นิกร จำงอย หารือเกี่ยวกับการนิยามและองค์ประกอบของศาสตร์พระราชา โดยเสนอให้ใช้เอกสารสารานุกรมพระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 9 เป็นแหล่งข้อมูลหลัก พร้อมนำเสนอการจัดทำหนังสือรวมพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเพื่อเผยแพร่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และเสนอแนวทางการจัดระบบความรู้ผ่านกาลานุกรมในรูปแบบต้นไม้ เพื่อแสดงการพัฒนาแนวพระราชดำริอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการบริหารจัดการน้ำ ดิน ป่า เกษตรทฤษฎีใหม่ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณและหลักการทรงงานให้ประชาชนเข้าใจและต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ ผม นิกร จํานง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ศึกษาปรัชญา ทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา อยากจะนําเสนอในส่วนของคณะอนุกรรมการชุดแรก ว่ามีกรอบอย่างไร มีขอบเขตอย่างไร อยากจะเรียนว่าในการดําเนินการศึกษา คณะแรกเป็น คณะที่มีความยากลําบากมากในการดําเนินงาน เพราะว่าเราต้องมีการกําหนดเรื่องเกี่ยวกับ นิยามว่าศาสตร์พระราชานั้นคืออย่างไร เราก็เลยได้มีการดําเนินการนําเอกสารต่าง ๆ มีการศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง ใช้ระยะเวลาพอสมควร อยากจะเรียนเพื่อท่านจะได้ไป ค้นคว้าเพิ่มเติม เอกสารสําคัญที่มีการใช้ก็คือเมื่อตอนครบรอบ ๖๐ ปีแห่งการครองราชย์ ทางรัฐบาลเองก็รวมกันเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่มาก ได้มีการจัดทําหนังสือสารานุกรม พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในรอบ ๖๐ ปีการครองราชย์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดลักษณะแบบนี้ขณะนี้จะหายากหน่อย แล้วอยากจะเรียนว่าท่านบวรเวท ท่านเป็นประธานทําเรื่องนี้อยู่ เราก็ได้เชิญท่านเข้าไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการด้วย ในนี้จะมี การสรุปเป็นเวลาต่าง ๆ โดยละเอียด แล้วเป็นสารานุกรมที่ดีมากอาจจะหายากสักนิดหนึ่ง
อันที่ ๒ จากการศึกษาหนังสือเล่มนี้เราก็ได้มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ หนังสือซัฟฟิเชียนซีทิงกิง (Sufficiency Thinking) ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนังสือที่ออกเมื่อปีที่แล้วนี้เอง เป็นหนังสือที่สําคัญค่อนข้างมากพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยมูลนิธิมั่นพัฒนา ซึ่งเป็น มูลนิธิไทยแลนด์ ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ ฟาวเดชัน (Thailand Sustainable Development Foundation) ซึ่งในเล่มนี้จะมีดอกเตอร์ทําการศึกษาอยู่ประมาณ ๑๐ ท่าน แล้วก็อยู่กับมูลนิธิดังกล่าว ผมเองมีโอกาสได้พูดคุยกับท่านองคมนตรีเกษม แล้วก็ท่านจิรายุ อิศรากูร ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ทําเอกสารเล่มนี้ ได้เรียนท่านว่าเราจะเอามาใช้ซึ่งท่านก็ดีใจมาก ก็ได้คุยกัน ผมอยากจะนําเรียนว่าในเล่มนี้เองมีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่าง ๆ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทุกมิติ ทั้งขนาดเล็กไปทําที่ จังหวัดน่าน โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระ แล้วก็มีการไปศึกษาเรื่องเอสซีจี (SCG) ของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย มีการศึกษาเรื่องการใช้หลักการนี้สําหรับสภาตําบล มีรายละเอียดเยอะมาก แต่ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ เขาเรียกหนังสือเล่มนี้เป็นไทยแลนดส์ กิฟต์ ทู แอน อันซัสเทเนเบิล เวิลด์ (Thailand's Gift to an Unsustainable World) คือเป็นของขวัญจากประเทศไทย ไปสู่ประเทศที่กําลังพัฒนา จะเป็นเอกสารตรงนั้นซึ่งจะไปสอดคล้องกับระบบของยูเอ็น (UN) ที่มีการกําหนดมา ต่อจากนั้นเราได้มีการเชิญข้าราชการหลายท่านเข้ามาร่วมเป็น อนุกรรมการ นักวิชาการที่อยู่ในนี้มาอยู่ในคณะ ๔-๕ ท่าน แล้วก็เชิญผู้บริหารภาครัฐต่าง ๆ มาร่วม แล้วที่สําคัญก็คือได้ไปร่วมฟังการปาฐกถาพิเศษเรื่องศาสตร์พระราชา ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ซึ่งส่วนนี้สถาบันพระปกเกล้าเป็นคนจัด แล้วก็ได้เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจารย์วิษณุ เครืองาม เป็นบุคคลที่ไปให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราไปฟังกันทั้งคณะ ๒๐ กว่าท่าน จากที่นี่ได้ความรู้มากมาย เพราะท่านใกล้ชิด แล้วท่านสามารถพูดเป็นปรัชญาให้เราได้ รับทราบนะครับ นอกจากนั้นมีการศึกษาจากพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัส ผมอยากจะเรียนท่านที่เคารพว่าพระบรมราโชวาทเองเราได้ความเห็นจากผู้รู้ท่านหนึ่งได้บอกว่า ให้ไปดูในพระราชดํารัสวันที่ ๔ ธันวาคม ในนั้นจะมีรายละเอียดเยอะแล้วก็น่าสนใจมาก ผมก็ไปอ่านได้มาตามนี้ครับ ก็คือท่านมีพระราชดํารัสอยู่ ๔๑ ปี ว่าไปตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ เป็นครั้งแรกจนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๖ ทั้งหมดเป็นเอกสารเอ ๔ (A4) ลําดับนี้ประมาณ ๓๘๔ หน้า รวมตรงนี้เป็นรายละเอียด แล้วจากการสืบค้นก็คือว่าผู้ที่อีดิต (Edit) คือมีการมาปรับเขียน กลายเป็นพระองค์ท่านเอง หลังจากนั้นก็จะเอามาลง ซึ่งอันนี้เราไปเจอแล้วว่ามีรายละเอียด เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาอยู่ในนี้โดยละเอียดมาก ผู้รู้ที่เป็นผู้ใหญ่ที่ได้ให้ความเห็นกับผม ท่านบอกว่าในวันนี้พระองค์จะเตรียมพระองค์มาเป็นอย่างดี แล้วก็จะพูดในเรื่องต่าง ๆ ที่อยากให้ประชาชนชาวไทยรับทราบ ดังนั้นโดยรายละเอียดจะอยู่ในนี้หมด ซึ่งผม ไปอ่านหมดแล้วทุกปีก็เห็นตามนั้น ก็เลยเห็นว่าเป็นประโยชน์มากในการที่จะขอพิมพ์เอกสาร เล่มนี้ ก็คือพระราชดํารัสที่ตรัสในวันที่ ๔ มีอยู่ ๒ ปีที่ไม่ใช่วันที่ ๔ นอกนั้นเป็น วันที่ ๔ ธันวาคม ซึ่งเราก็คงได้ยินกันมา เราเสนอว่าจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้นะครับ เพราะว่า เท่าที่ทราบในการตรวจสอบมีการพิมพ์เป็นเล่ม ๆ อยู่บ้าง แต่ว่าการพิมพ์รวมไม่มี ก็อยากจะเรียนว่า จะพิมพ์เป็นลักษณะแบบนี้ ก็คือประมาณ ๘๐๐ หน้า ทําเรื่องไปแล้วเพื่อจะ พระบรมราชานุญาต ก็คิดว่าจะขอภาพแต่ละปี ๔๑ ปี แล้วก็พระราชดํารัสของพระองค์มาไว้ ทั้งหมด ก็จะเป็นประโยชน์ในการอ้างอิง เพราะว่ามีหลายส่วนที่เราต้องทําความเข้าใจ ในส่วนนี้ นี่เป็นเอกสารสําคัญในการทําเกี่ยวกับเรื่องคํานิยาม แล้วอยากจะนําเรียนว่า ต่อจากนั้นเราก็ได้มีการเข้าไปศึกษาอย่างที่ผมเรียนแล้ว
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อยากจะเรียนขออนุญาตท่านประธานว่า ในส่วนของคณะแรกเรามีอยู่ ๕ หัวข้อ อาจจะใช้เวลาสักเล็กน้อย ในส่วนความรับผิดชอบ ของคณะแรก ก็คือ ข้อ ๑ ในบทที่ ๑ จะมีการกําหนดความหมายหรือนิยามคําว่า ศาสตร์พระราชาเป็นอย่างไร ซึ่งอยากจะเรียนว่าเอกสารจะเริ่มที่หน้า ๒๘ ในหน้า ๒๘ จะเริ่มพูดถึงนิยาม ต่อจากนั้นก็จะเป็นแนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาที่เสนอโดย กาลานุกรมเป็นต้นไม้ศาสตร์พระราชา ซึ่งได้มีการแจกสมาชิกไปตามนี้นะครับ ทาง ปตท. ได้กรุณาพิมพ์เป็นภาพสีให้ เพราะว่าทางสภาเราเองไม่สามารถจะพิมพ์เป็นสีแบบนี้ได้ ท่านประธานครับ ก็เลยไปขอข้างนอกช่วยมา ก็เป็นเอกสารตามนี้นะครับ ผมศึกษาดูแล้วก็ วาดด้วยตนเองก็จะมีรายละเอียดตามนี้ นอกจากนั้นจะมีเกี่ยวกับเรื่องหัวใจของ ศาสตร์พระราชาว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง แล้วก็ศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตรงนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนา แล้วก็ผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินการตามศาสตร์พระราชา ตรงนี้อยากจะเรียนท่านที่เคารพว่าการกําหนดคําว่า ศาสตร์พระราชา ถ้าตามเอกสาร ในรายงานผมจะสรุปย่อ ๆ ว่าเราใช้กันมาสัก ๔-๕ ปีเท่านั้นเองไม่นานมานี้ แล้วในคํานี้ เรามาใช้กันอยู่ระยะหนึ่ง จําเป็นจะต้องหาคํานิยามให้ชัด เพราะเราคงต้องใช้ต่อจากนี้ไปอีกยาว พอสมควร ดังนั้นจากการสืบค้นเพื่อจะกําหนดนิยาม ทางคณะอนุกรรมการที่มีผม เป็นประธานก็ได้รวบรวมความเห็นของนักปราชญ์ต่าง ๆ ที่ได้ให้ความหมายไว้ ก็มีท่านแรกคือ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ท่านให้คํานิยามว่า ศาสตร์พระราชาคือองค์ความรู้ที่สําคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็น ศาสตร์พระราชา โดยกล่าวว่าศาสตร์พระราชาคือการลงไปศึกษาเรียนรู้จากชุมชน ท่านให้นิยามว่าเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากพระองค์ลงไปเรียนรู้จากชุมชน ผมเห็นที่ท่าน ได้มีการกล่าวไว้ว่ารู้หรือเปล่าใครคืออาจารย์ของพระองค์ ก็คือคนที่ไม่ใส่เสื้อนั่นละ ที่เราเคยเห็นในทีวี (TV) ที่พระองค์ทรงประทับลงแล้วก็ได้พูดคุย นั่นคือเป็นผู้ให้ความรู้ กับพระองค์ ท่านที่ ๒ ก็คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้กล่าวว่า ศาสตร์พระราชาคือโครงการตามพระราชดําริ ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ นี่เป็นนิยามจาก ท่านนายแพทย์เกษม วัฒนชัย แต่บุคคลสําคัญสําหรับรัฐบาลนี้ที่ใช้คําว่าศาสตร์พระราชา เอามานําเสนอ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันศุกร์คือท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา เราเห็นว่าท่านจะมายืนแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการโควต (Quote) คําที่สําคัญ หรือการกําหนดคําที่สําคัญคงจะต้องบันทึกจากตรงนี้ว่าท่านได้กล่าวไว้ ถ้าพวกเราจําได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงจากพระองค์สวรรคต วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ รัฐบาลได้โน้มนํา ศาสตร์พระราชามาบริหารประเทศคือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยประชาชนทุกคนร่วมมือ และสานต่อพระราชปณิธาน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน นี่เป็น คํากล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าศาสตร์พระราชา ของพระองค์ ผมขออนุญาตอ่านนะครับ รายละเอียดที่ผมอ่านนี้จะสั้นกว่าที่อยู่ในรายงาน แต่หลัก ๆ ก็คือว่าศาสตร์พระราชาของพระองค์ได้แก่ พระราชดําริ แนวคิดและปรัชญา พระราชดํารัส คือคําสั่งสอน คําเตือน ให้สติ พระราชกรณียกิจ คือหลักการทรงงาน และพระราชจริยวัตรของพระองค์คือความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ปวงพสกนิกรชาวไทย ซึ่งยังคงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไปสามารถน้อมนํามาประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ การประกอบกิจวัตรประจําวันและสัมมาชีพของแต่ละบุคคล ไปจนถึงการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางให้กับรัฐบาลและข้าราชการทุกคน