วิวัฒน์ ศัลยกําธร หารือการสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้มีกลไกความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม พร้อมเน้นความจำเป็นในการวิจัย ปรับปรุงการปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว มีการนำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหลักสูตรการศึกษา และเสนอให้จัดทำองค์ความรู้ ดัชนีชี้วัด รวมถึงพิมพ์หนังสือรวบรวมแนวพระราชดำริเพื่อส่งต่ออย่างเป็นระบบและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม วิวัฒน์ ศัลยกําธร ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการ กลไกการมีส่วนร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน ผมขออนุญาตเล่าความเป็นมาสั้น ๆ ของกลไกการมีส่วนร่วมในการสืบสานศาสตร์พระราชา ในอดีตนั้นเสด็จพระราชดําเนินที่ไหน ก็รับสั่งกับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรับสั่งกับชาวบ้าน รับสั่งกับครูบาอาจารย์ รับสั่งกับพระ รับสั่งกับครู โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ส่วนราชการโดยเฉพาะทหารในยุคต้น ๆ หลังจากนั้นใน พ.ศ. ๒๕๒๔ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ท่านก็ปรารภกับ อาจารย์เสนาะ อูนากูล ซึ่งเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์สมัยนั้น บอกว่าบ้านเราเป็นประชาธิปไตย อํานาจการบริหารอยู่ในมือของรัฐบาล ทําไมยังไปใช้ พระองค์ท่านทรงงาน ทั่วประเทศเลย ชายแดนในพื้นที่ห่างไกล แล้วพระองค์ท่านยังใช้เงิน ส่วนพระองค์ หรือพระองค์ท่านก็ไปหาเงินมาทุกวิถีทางที่จะไปช่วย เพราะฉะนั้นให้ตั้ง สํานักงานขึ้น ๑ สํานักงาน แล้วก็มีเงินก้อนหนึ่งซึ่งเป็นเงินงบกลาง ๔๐๐ ล้านบาท ผมจําได้ ปี ๒๕๒๔ สํานักงานนั้นมีชื่อว่า สํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ทําหน้าที่ประสานทุกส่วนราชการทุกภาคส่วน ทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะ ส่วนราชการอย่างเดียว ทั้งวัดที่ท่านรับสั่งด้วย ทั้งชาวบ้านที่ท่านรับสั่งด้วย ทั้งการศึกษา หรือส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด สํานักงานนั้นเกิดขึ้นท่านคงรู้จักดี เลขาธิการท่านแรก ท่านอาจารย์สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นเลขาธิการสํานักงานท่านแรก หลังจากนั้นเราก็ทําพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับ แยกตัวออกจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมัยนั้น ก็แยกมาเป็นสํานักงาน กปร. ท่านประธานของเราคณะนี้ท่านเป็นเลขาธิการ ท่านที่ ๔ ต่อเนื่องมาจากท่านอาจารย์สุเมธ หลังจากนั้นพระองค์ท่านก็รับสั่งบอกว่า เราทํางานแบบราชการอาจจะติดกฎ ระเบียบมากมาย มีข้อจํากัดมากมาย ก็ให้ตั้ง หน่วยงานอิสระขึ้น ทรงรับสั่งง่าย ๆ ว่าให้ทําแบบโง่ พวกเราฟังใหม่ ๆ ก็งง ท่านก็อธิบายว่า ให้ทําแบบนอน กัฟเวิร์นเมนทัล ออร์แกไนเซชันส์ (Non-Governmental Organizations) เอ็นจีโอ (NGOs) หน่วยงานนั้นก็คือสํานักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงคิดเอง ออกแบบ เขียนเองทั้งหมดเพื่อจะให้มีมูลนิธิขึ้น ๑ มูลนิธิ ทําหน้าที่ประสานและขับเคลื่อนสืบสานงาน ที่พระองค์ท่านพระราชทานพระราชดําริให้ไปทํา แล้วหลังจากนั้นก็ทรงพยายามจะตั้งบริษัทขึ้น ๒ บริษัท ล่าสุดหลายท่านก็คงรู้ดี บางท่านก็อาจจะไปชอปปิง (Shopping) เป็นบริษัท โกลเดนเพลส (Golden Place) นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่จะไปดึงภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะมีภาคเอกชน ๓ ราย ลงทุน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท คนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท พระองค์ท่าน ออกเงิน ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๑๐ ล้านบาท แล้วก็ให้เอกชนบริหาร นั่นคือตัวอย่าง กลไกภาคเอกชน พอมาถึงรัฐบาลนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศขับเคลื่อนโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ตั้งเงินงบประมาณขึ้นมาต่างหากอีก ๘,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ตั้ง คณะกรรมการขึ้น ก็ให้สํานักงานเลขาธิการ กปร. ทําหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นแม่งานในการขับเคลื่อนดึงเอาทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกัน ก็มีเงินอยู่ขณะนี้ยังทํางานต่อเนื่องอยู่ ในส่วนของผมเองก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ในการที่จัดอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ หลังจากสภาได้กรุณามีมติตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้น ในชุดที่ ๓ ของคณะอนุกรรมการชุดนี้มีความเชื่อ มีความศรัทธาเต็มเปี่ยมว่าการสืบสาน ศาสตร์พระราชานั้นถ้าเราใช้เพียงกลไกที่ใช้อยู่เดิม หลัก ๆ ก็คือกลไกรัฐและกลไก ภาควิชาการ ซึ่งก็จะมีโรงเรียน มีมหาวิทยาลัย มีภาคส่วนต่าง ๆ กระทรวงศึกษาธิการ ลุกขึ้นจัดหลักสูตรแทบจะบังคับกันเลยให้มีการเรียนการสอน หลายโรงเรียนถูกประกาศ เป็นโรงเรียนต้นแบบ ๓๐ โรงเรียนแรกผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเห็นความเป็นไป ทํามาก่อน รัฐบาลนี้นะครับ พอถึงรัฐบาลนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ประกาศตั้งศูนย์ขับเคลื่อน เศรษฐกิจพอเพียงในระดับกระทรวงศึกษาธิการอีก ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง แต่ว่าทั้งหมดนี้ ที่กราบเรียนยังมีข้อจํากัด เราทราบกันอยู่ดีว่าข้อจํากัดของกลไกภาครัฐ ในคณะอนุกรรมการ เราก็เรียนเชิญผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงที่ขับเคลื่อน ๗,๐๐๐ กว่าศูนย์ ที่ขับเคลื่อน ในส่วนของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ของทหารก็เชิญมา หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นศูนย์ใหม่ล่าสุด ถือเป็นศูนย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่ ๖๐๐ ไร่ แล้วก็มีแหล่งน้ํา มีหนองน้ํา จัดระบบจัดเก็บน้ําตามแนวพระราชดําริ ถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เป็นต้น ก็เชิญผู้ที่มีประสบการณ์ตรงภาครัฐ ซึ่งก็มีหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ทหารโดยตรง แล้วก็มีภาควิชาการหลายส่วน ทั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในหน่วยงาน ของรัฐ อยู่ในโรงเรียน อยู่ใน กศน. รวมทั้งภาคเอกชน ภาคเอกชนที่มีบทบาทสําคัญในยุค เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วคือโรงแรมชุมพรคาบานา ถือเป็นโรงแรมต้นแบบที่ประยุกต์เอาปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ จนได้รางวัลที่ ๑ ของประเทศ ได้รางวัลตั้งครึ่งค่อนล้านบาท ในฐานะเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ใหม่ ได้รางวัลนวัตกรรมทางเศรษฐศาสตร์ของบ้านเรา เป็นที่ ๑ ของประเทศ ก็เชิญท่านมาจากผู้มีประสบการณ์ สื่อมวลชนจํานวนมากที่ติดตาม เรื่องนี้ก็เชิญเขามา รวมทั้งมูลนิธิชัยพัฒนามี ๒๐๐ กว่าโครงการที่อยู่ในความดูแล โครงการหนึ่งที่เด่นมากของมูลนิธิชัยพัฒนา คือศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติอยู่ที่จังหวัดนครนายก อยู่ที่เขื่อนท่าด่าน มีท่านอาจารย์ปัญญา ปุลิเวคินทร์ ดูแล รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่ง ที่ไปตั้งสถาบันขึ้น สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงในมหาวิทยาลัย สถาบันแก้ปัญหาของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยี เรียกว่าอิตส์โอเค (It’s Okay) ก็เชิญผู้ที่ลงมือทํางานและมีประสบการณ์ เห็นปัญหาเชิญมาจัดสัมมนาร่วมกัน พระด้วย เชิญมาทุกภาคส่วน
