นิกร จํานง ชี้ประเด็นความสับสนระหว่างเกษตรทฤษฎีใหม่กับเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมเรียกร้องให้ทำความเข้าใจใหม่โดยอ้างอิงพระราชดํารัสและข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อแก้ปัญหาการนำไปปฏิบัติผิดพลาดและสนับสนุนเกษตรกรอย่างถูกต้อง พร้อมเสนอให้รวบรวมพระราชดํารัสและศาสตร์พระราชา โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบตามความเชี่ยวชาญ จัดทำฐานข้อมูลเชื่อมโยงโครงการกว่า 40,000 โครงการ และขอชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบจัดการน้ำที่มีการอัปเกรดแล้ว
กราบเรียนท่านประธานครับ พูดความในใจว่า เราไม่มีการลงคะแนนใด ๆ วันนี้เป็นการมาฟังความเห็นท่านเพื่อจะได้ไปรวบรวม เป็นของทุกคน เราไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เราเป็นคณะกรรมการ ที่ท่านอยู่จนถึงขณะนี้ เราภูมิใจกันมากเลยอยากจะนําเรียน แล้วก็ขอเพิ่มเติมเวลาอีกนิดเดียว มีประเด็นบางอย่าง ที่ค่อนข้างจะซีเรียส (Serious) ในการทํางาน คณะหนึ่งแค่นิยามก็ลําบากมากในการ ที่จะเคลียร์ (Clear) เพราะว่าถ้าตรงนี้ไปไม่ได้ก็ไปไม่ถูกกลายเป็นความสับสนกันไปหมด มีประเด็นที่อยากจะเรียนที่ท่านสุรินทร์แล้วก็ท่านชูชาติได้พูดถึง คือประเด็นที่ผมคิดว่าเคาะ ได้แล้ว เรียนว่าเคลียร์ (Clear) ได้แล้วก็คือเกษตรทฤษฎีใหม่ที่เป็นการสับสนกับปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง คือเราสับสนอลหม่านไปหมด ผมอยากจะเรียนว่าเอกสารที่ได้นํามาให้ ท่านแล้วอยู่ในเอกสารที่เป็นเอกสารภาคผนวกเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งต้นไม้แห่งศาสตร์ พระราชา ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อปี ๒๕๓๒ พระองค์ทรงไปซื้อที่วัดมงคลชัยพัฒนา แล้วไป ทดลองอยู่ที่นั่น ๓ ปีกว่าจะเคลียร์ (Clear) ได้แล้วก็นํามาเสนอในปี ๒๕๓๕ ซึ่งในนี้ผมได้เชิญ กระแสพระราชดํารัสมาเพราะว่าเราสับสนกันไปหมดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร แล้วในนี้ท่าน ทรงถอดความไว้ ชื่อว่ามูลนิธิชัยพัฒนา ท่านยังพูดถึงเรื่องนี้อยู่เลยว่าถ้าจะพูดอย่างสรุปที่สุด คือโดยละเอียดเลยในนี้ว่ามีเท่าไร พระราชดํารัสในวันที่ ๔ ว่าน้ํามี ๘๐๐,๐๐๐ คิวบิกเมตร แล้วจะหายไปเท่าไร อย่างไร แล้วงานเรื่องทฤษฎีใหม่ไม่ใช่เป็นงานที่ทําง่าย มันต้องโยงกัน อย่างโน้นอย่างนี้แล้วต้องมีข้าราชการเข้ามาช่วย คือท่านพูดไว้หมด แต่ว่าพวกเราเอามาทํา ไม่ครบท่านกษิต พอทําไม่ครบมันก็ล้มเหลว พอล้มเหลวก็เหมือนกับว่าเรามีความสงสัย ในทฤษฎี ที่จริงแล้วถ้าทําตามทฤษฎีไม่มีทางที่จะไม่สําเร็จ ผมอยากจะเรียนว่าในซัฟฟิเชียนซีทิงกิง (Sufficiency Thinking) มูลนิธิปิดทองหลังพระเข้าไปทําที่น่าน ทําอยู่ ๓ ปี หลุดจาก หนี้หมดเลย แล้วก็โยงกัน ทั้งหมดดีขึ้น คนที่อยู่ที่นั่นไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืช ทุกอย่างเป็นกําไรหมด เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่าตรงนี้ที่เราต้องเอามาเคลียร์ (Clear) กันให้เสร็จ แล้วพระองค์ท่านยังทรงบอกว่าเรื่องน้ําเป็นเรื่องใหญ่ บางแห่งทําไม่ได้ ก็พูดไว้ชัด ทีนี้ โยงมาถึงท่านชูชาติ ในนี้พระองค์ท่านทรงพูดถึงว่าการรวมแล้วการเอาสหกรณ์มาเป็นเรื่องสําคัญ ถ้าท่านดูในต้นไม้ คือสหกรณ์จะมาช่วยตรงนี้จะได้ครบองค์ แต่ที่เราทําไปเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นแห่ง