอยู่พอสมควร ขออนุญาตสัก ๑-๒ นาทีได้ไหมครับ
เชิญค่ะ
ขอบพระคุณครับ
ช่วยสรุปด้วยนะคะเพราะเย็นมากแล้ว เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม นายพรชัย แสงอังศุมาลี วันนี้มาในตัวแทนของท่านอธิบดีกรมชลประทาน สําหรับในศาสตร์พระราชาเรื่องเกี่ยวกับ การบริหารจัดการน้ําที่เราจะเขียนใส่ไว้ในเอกสารและหนังสือฉบับนี้ ทางเราก็จะเริ่มตั้งแต่ เรื่องของน้ําที่เกี่ยวกับเรื่องฝายต้นน้ํา คือฝายต้นน้ํา พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เริ่มมีพระราชดําริเกี่ยวกับเรื่องฝายตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ซึ่งการดําเนินการเขียนเรื่องน้ําผมจะเขียนตามตารางกลุ่มต้นไม้ของท่านนิกร จํานง ก็คือ เริ่มตั้งแต่ฝายแล้วก็จะให้รายละเอียดฝายต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หลังจากเรื่องฝายแล้วก็จะมา เกี่ยวกับเรื่องเขื่อนเก็บกักน้ําต่าง ๆ ซึ่งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนขุนด่านปราการชล ก็จะมีรายละเอียดซึ่งค่อนข้างละเอียดอยู่ในเนื้อหาที่จะเขียนต่อไป เพราะว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จริง ๆ แล้วเป็นเขื่อนที่ค่อนข้างจะเป็นตัวอย่างของการบูรณาการกันระหว่างหน่วยงานราชการ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยทหาร กระทรวงมหาดไทย แล้วก็กรมชลประทานในการสร้างเขื่อนตัวนี้ แล้วหลังจากเรื่องเขื่อนไปแล้วก็จะมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา ในลักษณะพิเศษ อย่างเช่นอ่างเก็บน้ําพวง แล้วก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับการบริหารน้ําในลักษณะของ ๔ น้ํา ๓ รส ซึ่งกรมชลประทาน ได้รับพระราชดําริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ให้ดําเนินการแก้ปัญหา เรื่องน้ําโครงการมูโนะ แล้วก็โครงการบางนรา ซึ่ง ๒ โครงการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เรื่อยมา และ ๒ เขื่อนนี้ ก็เป็นตัวอย่างเพื่อไปแก้ปัญหาของเขื่อนปากพนังในเวลาต่อมา ซึ่งในการเขียนครั้งนี้ เราจะโยงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาของมูโนะ บางนรา และมาถึงการแก้ปัญหาของเขื่อนปากพนัง เราดําเนินการแก้ไขอย่างไร จะมีแผนผังการบริหารจัดการน้ําให้ดูด้วยซึ่งจะค่อนข้างละเอียด ซึ่งผมคิดว่าถ้าใครได้อ่านเล่มที่สมบูรณ์แล้วก็น่าจะเข้าใจถึงหลักการทรงงานของพระองค์ ซึ่งเป็นศาสตร์การบริหารจัดการน้ําที่ภาคใต้บริเวณนี้โดยเฉพาะเรื่องของ ๔ น้ํา ๓ รส จะเห็นชัดเจนเลย หลังจากตรงนี้แล้วก็จะไปถึงเรื่องของแก้มลิง ก็จะมาพูดถึงแก้มลิง ตั้งแต่เรื่องของการทําคิงไดรฟ์ (King Drive) ที่บริเวณถนนหทัยราษฎร์ไล่ลงมาถึง แก้มลิงมหาชัย-สนามชัย แก้มลิงทุ่งมะขามหย่อง แล้วก็ไปถึงคลองลัดโพธิ์ ซึ่งทุกคน ก็คงจะรู้จักอยู่แล้วว่าโครงการคลองลัดโพธิ์จะแก้ปัญหาเรื่องน้ําท่วมอย่างไร หลังจากนั้น ก็จะจบด้วยการพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาของน้ําเสียซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานแนวทาง แก้ปัญหาไว้ กระผมก็ขอกราบเรียนสั้น ๆ ไว้แค่นี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านพรชัยค่ะ ต่อไป พลเอก นคร เรียนเชิญค่ะ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ ผมมีนิดเดียว ผมอยากจะชี้ให้สมาชิกทุกท่านได้เห็นว่าความสําคัญของศาสตร์พระราชา ได้บรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้นะครับ มีเนื้อหาสาระสําคัญอันเป็นหัวใจของศาสตร์พระราชาอยู่ถึง ๒ มาตรา