เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการสืบสานศาสตร์พระราชาโดยเสนอข้อมูลจากประสบการณ์ร่วมในโครงการพระราชดำริ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์และโครงการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และลุ่มน้ำปากพนัง เพื่อผลักดันให้ถอดบทเรียนและขยายผลเป็นโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเสนอจัดกิจกรรมถ่ายทอดสดการปาฐกถาและสัมมนาในสภาเพื่อเผยแพร่แนวคิดนี้อย่างกว้างขวางก่อนสิ้นสุดการประชุม
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง คือเรื่องการสืบสานศาสตร์พระราชา ซึ่งคณะกรรมการได้นําเสนอในวันนี้เพื่อเป็นต้นแบบ แล้วก็เป็นการรับฟังความคิดเห็น รับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากสมาชิก สปท. เพื่อที่จะได้ ดําเนินการในเรื่องของการที่จะติดตามการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กระผมก็ได้อ่านเอกสารที่แจกให้ในวันนี้นะครับ แล้วก็มีข้อสังเกตอยู่บางประการเพื่อเป็น ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะให้กับกรรมการ ในระหว่างที่รับราชการอยู่ในกองทัพบก สมัยที่เป็น เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบกนั้น ก็เป็นหน้าที่หลักในการที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ในโครงการพระราชดําริต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วก็พระราชวงศ์ทุกพระองค์ ผมเองก็ได้มีโอกาสทํางานประสานกับท่านประธานกรรมการชุดนี้อยู่หลายปีในระหว่างที่ ท่านดํารงตําแหน่งเป็นเลขาธิการ กปร. ก็ได้มีโอกาสตามเสด็จรัชกาลที่ ๙ ในฐานะที่เป็น ราชองครักษ์เวรและราชองครักษ์พิเศษอยู่หลายสิบปี ก็ได้เห็นแนวทางในการทรงงาน ของพระองค์ท่านมาช้านานเป็นเวลาหลายสิบปี ที่ผมได้อ่านในเอกสารแล้วก็อยากจะให้ ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอยู่ ๒-๓ โครงการเพื่อที่จะเป็นข้อมูล และถ้าหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ก็ยินดีที่จะประสานให้แนวทางเพิ่มเติม
ประเด็นแรก อยากพูดถึงเรื่องการศึกษา การศึกษาในเอกสารนี้ได้แบ่ง ออกเป็น ๒ ส่วน คือการศึกษาในระบบโรงเรียนที่พระองค์ท่านได้พระราชทานโรงเรียนต่าง ๆ ไว้ เช่น โรงเรียนวังไกลกังวล โรงเรียนร่มเกล้า เป็นต้น แล้วก็การศึกษาในระบบนอกโรงเรียน พูดถึงในระบบโรงเรียนก่อน คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ในนี้เขียนเรื่อง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ไว้แค่ ๘ บรรทัดเอง ที่จริงผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากเรื่องหนึ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้กับเยาวชนของชาติ ขณะนี้มีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์อยู่ ๔๔ แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยเกิดวาตภัยที่แหลมตะลุมพุกเมื่อปี ๒๕๐๖ ก็ได้รับพระราชทานที่ดินแล้วก็ ทุนทรัพย์มาจากผู้ที่มีใจบุญ จากนั้นก็ได้พระราชทานเพิ่มเติมแล้วก็ได้จัดสร้างโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ขึ้นในพื้นที่ที่ประสบภัยเพื่อมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ตกยาก แล้วบางคนก็เป็นเด็กกําพร้าขาดที่ศึกษา ขาดทุนทรัพย์ต่าง ๆ ในช่วงนั้นได้สร้างขึ้นถึง ๘ โรงเรียน