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขออนุญาตเอาสไลด์ (Slide) ให้ดูคร่าว ๆ เราจัดสัมมนากัน ๒ ครั้ง ที่นี่ครั้งหนึ่ง ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกครั้งหนึ่ง ๒ ครั้ง ก็เชิญผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงมาหารือกัน ๖ ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ภาคประชาชน รวมทั้งภาคศาสนา พระ มีวัดที่ติดตาม ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาที่เกาะกลุ่มกันอยู่ ๓๐ กว่าวัด มีเครือข่ายทํางานกันอยู่ เป็นต้น ก็เชิญเข้ามาจัดสัมมนา ก็พบว่าถ้าจะขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาให้ยั่งยืนอยู่กัน เป็นร้อยเป็นพันปีเหมือนที่หลาย ๆ ศาสนาทําได้สําเร็จ เมื่อพระองค์ท่านไม่อยู่กับเราแล้ว เรื่องนี้จะยังอยู่ในใจและอยู่ในการปฏิบัติของประชาชนอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืนได้ จําเป็นต้องมี กลไกร่วมมือให้ได้ทั้ง ๖ ภาคส่วนอย่างที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ขณะนี้น้ําหนักไปอยู่ที่ภาครัฐ เป็นหลัก อาจจะมีภาควิชาการบางส่วน พบว่าทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ สื่อมวลชน ที่เกี่ยวข้อง กับการขับเคลื่อนขยายผลของศาสตร์พระราชานั้น ให้ดูคร่าว ๆ มีสัมมนา ๒ แห่ง และไปดูงานในพื้นที่ที่ภาคประชาชนเขาลุกขึ้นไปทํากันอยู่ ๓๒ จังหวัด เขาไปขับเคลื่อนกัน โดยจับมือกับภาครัฐ จับมือกับภาควิชาการ จับมือกับภาคเอกชน และจับมือกับสื่อมวลชน ครบทั้ง ๖ ภาคส่วนอย่างที่กราบเรียนตั้งแต่ต้น พบข้อมูลโดยสรุปเบื้องต้นว่าภายใต้ กลไกภาครัฐเจ้าหน้าที่ของรัฐเองพูดให้ฟังว่าขณะนี้มีลักษณะการทํางานเป็นแนวดิ่งจากบนลงล่าง เป็นหลัก เปลี่ยนอธิบดีทีก็สั่งเปลี่ยนกันที จนพระองค์ท่านเคยพระราชทานแซวว่า อย่างนั้นอธิบดีดํารินะ ไม่ใช่พระราชาดําริ หรือ ผอ. ดําริ พอเปลี่ยน ผอ. ทีก็ ผอ. ดําริใหม่ พระองค์ท่านก็เอ๊ะเราไม่ได้ดําริอย่างนี้ ในฐานะที่พวกผมหรือท่านประธานด้วยมีภารกิจหลัก เบื้องต้นเป็นคนติดตามจดบันทึกสิ่งที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดําเนินไปให้คําแนะนํา พระราชทานพระราชดําริเสร็จไปประมวลทําเป็นแผน เอาแผนมาถวายพระองค์ท่าน ท่านแอปพรูฟ (Approve) แล้วก็ไปส่งให้ทุกหน่วยงานเขาทํา ทําแล้วก็ไปติดตาม ไปประเมินผล ถวายรายงานพระองค์ท่าน ท่านก็เสด็จพระราชดําเนินไปเยี่ยม ไปให้คําแนะนํา ไปปรับแก้ให้ ช่วงที่พระชนมายุยังไม่มากพระวรกายยังแข็งแรงท่านก็เสด็จพระราชดําเนินไปตรวจเยี่ยม ติดตามด้วยพระองค์เอง แต่วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่กับเรา จําเป็นต้องมีกลไกทําหน้าที่ ให้ครบสมบูรณ์เหมือนกับที่พระองค์ท่านยังอยู่ ภาควิชาการก็บ่นกัน ปรารภกันว่าพวกเราเอง หมายถึงครูบาอาจารย์ที่สอนกันก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองรู้จริงขนาดไหน ลงถึงแก่นแค่ไหน ครบถ้วนแค่ไหน ประสบการณ์ก็ยังมีไม่พอ ยังไม่รู้จะทําอย่างไร เขาให้สอนก็สอนทฤษฎี อ่านหนังสือสอนกันไปพลาง