โดยศาสตร์พระราชายังได้รับการยกย่องโดยองค์การสหประชาชาติด้วย รายละเอียดจะอยู่ใน เอกสารนะครับ บุคคลต่อมาที่เราพยายามค้นหานิยามที่จะเอามารวบรวมคือ ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความหมาย ศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงสามารถสรุปได้ว่าเป็นองค์ความรู้สําคัญ ที่ทรงศึกษา สั่งสม พัฒนา เพื่อการพัฒนาประเทศให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสงบสุข ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกิจที่ทรงทํา คําที่ทรงแนะ แล้วก็สอนจากพระประสบการณ์ ๓ มิติ คือ มิติที่ ๑ ศาสตร์แห่งการพัฒนา มิติที่ ๒ ศาสตร์แห่งความประพฤติ การครองตนในสังคม อย่างสงบสุข แล้วก็มิติที่ ๓ ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกัน ปรองดองและสงบสุข ซึ่งมีพื้นฐาน มาจาก ๓ ป ท่านได้พูดไว้ก็คือ การปฏิบัติ ปริยัติ และปฏิเวธ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ได้พูดไว้ตอนไปบรรยายเรื่องศาสตร์พระราชาที่สถาบันพระปกเกล้าเราบันทึกมา ดังนั้นผมจะลงรายละเอียดว่าความเป็นมาแห่งการครองราชย์เป็นหลักการที่เราไปศึกษา ก็คือว่าเบื้องต้นถ้าดูจากต้นไม้แห่งศาสตร์พระราชา จะเรียงไปตามนี้ก็คือว่าในปีแรก พอท่านรับจะมาครองราชย์ท่านก็เปลี่ยนสาขาการศึกษาจากวิศวกรรมศาสตร์เป็นสาขากฎหมาย และรัฐศาสตร์เพื่อจะมาดูแลประเทศ แล้วต่อจากนั้นทรงเสด็จพระราชดําเนินไปยัง ประเทศต่าง ๆ หลังทรงสําเร็จการศึกษาเพื่อไปดูสภาพทั่ว ๆ ไปก่อนที่จะมา หมายถึงทํางาน แล้วเป็นกษัตริย์ที่นี่ แล้วทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่าเราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม นั่นเป็นช่วงที่มีการเริ่มต้นนะครับ
สิ่งที่ท่านทรงงานและดําเนินการมา ๗๐ ปีในการครองราชย์ ประเด็นที่ ๒ มาดู ในลักษณะที่ทรงดําเนินการ นี่เป็นเรื่องที่เรารวบรวมเพื่อมากําหนดเป็นคํานิยาม ก็คือ ทรงสอนหรือชี้แนะโดยพระบรมราโชวาท พระราชดํารัส ท่านทรงสนับสนุนการศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน การให้ทุนการศึกษา การสอนโดยพระราชนิพนธ์ และการทรงครองพระองค์เป็นแบบอย่าง นี่คือการทรงสอนนะครับ การแก้ปัญหา โดยพระราชกรณียกิจโครงการต่าง ๆ ของพสกนิกร ๔,๐๐๐ กว่าโครงการ ทั้งน้ํา ดิน ป่า สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การประกอบอาชีพ พลังงาน การจราจร และรวมทั้งนวัตกรรม การสร้างสิ่งประดิษฐ์
หลักการให้ความยั่งยืน นี่เป็นอีกมิติหนึ่ง โดยการพระราชทานหลักการ ๒ กรณีคือ เกษตรทฤษฎีใหม่ ย้ํานะครับ เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเราสับสนกับอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๒ ส่วนนี้จะเป็นส่วนของความยั่งยืน ไม่ใช่เป็นส่วนของ การพัฒนา ซึ่งหลักการดังกล่าวสามารถสร้างความมั่นคงให้พสกนิกร ไม่ว่าจะเป็น ในสถานการณ์ปกติหรือเมื่อมีวิกฤตการณ์มากระทบ ทําให้พสกนิกรที่น้อมนําเอามาสามารถ อยู่รอดได้อย่างมั่นคง
จากประมวลทั้ง ๓ ส่วนที่ผมกล่าวแล้วเมื่อสักครู่นี้ ทั้งความหมายจากผู้รู้ จากความเป็นมาในการครองราชย์ ลักษณะที่ทรงดําเนินการ เราสรุปได้ศาสตร์พระราชา เป็นนิยามว่าอย่างนี้ครับ คณะอนุกรรมการจึงมีบทสรุปความหมายเป็นคํานิยามศาสตร์ พระราชาว่า บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ที่ได้ทรงพระราชทานผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะป้องกันหรือแก้ไข ปัญหา เพื่อสร้างวิถีชีวิตสังคมที่มีความปกติสุขให้แก่เหล่าพสกนิกรและมนุษยชาติทั้งปวง ให้สามารถดํารงชีวิตได้อย่างมั่นคง