ถวิลวดี บุรีกุล หารือการนำศาสตร์พระราชาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นความจำเป็นของการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมในระดับชาติ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นไม่มาก แต่ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องบอกว่าดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เขียน เอกสารนี้ในส่วนของศาสตร์พระราชาว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ดิฉันก็จะขอพูดตรงนี้แล้วก็อาจจะมีประเด็นเสริมจากการเตรียมการที่จะทําเอกสารเหล่านี้ เพราะถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เรามีความพยายามจะทําให้เป็นสมบัติของแผ่นดินแล้วก็เป็น แนวปฏิบัติในอนาคต ดิฉันอยากจะเห็นการนําศาสตร์พระราชานี้ไปสู่การปฏิบัติจริง อย่างที่ท่าน สปท. ท่านอื่น ๆ ได้พูดถึง ประเด็นสําคัญคือจะทําอย่างไร เพราะว่าดิฉัน ได้เขียนเรื่องศาสตร์พระราชาที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ดิฉันพบว่าพระองค์ท่านได้ใช้เวลาจํานวนมาก ในการที่จะคิดค้นแล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้พสกนิกรได้นําไปใช้ แต่จนบัดนี้ หลายเรื่องที่อยากจะเห็นการนําไปต่อยอด เช่นในเรื่องของการนําแนวคิดเกี่ยวกับป่าเปียก ไปแก้ปัญหาเรื่องของไฟป่าอย่างนี้นะคะ ดิฉันก็ยังไม่เห็นว่าจะเอาไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม จริง ๆ จัง ๆ อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนี้ศาสตร์พระราชาที่พบนี้เป็นรูปแบบของการสร้างธรรม เป็นการสร้างพลังของแผ่นดิน ดิฉันมองว่าพลังสร้างได้ด้วยพลังของทุก ๆ คน เพราะสุดท้าย พระองค์ท่านบอกว่าจะยั่งยืนได้ก็ต้องด้วยการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน ทุกส่วนที่จะต้องเดินหน้าต่อไปมิใช่ภาครัฐทําแต่เพียงลําพัง ท่านยังพูดถึงเรื่องภารกิจของ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทําอย่างไร และภารกิจของประชาชนที่จะต้องทํา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ความเข้าใจพื้นฐานจะต้องมี ที่ออกมาจากจิตใจก็คือระเบิดจากข้างในจะต้องเกิดขึ้น ซึ่งดิฉันยังมองว่าการที่เราทําเอกสารเหล่านี้ เตรียมการตรงนี้ แล้วทําอย่างไรถึงจะนําไปสู่ การระเบิดจากข้างในของประชาชนชาวไทยที่จะนําไปใช้ ซึ่งจะทําให้เราสามารถแก้ปัญหา ยามวิกฤตได้ เพราะว่าเรื่องนี้เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี แต่ว่าเรามีองค์ความรู้จากศาสตร์พระราชา เราสามารถที่จะอยู่รอดได้ รวมทั้งในเรื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือเรื่องของ การทํางานร่วมกัน ซึ่งดิฉันมองว่าสิ่งหนึ่งที่อาจจะยังไม่ได้เขียนก็คือเรื่องของศาสตร์พระราชา ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต่อต้าน การทุจริต ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้ก็สําคัญ ซึ่งหลาย ๆ เรื่องเราก็คงจะต้องเอาแนวนั้นมาปฏิบัติบ้าง ดิฉันมองเห็นสิ่งที่สําคัญจากการเขียนงานตรงนี้ก็คือในเรื่องของการสร้างความเข้าใจ เพราะฉะนั้น เริ่มต้นเลยถ้าเราเข้าใจว่าพระองค์ท่านคิดอย่างไรเราก็สามารถที่จะเอามาประยุกต์ได้ ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าใจในสรรพสิ่ง เข้าใจในระบบสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้ถ้าเราเอามาใช้กับ การเมืองการปกครองก็คือเข้าใจเรื่องว่าสมดุลของสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ในธรรมชาติก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราทําลายป่าไม้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็จะมีปัญหานั่นเอง เป็นที่มาถึงจะต้องปลูกป่าในใจคนที่จะช่วยทําให้เกิดป่าขึ้นโดยประชาชนทุกคนร่วมมือกัน เพราะว่าเป็นการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองแล้วก็ไม่ต้องไปบังคับ แต่เขาจะทําด้วยตนเองเป็นการ สร้างสมดุลในอนาคต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทําอย่างไรเราถึงจะทําให้เกิดขึ้นเพราะตอนนี้ก็มีปัญหา ในเรื่องของเขาหัวโล้นจํานวนมาก การสร้างภูเขาป่าทําอย่างไรถึงจะเกิดขึ้นได้ อย่างที่ พระองค์ท่านได้สอนเราไว้ ดิฉันก็ยังมองว่าคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้เยอะแต่เหตุไฉนทําไมถึง ไม่เอามาใช้ในการปฏิบัติ ตรงนี้ดิฉันก็ต้องฝากกรรมการเพราะว่าดิฉันเป็นอนุกรรมการ ไม่ได้เป็นกรรมการชุดใหญ่ นอกจากนี้เป็นการสร้างความเข้าใจแล้วเอามาจัดการ จะทําอย่างไรในรูปแบบของการจัดการ ซึ่งเราต้องมีกลยุทธ์ พระองค์ท่านมีกลยุทธ์มากมาย แต่ว่าด้วยลําพังพระองค์ท่านเองแล้วก็มูลนิธิต่าง ๆ คงไม่ทําให้ขยายไปกว้างขวางทั่วประเทศได้ เพราะฉะนั้นทําอย่างไรจากการทํางานของ สปท. ตรงนี้จะขยายไปได้ ดิฉันก็เห็นด้วยกับ ท่าน สปท. กษิต ที่บอกว่าต้องทําเป็นยุทธศาสตร์ชาติด้วย ส่วนหนึ่ง ก็คงต้องเป็นประเด็นในนั้น ทําอย่างไรถึงจะให้เรียบง่ายและประหยัด และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ตรงนี้ก็คือต้องมีรูปแบบอื่น ๆ การจัดการรูปแบบอื่น ๆ ที่ต้องเอาเข้ามาประมวล มีหลายโครงการที่เราไปดูในอนุกรรมการชุดอื่น ๆ ก็มีการไปถอดบทเรียนมา แต่ดิฉัน อยากมองว่าถอดบทเรียนของแต่ละบุคคลก็มี ถอดบทเรียนของภาคเอกชนก็มี ดิฉัน มีความห่วงกังวลว่าถ้าเอาเอกชนเข้ามาต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของการเอาแสตมป์ (Stamp) คือไปยอมรับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว เพราะว่า เราจะพิมพ์หนังสือโดยเขาไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่เราประชาสัมพันธ์ให้เขาไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นซีเอสอาร์ (CSR) ไม่ใช่ศาสตร์พระราชา ดิฉันมีความกังวลตรงนี้อยู่เล็กน้อยนะคะ อีกประเด็นหนึ่งก็คือทําอย่างไรถึงจะยั่งยืน ซึ่งเรื่องของความยั่งยืนนี้เป็นเรื่องที่ทําได้ยากมาก คือคิดได้แต่ว่าทําอย่างไรถึงทําได้ยากมาก พระองค์ท่านได้สอนไว้แล้วว่าจะต้องทําอย่างไร คือในการคิดพระองค์ท่านคิดเป็นสเตป (Step) เพราะฉะนั้นในการที่จะออกแบบการเขียน ศาสตร์พระราชาตรงนี้ดิฉันคิดว่าจะต้องเป็นศาสตร์จริง ๆ ไม่ใช่โครงการที่ ๑ โครงการที่ ๒ โครงการที่ ๓ ซึ่งในคณะอนุกรรมการ ชุดที่ ๑ เราก็พยายามที่จะทําออกมาแบบนั้น แต่อย่างไรก็ตามดิฉันอยากจะได้ไอเดีย (Idea) ได้แนวคิดจากท่านที่ประชุมในที่นี้ด้วย ว่าเราควรจะต้องปรับปรุงอะไรบ้างคือพระองค์ท่านสอนการคิดเป็นสเตป (Step) ตั้งแต่ป่าที่เสื่อมโทรมจะทําอย่างไร แล้วถ้าป่าเป็นโครงการจะทําอย่างไร แล้วถ้าเป็นพื้นที่สูง จะทําอย่างไร ถ้าเป็นพื้นที่ไหล่เขาจะทําอย่างไร ถ้าเป็นที่ราบจะทําอย่างไร แล้วทําอย่างไร ถึงจะให้มีความชุ่มชื้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่ากรมป่าไม้ก็รู้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็รู้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รู้ทั้งหมด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็รู้ แต่ทําไมเรายังมีเขาหัวโล้น ทําไมเรายังมีความร้อน ทําไมเราถึงยังมี ไฟไหม้ป่าอยู่ตลอดเวลาอะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นต้องมีการดําเนินการให้เป็นจริง แล้วทําไมถึงยังมีน้ําเสียอยู่ ก็เพราะว่าเราไม่ได้เอามาประยุกต์ใช้ทั้งหมด ก็คงต้องมีกลยุทธ์ ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป แล้วที่สําคัญที่ดิฉันอยากจะสรุปสุดท้ายก็คือการทํางานชิ้นนี้ ดิฉันคิดว่าทุกคนมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก แล้วก็อยากจะฝากไว้ในเรื่องของการนํา พระอัจฉริยภาพตรงนี้มาใช้เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย เพราะว่าพระองค์ท่าน ทรงริเริ่มและทรงเพียรพยายามมาหลายปี คือยิ่งเขียนยิ่งค้นคว้าดิฉันรู้ว่าพระองค์ท่าน คงเหนื่อยมาก พวกเรายังไม่ได้เหนื่อยอะไรกันเลย เพราะว่าเราเป็นคนไปอ่านและไปเรียบเรียง มาเท่านั้น แต่ทําอย่างไรถึงจะให้ความรู้เหล่านี้กลับคืนไปสู่สังคมแล้วก็ความพยายามที่จะ พลิกฟื้นแผ่นดินแห่งนี้ที่กลับคืนมามีความอุดมสมบูรณ์จะเกิดขึ้นได้จากงานที่เราเพียรสร้าง แล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตให้เป็นจริง ดิฉันก็ต้องฝาก ทุกคนนะคะ คือดิฉันก็ทําได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่าก็คงไม่สามารถที่จะทําได้ทุกเรื่อง แต่ว่าในที่สุด ดิฉันก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน แล้วก็ท่านกรรมการทั้งหมด ขอบพระคุณค่ะ