ข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติตัวเองก็ยังประสบการณ์น้อย นี่เป็นคําข้อสรุปจากภาควิชาการโดยตรงที่มาจัดสัมมนาร่วมกับเรา ๒ ครั้ง แล้วก็ตามไปดูงาน อีก ๒ ครั้ง ก็มีการหารือกัน งานวิจัยเรื่องนี้ที่จะสืบทอดสิ่งต่าง ๆ พระองค์ท่านรับสั่งเอาไว้ ไปปฏิบัติแล้วยังไม่เห็นผลชัดเจน ต้องมีงานวิจัยที่จะพิสูจน์รู้ให้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งนั้น ถูกกี่เปอร์เซ็นต์ ผิดกี่เปอร์เซ็นต์ การทํางานวิจัยหรือทํางานพัฒนานั้น ถ้าผิดพระองค์ท่าน ก็ตรัสว่านี่เป็นเรื่องดี บันทึกเอาไว้ว่าเราทําแบบนี้มันไม่ถูกนะ คนข้างหลังจะได้ไม่ทําผิดซ้ําจากเรา เพราะฉะนั้น การสืบสานศาสตร์พระราชาเอาไปทําแล้วมันผิดก็จะเป็นครู เป็นประโยชน์อย่างมาก ท่านก็รับสั่งเอาไว้อย่างนั้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องมีงานวิจัย มีขับเคลื่อน มีการสนับสนุนให้เกิด การวิจัยกันอย่างจริงจังเหมือนทฤษฎีของโลกตะวันตก คุณอดัม สมิธ สร้างทฤษฎีขึ้นมา มีศิษย์อีกมากมาย เช่น ลอสทาว เอามาทําเป็นสเตจส์ ออฟ โกรท (Stages of Growth) แล้วเราก็เอา ๕ ขั้นตอนของการสร้างความเจริญเติบโตมาเขียนเป็นแผนชาติ พวกผมนี่ ทําหน้าที่เขียนแผนชาติมา จะสังเกตเห็นว่าศาสตร์ของโลกตะวันตกมีรุ่นลูกศิษย์ลูกหา เอามาทําวิจัยแล้วสร้างทฤษฎีขึ้นใหม่ ๆ มากมาย บ้านเราควรจะทําเช่นนั้น ในที่ประชุมสัมมนา ก็เห็นอย่างนั้น ถ้ามีการหยิบเอางานมาทําวิจัยแล้วนําสู่การปฏิบัติ กลับมาวิจัย ทบทวน นําสู่การปฏิบัติต่อ มันจะเจริญก้าวหน้าไปไม่ยุติ ส่วนภาคเอกชนก็ได้รับ ส่วนใหญ่คนก็เรียกร้อง ภาคเอกชนแค่เอาเงินมาให้ เอาข้าวเอาของมาให้ จนภาคเอกชนมีจุดแข็งของการบริหาร มีจุดแข็งของทักษะในการดําเนินการ และมีจุดแข็งในเรื่องบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ความรู้ความสามารถเหล่านั้นของภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสานศาสตร์ ของพระองค์ท่านอย่างไร นี่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีกลไกให้เขามามีส่วนร่วม ไม่ใช่ขอเงิน จากเขาอย่างเดียว สื่อมวลชนเองก็บ่นว่าทําสื่อไปสักระยะหนึ่งก็ตันเหมือนกันไปต่อไม่ได้ อันนี้ก็เป็น เขาก็อยากจะทํา ในขณะที่ผู้บริหารสื่อเองก็จําเป็นต้องอยู่ให้รอด ในเชิงนโยบาย จะทําอย่างไร อันนี้ก็เป็นประเด็นซึ่งมีการหารือกัน ส่วนภาคเอกชนเอง ภาคประชาชนเอง ก็ทํากันตามที่ตัวเองเข้าใจ อยากจะหาความรู้เรื่องนี้ ๆ เกี่ยวกับศาสตร์ของพระราชา จะไปหาที่ไหน จําเป็นต้องมีศูนย์บริการอย่างเบ็ดเสร็จ พระองค์ท่านเคยรับสั่ง และทรงเขียน หนังสือไว้ในหนังสือพระมหาชนกด้วยว่า เหตุการณ์วันนี้แสดงความจําเป็น จําเป็นต้องจัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรมให้เบ็ดเสร็จ ซึ่งรัฐบาลนี้โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีพูดย้ําสั่งการเป็นทางการก็มี ทั้งเป็นเอกสาร ทั้งสั่งด้วยวาจาต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นผู้บัญชาการทหารบกด้วยซ้ําไป หลังจากท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็ยังย้ําเรื่องนี้ สั่งทั้งสั่งด้วยวาจาและเป็นเอกสาร เป็นนโยบาย ไม่ใช่เฉพาะแค่นั้น ยังมีการบูรณาการงบประมาณจัดสรรเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยเฉพาะ แต่อย่างที่ผมกราบเรียนเบื้องต้นว่าจากผลการสัมมนาในภาคราชการเองก็ยังบ่นว่า ยังจํากัดอยู่เฉพาะภายใต้กฎ ระเบียบ ภายใต้ฟังก์ชัน (Function) ของหน่วยงาน หน่วยงาน ถ้าจะไปทําเหนือฟังก์ชัน (Function) ที่ไปเกี่ยวกับฟังก์ชัน (Function) หน่วยงานอื่นก็ติดขัด ไปด้วยกฎ ระเบียบมากมายโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเบิกเงินเบิกทอง ในเบื้องต้น คณะอนุกรรมการก็มองเห็นว่าจําเป็นต้องมีกลไก ซึ่งกลไกอันนี้ยังไม่เป็นข้อยุติว่าจะหน้าตา เป็นอย่างไร บางท่านเห็นว่าควรจะเป็นเหมือนองค์กรอิสระขึ้น บางคนเรียกว่าเอ็นจีโอ (NGOs) ที่รัฐจัดตั้งขึ้น เหมือนพระองค์ท่านจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้น ก็อาจจะมีกลไกอื่น ขึ้นไปหนุนเสริมพระองค์ท่าน หรือไปหนุนเสริมภาครัฐ หรือไปหนุนเสริมภาควิชาการ หรือต้องรวมตัวกันทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย รวมตัวกันตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นใหม่เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่เน้นไม่เป็นทางการนัก จะได้คล่องตัว อันนี้ก็เป็นแนวคิดคร่าว ๆ ทั้งหมดยังไม่มีข้อยุติ คิดว่าภายในประมาณ ๑ เดือนหลังจากนี้เป็นต้นไปข้อสรุปเบื้องต้นกลไกอันนี้ก็น่าจะมีข้อสรุปได้ กลไกเหล่านี้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษา เรามองว่านี่สําคัญที่สุด คือเกี่ยวข้องกับการให้การศึกษาประชาชน รัฐธรรมนูญเขียนถึงกลไกการมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาไว้ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ รัฐต้องจัดให้มีกลไกการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ หมายถึง รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และเอกชน เอกชนในความหมาย ท่านประธานกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ชี้แจงในที่ประชุมนี้ไปแล้วว่า เอกชนหมายถึงใครก็ได้ พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน วัด ทุกภาคส่วนเลยที่ไม่ใช่ท้องถิ่นและไม่ใช่รัฐบาลส่วนกลางก็ถือว่าเป็นเอกชน ทั้งหมด กลไกอันนี้จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญเหมือนกันทําให้เกิดได้ อาจจะต้องมี กลไกกฎหมายขึ้นรองรับ อาจจะต้องมีกองทุนขึ้นหรืออย่างไร และของท่านอาจารย์วิวัฒน์นั้นก็คือการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มีองค์ความรู้ มีสถานที่ของโครงการพระราชดําริ แล้วก็มีกลไกการมีส่วนร่วม ก็เหลือเรื่องสุดท้ายนะครับ ที่คณะกรรมการศาสตร์พระราชาคณะนี้กําลังจะทําอยู่ก็คือการมารวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ว่า ถ้าอย่างนั้นสุดท้ายแล้ว สปท. เราจะทําอะไรกันในช่วงเวลาที่ยังมีเหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อที่จะได้เสนอไปยังรัฐบาล เพื่อที่จะได้เสนอไปยังประชาชน พสกนิกรทั่วประเทศ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ผมมานั่งเปิดดูคําสั่งแต่งตั้งของคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชา รวมไปถึงคณะกรรมการ ๔ คณะ คณะอนุกรรมการมี ๑๕๔ คน น่าจะเป็นตัวเลขของ กรรมการรวมทั้งอนุกรรมการด้วย น่าจะเป็นคณะที่ใหญ่ที่สุดในสภา สปท. เท่าที่มีอยู่ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นี่ก็ด้วยความตั้งใจของพวกเรา วันก่อนที่ไปฟังท่านอาจารย์วิษณุ ได้รับเชิญจากสถาบันพระปกเกล้าให้ไปบรรยายเรื่องศาสตร์พระราชา ศาสตร์แผ่นดิน อาจารย์วิษณุพูดไว้ว่าทําไปเถอะสืบสานศาสตร์พระราชา อย่ามัวแต่มาพูดว่าขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไทย ท่านบอกว่าเอาชาตินี้ก็แล้วกันทําออกมาเถอะสืบสานศาสตร์พระราชาอะไรก็ได้ นี่ละครับก็คือสิ่งที่เราพยายามมุ่งมั่นที่จะทําให้ได้ หลาย ๆ ท่านคงจะสงสัยว่าแล้ว สปท. เรา จะทําอะไร เท่าที่คณะกรรมการโดยมีท่านประธานปานเทพเป็นประธานและคณะอนุกรรมการต่าง ๆ เรามาปรึกษาหารือกันแล้วก็คงไม่ถึงกับจะต้องเสนอพระราชบัญญัติ ไม่ถึงกับจะต้องเสนอ ให้มีการจัดตั้งหรือว่าก่อสร้างสถาบันอะไรขึ้นมาหรอก ยกตัวอย่างเช่นทางรัฐบาลเอง ตั้งแต่ปีที่แล้วก็ได้จัดทําโครงการเฉลิมพระเกียรติขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ ทรงครองราชย์ครบ ๗๐ ปี เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้วเรื่องนั้นก็ได้สืบต่อมา จนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติในคราวการประชุมวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ ได้ผ่านวาระที่หนึ่ง ไปแล้วก็คือเป็นเรื่องร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรม ร่างพระราชบัญญัตินั้นได้ผ่านวาระที่หนึ่งไปแล้วก็จะต้องมีการเข้าสู่วาระที่สอง วาระที่สามต่อ และสถาบันการศึกษาอุดมศึกษาของประเทศไทยก็จะเกิดขึ้นมาใหม่แน่นอน ไม่นานด้วยนะครับ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ นี่ละเขาจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรต่าง ๆ แล้ว นั่นก็คือ แสดงให้เห็นว่าทางรัฐบาลได้มุ่งมั่นแล้วก็เดินหน้าทํางานไปแล้วใช้งบประมาณต่าง ๆ ทุกภาคส่วน ในส่วนของ สปท. เราก็จะทํางานในลักษณะที่เสนอเป็นองค์ความรู้เรียกว่าเป็นซอฟต์แวร์ (Software) ก็ว่าได้ ขออนุญาตที่ใช้ภาษาอังกฤษ คงไม่ได้เน้นเรื่องฮาร์ดแวร์ (Hardware) แต่ว่าคงเน้นเรื่องซอฟต์แวร์ (Software) มากกว่า เน้นเรื่องการนําองค์ความรู้ เน้นเรื่อง การนําความคิดต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนหน่วยงานทุกภาคส่วน ทุกกระทรวง ทบวง กรม มาร่วมแรง ร่วมใจกันเพื่อที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ที่เราเรียกว่าศาสตร์พระราชา ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ เพื่อให้เกิดความรอบคอบต่าง ๆ คณะอนุกรรมการซึ่งผมเป็นประธานอยู่ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยให้ข้อมูลว่าท่านกําลังทําอะไรอยู่ และท่านกําลังจะทําอะไรที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชา ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่หรืออื่น ๆ เพราะว่าศาสตร์พระราชานั้น กว้างใหญ่ไพศาลมากก็เรียกว่ายิ่งใหญ่มาก ขออนุญาตเอ่ยนามอีกครั้ง อาจารย์วิษณุบอกว่า ศาสตร์พระราชาก็คือกิจที่ทรงทํา คําที่ทรงแนะ คําที่ทรงสอน ทั้งหมดนะครับ กิจที่ท่านทรงทํา ทุกคําที่ท่านทรงแนะ นั่นละคือศาสตร์พระราชาทั้งหมด แล้วท่านนิกร จํานง ซึ่งเป็นประธานของคณะอนุกรรมการ คณะที่ ๑ ก็รวบรวมศาสตร์พระราชานั้น อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคณะกรรมการของเราก็จะมีการพิจารณาในการเข้าไปเสริมเติมแต่ง นําเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ เท่าที่พอจะรวบรวมจัดหาได้เข้าไปเสริมให้โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดําริที่ท่านประธานอนุกรรมการ พลเอก นคร สุขประเสริฐ ได้กล่าวไปแล้ว มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริที่โนนดินแดง หรือที่จังหวัดตาก หรือที่มูโนะ หลายที่ ที่เราไปดูงานมา บ้างก็นั่งรถยนต์ไป บ้างก็นั่งรถตู้ บ้างก็นั่ง ฮ. ไป ผมเองก็มีส่วนร่วมไปดูงาน มาด้วยทุกที่ เราเห็นแล้วว่ามีหลาย ๆ ที่ ถ้ามีอย่างนั้นเพิ่มก็น่าจะดีเพราะว่าสภาพแวดล้อม ก็ได้ผ่านไปบ้างแล้ว เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว การอพยพของประชากรก็มีการเปลี่ยนแปลง ไปตามสภาวะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชานี้มีผู้แทน จากทุกหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมก็ได้ว่าที่เกี่ยวข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจาก กปร. สภาพัฒน์ กระทรวงศึกษาธิการ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้ แม้แต่รัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และอื่น ๆ อีกมากมายมากันหมดนะครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้ เจตนารมณ์ของการนําเสนอรายงานความคืบหน้า เราจึงมีความต้องการที่จะรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากท่าน สปท. ทุกท่าน และเราก็มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่าหลาย ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นอดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต ท่านมีส่วนร่วมเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาอยู่แล้ว มองไปหน้าใครก็นึกออกหมดทุกคน อ๋อคนนั้น อ๋อคนนี้ ตรงนี้เราจึงเสนอเป็นรายงานความคืบหน้า แล้วก็ต้องขออภัยที่มีการแจกแบบสอบถามขึ้นมาฉบับหนึ่ง แบบสอบถามนั้นต้องขอความกรุณา จากทุก ๆ ท่าน ทั้งที่อยู่ในห้องประชุม แล้วก็ที่ยังไม่ได้เข้าห้องประชุม ขอความกรุณา ช่วยกรอกแบบสอบถามเท่าที่ท่านพอจะนึกออกนึกได้ เพื่อเราจะได้นํามาประมวลแล้วก็ดูว่า สปท. ของเรานี้มีท่านที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชาเยอะมาก ท่านกําลังทําอยู่แล้ว ท่านมี ความภูมิใจอยู่แล้ว เราก็จะได้นําข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาประมวลสรุปในรายงานฉบับสมบูรณ์ ของเราต่อไป ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไป ไปตรงที่เกือบจะสรุปเลยนะครับ ในหน้า ๘ เบื้องต้นคณะกรรมการสืบสานของเรายังไม่กล้าที่จะสรุปข้อเสนอแนะอะไรทั้งหมดออกมา ซึ่งถ้าเขียนออกมาคงจะได้หลายสิบข้อ แต่ว่าเราจะขออนุญาตกราบเรียนเป็นเบื้องต้น ดังต่อไปนี้นะครับ
ข้อ ๑ เราอยากจะให้รายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนสืบสาน ศาสตร์พระราชาคณะนี้ รวมทั้งมีข้อเสนอแนะจากทุก ๆ ท่านแล้วเสนอไปให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบ
ข้อ ๒ ขอเชิญชวนให้ทุกกระทรวง กรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ รวมทั้งเชิญชวนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม มาเข้าร่วมโครงการสืบสานศาสตร์พระราชา หมายความว่าใครทําอะไรได้ทําไปเลยไม่ต้องรอ เมื่อวานซืนผมดีใจมากได้เห็นเอกสารฉบับหนึ่ง ท่านนายกสภาวิทยาลัยชุมชนยโสธรส่งมาให้ดู ท่านเป็นอดีต สปช. ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประภาศรี ท่านคงไม่ได้มีเจตนารมณ์อะไรที่จะลึกซึ้งไปกว่าที่จะบอกว่าท่านก็นั่งเป็น ประธานนายกสภาวิทยาลัยชุมชนยโสธรอยู่นั่นละ ผมมาเปิดดูขนลุกเลยครับ นโยบายของสถาบันอุดมศึกษาที่ชื่อว่าวิทยาลัยชุมชนยโสธร เขียนเอาไว้ข้อหนึ่งบอกว่าจะน้อมนําแนวพระราชดําริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ในการประกอบทําหลักสูตรการเรียนการสอนและนําไปพัฒนาชุมชน นี่ละครับคือเป็นตัวอย่าง ที่เราอยากจะเห็นทุกสถาบันการศึกษา ทุกมหาวิทยาลัย ทุกหน่วยงานองค์กรของภาคเอกชน และเราก็เชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมาแล้ว เชิญตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว เดี๋ยววันหน้า เราก็จะขอเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมารับฟังกันว่าเขากําลังทําอะไรอยู่ และเราก็จะเชียร์ ให้เขาทําไปเลยโครงการศาสตร์พระราชาต่าง ๆ มีเรื่องอะไรให้ทําทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ด้านพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสตร์ของการเสริมสร้าง ของการครองตน ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความสามัคคีปรองดอง มีเรื่องให้ทําเยอะแยะ มากมายนะครับ