สันติสุขและยั่งยืน ก็คือรวมจากทั้งหมดในหลายมิติตรงนั้น ก็อยากจะเรียนว่านี่คือนิยามที่ได้ข้อสรุปโดยผ่านคณะกรรมการชุดใหญ่ แต่อยากจะเรียนที่ประชุม อย่างนี้ครับว่า หลังจากเราส่งรายงานฉบับนี้ที่ท่านเห็นมาที่นี่แล้ว ก็มีกรรมการท่านหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งผมจะขอเรียนที่นี้ว่าท่านอยากจะให้เปลี่ยนคํา ในตรงนี้เราใช้คําว่า ปกติสุข ท่านขอเปลี่ยนเป็นว่าอยากจะใช้คําตอนมีพระปฐมบรมราชโองการคือคําว่า ประโยชน์สุข มาใส่ ซึ่งตรงนี้เราไม่สามารถแก้ได้เพราะรายงานมาแล้ว ผมได้ปรึกษากับท่านประธานกรรมการ แล้วก็ประธานอนุกรรมการทั้ง ๓ ท่านแล้วก็เลยจะขอเปลี่ยน ของเรามีมติหมายถึงมีความเห็นว่า น่าจะเปลี่ยนเพราะเป็นคําของพระองค์ตอนที่มีพระปฐมบรมราชโองการเราไม่ได้ใส่มาแต่เดิม ก็จะกลายมาเป็นอย่างนี้ครับ บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตรงนี้มีนิดหนึ่งที่อยากจะเรียนที่ประชุมด้วยว่ามีการแย้งกันอยู่ มีคําว่า บรมนาถบพิตร ด้วยไหม คือทางกรมชลประทานได้แจ้งให้กรรมการทราบว่าคํานี้ เป็นคําที่ทางสํานักพระราชวังขอให้ใช้ตามที่สํานักนายกรัฐมนตรีใช้ ทีนี้คํานี้ยังไม่มีออกมาชัด ผมจะขอว่าคํานี้เพนดิง (Pending) เอาไว้ เราใช้กันอยู่ขณะนี้ก็คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ไว้แค่นี้ แต่คําว่า บรมนาถบพิตร จะทําหนังสือไปถามสํานักพระราชวัง หลังจากนี้ ว่าจริง ๆ แล้วจาก ๒ อย่างนี่อะไรกันแน่ พอได้ความตรงนั้นมาไม่ว่าจะมาเป็นอย่างไร คือไม่ต้องเราก็ยืนไว้ตามที่รายงาน แต่ถ้าต้องก็จะขออนุญาตที่ประชุมนี้ว่าจะไปขอใส่ให้ ถูกต้องโดยถามสํานักพระราชวัง ถ้าตรงอื่นเราไม่รู้ว่าควรจะถามใคร ผมต่อนะครับ บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ถ้ามีนะครับ ที่ได้พระราชทานผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะ ป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุข ประโยชน์สุขคือเอาคํานั้นมาใส่นะครับ แก่เหล่าพสกนิกรและส่งผลถึง นี่เป็นคําใหม่นะครับ มนุษยชาติทั้งปวง ให้สามารถดํารงชีวิต ได้อย่างมั่นคง สันติสุข และยั่งยืน คือจะขอแก้เป็นตามนี้ได้คุยกันแล้ว ก็นําเรียน ถ้าท่านจะ เห็นเป็นอย่างอื่นก็เชิญเสนอความเห็นได้นะครับ
ส่วนที่ ๒ ในส่วนของแนวทางแห่งการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา เพื่อให้ง่าย อยากจะเรียนว่าผมเองไปดูอยู่พักหนึ่ง แล้วมีอยู่วันหนึ่งในที่ประชุมก็บอกว่าศาสตร์พระราชา คือสิ่งที่ประชาชนมองมายังพระองค์ ผมก็นึกถึงต้นไม้ ท่านประธานครับ นึกถึงเพลง ต้นไม้ของพ่อว่ามีความหมายค่อนข้างดีมากก็เลยพยายามจะเขียนตรงนั้นมา ก็เลยทํากาลานุกรม โดยเอาเล่มสารานุกรม ๖๐ ปีของท่านมาเรียงแล้วก็ทําเป็นกาลานุกรมว่าปีไหน ๆ ก็อยากจะ เรียนว่าได้ทํากาลานุกรมเป็นรูปต้นไม้ขึ้นมา เอกสารอยู่ที่ท่านแล้ว วิธีการอ่านก็คือว่ากําเนิด ส่วนโคนของต้นไม้เป็นส่วนของพระปฐมบรมราชโองการ รากแห่งศาสตร์ ตรงนี้เราจะเรียงเอาไว้ แล้วก็บอกว่ามาจากทุกภาคคือแนวพระราชดําริของพระองค์หรือว่าศาสตร์พระราชาตรงนี้ มาจากทุกภาค ก็คือภูมิสังคมนั่นเอง แล้วก็กาลเวลาเรียงตามซ้ายและขวา ด้านขวาจะเป็น พ.ศ. และเป็น ตัวสีน้ําเงินรอยัลบลู (Royal Blue) ก็คือว่าในสวนจิตรลดารโหฐานของพระองค์ท่านเอง จะเป็นเหมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ ปีไหน ๆ มีการเพาะพันธุ์ปลาหมอเทศ แล้วก็เสด็จเยือน ยุโรป มีป่าไม้สาธิต มีโรงงานโคนม มีเริ่มโครงการเลี้ยงปลานิลที่นั่น ปลานิลที่ได้มาจาก สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ แล้วก็เริ่มทดลองโครงการฝนหลวง เปิดโรงสีข้าวตัวอย่าง ทดลองปลูกข้าวไร่ ด้านนี้ทั้งหมดเลยเรียงไว้แล้ว และในนี้จะเขียนเป็น พ.