ๆ แล้วก็ต่ํากว่า ๑๕ ไร่ หรือว่าไม่พอมันทําไม่ได้ หลายแห่งที่พระองค์ทรงพระราชดํารัสว่า ทําไม่ได้ ไม่ใช่ทําได้ทุกแห่ง แล้วเรื่องน้ําเป็นเรื่องสําคัญ แล้วที่สําคัญที่เป็นประเด็นมาก ก็คือคําถามว่าทําไม ๑๕ ไร่ ๑๕ ไร่สมัยก่อนเรายกที่ให้กับชาวนา ในอดีตเราเป็นระบบศักดินา ยกให้คนละ ๑๕ ไร่ ๑๕ ไร่นั้นพออยู่ได้ แต่ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่มีที่ดิน เกษตรทฤษฎีใหม่จะทําได้กับคนที่มีที่ดินเท่านั้น พอไม่มีที่ดิน มี ๒ ไร่ ๓ ไร่ ที่ไปบอกว่าเป็น ๑ ไร่ อันนั้นเป็นเกษตรอีกแบบหนึ่ง ทีนี้ถ้าเราทําตามตรงนี้ทุกอย่างจะเคลียร์ (Clear) ทีนี้ปัญหาต่อมาก็คือว่าแล้วเกษตรกรที่เหลือทําอย่างไร ที่ผมศึกษาค่อนข้างละเอียด แล้วก็คุยกับผู้รู้มา ท่านจะเห็นต้นไม้ ตรงนี้เกษตรทฤษฎีใหม่มาก่อน ยังไม่อยู่ หมายความว่าพระองค์ท่าน ทรงมาตั้งแต่เรื่องน้ํา เรื่องดิน เรื่องอะไรต่อเนื่องมาจนถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็เลยกลายเป็นมี เศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยได้ ซึ่งตรงนั้นเราแครช (Crash) พอดีมีเหตุการณ์ตอนปี ๒๕๔๐ เรื่องนี้เองหมายถึงเกษตรกรที่เหลือต้องมาใช้เกษตรทฤษฎีใหม่เพราะเขาไม่มีที่ดิน แต่ถ้า เกษตรทฤษฎีใหม่มีที่ดินนี่รอด แต่ถ้าไม่มีแล้วจะทําอย่างไรกับคนจนเหล่านั้น ก็เลยมา พระราชทานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตรงนี้เองมิติที่ท่านวางเอาไว้ ผมอยากจะเรียนเรื่องนี้ ว่าเราได้เอาพระราชดํารัส กราบเรียนท่านประธาน ขอเวลานิดเดียว ๔ ปี ผมขาดไปปีหนึ่ง เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใส่มาให้ ปี ๒๕๑๗ ที่ทรงพูดเรื่องพอมี พออยู่ พอกิน แล้วก็มาปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ ต้องมาซ้ําใหม่ ปี ๒๕๔๒ ต้องมาซ้ําใหม่ ปี ๒๕๔๓ ต้องมาซ้ําใหม่เนื่องจาก ความเข้าใจเบี่ยงเบน สุดท้ายหลายคนเข้าใจว่าทํา ๑ ใน ๔ และมีดอกเตอร์ที่พัฒนาแล้ว ท่านยังมีพระราชดํารัส แล้วไปพูดว่าเป็น ๑ ใน ๔ ของพื้นที่ เป็นเรื่องที่ไม่ถูก ก็ต้องมาเคลียร์ (Clear) กันใหม่อีกว่าเป็นอย่างไร เข้าใจว่าเป็นงานเล็ก ๆ ท่านก็มีพระราชดํารัสในปีต่อมาว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเพราะช่วยประชากรได้เยอะทั้ง ๆ ที่เป็นโครงการใหญ่ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เองผมอยากจะเรียนว่าเป็นเรื่องที่เราต้องทําความเข้าใจ ผมจะเชิญ ท่านอาจารย์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร มาวันพฤหัสบดีที่จะถึง คือเรามาเคลียร์ (Clear) ในเชิงเศรษฐศาสตร์เพราะมี ๒ มิติ เศรษฐกิจพอเพียงของคนจนกับเศรษฐกิจพอเพียงของ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย คือทําได้ทั้ง ๒ อย่าง เพราะฉะนั้นเราต้องแยกตรงนี้ออก คือเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องเคลียร์ (Clear) ให้ออกไม่อย่างนั้นเราจะวนอยู่ตรงนี้ด้วยความไม่เข้าใจ และท่านไม่อยู่กับเราแล้ว ท่านทรงเสด็จไปแล้วไม่มีโอกาสที่จะมาอธิบายเราเป็นครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ แล้ว เราต้องทําความเข้าใจกันเอง อีกนิดเดียวครับ ก็คือประเด็นเรื่องสหกรณ์ ท่านชูชาติคงเห็นว่าในปี ๒๕๐๗ พัฒนาพื้นที่หุบกะพง นี่ก็คือเรื่องใหญ่มากเพราะว่าท่านไปที่นั่น หมายถึงที่หุบกะพงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไปทํา เข้าไปดูที่ตรงนั้นแล้วก็เอาเกษตรกร ไปทีละ ๑๐ ครอบครัว ๒๐ ครอบครัว เพื่อไปทดลองเรื่องสหกรณ์ จนกระทั่งบัดนี้ที่ตรงนั้น ทําอยู่แล้วก็ใช้หลวงสหกรณ์ สมัยโน้นชํานาญเรื่องนี้จบมาจากสวิตเซอร์แลนด์เข้าไปทํา พระองค์ทรงหวังตรงนี้มาก ปรากฏว่าเหมือนที่ท่านว่ามาถึงตรงนี้ไม่เวิร์ก (Work) ผมเรียนว่า ในกรรมการชุดนี้มีอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ด้วย และตอนนี้คุยกันแล้วว่าเราจะ แบ็ก ทู เดอะ รูตส์ (Back to the Roots) แล้วอัป ทู เดอะ ท็อป (Up to the Top) หมายความว่ากลับไปที่หุบกะพงให้เกษตรกร หมายถึงสหกรณ์รู้ว่าคนที่สร้างเขามาคือ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่เป็นผู้ดําเนินการเรื่องนี้ แล้วอัป ทู เดอะ ท็อป (Up to the Top) ก็คือหมายความว่าเราจะเอาสหกรณ์แบบญี่ปุ่น เกษตรกรอยู่กับสหกรณ์หมดเลย รากหาย เพราะว่าเป็นรากที่มาจากพระองค์ แล้วก็ยอดเราต้องทะลุไปถึงอินเตอร์เนชันนัล (International) ให้ได้ กําลังจะปรับกันอยู่เพราะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ก็อยู่กับเราแล้ว ดังนั้นเป็นการทําไปด้วยแล้วก็ดําเนินการไปด้วย
สุดท้ายเรื่องพระราชดํารัส รวมทั้งเรื่องดนตรีของอาจารย์ คือมีศาสตร์และศิลป์ ศิลปะเราไม่สามารถจะมารวบรวมตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียน เช่นเรื่องกฎหมาย ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาทําสตมวาร เอกสารรวมเรื่องกฎหมายทั้งหมดไว้ เขาทําดีกว่าเรา เพราะฉะนั้นให้หน่วยงานนั้นทําไป ถ้าเรื่องดนตรีจะมีใครทําดีกว่าเรา ก็ให้เขาทําไป ถ้าเรื่องการเมืองของรัฐสภาเราทําเอง ก็ให้เขาทําไป แต่เราจะทําเรื่องนี้ เพราะว่าถ้าเราทําทุกเรื่องจะไม่ได้ดีสักเรื่อง จะแบ่งเป็นน้ําแก้วเล็ก ๆ และสุดท้ายของท่านมิ่งขวัญ ก็คือพระราชดํารัส ที่อยากจะรวมตรงนี้เพราะว่าในวันที่ ๔ เป็นพระราชดํารัสที่เป็นแก่นสาร เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาแท้ ๆ ผมอ่านทุกปีละเอียดแล้ว มีอยู่ ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการ คือโครงการนี้ในวันที่ ๔ ไม่ค่อยมีใครพิมพ์เพราะว่าเป็นของสํานักพระราชวัง แต่ของ กระทรวงศึกษาธิการพิมพ์แล้ว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิมพ์แล้ว ของที่โน่นที่นี่ เขาจะพิมพ์ในส่วนของเขาเพราะฉะนั้นให้เขาไล่ไปเก็บ แต่ในอนาคตเราอาจจะมีระบบที่ว่าโยง ตรงนี้ถึงหมดใน ๔๐,๐๐๐ โครงการ เพราะว่าในแต่ละแห่งเวลาไปมีพระราชดํารัส แต่ละเรื่อง อย่างวันข้าราชการพลเรือน วันที่ ๑ เมษายน พระองค์ท่านก็จะมีพระราชดํารัสทุกปี และจะมีลักษณะแตกต่าง ข้าราชการจะเอามาใช้ได้ เพราะฉะนั้นให้ฝ่าย ก.พ. เก็บตรงนี้ ของมหาวิทยาลัยก็มหาวิทยาลัยเก็บ ถ้าเป็นกระทรวงศึกษาธิการก็เก็บแบบนี้ แต่ถ้าเรามา เชื่อมเองตรงนี้ ๔๐,๐๐๐ กว่าโครงการเราจะไม่ไหวเราก็เลยขอทําเฉพาะ ๔๑ ปีที่พระองค์ท่าน มีพระราชดํารัสซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสตร์พระราชาเกินครึ่ง ก็เป็นเรื่องที่จะนําเรียน
สุดท้ายเรื่องน้ํา ที่ท่านเลิศรัตน์เสนอเมื่อสักครู่นี้ ต้องขออนุญาต ทางกรมชลประทานพูดสักนิดหนึ่ง เพราะว่าเอกสารที่อยู่ในนี้ไม่สมบูรณ์ แต่หลังจากวันนั้น อีกวันหนึ่งเราใส่เข้ามาไม่ได้ เป็นเรื่องน้ําที่เราอัปเกรด (Upgrade) แล้ว หมายถึงว่าปรับปรุงแล้ว จะมีรายละเอียดอยู่พอสมควร ขออนุญาตสัก ๑-๒ นาทีได้ไหมครับ