แล้วจะเชื่อมโยงไป ในส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่บังคับเอาไว้ว่ารัฐบาลและหน่วยราชการต่าง ๆ จะต้องปฏิบัติ ในหมวด ๖ แนวนโยบายของรัฐ มาตรา ๗๕ วรรคแรก รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชน มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๗ การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ต้องดําเนินการเพื่อ บรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้ (๑) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่าง การพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ ซึ่งถ้าเราดูแล้วในหมวดอื่น ๆ ที่เชื่อมโยง จะเป็นแนวบังคับเอาไว้ อย่างเช่นหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๗ รัฐจะต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน อันนี้เป็นต้น รัฐพึงดําเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรน้ํา และพลังงาน กระจายการถือครอง จัดให้มี การใช้ทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อการบริโภคและการเกษตร อันนี้ยกตัวอย่างคร่าว ๆ ว่า จะเป็นความสอดคล้องและเป็นความเชื่อมโยงกัน ฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะนําเรียนให้ ท่านประธานและท่านสมาชิกได้กรุณารับทราบเอาไว้
ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นของท่านกิตติ ในเรื่องแอเรียเบส (Area based) ที่อําเภอสุคิริน ในคณะอนุกรรมการของผมคงจะไม่มีเวลาเข้าไปดู ผมต้องขออนุญาตเรียนเชิญท่านเข้าไปให้ข้อมูล ไปชี้แจงในคณะอนุกรรมการของผมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดทําหนังสือในโอกาสต่อไป
ในประเด็นของท่านกษิตที่สนอเอาไว้ ท่านกังวลว่าเรื่องต่าง ๆ เราจะส่งกลับไปยัง กปร. อีก ก็ขอเรียนชี้แจงไปเลยว่าเป็นข้อเสนอแนะ อาจจะไป กปร. ในช่องทางหนึ่ง แต่ช่องทางที่สําคัญก็คือไปที่คณะรัฐมนตรี เพราะผมได้นําเรียนไปแล้วว่าในนโยบาย ของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงแถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านให้ความสําคัญกับโครงการพระราชดําริ ฉะนั้นก็คิดว่ากระบวนการในการปรับปรุง ในการประสานงานคงจะมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นมากกว่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านดุสิต เครืองาม ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม ในฐานะเป็นกรรมการและเป็นประธานอนุกรรมการ คณะที่ ๔ ซึ่งทําหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ แล้วก็รวบรวมข้อเสนออะไรต่าง ๆ ขออนุญาตกราบเรียน บางประเด็นอาจจะซ้ํากันกับที่ท่านประธานอนุกรรมการได้สรุปไปแล้ว ผมรับฟังวันนี้แล้ว เนื้อหาพอจะสรุปออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้สัก ๓-๔ กลุ่ม ที่คณะกรรมการเราคงจะต้องนําไป รวบรวมประมวลขึ้นมาในรายงานฉบับสมบูรณ์ หรือใส่เข้าไปในหนังสือ
กลุ่มที่ ๑ ก็คือว่าด้วยเรื่องการรวบรวมเนื้อหาของศาสตร์พระราชาว่าจะทําอย่างไร ให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้วก็ครอบคลุมในมิติต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด ในมิติที่ปลีกย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ ลงไปนั้น อาจจะต้องขอใช้วิธีเชื่อมโยงกับเอกสารแหล่งอ้างอิงอื่น ๆ อาจจะใส่เข้าไป ในบรรณานุกรมอะไรต่าง ๆ ผมจําได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งที่ผมได้ชมการถ่ายทอดสด พระองค์ท่าน เคยตรัสและทําให้ผมอมยิ้มมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องศาสตร์ทางด้านดนตรี ท่านบอกว่า เพลงสายฝนท่านเคยเห็นแม่บ้านนั่งซักผ้าแล้วก็ร้องเพลงสายฝนไป แล้วท่านก็ตรัสพระสรวล ไปด้วยว่าเพิ่งรู้ว่าเพลงสายฝนทําให้ซักผ้าได้สะอาดขึ้น อะไรทํานองนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความลึกซึ้ง ทางด้านนั้น
กลุ่มที่ ๒ การสร้างกลไกของบุคลากรที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้แนะนําไปนั้น สําคัญมากเลยครับ ผมก็เลยคิดแล้วว่าเดี๋ยวเราจะรวบรวมเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เขามีความถนัด ทางด้านนี้อยู่แล้ว อาจจะเป็นสภาวิจัยแห่งชาติ หรืออาจจะเป็น สกว. หรือใครก็สุดแท้แต่ ที่น่าจะต้องรวบรวมรายชื่อที่เขาทําอยู่แล้ว ประเทศไทยใครเป็นอาจารย์ทางด้านเกษตร ใครเป็น อาจารย์ทางด้านสื่อสารโทรคมนาคม เวลาจะประเมินผลงานทางวิชาการกดปุ่มปั๊บจะลิสต์ (List) ออกมาเลย ก็น่าจะมีรายการลิสต์ (List) แบบนี้ละครับ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ศาสตร์พระราชาด้าน จุด จุด จุด ทําเป็นลิสต์ (List) ออกมาเลย
กลุ่มที่ ๓ ที่ผมรวบรวม ฟังดูแล้วก็คือการสร้างกลไกของหน่วยงานต่าง ๆ หรือว่าการบริหารจัดการที่จะทําอย่างไรให้ศาสตร์พระราชามีความยั่งยืนแล้วก็แพร่หลาย มากที่สุด ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้เสนอไปแล้ว แล้วท่านกษิตก็ได้มีความเป็นห่วง ท่าน พลเอก นคร ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าสุดท้ายแล้วเราก็คงจะต้องยกให้ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็น หัวหน้าคณะรัฐบาลที่จะต้องลงมาดู สร้างกลไกต่าง ๆ ให้เข้มข้นขึ้น แม้ว่าหน่วยงานปัจจุบัน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบแล้วภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น กปร. ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าเหมือนกับ เป็นกรมโดยจัดตั้งขึ้นตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ แล้วก็สั่งตรงกดปุ่มหา กปร. กปร. ก็กดปุ่มก็เกิดโครงการขึ้นมาเลย แต่ที่ผ่านมา กปร. เขามีภารกิจหน้าที่เน้นไปเรื่องตรงไหน บอกว่าในปีแรก ๆ ของการดําเนินการโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริให้ กปร. เป็นผู้คิกออฟ (Kick off) งบประมาณออกมา แล้วพอปีที่ ๒ ปีที่ ๓ เป็นต้นไปหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องนั้น ถ้าเรื่องน้ําก็กรมชลประทาน เรื่องที่ดิน ก็กรมพัฒนาที่ดิน ปีต่อ ๆ ไปให้หน่วยงานกรมต่าง ๆ เหล่านั้นไปจัดงบประมาณกันมาเอง แล้วที่ท่านเป็นห่วงอยู่แล้วมีตั้ง ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ เราถึงได้บอกว่าสํานักงบประมาณ ต้องลงมาช่วยในการส่งเสริมงบประมาณต่าง ๆ ที่ให้ทําโครงการต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างยั่งยืน
กลับมาถึงประเด็นเรื่องสหกรณ์ ก็ขอกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ผมเองก็นั่ง ๆ เปิด ๆ ในปี ๒๕๕๘ ขอแจ้งเป็นข่าวดีว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์เขาได้ออก ประกาศระเบียบขึ้นมาฉบับหนึ่งว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมการจัดตั้งสหกรณ์ตามโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ หรือการจัดทํากิจกรรมของสหกรณ์ตามแนวพระราชดําริ
ท่าน สปท. ชูชาติได้ยกตัวอย่างสหกรณ์หุบกะพงอะไรขึ้นมาก็เป็นไปตามนั้น แล้วผมก็มานั่งค้นคว้าเมื่อสักครู่นี้ก็ยังมีอีกหลายสหกรณ์ที่เขาตั้งขึ้นมาแล้ว สหกรณ์เขาหินซ้อน ก็เป็นสหกรณ์ที่ตั้งอันเนื่องมาจากพระราชดําริ บางสหกรณ์ก็ตั้งขึ้นมาเพราะว่า ได้รับพระราชทานทุนทรัพย์ก็ยังมีเลย แล้วผมก็ไปเจอท้ายตารางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่เขาตั้งเป็นโครงการเลย รับสมัครเข้าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ มีอีกหลายสิบสหกรณ์ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์เขาทําเป็นลิสต์ (List) เอาไว้เรียบร้อยแล้วว่ามีแนวพระราชดําริ เรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วบัดนี้ยังไม่ได้ตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นมาเลย มีอยู่ในท้ายเอกสารเหล่านี้ ซึ่งตรงนี้ น่าจะถูกใจตามที่ท่าน สปท. ชูชาติ อินสว่าง ได้อภิปรายไว้ สหกรณ์หุบกะพงเกิดเป็น ผลสัมฤทธิ์ขึ้นมาแล้วสหกรณ์อื่นเขายังไม่นําเอาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร ตรงนี้เดี๋ยวเราก็จะ ได้ทําหนังสือตั้งเป็นข้อสังเกตเป็นสรุปอยู่ในรายงานของเราว่าทุกกระทรวงเลย
กระทรวงศึกษาธิการ เรื่องหลักสูตรการศึกษาตามที่ท่านธรรมศักดิ์ได้แนะนําเอาไว้ ต้องทําอะไร ต้องมีหลักสูตร วันนี้ยังไม่ค่อยพูดถึงเรื่องกระทรวงกลาโหมเท่าไร กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เขาทํามาเยอะมากแล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อ ภัยอันตรายเยอะแยะเราก็ต้องให้กําลังใจเขาให้เขาทําต่อไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชัดเจน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ชัดเจน
กลับมาใกล้ตัวเรานิดหนึ่ง กทม. หลายท่านก็คงได้ยิน ผมก็ได้ยินแวบ ๆ ถ้าหูผมไม่ฝาด ท่าน สปท. อํานวย นิ่มมะโน บอกว่าจะลองเสนอจัดตั้งห้องสมุดศาสตร์พระราชา กรุงเทพมหานคร เรื่องนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แล้วก็น่าจะเกิดขึ้นได้เร็ว ตรงนี้ผมคิดว่า หลาย ๆ ภาคส่วนที่จะต้องมาร่วมกัน
ท่าน สปท. ถวิลวดีให้ความเป็นห่วงเรื่องป่าเปียก เรื่องไฟไหม้ป่ายังมีอยู่เยอะ ผมจะขอยกตัวอย่างอันหนึ่ง เราก็จะพยายามศึกษาว่าการนําเอาศาสตร์พระราชามาประยุกต์ แบบบูรณาการมีอยู่ที่ตรงไหนบ้าง เราก็เจอนะครับ เราได้เชิญท่านอธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตรมาคุยกันว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตรทุกวันนี้มีภารกิจอย่างไรบ้าง น่าชื่นชมมากครับ เขาทําภารกิจได้เกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์จากแผนที่ได้ทําเอาไว้ แล้วก็ยัง รายงานมาอีกว่าผลงานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกําลังขยายไปสู่ต่างประเทศด้วย มีหลายประเทศครับ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศมองโกเลีย หรือหลาย ๆ ประเทศเขาติดต่อเข้ามาบอกว่าอยากจะขอนําเอาเทคโนโลยีฝนหลวงไปใช้ ตอนนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเขาก็เซ็นเอ็มโอยู (MOU) กับหลายประเทศแล้ว นี่ครับ ศาสตร์พระราชาเรากําลังจะเดินหน้าไปสู่การมีประโยชน์ต่อประชาคมโลก กลับมาที่ประเทศไทย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเขาไม่เพียงแต่จะทําให้ฝนตกลงมานะครับ แต่ผมก็ถามต่อว่า แล้วฝนหลวงเมื่อมีฝนตกลงมาแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง ลองช่วยอธิบายมาหน่อยสิ ข้อ ๑ ได้น้ํา น้ํานั้นอาจจะลงไปในพื้นที่เพื่อการเกษตรก็ได้ ข้อ ๒ น้ํานั้นตกลงไปบนอ่างเก็บน้ํา ที่อยู่เหนือเขื่อนเพื่อตุนเป็นต้นทุนเอาไว้ใช้ในฤดูแล้งต่อไป และข้อ ๓ มิใช่เพียงแต่เฉพาะให้ เกษตรกรเขาได้ปลูกผักปลูกข้าว ฝนหลวงยังช่วยทําให้ป่าเปียกด้วย ตรงไหนที่เป็นพื้นที่ สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าหรือว่าเกิดไฟป่าบ่อย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเขาก็ บูรณาการกับกรมป่าไม้ แล้วก็ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกัน ไฟป่าด้วย ภารกิจเขาเยอะมาก เยอะมากจนกระทั่งกรมฝนหลวงสารภาพมาตรง ๆ ว่า อาจารย์ดุสิตครับ อยากจะได้บุคลากรเพิ่ม อยากจะได้โน่นนี่เพิ่ม เราก็พยายามฟังบ้าง เบรก (Brake) ไว้บ้าง เอาให้แน่นะอยากได้เรื่องนี้เพิ่ม แต่ถ้าภารกิจมากแล้วก็ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ที่หลายท่านบอกว่าป่ายังเป็นเขาหัวโล้นอยู่ ถ้ามีฝนหลวงเกิดขึ้นมาก ๆ เราก็จะได้ป่าที่ชุ่มชื้นมาก เหล่านี้ทุกอย่างเราก็จะพยายามสรุปไว้เป็นข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อจะได้เผยแพร่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่ครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ กรรมการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณาและรับทราบ เชิญท่านเสรีค่ะ
นิดเดียวท่านประธานครับ พอดีผมอ่านตาม รายงานแล้วเป็นห่วงกรรมการครับ เนื้อหาที่ทํามาดีนะครับ แต่ข้อพิมพ์ผิดมีหลายจุด ถ้าออกไปโดยไม่ตรวจ ยกตัวอย่างหน้า ๑๕๐ เป็นโครงการปลูกข้าว ได้ผลเริ่มจากจุดเล็ก ๆ แล้วมีอีกหลายจุดนะครับ ขอให้ช่วยตรวจสอบด้วย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านเสรีค่ะ เรียนเชิญท่านกษิตค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง ของประเทศ อีก ๕ นาที ๑๐ นาที สายหน่อยไม่เป็นไรนะครับ เรากําลังทํางานอันสําคัญ ให้กับประเทศ คืออย่างนี้ท่านประธานครับ เราคงจะเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าเรื่องศาสตร์ พระราชาเป็นยุทธศาสตร์หลักของชาติไปโดยตลอด ถ้าเผื่อเป็นเช่นนั้นผมอยากขอเสนอ ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการด้วย โดยการยกเรื่องการบริหารจัดการน้ําของประเทศเนเธอร์แลนด์ เขามีสํานักงาน และคณะกรรมการต่างหากเป็นเอกเทศ เป็นอิสระจากคณะรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหาร ประเทศเนเธอร์แลนด์จะเปลี่ยนไป ๒๐ คณะก็เข้ามาแตะต้องคณะกรรมการบริหารจัดการน้ําของ เนเธอร์แลนด์ไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเรื่องน้ําเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นดินอยู่ต่ํากว่าทะเล เพราะฉะนั้นการทํางาน อันอิสระและเป็นตัวของตัวเองของคณะกรรมการน้ําแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์เขาไม่รายงานต่อ คณะรัฐบาลที่จะไปจะมา เขาจะรายงานโดยเฉพาะกับรัฐสภาเท่านั้น แล้วรัฐสภาก็เป็น กฎหมายเลยว่าจะต้องวางงบประมาณเพื่อให้กับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ําของ เนเธอร์แลนด์ไปอีก ๑๕ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าออกมาเป็นกฎหมาย และทุก ๆ ปีสัดส่วนของ งบประมาณจะ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือจะ ๗ เปอร์เซ็นต์อะไรก็แล้วแต่ รัฐสภาจะต้องจัดมาให้ คณะกรรมการน้ําแห่งชาติอันนี้ ฉันใดฉันนั้น ถ้าเผื่อเราบอกศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องสําคัญ ที่สุดอันหนึ่งหรือจะเป็นที่สุดของประเทศไทยเหมือนกับน้ําต่อเนเธอร์แลนด์ ผมก็อยากจะ เสนอไปด้วยว่าให้มีคณะกรรมการหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นอิสระจากการเข้าไปเข้ามา ของทางฝ่ายการเมืองหรือว่าคณะรัฐบาล แล้วก็เป็นเรื่องเอกเทศเอาแต่ผู้ทรงคุณวุฒิ เอกซ์เพิร์ต (Expert) ผู้ชํานาญการเชี่ยวชาญจริง ๆ เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาเข้ามาอยู่ในนี้ แล้วก็รายงานโดยตรงต่อรัฐสภา แล้วก็จะทํางานไป ๑๕ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าให้มีกฎหมาย ออกมา ให้มีงบประมาณออกมาว่าปีหนึ่งจะกี่พันล้านบาทก็ต้องว่ากันไป แล้วฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมืองไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง อันนี้จะสร้างความยั่งยืนและต่อเนื่องให้กับยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยศาสตร์พระราชา ผมขอเสนออันนี้ แล้วระหว่างนี้เราก็สามารถที่จะเชิญท่านทูต เนเธอร์แลนด์มาชี้แจงต่อคณะกรรมการว่าการบริหารจัดการน้ําของเนเธอร์แลนด์นั้นเขาเป็น อย่างไร แล้วไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงอย่างไร ผมขอเสนออย่างนี้ ขอบคุณมากครับ
คณะกรรมการรับฝากไปนะคะ อันนี้เป็นข้อเสนอที่ดีมากเลยค่ะ แล้วก็ยั่งยืนด้วย ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกจะเพิ่มเติมอะไรอีกไหมคะ ถ้าไม่มี ก็เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณา และรับทราบรายงานความคืบหน้า เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาแล้ว คณะกรรมการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทํารายงาน ฉบับสมบูรณ์ต่อไป จบการพิจารณารายงาน เรื่อง การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา แล้วนะคะ ขอขอบพระคุณคณะกรรมการและท่านผู้เข้ามาชี้แจงทุกท่านด้วยค่ะ ขอบพระคุณ มากค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในการประชุมคราวที่แล้ว ท่านคุรุจิตได้หารือไว้เรื่องอุณหภูมิในห้องนี้ ดิฉันก็ยังสังเกตตัวอุณหภูมิในห้องนี้ว่า ยังไม่เป็นไปตามที่เราหารือกัน ขัดข้องอย่างไรฝ่ายเลขานุการ ฝากท่านรองเลขาธิการ ท่านเลขาธิการไปด้วยว่าทดลองทําอย่างที่ท่านคุรุจิตแนะนําดูสักทีคงจะดีขึ้นนะคะ มีสมาชิกท่านอื่นจะหารือเรื่องอะไรไหมคะ เชิญท่านชูชาติค่ะ
ขออนุญาตผ่านสภาประชาสัมพันธ์นิดเดียวครับ มีหลายคนอยากได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปเอาที่ตึก ๓ ชั้น ๓ ขณะนี้เขาแจกอยู่ ๕ เล่ม ขออนุญาตประชาสัมพันธ์นะครับ หลายคนอยากได้
แล้วถ้าจะให้ดีก็คือทางฝ่ายเลขานุการเราน่าจะไปรับ นับจํานวนสมาชิกไป อย่างน้อยท่านละ ๑ เล่มน่าจะไปรับมาแจกให้สมาชิกทุกท่านก่อน แล้วท่านใดต้องการ เพิ่มเติมก็ไปรับได้ที่ตึก ๓ ชั้น ๓ นะคะ ขอบพระคุณท่านชูชาติมากค่ะ ไม่มีท่านอื่นหารือ เรื่องอะไรนะคะ เชิญท่านนิกรค่ะ
ขอนิดเดียวครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกบอกว่า ควรจะมีประชาสัมพันธ์ บังเอิญว่าผมไปอัดเทป (Tape) เรื่องศาสตร์พระราชาไว้ แล้วก็เชิญ อาจารย์สุขสรรค์ ซึ่งว่าด้วยเรื่องศาสตร์พระราชา ว่าด้วยเรื่องธุรกิจขนาดใหญ่ แล้วก็รายงาน เรื่องที่เราคุยกัน โดยองค์รวมมี ๔ คณะ พรุ่งนี้ ๑๐ โมงถึง ๑๑ โมงจะมีการถ่ายทอดทางช่อง ๑๐ เขาถ่ายทอดให้ เป็นการโพรไฟล์ (Profile) งานของเราด้วย ก็นําเรียนเพื่อทราบ ขอบพระคุณครับ
ช่วงการถ่ายทอดเป็นช่วงที่เราประชุมด้วย พรุ่งนี้เรามีประชุมด้วยค่ะ พรุ่งนี้เรียนเชิญท่านสมาชิกนะคะ พรุ่งนี้เรามีประชุมสภา ท่านนึกว่ามีวันจันทร์ ของท่าน วันมะรืนคือวันพุธนะคะ ของท่านนิกรเป็นวันพุธ ๑๐ โมง ไม่มีท่านใดเสนอเรื่องอื่นอีก เราก็หมดวาระการประชุมนะคะ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณ สมาชิกทุกท่านที่กรุณาอยู่ประชุมจนถึงเวลานี้ ขอบพระคุณและขอปิดประชุมค่ะ