ศ. ไว้ให้ว่า พ.ศ. ไหนเริ่ม ถ้าหากว่าตรงก็ตรง ถ้าไม่ตรงเราจะเขียนไว้เลขด้านหน้า เช่น พ.ศ. ๒๕๒๔ มีศึกษาเอทานอล (Ethanol) และดําริไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็น พ.ศ. ๒๕๒๘ ก็เขียน ๒๘ ไว้ข้างหน้านะครับ แล้วก็เปิดโรงกลั่นแอลกอฮอล์ไม่เขียนเป็นเลข เพราะว่าตรงกับปี ๒๕๒๙ พอดี ด้านซ้ายจะเป็นสีแดง ก็จะเริ่มออกเยี่ยมราษฎรปี ๒๔๙๕ ท่านเสด็จกลับมาจาก ต่างประเทศแล้ว แล้วก็ดําเนินการมอบปลาหมอเทศที่ทรงเลี้ยงในปีตรงนี้ออกไป แล้วก็ เสด็จพระราชดําเนินไปในที่ต่าง ๆ ในนี้จะเขียนไว้หมด การเสด็จนิวัติพระนคร พระราชทาน พันธุ์ปลานิลให้กับเกษตรกร เสด็จเป็นประธานงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ พระเจ้าอยู่หัวก็ยังเสด็จอยู่ตลอด วางศิลาฤกษ์เป็นปี ๒๕ พรรษา ที่ว่าเขาจะสร้างอนุสาวรีย์ ให้พระองค์ท่าน พระองค์ท่านเอาเป็นอย่างอื่นพระองค์ท่านก็ทําถนนรัชดาภิเษกขึ้นมาในปีนั้น แล้วด้านนี้จะเรียงกับอันนี้ อยากจะเรียนว่าข้างล่างนี้เป็นเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหลักการ ของพระองค์ ก็คือว่าท่านจะทดลองก่อนแล้วก็เอาไปสัมผัสกับประชาชนแล้วถึงจะมี การพัฒนาให้เติบโตขึ้น จะเป็นหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ส่วนกิ่งนี้จะเรียงตามลําดับปี ที่ท่านมีการพัฒนา ก็คือด้านซ้ายเป็นสีฟ้าจะเป็นเรื่องน้ําล้วน ๆ ตั้งแต่โครงการอ่างเก็บน้ําเขาเต่า ปี ๒๕๐๕ แล้วก็ไล่ไปฝนหลวง แล้วก็ต่อไปเขื่อนแควน้อย ปี ๒๕๒๕ เขื่อนปากพนัง ปี ๒๕๓๑ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แล้วก็เขื่อนขุนด่านปราการชล ปี ๒๕๓๖ แล้วก็โครงการแก้มลิง ก็ไล่ไปเรื่อย ๆ เรื่องน้ํา ต่อจากนั้นก็เรื่องดิน เรื่องดินก็เริ่มปี ๒๕๐๗ มีพื้นที่ดินที่หุบกะพง และมีโครงการบ้านเขาเต่าเกี่ยวกับเรื่องดิน แล้วก็เริ่มมีการแกล้งดิน มีศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อน เกี่ยวกับกิ่งด้านนี้จะเป็นเรื่องดินทั้งกิ่ง และต่อจากนั้นด้านบนขึ้นมาด้านซ้ายจะเป็นปี ๒๕๑๒ ที่ว่าเริ่มจะมีการเสด็จขึ้นไปบนภูเขา แล้วก็ไปทําโครงการหลวงกับชาวเขา แล้วก็เริ่มโครงการ ทุ่งจ๊อ โครงการปลูกป่าทดแทน จะอยู่ส่วนนี้ ลําดับตัวนี้เป็นลําดับแห่งการพัฒนา ที่พระองค์ท่านได้ทําให้กับพวกเรา แล้วนวัตกรรมก็มีการตั้งมูลนิธิชัยพัฒนา แล้วก็กังหันชัยพัฒนา แล้วก็มีการปลูกหญ้าแฝก ตัวนี้ถือเป็นนวัตกรรม แล้วก็พระราชทาน ส.ค.ส. ที่เราเห็น ที่ใช้คอมพิวเตอร์สมัยก่อนนะครับ ทีนี้อยากจะเรียนท่านประธานว่าส่วนสําคัญในความยั่งยืน ก็คือกิ่งที่อยู่ด้านเกี่ยวกับเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องภาคเกษตรโดยแท้ เราจะเห็นว่า ปี ๒๕๓๒ พระองค์ท่านทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ที่วัดชัยมงคล ไปหาที่เข้ามาและไปทดลอง อยู่ ๓ ปี แล้วก็ไปจัดว่าน้ําส่วนหนึ่ง และปลูกพืชผสมผสานอะไรต่าง ๆ พอได้ผลแล้ว ปี ๒๕๓๕ เหมือนอย่างที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ ท่านก็ทรงเหมือนไปพระราชทานนะครับ ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๕ อธิบายโดยละเอียดเลยว่าจะต้องทําอย่างไร น้ําอย่างไร เพื่ออะไร อย่างไร ตรงนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ ผมเรียนว่าในหนังสือเล่มนี้ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ ไปทําที่จังหวัดน่าน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไปทําอยู่ประมาณ ๒-๓ ปี