ที่จังหวัดชุมพรแล้วก็จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาได้สร้างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เพิ่มขึ้นที่จังหวัดนราธิวาสและที่สงขลาเป็น ๑๒ โรงเรียน นั่นเป็นช่วงเริ่มต้น ต่อมาได้มี มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้น ได้ดําเนินการในการก่อสร้างโรงเรียน ราชประชานุเคราะห์โดยความร่วมมือของกองทัพบกที่จัดทหารช่างไปช่วยดําเนินการ ก่อสร้างอีกจนปัจจุบันนี้มีถึง ๔๔ โรงเรียน และเกือบทุกโรงเรียนนั้นกองทัพบกเป็นผู้ดําเนินการ ก่อสร้างทั้งสิ้น โรงเรียนที่ก่อสร้างช่วยเหลือเด็กกําพร้าในช่วงของมหาวาตภัยคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อปี ๒๕๔๙-๒๕๕๐ อีก ๕ โรงเรียน คือ ที่จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดระนอง และจังหวัดพัทลุง อันนั้นก็เป็นโรงเรียนที่ก่อสร้างขึ้นในช่วงที่ประชาชนสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง สูญเสียชีวิต สูญเสียพ่อแม่ สูญเสียทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย หลายหมื่นคน หลายพันครอบครัว พระองค์ท่านก็ให้มูลนิธิไปจัดสร้างโรงเรียนเหล่านี้ขึ้น ที่อยากจะพูดถึงโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เพราะว่าระบบของโรงเรียนเป็นประโยชน์แก่เยาวชนอย่างแท้จริง เมื่อมูลนิธิได้หาเงินมา ก่อสร้างแล้วก็จะมอบให้กับกระทรวงศึกษาธิการดําเนินการต่อไป ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียน ที่ให้นักเรียนมาอยู่ประจําไม่มีค่าใช้จ่าย อยู่กิน แล้วก็เรียน
ประเด็นถัดไปคือการให้การศึกษานั้นได้ทรงให้ดําเนินการในระบบ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ถ้าใครมียูบีซี (UBC) ที่บ้านจะเห็นว่ามีอยู่ประมาณ ๑๐ ช่อง ในยูบีซี (UBC) ที่เขาได้มอบให้กับโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมที่มีที่ตั้งอยู่ที่ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน โดยดําเนินการในการจัดทําเทป (Tape) บันทึกการสอนจากครู อาจารย์ ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการจัดครูที่เก่ง ๆ ไปบรรยายให้เหมือนกับบรรยายจริง ในโรงเรียนดี ๆ ในกรุงเทพมหานคร แล้วอันนี้ก็เผยแพร่เป็นบทเรียน เป็นหลักสูตร ไปทางดาวเทียมเข้าไปในโทรทัศน์ของโรงเรียนเหล่านี้ ซึ่งก็จะทําให้เด็กที่อยู่ในต่างจังหวัด สามารถได้รับความรู้ ได้เรียนรู้ไม่แพ้เด็กที่เรียนอยู่โรงเรียนในกรุงเทพฯ แล้วผลของ การฝึกสอนด้วยวิธีนี้ก็ทําให้เด็กที่จบจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์มีความก้าวหน้า เข้ามหาวิทยาลัยได้ ได้ไปเรียนต่างประเทศต่าง ๆ อยู่พอสมควร อันนี้ผมก็อยากให้ได้ ทําการศึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเติมขึ้นเพื่อที่จะเป็นการถอดบทเรียนที่ทรงพระราชทานแล้วก็ ให้ความสําคัญต่อระบบการศึกษาแบบครบวงจรในการสร้างเด็กหลายหมื่นคนแล้ว ถ้าไม่มี โรงเรียนเหล่านี้เขาจะไม่มีโอกาสเลย อย่างโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ ๓๕ ที่บางสัก จังหวัดพังงา รับนักเรียนถึง ๑,๐๐๐ คนเป็นนักเรียนประจําทั้งสิ้นเลย แล้วก็มีทุกชาติ ทุกศาสนาอยู่ด้วย อีกโรงเรียนหนึ่งคือโรงเรียนพระดาบส โรงเรียนพระดาบสเกิดขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ผมได้นําทหารช่างไปสร้างอาคารให้ตั้งแต่เริ่มต้นประมาณปี ๒๕๒๐ เศษ ๆ ตอนยังเป็นนายทหารช่างอยู่ ปัจจุบันนี้โรงเรียนพระดาบสก็ยังมีอยู่ อันนั้นก็เป็นต้นแบบ ในการฝึกคนที่ไม่มีความรู้อะไรแต่ว่าชอบเป็นช่าง ก็เอามาซ่อมวิทยุ ซ่อมรถ ๖ เดือน ๘ เดือน แล้วก็ให้ออกไป ระหว่างนั้นก็ให้ทั้งค่าอาหาร ที่พัก แล้วก็การฝึกสอน นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง คือพระองค์ท่านจะมีแนวคิดในการทําโครงการของพระองค์ท่านคือทําเป็นตัวอย่าง เพราะท่าน ไม่ต้องการที่จะไปก้าวก่ายส่วนราชการหรือว่าภาครัฐในทุก ๆ เรื่อง โรงเรียนพระดาบสก็เป็น โรงเรียนที่ปัจจุบันก็ยังมีมูลนิธิพระดาบส มีการรณรงค์หาเงินต่าง ๆ เพื่อมาช่วย ใครอยากจะเรียนก็เดินเข้าไปเลยบอกว่าผมเป็นคนยากจนไม่มีสตางค์ต่าง ๆ เขาก็จะรับเข้าไป เรียนแล้วก็ฝึก แล้วก็ไม่ต้องมีใบประกาศไปเทียบกับที่ไหน แต่มีวิชาชีพที่ติดตัวไปจนตาย
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะพูดถึงคือเรื่องศาสตร์พระราชาว่าด้วยการจัดการน้ํา ท่านพูดถึงประเด็นน้ําคือชีวิตต่าง ๆ ซึ่งเป็นแนวคิดของพระองค์ท่าน แล้วก็ยกตัวอย่าง โครงการมาหลายโครงการ แต่ละโครงการนั้น อย่างโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อีก ๘ บรรทัด แล้วก็โครงการที่สําคัญที่สุดอีกโครงการหนึ่งคือโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ําปากพนัง อีก ๑ พารากราฟ (Paragraph) ก็ประมาณ ๑๐ บรรทัด ทั้ง ๒ โครงการนี้เป็นโครงการที่มี ความสําคัญยิ่งเลย ท่านลองไปศึกษาในรายละเอียดแล้วก็ถอดบทเรียนต้นแบบมาทําให้เป็น โครงการที่เป็นเรื่องเป็นราวให้เห็นว่าพระองค์ทําอะไรกับ ๒ โครงการนี้ เป็น ๒ โครงการ สุดท้ายที่เกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค์ที่สามารถจะยกตัวอย่าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถที่จะให้ประชาชนหลายพันครอบครัวย้ายออกจากพื้นที่หลายหมื่นไร่เพื่อสร้างเขื่อน ซึ่งจะเกิดเป็นอ่างน้ําที่จุน้ําได้ถึงประมาณ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วก็มีประโยชน์ นานัปการทั้งในเรื่องการชลประทานกับจังหวัดใกล้เคียง ทั้งในเรื่องของการป้องกันน้ําท่วม กรุงเทพมหานคร อานิสงส์ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งสร้างเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๑ ทําให้กรุงเทพฯ เรามีน้ําท่วมน้อยลง แล้วก็มีการระบายน้ําที่สามารถจะต้านน้ําเค็มได้อะไรต่าง ๆ นานาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จึงมีเรื่องมากมายที่ผมคิดว่าสามารถทําเป็นบทเรียน ที่จะศึกษาได้ ทําอย่างไรประชาชนเหล่านั้นเป็นพันครอบครัวยอมย้ายออก ยอมย้ายไปอยู่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ยอมรับเงินที่จะชดเชย เป็นโครงการที่ชดเชยให้กับผู้ที่จะต้องประสบกับ การสร้างเขื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุด มีทั้งทหาร ทั้งข้าราชการฝ่ายปกครอง กรมชลประทาน ทํางานร่วมกันอยู่ประมาณ ๔-๕ ปี ผมเป็นประธานประชาสัมพันธ์ของโครงการ แล้วก็มี ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นคนไปเจรจาหว่านล้อมให้คนยอมย้ายออกจากพื้นที่โดยไม่มี การเดินขบวน ไม่มีการต่อต้านก็สามารถดําเนินการได้สําเร็จ โครงการสุดท้ายที่อยากจะ กราบเรียน คือโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ําปากพนัง โครงการนี้ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าศึกษา น่านํามาเป็นต้นแบบให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ ทุกวันนี้โครงการพัฒนา