ข้อ ๓ เราก็จะขอเชิญชวนรัฐบาลให้การส่งเสริมให้ข้าราชการและประชาชน ได้เรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ทําไมเราต้องเขียนแบบนี้ รัฐบาลเขาทําอยู่แล้วครับ แต่เรา ต้องการที่จะสร้างกระแสขึ้นมาให้จุดให้ติด ให้สภาพัฒน์หรือสํานักงานคณะกรรมการการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กําลังจะต้องทํางานหนักในอนาคต อะไรครับ จะไปเป็น สํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ อะไรเยอะแยะมากมายมาช่วยกันผลักดันให้ทุกภาคส่วน ตัวผมเองเคยพูดเล่น ๆ ในที่ประชุม ในชั้นอนุกรรมการหรือในชั้นกรรมการบอกว่าให้สภาพัฒน์ทําฟอร์แมต (Format) ออกมาเลย ประเมินตนเองว่าแต่ละเรื่องของแต่ละหน่วยงานมีดัชนีชี้วัดอะไรบ้างที่ทําเกี่ยวกับ ศาสตร์พระราชาอยู่แล้ว ตรงนั้นละครับจะได้มีความยั่งยืนต่อไป แล้วก็สุดท้ายหน่วยงาน ที่เป็นหน่วยงานหลักหรือพระเอกหลักก็หนีไม่พ้น กปร. หรือว่าสภาพัฒน์ แม้แต่สํานักงบประมาณ ก็คงจะต้องทําหน้าที่เหล่านั้นต่อไป เราก็ขอเป็นกําลังใจที่จะได้เห็นการพัฒนาของประเทศ มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ด้วยการน้อมนําศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ ต้องปฏิบัตินะครับ ไม่ใช่ไปคิดเฉย ๆ ส่วนเอาต์คัม (Outcome) หรือว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากผลงานของคณะกรรมการ สืบสานศาสตร์พระราชาที่ผมกราบเรียนแล้วว่าคงไม่มี พ.ร.บ. คงไม่มีการสร้างตึก สร้างโน่นสร้างนี่ ก็คือจะเป็นองค์ความรู้ของซอฟต์แวร์ (Software) เสียมากกว่า หรือไม่ก็จะมีวัสดุอุปกรณ์ อะไรที่เราจะนํารวบรวมไปเสริมในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริต่าง ๆ อย่างผมนี่ มาจากเซกเตอร์ (Sector) ที่เรียกว่าพลังงาน เราก็จะคิดว่าจะนําพลังงานทดแทน พลังงาน แสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือกรมชลประทาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทน เขาจะเอา พลังงานน้ําเข้าไปผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลที่ทุรกันดาร และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งจะมี สิ่งตีพิมพ์ที่ถือว่าน่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จะให้เป็นเอกสารที่ สปท. ทุกท่าน ได้มีส่วนร่วม เราก็จะจัดพิมพ์หนังสือขึ้นมา ๒ เล่ม เล่มที่ ๑ ชื่อว่า ศาสตร์พระราชา รวบรวม ทั้งหมดที่เรากราบเรียนมาแล้วในวันนี้เข้ามาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แล้วก็จะมีชื่อของสมาชิก สปท. ทุกท่านอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เล่มที่ ๒ หนังสือที่รวบรวมอัญเชิญ พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานเนื่องในโอกาสให้บุคคลต่าง ๆ นะครับ เข้าเฝ้าถวายชัยมงคลเนื่องใน วันเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๔ ธันวาคมทุกปีที่ท่านนิกรได้อธิบายไปแล้วก็จะมีหนังสือนั้น อีก ๑ เล่ม ศาสตร์พระราชา ก็อาจจะตีพิมพ์สัก ๓,๐๐๐ เล่ม หนังสือรวบรวมพระราชดํารัส ต้องรวบรวมแบบครบทุกปีเลย ๔๐ กว่าปี อีก ๓,๐๐๐ กว่าเล่ม นี่คือสิ่งที่เรากําลังจะเร่งทําอยู่ ในช่วงเวลาที่เหลือ ก็ขอกราบเรียนชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