อภิชาต แจงโครงการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมตามแนวพระราชดำริ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๔ เมษายน ๒๕๖๐

อภิชาต จงสกุล รายงานความคืบหน้าโครงการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมในจังหวัดนราธิวาสและราชบุรีภายใต้แนวพระราชดำริ โดยเน้นการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวจัดและดินเสื่อมโทรมผ่านการพัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองและโครงการฟื้นฟูเขาชะงุ้ม ด้วยแนวทาง "ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก" พร้อมส่งเสริมการเกษตรยั่งยืน การผลิตไบโอดีเซล และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมถึงการสร้างแหล่งน้ำและปรับปรุงดินด้วยหญ้าแฝกและพืชตระกูลถั่ว เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายอภิชาต จงสกุล กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ผม อภิชาต จงสกุล สปท. ๑๘๔ ในฐานะกรรมการ ขออนุญาตรายงานโครงการเพิ่มเติมเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริที่สําคัญ ซึ่ง ๒ โครงการที่จะขอนําเสนอนี้เป็นโครงการที่ทําให้เกิดศาสตร์พระราชาในหลาย ๆ ด้าน ที่สําคัญ

โครงการแรก คือโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจาก พระราชดําริ โครงการนี้ตั้งอยู่ที่บ้านพิกุลทอง ตําบลกะลุวอเหนือ อําเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องของดินหลาย ๆ ชนิด เช่น ดินที่เป็นดินอินทรีย์ เนื้อจะเป็นอินทรีย์จัด หรือที่เรียกกันติดปากว่าดินพรุ มีเรื่องของดินเปรี้ยวจัดซึ่งมีความเป็นกรดสูง มีดินทรายที่เนื้อเป็นทรายจัดและมีชั้นดานอยู่ด้วย ซึ่งดินต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อพี่น้องเกษตรกร นํามาใช้ในการประกอบอาชีพแล้วจะประสบปัญหาปลูกพืชผลไม่ได้ผล หรือได้ผลผลิตก็ต่ํามาก ในการเสด็จแปรพระราชฐานในจังหวัดนราธิวาสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นประจําทุกปีตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ซึ่งมีการก่อสร้างพระตําหนัก ทักษิณราชนิเวศน์เป็นต้นมา ได้ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ประสบปัญหา ในเรื่องของการทํากินเนื่องจากดิน ทรงมีพระราชดําริที่สําคัญที่จะแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น และได้มีพระราชดําริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษา การพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดําริขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดําริที่มีพระราชดําริให้จัดตั้งมีทั้งหมด ๖ ศูนย์ด้วยกัน ในภาคเหนือ ก็คือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ห้วยฮ่องไคร้ ภาคอีสาน จะอยู่ที่ศูนย์ภูพาน จังหวัดสกลนคร ภาคกลางมีที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออก ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนที่จังหวัดจันทบุรี ภาคตะวันตก คือศูนย์ศึกษา การพัฒนาห้วยทรายที่จังหวัดเพชรบุรี และใต้สุด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจาก พระราชดําริที่จังหวัดนราธิวาส

วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์ เพื่อให้มีการพัฒนาพื้นที่พรุร่วมกัน อย่างผสมผสาน พื้นที่พรุคือพื้นที่ลุ่มมีน้ําขังเกือบตลอดทั้งปี มีสภาพเป็นป่า แต่ว่าด้านล่าง จะมีน้ําขังแล้วก็มีการสะสมของอินทรียวัตถุเป็นชั้นหนามากกว่า ๒ เมตร จะเป็นเนื้อ ของอินทรีย์ล้วน ๆ ซึ่งจะมีทั้งเศษซากพืช ทั้งกิ่ง ทั้งใบ การสะสมตรงนี้เมื่ออยู่ในน้ําก็จะมี การสะสมมากกว่าการสลายตัว เพราะฉะนั้นทําให้เกิดชั้นดินตรงนี้หนามากขึ้น และเมื่อมี การบุกรุกพื้นที่พรุตรงนั้นก็ทําให้เกิดปัญหาในเรื่องของการใช้ประโยชน์ พรุนราธิวาสมีอยู่ ๒ แห่งด้วยกัน คือ พรุบาเจาะอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดนราธิวาส และพรุโต๊ะแดง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ มีพื้นที่ทั้งหมด ๒๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มากที่สุดในประเทศไทย แล้วก็มีบางส่วนที่เป็นพรุสมบูรณ์คือที่พรุโต๊ะแดง มีพื้นที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ไร่ ที่มี ความอุดมสมบูรณ์ทั้งทางนิเวศวิทยา มีทั้งเรื่องของพันธุ์ไม้ มีเรื่องของสัตว์ป่าในพรุ เป็นระบบนิเวศที่มีความเปราะบางมาก แล้วก็ได้ประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ําในแรมซาร์ไซต์ (Ramsar Sites) แต่ว่าในบางส่วนที่โดนบุกรุกไปบางพื้นที่อาจจะมีความเหมาะสม ในการที่จะพัฒนาให้กลับมาเป็นพรุได้ แต่ว่าการปลูกป่าพรุไม่เหมือนป่าปรกธรรมดา เพราะฉะนั้นจะเกิดปัญหาอย่างมากมายต้องมีความพยายามอย่างมาก และบางส่วน ซึ่งมีการบุกรุกไปไม่สามารถที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าพรุสมบูรณ์อย่างเดิมได้ นั่นคือ พื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาที่ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจะเข้าไปพัฒนาพื้นที่เหล่านั้น ให้กลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากนั้นในบริเวณนอกพื้นที่พรุเองซึ่งแต่เดิมจะเป็นทะเลเก่ามาก่อน จะมีการสะสมของดินตะกอนชายทะเล ซึ่งดินพวกนี้จะมีสารประกอบกํามะถันอยู่สูงมาก เมื่อดินแห้งดินก็จะปลดปล่อยกรดกํามะถันขึ้นมาทําให้เกิดเป็นดินเปรี้ยวจัด พื้นที่ก็จะถูกทิ้ง ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่เกิดเป็นดินเปรี้ยวจัดได้ พื้นที่เหล่านี้พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดําริรับสั่งถามว่า แล้วความเป็นกรดที่รุนแรงตรงนี้มันอยู่ที่จุดไหน ซึ่งในชั้นต้นก็ยากที่จะตอบได้เพราะว่าการเกิดสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน จึงรับสั่งบอกว่า ให้ไปแกล้งดินให้เป็นดินเปรี้ยวจัดจนปลูกพืชเศรษฐกิจไม่ได้ นี่คือที่มาของโครงการแกล้งดิน ที่เกิดขึ้นอันเป็นศาสตร์พระราชาที่สําคัญ โดยมีการศึกษาทดลองในศูนย์ศึกษาการพัฒนา พิกุลทอง มีการที่จะเร่งให้ดินเป็นกรดให้ถึงจุดที่มากที่สุดโดยวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ ปกติธรรมชาตินั้นดินจะแห้งและเปียกสลับกันในรอบปี ๑ ครั้ง คือช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูแล้ง ในการศึกษาทดลองได้ลดเวลาในการแห้งเปียกสลับกันให้มีความถี่มากขึ้น จากแห้งและเปียก ปีละครั้ง ก็ให้เป็นแห้งและเปียกปีละ ๔ ครั้ง เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้เกิดกรดแล้วก็มีการเก็บ ตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ มีการทดสอบการปลูกพืชดูว่าดินเป็นกรดจัดมากที่สุด หลังจาก มีการทดลองประมาณ ๓ ปีก็พบว่าดินเป็นกรดจัดมากที่สุด ก็รับสั่งให้มีการปรับปรุงดิน ที่เลวร้ายที่สุดตรงนั้นหลังจากที่ถูกแกล้งดินให้เลวร้ายที่สุดให้กลับมาใช้ในการปลูกพืช ให้ได้เหมือนเดิม หลังจากนั้นประมาณ ๒ ปี ทางทีมศึกษาวิจัยตรงนั้นก็มีการใช้เรื่องของน้ํา น้ําจืดมาล้าง เอาความเป็นกรดออกไป มีการใช้วัสดุปูนมาใส่ในดินเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเป็นกลางทําให้ดิน เป็นกลางแล้วก็มีการปลูกพืช จนสามารถทําให้ดินที่เลวร้ายที่สุดจนไม่สามารถปลูกพืชได้แล้ว กลับมาปลูกพืชได้เหมือนเดิม ซึ่งสิ่งที่มีการศึกษาตรงนั้นได้รับการดูแล ทรงกํากับดูแลด้วย พระองค์เองตลอด ถือว่าเป็นงานวิจัยของพระองค์ที่เข้าไปกํากับในการเสด็จแปรพระราชฐาน ทุก ๆ ปีจะเสด็จที่แปลงแกล้งดิน แล้วก็ทรงพระราชทานคําแนะนําต่าง ๆ ในการแก้ไขปรับปรุง จนสามารถเขียนเป็นตําราการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวจัด แล้วก็ทรงรับสั่งให้นําไปขยายผล ในพื้นที่ที่มีปัญหาในจังหวัดนราธิวาสเองในภาคใต้ของประเทศไทย หรือแม้กระทั่ง ภาคกลางแถวจังหวัดนครนายกซึ่งมีลักษณะของดินเช่นเดียวกันจนกระทั่งเป็นความสําเร็จ มีการอนุรักษ์ป่าพรุ ทําป่าพรุจําลอง เพื่อให้มีการศึกษาพื้นที่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ทรงให้อนุรักษ์ป่าพรุแห่งนั้นเอาไว้โดยแบ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสงวน การอนุรักษ์ แล้วพื้นที่ ที่กลับเป็นพรุอย่างเดิมไม่ได้ก็ให้มีการพัฒนา มีการปลูกพืช มีการทดลองปลูกปาล์มน้ํามัน ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนกระทั่งได้รับความสําเร็จแล้วก็รับสั่งต่อให้แปรรูป ทําน้ํามันพืชเพื่อการบริโภคจากปาล์มน้ํามัน และเมื่อประสบปัญหาในเรื่องของการขาดแคลน พลังงาน ก็ทรงรับสั่งให้ดําเนินการใช้น้ํามันปาล์มที่ได้ตรงนั้นไปใช้ในการทําไบโอดีเซล (Biodiesel) ทําบี ๑๐๐ (B100) รถพ่วงที่นําศึกษาดูงานภายในศูนย์การศึกษาการพัฒนา พิกุลทองใช้น้ํามันไบโอดีเซล (Biodiesel) เป็นบี ๑๐๐ (B100) เป็นตัวอย่างในการดําเนินการ ที่ชัดเจน นี่คือศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดนราธิวาส ที่เป็นต้นกําเนิดของโครงการแกล้งดินอันเป็นศาสตร์พระราชาที่สําคัญ จนกระทั่งทรงได้มี การน้อมเกล้าถวายจากสหภาพวิทยาศาสตร์ดินนานาชาติ ถวายเหรียญเดอะ ฮิวแมนิทาเรียน ซอยล์ ไซเอนทิสต์ (The Humanitarian Soil Scientist) หรือเหรียญนักวิทยาศาสตร์ดิน เพื่อมนุษยธรรม ทรงศึกษาเรื่องดินเพื่อเอาไปแก้ปัญหาให้ผู้ยากไร้คนยากคนจนนั่นเอง และมีการประกาศโดยทางองค์การสหประชาชาติให้ทุกวันที่ ๕ ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันดินโลก เป็นที่ยอมรับของสากลทั่วไป