พื้นที่ลุ่มน้ําปากพนังยังอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานราชการกว่า ๑๐ หน่วยงาน ไม่ว่า จะเป็นกรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน พื้นดินต่าง ๆ ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยกันในการดูแลพี่น้องประชาชนจํานวน หลายหมื่นคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ริม ๒ ฟากฝั่งของแม่น้ําปากพนังที่ลึก เข้าไปประมาณ ๑๐ อําเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง โครงการนี้พระองค์ได้พระราชทานพระราชดํารัสตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ กว่า ๆ อยู่ ๑๐ กว่าปี ประมาณ ๑๐ ครั้ง จะเห็นว่าพระองค์ไม่ได้รีบเร่งนะครับ พยายามที่จะให้เจ้าหน้าที่ศึกษา จนสุดท้ายวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๓๖ ได้ให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้าประมาณ ๒๐ คน ซึ่งผมได้เป็น หนึ่งในจํานวนที่เข้าเฝ้าด้วยเพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาทครั้งสุดท้ายว่าได้ทรงศึกษา ปัญหาต่าง ๆ ของลุ่มแม่น้ําปากพนังแล้ว ไม่ว่าเป็นปัญหาน้ําเค็ม น้ํากร่อยที่ไหลย้อนเข้าไป ทําให้ชาวไร่ชาวนาไม่สามารถทํานาได้ เกิดนากุ้งขึ้นมากมายแล้วก็ทําให้เกิดน้ําท่วม น้ําทะเลไหลย้อนเข้าไปในแม่น้ําปากพนังลึกไปร่วม ๑๐๐ กิโลเมตรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จึงทําให้ชาวบ้านอพยพทิ้งถิ่นฐาน ก็ทรงได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ จึงได้ทรงพระราชทานแนวทางว่าสิ่งแรกที่ต้องทําคือการสร้างประตูระบายน้ํา มีน้อยโครงการที่พระราชทานแนวทางนี้ ๑๐ ช่องทาง ช่องทางละ ๒๐ เมตรก็ ๒๐๐ เมตร ก็เพื่อกันไม่ให้น้ําทะเลไหลย้อนขึ้นไป และป้องกันไม่ให้น้ําจืดไหลออกมา ก็จะสามารถเรกูเลต (Regulate) คือควบคุมการไหลของน้ําได้ จากนั้นไม่นานนัก ๒ ฝั่งฟากนั้นก็ไม่มีน้ํากร่อย ก็กลับมาทําไร่นาได้ แล้วก็แยกพวกที่ทํานากุ้งออกไปอยู่ตรงชายทะเลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการ โครงการนี้ใช้ความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ใช้เวลาอยู่ประมาณเกือบ ๑๐ ปี กว่าจะ สามารถทําให้โครงการบรรลุผลสําเร็จ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในการดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ที่ผมพูดนี่คือว่าถ้าเรานําโครงการเหล่านี้มาเขียนแค่ ๕-๖ บรรทัด ยังเกิดประโยชน์ ไม่เท่าที่ควร เราควรจะเลือกโครงการที่สําคัญ ๆ โครงการที่ได้พระราชทานแนวทางต่าง ๆ แล้วนํามาสัมภาษณ์หารายละเอียดจากผู้ที่เกี่ยวข้องในวันนั้นแล้วก็นํามาประมวล จะพิมพ์แจก หรือจะมาเก็บไว้ที่ไหน เห็นว่าจะมีการสร้างห้องสมุดกรุงเทพมหานครในเรื่องศาสตร์พระราชา ก็มารวบรวมเก็บไว้ได้ ผมคิดว่าก็จะทําให้เกิดประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง และแก่พี่น้องประชาชน โดยทั่วไป
ข้อเสนอสุดท้าย เมื่อท่านได้ทํางานในเรื่องนี้เสร็จแล้วก็น่าจะจัดปาฐกถา หรือว่าจะเป็นสัมมนาในห้องนี้เลย ถ่ายทอดสดทางทีวี (TV) สภาและช่อง ๑๑ สัก ๒ ชั่วโมง จัดเป็นกิจกรรมที่ สปท. ได้นําเสนอ การปาฐกถาพิเศษ การสัมมนาพิเศษเรื่องสืบสาน ศาสตร์พระราชา เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบ ก็คงจะต้องเร่งรัดหน่อยเรามีเวลาอีกไม่นานนักเพราะถ้าช้าจะใช้ห้องนี้ไม่ได้ ก็ขอฝาก กราบเรียนเสนอข้อคิดเห็นไว้ ๒-๓ ประการ ขอขอบพระคุณครับ