ปรากฏว่าหมู่บ้านที่นั่น หนี้สินหายหมดเลย และทุกอย่างจะกลับมาดีแล้วก็อยู่ในเล่มนี้ เป็นการทดลองอย่างเอาจริง เอาจัง แต่ที่เราทํากันบางทีเราไปทําเป็นชุดเพราะมันต้องสัมพันธ์กัน ในนี้จะมีอธิบายว่า อะไรบ้างอยู่แล้ว และต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องสําคัญที่พระองค์ท่านได้ให้ไว้กับพวกเรา ก็คือ พระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องความพอประมาณ ตอนนั้นเป็น ปี ๒๕๔๐ ที่มีแครช (Crash) ก็คือว่ามีสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจกระทบที่รุนแรงมากนะครับ เกิดวิกฤตต้มยํากุ้งตอนช่วงนั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้อยากจะเรียนว่าทางคณะอนุกรรมการ ชุดที่ ๑ ทํามาถึงตรงนี้ แต่ตรงนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก เป็นเรื่องที่สูงส่งมาก ปรากฏว่าพระองค์ท่าน ได้มีพระราชดํารัสเมื่อปี ๒๕๔๐ และต่อจากนั้นปี ๒๕๔๑ ต้องมาซ้ําอีกที อธิบายอีกที หลังจากนั้นปี ๒๕๔๒ ก็กลับมาอีก แล้วปี ๒๕๔๓ ก็มาอีกเพื่ออธิบายตรงนี้ เนื่องจากเรา ไม่เข้าใจกันว่าคืออะไร ตรงนี้ทางคณะกรรมการก็เรียนว่าเราก็ทํามาระดับหนึ่ง ที่ผมนําเสนอ ตรงนี้มาจะเห็นว่าเสนอมาโดยย่อ แต่ว่ารายละเอียดท่านสามารถจะอ่านจากพระราชดํารัส ที่ยกมาทั้งปีคือปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ ปี ๒๕๔๒ ปี ๒๕๔๓ อยู่ในนี้แล้ว ท่านลองดูก็ได้ว่า พระองค์ทรงมีพระราชดํารัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไรจะได้เข้าใจเพราะเราจับมาบางส่วน ถ้าเราไม่เข้าใจ จะทําให้ไปผิดทิศผิดทาง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จําเป็น อยากจะเรียนว่าเรื่องนี้เอง ที่ทางยูเอ็น (UN) เขานําไปใช้แล้วก็คิดว่าเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจ คือเราอยู่กับพลอย สิ่งที่เรามีเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เราต้องเข้าใจ ไม่ใช่ประเทศภูฏานบ้าง ประเทศที่ไหนเอาไปใช้โดยที่ว่าเราเองไม่เข้าใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากและสามารถใช้ได้ ทุกระดับ ก็อยากจะเรียนว่าในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ผมได้เชิญท่านราชบัณฑิตมาช่วยอธิบาย กับเรา และเรามีท่านอภิชัยอยู่ในนั้นแล้ว ก็จะนําเสนอไปในด้านนี้ ต่อไปครับท่านประธาน อีกไม่มากนัก กิ่งแห่งการเติบโตจบไปแล้ว การเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ก็ได้มีอยู่ ในรายละเอียดแล้ว แล้วก็มีเรื่องภูมิสังคม ก็อยากจะเรียนว่าเราได้นําเสนอเรื่องภูมิสังคม พระองค์ทรงสร้างศูนย์ขึ้นมา ๖ ศูนย์ทั่วนะครับ ที่จะมาคือท่านศาสตราจารย์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จะมาวันพฤหัสบดีมาอธิบายเรื่องมิติตรงนี้ แล้วต่อจากนั้นก็หลักการทรงงาน ๒๓ ข้อที่เรามาเรียงไว้ในรายงานฉบับนี้ ก็คือส่วนนี้เป็นที่ กปร. ได้ทําไว้ ๒๓ ข้อมีอะไรบ้าง เป็นหลักการ ก็นํามาวางไว้แล้วในศาสตร์พระราชานี้ ต่อไปคือแนวทางการเรียนรู้โดยมิติ การสร้างคน ในนี้เราจะมีรายละเอียด ท่านสามารถจะดูได้ว่ามีให้การศึกษาแบบไหน ทั้งในโรงเรียน นอกโรงเรียน อยู่ครบนะครับ ต่อจากนั้นก็หลัก ๓ ป หลัก ๓ ป ที่อาจารย์วิษณุ ได้พูดไว้ก็คือการปฏิบัติให้เห็น การปริยัติ และปฏิเวธ
ส่วนที่ ๓ คือหัวใจของศาสตร์พระราชา ก็ประกอบด้วยศาสตร์แห่งการพัฒนา ก็คืออยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่ได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศ ศาสตร์แห่ง การพัฒนาด้านสาธารณสุข ด้านอาชีพ ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็ ทรงพระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ประเด็นต่อมาคือศาสตร์แห่งความประพฤติและการครองตน ตรงนี้ก็เป็น พระจริยวัตร แล้วก็พระราชดํารัสที่กล่าวแล้ว การศึกษาพื้นฐาน ความประพฤติการครองตน ต่อจากนั้นก็เป็นศาสตร์การอยู่ร่วมกัน ตรงนี้ผมอยากจะเรียนว่าในเอกสารฉบับนี้จะมีการ ไปเขียนใหม่อีกนิดหน่อย ที่เราเชิญมาก็คือว่าพระองค์ทรงให้อยู่ร่วมกัน เราจะมีเรื่อง ความสามัคคีปรองดองเต็มไปหมดในพระบรมราโชวาทที่ให้กับพวกเราไว้ในทุกมิติ แต่ในนี้ เราเชิญมาในส่วนที่มีปัญหาตอนช่วง ๑๔ ตุลา ๑๖ ตุลา แล้วก็พฤษภาทมิฬ ว่าท่านได้สอนอะไร กับพวกเราไว้บ้าง ก็มีบันทึกอยู่ในเอกสารท่านสามารถจะอ่านได้นะครับ
สุดท้ายก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็เกี่ยวกับเรื่องน้ํา ในนี้มีรายละเอียดหมด เรื่องน้ําก็เริ่มตั้งแต่ฝาย อ่างเก็บน้ําเขาเต่า ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึง การจัดการเรื่องน้ําปากพนัง ในรายละเอียดจะมีครบหมดแล้ว เรื่องแก้มลิง คลองลัดโพธิ์ และสุดท้ายแม้แต่ปัญหาน้ําเสียท่านก็ยังทรงมาดูแลเป็นศาสตร์พระราชาให้เรา นอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องดิน การแกล้งดิน การห่มดิน ปลูกหญ้าแฝก ปลูกถั่วบํารุงดิน พัฒนาที่ดิน ให้เกษตรกรได้เข้าไปอยู่ และเกี่ยวกับเรื่องที่ลาดชันภาคเหนือเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ก็เป็นการปลูกป่าในใจคน การจัดการโดยการปลูกป่า ไม่ต้องปลูก การพัฒนา อาชีพของเกษตรกร การขจัดมลพิษ ใช้อธรรมปราบอธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาชื่นชมกันมาก โดยการใช้ผักตบชวามาดูดซับของเน่าเสีย แล้วก็กังหันน้ําชัยพัฒนา แล้วศาสตร์พระราชา ว่าด้วยนวัตกรรมก็มีเยอะไปหมดนะครับ หญ้าแฝก ฝนหลวง น้ํามันปาล์มดีเซล กังหันชัยพัฒนา มีรายละเอียดอยู่หมดแล้ว รวมทั้งหมด ๑๑ ข้อที่เรานํามาเรียนในรายงานนี้มีครบนะครับ เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ผมเรียนแล้วก็คือเป็น ๓ ขั้น ขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ แล้วก็ขั้นที่ ๓ ซึ่งในเอกสารจะมีที่พระองค์ท่านได้บันทึกไว้อยู่ข้างหลังแล้วว่าขั้นที่ ๑ มีอะไรบ้าง เป็นอย่างไร โดยละเอียดนะครับ ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ผมนําเรียนแล้วว่าเราจะต้องมี การศึกษากันต่อไป แล้วผมเอารายละเอียดที่ท่านมีพระราชดํารัสเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแนบไว้แล้ว แล้วเราจะเชิญบุคคลสําคัญในหลายมิติมา สักเดือนหน้าก็คงจะเสร็จเรียบร้อยจะได้ครบถ้วน แล้วนอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของผลสัมฤทธิ์ ผลสัมฤทธิ์ก็มีระดับชุมชน เรื่องนี้ก็อยากจะเรียนว่า อยู่ในข้อ ๔.๕ ยังไม่เรียบร้อยเพราะกําลังรวบรวม ระดับชุมชนมีเรื่องที่รวมได้ขณะนี้ก็คือ น้ําท่วมหาดใหญ่ที่แก้ปัญหาได้เลย คลอง ร. ๑ ร. ๒ ร. ๓ แล้วก็เรื่องน้ําท่วมชุมพร แล้วมีอยู่หลายแห่ง ระดับชาติก็คือ เรื่องเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ช่วยให้มีทั้งน้ําทําการเกษตร และน้ําไม่ท่วมกรุงเทพฯ แล้วระดับนานาชาติก็คือว่าได้รับความสําเร็จคือต่างชาติยอมรับ ได้รับรางวัลไลฟ์ไทม์อะวอร์ด (Lifetime Award) แล้วก็มีมากมายเลยมีการรวมไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง ท่านประธานครับ ของผมมีอยู่ ๕ ประเด็นที่ได้นําเสนอ ก็ย่อ ๆ แต่รายละเอียดจะอยู่ในนี้เป็นส่วนใหญ่ แล้วในบางส่วนจะต้องไปทําเพิ่มเติมหลังจากนี้ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