โครงการที่ ๒ คือโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ตั้งอยู่ที่ตําบลเขาชะงุ้ม อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง พื้นที่ตรงนี้มีผู้ที่ถวายที่ดินที่ตําบลเขาชะงุ้ม โดย พลตํารวจตรี ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ซึ่งทางกรมพัฒนาที่ดินและทางสํานักงาน กปร. ได้ไปตรวจพื้นที่ก็พบว่า ในพื้นที่ตรงนี้เดิมใช้ทําในเรื่องของการปศุสัตว์ แล้วก็เป็นบ่อลูกรังมีดินที่เสื่อมโทรมอย่างมาก ทั้งบ่อลูกรัง ดินที่มีกรวดปน ดินตื้น และพื้นที่ตรงนี้มีปริมาณน้ําฝนต่ํามากประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งทางกรมพัฒนาที่ดินเองก็ทําหนังสือกราบบังคมทูลว่า ไม่เหมาะสมที่จะมาพัฒนาทําการเกษตร เสนอว่าไม่น่าจะรับที่ดินตรงนี้ไว้ ซึ่งทรงมี พระราชวินิจฉัยว่าดินลักษณะแบบนี้ในพื้นที่แถวนี้มีอยู่มากมาย ถ้าเรารับมาไว้ศึกษาวิธีการ แก้ไขได้ก็จะเป็นประโยชน์เอาไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ช่วยราษฎรได้จึงได้รับพื้นที่ตรงนี้ไว้ ปัจจุบันมีพื้นที่ทั้งหมดอยู่ประมาณ ๘๗๐ ไร่ ซึ่งส่วนแรกก็คือที่ พลตํารวจตรี ทักษ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ถวาย ส่วนที่ ๒ ทางมูลนิธิชัยพัฒนาได้จัดซื้อเพิ่มเติมประมาณ ๙๐ กว่าไร่ ตรงนี้นําศาสตร์พระราชาที่ทรงรับสั่งว่าการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก พื้นที่ ๙๐ กว่าไร่ ตรงนี้จะล้อมรั้วไว้แล้วก็ไม่เข้าไปยุ่งปล่อยให้มีการฟื้นตัวของสภาพป่าขึ้นมาเอง แต่ว่า มีการเก็บข้อมูลในเรื่องของการเพิ่มเติมพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ในพื้นที่ตรงนี้ มีการเก็บตัวอย่างดิน เพื่อดูการสะสมของอินทรียวัตถุ การเพิ่มหน้าดินต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างของการปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูกในพื้นที่ของเขาชะงุ้มด้วย

