กิตติ ชี้พื้นที่ห่างไกลต้องใช้กลไกพิเศษแก้ปัญหาทุกข์ยาก

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐

กิตติ กิตติโชควัฒนา กล่าวถึงความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ทุรกันดารอย่างอำเภอสุคิริน โดยเน้นบทบาทสำคัญของโครงการในพระราชดำริและพระมหากรุณาธิคุณที่ทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แม้เดิมจะเป็นพื้นที่ยากจนและมีปัญหาความมั่นคง.

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ลําดับที่ ๑๐ ผมจะสรุปว่าอะไรที่เป็นความดีเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม ของประชาชนแล้ว แม้ไม่ใช่หน้าที่ทําเถิด ต่างล้วนเข้าทางศาสตร์พระราชาทั้งสิ้น ถ้าเป็นความดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการขับเคลื่อน ศาสตร์พระราชานั้นมันมีทั้งเรื่องเล็ก ๆ และเรื่องใหญ่ ๆ ประเทศไทยเรานั้นแบ่งออกเป็น พื้นที่ภาคต่าง ๆ ซึ่งมีสภาพที่ต่างกันไปตามแต่ลักษณะของภูมิประเทศ พื้นที่ที่มีความเจริญ ความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความเจริญในเขตเมืองนั้น เราจะเห็นได้ว่า ปัญหายุ่งยากสลับซับซ้อนก็มีคนช่วยกันดูแลมากพอ แต่ในขณะเดียวกันบางพื้นที่ ที่เป็นปัญหาทุกข์ยากห่างไกลนั้นยากแก่การแก้ไข ก็ต้องอาศัยกลไกพิเศษ ลักษณะพิเศษ ในการแก้ไข ท่านประธานครับ ผมมีบางพื้นที่ที่อยากจะนําเรียนท่านประธานเพื่อทราบว่า ทําไมพื้นที่อย่างนี้ถ้าหากว่าใช้กลไกลักษณะปกติ ธรรมดาแล้วผมคิดว่าชาตินี้ทั้งชาติไม่มีทาง แก้ปัญหาได้ ท่านเคยได้ยินไหมครับในบางพื้นที่ที่มีคนจนจากภาคต่าง ๆ จะเป็นภาคอีสานก็ตาม ภาคกลางก็ตาม รวมไปจนถึงคนที่ประสบความทุกข์ยากจากการประสบอุทกภัย ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ ถูกอพยพไปรวมกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนในอําเภอเดียวกัน ซึ่งในอําเภอนั้น ๆ ก็ไม่ใช่เป็นอําเภอที่มีความสุขความสบาย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ สมัยโน้นก็คงจะ ไม่สะดวกมากนัก และคนที่ไปก็เป็นคนยากจนทั้งสิ้น แต่ทําไมคนในพื้นที่ที่อย่างนี้อยู่ไป ๆ กลับกลายเป็นว่าขณะนี้ชาวบ้านมีความสุขความสบาย ซึ่งพื้นฐานดั้งเดิมต่างล้วนแต่เป็น คนยากคนจนอพยพมาจากต่างพื้นที่ ภาคอีสาน ภาคกลาง เช่น ภาคอีสานก็มีจังหวัดบุรีรัมย์ ภาคกลางก็มีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพรที่ประสบอุทกภัย จากภัยธรรมชาติ รวมไปตลอดจนถึงภูมิภาคอื่นของประเทศที่มีความอดอยากยากจน คนที่ไปอยู่นั้นเป็นคนยากจนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นลองหลับตานึกถ้าคนยากจนอดอยากมาก ๆ ไปอยู่ด้วยกัน ต่างภาค ต่างภาษาในพื้นที่ที่เขาไม่เคยไปอยู่จะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข คงจะยาก เพราะก็คงจะเกิดปัญหาแย่งชิงกัน พื้นที่ที่ผมนําเสนอท่านนั้นก็คืออําเภอสุคิริน สมัยก่อนที่ผมเคยไปเป็นหัวหน้ากิ่งอําเภอสุคิรินเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๑ ครับท่านประธาน ที่นั่นเต็มไปด้วยภัยธรรมชาติ เช่น ภัยจากพวกโรคมาลาเรีย ภัยจากโจรผู้ร้าย จะเป็นเรื่องโจรจีน คอมมิวนิสต์มาลายา หรือว่าขบวนการโจรก่อการร้ายเยอะแยะมากมาย ดูสภาพอย่างนี้แล้ว ไม่น่าจะอยู่รอด แต่เพราะอะไรอยู่ไป ๆ ขณะนี้เรียกได้ว่าเป็นอําเภอตัวอย่างอําเภอหนึ่ง ชื่อว่าอําเภอสุคิริน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองทองโต๊ะโม๊ะ วันก่อนตอนที่คณะกรรมาธิการไปที่มูโนะ ผมยังเสนอว่าอยากจะให้ไปกิ่งอําเภอสุคิรินด้วยซ้ําไป เพื่อไปดูว่าคนในพื้นที่อย่างนี้เขามี ความอดอยาก น่าจะมีปัญหา น่าจะอยู่ไม่รอด น่าจะอพยพกลับไปบ้านเดิมเสียหมดแล้ว แต่ทําไมเดี๋ยวนี้จึงอยู่เย็นเป็นสุขเกิดมีความรักความสามัคคีกัน ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าไม่ใช่เพราะในหลวงเสด็จเป็นประจําทุกปี ๆ แล้วคงจะยากนะครับ อําเภอสุคิรินตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ครับท่านประธาน ผมไปอยู่ พ.ศ. ๒๕๒๑ เพราะขณะนั้นเป็นปัญหาพื้นที่ที่จะทํา นิคมสร้างตนเองสุคิริน ต้องการที่จะแก้ปัญหาคนยากคนจนที่อพยพจากต่างภาคไปอยู่ แต้ถ้าหากจะใช้กลไกปกติ ไม่มีทาง ซึ่งเราก็ทราบดีว่ากลไกของราชการตามปกตินั้น ทําไปมันก็ทิ้ง ทําไปมันก็เสร็จแน่ ๆ ถึงขนาดบางครั้งบางคราวชาวบ้านหลบหนีไปก็มี แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ หลังจากที่มีพระตําหนักทักษิณราชนิเวศน์ที่อําเภอเมืองแล้วนะครับ พระองค์ท่านก็เสด็จไปเพื่อ ทรงเป็นมิ่งขวัญ ทรงไปช่วยแนะนําเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของการเป็น ตัวอย่างให้กับราชการทั้งหมดว่าการแก้ปัญหาพื้นที่ที่มีปัญหาวิกฤตอย่างนี้จะต้องแก้อย่างไร ทุก ๆ ปีประมาณเดือนกรกฎาคม สิงหาคม หรือกันยายน จะเป็นวงรอบของพระองค์ท่าน เสด็จไปแปรพระราชฐานที่พระตําหนักทักษิณราชนิเวศน์ แล้วก็จะเสด็จไปตรวจเยี่ยมโครงการ พระราชดําริต่าง ๆ ในพื้นที่ติดต่อกันมา ผมอยู่สุคิรินปี ๒๕๒๑ จนถึงปี ๒๕๒๓ แล้วก็ปี ๒๕๒๔ ที่อําเภอรือเสาะ ในสมัยนั้นพระองค์จะเสด็จเกือบทุกปีก็ว่าได้ ช่วงไหนที่พระองค์ไม่เสด็จไป ก็จะมีพระราชินีเสด็จไป แต่ส่วนมากก็จะไปเป็นคณะของพระบรมวงศานุวงศ์ ที่น่าประทับใจ ก็คือว่าพระองค์จะเสด็จนั้นบ่อยครั้งที่เสด็จโดยที่เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นปัญหาสําหรับ ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ เกาะติดพื้นที่ไม่กล้าไปไหน แต่ที่น่าสังเกตก็คือว่าเวลาพระองค์เสด็จนั้น ผมคิดว่าคงจะเป็นตัวอย่างที่ดีสําหรับข้าราชการที่เป็นแบบอย่างเป็นต้นแบบในการประพฤติ การปฏิบัติงานที่พระองค์ได้ทรงเป็นต้นแบบที่ดี ที่ยอดเยี่ยม ก็คือว่าเวลาพระองค์ท่าน เสด็จไปแล้วสิ่งที่พระองค์ต้องการพบปะ สอบถามมากที่สุดก็คือชาวบ้าน โดยเฉพาะกํานัน ผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ตามตําบล หมู่บ้านลึก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมไปจนถึงผู้นําศาสนา ส่วนข้าราชการนั้นเอาไว้ประกอบที่หลังครับ ก็จะถามพวกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นหลัก โต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม พระสงฆ์องค์เจ้า เพราะฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นบุคคลที่จะให้ข้อมูล อย่างที่เรามักจะพูดเสมอว่าเข้าถึง เข้าใจ พัฒนา หรือเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาก็สุดแล้วแต่ ก็คือ การเข้าถึงชาวบ้านในเรื่องข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ และอีกประการหนึ่งที่ได้เห็นกับตาก็คือว่า พระองค์ท่านเสด็จนั้นจะเสด็จโดยอาศัยแผนที่เป็นหลัก บางพื้นที่ผมเองไม่นึกว่าพระองค์ท่าน จะเสด็จ เพียงแต่เสด็จผ่านปั๊บทรงให้รถหยุดกางแผนที่ดูก็ชี้ว่าจะไปทางนี้ ก็คือไปหาต้นน้ํา แหล่งน้ํา เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือว่าในเรื่องของพื้นที่ ในเรื่องของคน ในเรื่องของงานนั้นเป็นสิ่งที่พระองค์ได้เอาใจใส่เกาะติดในเรื่อง ๓ ส่วน ก็คือเรื่องของ คนในพื้นที่ เรื่องของงานที่เกี่ยวข้องจะรับสั่ง แต่อีกประการหนึ่งครับท่านประธานก็คือว่า ในพื้นที่นั้นสิ่งที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมก็คือว่าข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการนั้น มันมีจุดอ่อน เพราะข้าราชการนั้นมักจะโยกย้ายบ่อย หัวหน้ากิ่งอยู่ไม่กี่วันย้าย ผู้ปกครอง อยู่ไม่กี่วันย้าย หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา จะเป็นเกษตรหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นมักจะมีปัญหาเรื่องของการปลูกผักชีครับ ผมคิดว่าท่านประธานก็คงจะได้ยิน คนใหม่มาไม่ทันก็หาเรื่อง เรื่องของการปลูกผักชี บ่อยครั้งที่คําพูดเหล่านี้เข้าถึงพระองค์ท่าน แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ตําหนิอะไร เพียงแต่บอกว่า อ้อ หน่วยงานนี้มาใหม่ก็คง จะยังไม่รู้เรื่อง ยังไม่ทราบรายละเอียดก็เลยเป็นอย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องหลัก ของการทํางานที่พระองค์ได้ทําให้เราเห็นก็คือว่าเรื่องของฐานรากก็คือชาวบ้านที่จะต้อง เป็นผู้ที่สืบทอดเรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่จะให้ข้อมูล เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการทํางานที่เกี่ยวข้อง กับศาสตร์พระราชานั้น ถ้าหากว่าปราศจากเสียซึ่งการลงสู่พื้นที่เพื่อสอบถามชาวบ้านในพื้นที่แล้ว แก่นแท้ของปัญหาคงจะยาก เพราะในส่วนนี้ที่ผมอยากจะเสนอครับท่านประธาน ก็คือว่าทําอย่างไรในพื้นที่เฉพาะบางแห่งที่มีลักษณะเฉพาะที่ควรแก่การศึกษาอย่างเช่นสุคิริน เป็นต้น ซึ่งคนไทยที่มาจากต่างภาค มีวัฒนธรรม มีภาษา มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีความแตกต่างกันเรียกได้ว่าสิ้นเชิง ทําไมแรก ๆ เขามานั้นยากจน แต่ขณะนี้เขาอยู่ได้ ความแตกต่างที่หลากหลาย แต่ทําไมเดี๋ยวนี้เขาอยู่ได้ ศาสตร์พระราชา ไปช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างความหลากหลายจนเป็นเหตุให้เข้ามาอยู่ได้ด้วยกันอย่างสงบ สันติสุข เดี๋ยวนี้คนสุคิรินค่อนข้างจะอยู่ดีกินดีครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จึงอยากจะเสนอไปหา ข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะเรียกว่าศึกษาเชิงแอเรียเบส (Area based) เราก็จะได้ ปัญหาความหลากหลายในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง พื้นที่ที่มีปัญหาความยากจน เราจะไปศึกษา เพื่อหาแนวทางการดําเนินงานว่าพระองค์ท่านให้ข้อคิด ให้แง่คิดในการทํางานในพื้นที่ ที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่าง มีความยากจน มีปัญหาวิกฤตอย่างนี้ทําอย่างไร ชาวบ้านในระยะหลังขณะนี้จึงอยู่เย็นเป็นสุขอยู่แล้วไม่อยากไปไหน เพราะฉะนั้นพื้นที่ตรงนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ศาสตร์พระราชาได้ทิ้งไว้ให้กับพวกเราที่ควรแก่การศึกษาเขียนเป็นตํารา วิชาการอะไรก็แล้วแต่อยากจะให้ศึกษาส่วนนี้ครับ ก็คงจะมีเรื่องที่จะนําเสนอเพื่อเป็นแนวทาง ส่วนหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าศาสตร์พระราชาได้ทิ้งไว้ที่อําเภอสุคิรินมีว่าอย่างไรบ้างเพื่อเอา มาศึกษามาเขียนต่อ ขอบพระคุณครับ