ในเรื่องของแหล่งน้ําเป็นเรื่องสําคัญ ก็มีการใช้พื้นที่ตอนบน ใช้บ่อลูกรังเดิม แต่งให้เป็นอ่างน้ําขนาดใหญ่แล้วก็ทําระบบกระจายน้ําเป็นบ่อเล็ก ในแนวศาสตร์พระราชา ในเรื่องของอ่างใหญ่เติมอ่างเล็ก แต่ว่าตั้งแต่ตั้งศูนย์มาฝนน้อยมากจนอ่างนี้ไม่เคยเต็ม ก็เลยมีวิธีการที่จะหาน้ํามาเติมจาก โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่สูบน้ําขึ้นมาแล้วก็ไปเก็บไว้ในอ่าวตอนบนแล้วก็กระจายน้ํา เพื่อแก้ปัญหา นอกจากนั้นในป่าบนพื้นที่ภูเขาตอนบนนั้นก็เป็นป่าเสื่อมโทรม ก็มีการสร้าง ฝายชะลอความชุ่มชื้นกระจายอยู่เต็มไปหมดเพื่อเก็บน้ํา ชะลอน้ํา แล้วก็ทําให้ป่ากลับมา ชุ่มชื้นเป็นป่าเปียกป้องกันการเกิดไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง จนกระทั่งสภาพจากเดิมที่แทบจะเป็น ทะเลทรายก็กลับมาเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

ในเรื่องของดิน มีการใช้พืชปรับปรุงบํารุงดิน เช่นพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ เรื่องของการใช้หญ้าแฝก ซึ่งเป็นศาสตร์พระราชาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงศึกษา แล้วก็พระราชทานคําแนะนําให้มาใช้ในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ํา หญ้าแฝกเป็นพืช มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่รากของหญ้าแฝกลงไปลึก ๒-๓ เมตร แล้วก็จะมีรากฝอยกระจายอย่างแน่น เพื่อจะดูดจับยึดดินให้แน่น แล้วที่สําคัญก็คือหญ้าแฝกไม่กระจายตัวโดยเมล็ด เพราะฉะนั้น มันไม่จะไม่กลายเป็นวัชพืช เมื่อปลูกไปแล้วก็จะแตกกอ ถ้าปลูกเป็นแถวก็จะเป็นแนว เป็นกําแพงที่มีชีวิตป้องกันการชะล้างพังทลาย เมื่อน้ําพัดพาดินมาเจอแถวหญ้าแฝกก็จะเกิด การตกตะกอนชะลอความเร็ว ความรุนแรงของน้ํา ทรงสอนวิธีการปลูกในร่องน้ําที่มี การชะล้างพังทลายเป็นรูปตัววีคว่ําเพื่อจะชะลอความรุนแรงของน้ําเพื่อลดการสูญเสียต่าง ๆ ก็เป็นศาสตร์พระราชาที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่สําคัญ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีการปรับปรุง บํารุงดิน ใช้หญ้าแฝกสร้างดินในพื้นที่ที่มีการถวายเพิ่มเติมโดยปลูกเป็นตามแนวระดับ มีการปลูกพืชไม้ยืนต้นตามแถวตามแนวระดับ มีการปลูกล้อมไม้ยืนต้นเหมือนกับเป็น กระถางขนาดใหญ่ทําให้ไม่สูญเสียน้ํา ทําให้ไม่สูญเสียในเรื่องของธาตุอาหารออกไป

ผลจากการศึกษาตรงนี้ก็สามารถที่จะทําให้พื้นที่ของโครงการเขาชะงุ้มตรงนี้ กลับเป็นป่าที่เขียวสามารถปลูกพืชต่าง ๆ ได้ผล มีการทําในเรื่องของแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ตัวอย่างในพื้นที่ที่ฝนน้อย ก็ปรับสัดส่วนในเรื่องของแหล่งน้ําที่เก็บไว้เพิ่มเติมจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็จะมีกระบวนการดําเนินการในลักษณะเดียวกัน ก็เป็นความสําเร็จอันยิ่งใหญ่ แล้วก็เป็นพื้นที่ที่ปัจจุบันนี้เกษตรกรโดยรอบก็สามารถนํา ศาสตร์พระราชาจากศูนย์แห่งนี้ไปใช้ปลูกพืชผลผลิต นําผลผลิตมาจําหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวแถวสวนผึ้ง ตอนเย็นจะกลับกรุงเทพฯ ก็สามารถแวะมาซื้อผลผลิตต่าง ๆ ได้ มีผู้ที่เข้าไปชมงานปีหนึ่ง ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน ก็ถือว่าโครงการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟู ที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ก็เป็นตัวอย่างของศาสตร์พระราชา ที่เข้าไปศึกษา แล้วก็เป็นตัวอย่างให้พี่น้องชาวไทยสามารถนํากลับไปในเรื่องของการประกอบอาชีพ สามารถที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขอบพระคุณครับ