สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือท่านนิกร จํานง ได้กรุณามีหนังสือมาขอสําเนาเอกสาร แจ้งผลการพิจารณาประเด็นและแผนปฏิรูปที่รัฐบาลแจ้งสภา ซึ่งเมื่อวานได้กราบเรียนท่าน แล้วว่าจะส่งให้ท่านสมาชิกทุกท่าน ผมจะดําเนินการให้เป็นอย่างนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การที่ ครม. มีมติเห็นชอบเรื่องปฏิรูปที่สภา สปช. ได้ส่งไปเห็นชอบในหลักการแล้วก็ส่งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปให้ความเห็นและข้อเสนอแนะกลับมาภายใน ๓๐ วันนั้น หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องก็จะทยอยส่งความเห็นและข้อเสนอแนะมาให้สํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะส่งกลับคืนมาที่ สปท. ขอบคุณครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ

ขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง กับท่านกษิต ภิรมย์

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณา เพราะว่าผมได้ทําหนังสือเพื่อจะขอเอกสาร ผมเรียนย้ํานิดหนึ่งว่ากระผมเห็นว่าสภาแห่งนี้ เป็นสภาที่เราทํางานร่วมกัน อย่างเช่นในกรณีเมื่อวานนี้ที่ผมได้อภิปรายกรณีที่ว่าเรื่องกองทุน กับเรื่องที่ทางรัฐบาลตอบมา ครม. ตอบมาว่ามีกองทุนจะทําเรื่องระบบการเงินแห่งชาติด้วย ซึ่งผมเห็นว่าอาจจะเป็นปัญหาก็เลยนําเสนอต่อกรรมาธิการ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ผมได้ทราบจากเอกสารที่ท่านประธานได้แจกให้ทราบเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ก็คือ เรื่องระบบการเงินฐานรากที่ส่งไป ซึ่งผมได้ข้อมูลตรงนี้ว่าเขาตอบมาอย่างไร และผมก็มี ความเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ และบางเรื่อง เช่นในกรณีที่มีมาแล้วแต่ยังไม่ได้ เช่นเรื่องเกษตรพันธสัญญา ผมเองทําเรื่องนี้อยู่ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่แล้วก็มีข้อมูลอยู่บ้าง ก็อาจจะให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการ ด้านเศรษฐกิจได้ หรือไม่ถ้าเราแจกเป็นกรรมาธิการ อย่างเช่นท่านอภิชาต จงสกุล ก็อยู่ในส่วนนี้ แต่ขณะนี้ท่านอยู่ในคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับเรื่องโทรคมนาคมท่านก็จะช่วยให้ความเห็นได้บ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์โดยรวม ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ กรุณาจัดส่งเอกสาร ผมเขียนไปด้วยในหนังสือว่าอาจจะส่งเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ เพราะว่าเราจะได้เก็บไว้ในระบบ ขณะนี้เรามีไอแพด (iPad) กันทุกคน เพราะฉะนั้น ถ้าเก็บในระบบนั้นได้ก็จะดึงออกมาจากตรงนั้น ก็ไม่ต้องไปถือเอกสาร จะเป็นประโยชน์ครับ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องการประชุมวิป (Whip) ผมมีความเห็นว่าสมมุติว่า เราอาจจะต้องปรับปรุง เป็นความเห็นนะครับ เพราะว่าในฐานะสมาชิก เพราะวิป (Whip) มีการประชุมกันไปวันพฤหัสบดี ผลก็จะทราบประมาณวันศุกร์ใช่ไหมครับ ทีนี้ตอนนั้น หลายท่านก็กลับไปยังภูมิลําเนาแล้วถ้าไม่อยู่กรุงเทพฯ หรือไม่ก็เราต้องเตรียมประเด็น พอวันจันทร์มาต้องมีการอภิปราย ต้องมีการให้ความเห็นกันแล้วก็จะทําไม่ทัน ดังนั้นผมมี ความเห็นว่าถ้าเราจะปรับเป็นว่า แต่ตอนนี้เป็นระยะแรกเริ่มวาระที่เข้ามาอาจจะน้อย ถ้าหากว่ามีได้มากแล้วก็ข้ามสักสัปดาห์หนึ่งทางสมาชิกจะได้เตรียมตัวได้ เพราะถ้าเป็น วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์หยุด พอวันจันทร์มาก็เจอจะต้องทําหน้าที่ ในประเด็นดังกล่าวแล้วก็อาจจะทํางานไม่ทันในการรวบรวมข้อมูล ก็นําเรียนเป็นข้อเสนอครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ เชิญท่านอลงกรณ์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก แล้วก็ เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรานะครับ เช่นในทุกระเบียบวาระของ การประชุมคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ก็จะมีการรายงานเรื่องนี้ที่ทางคณะรัฐมนตรี ได้ดําเนินการตามมาตรา ๓๑ เพราะฉะนั้นทางคณะรัฐมนตรีก็จะส่งมาที่ สปท. ท่านประธาน ก็จะบัญชาให้ส่งให้สมาชิกหรือประธานกรรมาธิการและรายงานเข้าสู่ที่ประชุมวิป (Whip) ของเรา ผมเองในการประชุม ๓ ฝ่ายก็ได้รายงานว่าขณะนี้ข้อเสนอต่าง ๆ ที่ทางคณะรัฐมนตรี ได้รับความเห็นจากส่วนราชการแล้วก็ส่งมาทาง สปท. นั้นเราได้ให้เจ้าหน้าที่ ทําการแยกแยะออกนะครับ ขณะนี้เข้าใจว่าน่าจะมีประมาณสัก ๒๐ วาระปฏิรูป ในแต่ละวาระปฏิรูปที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ส่งมานั้น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะมีความเห็น เป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ คือเห็นด้วยว่าเห็นด้วยในเรื่องอะไร หรือประเด็นอะไร ที่อยู่ในวาระปฏิรูปนั้น ส่วนที่ ๒ ก็คือขอให้ปรับปรุง อาจจะเป็นความไม่สมบูรณ์ก็ดี ทั้งในส่วนของข้อมูลหรือเหตุผลต่าง ๆ ส่วนที่ ๓ คือขอให้ทบทวน เพราะฉะนั้นเพื่อง่ายต่อ การดําเนินงานของเราก็ได้กราบเรียนท่านประธาน ขณะนี้จัดทําใกล้แล้วเสร็จส่งมา ๒๐ เรื่อง ก็จะแยกออกเลยว่าใน ๒๐ เรื่องนั้นส่วนที่เห็นด้วย เห็นด้วยประเด็นอะไร เพราะในวาระปฏิรูปจะประกอบไปด้วยประเด็นปฏิรูปอีกหลายเรื่องเขาก็จะแยกมาเลย เพราะฉะนั้น ๒ ส่วนนี้เมื่อแต่ละคณะกรรมาธิการได้รับไปแล้วก็สามารถไปพิจารณา เห็นเลยว่าส่วนราชการเขามีความเห็นด้วยในวาระอะไร และขอให้มีการปรับปรุงอะไร ส่วนที่ ๓ คือขอให้ทบทวน คําว่า ขอให้ทบทวน ก็มีนัยของการไม่เห็นด้วยอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะได้ทราบถึงนโยบาย ท่าทีของส่วนราชการ ยังไม่ใช่คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ในส่วนของแม่น้ํา ๕ สายเองก็ประสงค์ที่จะเห็นว่า สปท. เองเมื่อได้รับทราบแล้ว ในรายงานปฏิรูป เช่น ๓๗ วาระปฏิรูปนั้นแต่ละวาระเราจะมีความเห็นเป็นเช่นไร ก็เป็นสิทธิของเรานะครับ เป็นสิทธิของเรา ขณะเดียวกันในการนําเสนอที่ท่านประธาน ได้เรียนว่าแต่ละคณะจะต้องส่งเข้าไปที่วิป (Whip) เพื่อพิจารณาบรรจุเข้าระเบียบวาระ แต่ละคณะก็จะได้เห็นว่ามีเรื่องอะไรที่สามารถนําเสนอได้ก่อนคือมีความเห็นพ้องต้องกัน ตรงนั้นก็นําเสนอได้ ผมยกตัวอย่าง ขออนุญาตนิดเดียวครับ อย่างในรายงานผลการพิจารณา ตามข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องระบบสวัสดิการสังคม ที่เหมาะสมกับประเทศ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาภาคประชาสังคม ในส่วนนี้คณะรัฐมนตรีได้ส่งมาที่ สปท. เพราะฉะนั้นในรายงานดังกล่าวก็จะมีว่าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเขามีความเห็นอย่างไร เช่น

๑. กลุ่มประเด็นที่เห็นด้วย ก็คือการออกกฎหมายว่าด้วยระบบประกันสังคม ถ้วนหน้า สวัสดิการกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ คนชายขอบ สวัสดิการคนไร้สัญชาติ สวัสดิการที่อยู่อาศัย โดยควรปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเขาจะแยกแยะส่วนนี้มา ขณะนี้เราก็กําลังจัดว่ากลุ่มในวาระปฏิรูปแต่ละด้าน กลุ่มที่เห็นด้วยมีกี่เรื่อง กี่คณะ กี่วาระปฏิรูป

๒. ก็คือกลุ่มประเด็นที่ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม เช่นในกรณีนี้ ก็ให้ศึกษาเพิ่มเติมสวัสดิการเด็กปฐมวัยและการปฏิรูประบบกลไกบริหารจัดการระบบ สวัสดิการสังคมของประเทศไทย โดยเห็นควรมอบหมายให้คณะกรรมการส่งเสริมการจัด สวัสดิการสังคมแห่งชาติ กสค. นําไปศึกษาและทบทวนกฎหมายสวัสดิการสังคมต่อไป

เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเห็นว่าเป็นส่วนที่จะทําให้เราทราบว่าการจัดลําดับ ความสําคัญของการส่งรายงานหรือการศึกษารายงานการนําส่งเข้ามาที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อบรรจุระเบียบวาระก็จะง่ายขึ้น ก็คาดว่า ภายในสัปดาห์นี้เสร็จ แล้วก็จะได้นําเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็นําเสนอท่านประธานเพื่อจะให้ท่านประธานทุกคณะ นําไปเป็นข้อมูลประกอบการดําเนินการของแต่ละคณะต่อไปครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านนิกรครับ

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง เป็นประเด็น ต่อเนื่อง ผมมีความเห็นว่าอย่างนี้ครับ อย่างในกรณีที่ท่านรองประธานได้นําเรียนที่ประชุมว่า เอกสารขณะนี้ได้มาแล้วมันคงต้องไปหลายทาง ทางที่ ๑ ก็เป็นการแยกแยะ แต่ว่าสําหรับ สมาชิกผมมีความเห็นว่าเราควรจะได้ทราบเหมือนที่ท่านประธานแจ้งในวาระการประชุม เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ทางฝ่ายเลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็แจ้งมาว่า มีวาระประธานแจ้งเพื่อทราบ แล้วก็มีรายละเอียดโดยที่ยังไม่วิเคราะห์ พอตรงนี้ไปวิเคราะห์ ก็ไปวิเคราะห์แยก มันจะรัน (Run) เข้าตามระบบต่อไป ทางสมาชิกเองเราจะได้ดูหัวข้อ พอดูหัวข้อเช่นที่ท่านรองประธานได้นําเสนอเมื่อสักครู่ว่าเรื่องเกี่ยวกับคนพิการ เรื่องนี้จะต้องไปคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ผมเองไม่ได้อยู่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม แต่ผมทํางานเกี่ยวกับคนพิการ ขณะนี้เป็นกรรมการมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย มีข้อมูลตรงนี้อยู่มาก เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องนี้มา จะได้พิจารณาและจะได้ช่วยให้ความเห็นไปด้วยในฐานะเป็นสมาชิก ซึ่งไม่ใช่อยู่ในส่วน ของกรรมาธิการ ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิก เพราะว่าในสภานี้มีทั้งผู้ที่ทํางาน เป็นข้าราชการประจําอยู่ก็มีในขณะนี้ แล้วก็หลายท่านมีความชํานาญเฉพาะทางเฉพาะด้านก็จะได้ ช่วยกัน ถ้าเราแยกส่วนมันก็อาจจะช้าไป เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าให้เราได้ทราบกัน เบื้องต้น ส่วนที่ไปวิเคราะห์แยกเป็นว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่ในส่วนนี้ผมคิดว่าคนที่ ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างมาก แล้วก็มีความเกี่ยวเนื่องเป็นอย่างมากก็คือคณะกรรมการ ประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะเรื่องนี้เรามีกรรมการประสานงาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอยู่ ๔ ท่านใช่ไหมครับ กรรมการวิป (Whip) ก็วิป (Whip) หมายถึงว่าเป็นกิจการภายใน แต่เรื่องนี้เป็นกิจการภายนอก กิจการภายนอกขณะนี้ ตามรัฐธรรมนูญก็คือทางรัฐบาล ครม. เขาตอบมา คนที่จะคอยช่วยตามเรื่องนี้และรับเป็นภาระ ไปประสานเรื่องบางเรื่องที่ว่าอาจจะต้องทบทวนใหม่ บางเรื่องก็รีบเลยเพราะเขาเห็นด้วย ทําให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา กรรมการที่เราตั้งก็คือมีท่านรองประธาน ๒ ท่าน แล้วก็มีกรรมการ อีก ๔ ท่าน รวมเป็น ๖ ท่าน ตรงนี้คงต้องตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะดําเนินการอย่างไร กับ ครม. ดังนั้นผมขอว่าถ้าเรื่องนี้เราได้ทราบก่อนก็คือแนบมาเป็นวาระประธานแจ้ง แล้วเราจะได้มาดูกันนะครับ ส่วนที่ไปแยกแยะ ไปวิเคราะห์ส่งไปกรรมาธิการนั้นก็ทางหนึ่ง และคนที่ต้องรับไปรัน (Run) เรื่องนี้อย่างเต็มรูปเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงก็คือกรรมการ ประสานงานที่เราตั้งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗ กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ นะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานและคณะกรรมการวิป (Whip) ในการ เพียรพยายามที่จะทํางานให้มีประสิทธิภาพแล้วก็มีการประสานงาน แล้วก็ให้พวกเราได้รับทราบ แนวทาง ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง คราวนี้ผมก็อยากจะฝาก ๑ ประเด็นนะครับ กราบเรียนท่านประธานแล้วก็คณะกรรมการวิป (Whip) ผมอยากจะให้มีการทบทวนในที่ประชุม วิป (Whip) กันสักนิดหนึ่งเกี่ยวกับความหมายของคําว่า การปฏิรูป ขอให้นิยามกันมาให้ แน่ชัดนะครับ ขอใช้ภาษาอังกฤษว่าอะไรที่เป็นฟันดาเมนทัล (Fundamental) อะไรที่เป็น แก่นสารของการปฏิรูป เพราะผมสังเกตว่าในวาระที่เราได้มีการลงคะแนนหรือจะพิจารณานั้นจะเป็นเรื่องการสื่อสาร กีฬา หรือเมื่อวานนี้ก็เรื่องของฐานราก รากหญ้า ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นการขยายอํานาจรัฐ หน่วยราชการประจํา เพิ่มอัตรากําลัง ใช้งบประมาณ เป็นการกระจุกตัวของอํานาจ แล้วก็ อ้างว่าต้องการที่จะปฏิรูปเพื่อไปทําอย่างโน้นอย่างนี้ให้กับประชาชน แล้วผมก็ได้พูด หลายครั้งว่าที่นี่ไม่ใช่เวทีเพื่อจะขยายอํานาจส่วนกลางและอํานาจราชการ เพราะที่ได้ต่อสู้ เรียกร้องกันมาก็คือการปฏิรูปการกระจายอํานาจ แล้วถ้าเราจะปรับปรุงปฏิรูปเราก็ควรจะ ทํากับองค์กรที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อวานผมก็ได้พูดถึงธนาคาร ธ.ก.ส. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ถ้าเผื่อเขายังไปไม่ถึง ๗,๐๐๐ ตําบล ก็ต้องให้เขาเอาไป ให้ถึง ๗,๐๐๐ ตําบล ไม่ใช่มาสร้างเครือข่ายของหน่วยงานของสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อจะขยายอํานาจราชการ แล้วเราก็ลงคะแนนกันไป ผมก็เป็นคนหนึ่งหรือในสองคน ที่คัดค้าน ก็กลายเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ไม่ได้ทําให้ประเทศชาติ ปฏิรูปหรือว่าการที่จะลดความเหลื่อมล้ํา ผมขอตั้งเป็นประเด็นข้อสังเกตเท่านั้นเองนะครับ ไม่ย้อนกลับ แต่ว่าวันนี้เราจะพูดกันเรื่องสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ภายใต้ข้อเสนอ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และที่วันนี้เราจะพูดก็คือจะปรับปรุงกิจการของโรงพักอย่างไร สถานีตํารวจจะควบรวม เรื่องสอบสวน สืบสวน รับคําร้องจากประชาชน ผมคิดว่านี่มันงานเด็กอนุบาลครับ ไม่ใช่งาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องของสํานักงานตํารวจแห่งชาติสามารถ ที่จะเปลี่ยนแปลงการจัดรูปแบบภารกิจของสถานีตํารวจได้ ไม่จําเป็นต้องมาที่นี่ครับ แต่ว่า ก็จะมีรายการเข้ามาในที่ประชุมที่ปรากฏในเอกสารที่ได้รับแจกเช้านี้เกี่ยวกับกิจการตํารวจ ๙ อย่าง ผมอยากจะทราบว่าจะโอนอํานาจของตํารวจไปให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะมาจากการเลือกตั้งหรือเปล่า นั่นเป็นการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่ว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ที่เป็นระบบราชการที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ไม่จําเป็นต้อง มาที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และนี่เป็นข้อต่างที่พวกกระผมบางคนมีกับส่วนใหญ่ ที่อาจจะไม่เห็นเป็นเช่นนั้นว่าอะไรที่จะมาเสนอในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อขอความเห็นชอบ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องของหน่วยราชการประจําสามารถที่จะแก้ไข พูดกับ รัฐบาลโดยตรงได้แต่ไม่จําเป็นต้องมาที่นี่ครับ ผมก็อยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน กับคณะกรรมการวิป (Whip) ว่าขอความกรุณาทบทวนวิธีการทํางาน แล้วก็ลองให้มีการปฏิรูป ประเทศไทยอย่างจริงจัง ไม่ใช่ผิวเผินผักชีโรยหน้าแล้วก็เพิ่มอํานาจของหน่วยราชการ อันนี้ ผมรับไม่ได้ครับ แล้วก็จะทําให้การทํางานของผมไม่มีประสิทธิภาพใด ๆ เสียภาษีราษฎร อันนี้ผมนั่งคิดทุกวันว่าถ้าเผื่อเข้ามาทํากันแบบนี้ก็คงจะลําบากนะครับ ลําบากใจเป็นอย่างยิ่งครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ผมขอดําเนินการประชุมในระเบียบวาระที่ ๓ นะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เชิญท่านเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ขออนุญาตอภิปรายต่อจากท่านกษิต ในเรื่องเกี่ยวกับการทํางานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยความเคารพ ความคิดเห็นนะครับ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศก็รู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจ พอเสนอเรื่องที่เข้ามาแล้วก็จะมีสมาชิกตั้งข้อสังเกตว่า บางเรื่องอาจจะไม่ควรเอาเข้ามา ผมก็เลยขออนุญาตชี้แจงสักเล็กน้อยเพื่อจะได้ให้เห็นว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ ได้มีการพิจารณาในประเด็นเรื่องต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า อาจจะมีเรื่องบางเรื่องที่ดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กนะครับ แต่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเอง ยกตัวอย่างที่เรากําลังพิจารณาต่อไปนี้นะครับ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เรากําลังเริ่มต้นของการเสนอแผนปฏิรูป และงานปฏิรูปในสภาของเรา เรามิได้ดูว่ามันเล็กเสียจนไม่อาจจะเข้าต่อที่ประชุมนี้ได้ แต่เราก็พึงระมัดระวังนะครับ พยายามที่จะเอาเรื่องสําคัญ ๆ เข้ามาพิจารณา แต่ด้วยข้อจํากัดในเรื่องระยะเวลา ที่แต่ละคณะกําลังเริ่มที่จะศึกษาในประเด็นสําคัญ ๆ ก็มีความจําเป็นที่ว่าเรื่องไหนพอที่จะนําเข้าต่อที่ประชุมได้ เราก็คิดว่าน่าจะให้ที่ประชุม ได้พิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่าพิจารณาไปพลาง ๆ ก่อน เพียงแต่ว่ายกตัวอย่างเรื่อง ตํารวจนี่นะครับ เราก็พยายามจะดูว่าเรื่องที่จะเข้ามานั้นเหมาะสมแก่การพิจารณา หรือไม่นะครับ เพียงแต่ว่าเรื่องตํารวจนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่ จากการที่ได้รับฟังจากกรรมาธิการ ที่ท่านกรุณาเสนอมานะครับ เป็นเรื่องใหญ่ที่มีองค์ประกอบ ๙ ประเด็นใหญ่ ๆ สําคัญ ๆ แต่การจะมาพิจารณาทั้ง ๙ ประเด็นใหญ่ถ้าท่านดูในรายงานเดี๋ยวคงได้พิจารณากันต่อไปว่า จะไปพูดทั้งหมดในคราวเดียวกันก็จะลําบากอีก ดังนั้นก็ให้ทยอยเริ่มต้นอาจจะดูจาก เรื่องเล็กก่อน โดยจะหยิบในเรื่องที่ ๑ การให้บริการประชาชน ในคณะกรรมาธิการก็พิจารณา เหมือนกันว่าจริง ๆ มันอยู่ในหน่วยงานที่ทําได้ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาเหมือนจะทําได้ แต่ก็ทําไม่ได้ ชาวบ้านก็รู้สึกว่าเดือดร้อน คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผมก็เป็น ๑ ในนั้นก็เดือดร้อนนะครับ เพราะถ้าหากว่าจะพิจารณาเรื่องที่ นําเข้าสู่ที่ประชุมแล้วไม่สําคัญก็จะกลายเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทํางานไม่มีประสิทธิภาพไปนะครับ เดี๋ยวก็คงจะพิจารณาต่อไปเป็นเรื่อง ๆ แต่ต้องกราบเรียนว่าเรื่องที่พิจารณานั้นเป็นเพียงเริ่มต้นเป็นเรื่องแรกของการปฏิรูปตํารวจ ก็จะต้องมีบันไดขั้นที่ ๑ แล้วก็จะเดินถึง ๑๐ ขั้นได้มันต้องเหยียบทีละขั้น อันนี้เป็นก้าวแรก เท่านั้น เพื่อความเข้าใจนะครับ ไม่ใช่ว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทํางานแล้วไม่มีประสิทธิภาพ หรือจัดวาระแล้วไม่ได้พิจารณา ในเรื่องเหล่านี้ เพื่อทําความเข้าใจกันครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ไม่ใช่เถียง เพื่อจะเถียงนะครับ แล้วก็น้อมรับว่าจะเข้ามาทั้ง ๙ เรื่อง แต่ว่าประเด็นหัวใจของผม คือว่าใน ๙ เรื่องนั้นอะไรที่จะนําไปสู่การปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่สําคัญที่สุด ผมเพียงจะขอให้วิป (Whip) ช่วยกรุณาทบทวนเท่านั้นเอง และอะไรที่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ สปท. จะต้องมาพิจารณาก็น่าจะหลีกเลี่ยงเพราะว่าเวลาของเราจํากัด เราจะได้ไปสู่แก่นสาร ของเรื่องที่สําคัญ ๆ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศไทยนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมอยากจะให้มีความเข้าใจอันนี้ทั่วกันเราจะได้ร่วมกันทํางานได้ หมายถึงว่าจะมีเรื่องเล็กเรื่องน้อย แล้วก็บอกว่าเป็นเรื่องสําคัญผมก็เถียงอย่างนั้นไม่ได้ แต่ว่าแก่นสารของการปฏิรูปสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติคืออะไร อยากจะฟังจากคณะกรรมาธิการ อยากจะฟังจากคณะกรรมการวิป (Whip) ที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับอันนี้ เราจะทํางานด้วยกัน เราจะปฏิรูปประเทศไทยในเรื่องที่ สําคัญยิ่งที่ต้องการการปฏิรูปครับ และอะไรที่เป็นงานของ ครม. สนช. แล้วก็งานของ หน่วยงานนั้น ๆ ที่สามารถจะปฏิรูปแก้ไขตนเองได้ก็ทําไปครับ เราจะมาขับเคลื่อนในสิ่งที่ มันยากและต้องประสานหลายหน่วยงาน แล้วก็เป็นอุปสรรคอยู่ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมขอกราบด้วยความเคารพคณะกรรมการวิป (Whip) ทุกคน ไม่ได้ไปหมิ่นเหม่สติปัญญา ใด ๆ เลยทั้งสิ้น แต่ว่ามาพูดตรงไปตรงมาจากใจ จากสติปัญญาเพื่อจะขับเคลื่อนการทํางาน ของเราให้ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณนะครับ ผมจะขอเริ่มระเบียบวาระที่ ๓ นะครับ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือวิป (Whip) นี่นะครับ ถ้าจะนั่งนิ่งอยู่เฉย ก็ดูจะกระไรอยู่นะครับ ก็อยากจะขอกราบเรียนว่าก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ว่าการทํางานของวิป (Whip) นั้นระบบสภา โดยทั่วไปวิป (Whip) ก็เป็นเสมือนที่รวมของกลุ่มย่อยต่าง ๆ ก็คือคณะกรรมาธิการ ทั้ง ๑๒ คณะก็จะอยู่ในวิป (Whip) ประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะก็จะอยู่ในวิป (Whip) ตัวประธานกรรมาธิการที่เป็นสมาชิกของวิป (Whip) นั้นก็ถือเสมือนหนึ่งว่าท่านก็ต้องได้รับ ฉันทามติ ฉันทานุมัติจากคณะกรรมาธิการของท่านในการที่จะเสนอเรื่องกระบวนการ พิจารณาต่อวิป (Whip) ในการที่จะบรรจุเรื่องอะไรต่อมิอะไรต่อวิป (Whip) แล้วก็ชอบที่จะเป็นหน้าที่ของประธานกรรมาธิการแต่ละคณะที่จะไปแจ้งต่อคณะกรรมาธิการ ของท่านว่ากระบวนการทํางานของวิป (Whip) เป็นอย่างไร อันนี้ก็ถือปฏิบัติกันมาทุกสภา อาจจะมีเหลื่อมกันบ้างว่าวิป (Whip) ประชุมเช้าวันพฤหัสบดี กว่าจะไปแจ้งในที่ประชุม คณะกรรมาธิการของแต่ละคณะมันอาจจะเลท (Late) ไปอีก ๑ สัปดาห์ อันนี้ก็ต้องปรับตัว กันไปครับ แต่อันนี้ก็เป็นปกติการทํางานของระบบสภาโดยทั่วไปนะครับ เพราะฉะนั้นการบรรจุ ระเบียบวาระเมื่อเป็นที่เข้าใจกัน และเมื่อท่านประธานกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอเรื่องเข้ามา ประการแรก กระผมเข้าใจโดยสามัญสํานึกว่าเราก็ต้องให้เกียรติคนทํางานซึ่งเป็นกรรมาธิการ เขาเสนอเรื่องเข้ามาก็หมายถึงกลุ่มคนที่เราให้ความไว้วางใจให้เขาทํางานขับเคลื่อนการปฏิรูป สมมุติอย่างเรื่องตํารวจ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมท่านเสนอเข้ามาเช่นนี้เราก็ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง แล้วก็ได้มีการเสนอให้ท่านปรับเอกสารให้มีน้ําหนักมากยิ่งขึ้น หรือให้เท้าความถึงการปฏิรูป ทั้ง ๙ ด้านที่เหลือ การตัดสินใจให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ท่านประธานก็ได้ กรุณาว่าให้ใช้วิธีการลงมติโดยวิป (Whip) ทุกคน แต่ว่าเมื่อเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาใหญ่ แล้วก็เป็นสิทธิของสมาชิกทุกท่านที่จะสามารถอภิปรายทั้งเห็นด้วย ทั้งไม่เห็นด้วย กระผมเอง ในฐานะเลขานุการวิป (Whip) เอง เมื่อวานนี้ในที่ประชุมวิป (Whip) ก่อนหน้านี้ในวาระ เกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย กสทช. ผมก็ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตในเชิงไม่เห็นด้วย แต่ว่าก็บรรจุ เป็นระเบียบวาระเข้ามา เพราะว่ามีความเข้าใจร่วมกันว่าวิป (Whip) นั้นก็ไม่ควรที่จะไป ปิดกั้นการนําเสนอเรื่องของคณะกรรมาธิการ แต่ผมเองผมก็ได้ขอสงวนสิทธิในที่ประชุมวิป (Whip) ว่าเรื่องนี้ต้องขออนุญาตอภิปรายตั้งข้อสังเกตนะครับ แต่สุดท้ายแล้วก็จะเป็นมติของ ที่ประชุมแห่งนี้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องใดเข้ามา ถ้าท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยประการใด ผมก็ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของสมาชิกทุกท่าน

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ก็คือกระผมได้รับทราบจากท่านประธาน ท่านมีดําริว่านอกจากวาระการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ที่จะเสนอเข้ามาสู่ ที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ต่อไปอาจจะตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ท่านประธานก็ได้มีดําริที่จะให้ คณะกรรมาธิการทุกชุด คือทั้ง ๑๒ ชุดนั้นเข้ามารายงานความคืบหน้าในการทํางานของท่าน ให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งที่ประชุมก็คงจะไม่เพียงรับทราบอย่างเดียว ที่ประชุมก็ชอบที่จะ อภิปรายแสดงความคิดเห็นว่าท่านเห็นด้วยกับการทํางานแนวนี้หรือไม่ หรือท่านเห็นต่างว่า ควรจะทําในอีกแนวหนึ่ง ควรจะพัฒนาไปไม่ทําเรื่องเล็กในความหมายของเรื่องที่ท่านเห็นว่าเล็ก แต่ควรจะทําเรื่องที่มีความหมายยิ่งกว่านี้ก็สามารถอภิปรายเสนอแนะได้ ผมว่าในวาระนั้น ก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่จะทําให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะการทํางาน แก่คณะกรรมาธิการซึ่งอยู่ต่างคณะของท่านให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะที่ควร หรืออย่างน้อย ก็ให้คณะกรรมาธิการชุดนั้นเขารับไปพิจารณาก่อนที่จะเสนอแผนปฏิรูปเรื่องใด ๆ ขึ้นมานะครับ อันนี้ก็เป็นระบบการทํางานโดยทั่วไปที่เดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ก็ขอกราบเรียนชี้แจง ต่อที่ประชุมแล้วก็ขอรับฟังความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกคนที่จะนําไปเสนอต่อที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป และอันที่จริงก็ไม่ใช่ แต่ผมในฐานะเลขานุการหรือท่านประธานกรรมาธิการทุกท่านที่เป็นสมาชิกหรอกครับ ท่านประธาน ท่านรองประธานทั้ง ๒ ท่าน ทั้ง ๓ ท่านที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ก็เป็นประธาน และเป็นรองประธานวิป (Whip) ทั้งหมด ก็คงจะได้นําความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกเข้าไป พิจารณาปรับกระชับการทํางานให้เกิดประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลสูงสุด ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ มีท่านอื่นมีความเห็นเพิ่มเติมไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มี ผมขอดําเนินการประชุมในระเบียบวาระที่ ๓

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ คือ รายงานแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เรื่องปฏิรูประบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความ และสอบสวน ซึ่งค้างมาจากการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓/๒๕๕๙ ในวันจันทร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙ ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

เรียนเชิญท่านวันชัย

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ก่อนที่ท่านกรรมาธิการจะได้ชี้แจงและที่ท่านสมาชิกจะได้อภิปรายนั้น กระผมขอนําข้อหารือ เพื่อท่านประธานจะได้พิจารณา ท่านประธานครับ เท่าที่ผมสังเกตการประชุมร่วมกันมา ๓ เดือน ปรากฏว่าผู้ที่จะอภิปรายนั้นผมสังเกตดูสูงสุดไม่เกิน ๙ คน หรือบางครั้ง รายงานหนึ่งมีแค่ ๓ คนเท่านั้น ผมก็เลยอยากจะหารือท่านประธานว่า ๑. เรื่องการแจ้ง ความจํานงท่านประธานสามารถพิจารณาเลิกไปได้ไหม และถ้าท่านสมาชิกท่านใดอยากจะ อภิปรายแล้วยกมือขึ้น ผมทราบว่าในอดีตหรือแนวทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่เขาก็จดชื่อแล้วแจ้ง กับท่านประธานอยู่แล้ว และท่านประธานก็สามารถที่จะชี้ให้เขาพูดได้อยู่แล้ว นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมว่าที่ท่านตั้งเวลา ๕ นาที ด้วยความเคารพครับ เลิกได้ ไหมครับท่านประธาน มันสะดุดหยุดความรู้สึก เพราะแต่ละคนเท่าที่ผมสังเกตดูน้อยคน ในการพูดอยู่แล้ว และแต่ละคนที่พูดไม่เล่นการเมืองและไม่ได้มาหาเสียงเหมือนนักการเมือง ในอดีต และแต่ละคนที่ยืนขึ้นมาพูดตั้งใจพูดและเจตนาพูดด้วยข้อเท็จจริง ด้วยต้องการจะให้ เหตุให้ผลจริง ๆ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพครับ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าท่านไปตั้ง ๕ นาทีเพื่อประสงค์อะไร เพราะฉะนั้นพวกท่านเป็นประธานอยู่แล้วสามารถที่จะพิจารณาว่า มันเยิ่นเย้อ มันซ้ําซ้อน ท่านใช้ดุลยพินิจ อย่าเอาเวลามาเป็นตัวกําหนดเลยครับ อันนี้ ผมเห็นมา ๓ เดือน ก็เลยอยากจะฝากทั้ง ๓ ท่านที่อยู่บนบัลลังก์ได้โปรดพิจารณานะครับ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเชิญประธานกรรมาธิการแถลงรายงานแผนการปฏิรูปนะครับ

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาทุกท่านครับ กระผม นายวิรัช ชินวินิจกุล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ขอเสนอแผนปฏิรูปกิจการตํารวจ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอยู่ ๙ ด้าน ด้วยกันในการปฏิรูปตํารวจทั้งหมดทั้งกระบวนการ แต่เราพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องที่ เป็นประโยชน์แล้วก็มีผลที่จะแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชนโดยตรงนั้นคือเรื่องระบบงาน บริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก แต่ถ้าในชนบทที่ห่างไกลท่านจะเห็นว่าประชาชน ที่ไปแจ้งความที่สถานีตํารวจเขาเดือดร้อนมากจากการที่ไม่ได้รับบริการจากประชาชน ไม่เหมือนเราที่สุขสบายอยู่ในเมืองหลวงที่มีการแจ้งความได้อย่างสะดวกสบายที่สุด ประชาชนในต่างจังหวัดนั้นเป็นประชาชนที่ยากจน จะไปสถานีตํารวจแต่ละครั้งต้องออกจากบ้าน แต่เช้า ไปถึงบางทีไม่พบพนักงานสอบสวน ไม่พบเจ้าพนักงานตํารวจ แม้เรื่องเหล่านี้จะเป็น เรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าทั้งประเทศ ประชาชนทั้งประเทศที่เป็นรากหญ้าของประเทศไม่ได้รับ การอํานวยความสะดวกในเรื่องเหล่านี้ปัญหาเล็ก ๆ จะเกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นได้ในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงพิจารณาเรื่องระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน เป็นเรื่องสําคัญเร่งด่วน เหตุผลอันหนึ่งที่เราเลือกหัวข้อนี้มา มีเหตุผลสําคัญ ๓-๔ ประการ

ประการแรก ก็คือเป็นเรื่องที่เราทําได้ทันที และแล้วเสร็จได้โดยรวดเร็วด้วย อันนี้เป็นเจตนารมณ์สําคัญ

อันที่ ๒ ก็คือเราไม่ต้องแก้กฎหมาย เราแก้แต่เพียงระเบียบ คําสั่ง ข้อบังคับ ของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อันที่ ๓ ก็คือไม่ต้องใช้งบประมาณ หรือใช้ก็น้อยมากนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่อง สําคัญ

อันสุดท้าย ก็คือประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง เป็นเรื่องแก้ไขทุกข์ร้อนของ ประชาชนโดยตรง ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมยึดถือ การปฏิรูปประเทศนั้นต้องคิดถึงประโยชน์ของประชาชน เป็นหลัก ในเรื่องนี้ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ให้ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นผู้เสนอแผนในรายละเอียด แล้วก็ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน จะเป็นผู้เสริม ในส่วนรายละเอียดต่อไปนะครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเรียนเชิญครับ

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่รักทุกท่านครับ ผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะรองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกิจการตํารวจ ขออนุญาตนําเสนอแผนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในวาระเร่งด่วน เหตุผลความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการได้เลือกเอาประเด็นเรื่องของ ระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวนนั้น ท่านประธานกรรมาธิการ ได้ชี้แจงให้เพื่อนสมาชิกทราบแล้วนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความกระจ่าง เพื่อความชัดเจนให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธานได้สบายใจว่าคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกิจการตํารวจนั้นไม่ได้ทําเรื่องเดียวนะครับ เรายืนยันว่า เราทําทั้ง ๙ เรื่อง ๙ ประเด็นปฏิรูปพร้อม ๆ กัน เราก้าวไปพร้อม ๆ กันแล้วตั้งใจจะให้เสร็จ ภายใน ๑ ปี ๖ เดือนทั้ง ๙ เรื่อง แต่ว่าเรื่องที่เร็วที่สุดที่เราคาดว่าจะทําได้ภายใน ๖ เดือน ก็คือเรื่องของระบบงานสอบสวนซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นเพื่อความชัดเจน ผมอยากจะอธิบายอีกสักครั้งหนึ่งนะครับว่า ๙ ประเด็นปฏิรูปในกิจการตํารวจนั้น เรามีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องแรกนั้นท่านคงทราบแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องของความเป็นอิสระในการบริหารงานของตํารวจ จากการแทรกแซงทางการเมือง

เรื่องที่ ๓ การวางแนวมาตรฐานในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ถ้าถามว่าเรื่องอะไรสําคัญ เรื่องอะไรไม่สําคัญ มันก็สําคัญใกล้เคียงกัน แต่เรื่องนี้เรื่องของ การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ แต่การดําเนินการนั้นต้องใช้เวลา ตราบใด ถ้าเรายังไม่สามารถวางระบบการแต่งตั้งให้คนเก่ง คนดี คนทํางาน ได้มีโอกาสขึ้นรับตําแหน่ง ไม่มีทางที่จะปฏิรูปประเทศได้ คนทํางานแต่ถึงเวลาแต่งตั้งไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าจะได้รับความเจริญก้าวหน้าถ้าระบบ ยังเป็นอย่างนี้หมดหวังครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สําคัญ จึงได้ฝากความหวังไว้กับท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ที่จะร่างหลักเกณฑ์ตัวนี้เสนอกับที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง คิดว่า ภายในระยะเวลาไม่นานร่างจัดเตรียมตรงนี้จะนําเสนอผ่านสภานี้โดยท่านอํานวยนะครับ ต่อไปเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจนะครับ อันนี้ก็มอบท่านรองผู้ว่าราชการ กทม. ท่านอัศวิน ท่านก็จะไปพิจารณาว่าภารกิจใดที่ตํารวจไม่ต้องทําแล้วรวยเจ้าของงานนั้นเขาสามารถรับไปได้ แล้วทําได้ดีกว่าที่อยู่กับตํารวจ เรื่องของระบบงบประมาณก็มอบท่าน พลตํารวจโท ธีรจิตร์ ไปพิจารณา เรื่องของการมีส่วนร่วมในกิจการภาคประชาชนในกิจการของตํารวจก็มอบ ผู้รับผิดชอบ เรื่องของการจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ อันนี้ก็มอบคุณหญิงหมอพรทิพย์ รับผิดชอบไป เรื่องของการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการจัดให้มี องค์กรอิสระภาคประชาชนที่จะเป็นฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์และตรวจสอบการทํางานของ ตํารวจ เรื่องนี้ก็มอบท่านวิวัฒน์เป็นหัวหน้าในการที่จะพิจารณานะครับ เรื่องของระบบ การสรรหาบุคลากรเข้ารับราชการและระบบการฝึกอบรม เรื่องนี้ก็สําคัญอีกนะครับ ถ้าระบบไม่สามารถจะคัดคนเก่งคนดีเข้ามาเป็นตํารวจได้แล้วจะเอาหลักประกันอะไรล่ะครับ เขาเป็นประชาชนคนไทย ถูกกระบวนการโซเชียลไลเซชัน (Socialization) สั่งสม อบรมเขามาเป็นคนไทย ผมว่าค่าเฉลี่ยของคนก็เหมือนกัน แล้วเมื่อสรรหามาเป็นตํารวจ ช่วงเวลาการฝึกเพียง ๒ ปี จะเปลี่ยนคนให้มีคุณสมบัติเป็นมนุษย์พิเศษ อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลําบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบําเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ แก่ประชาชน ดํารงตนในยุติธรรม กระทําการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต นี่คุณสมบัติของตํารวจที่เราต้องการ แต่ถ้ากระบวนการสรรหาเข้ามาไม่ได้คนดีเสียแล้ว ฝึกแค่ ๒ เดือนจะดีได้อย่างไร ผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าแล้วคนเก่งนั้นเก่งจริงไหมที่รับ เข้ามาด้วยระบบการสอบที่ผมได้นําเสนอที่ประชุมไปแล้วว่าเราสอบกัน ๓ ชั่วโมง คนสมัคร ๓๐,๐๐๐ คน ด้วยคะแนน ๑๒๐ คะแนน แล้วตัดสินว่าคุณเก่งได้เป็นตํารวจ ผมไม่มั่นใจ ในระบบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราศึกษาแล้วเราให้ความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วเราก็ได้กรณี ตัวอย่างที่เราไปศึกษามาแล้วก็คือตํารวจเยอรมันว่าน่าจะใช้ได้ ผมเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้นะครับ ตํารวจเยอรมันการรับสมัครสอบของเขาเขาไม่ได้สอบแบบเรา เขารับทั้งปี แล้วเขาคัดความรู้เบื้องต้นก่อน หลังจากนั้นเขาคัดพฤติกรรมของคน เขาเรียกมาทีละ ๘ คน แล้วให้ทําโจทย์ เขายกตัวอย่างผมไปดูเขานะครับ เขาให้โจทย์ง่าย ๆ ว่าถ้าคุณเป็นตํารวจ อยู่ที่โรงพักวันนี้มีโทรศัพท์มา ๕ สายพร้อม ๆ กันแจ้งความ ๕ เรื่อง คุณเป็นร้อยเวร คุณเลือกที่จะไปดูที่เกิดเหตุเรื่องไหนก่อน เขาก็ให้ทั้ง ๘ คนระดมความคิดแล้วทํางานกัน ต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) กันจนกระทั่งเรียงลําดับ ๕ แผ่นได้เป็น ๑ ๒ ๓ ๔ เขาก็ถ่ายวิดีโอ (Video) ไว้ แล้วก็ส่งไปให้คณะกรรมการ ๑๕ คนพิจารณา เขาไม่ได้ดูความถูกผิดของ การเรียงลําดับ ๕ เหตุการณ์นั้น แต่เขาดูพฤติกรรมของคนในการทํางานร่วมกันว่าคุณมี พฤติกรรมอย่างไรแล้วชี้ออกมา นี่ละครับเขาเลือกคนเข้ามาเป็นตํารวจแบบนี้ ตํารวจเยอรมัน ถึงได้รับความไว้วางใจจากข้าราชการของเยอรมันเป็นอันดับ ๔ ข้าราชการที่ดีที่สุด ในประเทศจากจํานวนข้าราชการที่มีทั้งหมด เพราะฉะนั้นประเด็นอย่างนี้สํานักงานตํารวจ แห่งชาติกําลังสนใจและกําลังจะเอามา แต่ติดขัดว่าเราจะมีคณะกรรมการ ๑๕ คนที่มี องค์ความรู้เพียงพอที่จะตัดสินได้ไหม เขามีความอดทนพอไหม ผมยกตัวอย่างว่าที่ปลวกแดง ชั้นประทวนถูกเจ้านายตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โกรธผู้บังคับบัญชา ยิงผู้บังคับบัญชาตายเลย ยิงผู้กํากับตายเลย ถ้าพฤติกรรมอย่างนี้สามารถวัดได้ผ่านมาเป็น ตํารวจไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้เราศึกษาแล้วเราจะทํากันต่อ แต่ต้องขอเวลานะครับ แต่เราทําพร้อม ๆ กันไป เพราะฉะนั้นกลับมาในเรื่องของวาระเร่งด่วนในวันนี้ก็คือเรื่องของ ระบบการบริการประชาชนในการรับแจ้งความสอบสวน ก็อย่างที่ท่านประธานได้กล่าว แล้วว่าเรื่องของการสอบสวนคือต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ท่านคงทราบแล้วนะครับ จากตํารวจไปอัยการ ไปศาล ไปกรมราชทัณฑ์ แล้วก็ไปกรมบังคับคดี นี่คือกระบวนการ ตํารวจอยู่ตรงต้นทางครับ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญนะครับ เมื่อวานนี้ไทยรัฐก็พาดหัวอีกครับ ตํารวจใช้คําว่า บัดซบอะไรผมไม่แน่ใจนะครับ จับแพะ เรื่องของการซื้อขายรถจักรยานยนต์แล้วโอนลอย ๆ แล้วปรากฏว่ารถคันนั้นไปใช้ เป็นเครื่องมือในการกระทําความผิดตํารวจก็ไปจับ คนที่ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นผู้ที่กระทํา แต่เผอิญว่ามีชื่อในการซื้อรถคันนั้น อย่างนี้ครับ นี่คือต้นทางที่เราจะต้องปฏิรูป สะเทือนใจนะครับ คนที่เป็นตํารวจหรือเป็นอดีตตํารวจ สะเทือนใจครับ อ่านข่าวนี้แล้วสะเทือนใจ จึงเห็นว่า เป็นเรื่องสําคัญและจําเป็น สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าสังคมให้ความสําคัญกับเรื่องนี้คงไม่ใช่เพียงเท่านี้ เราเห็นการสัมมนา การอภิปราย การจัดเวทีทั้งหลายพูดเรื่องนี้นะครับ นี่ผมก็ได้ข่าวมาอีกว่า วันที่ ๒๒ นี้มูลนิธิเอเชียประเทศไทยจะจัดสัมมนาเรื่องปฏิรูปงานสอบสวนขึ้นอีกในวันที่ ๒๒ นี้นะครับ ที่โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน ฟอร์จูนตรงรัชดาภิเษก นั่นแสดงให้เห็นว่า องค์กรภาคเอกชน องค์กรมูลนิธิทั้งหลายเขาก็ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยครับที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบ เรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะฉะนั้นผมก็จะนําเสนอต่อไปนะครับ

ในประเด็นปัญหาเรื่องของงานสอบสวนที่จําเป็นจะต้องปฏิรูปนั้น ไม่ว่า จะผลโพล (Poll) หรือผลของการสํารวจความคิดเห็นของประชาชนในหลาย ๆ โพล (Poll) นะครับ ก็ออกมาว่าสิ่งที่ประชาชนไม่พึงพอใจเลยเมื่อไปติดต่อพนักงาน สอบสวนที่สถานีตํารวจ ก็ออกมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยง ไม่ยอมรับ แจ้งความ ไม่ออกไปตรวจที่เกิดเหตุ ใกล้เวลาจะถึงเวร อีกประมาณ ๑๐ นาทีจะออกเวร ก็ใช้กลยุทธ์บ่ายเบี่ยงหลบ ๆ เลี่ยง ๆ เพื่อผลักเวรให้คนต่อไป อะไรอย่างนี้ก็เคยเกิดขึ้น เลือกปฏิบัติ ให้บริการไม่เท่าเทียมกัน จนกระทั่งเป็นธรรมเนียมเลยนะครับเดี๋ยวนี้ ผมเชื่อว่า หลายท่านที่เป็นตํารวจต้องเคยได้รับฝากนะครับ โทรศัพท์มาพี่เดี๋ยววันนี้ผมจะไปแจ้งความ ช่วยฝากให้หน่อย หรือไม่ก็คนขับรถผมขับรถไปชนตรงนั้นช่วยฝากให้หน่อย ฝากอะไร คนระดับเราไม่ได้ฝากเพื่อเอาเปรียบเขานะ ฝากเพื่อว่าขอให้ได้รับความเป็นธรรม ขอให้ได้รับ ความสะดวกเท่านั้นเอง นี่คือความไม่มั่นใจของประชาชนว่าจะได้รับความเป็นธรรมนะครับ ทําสํานวนล่าช้า ที่สําคัญโดยเฉพาะผู้เสียหายซึ่งเขามีสิทธิที่จะต้องรับรู้ความคืบหน้า ในสํานวน คุณทําอะไรให้เขา แจ้งความมาเดือนหนึ่งแล้วเรื่องเขาไปถึงไหนบ้าง บ่ายเบี่ยง ไม่ตอบเขา ผมก็ได้รับเรื่อง เมื่อวานซืนก็ได้รับเรื่องจากเพื่อนสมาชิก สปท. เหมือนกันว่า ช่วยติดตามคดีนี้หน่อยเดือนกว่าแล้วมันไปถึงไหน นี่ก็เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นความสําคัญที่เราจะต้องแก้ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมได้ กล่าวมาเมื่อสักครู่คือตัวสภาพปัญหานะครับ เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นปัญหา คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงได้วิเคราะห์ว่า ปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไร ทําไมจึงเป็น ถ้าจะดูปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาเกิดจาก พฤติกรรมการปฏิบัติของพนักงานสอบสวน เป็นปัญหาที่ตัวบุคคลทั้งนั้นเลย แล้วจะแก้ อย่างไร แต่เราก็วิเคราะห์ว่าจริง ๆ แล้วใช่ สิ่งที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมจากตัวบุคคล แต่มีต้นเหตุมาจากระบบงานด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเราได้วิเคราะห์พบว่ามีสาเหตุที่ทําให้ พนักงานสอบสวน บางส่วนนะครับ อันนี้ต้องพูดให้ชัดนะครับว่ามีบางส่วน ไม่ได้เป็นทั้งหมด เรามีพนักงานสอบสวนทั้งหมด ๙,๕๐๐ คนเศษ มีไม่มากนะครับ แต่มีไม่มากก็รับไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน เราวิเคราะห์ว่าสาเหตุ มาเริ่มจากการแบ่งงาน สืบสวนและสอบสวนออกจากกัน ผมเท้าความอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก่อนหน้านั้นตํารวจ รับผิดชอบเรื่องงานสอบสวนมา พนักงานสอบสวนใน ๑ คนที่เข้าเวรเมื่อรับแจ้งความ ในคดีใดแล้ว เมื่อออกเวรแล้วเขาจะต้องออกไปสืบสวนหาข้อเท็จจริง แสวงหาหลักฐาน ด้วยตัวเขาเองแล้วเอามารวบรวม ไปแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทราบว่า ใครเป็นผู้กระทําความผิด เมื่อได้หลักฐานแล้วต้องเอาหลักฐานเหล่านั้นมารวบรวมทําเป็น สํานวนการสอบสวน เพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องไปยังอัยการ พนักงานสอบสวนต้องทําทั้ง ๒ เรื่อง แต่ปรากฏว่า ในปี ๒๕๒๘ งานล้นมือ พนักงานสอบสวนไม่ได้รับอัตรากําลังเพิ่ม ทําไม่ไหวนะครับ คนหนึ่ง รับสํานวน ๑๐๐-๒๐๐ สํานวน สํานวนค้าง มีข้าราชการตํารวจในช่วงนั้นถูกไล่ออกเพราะทํา สํานวนไม่ทันหลายคนมาก หลายรายมาก เดี๋ยวท่านอํานวยอาจจะเล่าให้ฟังประเด็นนี้ เพราะอาจจะมีประสบการณ์ตรง กรมตํารวจในขณะนั้นก็พิจารณาเห็นว่าถ้าอย่างนั้นจะต้อง แก้ปัญหาก็เลยไปคิดแก้ปัญหา คือมีกรณีตัวอย่างว่าพนักงานสอบสวนเข้าเวรที่กรุงเทพฯ กําลังตามหาพยานหลักฐาน ใกล้จะถึงจุดพยานสําคัญแล้วว่าจะได้พยานแล้วพิสูจน์ได้ว่า ใครเป็นผู้กระทําผิด ปรากฏว่าหมดเวลาต้องกลับมาเข้าเวรสอบสวน ก็ต้องปล่อยตรงนั้นไป เสียโอกาส กรมตํารวจก็เลยมาพิจารณาว่าถ้าอย่างนั้นต้องหาคนช่วย ก็เลยมาแบ่งงาน แยกเลยว่างานสอบสวนกับงานสืบสวนแยกกันทําแล้วก็ทํากันมา ปรากฏว่าตอนนั้นคิดว่าจะดี ทํามาถึงวันนี้ ๓๐ ปีที่ผมบอกว่าปฏิรูปงานตํารวจ ณ สถานีตํารวจซึ่งเป็นงานที่สัมผัสประชาชน และบริการประชาชน ๓๐ ปีไม่เคยเปลี่ยนครับ รู้ปัญหามานานแล้ว เรื่องนี้รู้ปัญหามา อย่างน้อยเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่าน พลตํารวจเอก วงกตมณีรินทร์ ก็ศึกษาเรื่องนี้แล้วก็พบว่าเป็นปัญหาจริง ๆ เห็นตรงกันนะครับ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้รับทุนจากสภาไปศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ก็พบปัญหาเหมือนกันว่า การแบ่งงานแยกกันเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระวนการยุติธรรมก็เห็นตรงกันว่าการแบ่งแยกงานกันเป็นปัญหา เป็นปัญหาอย่างไรครับ พอพนักงานสอบสวนบอกว่าตัวเองไม่ต้องออกไปสืบสวนก็ไม่สนใจ ที่อยากจะรู้เรื่องจริงว่าคดีที่เกิดกันอย่างนี้เกิดอย่างไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวน ออกไป ตัวเองรอฝ่ายสืบสวนอย่างเดียว นั่งทํางานพิมพ์สํานวนให้สวยอย่างเดียว ทําให้เกิด พฤติกรรมหรือเกิดเป็นค่านิยมทางวิชาชีพว่าตัวเองไม่ต้องยุ่งกับประชาชน ไม่สัมผัส ออกเวร กลับบ้าน ไม่ต้องไปแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว สมัยก่อนปี ๒๕๒๘ ไม่ว่าจะท่านอํานวย ผม ออกเวรต้องไปตรวจครับ ออกเวรสอบสวนแล้วต้องไปออกตรวจ ก็ทําให้ได้ช่วยงานป้องกันด้วย แล้วก็ได้สัมผัสประชาชน ได้รู้จักประชาชน ได้รู้จักพื้นที่ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ พนักงานสอบสวน ออกเวรกลับบ้าน เรามีพนักงานสอบสวนอยู่ ๙,๕๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นเราเสียโอกาส ของเจ้าหน้าที่ตํารวจที่จะทําหน้าที่ในการป้องกันเหตุไป ๙,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งงานป้องกัน คืองานหลักของตํารวจอยู่แล้ว การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุคือเรื่องที่ดีที่สุด ดีกว่าเกิดเหตุแล้ว จับได้ เราเสียโอกาสตรงนี้ไปนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราจะต้องแก้ไข ส่วนจะแก้ไข อย่างไร เดี๋ยวก็คงจะอยู่ในหัวข้อของการแก้ไข พอเราแบ่งอย่างนี้ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะเรื่อง งานสอบสวนอย่างเดียวนะครับ ต่อไปฝ่ายสืบก็ต้องสืบสวนให้กับฝ่ายสอบ ก็หมายความว่า ต้องสืบสวนหลังเกิดเหตุด้วย งานสืบสวนนั้นเขาไม่ได้ทําหน้าที่เฉพาะสืบสวนหลังเกิดเหตุ เขาต้องทําหน้าที่สืบสวนทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุยกตัวอย่าง คดีที่ไม่ได้มีคู่กรณีเป็นประชาชน แต่ผู้เสียหายเป็นภาครัฐ เช่นคดีค้ายาเสพติด ผู้เสียหาย คือรัฐ ตํารวจต้องสืบ ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้ค้า จะค้าเมื่อไร อย่างไร แล้วไปจับ ขณะเกิดเหตุ นี่คือต้องสืบสวนก่อนเกิดเหตุ นี่งานตํารวจ แต่ต่อไปนี้พองานตํารวจ ต้องมาสืบสวนให้พนักงานสอบสวน ซึ่งเดิมพนักงานสอบสวน ๙,๕๐๐ คนต้องสืบสวนเองอยู่แล้ว ในคดีที่เกิดเหตุแล้ว พนักงานฝ่ายสืบสวนต้องมาสืบ ก็ทําให้งานล้นมือฝ่ายสืบสวนอีก แล้วด้วยปัญหาเรื่องของอัตรากําลัง ปรากฏว่าเราไม่ได้เพิ่มพนักงานสืบสวนตลอดเวลา ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา เราเพิ่มพนักงานสืบสวนเป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับสถิติคดีที่เกิดขึ้น น้อยมาก ๆ จํานวนพนักงานสอบสวนนั้นเราตกลงกับสํานักงบประมาณ ตกลงกับ ก.พ.ร. ไว้ว่า เราเพิ่มตามสัดส่วนของคดี มีคดีเท่าไรเพิ่มได้ ๑ คน แต่ฝ่ายสืบสวนเราไม่มี เพราะฉะนั้น จึงเป็นปัญหา ผมมีกรณีตัวอย่าง ผมยกตัวอย่างเลย เช่น สถานีตํารวจภูธรอําเภอเมือง สมุทรสาครมีคดีเกิดขึ้นปีละ ๓,๗๐๐ คดี มีฝ่ายสืบสวน ๓๗ คน ขณะที่บ้านแพ้วมีคดีเกิดขึ้นปีละ ๕๐๐ คดี มีพนักงานสืบสวน ๑๗ คน ๑๗ คนกับ ๓๗ คนนี้ ก็ประมาณ ๒ เท่า ๓ เท่า แต่ตัวคดีที่เกิดขึ้น ๕ คูณ ๗ เป็น ๓๕ มากกว่ากัน ๗ เท่า แต่ฝ่าย สืบสวนมีมากกว่ากันแค่ไม่ถึง ๒ เท่า เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพการสืบสวนในจังหวัดสมุทรสาคร ในตัวเมืองจะด้อยกว่าในบ้านแพ้ว ถ้าข้อมูลนี้ฝ่ายคนร้ายทราบ ถ้าเขาจะเลือกทําร้ายใครคนหนึ่ง เขาไม่ไปเลือกในบ้านแพ้วหรอก เพราะตํารวจจะสืบได้ง่ายเพราะงานน้อย เขาไปทําที่ อําเภอเมืองสมุทรสาคร นี่คือประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งเดี๋ยวเราจะต้องแก้ไขกันต่อไปนะครับ

เรื่องที่ ๒ การจัดระบบเวรเดี่ยว พนักงานสอบสวนคนเดียว ก็จัดกันมาอย่างนี้ ๓๐ ปีตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ก็เกิดปัญหาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตนครบาล ในเขตเมืองใหญ่ ๆ คดีเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ๒-๓ คดี มาแจ้งความก็ไม่เจอพนักงานสอบสวน อยู่อีกที่เกิดเหตุหนึ่ง กําลังไปตรวจที่เกิดเหตุก็ต้องรอเสียเวลานะครับ จะมีอยู่เป็นแค่สิบเวรก็คงได้รับเบื้องต้น แต่การตกลงใจ การตัดสินใจที่จะไปสั่งการหรืออะไรก็ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาแล้วก็ทําไม่ทัน และที่สําคัญการทํางานคนเดียวขาดที่ปรึกษานะครับ ขาดคู่คิด และบางครั้งประสบการณ์ ยังไม่ถึง อาจจะเป็นมา ๓-๔ ปีเราก็ปล่อยเดี่ยวแล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาสําคัญที่เราเห็นว่า เป็นสาเหตุที่ปรากฏเป็นปัญหาออกมาให้ประชาชนไม่พึงพอใจนะครับ ทีนี้ในเรื่อง ของระบบที่ทําให้พนักงานสอบสวนขวัญกําลังใจเขาไม่ดีก็มีด้วยนะครับ นอกจากระบบงาน ที่เราจัดให้เขาแล้วเราพยายามจะดูแลพนักงานสอบสวนนะครับ เราอยากให้พนักงานสอบสวน เป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นเมื่อปี ๒๕๔๗ เราก็ปรับ คือปัญหามีมาตลอดเราก็ปรับอีก ก็ปรับให้ พนักงานสอบสวนได้เติบโตแบบปรับตําแหน่งได้ ก็คือเอาระบบเออาร์ซี (ARC) มาใช้นะครับ คือเติบโตปรับตําแหน่งได้โดยไม่ต้องมีตําแหน่งว่าง ตัวเองสามารถประเมินตัวเองได้ ปรับตําแหน่งได้ ในช่วงแรกพนักงานสอบสวนก็พอใจ แต่ปรากฏว่าตอนหลัง ๆ ก็เริ่มมีปัญหา มีปัญหาคือ พนักงานสอบสวนบางครั้งเขาไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนงาน แน่นอนงานในสายงานของตํารวจ มีหลายงานนะครับ งานปฏิบัติการ งานสายตรวจ งานจราจร งานสืบสวน งานสอบสวน บางครั้งคนเป็นพนักงานสอบสวนไประยะหนึ่งบอกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นพนักงาน สอบสวน อยากจะเปลี่ยนเป็นสารวัตรจราจรบ้าง โอกาสน้อยมาก กฎหมายไม่ห้ามครับ แต่โอกาสแทบจะไม่เกิด เพราะทันทีที่เราย้ายพนักงานสอบสวนระดับสารวัตรไปเป็นสารวัตร จราจรนะครับ ตําแหน่งตรงสารวัตรสอบสวนจะไม่สามารถแต่งตั้งใครมาแทนได้ แต่ถ้าเราย้าย สารวัตรป้องกันปราบปรามมาเป็นสารวัตรจราจร ตําแหน่งสารวัตรป้องกันปราบปรามว่าง รองสารวัตรก็สามารถขึ้นดํารงตําแหน่งได้ ยกตัวอย่างตําแหน่งให้สูง ๆ กว่านี้ดีกว่า ผู้กํากับหัวหน้าสถานี ถ้าท่านแต่งตั้งรองผู้กํากับการป้องกันปราบปรามขึ้นเป็นผู้กํากับการ หัวหน้าสถานี ตําแหน่งรองผู้กํากับ ป. จะว่าง ๑ ตําแหน่ง เพราะฉะนั้นคุณสามารถแต่งตั้ง สารวัตรอะไรก็ได้มาเป็นรองผู้กํากับการ ป. แล้วก็แต่งตั้งรองสารวัตรอีก ๑ คนมาเป็นสารวัตรได้ แต่ถ้าท่านเอาพนักงานสอบสวนที่เทียบรองผู้กํากับขึ้นเป็นผู้กํากับการสถานีท่านไม่มีสิทธิ จะแต่งตั้งอีก ๒-๓ ตําแหน่ง ไม่สามารถจะแต่งตั้งสารวัตร รองผู้กํากับการ กับรองสารวัตร ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้บังคับบัญชาจึงไม่นิยมและไม่ยอมแต่งตั้งพนักงานสอบสวนเปลี่ยนงาน มาดํารงตําแหน่งหัวหน้าสถานี พนักงานสอบสวนจึงไม่มีโอกาสได้มาบริหารเป็นหัวหน้าสถานีเลย มนุษย์ครับ แรงจูงใจใครก็อยากเป็นฝ่ายบริหารนะครับ ขออนุญาตอาจารย์ครับ ศาลก็อยากเป็น อธิบดีศาล อยากเป็นประธานศาลอุทธรณ์ ใครก็อยากทั้งนั้น แต่เราไม่ให้โอกาสเขา เขาก็อยู่แบบเซ็ง ๆ อันนี้คือเรื่องของขวัญกําลังใจ ก็ต้องมาคิดว่าจะแก้อย่างไร ตรงนี้ต้องคิดนะครับ ยังไม่ได้ข้อตกผลึก ยังไม่ได้ข้อตกลงใจ

ต่อไปนะครับ เรื่องปัญหาของตํารวจกันเองในแง่ของการบริหารกําลังคน สํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีสถานีตํารวจทั้งหมด ๑,๔๖๗ สถานี เราก็จัดสรรกําลังพลลงไป จัดสรรพนักงานสอบสวน ลงไปตามสถานีตํารวจต่าง ๆ แต่ไม่เคยมาวิเคราะห์หรือประเมินกันอย่างละเอียดว่าที่จัดสรร ไปแล้วเขาทํางานกันอย่างไร เขามีความลําบาก เหมาะกับปริมาณงานอะไร แค่ไหน ผลจึงปรากฏอย่างนี้นะครับ เป็นมานานมากแล้ว ก็เพิ่งมาเจอนี่นะครับ ผมก็เป็นตํารวจ จนจะเกษียณแล้ว ปีที่แล้วก็มอบหมายให้มาทําเรื่องปฏิรูปตํารวจก็เลยไปศึกษาว่าทําไม ทําไมอย่างนี้ก่อนนะครับ ผมตั้งคําถามในใจว่าทําไมเราบอกว่าตํารวจขาด ๆ ผมก็นึกง่าย ๆ เครื่องคิดเลขอยู่ในมือก็เลยบอกว่าเรามีตํารวจ ๒๑๐,๐๐๐ กว่าคน มีประชาชนผมให้ ๗๐ ล้านคน ผมก็เอา ๗๐ ล้านคนหารด้วย ๒๑๐,๐๐๐ กว่าคน ๑ ต่อ ๓๐๐ กว่าคนเอง แล้วจะบอกว่าขาดได้อย่างไร ผมก็เริ่มสงสัยแล้ว ก็เลยกลับมาดูเรื่องพนักงานสอบสวน ก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมเอาสถิติคดีที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๗ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดี เรามี พนักงานสอบสวนอยู่ ๙,๕๒๑ คน เอาไปหารแล้ว ๑ คนรับ ๗๓ คดี ถ้า ๑ คนรับ ๗๓ คดี ถือว่าไม่หนักเกิน ค่าเฉลี่ยนะครับ ท่านรองโฆษกสํานักงานตํารวจแห่งชาติอํานวยเป็นพยาน ได้ว่าสมัยท่านท่านบอกว่าท่านรับปีหนึ่ง ๑๒๐ คดี ทันสบาย ๆ ๑๒๐ คดีนี่แปลงสํานวนใบแดง มาเป็นสํานวนหลักแล้วนะครับ สํานวนใบแดง ๔ สํานวนเราจะคิดเป็น ๑ เพราะมันง่าย ทํากระดาษไม่กี่แผ่น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้เราเห็นว่าถ้าอย่างนั้นที่บอกว่างานหนัก ๆ ก็ไม่ใช่สิ แต่ใช่สําหรับบางคน ไม่ใช่สําหรับบางคน เพราะเราจัดสรรเขาอย่างกระจาย ที่ไม่เท่าเทียมกัน ผมมีตัวอย่างนะครับ ตัวอย่างของสถานีที่พนักงานสอบสวนงานหนัก หนองขามมีคดีเกิดขึ้น ๒,๐๕๘ คดี มีพนักงานสอบสวน ๔ คดี คนหนึ่งรับ ๕๑๕ คดีต่อปี ต่อคนตาย รับไม่ไหวหรอกครับ แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านดูตามเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) หรือดูในเอกสารได้นะครับ แต่พอมาดูโรงพักที่พนักงานสอบสวนนั่งกินนอนกินไม่ต้องทําอะไร ปีหนึ่งรับแค่ ๔ สํานวน ที่เสาหิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ประตูเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็รับ ๔ สํานวนต่อปี ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน ๓ เดือนรับคดีเรื่องหนึ่ง แต่รับเงินประจําตําแหน่ง เท่ากับพนักงานสอบสวนที่อยู่ที่หนองขามที่รับปีละ ๕๐๐ คดี นี่คือปัญหาที่ต้องแก้ ถ้าไม่คิด จะทําอะไรปล่อยอยู่อย่างนี้ผมว่าไม่ได้เมื่อเห็นปัญหา ในภาพรวมเรามีโรงพักที่พนักงานสอบสวน เหนื่อยมาก ๆ ๕๑๔ โรงพัก หมายความว่ามีโรงพักที่มีคดีเยอะ ๆ และพนักงานสอบสวนน้อย ๆ ๕๑๔ โรงพัก และมีโรงพักที่พนักงานสอบสวนมีงานน้อยหรือว่างงาน ๙๕๓ โรงพัก ในภาพรวม ก็คือจํานวนคดีในปี ๒๕๕๗ จํานวนคดี ๔๓๙,๔๕๙ คดี รับผิดชอบโดยพนักงานสอบสวน ๓,๗๒๘ คน ส่วนคดี ๒๖๐,๖๙๔ คดีนั้นรับผิดชอบโดยพนักงานสอบสวนถึง ๕,๗๙๓ คน เพราะฉะนั้นประชาชนที่เกี่ยวข้องกับคดี ๒๖๐,๖๙๔ คงจะพึงพอใจเพราะเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพ เพราะงานไม่โหลด (Load) นัก นี่สันนิษฐานนะครับ แต่สําหรับประชาชนอีกที่เกี่ยวข้องกับ คดีทั้งหมด ๔๓๐,๐๐๐ กว่าคดีนั้นต้องไม่พึงพอใจแน่เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะทําได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ทําได้อย่างละเอียดลออเพราะงานล้นมือ นั่นคือคนส่วนใหญ่ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทําไมประชาชนถึงได้แสดงออกถึงความไม่พึงพอใจในตัวระบบงาน สอบสวนของตํารวจ เมื่อสักครู่นี้เป็นปัญหาของหน่วยงานเองในเรื่องของการกระจายกําลัง

ต่อไปเป็นเรื่องที่ไม่ทราบจะโทษรัฐหรือโทษสํานักงบประมาณ คือเรื่องของ การจัดสรรงบประมาณให้กับพนักงานสอบสวน เนื่องจากพนักงานสอบสวนของตํารวจ มีค่าใช้จ่ายในการทําคดียุบยิบ ๆ ไม่สามารถมาเบิกจ่ายได้ คือเบิกจ่ายได้ แต่ทําไม่ไหว หรอกครับ เช่นนัดพยานไว้ พอวันนี้พยานบอกว่าท่านสารวัตรครับ วันนี้ผมพร้อมครับ ท่านมาสอบผมเลยที่บ้านผมตรงนั้นตรงนี้ พนักงานสอบสวนก็ไป นั่งแท็กซี่ไป นั่งรถไป ค่าใช้จ่ายแบบนี้เบิกได้ไหม เบิกได้ ก็ต้องไปขอบิล (Bill) จากแท็กซี่มาเบิกทําเปเปอร์เวิร์ก (Paperwork) ทางเราก็เลยขอตกลงกับกระทรวงการคลังว่าอย่ากระนั้นเลย ค่าใช้จ่ายอะไร ทั้งหลายเหล่านี้เราให้ไปเป็นต่อสํานวนเลย ก็ออกมาเป็นระเบียบของสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้สูงสุดสํานวนละ ๑,๕๐๐ บาท ต่ําสุด สํานวนละ ๕๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับอัตราโทษ เพราะอันนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้ระดับหนึ่ง แต่ท่านทราบไหมครับว่าพนักงานสอบสวนวางเบิกมาจนถึงปีนี้ค้างจ่าย ปี ๒๕๕๖ ยังจ่าย ให้เขาไม่ได้ เงินไม่พอครับ เราต้องการเงินค่าสํานวนกับสถิติที่เกิดขึ้น ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดีนี้ ปีหนึ่งประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท ปีนี้ผมเช็ก (Check) ไปสํานักงบประมาณได้มา ๓๐๐ ล้านบาท เมื่อพนักงานสอบสวนรู้ว่าเงินมีไม่พอ แต่ถ้าคุณออกไปทํางาน คุณต้องควักกระเป๋าจ่ายล่วงหน้าไปก่อน แต่เมื่อคุณจ่ายล่วงหน้าคุณไม่มีหลักประกันว่า คุณจะเบิกคืนได้ไหม บางคนก็ตัดสินใจบอก ถ้าอย่างนั้นผมไม่ทําดีกว่า เขาเรียกว่า เป่าสํานวน เป่า เพราะฉะนั้นสถิติ ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดีที่ผมเอามาโชว์ท่าน คือเฉพาะที่เขารับนะ สํานวนที่เขาตัดสินใจว่าเขาไม่รับเป่าไปเลยเสี่ยงชีวิตเอาก็มีอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องคิดแก้ว่าจะปรับอย่างไร เผอิญงบประมาณได้มาเป็นงบดําเนินงาน แต่ผมเช็ก (Check) แล้วก็ไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนผันเงินไปใช้อย่างอื่น ไม่มีครับ ได้เท่าไร จ่ายเท่านั้น ๆ แต่ไม่พอครับ เดี๋ยวจะต้องแก้ คงจะต้องคุยกับทางสํานักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง

ในเรื่องของเงินสืบสวน เงินสืบสวนของตํารวจนี่ก็จะได้เป็นกองทุนสืบสวน เราก็กําหนดไว้ว่าให้สํานวนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้ข่าวละ ๒๐,๐๐๐ บาท ข่าวสารที่สามารถ นําไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้เราจ่ายให้แหล่งข่าว ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ผมไปเห็นระเบียบ ของดีเอสไอ (DSI) ก็กําลังคิดว่าจะเอามาเป็นตัวอย่าง ของดีเอสไอ (DSI) นี่ระเบียบเขา เมื่อปี ๒๕๔๘ อัตราการจ่าย ๑ คดีนะครับ ค่าใช้จ่ายในการสืบ แต่เขารวมนะครับ เขารวมสืบสวนสอบสวนด้วย เขาบอกว่าเบิกได้เลยไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีระเบียบ อยู่ในมือครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ คงจะต้องเอามาเป็นตัวอย่าง และเชื่อว่ากระทรวงการคลังและสํานักงบประมาณ ก็คงต้องดูแลเราอย่างเท่าเทียมกัน เราจะเอาเป็นตัวอย่างก็จะไปปรับ

ต่อไปเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้ของพนักงานสอบสวน การฝึกอบรม เราขาดแคลนมากเพราะเราไม่มีงบประมาณ พนักงานสอบสวนก็จะต้องติดตามกันเอาเอง กฎหมายอะไรออกใหม่ โดยเฉพาะช่วงนี้ สปท. ขับเคลื่อน สนช. รับรู้ออกกฎหมายไป พนักงานสอบสวนไปตามเอาเอง ไม่มีระบบที่จะไปฝึก ไปอะไรเพราะว่างบประมาณ มีไม่เพียงพอ อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่นําไปสู่สาเหตุของปัญหา ที่ทําให้เกิดปัญหาอย่างที่ผมได้กล่าวแล้วนะครับ

ทีนี้มาถึงวิธีการแก้ไข ก็คงตรง ๆ เลยวิธีการแก้ไข ในสาเหตุเรื่องแรก เรื่องของการแบ่งงานออกเป็นฝ่ายสืบสวนกับฝ่ายสอบสวนแยกกัน และการจัดเวรเดี่ยว ๒ เรื่องนี้เรารวมเลยเป็นว่าเราก็แก้ปัญหาคือมี ๒ วิธี ก็คือไปแก้กฎหมายเมื่อปี ๒๕๔๗ ที่ระบุให้พนักงานสอบสวนเป็น สบ. ก็แก้ใหม่ ผมอธิบายอีกนิดหนึ่งว่าพอเรามีกฎหมาย ให้พนักงานสอบสวนคนที่จะทําหน้าที่สอบสวนได้ต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามกฎหมาย มาตรา ๔๔ ทําให้เราขาดโอกาส บางครั้งสารวัตรจราจร สารวัตรสืบสวน สารวัตรป้องกัน รองสารวัตรป้องกันที่มีอีกโรงพักหนึ่ง สมมุติว่า ๑๐ คน เขามีคุณสมบัติจบนิติศาสตร์มา จบโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามารถเป็นพนักงานสอบสวนได้ พอเรามีกฎหมายอย่างนี้ตูม ผู้กํากับการก็ไม่สามารถจะมอบหมายให้คนเหล่านั้นมาช่วยพนักงานสอบสวนได้ เพราะกฎหมายเราไปกําหนดตําแหน่งไว้เช่นนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยู่ในเรื่องที่จะ พิจารณากันว่าเราจะปรับจะแก้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ยังไม่ปรับแก้กฎหมาย เราเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เราสามารถแก้ได้เลย ทําได้เลย ก็คือการทําให้สืบสวนกับสอบสวน เป็นทีมเดียวกัน เป็นเหมือนอยู่ในตัวคนคนเดียวกันด้วยการจัดใหม่ครับ ต่อไปนี้การเข้าเวร ของพนักงานสอบสวนเวรประจําสถานีตํารวจเราจะจัดเป็นทีมเป็นชุด ใน ๑ ชุด ก็ประกอบไปด้วยพนักงานสอบสวนหัวหน้า แล้วอาจจะมีพนักงานสอบสวนลูกทีมอีก ๒ คน ๓ คน มีฝ่ายสืบสวนมาประจําทีมมีฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ แล้วถ้าโรงพักไหนมีขนาดใหญ่ มีกําลังพลมากก็อาจจะจัดฝ่าย ป. ฝ่ายธุรการมารวมเป็นทีมได้ เมื่อเข้าเวรก็จะมานั่งอยู่ในห้องเป็นทีมงานเดียวกัน เวลาที่ประชาชนมาแจ้งความก็จะเจอ พนักงานสอบสวน สมมุติว่าทีมนี้มีพนักงานสอบสวน ๕ คน เขาก็จะพบพนักงานสอบสวน ทั้ง ๕ คน เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง คนที่จะรับฟังก็เป็นหัวหน้าระดับพันตํารวจเอก พันตํารวจโท มีประสบการณ์สูง พอรับฟังเสร็จก็หารือกับลูกน้องว่าเรื่องนี้คุณไป เรื่องนี้คุณไปดูที่เกิดเหตุ แล้วก็สั่งฝ่ายสืบเรื่องนี้คุณไปด้วยไปดูสิเบื้องต้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า การจัดทีมบูรณาการ ถามว่าจะทําได้หรือแบบนี้และจะดีหรือ คําตอบคือจริง ๆ แล้ว การจัดเป็นทีมงานพนักงานสอบสวน สํานักงานตํารวจแห่งชาติทํามานานมากแล้วครับ เวลาที่มีคดีใหญ่ ๆ คดีดัง ๆ ที่เป็นที่สนใจก็ออกคําสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตั้งเป็นคณะเลย ผมยกตัวอย่างจะได้เห็นชัด ๆ ท่านเข้าใจง่าย ๆ คดีระเบิดที่ราชประสงค์ ท่านสมยศก็ออกคําสั่งตั้งให้ท่านศรีวราห์เป็นหัวหน้าคณะรับผิดชอบฝ่ายสอบสวน ท่านจักรทิพย์เป็นฝ่ายสืบสวน แล้วก็มีลูกน้องอีกคณะละ ๒๐-๓๐ คน ระดมกันทํางาน ไปด้วยกันทําด้วยกัน ฝ่ายสืบสวนได้อะไรมา ฝ่ายสอบสวนประกบสอบ ๆ จนกระทั่งสามารถ จับตัวคนร้ายได้ประมาณ ๑ เดือน เหลือเชื่อมากครับ คดีนี้คนทั้งโลกมองว่าประเทศไทย ไม่มีทางจับได้ จนกระทั่งมีคนสบประมาทให้รางวัลเราก็เลยโชคดีไป นี่คือความสามารถของ ตํารวจไทยที่ทําได้นะครับ คดีเกาะเต่าก็เช่นเดียวกัน ตั้งเป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ศาลพิพากษาชัดเจนครับเรื่องนี้ แต่เรื่องของการเมือง เรื่องของกระแส ความสามารถในการ ปลุกกระแสก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ยืนยันครับว่าชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจึงมั่นใจว่าระบบนี้ ใช้ได้อยู่ เราก็จะจําลองระบบนี้มาใช้ ทําไมเราบริการประชาชนเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ และเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นความเดือดร้อน ความทุกข์ของประชาชนเราไม่บริการในลักษณะนี้ด้วย แล้วถามว่าเราทําได้ไหม ก็ทําได้ครับ เพราะว่าผมได้ให้ตัวเลขท่านแล้วว่าพนักงานสอบสวนนั้น ถ้าเอามาเกลี่ยใหม่เขาจะรับคดีปีหนึ่งไม่เกิน ๗๓ คดี ซึ่งน้อย เราสามารถที่จะให้เขารับได้ มากกว่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่จะดําเนินการนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการทบทวนกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ๑ นะครับ

แล้วก็ต่อไปเรื่องของการทบทวนระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งผมพูดให้ฟัง แล้วนะครับว่ามันต้องแก้ เรื่องของเงินเพิ่มพิเศษของพนักงานสอบสวนซึ่งเราก็พบว่า ไม่เท่าเทียมกันกับหน่วยงานสอบสวนด้วยกัน คือถ้าท่านดูในเอกสารก็จะเห็นนะครับ คือเผอิญต้องขออนุญาตนะครับ ไม่ได้มีอะไรกับดีเอสไอ (DSI) แต่เผอิญว่าเราเป็น หน่วยงานที่มีหน้าที่สอบสวนเหมือนกันถึงจะเทียบกันได้ ท่านมีเงินประจําตําแหน่งเท่าไร เราไม่ไปเทียบกับอัยการเพราะว่าคนละหน้าที่กัน เรื่องของความเจริญก้าวหน้า ของพนักงานสอบสวนอย่างที่ผมอธิบายแล้วนะครับ ในเรื่องอันเนื่องมาจากขวัญกําลังใจของเขา เรื่องแผนพัฒนาบุคคล เรื่องของการขยายงานนิติวิทยาศาสตร์ อันนี้คือประเด็นที่เราจะทํางาน ถามว่างานนิติวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้เพียงพอไหม เพียงพอที่จะพิสูจน์และใช้เป็นหลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์ได้ เพียงแต่เราต้องการกระจายให้ไปอยู่ตามภูมิภาคให้มากขึ้น ให้เกิด ความรวดเร็วมากขึ้น เรื่องของการนําเทคโนโลยีระบบไครมส์ (CRIMES) มาใช้มีประโยชน์ มากนะครับ หมายความว่าระบบไครมส์ (CRIMES) จะถูกวางไว้แล้วให้พนักงานสอบสวนใช้ พนักงานสอบสวนสามารถจะสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ได้หมด ผมเปรียบเทียบ ระบบไครมส์ (CRIMES) ของตํารวจเหมือนกูเกิล (Google) ตํารวจอยากรู้อะไรกดลงไป ระบบไครมส์ (CRIMES) จะตอบท่านเลย ตอบตํารวจนะครับ แต่นั่นหมายความว่าจะต้องมี ข้อมูลกรอกเข้าไปก่อน อันนี้เราพัฒนาได้ระดับหนึ่งแล้วแต่ยังอยู่ในขั้นที่ยังไม่ครบถ้วน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่าถ้าเราใส่ข้อมูลกรอกไปนี่นะครับ สมมุติว่าเกิดคดีขว้างหิน เรากดปึงขว้างหินตูมคดีขว้างหินที่เคยเกิดขึ้นในอดีตทั้งหมดที่ถูกคีย์ (Key) เข้าไป จะตอบมาเลยว่าพฤติกรรมการขว้างหินเป็นอย่างไร เกิดที่ไหนบ้าง อะไรบ้างแล้ว เราก็จะเอา ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้ว่าคนเดิมหรือเปล่าที่เคยขว้างในอดีต เพราะฉะนั้นนี่คือ ระบบไครมส์ (CRIMES) นอกจากนั้นยังใช้สําหรับผู้บังคับบัญชาในการติดตามความคืบหน้า ของงานสอบสวนได้ ประชาชนมาติดตามคดีความคืบหน้าของตนเองเจอใครก็ได้ บอกเลขคดีมา เจ้าหน้าที่ก็จะกดไประบบไครมส์ (CRIMES) แล้วมันก็จะบอกได้ว่าตอนนี้เรื่องรอผลการตรวจ ทางดีเอ็นเอ (DNA) อยู่ นี่คือระบบที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นยังใช้สําหรับผู้บังคับบัญชา คือไม่ได้ตั้งใจเอามาเพื่อจะควบคุมพนักงานสอบสวน แต่เผอิญระบบมันใช้ได้ ผมตั้งคําถามกับหัวหน้าสถานีตํารวจว่าทุกวันนี้ท่านเป็นหัวหน้า สถานีตํารวจ ลูกน้องท่านเข้าเวรอยู่มีคนมาแจ้งความวันหนึ่งกี่คดี แล้วพนักงานสอบสวน รับเป็นคดีหรือไม่รับ ปฏิเสธไป เป่าไปกี่เรื่อง ท่านรู้ไหม หัวหน้าสถานีตํารวจยังอึ้งเลยเออ ไม่รู้ครับ เพราะวันหนึ่ง ๆ หัวหน้าสถานีตํารวจต้องไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไปตามเรื่องนั้น ไปประชุมที่โน่นที่นี่ ปล่อยให้ร้อยเวรนั่งอยู่ที่สถานีตํารวจ คนมาติดต่อร้อยเวรมาแจ้งความ เรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาลงประจําวันบ้าง ไม่ลงประจําวันบ้างไม่มีทางรู้เลย เพราะฉะนั้นเราจึง เชื่อว่ามีพนักงานสอบสวนบางคนที่ไม่รับสํานวนอย่างที่ผมเล่าให้ฟังแล้ว ด้วยเหตุผลที่เป็น อุปสรรคสําหรับเขาด้วย เพราะฉะนั้นระบบไครมส์ (CRIMES) จะช่วยได้นะครับ

เรื่องต่อไปเป็นข้อเสนอของท่านสมาชิกในเรื่องของการไกล่เกลี่ย เรื่องนี้ เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็จะดําเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น ทั้งหมดย้ําอีกครั้งว่า เราทําพร้อม ๆ กัน ไม่ได้รอให้ทําเรื่องแรกเสร็จแล้วถึงมาทํา ไม่ใช่นะครับ ทําพร้อม ๆ กัน แบ่งงานกันทํา

สําหรับวิธีการในการขับเคลื่อนในเรื่องของการจัดชุดพนักงานสอบสวน ก็เรียนยืนยันนะครับว่าผมได้ประสานกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติแล้วเขาเห็นด้วย และเขาก็ได้ ออกคําสั่งตั้งคณะทํางานในการขับเคลื่อนที่จะพัฒนาระบบงานสอบสวน สอดคล้องกับความคิดเห็น ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นผมมีแผนในการทํางานคร่าว ๆ นะครับ ก็คือหลังจากที่ผ่านสภาแล้วถ้าท่านให้ ความเห็นชอบ สภาก็คงเสนอ ครม. ครม. ก็คงออกมาเป็นมติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็คงต้องเอาไปดําเนินการ ซึ่งเราอาจจะไปช่วย ไประดมความคิดเห็นร่วมกัน

ประการแรกเลย คงต้องสร้างเกณฑ์มาก่อนว่าโรงพักจะจัดทีมอย่างไร ก็คงต้องเอาค่าเฉลี่ยของคดีของแต่ละสถานีมาเป็นเกณฑ์แล้วก็เฉลี่ยมาออกมาว่าคนหนึ่ง ควรจะรับคดีเท่าไร ง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าคนหนึ่งควรจะรับได้ถึง ๑๐๐ คดี เราก็เอา ๑๐๐ คดี มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็ดูว่าโรงพักนี้มีคดีเท่าไร ๆ แต่ยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าการจัดเป็นทีม เราไม่จําเป็นต้องจัดทั้ง ๑,๔๖๗ โรงพัก ผมยกตัวอย่างโรงพักเสาหินที่ผมยกตัวอย่างว่าทั้งปี มี ๔ คดี ก็ไม่จําเป็นต้องจัดเป็นทีม อันนี้เราให้อิสระ นี่คือหลักกระจายอํานาจ ให้ผู้บัญชาการเขา ให้ผู้การจังหวัดเขาไปพิจารณา แต่เราให้เกณฑ์ไป เขาก็พิจารณาเอง ปรับสภาพนะครับ เพราะฉะนั้นทันทีที่ผมเสนอความคิดเห็นเรื่องจัดทีมก็มีเสียงสะท้อนมาบอกว่าจัดได้อย่างไร ไม่ได้หรอกมันไม่เหมือนกัน จังหวัดยะลากับจังหวัดเชียงใหม่จะเหมือนกันได้อย่างไร ก็ถูก ก็ไม่ได้บอกว่าต้องเหมือนกัน ให้ท่านนั่นละ ก็หมายถึงให้ผู้บังคับบัญชาของเขานั่นละไปพิจารณา ไปคิด แต่แน่นอนทันทีที่เรื่องนี้ออกไปเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วยอาจจะมีสําหรับคนที่รักสบาย คือคนที่อยู่โรงพักแล้วทําสํานวนปีละ ๑๐ สํานวน ๑๕ สํานวน สิ้นเดือนรับเงินประจําตําแหน่ง เท่ากับคนที่ทํา ๒๐๐ สํานวน ก็คงมีคนอย่างนี้อยากอยู่ที่เดิมไม่อยากขยับไปทํางานเยอะ ๆ แต่คงต้องพูดคุยกัน แล้วก็ต้องทําความเข้าใจกันนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นสําคัญในหัวข้อหนึ่ง ที่คิดไว้ก็คือเรื่องของการประชุมสัมมนาปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ในการทํางาน เพื่อร่วมกันขจัดปัญหาความไม่พึงพอใจของประชาชน อันนี้คือการพูดคุยกับ พนักงานสอบสวนและตํารวจทั้งประเทศว่าถึงเวลาแล้วนะ ถ้าท่านยังคิดว่าอยู่อย่างนี้ ๆ อยู่ไม่ได้หรอก รัฐบาลนี้ไม่ทํารัฐบาลหน้าเขาก็ทํา ต้องทําความเข้าใจครับ ผมเชื่อว่าตํารวจ พูดรู้เรื่องครับ ด้วยเหตุด้วยผล เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่เราจะทํา

ตัวสุดท้าย เมื่อเราจัดเป็นระบบอย่างนี้แล้วตัวชี้วัดก็สําคัญ ถ้าเราจัด เป็นทีมนะครับ ผมยกตัวอย่าง ผมลืมหลักสําคัญคือว่าที่เราได้ความคิดนี้แล้วเรายืนยันว่า ความคิดนี้ไปได้ นอกจากเรื่องที่เราบอกว่าสํานักงานเขาก็ทําเรื่องนี้มาอยู่แล้ว แล้วก็ คณะศึกษาตั้งแต่สมัยท่านวงกต มณีรินทร์ ก็ทําเรื่องนี้ ศึกษาเรื่องนี้อยู่แล้ว ปรากฏว่า มีหน่วยงานหนึ่งก็คือ สภ. เมืองนครสวรรค์เขาทําเรื่องนี้ เขาทําแล้วประสบความสําเร็จ ได้ผล ประชาชนมีความพึงพอใจนะครับ ทีนี้ในเรื่องของเกณฑ์การชี้วัด ตัวชี้วัด มันง่ายเลยครับ สมมุติว่าจังหวัดนครสวรรค์เขามีอยู่ ๔ ทีมนี่นะครับ ทีมหนึ่งก็เข้าเวร เพราะฉะนั้นก็จะมีสถิติว่าทีมเอ (Team A) ทีมที่ ๑ รับคดีมาทั้งหมด ๑๐๐ คดี ทีมที่ ๒ รับมา ๑๒๐ คดี ทีมที่ ๓ รับมา ๑๑๐ คดี ทีมที่ ๔ รับมา ๙๐ คดี เราก็จะดูว่า ๑๐๐ คดีของทีมที่ ๑ คุณสามารถสืบสวนสอบสวนจนสามารถ รู้ตัวผู้กระทําความผิดจนกระทั่งออกหมายจับ แล้วคุณจับกุมได้เท่าไร แล้วคุณสามารถ ทําสํานวนสั่งฟ้องส่งอัยการได้เท่าไร ถึงอัยการแล้ว ถ้าติดตามจนถึงว่า แล้วศาลสั่งว่าอย่างไร คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของ ๑๐๐ คดี เช่นเดียวกันกับทีมที่ ๒ เหมือนกันคุณรับ ๑๒๐ คดี แล้วคุณสืบสวนจนรู้ตัวเท่าไร ออกหมายจับเท่าไร จับได้เท่าไร สั่งฟ้องเท่าไร ก็จะเป็นสัดส่วน เปรียบเทียบชัดเจน แล้วสิ้นปีก็มาประเมินผล การจะให้บําเหน็จความชอบเรื่องขั้นเรื่องอะไร ก็จะง่ายขึ้น แล้วผู้กํากับหัวหน้าก็จะง่าย ติดตามแต่ละทีมว่าอย่างไรทีมนี้ ๆ ทีมไหน ผลงานยังไม่เข้าเป้า สัดส่วนยังน้อยก็ไล่จี้ ไล่จี้ไม่พอ ถ้าคนเขาไม่พอเสริมฝ่ายสืบเข้าไป เนื่องจากฝ่ายสืบไม่ได้มีเฉพาะในทีมของพนักงานสอบสวนนะครับ ฝ่ายสืบที่อยู่ในทีม พนักงานสอบสวนคือฝ่ายสืบหลังเกิดเหตุ แต่ยังมีฝ่ายสืบก่อนเกิดเหตุอะไรอีก ก็สามารถ จัดสรรได้ก็เป็นความคิดเป็นอิสระของหัวหน้าสถานีตํารวจนะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า แนวทางที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้คิดและได้เห็นชอบเป็นแนวทางที่น่าจะทําให้ประชาชนได้รับความพึงพอใจนะครับ และเชื่อว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติเองก็เห็นชอบด้วยแล้วก็จะช่วยกันขับเคลื่อนต่อไป ผลที่คาดว่าจะได้รับก็ชัดเจนนะครับ แทนที่ประชาชนขึ้นไปบนโรงพักพบร้อยเวรคนเดียว อาจจะเป็นร้อยตํารวจเอก พันตํารวจตรี พันตํารวจโท หรือร้อยตํารวจตรีใหม่ ๆ กฎหมายอะไร ยังไม่รู้เรื่องก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว เปลี่ยนใหม่ไปถึงพบทั้งทีมมีทั้งพันตํารวจโท พันตํารวจเอก พันตํารวจตรีนั่งอยู่เล่าให้ฟังครั้งเดียว ฝ่ายสืบก็รู้เรื่อง ฝ่ายสอบก็รู้เรื่อง ไม่ต้องเสียเวลา มาตามคดี เดิมรับอยู่คนเดียวมาตามคดีไม่เจอร้อยตํารวจเอก ก มาเจอร้อยตํารวจเอก ข ร้อยตํารวจเอก ค ถามไม่รู้เรื่อง แต่ต่อไปนี้ ก ข ค ง อยู่ในทีมเดียวกันจะต้องรับรู้ ความคืบหน้าเท่ากัน การติดตามคดี ความคืบหน้าอะไรก็สามารถที่จะตอบได้นะครับ เพราะฉะนั้นเราหวังว่าถ้าปรับตามนี้แล้วประชาชนจะมีความพึงพอใจขึ้น ขอขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สําหรับท่านที่เสนอมาเมื่อสักครู่คือท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ แล้วสําหรับท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านวิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกา ต่อไป ขอเรียนเชิญ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อนุกรรมาธิการปฏิรูปตํารวจ ท่านได้ทุ่มเท ตั้งใจทําผลงานชิ้นนี้มานําเสนอถึงขนาดต้องไป นอนโรงพยาบาลเมื่อคืนนี้ ท่านได้ลงรายละเอียดไปพอสมควร ทุกครั้งที่ผมมายืนตรงนี้ มาชี้แจง มาทําความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปตํารวจผมจะมีความสุขมาก กรรมาธิการทุกท่าน มีความรู้สึกเหมือน ๆ กัน ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกก็คงจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน เพราะเรื่องของ การปฏิรูปตํารวจเป็นความต้องการของประชาชน วันนี้ผมจะมีความสุขมากกว่าครั้งก่อน ๆ เพราะไม่ใช่เพียงมาพูด มาชี้แจงทําความเข้าใจ แต่จะมาขอมติแล้วนําสิ่งนั้นไปขับเคลื่อน มันจะได้เดินหน้า ปี ๒๕๕๙ แล้วครับ วันนี้วันที่ ๑๙ มกราคม เราต้องก้าวไปข้างหน้า ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกครับ กรรมาธิการยังไม่ขึ้นมาชี้แจงเลยครับท่านก็อภิปรายแล้ว แสดงว่าท่านให้ความสนใจมากกับเรื่องของการปฏิรูปตํารวจ แม้ว่าประเด็นในวันนี้จะเป็น ประเด็นที่ ๑ ใน ๙ เรื่อง ซึ่งจะมีเรื่องหนัก ๆ ตามมา วันนี้ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาชี้แจง ไปแล้วส่วนหนึ่งว่าเพราะเป็นเรื่องที่ทําได้เลย ทําได้เร็ว ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ แล้วสัมผัสแตะต้องกับประชาชนโดยตรง คือประชาชนได้รับประโยชน์เห็น ๆ เพราะกระบวนการ ยุติธรรมเริ่มที่ผู้เสียหายไปร้อง ไปตีระฆังที่หน้าศาลไคฟง ไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่า ถูกกระทําอย่างไร ถูกละเมิดสิทธิอย่างไร ต่อชีวิต ร่างกาย ต่อทรัพย์อย่างไร ต้องเริ่มต้น ตรงนั้นครับ การที่จะไปเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย ต้องผ่านอนุบาล ก่อนครับ ต้องเป็นเด็กก่อนถึงเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นวันนี้ที่เอาเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ดูถูกสภานี้ว่า เอาเรื่องเล็ก ๆ เข้ามา แต่ท่านคิดตามที่ท่านวรพงษ์มาชี้แจงแล้วท่านจะเห็นครับว่าเรื่องนี้ เป็นประโยชน์สุขของประชาชน ปรัชญาการเป็นตํารวจ ผมเองไม่ได้เตรียมตัวมาพูดเลยครับ ไม่ได้เตรียมตัวเหมือนท่านวรพงษ์เพราะปัญหาตํารวจอยู่ในกระแสเลือดของผมครับ เจาะไป เมื่อไรก็จะเห็นปัญหาตํารวจ ฉะนั้นวันนี้ผมก็เลยมาฉายเพียงสั้น ๆ ครับ เพราะท่านวรพงษ์ ลงรายละเอียดหมดแล้ว ผมก็นั่งขีดไปเรื่อย ๆ ว่าพูดของผมแล้ว พูดของผมแล้ว พูดของผมแล้ว ผมแทบไม่มีอะไรจะต้องพูด แต่ที่จะต้องทําความเข้าใจก็คือในการปฏิรูปทุกเรื่องไม่ว่าจะ ตํารวจหรือคณะไหนก็แล้วแต่จะต้องตั้งให้ถูกก่อนว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางประชาชนได้รับ ประโยชน์ ประโยชน์ต้องตกติดกับประชาชนก่อน ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อองค์กรโตขึ้น ไม่ใช่ปฏิรูป เพื่อตํารวจได้เงินเพิ่มขึ้น ได้สวัสดิการมากขึ้น ท่านวรพงษ์ชี้แจงไปแล้วตรงนี้มีชัดเจนในเรื่อง ของการปฏิรูปตํารวจ บทหนักที่ผมจะรับผิดชอบใน ๙ ข้อ ข้อของผมคือให้ตํารวจปราศจาก การแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ทําอยู่ อันนั้นชั้นปริญญาเอกครับ ไม่ใช่อนุบาล รอเจอกัน ในคราวหน้าก็แล้วกันนะครับ

ทีนี้เรื่องที่ผมจะมาชี้แจงเพิ่มเติมอยากจะพูดทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก เพื่อขอมติ แม้ว่าสมาชิกจะอยู่ด้านนอกก็หาจอทีวี (TV) ฟัง ก็คือในเรื่องที่สําคัญมาก เป็นไฮไลท์ (Highlight) เมื่อสักครู่ท่านวรพงษ์ก็พูดไปแล้ววันศุกร์นี้จะมีการเสวนา ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ท่านอลงกรณ์ได้มอบหมาย ให้ผมเป็นผู้แทนไปร่วมเสวนาด้วย ไฮไลท์ (Highlight) ของเรื่องก็คือมีความพยายามที่จะ แยกงานสอบสวนออกไปจาก สตช. แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนเอง ๔๐๐ คน จาก ๑๐,๐๐๐ คน ๙,๐๐๐ กว่าคน แค่ ๔๐๐ คน เปอร์เซ็นต์เท่าไรผมขี้เกียจคิด แต่เมื่อ อาทิตย์ที่แล้วผมไปบรรยายให้กับตํารวจภูธรภาค ๗ ๗๐๐ คน เป็นพนักงานสอบสวน ๕๐๐ กว่าคน เข้าใจหมดเลยครับ นิ่งเงียบสงบเห็นด้วย เช่นกันพูดวันนี้เพื่อให้ทําความเข้าใจ ตรงนี้และอยากให้เล็ดลอดไปข้างนอก โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนที่ยังมีความพยายาม จะแยกออกไปเพื่อให้ตัวเองได้ก้าวหน้าขึ้น มีเงินเดือนมากขึ้น มีอะไรมากขึ้น ตรงนั้นไม่ใช่ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คุณจะต้องไปตั้งโรงพักอีก ๑,๐๐๐ กว่าโรงพักหรือ แล้วคุณจะต้อง ไปสร้างชุดสืบสวนขึ้นมาคู่กับคุณแล้วจะเป็นดีเอสไอ (DSI) สาขา ๒ สาขา ๓ อย่างนั้นหรือ เพราะเมื่อสักครู่เห็นชัดแล้ว ท่านวรพงษ์ชี้ให้เห็นว่างานสืบสวนกับสอบสวนเริ่มตกอับลงมา เมื่อปี ๒๕๒๘ บังเอิญผมเป็นตํารวจร่วมสมัยครับ ผมเป็นตํารวจร่วมสมัยก็คือสมัยที่ก่อนปี ๒๕๒๘ แล้วก็หลังปี ๒๕๒๘ เห็นภาพตรงนี้ชัด ถ้าแยกสืบสวนจากสอบสวนเมื่อไรหายนะจะเกิดกับ กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ผมขออนุญาตใช้คํานี้เลยครับ ไม่รุนแรงเกินความเป็นจริง มันเกิดอย่างไรครับ ก่อนปี ๒๕๒๘ สืบสวนกับสอบสวนเดินไปด้วยกันครับ ไปบริหาร ไปสืบหาพยานหลักฐาน ๒ วิญญาณจะอยู่ในตัวคนเดียวกัน นักล่าผู้กระทําผิดมาลงโทษ แต่เมื่อปี ๒๕๒๘ ไม่ได้แยกนะครับ ยังอยู่ใน สตช. แต่กําหนดบทบาทงานสืบสวนกับสอบสวน ให้มีตัวละครรับผิดชอบ คนสอบไม่ต้องสืบ คนสืบไม่ต้องสอบ พนักงานสอบสวนนั่งอยู่ เฉพาะในตู้กระจก ปัจจุบันผมก็เห็นภาพนี้นะครับ พนักงานสอบสวนนั่งรถไฟฟ้ามาเข้าเวร ออกเวรเปลี่ยนเครื่องแบบนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน คล้าย ๆ พนักงานเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) เลย จะบริหารกระดาษไม่กี่แผ่นก็คือผลิตสํานวน ไม่มีวิญญาณของนักล่าผู้กระทําผิดมาลงโทษ ท่านวรพงษ์พูดเมื่อคราวที่แล้วผมจําได้ทุกดอกครับเพราะว่าเลือดผมเจาะเข้าไป ปัญหา ตํารวจอยู่ในกระแสเลือดผมบอกแล้ว ท่านวรพงษ์บอกว่ารถจักรยานยนต์หายให้มาแจ้งความ เสร็จเรียบร้อยมาตามเรื่องว่าสืบได้ความอย่างไร ตามกับพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวน บอกว่าไม่เกี่ยว ผมไม่รู้ผมทําสํานวน ไปถามฝ่ายสืบสวนโน่น อันนี้อยู่ด้วยกันนะ ยังไม่ได้แยก จาก สตช. หายนะขนาดนี้ ถ้าแยกไปเลยล่ะ ฉะนั้นฝากไปยังพนักงานสอบสวน หูตาสว่างครับ เราปฏิรูปเพื่อประชาชน ส่วนในเรื่องความเจริญก้าวหน้าของพนักงานสอบสวนนั้นเรามีให้เสร็จ ในแผนปฏิรูปนี้ ผมให้ดูตัวอย่างอีกนิดหนึ่งเพื่อทําความเข้าใจให้ชัดเจนขึ้น ผมไปบรรยาย สภาทนายความเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมออกเป็นข้อสอบด้วยเพราะเป็นเรื่องฮอต อิชชู (Hot issue) อยู่ขณะนี้ สืบสวน วิ. อาญา มาตรา ๒ (๑๐) ผมพูดประเด็นนี้ประเด็นเดียวครับ คือการแสวงหา ข้อเท็จจริงและหลักฐาน ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจได้ปฏิบัติไปตามอํานาจและหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิดสืบสวน มาตรา ๒ (๑๐) สอบสวน มาตรา ๒ (๑๑) ติดกันเลยครับ คือการรวบรวมพยานหลักฐาน แสวงหา (๑๐) เอามารวบรวมตามที่ วิ. อาญากําหนด พยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร รวบรวมอย่างไร ไม่ใช่สอนกฎหมายครับ เพื่อให้เห็นว่าสืบกับสอบมันแยกกันไม่ได้ ซึ่งพนักงาน สอบสวนได้ปฏิบัติไปตามประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อพิสูจน์ ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ และหรือเอาตัวผู้กระทําความผิดมาลงโทษให้ดูเป็น ตัวอย่างครับ ตํารวจขับรถตรวจท้องที่ไปเจอคนคนหนึ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่หน้าบ้าน ตํารวจ ผ่านไปมันผลุบเข้าบ้าน พอรถเลยไปมันโผล่ออกมา วนไปใหม่อีกรอบหนึ่ง มันทําเหมือนเดิม ตํารวจสงสัยมันค้ายาบ้าหรืออย่างไร เห็นตํารวจแล้วมันหลบเข้าบ้านปิดประตูโครมเลย พอตํารวจผ่านไปมาโผล่หน้าอีกแล้ว สงสัยเสนอขายยาบ้า สงสัยครับ ตํารวจไปขอหมายค้น แล้วเข้าไปค้นครับ สืบหรือสอบ คงเป็นสืบเพราะไปแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน เข้าไป ในบ้านหลังนั้นปรากฏข้อเท็จจริงว่ามันบ้า มันวิกลจริต มันถ่ายอุจจาระเต็มบ้านเลย กลางคืน ร้องโหยหวน ชาวบ้านเดือดร้อนรําคาญ ตํารวจก็เลยส่งโรงพยาบาลเพื่อไปเยียวยา เพื่อไป รักษา ไม่มีความผิดอาญาเกิด จบตรงนั้น เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน ทําหน้าที่ตํารวจสืบสวน แล้วมันสอบตรงไหน มันส่งผ่านกันอย่างไร ผมเปลี่ยนโจทย์ใหม่ โจทย์เดิมแต่เข้าไปแล้วเจอยาบ้าครับ เจอยาบ้าอยู่ในบ้านหลังนั้นเต็มบ้านเลยครับ ตํารวจ ก็เริ่มรวบรวมพยานหลักฐาน เขียนบันทึกจับกุม ตรวจสอบวงจรปิดว่าใครมาส่งยาบ้า ตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ที่กล่องยาบ้า ทําทุกอย่างครบ นั่นคือการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความผิดตามที่กล่าวหา แยกกันได้ไหมครับ มันส่งผ่านกันตอนไหน แล้วถ้าแยก กันไปบรรลัยไหมครับ นั่นละครับ ก็ฝากไว้ว่าสืบกับสอบต้องอยู่ด้วยกันเท่านั้น เพียงแค่ กําหนดบทบาทหน้าที่ทั้ง ๆ ที่อยู่ด้วยกันเมื่อปี ๒๕๒๘ ว่าคุณไปสืบอย่างเดียวไม่ต้องสอบ คุณสอบอย่างเดียวไม่ต้องสืบยังแย่ขนาดนี้เลย อาจารย์ใหญ่ผมครับ ผมเอ่ยชื่อ ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องรู้จัก พลตํารวจเอก ประยูร โกมารกุล ณ นคร ผมมือขวาท่านครับ แต่ท่านถนัดซ้าย สืบกับสอบแยกกันไม่ได้อํานวย ลูกต้องจําไว้ ไม่ใช่ผมเชื่อในความที่ท่านเป็นปูชนียบุคคล แต่เชื่อในเหตุผลและความเป็นจริง ชุดสอบสวนที่ท่านวรพงษ์พูดจะมีหัวหน้าครับ พนักงาน สอบสวนที่เป็นหัวหน้าชุดจะมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ จะมีผู้ช่วยพนักงานสอบสวน จะมีฝ่ายสืบสวนอยู่ในนั้น ชุดนั้นคือรับผิดชอบ คุณจะบอกว่าคุณไม่มีหน้าที่ไม่ได้ในคดีนี้ จะมีฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน จะมีฝ่ายป้องกันปราบปราม ไปดูแล้วเคส (Case) อย่างนี้ ฆ่ากันตาย ตรงนี้ เพราะอะไร วางแผนป้องกันด้วย ต้นไม้มันรก เป็นที่เปลี่ยว ตัดกิ่งไม้ ติดสัญญาณ ติดไฟฟ้าส่องสว่าง ครบหมด แก้ปัญหาทั้งเชิงป้องกัน เชิงปราบปราม รวบรวมพยาน หลักฐาน การสอบสวน การบริหารคดี อย่างนี้ไม่ได้กับประชาชนหรือครับ อย่างนี้เลย มัธยมแล้วครับ มันปริญญา เพราะฉะนั้นอนุบาลวันนี้ไม่ใช่อนุบาลแน่นอนครับ เป็นระดับ ปริญญาครับ แล้วเป็นความสุขของประชาชนในด้านการอํานวยความยุติธรรมในทางอาญา เป็น ๑ ใน ๙ เรื่อง ครั้งต่อ ๆ ไปก็มีเรื่องที่จะมานําเสนอเพื่อขอมติไปขับเคลื่อนครับ วันนี้ผมบอกแล้วว่าผมมีความสุขมากกว่าทุกครั้งที่ผมขึ้นมายืนตรงนี้ เพราะผมจะได้ ขับเคลื่อนแล้วละ ผมเชื่อ ดูจากนัยน์ตาของสมาชิกคงมีมติให้ผ่านครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ ทีนี้ต่อข้อเสนอ ของท่านสมาชิกบางท่านที่บอกว่าไม่อยากจะให้กําหนดเวลา ๕ นาทีนั้น อันนี้ผมก็ขอนํากลับไป ปรึกษาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนนะครับ วันนี้จึงขอให้ถือปฏิบัติแบบเดิม อย่างไรก็ตามเราก็ผ่อนปรนให้เสมอมาไม่มีปัญหา สําหรับ รายชื่อสมาชิกที่ขออภิปรายมีดังนี้นะครับ ๑. พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ ๒. ท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ๓. พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ๔. ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๕. ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ๖. รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สําหรับอีกท่านหนึ่งคือรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเรียนเชิญท่านแรกนะครับ คือ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ต้องกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนะครับ รวมทั้ง อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ ซึ่งได้นําเสนอสิ่งที่สําคัญในหัวใจของงานตํารวจ คืองานสอบสวนนะครับ เพราะงานสอบสวนเราคงได้ยินว่าเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม แล้วผมเองนั้นเป็นสมาชิก สปท. แต่อยู่ในด้านของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม ซึ่งผมสมัครใจที่จะไปทํางานด้านสังคม แล้วผมก็ต้องสนใจด้านกฎหมาย และด้านตํารวจ อยู่ส่วนสําคัญด้วยครับ ท่านประธานครับ ทั้ง ๙ เรื่องที่ท่านอนุกรรมาธิการได้นําเสนอนั้นเป็นสิ่งที่เป็นการขับเคลื่อน ที่เป็นรูปธรรม แล้วก็เป็นการขับเคลื่อนในส่วนของเชิงข้อมูล ซึ่งทางประธานอนุกรรมาธิการ คือท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ได้ศึกษามาทั้งคณะ และได้ผลิตที่จะต้อง ขับเคลื่อน ๙ ด้านนั้นผมเห็นด้วยนะครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผมขอวกกลับมาถึง มุมมองเสี้ยวหนึ่งในฐานะส่วนหนึ่งที่ผมเป็นตํารวจแล้วก็เคยทํางานสอบสวนมาบางส่วน แล้วก็มาอยู่ทางด้านการศึกษา ท้ายสุดก็มาอยู่ด้านปราบปรามนะครับ บริบทที่ดําเนินการกับ ๙,๕๐๐ กว่าชีวิตของพนักงานสอบสวนนั้นที่กระจายอยู่ ๑,๔๖๗ สถานี ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลัก ในการบริการพี่น้องประชาชนในช่องทางที่จะไปแจ้งความ ตรงนี้สําคัญ อย่างที่ท่านประธาน อนุกรรมาธิการได้บอกแล้วว่าจะต้องมีคนฝากไปหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านั้น และขณะเดียวกัน ก็ยังสะท้อนว่าตํารวจเองยังถูกลงโทษลงทัณฑ์ปีหนึ่งเยอะมากเกี่ยวกับการไม่แจ้งความ แล้วก็บ่ายเบี่ยง หรือจนกระทั่งพี่น้องประชาชนบอกว่าไม่ต้องไปแจ้งดีกว่าเพราะว่าแจ้งแล้ว อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นความรู้สึก แต่ผมอยากจะมองมิติให้ลึกลงไปอีกว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นปรากฏการณ์สั่งสมมานาน และวันนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาที่นี่ผมขอพูดเป็นครั้งที่ ๒ ครับ ท่านบอกว่าการจะปฏิรูปตํารวจนั้นผมท่องอยู่ในใจเสมอนะครับ ๑. ทําให้ตํารวจมีเกียรติ ผมมีเพื่อนทหารเยอะ ตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยตํารวจ เพื่อนทหาร บอกว่าจะต้องคําว่า ผดุงเกียรติ ๆ ผมซาบซึ้งคํานี้ว่าการที่ทํางานให้มีศักดิ์มีศรีนั้นจะต้องมี การผดุงเกียรติ ข้อที่ ๑ ข้อ ๒ ต้องมีความพร้อมทั้งใจและกายในการทํางานเพื่อบริการ ประชาชน อันนี้จะกว้างไป แต่ผมวกนิดเดียวว่าทั้ง ๙,๐๐๐ กว่าชีวิตนั้นผมเคยพูดคุยอยู่บ่อย ๆ แล้วผมก็เคยทํางานทางด้านการพัฒนางานสอบสวนมาอยู่ช่วงหนึ่งในสมัยเป็นผู้บัญชาการศึกษา ไปคลุกคลี สัญจรไปตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ก็ยังคุยกับน้อง ๆ นั้นอยู่ จะโอนจะถ่ายอะไร ไม่เป็นไรครับ เราคงทราบว่าหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ คนพูดตรง ๆ เลยอยากมีอํานาจ การสอบสวน แต่ขอเป็นเพียงผู้ชิมนะครับ ถ้าเป็นแกงหรือกับข้าวก็หมายถึงว่าไม่ใช่เป็น ผู้ไปหาเสบียงกรังอะไรหมด ชิม ๆ กํากับดูแล หรือร่วม แต่ร่วมคือร่วมเฉย ๆ ถามว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาติบางทีผมจําได้เคยพลิกประวัติศาสตร์ดูว่าอยากจะมอบไป ทั้งหมดเลย ถามว่ารับไหม ผมทราบมาเบา ๆ ว่าไม่อยากจะรับ เพียงแต่อยากจะมีอํานาจ หรือมีการกํากับดูแล กํากับอะไรผมไม่ต้องตอบนะครับ ทีนี้ผมวกมาว่าข้าราชการตํารวจ ที่ทํางานด้านสอบสวนนั้นเป็นต้นทางของกระบวนการสอบสวน อยู่ด้วยจรรยาบรรณของ พนักงานสอบสวน ปีหนึ่งผมไปดูสถิติว่าถูกดําเนินคดี หรือถูกไล่ออก ถูกปลดออกเรื่องไม่รับ แจ้งความ รับแจ้งความช้า สิ่งเหล่านี้ผมให้ศึกษาว่าแง่มุมที่ลึก ๆ เป็นอย่างไร อย่าไปมอง ผิวว่าลงโทษแล้ว ๆ ง่ายเกินไป ว่าเหตุใดพนักงานสอบสวนถึงต้องทําอย่างนี้ มนุษย์ทุกคน ใฝ่ดีครับ ผมเชื่อว่ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ใฝ่ดีทุกคน เฉกเช่นเดียวกัน ๙,๕๐๐ กว่าชีวิต ผมว่าเขาใฝ่ดีนะครับ และบางส่วนท่านประธานครับ ทรัพยากรในโลกนี้มีจํากัด ไม่ว่าจะเป็น หลักเศรษฐศาสตร์หรืออะไรก็ตาม ท่านคงได้ยินว่าของถูกไม่ค่อยดี ถ้าท่านเดินตามตลาดนะครับ ของถูกจะไม่ค่อยดี เราเองจะซื้อผมเป็นผู้ชายไม่ใช่แม่บ้านไปจ่ายตลาดเอาของแพงไว้ก่อน ภรรยาผมยังบอกเลยว่าชอบซื้อของแพง ผมก็ไม่รู้จะใช้หลักอะไรซื้อ ผมก็ซื้อของแพงก่อน ของแพงน่าจะดี ๒. ของดีราคาถูก ผมแว่ว ๆ ว่าพนักงานสอบสวนหรือตํารวจเขาบอกว่า เขามีความภาคภูมิใจใน ๒ ส่วน คือ ๑. มีจรรยาบรรณในพนักงานสอบสวน ๒. อุดมคติ ๙ ประการ แว่ว ๆ ว่าเขาเป็นของดีราคาถูก ของดีราคาถูกก็คือท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้บอกแล้วว่าเทียบระหว่างคดีดีเอสไอ (DSI) แต่ละอันเลือกทําได้ และมีอุปกรณ์พร้อม มีงบประมาณพร้อม แต่หัวใจของพนักงานสอบสวนเลือกได้หรือไม่ ถามว่ามีค่าตอบแทนพอแล้ว หรือไม่ก็อีกส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าของดีราคาถูก ผมพูดเป็นภาษาลูกทุ่ง แต่มันกินใจความเยอะนะครับว่าพนักงาน สอบสวนไม่ใช่เฉพาะอยู่ในเมืองหลวง เมืองหลวงก็สารพัดปัญหา อยู่ตามป่าเขาลําเนาไพร เกิดเหตุเกิดขึ้น สมัยผมที่ดูแลเรื่องงานปราบปรามวิ่งรอกหมดเลยนะครับ อยู่บนเขา อยู่กลางทะเล ศพอยู่ในป่าลึก เดินไปถามว่าระหว่างทางอาจจะมีระเบิดซ้ําสองหรือมีคนร้ายปองร้ายอีก มีเสื้อเกราะไหม เสื้อเกราะก็ต้องบริจาค เสื้อเกราะต้องบริจาคเพื่อคุ้มครองพนักงานสอบสวน หลายสถานีน้อง ๆ ยังเป็นอย่างนี้เช่นนี้อยู่ สิ่งเหล่านี้ที่ผมพูดไม่ใช่บ่น แต่ว่ามันเป็นจริง ๆ ของชีวิตพนักงานสอบสวนนะครับ จะอยู่กับใครไม่เป็นไร อยู่กับใครก็คือต้อง ๒ ข้อ คือมีความพร้อมในการทํางานให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะมาจากตั้งแต่ ดั้งเดิมเพราะเราได้บุญญาบารมีของพระพุทธเจ้าหลวงหรือพระปิยมหาราชตั้งแต่ระบบ กระบวนการยุติธรรม วกมาสั้น ๆ ก็คือว่าการสอบสวนนั้นมีทั้งระบบการกล่าวหาของเรา กับระบบไต่สวน กล่าวหาก็คือเราเอามาจากทางด้านฝรั่งเศสและเยอรมนี ส่วนระบบไต่สวน หรือลูกขุนนั้นก็เป็นของอังกฤษกับอเมริกานะครับ แต่ของเราพนักงานสอบสวนทั้งตํารวจ จับมาแล้วแล้วก็ต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความนะครับ ตั้งแต่ตั้งประเด็นการสอบสวน ท่านใช้ศาสตร์และศิลปะในการสอบสวนต้องทําให้สุด แต่ถ้าเป็นระบบอีกระบบทําแค่เบื้องต้น ทางอัยการอะไรต่าง ๆ ก็มาทําทั้งหมด แต่ตํารวจทําตั้งแต่แรกเลย ผมบอกเหมือนแกงครับ ตั้งแต่ไปหาอุปกรณ์ทั้งหมด เสร็จแล้วก็มีคนชิม ชิมด้วยอยู่ในห้องแอร์ แต่ตํารวจซึ่งเป็น พนักงานสอบสวนผมบอกแล้วว่าอยู่กลางป่าเขาลําเนาไพร อยู่กลางทะเล อยู่กลางทุ่งหญ้า อยู่ในเมืองหลวง บนตึก แนวดิ่ง แนวราบ ใต้ดิน เยอะแยะนะครับ คนร้ายก็อยู่ในอากาศ สิ่งเหล่านี้ผมประมวลได้ว่าการทําเช่นนี้ก็คงต้องดูปรากฏการณ์ที่เป็นจริงเพื่อให้ลึกลงไปอีก และผมเสนอ จริง ๆ มีสิ่งที่จะต้องเสนอเพิ่มเติมบางส่วนหลาย ๆ ข้อ แต่ผมวกมาเลย สืบเนื่องจากที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ทําไปแล้ว ๒ ข้อสั้น ๆ คือ ๑. เรื่องตัวชี้วัดหรือเคพีไอ (KPI) ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ ตัวชี้วัดที่บอกว่าจะต้องไม่ให้คดีเกิดเพิ่มมากขึ้นนั้น มันคนละส่วนครับ ศาสตร์ของอาชญากรรม ศาสตร์ของทางด้านกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องของการบริหารจัดการนั้นคนละส่วนกัน เรื่องการที่สังคมนั้นต้องมีคดีเกิด ธรรมดานะครับ แต่ว่าการที่เราตั้งประเด็นไว้ว่าคดีเกิดเท่านี้ ปีต่อไปเกิดไม่มาก มากกว่านี้ ไม่ได้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลทางจิตวิทยาและส่งผลบางส่วนในการบริหารจัดการ เรื่องคดี และจะเห็นว่าให้มีการรับคดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่รับคดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ผมว่าดีนะครับ แต่เราต้องดูให้ละเอียดว่าในส่วนนั้นโยงเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณว่าข้อเท็จจริงเกิดกี่คดีจะได้ มีคดีมากขึ้น แต่เราต้องดูด้วยว่าความพึงพอใจของประชาชนมีหรือไม่ รับ ๑๐๐ คดีจริง แต่ต้องดูปัจจัยตัวชี้วัดว่าประชาชนพึงพอใจหรือไม่นะครับ

และอันที่ ๒ ก็คือฝากไว้ว่าการที่จะปฏิรูปหรืออะไรก็ตามนั้นผมพูด ๒ ครั้ง แล้วว่าขอให้ทําทั้งกระบวนการ เพราะอันนี้เป็นของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กระบวนก็เหมือนรถไฟละครับ วิ่งตาม รางไปประชาชนคอยเฝ้าดูอยู่ ขณะนี้ผมเปรียบเทียบว่าเหมือนผมอยู่ตรงกลาง พวกเรา อยู่ตรงกลาง ประชาชนยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง แล้วก็ตํารวจยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ อาจจะพูดถึงฝั่งตํารวจมากหน่อยว่าเขาทําอะไร เพราะประชาชนบ่นหรือว่าอะไรก็ได้พูด ไว้แล้ว

เพราะฉะนั้นข้อที่ ๑ เรื่องตัวชี้วัดว่าตรงนี้พยายามทําให้เกี่ยวข้องกับ สภาพความเป็นธรรมชาติจริง ๆ นะครับ ส่วนอันที่ ๒ สุดท้ายก็คือว่าการจะปรับปรุงขอให้ ปรับปรุงทั้งองคาพยพ แล้วก็ทําให้ครบถ้วน อย่างเช่นยกตัวอย่างเล็ก ๆ อีกอันหนึ่งคือว่าสํานวน การสอบสวน มีตั้งแต่ปกสํานวนการสอบสวนถึงบัญชีสํานวนการสอบสวนต่าง ๆ ท้ายสุด สิ่งเหล่านี้ท่านต้องดูว่าควรจะปรับปรุงได้หรือไม่นะครับ เพราะการที่พนักงานสอบสวน หัวอกของพนักงานสอบสวนที่รับสํานวนหากว่าเป็นการทําสํานวนการสอบสวนที่สะดวก ตรงกับความเป็นจริง ตรงกับปริมาณงานที่มากขึ้น เช่นต่างประเทศเขามีระดับ ๑ ๒ ๓ ง่าย ๆ แล้วก็มีการตรวจทานได้ไม่เสียเวลาในเชิงงานธุรการนะครับ ดูว่าอะไรสําคัญ ที่จะนําไปสู่การใช้เป็นเอกสารในสํานวนการสอบสวนให้เหมาะสมกับความจําเป็นในการที่จะใช้ ในชั้นต่อไปได้ครับ ก็กราบขอบคุณท่านประธานครับ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่นับถือนะครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ผมเองจะขออภิปราย ให้ความเห็นต่อวาระนี้เกี่ยวกับเรื่องการปรับปรุงการปฏิรูปจะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ คือการปรับปรุง เกี่ยวกับเรื่องบริการประชาชนเน้นรับแจ้งความและการสอบสวน ผมเองจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็น ตํารวจเลย แต่ว่ามีความสนใจอยู่มากเนื่องจากว่าตอนที่ไปศึกษา ผมศึกษามาทางด้านการเมือง แล้วก็บังเอิญผมไปสนใจเท็กซ์ (Text) ที่ผมเรียนตอนนั้นตอนที่ศึกษาเรื่องการเมืองอยู่เล่มหนึ่ง สนใจมาก เป็นการศึกษาของศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยยูซี เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) เป็นโปรเฟสเซอร์ วิลเลียม เคอเมียร์ เขาศึกษาเรื่องตํารวจ แต่เขา เรียกว่าเป็นสตรีทคอร์เนอร์ โพลิทิเชียน (Streetcorner Politicians) เท่ากับว่าตํารวจกับ นักการเมืองเหมือนกัน หมายความว่าตํารวจมีทั้งอํานาจ มีทุกอย่างครบ แล้วจะต้องตัดสินใจ เรื่องความเป็นอยู่ความอยู่รอดของประชาชนตลอดเวลา แต่นักการเมืองอาจจะมาตัดสินใจ เรื่องของประชาชนในสภา ตํารวจยิ่งกว่า ลําบากกว่า เพราะว่าทุกหัวถนนเวลาเขาออก ปฏิบัติหน้าที่เขาต้องตัดสินใจตลอดเวลาว่าเด็กคนนี้จะเข้ามาขโมยของตรงนี้ เขาสามารถ ที่จะรอให้ขโมยเสร็จแล้วเขาก็ยิงให้เสียชีวิตก็ได้อํานาจมี หรือว่าจะรอแล้วก็จับก็ได้ มีตํารวจบางท่านในกรณีศึกษานะครับเข้าไปขอต่อบุหรี่แล้วโจรก็รู้ว่านี่ตํารวจแล้วโจรก็ไป เหตุการณ์ก็ไม่เกิด คือทําได้หลายแบบ สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างของนักการเมืองกับตํารวจ ก็คือว่าไม่ว่าสังคมจะชอบหรือไม่ชอบ ส่วนใหญ่สังคมไม่ชอบ แต่ไม่มีไม่ได้ ถ้าไม่มีฝ่ายการเมือง ก็ไม่มีใครส่งต่ออํานาจความต้องการของประชาชนไปสู่ระบบการบริหาร เพราะฉะนั้นจะเลวจะดี มันเป็นสิ่งที่มีอยู่ ตํารวจก็เหมือนเป็นองค์กรเดียวในสังคมที่บางทีเราก็ว่าตํารวจกันอยู่บ่อย ๆ แต่บางทีเราลืมนึกไปว่าถ้าไม่มีตํารวจแล้วจะทําอย่างไร เพราะตํารวจมีอํานาจในการจะทําร้ายก็ได้ จะใช้อํานาจเรียกว่าเป็นคอร์โรซีฟเพาเวอร์ (Corrosive power) สามารถใช้ความรุนแรง เพื่อหยุดยั้งความรุนแรง สามารถจะฆ่าเพื่อระงับการฆ่าได้ มีองค์กรเดียว มีกลุ่มเดียวในทุกประเทศ ที่จะต้องมี เพราะฉะนั้นอย่างไรเราก็ต้องอยู่กับตํารวจ เราก็ต้องมาดูว่าเราจะพัฒนากัน อย่างไร ในกรณีศึกษาตรงนี้เขาไปกับตํารวจที่เมืองโอกแลนด์ ศึกษาอยู่หลายเดือนมาก เมืองโอกแลนด์อยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก มหาวิทยาลัยยูซี เบิร์กเลย์ (University of California, Berkeley) อยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโกแล้วก็นั่งรถไปด้วยกันแล้วศึกษา ประเด็นคําถาม ที่มีการกําหนดว่าตกลงตํารวจที่ดีน่าสนใจมากคืออะไร ตํารวจที่ดีมีหลายคําตอบมาก เราบอกว่าถ้าอย่างนั้นตํารวจที่ดีคืออะไร ตํารวจที่ดีคือตํารวจที่ทํางานได้ตรง สมมุติไปเรียน โรงเรียนนายร้อยตํารวจเขามีหลักเกณฑ์ว่าอย่างไร ทําตามนั้นหมด นั่นคือตํารวจที่ดีหรือไม่ หรือตํารวจที่ดีคือที่ทําได้ตามผู้บังคับบัญชาสั่งหรือไม่ แม้แต่ว่าตํารวจที่ดีคือตํารวจที่สามารถ จะจับคดียาเสพติดในชุมชนใน สน. ที่เขาอยู่ได้มากขึ้น ๆ ใช่ไหม หรือตํารวจที่ดีคือจับได้ น้อยลง ๆ เพราะไปใช้วิธีป้องกันจนกระทั่งไม่มียาเสพติดแล้วก็เลยจับไม่ได้ การวัดตรงนี้ คลาสสิก (Classic) มากว่าตํารวจที่ดีคืออะไร ทีนี้สําหรับในภาคประชาชน จากกรณีศึกษา ตรงนี้ว่าแล้วประชาชนมองว่าตํารวจที่ดีคืออะไร เมื่อสักครู่เรามองในองค์รวมการวัดซึ่งก็ยุ่งยาก ประชาชนมองว่าตํารวจที่ดีคือตํารวจที่เวลามีเหตุเวลาแจ้งความมาถึงตัวเขาเร็วที่สุด นั่นคือตํารวจที่เขารู้สึกอบอุ่นใจ ดังนั้นในภาวะของตํารวจโดยรวมแล้วคือตํารวจที่เราเห็น ที่เราอุ่นใจก็คือสายตรวจนายสิบตํารวจ หรือไม่ก็สายตรวจ ถ้าอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ว่าก็คือพวกที่ขับรถอยู่ที่เราดูในหนังนั่นละ ระบบตรงนี้ คนที่ใกล้ประชาชนที่สุด มีความสําคัญที่สุดในองค์กรนี้ของเราเป็นอย่างไร ผมเรียนว่า จากการศึกษาระบบโครงสร้างตํารวจของเรา เราดีไซน์ (Design) ผิด ไม่ถูกต้องตามนี้ เพราะว่าระบบตํารวจเรามีลักษณะเป็นมิลิทารีอะไลค์ (Military alike) มันเกิดจากการที่ว่า ครั้งนั้นมีการยึดอํานาจ แล้วก็มีการมาออกแบบองค์กรตํารวจเป็นมิลิทารีอะไลค์ (Military alike) ก็คือว่าจากบนลงล่าง หมายความว่าส่วนบนจะมีความสําคัญ และข้างล่างไม่มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงว่าตํารวจที่สัมผัสอยู่กับประชาชนได้รับการดูแลน้อยมาก มีความสําคัญ น้อยมาก จริง ๆ แล้วผู้ที่รับแจ้งความ ร้อยเวรอะไรก็ดีเป็นคนที่สําคัญที่สุดต่อคดี ท่านผู้บัญชาการ อยู่ไกลไปเลยถ้าเราจะดูหนังตํารวจนะครับ โพลิส อะคาเดมี (Police Academy) ก็คือ มีหนังตลกเท่านั้นที่ตํารวจระดับผู้บัญชาการจะลงมาแสดง นอกนั้นเป็นจ่า เป็นนายร้อยหมด ไม่ว่าจะเป็นจ่าเดอร์ตี แฮร์รี่ หรือใครก็ตามอยู่ที่ใกล้ประชาชน ดังนั้นกรณีที่ท่านเสนอมาตรงนี้ จริง ๆ แล้วที่ผมอยากจะให้ความเห็นก็คือองค์รวมของตํารวจ ๒๒๐,๐๐๐ คน ที่เป็น ชั้นประทวนตั้ง ๑๖๐,๐๐๐ คน ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ตรงนั้นสําคัญกว่าตรงนี้อีก แต่ถ้ามองจาก ตรงนั้นแล้วในเมื่อท่านยังไม่ได้พูดตรงนี้ ยังไม่มีกรณีศึกษาตรงนี้ก็ค่อยว่ากันในตอนหลัง ตอนนี้ว่าตรงนี้ เพราะว่าถ้าเราจะวัดประชาชนเป็นหลักว่าใครอยู่ใกล้ประชาชนมากกว่า คนนั้นสําคัญ พนักงานสอบสวน หรือฝ่ายสอบสวนที่ท่านเสนอขึ้นมาก็สําคัญกว่า ระดับบน เราไม่พูดกัน เรื่องอํานาจอะไรค่อยว่ากันทีหลังเวลาท่านเสนอมา ผู้ที่อยู่ตรงนี้นะครับ อยากจะเรียนว่าประเด็นที่มีการเสนอขึ้นมา ณ ขณะนี้เป็นซอฟต์แวร์ (Software) คือระบบ มีการดีไซน์ (Design) ว่าต้องอย่างนี้ ต้องมีการจัดการ ต้องมีการยุบเอามารวมกัน สืบสวน กับสอบสวนมารวมกันใหม่ พวกนี้เป็นซอฟต์แวร์ (Software) หมด แต่ผมย้อนอีกนิดเดียวว่า ขณะนี้เราใช้ไอโฟน ๖ (iPhone 6) กัน ซอฟต์แวร์ (Software) ขณะนี้เป็นไอโอเอส ๙.๒ (IOS 9.2) แล้ว คําถามก็คือว่าซอฟต์แวร์ (Software) ที่มีความทันสมัยตรงนี้เอาไปรัน (Run) กับไอโฟน ๓ (iPhone 3) ได้ไหม ไม่ได้ หมายความว่าฮาร์ดแวร์ (Hardware) ทั้งหมด ก็คือตํารวจโดยรวม นั่นคือฮาร์ดแวร์ (Hardware) ถ้าเราไม่พัฒนาตรงนี้ ที่เราจะดีไซน์ (Design) ตรงนี้ จะรัน (Run) ในระบบไม่ได้ ตรงนี้มีนัยสําคัญมาก เราต้องพัฒนา ตํารวจว่าที่ท่านเสนอแล้วขวัญกําลังใจก็ดี อุปกรณ์ เครื่องมือก็ดี การอบรมก็ดี เราต้องเติม เราต้องอัปเกรด (Upgrade) เครื่องด้วยก็คือตํารวจ แต่ตรงนี้ท่านเสนอมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน แต่ในขณะที่ผมเสนอเมื่อสักครู่ ๑๖๐,๐๐๐ นาย แล้วก็มากกว่านั้นอีก หมายถึง ยิ่งลงไประดับล่างเท่าไรยิ่งใกล้ประชาชนมากเท่านั้นยิ่งสําคัญมาก ข้างบนยิ่งสําคัญน้อย ถ้าตามกรอบที่เราว่านะครับ ประเด็นตรงนี้เองผมก็เข้าในประเด็นว่าเอาละถ้าจะพูดถึง ซอฟต์แวร์ (Software) ตรงนี้ ซึ่งผมยังมีข้อสังเกตว่าฮาร์ดแวร์ (Hardware) ต้องพัฒนา ไม่อย่างนั้นซอฟต์แวร์ (Software) ใหม่ขนาดไหน ทันสมัยขนาดไหน ดีขนาดไหนจะรัน (Run) ไม่ได้ ถ้าฮาร์ดแวร์ (Hardware) ไม่ได้พัฒนานะครับ ในประเด็นที่ท่านเสนอ ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวนะครับ ประเด็นก็คือว่าเรื่องสัดส่วน เมื่อสักครู่ผมเอาข้างหลัง มาก่อนก็ได้ เรื่องเกี่ยวกับว่ามีการพัฒนา ถ้าพูดเรื่องซอฟต์แวร์ (Software) ก็เอาซอฟต์แวร์ (Software) ก็ได้ ความเป็นจริงในหน้า ๗ ระบบเทคโนโลยีที่เข้ามาผมมีประสบการณ์ เรื่องนี้ คือจริง ๆ แล้วตํารวจเองจะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านไอที (IT) ที่ดีมาก ผมเองมีเรื่องเล็ก ๆ ตอนที่ผมทําเรื่องเกี่ยวกับใบขับขี่อยู่ ใบขับขี่ขณะนี้เราออกเป็นพลาสติก แล้วใบขับขี่ถ้าโดนจับ ยึด มีการบันทึก ประเด็นคือบันทึกได้อย่างไรในเมื่อเป็นใบขับขี่ พลาสติก ดังนั้นต้องมีการคีย์ (Key) เข้าระบบว่าคุณโดนไปกี่ครั้ง ถ้าครบจํานวนครั้ง ตัดไป ๖๐ คะแนนก็ถูกยึดใบขับขี่ นี่เป็นเรื่องความปลอดภัยทางถนน ปรากฏว่าในระบบเราบันทึก ไม่ได้ แล้วพอคนถูกยึดใบขับขี่เขาก็แจ้งความ หายแล้วก็ไปขอใหม่ ตอนนั้นผมก็ถามไปที่ สํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าเรามีระบบไหม เขามีระบบตรงนี้ที่ท่านเสนอก็คือไครม์ส (CRIMES) หรือว่าในนั้นมี ตอนนั้นจะทําระบบโพลิส (Police) เขาบอกเกือบจะมีแล้วละ เป็นระบบโพลิส (Police) โดยรวมก็คือทางตํารวจไม่มีไอที (IT) พวกนี้เลยเร่งที่จะช่วย ผมเอง ไม่รู้จะทําอย่างไร ตอนนั้นก็เลยให้อนุมัติเงินจากกองทุนเลขสวยที่ว่าประมูลเลขให้ไป ๓๐ ล้านบาท ให้ไปช่วยทํา ขณะนี้อย่าว่าแต่เรื่องคดี เรื่องอาชญากรรมเลยครับ ตํารวจเขียนใบสั่งขณะนี้ถูกยกเลิกไปหมดแล้วเมื่อไม่กี่วันนี้ ผมก็ถามไปที่กรมการขนส่ง ทางบกว่าทําไมหรือ ทําไมต้องเป็นแบบนี้ เราเชื่อมไม่ได้ เขาบอกว่าของกรมการขนส่งทางบกเอง ขณะนี้ระบบพร้อมหมดแล้วแต่ระบบของตํารวจไม่พร้อมก็คือไอที (IT) ไม่มี พอไม่มี เราเขียนใบสั่งก็ต้องยกเลิกกันหมดเป็นการแถมเพราะว่าเขียนใบสั่งแล้วถ้าไม่ไปจ่าย เราไม่รู้เลย จะไปขอให้กรมการขนส่งทางบกว่าอย่าต่อภาษีนะ คุยกับเขาก่อนว่าค้างอยู่ตรงนี้ ไม่รู้เลย ไม่สามารถจะรู้ได้ ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ประเด็นปัญหาที่อยากจะฝากไว้ว่าตํารวจ ขอระบบนี้ตอนนั้นประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท ในระบบของเราเองเวลาขอไอที (IT) พวกนี้ ต้องเข้าไปกระทรวงไอซีที (ICT) ไม่มีใครใส่ใจท่าน ไม่มีใครสนใจท่าน ไม่มีใครช่วยเหลือท่าน ทีนี้กว่าเรื่องนี้จะขอมาได้ต้องไปเข้ากระบวนการ พอมาทําระบบที่ใช้อยู่ถ้าใช้ไอที (IT) จะช่วยเรื่องสืบสวนสอบสวนไปได้เยอะมากแต่ว่าขอไม่ได้ แล้วตํารวจเองบางทีเหมือนกับ เป็นองค์กรที่มีพ่อก็เหมือนไม่มี ผมเคยพูดไว้ เดิมอยู่กับกระทรวง แต่ตํารวจเองอยู่กับ นายกรัฐมนตรีใช่ไหมครับ แล้วนายกรัฐมนตรีเองลูกหลายคน หลายกระทรวง ไม่มีเวลามาดู เวลาท่านจะขอก็ดี คนดีเฟนด์ (Defend) งบประมาณให้ก็ไม่มีที่ท่านจะออกกฎหมายตรงนี้ ผมทํากฎหมายตํารวจหลายฉบับ คือคนดีเฟนด์ (Defend) กฎหมายก็ไม่มี คนช่วยดูแล คนจะยื่นกฎหมายก็ไม่มี ต้องพยายามเอาเองหมด ลําบากมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นประเด็นหนึ่ง

ประเด็นต่อไป นิดเดียวนะครับเป็นข้อสังเกตไว้ ตอนเราปฏิรูปองค์รวมกัน ค่อยมาคุยกันอีกครั้งหนึ่งในรายละเอียด

อีกอันหนึ่งก็คือเป็นข้อสังเกตครับ ที่ท่านเสนอว่า สน. ต่าง ๆ ที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสมุทรปราการ ตรงนี้จะตรงกับที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้เสนอขึ้นมาว่า เป็นการปฏิรูปคือการปรับเรื่องแมนเพาเวอร์ (Man power) ของตํารวจคือฮาร์ดแวร์ (Hardware) ตรงนี้ถ้าสังเกตจังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นประชากรแฝงในจังหวัดเชียงใหม่ก็ดี ผมเคยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วใน จังหวัดชลบุรีตรงนี้ หรือจังหวัดสมุทรปราการจะเป็นแรงงานเยอะมาก เรารู้กันอยู่ว่า เป็นแรงงานต่างชาติเยอะมาก ประเด็นตรงนี้เลยทําให้คดีเยอะมาก ทีนี้ประเด็นก็คือว่า ถ้าเราจะไปเพิ่มพนักงานตรงนี้โดยเอางบประมาณที่เป็นงบประมาณจ่ายเงินเดือนตํารวจ มาจากอื่น ๆ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนอะไรมารวมตรงนี้หมดมันไม่แฟร์ (Fair) ดังนั้นระบบที่ผม ไม่เห็นด้วยว่าจะถ่ายโอนเอาตํารวจไปไว้กับท้องถิ่นเพราะเป็นเหมือนพยัคฆ์เสียบปีก จะทําให้ เกิดบางเรื่องขึ้นมาเป็นอิทธิพล แต่ผมเห็นว่าท้องถิ่นอย่างเช่นจังหวัดชลบุรี ท่านอิทธิพล คุณปลื้ม ดูแลตรงนั้นอยู่ ประชากรเยอะ เขา ๒๔ ชั่วโมงในการว่าไม่มีวันนอน ดังนั้นตรงนี้ ท้องถิ่นต้องมาช่วยบ้างแต่ไม่ให้มามีส่วนในการแต่งตั้งโยกย้าย อาจจะให้ความเห็นได้ ถ้าเป็นแบบนี้ฮู อีส ฮู (Who is who) เป็นหน่วยที่ว่ามีประชากรมาก ๆ แบบนี้ให้ท้องถิ่น ลงมาช่วย แต่ว่าถ้าเราจัดแบบนี้จะได้สัดส่วนกับจํานวนคดี จํานวนประชากร ผมก็มี ประเด็นอื่นอีกมากมายแต่ว่าไม่มีเวลาแล้วนะครับ ก็ขอยุติลงแค่นี้ ประเด็นอื่นก็ค่อยนํามา อภิปรายกันคราวต่อไปนะครับ นําเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณครับ เชิญท่านพลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ นะครับ ที่ปรึกษา ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เชิญครับ

พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สปท. ๑๐๙ ต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับว่า อาจจะเลยเวลาที่กําหนดไปเล็กน้อย แต่ว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ที่จะนําเสนอ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาการปฏิรูปตํารวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการรับ แจ้งความและการสอบสวน

ประเด็นที่ ๑ ที่ผมจะขออภิปรายก็คือในเรื่องการรับแจ้งความในสถานีตํารวจ ต้องมองในภาพรวมครับว่าสถานีตํารวจคือประตูหน้าของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ความพึงพอใจของตํารวจจากประชาชนก็จะอยู่ที่สถานีตํารวจในการให้การบริการ ประชาชน ที่พลาดหวังกับตํารวจก็จะอยู่ที่สถานีตํารวจ ฉะนั้นสถานีตํารวจคือจุดแตกหักของงานตํารวจ พี่น้องประชาชนที่ขึ้นไปบนสถานีตํารวจไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ในเรื่องคดีอาญาอย่างเดียว มีหลาย ๆ เรื่องที่ประชาชนขึ้นไปเพื่อหวังบริการ เรื่องการบริการในเรื่องความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีอาญา ซึ่งตรงนี้ตํารวจมีหน้าที่ต้องบริการทั้งสิ้น ผมอยากเห็นสถานีตํารวจเป็นเหมือนบริษัทเอกชน มีสภาพการทํางานเหมือนเอกชน หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล ก็จะมีเจ้าหน้าที่ที่จะคัดกรองผู้ป่วยว่าป่วยเป็นโรคอะไรแล้วส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทาง ได้ถูก ปัจจุบันหลายสถานีตํารวจมิได้มีระบบแบบนี้ทําให้ประชาชนที่ขึ้นไปติดต่อราชการ ไปพบพนักงานสอบสวนเห็นว่าไม่ใช่เรื่องคดีเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องอื่นก็จะโยนไปโยนมาทําให้ คําว่า วัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ใช้ไม่ได้ผล อันนี้เป็นข้อแนะนํา อาจจะมี ระดับนายตํารวจผู้ใหญ่ที่สามารถลงมากํากับดูแลในการบริการประชาชนให้ประชาชน ได้สามารถใช้บริการอย่างวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ได้อย่างแท้จริง ประเด็น การดําเนินการปฏิรูปในเรื่องการรับแจ้งความกับการสอบสวน ผมเห็นด้วยในเรื่อง งานสืบสวนและสอบสวนคนต้องอยู่ร่วมกัน คงไม่ต้องอภิปรายเพราะว่ามีหลาย ๆ ท่าน อภิปรายไปแล้ว ประเด็นที่คณะกรรมาธิการพูดถึงพนักงานสอบสวนขาดขวัญกําลังใจ ในการทํางาน เนื่องจากการเจริญเติบโตในหน้าที่เมื่อเปรียบเทียบกับสายงานอื่น ขอเรียนว่า พนักงานสอบสวนมีการเจริญเติบโตในตําแหน่งถ้าเปรียบเทียบกับสายงานอื่นในสายตํารวจ ไม่ว่าจะเป็นงานป้องกันปราบปราม งานจราจร เป็นพีระมิดขึ้นเป็นแท่งสู่จุดยอด แต่พนักงานสอบสวนขึ้นเป็นหน้ากระดาน คือตําแหน่งของพนักงานสอบสวน เป็นตําแหน่งควบสามารถเลื่อนไหลได้จากร้อยตํารวจตรีถึงพันตํารวจเอกในสายตํารวจ เมื่อคุณถึงเวลาที่กําหนดและสามารถประเมินผ่าน นอกจากนี้ใน พ.ร.บ. ตํารวจ ยังกําหนดตําแหน่งพนักงานสอบสวนถึงระดับพันตํารวจเอกพิเศษถึงพลตํารวจตรี และในอนาคตอาจจะถึงพลตํารวจโท พลตํารวจเอก ถ้าเปรียบเทียบกับสายงานอื่น พนักงานสอบสวนมีเส้นทางการเจริญเติบโตที่ดีกว่า สั้นกว่า และมากกว่า ซึ่งตรงนี้เหตุผลว่า พนักงานสอบสวนขาดขวัญกําลังใจเรื่องตําแหน่ง อันนี้ผมขออนุญาตให้ไปพิจารณาดูอีกครั้งหนึ่ง

เรื่องอัตราพนักงานสอบสวนในสายตํารวจที่อ้างว่าไม่เพียงพอ ก็เกิดจาก ตัวพนักงานสอบสวนเอง เราคงต้องยอมรับความจริงว่าคดีที่เกิดขึ้นกับสถิติคดีในสถานีตํารวจ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะอะไร ประชาชนมาร้องทุกข์รับเป็นเลขคดีบ้าง ไม่รับคดีบ้าง ทําให้สถิติคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่กับสภาพอาชญากรรมในพื้นที่ไม่ตรงกัน ฉะนั้นการวิเคราะห์ ตําแหน่งของพนักงานสอบสวนในสถานีตํารวจหนึ่ง ๆ ก็อาศัยจากฐานสถิติคดีที่เกิดขึ้น ในเมื่อพนักงานสอบสวนคุณไม่รับคดีทุกคดีการวิเคราะห์ตําแหน่งของพนักงานสอบสวน ก็วิเคราะห์ตามอัตราการเกิดทําให้ปริมาณของพนักงานสอบสวนไม่สัมพันธ์กับคดีที่เกิดขึ้น คงต้องไปปรับปรุงตรงนี้ว่าทําอย่างไรสถิติคดีที่เกิดขึ้นในสถานีตํารวจนั้น ๆ จะตรงกับสภาพ ความเป็นจริงของคดีที่เกิด

ค่าตอบแทนครับ ค่าตอบแทนพนักงานสอบสวน ค่าตอบแทนตามกฎหมาย ที่พนักงานสอบสวนได้รับ คือ ๑. ค่าตอบแทนในเรื่องเงินประจําตําแหน่งพนักงานสอบสวน ซึ่งมีแต่ละระดับ ๒. เงินค่าตอบแทนในการทําสํานวนการสอบสวนคดีอาญาเป็นรายคดี ท่านวรพงษ์ได้ชี้แจงแล้วว่าสูงสุด ๑,๕๐๐ บาท ต่ําสุดอาจจะ ๕๐๐ บาทในกรณีที่คดีไม่มีตัว ผู้กระทําความผิด นอกจากนี้ยังมีเงินกองทุนการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาประจําสถานีตํารวจ ผมไม่ทราบว่าจําตัวเลขที่แน่ชัดได้หรือไม่ ๑. สถานีตํารวจมีประมาณสัก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอยู่ในอํานาจของหัวหน้าสถานีตํารวจในการบริหารจัดการตรงนี้นะครับ พนักงานสอบสวนจะอ้างว่าไม่มีเงินค่ารถไม่มีอะไรนั่นคือค่าตอบแทนที่ทางราชการได้ให้คุณไป เพื่อไปทํางานการสอบสวนคดีอาญาให้บังเกิดผล เกิดประสิทธิภาพ พนักงานสอบสวนส่วนใหญ่ คิดว่าค่าตอบแทนคือฉันนั่งอยู่เฉย ๆ นั่งพิมพ์สํานวนการสอบสวนและเป็นเงินที่ฉันควรจะได้ ไม่ใช่นะครับ เงินตรงนี้คุณต้องไปจัดการทําอย่างไรให้สํานวนการสอบสวนมีประสิทธิภาพ สามารถดําเนินการกับผู้กระทําความผิดให้ศาลลงโทษให้ได้ สิ่งประการทั้งหลายทั้งปวง เป็นข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ฝากคณะกรรมาธิการว่าท่านลงไปดูในเรื่องจริง ๆ เหล่านี้ ท่านก็จะแก้ปัญหาให้ถูกจุด คําว่าขาดโน่นขาดนี่อันนี้ผมไม่เห็นด้วย ในชีวิตผมรับราชการ ในสายตํารวจตั้งแต่ร้อยตํารวจตรีถึงหัวหน้าโรงพัก แล้วก็อยู่หลายโรงพักรู้ปัญหาดีนะครับ ว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขบนพื้นฐานของข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่ข้อมูลที่ปรากฏเป็นตัวเลขที่มันไม่จริงแล้วก็จะสร้างปัญหาต่อไปในอนาคตเรื่อย ๆ ก็ขอฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาในการปฏิรูปครับ ขอบคุณครับ

ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านการเมือง อดีต สปช. อดีต ส.ว. อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ขอบคุณท่านประธานบอกประวัติเยอะเลยนะครับ จริง ๆ ก็เป็นอดีต ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมด้วยครับ สิ่งที่ ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอมานั้นนะครับ เข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจะเริ่มขับเคลื่อน การปฏิรูปตํารวจ แต่สิ่งคาดหวังนี่นะครับ ก็อยากเห็นผลว่าจะเปลี่ยนโฉมตํารวจทั้งระบบ ได้อย่างไร ทั้งระบบการทํางาน ระบบโครงสร้างที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ อยากเห็นสิ่งที่ สปท. เราจะทําให้กับพี่น้องประชาชนว่าถ้าหากเรามีข้อเสนอต่าง ๆ แล้ว การเปลี่ยนโฉมหรือการปฏิรูปตํารวจมีความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้ ที่ประชาชนมีความรู้สึก ว่าเขาได้รับการคุ้มครองดูแลจากตํารวจอย่างดี สิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนครับว่าแนวคิด ต่าง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าตํารวจถ้าอยู่ในราชการนี่คิดอย่างหนึ่ง เสนออย่างหนึ่ง พอตํารวจ พ้นราชการแล้วก็จะคิดอีกอย่างหนึ่ง กล้าพูดอีกอย่างหนึ่ง อย่างเช่นท่านอํานวย นิ่มมะโน เป็นตัวอย่างที่เป็นตํารวจที่ดี ที่กล้าพูด แต่หลังจากออกจากราชการเสียแล้วนะครับ แล้วก็ ส่วนหนึ่งที่ประชาชนจะคิดกับตํารวจอีกแบบหนึ่ง คิดไม่ตรงกันนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างตํารวจกับประชาชนเองคงแยกจากกันไม่ได้หรอก ซึ่งในบางครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์ อะไรขึ้นมาตํารวจอาจจะถูกกล่าวร้าย ก็เลยทําให้ประชาชนรู้สึกในภาพรวมว่าเป็นตํารวจ ที่ไม่ดีทั้ง ๆ ที่เกิดขึ้นจากคนบางคนเท่านั้นเอง และสิ่งเหล่านี้ก็จะปลูกฝัง ทั้ง ๆ ที่อย่างที่ผม กราบเรียนนะครับว่าตํารวจกับประชาชนนี้แยกกันไม่ได้ ท่านนิกรก็พูดชัดนะครับ ตํารวจ ต้องดูแลประชาชน ประชาชนต้องพึ่งพาอาศัยตํารวจที่จะดําเนินชีวิตอยู่อย่างปกติสุขได้ ผมอยากเห็นว่าการให้บริการของตํารวจกับประชาชนนั้นถ้ามองย้อนกลับไป ประชาชน กับตํารวจจะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันมาก ยิ่งในช่วงระยะเวลาเทศกาลอย่างนี้ครับ เราก็จะเห็นว่าประชาชนพอขับรถผ่านตํารวจจราจร เดี๋ยวส่งน้ําดื่มไปให้บ้าง เดี๋ยวส่งของขวัญไปให้บ้าง และของขวัญเหล่านี้ถ้าท่านมองย้อน กลับไปนะครับ จะกองอยู่ข้างทางครับ เยอะแยะไปหมดเลย ก็เป็นเรื่องแปลกนะครับว่า ประชาชนมีความรู้สึกดี ๆ แล้วก็มอบความรู้สึกที่ดีให้กับตํารวจ ตํารวจก็จะขยันขันแข็งครับ เพราะมีกําลังใจ ประชาชนได้รับการดูแลจากตํารวจ ตํารวจก็จะดูแลประชาชนอย่างดี บางครั้งตํารวจจราจรออกมาเต้นกลางทางเลยนะครับ มาเต้นเพื่อให้คลายความตึงเครียด นี่คืองานบริการตํารวจ ซึ่งการบริการของตํารวจนั้นเราเข้าใจว่าอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนอะไร ในพฤติกรรมของคนได้ แต่ถ้าหากว่า สปท. นําเสนอสิ่งซึ่งเป็นเรื่องของการให้บริการประชาชน แล้วสร้างความรู้สึกที่ดีกับการทํางานของตํารวจ ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกฟื้นกลับคืนมา อย่างสมัยยุคก่อนที่ผ่านมานั้นผมว่าก็จะเป็นอานิสงส์ในการปฏิรูปตํารวจนอกจากที่เราจะต้อง พิจารณากันต่อไป เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องสําคัญที่จะเปลี่ยนโฉมตํารวจ อาจจะเป็นเรื่องของ โครงสร้างหรือระบบการทํางานของตํารวจ เรื่องใหญ่ ๆ สําคัญ ๆ นี่นะครับ แต่ในการให้บริการ ของประชาชนมันอยู่ที่โรงพัก ในเบื้องต้นอยากจะเห็นการปฏิรูปโรงพัก นอกจากจะให้บริการ เรื่องแจ้งความ ร้องทุกข์ เรื่องการสอบสวนแล้วนะครับ อยากจะเห็นการให้บริการทั้งโรงพัก การให้บริการทั้งโรงพักอาจจะเกิดเป็นแนวนโยบายจาก สปท. เราเองเสนอไปให้สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ขอให้ตํารวจทุก ๆ สถานีทั้งประเทศ มีข้อมูลอยู่นะครับว่ากี่พันสถานี เริ่มปฏิรูปตัวเองก่อนครับ ให้เป็นข้อเสนอของทุก ๆ โรงพัก ผู้กํากับเป็นคนรับผิดชอบในโรงพัก เสนอแนวทางการปฏิรูปโรงพัก แล้วก็เสนอสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เสนอมาที่ สปท. สปท. ก็จะเหมือนกับเป็นคนตรวจการบ้าน อาจจะไม่จําเป็นต้องเสนอ ทั้งหมดนะครับ แต่สามารถตรวจการบ้านได้ว่าเราได้มีการปฏิรูปโรงพักโดยการทํางาน ให้บริการประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมีอะไรบ้าง ให้ทุก ๆ โรงพักช่วยกันเสนอ ถ้าโรงพักแต่ละโรงพักวาดภาพแต่ความดีของตัวเองเข้ามาเราก็จะเห็นแล้วว่านี่ละผู้บริหาร โรงพักไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถจะให้บริการประชาชนได้ เพราะแม้แต่กระทั่งผู้บังคับบัญชา ยังหลอกลวงเลยว่ามีแต่เรื่องดี ๆ ไม่มีทุจริต ไม่มีการรีดไถชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่เราสามารถ จะสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อที่จะให้บริการประชาชนได้ นอกจากนั้นต้องกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการที่เคารพทุกท่านนะครับว่าในการให้บริการนั้น เราสามารถที่จะให้บริการประชาชน แทนที่ประชาชนจะเดินทางมาที่โรงพัก ทําอย่างไร ให้โรงพักเคลื่อนไปหาประชาชน ให้โรงพักจัดรถรับแจ้งความวิ่งไปตามพื้นที่ อย่างที่ ท่านอาจารย์วิรัช ท่านรองประธานศาลฎีกา ท่านประธานกรรมาธิการที่เคารพได้บอกแล้วว่า ประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดมีความยากลําบากในการจะแจ้งความ ในการที่จะไปหา พนักงานสอบสวน ทําอย่างไรที่จะให้พนักงานสอบสวนให้การรับแจ้งความวิ่งไปหาประชาชน เท่าที่เคยเห็นอย่างบางโรงพักเขาก็มีการจัดทํา เป็นตัวอย่างที่ดี เขาจัดรถใหญ่ ๆ เลยครับ มีตํารวจแล้วก็ขับรถไปหาประชาชน แล้วจะบอกเลยว่าในเวลานี้ วันที่เท่านี้ ประชาชน สามารถมาแจ้งความ มาร้องทุกข์ได้ แทนที่ประชาชนจะต้องเดินทางมาหาตํารวจ ตํารวจ เดินทางไปหาประชาชน ผมว่าอันนี้ก็คือมาตรการอีกทางหนึ่งที่ดี นอกจากนั้นกันไม่ให้เกิด ความเหลื่อมล้ําครับท่านประธาน ความเหลื่อมล้ําในด้านการแจ้งความ การสอบสวนระหว่าง คนจนกับคนรวยไม่เหมือนกัน ถ้าหากว่าจะปฏิรูปเรื่องการแจ้งความ เรื่องการสอบสวนแล้วนะครับ คนจนกว่าจะไปแจ้งความ กว่าจะรู้ข้อมูลในทางคดีนี่ยาก แต่คนรวย คนมีเงินนี่นะครับ จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งไม่ชอบบางคน ซึ่งไม่สุจริตบางคน แล้วได้ข้อมูลครับท่านประธาน ได้รายละเอียด พยานหลักฐานในสํานวนตอนนี้ถ้าจะ ให้บริการประชาชนจะต้องหาวิธีมาตรการแก้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรเพราะเป็น เรื่องที่เกิดขึ้นจริง แนวนโยบายจะให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติไปออกนโยบายนี่นะครับ เขาก็ออกมาอยู่แล้วละว่าห้าม และกฎหมายก็บังคับอยู่แล้วว่าห้ามปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ชอบ ใครกระทํามีความผิด แต่ในทางปฏิบัติในโลกของความเป็นจริงนี่นะครับ อยากให้ท่านกรรมาธิการช่วยหามาตรการวางแนวทางว่าถ้าหากจะไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ํา เสนอกฎหมายเลยครับ ให้ผู้ต้องหาหรือว่าคนยากคนจนสามารถรู้ข้อมูลรู้หลักฐานได้ เพราะมันปิดยากแล้ว มันปิด ใครจ่ายเงินสามารถดูได้ ก็เปิดมันเสียเลย เปิดให้ทุกคนสามารถ ที่จะดูหลักฐานดูอะไรกันได้นะครับ แต่ก็อาจจะมีข้อยกเว้นเรื่องความปลอดภัย เรื่องอะไร ต่าง ๆ ที่สามารถจะกระทบกับความเป็นธรรม อันนี้เรากําหนดเงื่อนไขได้เพื่อไม่ให้ เกิดความเหลื่อมล้ํา ประชาชนก็ได้รับการบริการเท่าเทียมกัน รู้หลักฐาน รู้พยานก็เท่าเทียมกัน อันนี้ขออนุญาตนําเสนอนะครับ นอกจากนั้นในเรื่องของการปฏิรูปตอนที่เป็นคณะกรรมาธิการ ที่ผมเป็นประธานอยู่ช่วงนั้นก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีนโยบายรับร่างกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว แล้วก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. นอกจากนั้นกฎหมายฉบับนี้ยังใช้ไม่ได้หรอกครับ จะต้องมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพราะเราเสนอไป ๓ ฉบับ แต่ตอนนี้ได้พิจารณาฉบับเดียว ก็คือร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลป้องปรามการทุจริตและวิธีพิจารณาป้องปราบการทุจริต แล้วก็ พ.ร.บ. คุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต พ.ศ. .... อันนี้ก็คือ แนวทางที่กราบเรียนท่านประธานเพื่อจะได้ให้ทราบว่าข้อเสนอดังกล่าวนั้น สปท. ก็เคยคิด แก้ปัญหาในเรื่องสําคัญ ๆ ไปส่วนหนึ่งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็ขอขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการที่ได้เสนอแนวทางปฏิรูปในเบื้องต้นว่าให้โรงพักนั้นมีการเปลี่ยนแปลง คดีความต่าง ๆ ที่ทุจริตคอร์รัปชัน มันก็จะเข้าสู่กระบวนการที่ประชาชนจะได้ผลประโยชน์ด้วย ก็ขอบคุณท่านประธานและท่านกรรมาธิการครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านเสรีเป็นอดีตประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ของ สปช. นะครับ แล้วก็หลายเรื่องข้อเสนอ ทางรัฐบาลได้เดินหน้าโดยเฉพาะเรื่องศาลทุจริตก็ถือว่าเป็นคุณูปการ ประเด็นที่ท่านเสนอ เข้าใจว่าตรงกับสิ่งที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมปัจจุบันคือท่านวิรัชรองประธานศาลฎีกา ท่านเคยนําเสนอ ในประเด็นนี้เช่นกันคือการเปิดเผยในเรื่องของหลักฐาน ข้อมูลต่าง ๆ แต่นั่นเป็นชั้นในเรื่อง ของการสมานฉันท์สันติสุขอะไรตามกระบวนการที่ท่านเคยทํามา อาจจะนําแนวคิดดังกล่าวนี้ ไปปรับเพื่อใช้ในการปฏิรูปโรงพักนะครับ ต่อไปท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. และเพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมมีชีวิตอยู่มาถึง ๖๙ ปี เพิ่งจะมีความสุขวันนี้ครับ สุขก็คือเห็นท่านกรรมาธิการทํางานอย่างขะมักเขม้นที่จะ ทําให้เป็นไปตามมาร์ช (March) ของตํารวจว่า ตํารวจอยู่ไหน ประชาอุ่นใจที่นั่น ผมมั่นใจว่า ท่านจะทําให้เกิดประสบความสําเร็จตรงนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ท่านต้องทําให้เหมือน เพลงมาร์ช (March) นี่นะครับ และผมเชื่อในประธานชุดนี้เลย ท่านวิรัช ชินวินิจกุล เป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ ท่านเป็นถึงรองประธานศาลฎีกา ท่านวรพงษ์ ชิวปรีชา พลตํารวจเอก อํานวย นิ่มมะโน ไม่นิ่มนะครับ รับรองว่าไม่นิ่ม ทั้ง ๓ ท่านอย่างน้อยทําให้ ผมมั่นใจว่าตํารวจอยู่ไหนประชาอุ่นใจแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนว่าวิชาอาชญาวิทยานี้ที่เขาสอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ต่างประเทศดัง ๆ ที่ท่านนายพลทั้งหลายของตํารวจที่ได้ที่ ๑ จากโรงเรียนนายร้อยตํารวจ ไปเรียนมานี้นะครับ ที่เราเรียกว่า คริมิโนโลจี (Criminology) นี้มันจะมีเวลา เวลาของการทํา อาชญากรรมของอาชญากร ถูกไหมครับ หรือเราเรียกว่า คริมิโนโลจีคล็อก (Criminology clock) หรือคริมินัลคล็อก (Criminal clock) เวลาไหนที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าเอาทาง กายภาพและที่ไหนมุมอับ ที่ไหนมืด ที่ไหนเปลี่ยว อาชญากรรมเกิดมากนะครับ เพราะฉะนั้น กรุงเทพมหานครนี่ต้องทําให้มันสว่างไสว เมืองต่าง ๆ ต้องทําให้มันสว่างไสวเข้าไว้นะครับ แล้วมีกล้องซีซีทีวี (CCTV) วันหนึ่งผมมีโอกาสมีบุญได้นั่งกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เมื่อท่านได้รับ การโปรดเกล้าฯ ให้ดํารงตําแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็บอกว่าจะสั่งให้มีการติดไฟให้เกิดแสงสว่างทั่วกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ๆ ท่านว่า อย่างนั้นนะ ผมได้ยินกับหูมีคนนั่งหลายคน แล้วจะติดกล้องซีซีทีวี (CCTV) ในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านวรพงษ์ก็บอกแล้วว่าตํารวจนี่นะครับ ถ้าจะทําจริง ๆ สามัคคี แล้วมันเกิดผล ไม่มีใครเชื่อว่าระเบิดที่ศาลพระพรหมนี้จะจับได้ จับได้เพราะอะไร ซีซีทีวี (CCTV) มันปะติดปะต่อ ถ้าตํารวจเก่งมันสืบ สืบเสร็จแล้วก็สอบ ถูกไหมครับ มันก็เอามา เป็นม้วนเดียวกันได้แล้วก็จับได้ ถือว่าเป็นคดีดังระดับของโลกและเรียบร้อยโดยเร็ว อันนี้เป็นเรื่องของนโยบาย

ทีนี้ในเรื่องของภาคปฏิบัติ ผมอยากจะเข้าเรื่องเลยว่าสมัยผมเป็นเด็ก ๆ พอผมร้องไห้ ผมเป็นคนบ้านนอกนะครับ แม่ก็จะชี้หน้าว่ามึงร้องต่อไปกูจะให้ตํารวจมาจับ ผมต้องหยุดร้องเลยนะ เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่ไหมไม่รู้นะครับ หมู่บ้านไหนที่มีลูกสาวสวยแม่เขา จะสอนไว้เลย ขอโทษนะครับต้องใช้คําว่า เอ็งจะมีผัวใครมาจีบเอ็งต้องดูให้ดี ๆ ว่ามีอาชีพ เหล่านี้ไหม มันมีอาชีพรถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตํารวจ เอ็งอย่าไปคบมัน ถ้าเอ็งคบมันแล้ว เอ็งจะน้ําตารดหัวเข่า ผมเชื่อว่าคนวัยใกล้ ๆ ผม ๖๙ ปีคงได้ยินอย่างนี้ และถ้ามีเวลา ผมจะบอกเลยว่าทําไมมันมีคําอย่างนี้ ผมไปถามคนหลังจากที่ผมโตแล้วทําไมเขาเป็นอย่างนี้ แล้วก็เป็นสัจธรรมว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ คําสําคัญที่ผมอยากจะเรียนในที่ประชุมนี้ ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการก็คือว่าจะเห็นพาดหัวหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายครั้ง ในชีวิตผมนะครับ เป่าคดี มีให้เห็นเป็นประจํา คําที่ ๔ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านก็คือว่านั่นแน่ จับแพะอีกแล้ว แล้วแพะมีให้เห็นเป็นทุกยุคทุกสมัยมา สมัยก่อนนี้คดีเชอร์รี่ แอน ดันแคน ท่านจําได้ไหมครับ แหม่มติดคุกตั้ง ๑๐ ปีกระมัง ถ้าศาลไม่รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ แหม่มคนนี้ คงติดคุกจนแก่หรือตายไปในคุกเลย และเมื่อเร็ว ๆ นี้เมื่อปีที่แล้วถ้าผมจําไม่ผิดข่าวออกมา จ่าตํารวจกับดาบตํารวจแถว ๆ ฝั่งธนบุรี เขตหนองแขม ถูกข้อหาและถูกให้ออกจากราชการ ไปติดคุก คดีอะไรรู้ไหมครับ คดีว่าไปกระทํามิดีมิร้ายกับผู้ต้องหาที่เป็นคดียาเสพติดในห้องขัง ถ้าไม่มี ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ผมไม่อยากเอ่ยนามท่านนะครับ ไปเป็นพยานไปช่วยต่อสู้ก็อาจจะ ยังไม่หลุด ผมไม่ทราบว่านายดาบตํารวจกับจ่าท่านนั้นกลับมารับราชการหรือยัง อันนี้ เป็นความเศร้าสลดของการจับแพะ ทีนี้ถามต่อไปว่าแล้วผมจะพูดอะไรต่อไป ตํารวจต้องมี จิตวิญญาณของอะไรรู้ไหมครับ ความสงสาร ความเมตตา อยากเห็นคนพบความสุข ใครที่จะ ไปโรงพักมันทุกข์ไปทั้งนั้นละ ไม่มีใครสุขหรอก สุขแล้วเดินไปหาตํารวจไม่มี มันทุกข์นะครับ ทุกข์แล้วก็ไปหาตํารวจ ตํารวจก็จะต้องมีความเมตตา ไม่ใช่บอกว่าอย่างนี้ แทนที่จะตกลงกันได้ คดีรถชนกันหรือ ไม่เป็นไร แจ้งความเลยทําให้เสียทรัพย์ ยุ่งไปหมดนะครับ ถ้าบอกว่า เอาอย่างนี้ตกลงกันได้บ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน ใจเย็น ๆ คุยกันก่อน ตกลงกันได้ก็ไม่ต้องรับแจ้งความ ไม่ต้องดําเนินคดี เข้าตําราเขาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ พ่อค้าวาณิชเขาสอนลูกหลานบอกว่า เอ็งอย่าเป็นความเลย ถ้าเป็นความกินขี้หมาดีกว่า ขอประทานโทษนะครับ อันนี้เป็นศัพท์ ที่เขาใช้กันไป อย่าเป็นความเลยมันยุ่งยาก ถ้า ๓ ศาลก็อาจจะ ๒๐ ปี ผมกราบเรียน ท่านประธานไปว่า ขอประทานโทษ ที่ท่านวรพงษ์บอกว่ามีโรงพักที่ค่อนข้างโหด ๕๑๔ โรงพัก ต้องทําคดีมากมายมหาศาล ท่านก็ต้องทําให้ตํารวจมีการกระจายความรับผิดชอบ และต้อง พยายามทําให้ตํารวจเป็นตํารวจของประชาชน ไม่ใช่เป็นตํารวจของนายสุรินทร์ เพราะนายสุรินทร์ โนเนม (No name) พอมาอยู่สภาต้องมีตํารวจเดินตาม พอนาย ก ได้เป็นรัฐมนตรีต้องมีเดินตาม เป็นพรวน เมื่อก่อนโน้นเดินคนเดียวก็ได้ อันนี้ต้องพยายามให้ลดนะครับ และผมเห็นด้วยว่า สืบ สอบ ปราบ ต้องไปด้วยกัน โดยเฉพาะสืบกับสอบต้องไปด้วยกัน ถ้าไม่ไปนี่ยุ่งครับ ไปคนละทาง เอาหัวไปทาง เอาหางไปทาง ผมกราบเรียนว่าที่ผมพอพูดเรื่องนี้ได้เพราะ เมื่อปี ๒๕๒๒ ผมเคยเรียนโรงเรียนสืบสวนตํารวจ รุ่น ๔๔ ไปกินนอนกับตํารวจที่วังสวนสุนันทา ๖ เดือน อาจารย์ท่านแรกที่สอนผม พันตํารวจเอก แสวง ธีระสวัสดิ์ สอนเรื่องอะไรรู้ไหมครับ สอนเรื่องการสืบสวนและสอบสวนว่าเอ็งจะดําเนินคดีอะไรก็ตามเอ็งต้องได้มั่นใจว่าคนนี้คือ เขาทําจริง ผิดจริงจึงค่อยดําเนินคดีเขา อย่าไปจับ อย่าไปคิดเอาเอง หรือไปเชื่อใคร แล้วจับเขานี่บาปกรรม ผมเรียกอาจารย์แสวงจนท่านเป็นอธิบดีกรมตํารวจนะครับ ท่านที่ ๒ ที่สอนผมจําได้เลย พันตํารวจเอก เภา สารสิน สอนวิชาอะไรรู้ไหมครับ พิสูจน์หลักฐาน ใช้ทางนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดมาสอบแล้วค่อยจับ ผมจึงกราบเรียนว่า ยุคใหม่ตํารวจต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้เยอะ ๆ ท่านไปโรงพยาบาลของรัฐเดี๋ยวนี้ ที่ศิริราชก็ดี ที่รามาธิบดีก็ดี แม้แต่เมื่อวานซืนนี้ผมไปสถาบันโรคผิวหนัง เขาใช้ระบบไอที (IT) พอเอกซเรย์ปุ๊บ เดินกลับมามันขึ้นจอที่หมอเลยว่ากระดูกเป็นอย่างไร สามารถดูได้หมดเลย ตํารวจน่าจะต้อง มีระบบไอที (IT) ที่ทันสมัยอย่างนั้น หมายถึงว่าตํารวจทุกโรงพักไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อมก๋อย ใต้สุดเทือกเขาบูโด กดแล้วต้องได้ข้อมูล ไม่ต้องรั้งรอว่ากดแล้วยังไม่มา กดปั๊บข้อมูลพื้นฐาน ต้องมาเลยว่าคนนี้หน้าตาอาชญากรรมเป็นอย่างไร ประวัติเป็นอย่างไร ต้องมาเลย ไม่ใช่บอกว่าเดี๋ยวต้องคอยกองพิสูจน์หลักฐานอีกนิดหนึ่งว่าเขายังไม่ตอบมา ยกเว้นอะไร ที่จะต้องอยู่ในห้องแล็บ (Lab) ท่านก็ต้องใช้เวลา แต่ห้องแล็บ (Lab) ก็ไม่จําเป็นต้องมานะครับ เดี๋ยวนี้แล็บ (Lab) ถ้าสมมุติว่าตรวจแล็บ (Lab) เสร็จปุ๊บว่าดีเอ็นเอ (DNA) ใช่หรือไม่ใช่ ท่านส่งไปในนั้นก่อนได้เลยในระบบไอที (IT) เขาจะได้ดําเนินการได้เร็ว ผมคิดว่าเราต้อง สนับสนุนการปฏิบัติงานของตํารวจโดยเฉพาะเรื่องของการสืบสวนและสอบสวน

อีกเรื่องหนึ่งผมกราบเรียนขอเวลาท่านประธานนิดหนึ่งครับ เมื่อตอนผมเป็น ข้าราชการเด็ก ๆ ตํารวจอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ผมอยู่กระทรวงมหาดไทย เรือนจํา ราชทัณฑ์ อัยการ อยู่กระทรวงมหาดไทย สมัยท่าน จอมพล ประภาส จารุเสถียร เป็น มท. ๑ เลขาธิการชื่ออะไร ชื่อเชาวน์วัศ สุดลาภา ผมได้ยินคําว่า ศาลหมู่บ้าน ยุคใหม่เราเรียกว่า การประนอมข้อพิพาทในหมู่บ้าน ทําไปทํามาก็เงียบหายไป ถ้าเราอาศัยพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย ครูบาอาจารย์ รวมทั้งพระสงฆ์ ผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน อะไรที่มันเกี้ยเซี้ยได้ ไม่หนักหนา กราบกรานกันเสร็จก็ไม่ต้องมาที่โรงพัก ไม่ต้องมาโรงพักก็ไม่ต้องส่งอัยการ เมื่ออัยการไม่ต้องส่ง ไม่ได้รับเรื่องก็ไม่ต้องไปส่งศาล การมาประนอมข้อพิพาทที่ศาลเขาเรียกว่าถั่วสุกงาเกือบจะไหม้แล้ว ผมยังคิดว่าถ้าเรารื้อฟื้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะเป็นประโยชน์ ก็คืออยากให้การสืบสวน สอบสวน การรับแจ้งความ ทําไปพร้อมกับการประนอมข้อพิพาทนะครับ ไม่ใช่มาถึงก็บอกว่ารําคาญ แจ้งความ ๆ แล้วก็จบ นั่นมันไม่จบ มันจบเวลาที่ท่านกําลังจะไปกินข้าว หรือจบเพราะเนื่องจากออกเวร มันจบแค่นั้น แต่ว่ามันยังอีกยาวไกล เมื่อท่านย้ายไปแล้วไปอยู่โรงพักไหน เลื่อนยศ ปลด ย้ายไปแล้วคดีนั้นก็ยังอยู่ แล้วผมอยากจะกราบเรียนว่าตํารวจไทยมีประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ คน ใช่ไหมครับท่านวรพงษ์ ประมาณนั้นนะครับ มีนายพลตั้ง ๒๘๐ คน ตั้งแต่พลตํารวจตรีขึ้นไป ประมาณ ๒๘๐ คน ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดมาเป็นพลังในการที่ท่านจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพ ผมมั่นใจว่าก่อนที่ผมจะสิ้นชีวิตนี้นะครับ ไม่ช้าก็ต้อง สิ้นชีวิต เพลงที่ตํารวจร้องเสมอจนผมนี่ไม่ใช่ตํารวจและจําได้นะครับ แล้วมาร้องครั้งสุดท้าย เมื่อผมไปเรียนหลักสูตร บรอ. ๒ เมื่อปีที่แล้วของกรมตํารวจ รุ่นที่ ๒ รุ่นที่ ๑ เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว รุ่นที่ ๒ เพิ่งจบไปเมื่อปีที่แล้วว่า ตํารวจอยู่ไหน ประชาอุ่นใจที่นั่น ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขอเชิญรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ นะครับ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม อดีต สปช. อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เชิญครับ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เอกสารเรื่องการปฏิรูประบบงานบริการประชาชนในการแจ้งความ และสอบสวนนี่นะครับ ได้สรุปปัญหาของฝ่ายสอบสวนเอาไว้ ๓ ประการ ก็คือ

ประการที่ ๑ ประชาชนไม่พึงพอใจกับการทํางานของตํารวจในการรับแจ้งความ แล้วก็การสอบสวน

ประการที่ ๒ ก็คือพนักงานสอบสวนขาดขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากว่าโอกาสที่จะเติบโตตามอาชีพของตัวเองมีน้อย

ประการที่ ๓ ก็คือการที่พนักงานสอบสวนไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ในการพิจารณาเรื่องบําเหน็จความดีความชอบจากผู้บังคับบัญชาเมื่อเปรียบเทียบกับตํารวจ ในสายงานอื่นนะครับ เอกสารฉบับนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาซึ่งดีนะครับ คือเห็นว่าควรจะทบทวนหลักเกณฑ์ในการกําหนดเส้นทางความก้าวหน้าในการสอบสวน ให้เหมาะสมกับลักษณะงานที่เป็นวิชาชีพ ผมอ่านเปเปอร์ (Paper) นี้ด้วยความสนใจครับ แล้วก็คิดว่าได้จับปัญหา แล้วก็สรุปปัญหาได้ดีตามสมควร แต่ว่าก็อาจจะไม่ดีเพียงพอที่จะ แก้ปัญหาของระบบงานตํารวจที่เป็นอยู่ในขณะนี้นะครับ ท่านประธานครับ ตํารวจมีอยู่ ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ในสํานักงานตํารวจแห่งชาตินะครับ

กลุ่มแรก ก็คือผู้ที่สําเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน ซึ่งจะมีอนาคตในอาชีพ

กลุ่มที่ ๒ เป็นตํารวจที่จบมาจากนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย คนกลุ่มนี้จะไปอยู่ในงานสอบสวนซึ่งจะไม่ค่อยมีอนาคตในอาชีพ

กลุ่มที่ ๓ ก็จะเป็นตํารวจชั้นประทวนซึ่งมีจํานวนมากที่สุดนะครับ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปัญหาของระบบงานตํารวจที่เราบอกว่าตํารวจ ไม่ค่อยมีกําลังใจทํางาน ประชาชนไปติดต่อแล้วก็ไม่มีความสุขนี่นะครับ ไม่ใช่ปัญหา ของตํารวจคนใดคนหนึ่งหรอกครับ แต่เป็นปัญหาของระบบตํารวจทั้งระบบนี่นะครับ ผมคิดว่าประเพณีการปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรตํารวจเป็นปัญหาสําคัญที่สุด ที่สมควรจะกล่าวถึงก็คือการปฏิบัติต่อพนักงานตํารวจ ที่จริงเขาเป็นพนักงานตํารวจเหมือนกัน แต่เขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกัน ผมคิดว่าอันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ถ้าหากว่า มีการปฏิบัติต่อตํารวจทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมปัญหาของตํารวจที่สรุปมา ทั้ง ๓ ประการก็น่าจะลดน้อยลง สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการปฏิบัติต่อตํารวจที่ไม่เท่าเทียมกัน ผมคิดว่ามาจากปัญหาสถาบันนิยม ระบบพวกพ้อง ระบบเครือญาติ แล้วก็ระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นทําให้ตํารวจที่จบจากสถาบันเดียวกันก็จะมีโอกาสในการเติบโตมากกว่าตํารวจ ที่จบมาจากมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปัญหาที่เราพูดถึงก็คือจะทําให้งาน ของตํารวจระหว่างฝ่ายสืบสวนกับสอบสวนมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แต่ระบบงานตํารวจ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็คือตํารวจฝ่ายสอบสวนเมื่อเกิดเหตุหลังจากที่ฝ่ายสืบสวนต้องไปทํางาน ป้องกัน เมื่อป้องกันไม่สําเร็จเกิดเหตุขึ้นมาฝ่ายสอบสวนก็เข้าไปทํา แล้วงานสืบสวน ที่จะไปช่วยเขาแบคอัพ (Backup) ก็คือฝ่ายสืบสวน หลังจากที่เกิดเหตุขึ้นมาสิ่งที่เราได้พบ ก็คือเขาไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนและการร่วมมือจากระบบงานตํารวจ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาเป็นคนที่ไม่มีอํานาจเขาก็ไม่ได้รับการสนับสนุน ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาของระบบ ที่ต้องพยายามหาทางที่จะทําให้เกิดการบูรณาการระหว่างตํารวจด้วยกันเอง ท่านประธานครับ สิ่งที่บั่นทอนกําลังใจของพนักงานสอบสวนมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการออกข้อสอบ ตํารวจ ฝ่ายสอบสวนเขาก็จะร้องทุกข์อยู่ตลอดเวลาว่าข้อสอบไม่ตรงกับงานที่เขาทํา สิ่งที่เขามีประสบการณ์ มีการปฏิบัติไม่ได้รับการเอาออกมาเป็นข้อสอบ แต่ว่าไปออกข้อสอบ เหมือนกับไปสอบเนติบัณฑิตยสภา สอบเป็นผู้พิพากษา ซึ่งอย่างนี้ตํารวจที่เขาทํางาน เวลาอยากจะสอบทีก็ต้องมากรุงเทพฯ มากวดวิชา มาเข้าระบบติวนะครับ บางคนสอบ ตั้งหลายครั้งก็ไม่ได้เนื่องจากว่างานที่เขาทําจริง ๆ กับข้อสอบที่ออกมาเป็นคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าจะคํานึงถึงกําลังใจเขาก็ควรเอาสิ่งที่เขาทํางานมาออกเป็นข้อสอบ

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาก็คือการพิจารณา ความดีความชอบของพนักงานสอบสวน ที่ผ่านมาใช้ระบบอาวุโสหรือว่าการครองตําแหน่ง ร้อยละ ๓๓ แล้วก็ความรู้ความสามารถอีกร้อยละ ๖๗ ปัญหาก็คือผมทราบว่าในวันพรุ่งนี้ ทาง ก.ตร. จะยกเลิกระบบอาวุโสของตํารวจให้เหลือแต่ระบบการไปสอบ ผมคิดว่าการที่ ไม่นับอาวุโส การครองตําแหน่งให้เขาเลยเป็นการบั่นทอนกําลังใจของคนทํางานมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะรักษากําลังใจของคนทํางานก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่เขามีความคาดหวังที่จะ เข้ามาประกอบอาชีพคืออะไร ถ้าเราตอบคําถามนี้ไม่ได้ขวัญและกําลังใจก็ไม่มา

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังทําอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ก็คือเป็นเรื่องของการที่จะทําให้ประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐอย่างเป็นธรรมแล้วก็ มีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาก็คือตํารวจที่อยู่ฝ่ายสอบสวนไม่มีโอกาสโตในสายงาน ในขณะที่ ฝ่ายอื่นมีโอกาสโตมาเป็นเจ้านายเขาได้หมด แล้วคนที่โตก็ไม่จําเป็นต้องผ่านงานสอบสวนด้วย ส่วนฝ่ายสอบสวนนี้จะไปเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายอื่นก็ทําไม่ได้ ผมคิดว่านี่คือระบบความไม่เป็นธรรม ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วถ้าหากมีตํารวจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม เวลาเขาปฏิบัติต่อประชาชนจะนึกถึงความเป็นธรรมที่จะให้แก่ประชาชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ท่านประธานได้รับทราบปัญหาที่พวกเขามีอยู่ว่าทําอย่างไร จะให้พนักงานสอบสวนเขามีอนาคต แล้วผมคิดว่าในระยะยาวแล้วอย่างไรก็ต้องแยกงานสอบสวน ออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่ยาวแค่ไหนผมไม่ได้บอก งานสอบสวนกับสืบสวน ต้องทํางานด้วยกันแต่แยกกันได้ครับ แล้วอย่างน้อยที่สุดในระยะเฉพาะหน้าควรแยกระบบ งานสอบสวนออกจากงานป้องกัน เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพ เติบโต ในสายงานอาชีพได้ แล้วก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้อํานาจของฝ่ายปราบปรามอีกต่อไป ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ สวัสดีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีต สปช. และอดีต ส.ว. เชิญครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ดิฉันอยากจะขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการปฏิรูปงานของตํารวจ ในเรื่องการปฏิรูประบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน ดิฉันคิดว่า การปฏิรูปถึงแม้ว่าทั้ง ๙ เรื่อง ควรจะเป็นเพื่อสิ่งที่เป็นปัญหาสําคัญที่สุดก็คือความสุขของ ประชาชน ความปลอดภัยของประชาชน ดิฉันโยงไปกับงานทางด้านสาธารณสุข ดิฉันคิดว่า งานสาธารณสุขกับงานของตํารวจมีความคล้ายคลึงกัน ก็คือทางด้านสาธารณสุขเราต่อสู้กับ โรคภัยไข้เจ็บ ความพิการทั้งหลายเพื่อที่จะให้ประชาชนมีสุขภาวะ แล้วในกระบวนการนั้น ก็จะต้องมีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ในผู้รับบริการ ทางฝ่ายประชาชนในด้านสาธารณสุขที่เขามองและเขาหวังจากระบบก็คือเมื่อไร เขาจะมีสุขภาพที่ดี แล้วเวลาเจ็บป่วยได้รับการรักษาแล้วก็หายในทันท่วงที ในเรื่องของตํารวจ ก็เช่นเดียวกัน ประชาชนก็มองตํารวจไม่ได้จะดูแลคดีเขาให้ดีเท่าไร อันนั้นเป็นระดับหนึ่ง แต่อีกระดับหนึ่งก็คือเขาอยากจะได้รับความมั่นใจว่าเมื่อมีตํารวจชีวิตเขาจะปลอดภัย เขาจะไม่ถูกกระบวนการอาชญากรรมทั้งหลายมาทําร้ายเขา และเมื่อไรเขาได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการถูกทําร้ายกัน มีปัญหาต่าง ๆ ก็ตามที เขาจะได้รับการแก้ไขได้ทันท่วงที อันนี้ก็เป็นระบบที่คล้าย ๆ กัน แต่ว่าในขณะที่ท่านเสนอในเรื่องการปฏิรูปทั้ง ๙ เรื่อง นอกจากเรื่องที่ ๖ ซึ่งดิฉันยังไม่แน่ใจว่าจะออกมาในรูปใด ก็คือสร้างการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนในกิจการตํารวจ แต่ดิฉันคิดว่าท่านให้ความสําคัญกับการจัดระเบียบในโรงพัก รับแจ้งความ ก็เหมือนทางด้านสาธารณสุข ทางด้านสุขภาพ ตั้งรับโดยการสร้างโรงพยาบาล แล้วก็จัดโอพีดี (OPD) จัดหมอ จัดทีมอะไรต่าง ๆ ซึ่งเป็นการตั้งรับเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งอันนี้เราก็รู้ว่าไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่ดีที่สุดของงานเหล่านั้น สิ่งที่เราต้องการก็คือเมื่อไร ประชาชนจะไปโรงพยาบาลน้อยลง ๆ เพราะว่าเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี เขาไม่เจ็บไข้นอกจาก สุดวิสัยจริง ๆ ดิฉันเห็นงานที่ท่านทํา ที่ท่านเสนอในการแก้ไขคือการปรับโรงพยาบาล ให้สามารถจะรับคนไข้ได้มากขึ้น อยากจะเรียนว่าอันนั้นเป็นความประสงค์ที่เป็นอัลทิเมต อ็อบเจกทีฟ (Ultimate objective) หรือไม่ น่าจะมีสิ่งที่เหนือกว่า อันนั้นก็คือทําอย่างไร ที่จะให้อาชญากรรมในพื้นที่ลดลงจนถึงไม่มีเลยนะคะ แล้วพนักงานสอบสวนและสืบสวน จะทํางานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งท่านก็ยอมรับในเอกสารนี้ว่าคดีเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะมีการปรับแก้ไขอย่างไร อันนี้อยากจะให้คิดว่าคงยังไม่ได้ประสบความสําเร็จถ้าเรา จะยึดโยงเฉพาะการแก้ไขเพื่อตั้งรับปัญหา แทนที่จะหาสาเหตุของปัญหาแล้วก็ป้องกัน เพราะฉะนั้นการปรับรูปแบบหรือโครงสร้างดิฉันคิดว่าน่าจะมีทีมอีกสักทีมหนึ่งนอกจาก การทํางานร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนและสืบสวนอะไรก็ตามที ดิฉันไม่ได้มีความรู้มาก แต่คิดว่าน่าจะมีทีมที่จัดการกับพื้นที่ให้มีความสันติสุขโดยการป้องปรามไม่ให้คดีอาชญากรรม เกิดขึ้นจะเป็นไปได้ไหมคะ เป็นหน้าที่ของตํารวจหรือไม่ที่จะทํางาน ไหน ๆ จะปฏิรูปโรงพัก ให้เป็นสถานที่ที่ดี เป็นสถานที่ที่ได้รับการแจ้งความอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านจะมีอีกทีมหนึ่งไหม ที่สามารถทํางานกับประชาชนในพื้นที่ ค้นหาปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ดูสิว่าสาเหตุ มาจากอะไร ตํารวจจะสามารถร่วมกับประชาชนป้องกันแก้ไขเรื่องนี้ได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้จะทํางานคู่ขนานไปกับทีมของการสอบสวนและสืบสวน อันนี้ควรจะมีการวัดผล อย่างชัดเจนด้วยเช่นเดียวกันทั้งประเทศว่าคดีอาชญากรรมทั้งหลายลดลง ไม่ใช่ความพึงพอใจ ของประชาชน แต่เป็นคดีที่ลดลงด้วย แล้วประชาชนไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ควรจะเป็น ประชาชนที่เขามาติดต่อกับสถานีตํารวจเขาได้รับความพึงพอใจแค่ไหน เพราะฉะนั้น แซมปลิ้ง (Sampling) มันทําให้เกิดไบแอส (Bias) ได้เหมือนกัน ถ้าเราไม่ได้ประชาชน เป้าหมายที่แท้จริง แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนเสนอนี้ก็คือนอกจากทีมที่จะปราบปรามแล้ว ท่านได้มีทีมที่จะอยู่ในพื้นที่ในระดับโรงพักที่จะรู้ปัญหา เป็นทีมป้องกัน ปราบปราม และสร้างสันติสุขให้ประชาชนในพื้นที่ด้วยหรือไม่ อันนี้เป็นข้อเสนอ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง นะครับ อดีต สปช. และปัจจุบันเป็นประธานชมรม สหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย เชิญครับ

นายชูชาติ อินสว่าง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ท่านประธานครับ ผมรับระเบียบวาระการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมาก็พยายามศึกษาในเรื่องของ ๓.๒ การปฏิรูประบบงานบริการ ประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน ก็พยายามคิดอยู่ตั้งนานว่าจะอภิปรายดี หรือไม่อภิปรายดี แต่ว่าด้วยความเคารพนะครับ ขออนุญาตบ่นให้ฟังสัก ๕ นาที ด้วยความเคารพ อย่างสูง ท่านประธานครับ ผมเกิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอจําความได้ผมก็มีความรู้สึกว่าผมรักตํารวจ ผมอยากจะเป็นตํารวจมาก แต่ผมไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนตํารวจเพราะตาผมไม่ดีข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตามผมก็พยายามศึกษาและติดตามผลงานของตํารวจอยู่เป็นประจําว่าทําอย่างไร ผมถึงจะเข้าไปช่วยในกิจการงานของตํารวจได้ จนเมื่อผมโตขึ้นผมได้มีโอกาสทํางานก็ได้ อาสาตํารวจจนได้ ผมได้เป็นคณะ กต.ตร. คณะกรรมการติดตามและประเมินผลงานของ ตํารวจ ใหม่ ๆ ก็เป็นกรรมการเฉย ๆ ต่อไปผมก็มีโอกาสได้เป็นประธาน กต.ตร. ระดับอําเภอ และไปเป็น กต.ตร. ระดับจังหวัด ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผมพยายามนําเสนอ กต.ตร. อยู่เป็น ประจําในเรื่องของการปฏิรูปและพัฒนาเรื่องการบริการกับตํารวจอยู่เป็นประจํา ผมไปประชุม กต.ตร. ก็ได้รับแจ้งมีคดีเกิดขึ้นในอําเภอศรีประจันต์ มีคดีเกิดขึ้นในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นคดียาเสพติดกี่คดี เป็นคดีปองร้าย ปล้นทรัพย์ ฆ่ากัน ตายกี่คดี จับได้กี่คดี จับไม่ได้กี่คดี แล้วก็จบการรายงาน ผมก็ขออนุญาตนําเสนอเรื่อยละครับว่าการนําเสนออย่างนั้น เหมือนจะแจ้งให้ทราบ ทําไมเราถึงจะนําเสนอในเรื่องความต้องการของพี่น้องประชาชนไม่ได้ เช่นเราไปจับเรื่องคดีปล้นทรัพย์เขาปล้นกันอย่างไร เราจะได้หาทางไปบอกในฐานะที่เป็น กต.ตร. ขึ้นไปบนศาลาวัดไปคุยให้พี่น้องประชาชนฟังว่าเดี๋ยวนี้การปล้นทรัพย์ การลักทรัพย์ มันมีวิธีคิด วิธีทํางานกันอย่างนี้ ๆ ยาเสพติดเดี๋ยวนี้เขาจับได้แล้วแล้วถูกลงโทษไปแล้ว นี่บอกว่าจับยาเสพติดได้กี่คดี ๆ แต่ไม่เคยบอกถึงบทลงโทษว่าบทลงโทษขณะนี้มันสิ้นสุด ขนาดไหน ประชาชนก็คิดว่าไม่เป็นอะไรถูกจับได้เดี๋ยวก็ไปวิ่งได้วิ่งก็หลุด ๆ อย่างนี้ไม่ใช่ แต่จริง ๆ แล้วตํารวจเขาทํางานเต็มที่แต่ผลงานไม่ได้รับการถูกออกมาประเมินให้อย่างชัดเจน ผมเคยเป็น กต.ตร. ของอําเภอศรีประจันต์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวรพงษ์ ชิวปรีชา ก็เคย ไปตรวจเยี่ยมโรงพักของอําเภอศรีประจันต์ ในการตรวจเยี่ยมโรงพักก็รู้ล่วงหน้า เมื่อรู้ล่วงหน้า ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกครั้งละครับ ท่านบอกล่วงหน้าว่าท่านจะไปตรวจเยี่ยม ผมเองผมยังต้องเตรียมตัวไปต้อนรับท่านเลย ด้วยความเคารพอย่างสูง เพราะผมเชื่อมั่น และศรัทธาคนชื่อ พลตํารวจตรี วรพงษ์ ชิวปรีชา สมัยนั้นว่าท่านเป็นคนตรง เป็นคนที่ต้อง ทํางานอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นในการไปตรวจเยี่ยมผมอยากจะกราบเรียนว่าเหมือนกับเป็น การประเมินตํารวจอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในการให้บริการที่โรงพักผมอยากจะ กราบเรียนด้วยความเคารพอย่างสูงเลยว่าเราเองเป็นตํารวจ ผมถามหน่อยว่าใครบ้าง ที่บังคับให้ท่านมาสมัครเป็นตํารวจ ไม่มีหรอกครับ ท่านอาสามาเองทั้งนั้น นี่ผมถามลูกน้องผม ทุกคนที่ทํางานสหกรณ์ ผมถามเลยนะครับว่าใครบ้างที่ถูกบังคับให้มาทํางานสหกรณ์ ไม่มีหรอกครับ อาสามาทุกคน เพราะฉะนั้นเมื่อท่านอาสามาอย่าบ่นว่าเหนื่อยครับ ถ้าท่านรู้ว่าทํางานสหกรณ์แล้วไม่รวย ไปทํางานอย่างอื่น เหมือนกันครับ ท่านทํางานเป็นตํารวจท่านอย่าบ่นว่าเหนื่อย เพราะฉะนั้น ต้องทําอย่างเต็มที่ ผมเคยฟังตํารวจท่านหนึ่งบอกว่าท่านชูชาติรู้ไหม ตํารวจแก้ผ้ายังเป็นตํารวจเลย เพราะจิตวิญญาณของความเป็นตํารวจมีอยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงนะครับ ผมอยากให้โรงพัก เป็นสถานที่พักผ่อน เป็นสถานที่พักใจ ไม่ใช่ใครไปโรงพักไหม ไม่พอใจไปโรงพักไหม อยากจะเจอแน่จริงไปเจอกันที่โรงพัก ตกลงโรงพักนี่เขาไม่ได้ไปเพื่อไกล่เกลี่ยเลย ไปเพื่อ สร้างความแตกแยก ไม่ใช่ สิ่งที่ผมอยากจะบ่นให้ฟังในวันนี้ ผมอยากเรียนด้วยความเคารพว่า ผมอยากให้ตํารวจถักทอ สานสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน ให้โรงพักเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจําวัน วันนี้อยากออกกําลังกายไปที่โรงพัก วันนี้ทุกข์ใจไปโรงพัก ทุกข์กายไปหาหมอ ทุกข์ใจ ไปโรงพัก อย่างนี้สิถึงจะเป็นตํารวจของประชาชนอย่างแท้จริง และท่านที่เคารพครับ มีอยู่เพลงหนึ่งซึ่งผมจําได้นะครับ ไม่เคยลืมในชีวิตนี้ และเป็นเพลงเดียวที่ผมร้องได้ โดยไม่ต้องดูเนื้อเลย เพลงอื่นผมต้องดูเนื้อ ก็คือเพลงมาร์ช (March) ตํารวจ เกียรติตํารวจ ของไทย เราอยู่ไหน ประชาชนอุ่นใจทั่วกัน ปราบปรามเสริมความสุขสันต์ สิ่งต่าง ๆ พวกนี้ เขียนมาจากไหนครับ ก็เขียนมาจากจุดอ่อนของพวกเราอย่างไร พวกเราที่เป็นตํารวจ เขียนมาจากอุปสรรคของเราที่เป็นตํารวจ เพราะฉะนั้นจุดอ่อนพวกนี้ทําให้เป็นจุดแข็ง ของตํารวจให้ได้ นํามาใช้ให้ได้ แล้ววันนี้จะเหมือนในไลน์ที่เราคุยกัน วันนี้ถ้าการปฏิรูปตํารวจผ่าน ขออนุญาตครับ ต่อไปนี้ตํารวจเท่ เป็นตํารวจเท่ อย่าไปคิดอย่าง ผมขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านสุรินทร์บอกว่ารถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตํารวจ คบไม่ได้ แต่แถวบ้านผมเขาให้คบตํารวจครับ เพราะว่าเป็นเมียทหารนับขวด เป็นเมียตํารวจนับแบงก์ นี่เรื่องจริงนะครับ ให้คบเลยครับ ตรงกันข้ามเลย ผมขออนุญาตฝากด้วยความเคารพว่าสุดท้ายที่บ่นมาทั้งหมดนี้อยากให้ตํารวจ ทําอยู่อย่างเดียวครับ ทําคู่มือประชาชนให้ผมหน่อยว่าไปที่โรงพักนี้ ไปที่จังหวัดนี้ ไปที่อําเภอนี้ เข้าไปอยู่โรงพักถ้าไปติดต่อเรื่องนี้จะเสร็จภายใน ๑๐ นาที ถ้าอย่างนี้ไม่เสร็จไม่เรียบร้อย บอกรองผู้กํากับการ ถ้ารองผู้กํากับการไม่เรียบร้อยโทรศัพท์บอกผู้กํากับการ ผู้กํากับการเบอร์นี้ ติดให้มันโก้หรูเลยครับ แจกเลย คุณอ่านคู่มือประชาชนแจกไปเลยครับ ให้พี่น้องประชาชน เขารู้ว่านี่โรงพักของเรา ใครจะมาทําโรงพักของเราไม่ได้ ถ้าท่านทําคู่มือประชาชนไม่มีเงิน ไอแคกเดียวครับ มาแล้วครับสปอนเซอร์ (Sponsor) ง่ายนิดเดียวครับทําคู่มือโรงพักของเรา ให้หน่อยครับว่าขั้นตอนจะเดินเป็นอย่างไรครับ ยิ้มแย้มแจ่มใสครับ มีธุระถามไถ่ครับ สอบถามเรื่องใดครับ เต็มใจบริการครับ คืองานของตํารวจครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กองเชียร์เยอะนะครับ หนุ่มสุพรรณก็อย่างนี้ครับ ท่านชูชาติเป็นหนุ่มสุพรรณ ร้องเพลงเก่งแล้วก็เป็นผู้นําสหกรณ์ ต่อไปขอเชิญ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ นะครับ อดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร ขอเชิญครับ

พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ และท่านสมาชิก ก่อนอื่นต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา และ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ซึ่งตํารวจปฏิรูปตํารวจเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะว่าท่านทราบกลไกของตํารวจ ทุกเรื่อง นี่ต้องขอชื่นชม สําหรับแนวคิดของท่านเป็นการปฏิรูปกันเองภายในสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ซึ่งที่ท่านกล่าวมาว่าใน ๓๐ ปีที่ผ่านมาเป็นการรวม เป็นการแยกของฝ่าย สืบสวน สอบสวน ทั้งประสบความสําเร็จแล้วก็ล้มเหลว อันนี้เท่าที่ฟังท่านกล่าวมาในข้างต้น ซึ่งที่ผ่านมา ๓๐ ปี แล้วงานนี้ก็มาสู่การบูรณาการรวมกัน ซึ่งผมก็ขออนุญาตฝากท่านประธานในเรื่องนี้ว่าถ้าการปฏิรูปภายในตํารวจมีปัญหาเรื่องของ การทํางานเพิ่มขึ้น หรือการมีผลประโยชน์ในการข้ามหน่วยงานหรืออะไรเกิดขึ้น ผมขอฝาก ท่านประธานด้วยว่าขอให้ศึกษาเพิ่มเติม การปฏิรูปนอกสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็คือ ของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดว่าการสอบสวนจะอยู่นอกสํานักงานตํารวจหรือไม่ จะไปอยู่ กับสํานักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมเหมือนดีเอสไอ (DSI) หรือไม่ ขอฝากท่านด้วยว่ากรุณา ศึกษาเพิ่มเติมนอกจากการปฏิรูปนายตํารวจนะครับ

ประการที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียนถามว่าในประเด็นของการสอบสวน ไม่ทราบว่า อํานาจหน้าที่อยู่ถึงระดับตําแหน่งไหน ยศไหน ซึ่งผมสังเกตดูนายตํารวจชั้นผู้ใหญ่พาผู้ต้องหา ออกทางสื่อมวลชนว่ามีความผิดอย่างนั้นมีความผิดอย่างนี้ โดยลักษณะว่า ผมไม่ทราบว่าผิด หรือถูก อันนี้ผมไม่ทราบว่าจะเป็นเหมือนการพิพากษาก่อนกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ แล้วก็เป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ถ้าถูก กรุณาทําต่อไป ถ้าผิด ก็ขอฝากให้ คณะกรรมาธิการดูในประเด็นนี้ด้วย ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส. เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมที่ได้เริ่มเสนอทิศทางของการปฏิรูปตํารวจ ผมได้ฟังหลายท่านในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เสนอความคิดที่เข้าท่า ขึ้นมาตั้งแต่เริ่มต้นครับ ท่านเสนอตั้งแต่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติควรจะมาจากความพร้อมใจ ของตํารวจการเลือกตั้ง แล้วก็ยังไม่ได้ยินจากคณะกรรมาธิการการตํารวจในสภานี้ที่คิดว่า ปฏิรูปตํารวจคือตั้งกระทรวงตํารวจ ซึ่งค่อยโล่งไปหน่อยครับ เพราะทุกครั้งที่พูดถึงเรื่อง ตํารวจ ทําเรื่องตํารวจ แล้วที่ตามมาก็คือขยายยศ ขยายตําแหน่ง ทุกครั้งครับเวลาพูดถึงตํารวจ หรือถ้าพูดหนักเข้า ๆ ก็เพิ่มค่าตอบแทน คราวนี้ดีหน่อยครับ เพราะว่าต้องยอมรับความจริง ท่านประธานครับ คือถ้าพูดเรื่องโกงแล้วแผ่นดินนี้ก็ต้องด่านักการเมือง ถ้าพูดเรื่องไถแล้ว ต้องนึกถึงตํารวจทันที เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ อย่างนี้ต้องโดนปฏิรูปครับ เพราะถ้าไม่ปฏิรูป ก็ไม่ก้าวหน้าขึ้นมา วันนี้ผมก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการที่เริ่มก่อความคิดในเรื่องการปฏิรูป ตํารวจ ซึ่งถ้าถามว่าถูกที่คันไหมครับ เกาถูกที่คัน แต่ผมยืนยันนะครับที่คันไม่ใช่ว่าเกาแล้ว หายนะครับ เป็นมากกว่ายุงกัดครับ อาจจะต้องใช้ซีม่าซึ่งทั้งแสบทั้งร้อนกว่านี้โรคตํารวจ ถึงจะหาย เรื่องที่ท่านนําเสนอถามว่าดีไหมครับ ดีครับ อย่างน้อยก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทําให้ เพื่อน ๆ ตํารวจหลายคนที่คิดไม่ออกครับว่าเวลาบรรจุพนักงานสอบสวนเส้นทางชีวิตจะเป็น อย่างไร จากร้อยตํารวจตรีสอบสวน ร้อยตํารวจโท ร้อยตํารวจเอก เป็นสารวัตรก็สารวัตร สอบสวน ขึ้นรองผู้กํากับก็รองผู้กํากับสอบสวน แล้วเส้นทางเดินก็ยิ่งไป ๆ อนาคตข้างหน้า ไกลสุด เก่งสุด สบ ๑๐ ไม่มีโอกาสมาเป็นผู้บัญชาการตํารวจอย่างท่านรองโฆษกสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติอํานวยที่ถือว่ามีความสามารถพิเศษ จากมือสอบสวนมือ ๑ ของประเทศ วันนี้ท่านเกษียณในตําแหน่งผู้บัญชาการตํารวจ เราเคยเปิดช่องให้เขาแบบท่านอํานวย มีโอกาสไหมครับ จะให้เหมือนพวกตํารวจที่ย้ายไป ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไหมครับ คือย้ายไปอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถามว่าจะย้ายออกเมื่อไร เหมือนกับคนจมน้ําตายครับ ต้องมีคนมาตายแทนถึงจะไปเกิดได้ คือถ้าไปอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อไรหาคนมาอยู่ แทนให้ได้แล้วตัวเองจะได้ไปเกิดที่อื่น เพราะฉะนั้นเส้นทางตํารวจกีดกันกันเหลือเกินครับ วันนี้ผมคิดว่าท่านเริ่มต้นเกาอาการคันค่อยทุเลา แต่ไม่มีหายครับ เส้นทางที่ท่านนําเสนอ วันนี้ถือได้ว่าเราเริ่มที่จะบริการประชาชน อยากให้จบแบบวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ซึ่งท่านหลายคนพูดไว้ โรงพักหลายโรงพักขึ้นป้ายหน้าโรงพักว่าวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) แต่ไม่เคยจบสักเรื่อง เป็นอย่างที่ท่านกรรมาธิการบอกมาว่าตามเรื่องที่รับแจ้งความ แจ้งความถามมาหาสืบสวน สอบสวนไม่มีรู้เรื่องกัน แล้วเส้นทางชีวิตของพนักงานสอบสวนมันตีบตันหมดครับ ถ้าท่านเริ่มผ่านอันนี้ย้อนกลับไปเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วที่ท่านกรรมาธิการหลายท่านเริ่มเป็น ร้อยตํารวจตรีใหม่ ๆ ท่านเริ่มต้นจากพนักงานสอบสวน อยู่สืบสวนสอบสวนก่อนครับ เติบโตมาจนวันนี้เป็นผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติไปหลายคน แต่ถามรุ่นน้องของท่าน เดี๋ยวนี้ครับ นักเรียนนายร้อยตํารวจที่ไปอยู่ตําแหน่งสอบสวนแล้วก็ต้องหาทางดิ้นรน จนสุดท้ายอาจจะได้พันตํารวจเอกก็ต้องลาออกเพราะว่าเส้นทางไม่ไปไหน เมื่อเปิดเส้นทางนี้ แล้วก็ต้องเปิดเส้นทางให้เขาไปได้ตลอดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเริ่มต้นยินดี กับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่เริ่มต้นเกาถูกที่คันครับ แต่ถ้าจะดีกว่านี้ลองคิดแปลก ๆ แบบตํารวจที่เกษียณแล้วครับ คิดไปไกลกว่านั้นครับ คิดถึงที่มาของผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ คิดถึงการเลือกกันเอง ของตํารวจ แทนที่ให้การเมืองเข้าแทรกแซงเหมือนที่เราด่านักการเมืองมาโดยตลอดครับ แล้วเราก็ด่ากันเองตลอดว่าตํารวจดํารงชีวิตอยู่ด้วยลูกน้องส่งเสีย ผิดกับชีวิตทหารครับ ทหารเป็นใหญ่เมื่อไรหน้าที่คือดูแลลูกน้อง ตํารวจเป็นใหญ่เมื่อไรหน้าที่ลูกน้องส่งส่วย เวลาด่าด่านักการเมืองก่อน เวลาเรื่องโกงด่าตํารวจเรื่องไถ แต่ถ้าเวลาชีวิตนักการเมือง กับทหารไม่ต่างครับ ยิ่งใหญ่ยิ่งต้องปกป้องดูแลลูกน้อง ไม่มีละครับนักการเมืองเติบใหญ่ เพราะว่าไถลูกน้อง แต่วงการตํารวจครับ จนเดี๋ยวนี้ตําแหน่งยังมีราคาเหมือนเดิม ถามว่า ที่จะโยกย้ายกันไม่กี่วันนี้ครับ ขึ้นรองผู้บัญชาการ ขึ้นผู้กํากับ โยกย้ายตําแหน่งเปลี่ยนแปลง ไปมาเที่ยวนี้ผมว่าท่านที่อยู่วงการตํารวจก็คงปฏิเสธไม่ได้ ถามรุ่นน้อง ๆ ที่เป็นตํารวจ ถ้าไม่วิ่งนายก็ไม่ได้ เมื่อก่อนถ้าวิ่งนักการเมืองเผื่อตีตั๋วถูกตีตั๋วฟรีได้บ้าง วันนี้นักการเมืองไม่มี ก็ต้องวิ่งนาย วิ่งนายไม่ได้ก็ต้องฝากไปทางทหาร อย่างนี้ชีวิตตํารวจก็ยิ่งลําบากครับ เริ่มต้น คิดเสียใหม่ได้ไหมว่าเขาเรียกร้องเรื่องปฏิรูปตํารวจทําเรื่องใหญ่กันเลยครับ ไปดูประเทศ อื่น ๆ สิเขาไม่มีกรมตํารวจ เขายังอยู่ได้ มีหัวหน้าตํารวจจังหวัด เริ่มต้นจากนายสิบตํารวจ ในจังหวัดมาเป็นนายร้อยตํารวจในจังหวัด มาเป็นพันตํารวจในจังหวัด และเป็นหัวหน้าตํารวจ ในจังหวัด ไม่ต้องไปไหนครับ เริ่มต้นที่ไหนโตที่นั่น ท่านอํานวยเริ่มต้นจากจังหวัดสงขลา วันนี้ท่านอาจจะเกษียณในฐานะผู้บัญชาการตํารวจจังหวัดสงขลา แล้วก็อยู่ด้วย ความภาคภูมิใจครับ พ่อแม่นายอํานวยเป็นใครคนรู้จักทั้งจังหวัด นายอํานวยทําดีก็คนชื่นชม ใครทําชั่วพ่อแม่ก็โดนโพนทะนาด้วย ถึงเวลาเกษียณใครก็ไม่คบ เดี๋ยวนี้เป็นผู้บัญชาการตํารวจ ไปเติบใหญ่ที่จังหวัดไหนก็ตามเกษียณต้องมาซื้อบ้านอยู่กรุงเทพฯ ไปไล่ดูสิว่าคนที่เป็นนายพล กี่คนที่จน ที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่บอกว่าเป็นเมียทหารนับขวด เป็นเมียตํารวจนับแบงก์ ทหารกว่าจะได้นับแบงก์เป็นนายพลถึงจะเลี้ยงลูกน้องได้ แต่ตํารวจแค่ร้อยตํารวจตรี ร้อยตํารวจโท ก็เริ่มมีบารมีครับ ให้นายสิบตํารวจส่งส่วยได้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มปรับ กระบวนการตํารวจเสียใหม่ผมฝากไปนะครับ ไม่ขัดข้องที่คิดมาเป็นการเริ่มต้นคิดที่ดี แต่ฝากต่อไปสักนิดว่าชาวบ้านอยากเห็นการปฏิรูปตํารวจ แล้วการปฏิรูปตํารวจ ไม่ใช่หมายความว่าการแบ่งเพิ่มยศ ขยายยศ หรือว่ายกฐานะสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นกระทรวงตํารวจแห่งชาติ ผมก็เห็นกรมตํารวจตั้งแต่ท่านผู้บัญชาการที่นั่งกันอยู่ข้างบน ทั้งหมดเป็นนายร้อยตํารวจใหม่ ๆ เป็นกรมตํารวจอยู่ในกระทรวงมหาดไทยครับ เริ่มต้น สอบสวนทุกคนไล่กันมาแล้วเกษียณอายุก็ไม่ต่างกันมากนัก วันนี้เราเติบโตเป็นสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติถามว่าประชาชนได้อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องปฏิรูปตํารวจเริ่มต้นอย่างที่ ท่านคิดถูกครับ คิดว่าการปฏิรูปเริ่มต้นก้าวแรก ๆ เล็ก ๆ จากวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในทุกสถานีตํารวจจะทําให้ประชาชนได้ประโยชน์ และคิดต่อไปว่าถ้าปฏิรูปตํารวจต่อไปอะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์ คิดน้อยลงไปสักนิดว่า ถ้าปฏิรูปแล้วตํารวจต้องได้ประโยชน์ วันนี้ถ้าประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้นหมายถึง ก้าวของการปฏิรูปตํารวจเริ่มเป็นจริงมากขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านวิทยาครับ เชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภา

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิก สปท. หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ที่ท่านทําเรื่องนี้เข้ามาสู่ที่ประชุม เดิมทีตั้งใจว่าจะฟังเฉย ๆ แต่ว่าความคิดมันค่อย ๆ ผุดขึ้นมา หลายประเด็น ผมมีประสบการณ์แล้วก็บทเรียนที่ขมขื่นในอดีตถ้าพูดถึงเรื่องตํารวจ แต่ว่า คงจะไม่มาวิพากษ์วิจารณ์ในที่นี้เพราะว่าหลายท่านก็ได้พูดถึงไปมากแล้ว ตํารวจเป็นเหยื่อ ของสังคมมาโดยตลอด ถ้าเป็นหุ่นน้ําแข็งจับตรงไหนมันก็ละลายตรงนั้น พูดอย่างไร นินทา อย่างไรมันก็ถูกตรงนั้น แล้วก็มีคนเชื่อเสมอมา เพราะฉะนั้นยุคสมัยของการปฏิรูป จะหลีกเลี่ยงการปฏิรูปตํารวจไปไม่ได้ ถ้าเริ่มด้วยการเสนอประเด็นหรือวาระว่าด้วยเรื่องของ การสืบสวนสอบสวนเข้ามาสู่ที่ประชุมผมก็เห็นด้วยครับ เป็นอะไรที่ประชาชนกินได้ จับต้องได้ ก็คือใช้คําว่า ปฏิรูปกินได้ เพราะประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ถ้าไม่เริ่มที่ การปรับโครงสร้างของ ก.ตร. คตช. หรือว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ถ้าเริ่มว่าประโยชน์ จะตกกับประชาชนอย่างไร ผมเปรียบง่าย ๆ เรื่องของงานตํารวจคืองานบริการประชาชน คล้าย ๆ กับงานแพทย์ที่ผมประกอบวิชาชีพมาโดยตลอด การบริการประชาชนนั้น ต้องทําด้วยใจ ทําด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เมื่อผมเข้าเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ ๑ ผมถูกใส่ไว้ ในสมองเลยคือพระราชดํารัสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ท่านทรงมีพระราชดํารัสแก่นักศึกษาแพทย์เอาไว้ และนักศึกษาแพทย์ทุกคนก็จําใส่ใจเอาไว้ จนสิ้นใจก็ว่าได้ ผมอยากจะให้ตํารวจทั้งประเทศคิดจําพระราชดํารัสนี้ไว้เพราะใช้ได้ อย่างแนบแน่นทั้งวิชาชีพหมอ แพทย์ แล้วก็ตํารวจ พระราชดํารัสนั้นมีว่าไอ ดอนท์ วอนท์ ยู ทู บี โอนลี อะ ดอกเตอร์ บัต ไอ ออลโซ วอนท์ ยู ทู บี อะ แมน ( I don’t want you to be only a doctor, but I also want you to be a man) เราไม่ได้ต้องการให้ท่าน หรือคุณเป็นแค่แพทย์ แต่เราต้องการให้คุณเป็นอะ แมน (A man) คือเป็นมนุษย์ด้วย ซึ้งนะครับ พระราชดํารัสประโยคถัดไป ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ ๒ ประโยชน์ ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่ ๑ ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะ แก่วิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์ ทรงธรรมะไว้ให้บริสุทธิ์ ตํารวจคือเหยื่อของอธรรมที่ถูกกล่าวหา มาโดยตลอด ประพฤติมิดี ประพฤติมิชอบ เป่าคดี ซื้อคดี ขายคดีก็ตํารวจครับ ต้นทางของ กระบวนการยุติธรรมก็ตํารวจ และในต้นทางของกระบวนการยุติธรรมนั้นคือการสืบสวน สอบสวน แพทย์ประพฤติตนเป็นผู้สอบสวน คือเรามีการซักถามประวัติ ตรวจร่างกาย แล็บ (Lab) มีหน้าที่เป็นเหมือนผู้สืบสวน แพทย์จะต้องทําทั้งสืบสวนและสอบสวนไป ในเวลาเดียวกัน ตํารวจจึงต้องทําทั้งงานสืบสวนและสอบสวนไปในเวลาเดียวกัน ผมมีบทเรียนในเรื่องของการขึ้นไปโรงพัก เมื่อพูดถึงโรงพักผมก็ไม่ทราบว่าศัพท์คํานี้มันเริ่มที่ ใครนะครับ มีคําว่า โรง แล้วก็มีคําว่า พัก จริง ๆ แล้วอยากจะให้ตํารวจช่วยตีความตรงนี้ว่า ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า โรงพัก เจตนาเขาต้องการอย่างไร ผมมีบทเรียนเมื่อขึ้นโรงพักแล้วก็ เจ็บปวดทั้งเรื่องของการซื้อหรือขายคดี ทั้งเรื่องของการเป่าคดี เคยเป็นทั้งโจทก์ ผู้เสียหาย จําเลย แล้วก็เป็นทั้งพยาน ทั้งหมดขึ้นไปในฐานะชาวบ้านคนธรรมดา ๆ แต่สิ่งที่ได้รับมักจะลงท้ายด้วยใต้โต๊ะ แต่ผมปฏิเสธ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องปฏิรูปงานสืบสวน สอบสวนนั้นท่านพูดอะไรมาถูกต้องทั้งนั้นนะครับ ท่านเสนออะไรมาทําไปเถอะครับ อย่างไรก็ได้ให้ประชาชนได้ประโยชน์เพราะว่าเป็นการปฏิรูป ที่กินได้ แต่ผมได้อ่านในรายงานที่ท่านทําไว้ก็ยังกว้าง ๆ อยู่แต่ผมก็ให้กําลังใจแล้วก็ ขอขอบคุณท่าน ท่านจะไปปรับปรุงแก้ไข ท่านจะไปดําเนินการพัฒนากฎ ระเบียบ กฎหมาย อะไรต่าง ๆ นั้นก็คงจะต้องใช้เวลา ก็ให้กําลังใจท่าน ท่านประธานครับ ผมได้ไปอ่าน ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกล้มไป ก็ดีใจครับ ทางคณะกรรมาธิการคณะนั้นให้ความสําคัญ กับการสอบสวน มีคําว่า สอบสวน ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมไปอ่านในรัฐธรรมนูญ ฉบับแล้ว ๆ ก็ไม่พบ ถ้าท่านผู้ใดพบก็ช่วยกรุณาแก้ด้วย ถ้อยคํานั้นมีว่า ในมาตรา ๔๔ ขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ แล้วก็ดีใจที่ทางกรรมาธิการเห็นความสําคัญ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับที่ กําลังร่างอยู่นี้ใส่ไว้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในมาตรา ๔๔ (๕) ในคดีอาญา ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จําเลย และพยาน มีสิทธิได้รับความคุ้มครองและความช่วยเหลือที่จําเป็น และเหมาะสมจากรัฐ ได้รับการสอบสวน ขีดเส้นใต้ ได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และมีมาตรฐานที่ชัดเจน ผู้ต้องหาและจําเลยมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางคดี จากทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ นี่ครับ คีย์เวิร์ด (Keyword) คือได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และมีมาตรฐาน สิ่งที่ทาง กรรมาธิการจะปฏิรูปนั้นขอเพียงให้ท่านไปคิดว่าท่านจะตีความถ้อยคําต่าง ๆ เหล่านี้ ศัพท์ นิยามต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ได้อย่างไรในกฎหมายใด ๆ ที่ท่านจะไปแก้ไข ผมว่าแค่นี้ประโยชน์ ก็ตกอยู่กับประชาชนแล้ว อย่างไรก็แล้วแต่การสืบสวนหรือสอบสวนนั้นสิ่งที่ประชาชน จะพึงได้รับ ผมอยากจะให้ท่านกลับไปอีกมาตราหนึ่ง อันสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน อีกนิดเดียวครับ ในมาตรา ๔๔ เช่นเดียวกัน (๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง เท่าเทียมกัน และเสียค่าใช้จ่ายน้อย ผมเน้นคําว่า และเสียค่าใช้จ่ายน้อย ท่านกรรมาธิการช่วยไปคิดด้วยว่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับนั้นมีมากเป็นอย่างยิ่ง คําว่า ค่าใช้จ่ายน้อย ผมหมายถึงค่าใช้จ่ายบนโต๊ะนะครับ ไม่ต้องพูดถึงค่าใช้จ่ายใต้โต๊ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทางกรรมาธิการจะทํานั้นขอให้คํานึงถึงคําศัพท์ต่าง ๆ ที่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ อันนี้ด้วย ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใส่ไว้ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายนะครับ แล้วหลังจากนั้นกรรมาธิการจะชี้แจงแล้วจะมี การลงมตินะครับ ขอท่านสมาชิกที่อยู่ภายนอก หรือประชุมอยู่ในห้องคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ได้เตรียมความพร้อมนะครับ ผมได้กดสัญญาณไฟลงมติ ซึ่งจะปรากฏไฟขึ้น ในทุกห้องที่มีการประชุมในอาคารรัฐสภา ๑ อาคารรัฐสภา ๒ แล้วก็อาคารรัฐสภา ๓ นะครับ ขอเชิญ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายในส่วนนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ได้กําหนดวิธี แนวทางในการปฏิรูป ทั้ง ๙ ข้อตามเอกสารที่แจกให้ในหน้า ๕ และหน้า ๗ นี้นะครับ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด หรือที่เรียกว่าเกาตรงถูกที่คันนั้นเองครับ และการปฏิรูปทั้ง ๙ ข้อนี้เป็นการปฏิรูปเพื่อประโยชน์ ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการปฏิรูปเพื่อองค์กรตํารวจ หรือเพื่อตัวข้าราชการ ตํารวจ หรือเพื่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งครับ ปัจจุบันนี้ผมยัง ดํารงตําแหน่งเป็นข้าราชการอยู่นะครับ ยังรับราชการตํารวจอยู่ แต่มีความคิดเหมือน ข้าราชการตํารวจที่เกษียณอายุราชการแล้วคือท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา และท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ครับ ผมเคยทํา หน้าที่ทั้งด้านงานสืบสวน สอบสวน ป้องกัน ปราบปราม งานจราจร งานอํานวยการ แล้วก็ยังเคยทําหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยของศาลด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะขออนุญาต พูดเกินเวลาในสาระสําคัญและที่เป็นประโยชน์นะครับ

เรื่องแรกนะครับ ทั้ง ๙ ประเด็นนั้นผมในฐานะผู้มีประสบการณ์และอยู่กับ งานนี้มาโดยตรง จะขอนําเรียนว่าในประเด็นที่ ๑ ที่บอกว่าจะปรับระบบการเข้าเวรของ พนักงานสอบสวนประจําสถานีตํารวจ จากเข้าเวรคนเดียวเป็นเข้าเวรเป็นชุดพนักงานสอบสวน แบบบูรณาการ ตรงนี้ขอเรียนว่าเป็นความฝันที่ผมอยากเห็นและรอคอยการเปลี่ยนแปลง มานานแล้ว แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสํานักงานตํารวจแห่งชาติสักครั้งหนึ่งนะครับ วันนี้ขอถือว่าเป็นกําลังหรือแรงขับจากภายนอกไปขับเคลื่อนในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้นะครับ และปัญหาที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้กล่าวสักครู่นั้น ก็จะหายไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ประชาชนมารอรับแจ้งความในหลาย ๆ เรื่อง พร้อมกัน ต่อไปนี้จะมีผู้บริหาร ในกรณีที่มีบางท่านบอกว่าพนักงานสอบสวนควรที่จะไป ให้บริการประชาชนผู้เดือดร้อนถึงบ้านพัก ถึงจุดที่เกิดเหตุ ตรงนี้สามารถทําได้ถ้ามีทีม พนักงานสอบสวน หัวหน้าทีมจะสั่งเลยว่าคดีที่ ๑ พนักงานสอบสวนคนนี้ไป คดีที่ ๒ พนักงานสอบสวนคนนี้ไป คดีจราจรเกิดอุบัติเหตุคนนี้ไป จะสามารถบริหารได้ถ้ามี ทีมพนักงานสอบสวน แต่ถ้าเป็นระบบเดิมไม่สามารถบริหารอย่างนี้ได้ครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ถือว่าพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริงครับ ผมขอเสริมอีกนิดหนึ่งครับว่า ในทีมพนักงานสอบสวนนั้นขอให้เพิ่มเติมเป็นทีมเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอม ในชั้นโรงพักด้วยครับ และทีมไกล่เกลี่ยนั้นอาจจะเป็นข้าราชการตํารวจ หรืออาจจะเป็น ข้าราชการส่วนราชการอื่น หรือเป็นอาสาสมัครภาคประชาชนก็ได้ครับ เพื่อที่จะทําให้คดี บนโรงพักนั้นมีปริมาณลดลง คดีถึงอัยการลดลง แล้วก็คดีที่ถึงศาลลดลง และที่สําคัญ เกิดการสมานฉันท์ในระดับพื้นที่ครับ

ประเด็นที่ ๒ ทบทวนการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคําสั่งที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวน ผมขอแนะนําการปรับปรุงกฎหมาย ดังนี้

กฎหมายแรก กฎหมายที่ให้อํานาจพนักงานสอบสวนและตํารวจสามารถไกล่เกลี่ย ประนีประนอมคดีศาลแขวงหรือคดีที่มีโทษเพียงเล็กน้อยเพื่อความสมานฉันท์และสงบเรียบร้อย ในสังคมได้อย่างยั่งยืน ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะว่าในอดีตไม่มีกฎหมาย อันนี้ให้อํานาจพนักงาน สอบสวน พนักงานสอบสวนเมื่อมีผู้กระทําผิดอาญามาเกิดขึ้นต่อหน้าก็ต้องดําเนินการ แจ้งข้อหาอย่างเดียว ถ้าไม่แจ้งก็จะมีผิดฐานละเว้นตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งมีอัตราโทษจําคุก ถึง ๑๐ ปี แต่ถ้าให้อํานาจเสียต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ตํารวจก็สามารถไกล่เกลี่ย ประนีประนอมได้ครับ แล้วก็ขอเรียนนะครับว่าประสิทธิภาพของการระงับข้อพิพาทที่สูงที่สุดนั้นไม่ใช่นําตัวผู้ต้องหา ไปฟ้องศาล ศาลสั่งลงโทษแล้วไปอยู่ในเรือนจํา จากการศึกษามาปรากฏว่าการระงับ ข้อพิพาทที่ดีที่สุดนั้นคือการที่ให้คู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นพึงพอใจกัน แล้วก็ยุติข้อพิพาทไปอย่าง ยั่งยืนและอยู่ร่วมกันในสังคมได้ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นจุดต้นน้ําที่จะทําให้ เกิดความสามัคคีในชุมชนได้ครับ

กฎหมายที่ ๒ ก็คือแก้ไขกฎหมายในเรื่องการควบคุมผู้ต้องหาเบื้องต้น ในชั้นสอบสวนหรือชั้นพนักงานสอบสวนให้เหมาะสมครับ ในคดีที่มีโทษเล็กน้อยอาจจะ ไม่ต้องควบคุมเลยก็ได้ หรือในคดีที่มีโทษจําคุกไม่เกิน ๓ ปี อาจจะแค่ ๔๘ ชั่วโมง แต่ในคดี ศาลจังหวัดคือโทษจําคุก ๓ ปีขึ้นไป หรือคดีอุกฉกรรจ์ควรจะมีการควบคุมถึง ๗๒ ชั่วโมง เพราะให้เวลาพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนให้แล้วเสร็จ มิฉะนั้นแล้วการสอบสวน จะไม่แล้วเสร็จต้องรีบนําตัวผู้ต้องหาไปผลัดฟ้อง ฝากขัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพักที่อยู่ ห่างไกลจากที่ทําการศาลจะเป็นอุปสรรคอย่างมาก และตรงนี้ผลสุดท้ายความลําบาก ไม่ได้ไปตกที่ตํารวจ แต่ตกที่ประชาชนเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอฝากนะครับ

ประเด็นที่ ๓ การแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับ และแนวทางการปฏิบัติให้สามารถ ขอหมายค้น ขอหมายจับ หรือขอผลัดฟ้อง ฝากขังผู้ต้องหาผ่านระบบคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ได้ครับ ที่ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ตํารวจนั้นต้องเดินทางนับ ๑๐๐ กิโลเมตร เพื่อมาขอหมายค้น และเดินทางกลับอีก ๑๐๐ กิโลเมตร พอดีพยานหลักฐานหายหมดแล้ว หรือการขอหมายจับที่ยุ่งยากซับซ้อนก็จะเป็นอุปสรรค ซึ่งการขอผลัดฟ้องฝากขัง หรือการขอหมายค้น หมายจับทางคอนเฟอเรนซ์ (Conference) นั้นไม่ได้ทําให้ประสิทธิภาพ ในการขอหมายค้น หมายจับ หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้าม จะเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เกิดความรัดกุมมากขึ้น เช่นการขอหมายค้นนั้นถ้าผ่านคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ผู้ที่ทําการสืบสวนสอบสวนด้วยตนเองสามารถขอหมายค้นทางคอนเฟอเรนซ์ (Conference) กับท่านผู้พิพากษานะครับ ท่านผู้พิพากษาก็สามารถซักถามรายละเอียดผ่านคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ได้ ดีกว่า มอบหมายตํารวจคนใดคนหนึ่งไปยื่นคําร้อง แล้วพอถามคนที่ยื่นคําร้องก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะไม่ใช่เป็นคนสืบสวนนั่นเองครับ รวมทั้งการขอหมายจับก็เช่นเดียวกันครับ จะออกหมายจับนั้นก่อนที่ท่านศาลจะเซ็นหมายจับท่านจะได้ถามซักไซ้ไล่เลียงถึงพยานหลักฐาน ความหนักแน่นของคดีว่ามีเพียงพอที่จะออกหมายจับหรือไม่ก็จะเป็นประโยชน์ครับ

ประเด็นที่ ๔ ต้องทําความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความเรื่องความผิด ในราชอาณาจักร ความผิดนอกราชอาณาจักร และอาชญากรรมข้ามชาติให้ถูกต้องชัดเจน เหตุใดต้องตีความให้ชัดเจน เพราะว่าอํานาจการสอบสวนระหว่างความผิดแต่ละประเภท ที่ผมกล่าวนั้น อํานาจการสอบสวนแตกต่างกัน ถ้านอกราชอาณาจักรหรืออาชญากรรม ข้ามชาตินั้นเป็นอํานาจของท่านอัยการ แต่ในราชอาณาจักรนั้นเป็นของตํารวจ ปัจจุบันนี้ การตีความยังไม่ชัดเจนก็อาจจะก่อให้เกิดอํานาจการสอบสวนไม่ถูกต้อง เมื่อทําการสอบสวน ไม่ถูกต้องศาลก็ต้องยกฟ้องผู้ต้องหา ในที่สุดจะเกิดความเสียหายขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้ ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทําความชัดเจนครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องอํานาจ การสอบสวนระหว่างดีเอสไอ (DSI) กับตํารวจต้องชัดเจนครับ วันนี้ถ้าถามเพื่อนข้าราชการ ตํารวจทั่วประเทศนั้นจะบอกว่าคดีนี้ดีเอสไอ (DSI) สามารถเรียกไปทําการให้ส่งสํานวน ไปให้ได้ ดังนั้นตํารวจจะไม่เร่งทําการสอบสวนเพราะรู้ว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่วันดีเอสไอ (DSI) ก็จะมาเรียกสํานวนไปก็เลยเกิดผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรม ผลเสียต่อการรวบรวม พยานหลักฐานและการติดตามจับกุม เพราะฉะนั้นขอให้ชัดเจนตรงนี้ว่าคดีใดก็ตาม ถ้าเจ้าหน้าที่ตํารวจทําการรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบถ้วนสมบูรณ์ และจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วควรให้เจ้าหน้าที่ตํารวจทําการสอบสวนให้เสร็จ แต่ถ้าคดีใด ยังไม่ดําเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหา ถ้าดีเอสไอ (DSI) จะต้องการเอาไปสอบสวนเสียเอง ก็สามารถดําเนินการได้ อันนั้นตํารวจน่าจะเห็นด้วย แต่ถ้าจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้วเอาไป จะเกิดผลเสียครับ ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าดีเอสไอ (DSI) เอาไปสอบสวนต่อแล้วเกิด พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ ทําการสอบสวนไม่ครบถ้วนเพราะว่าอาจจะเป็นธรรมชาติ ของคดีก็ได้ที่มีความสลับซับซ้อน พอศาลยกฟ้องปุ๊บผู้ต้องหาเกิดฟ้องกลับตํารวจชั้นผู้จับกุม อันนี้ตํารวจกับดีเอสไอ (DSI) ก็จะไม่ถูกกันแล้ว จะเกิดการขัดแย้งระหว่าง ๒ หน่วยงาน ที่จริง ๒ หน่วยงานนั้นเป็นเพื่อนกัน ทํางานร่วมกัน แต่ถ้ามีเหตุนี้ขึ้นมาปุ๊บจะเกิด ความแตกแยกขึ้น ขอเรียนนะครับว่าความชัดเจนจะทําให้ประสิทธิภาพเกิดขึ้นนะครับ ในประเด็นต่อไปที่อยากจะขอนําเสนอเพิ่มเติมที่จะเป็นประโยชน์นะครับ ในประเด็นนี้สําคัญ ประเด็นที่ ๓ ให้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทน การสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๓๔ เหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็เพราะว่าอดีตที่กําหนดไว้ ไม่เหมาะสม และนอกเหนือจากนี้อยากให้มีความแตกต่างกันระหว่างค่าตอบแทน การทําสํานวนการสอบสวนคดีอาญาในพื้นที่ทั่วประเทศกับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นคดีมีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากมากกว่าควรที่จะ มีค่าตอบแทนให้เหมาะสม ส่วนข้อ ๔ ทบทวน ปรับปรุงระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่ม เป็นกรณีพิเศษสําหรับตําแหน่งพนักงานสอบสวนปี ๒๕๕๓ ขอเรียนว่าพนักงานสอบสวน ทั่วประเทศก็ควรจะมีมาตรฐานหนึ่ง พนักงานสอบสวนใน ๓ จังหวัดภาคใต้และ ๔ อําเภอ ในจังหวัดสงขลาควรจะมีอีกมาตรฐานหนึ่งครับ เพราะพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติหน้าที่ ใน ๓ จังหวัดภาคใต้นั้นเมื่อรับแจ้งว่ามีเหตุเกิดขึ้นจะไม่ไปดูที่เกิดเหตุก็ไม่ได้นะครับ ต้องไปดู ที่เกิดเหตุ ออกไปดูที่เกิดเหตุแล้วไม่รู้ว่าจะไปถึงที่เกิดเหตุหรือเปล่า อาจจะโดนระเบิด ระหว่างทางก็ได้ อาจจะโดดดักระหว่างทางก็ได้ พอดูที่เกิดเหตุเสร็จแล้วไม่รู้ว่าจะกลับโรงพัก ได้หรือเปล่า หรือว่าถึงโรงพักหรือเปล่า อันนี้เป็นความหวาดเสียวและเป็นภัย แล้วก็เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้แล้วในระหว่างการสอบสวนนั้นจะต้องไปติดตามพยาน ไปสอบสวนพยาน ถึงในชุมชน ออกไปก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับโรงพักหรือเปล่า เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนตรงนี้ ควรจะให้แตกต่างจากพนักงานสอบสวนทั่วประเทศเพื่อจูงใจแล้วก็คุ้มค่ากับการเสี่ยงภัย เสี่ยงชีวิตของพนักงานสอบสวนใน ๓ จังหวัดภาคใต้ครับ

ประเด็นที่ ๕ ทบทวนหลักเกณฑ์ในการกําหนดเส้นทางความก้าวหน้า ในสายงานสอบสวนให้เติบโตตามความเหมาะสม ตรงนี้ขอเรียนนะครับ ปัจจุบันนี้เหตุที่ พี่น้องประชาชนได้รับการบริการจากพนักงานสอบสวนไม่ได้อย่างใจ แล้วก็ไม่ดีอย่างที่คิด ก็เพราะว่าพนักงานสอบสวนเองเขาก็ขาดขวัญกําลังใจ เพราะในเรื่องของความก้าวหน้า ในเรื่องของโอกาสในการโยกย้าย ตรงนี้ขอนําเสนออย่างนี้นะครับว่าพนักงานสอบสวน ควรที่จะมีโอกาสเติบโตในสายงานของเขา ตั้งแต่ร้อยตรี ร้อยโท ร้อยเอก พันตรี พันโท พอไปถึงพันเอกก็เป็นพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญในระดับกองบังคับการหรือระดับจังหวัด ซึ่งมียศต่ํากว่าผู้การจังหวัดคือพลตรี และสามารถเป็นถึงพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ระดับรองผู้บังคับการ พอเป็นพลตรีสามารถเป็นพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญในระดับภาค คือในภาคนั้นผู้บังคับบัญชาสูงสุดยศพลตํารวจโท ดังนั้นพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ในระดับภาคเป็นยศพลตํารวจตรีได้ ไม่เสียการปกครองบังคับบัญชา และเมื่อโตขึ้น เขาสามารถเป็นพนักงานสอบสวนพลตํารวจโทได้ คือเป็นผู้บัญชาการสํานักงานกฎหมาย หรือผู้เชี่ยวชาญพนักงานสอบสวนในระดับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วถ้าโตขึ้นก็เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติด้านงานสอบสวน เป็นรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ด้านสอบสวน เพราะฉะนั้นสามารถไปได้ถึงพลตํารวจเอก อันนั้นกรณีที่ ๑ หรืออีกวิธีหนึ่ง เปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวนที่มียศพันตํารวจเอกสามารถมาเป็นหัวหน้าโรงพัก ยศพันตํารวจเอกได้ เพราะฉะนั้นถ้าเปิดโอกาสให้เขาสามารถเคลื่อนย้ายตําแหน่งได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชน อันนี้ก็จะทําให้พนักงานสอบสวนนั้นมีขวัญกําลังใจดีขึ้นครับ แล้วก็สามารถทําให้งานสอบสวนนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

ประเด็นที่ ๖ จัดทําแผนพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้อย่างต่อเนื่อง สําคัญครับ ทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป พฤติกรรมของอาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไป พนักงานสอบสวนต้องติดตามทันนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา แต่งบประมาณที่ใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรพนักงานสอบสวนนั้นน้อยมากแล้วก็ถูกตัด ทุกปี ขอฝากสํานักงบประมาณด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๗ ขยายงานนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวชศาสตร์เพื่อสนับสนุน การสอบสวนให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเพียงพอ ขอเรียนนะครับว่าในอดีตเราใช้จับตัว ผู้ต้องหามาก่อนแล้วค่อยไปขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ในปัจจุบันต้องรวบรวม พยานหลักฐานก่อนแล้วค่อยจับตัวผู้ต้องหา และที่สําคัญครับ ศาลเชื่อพยานหลักฐาน ที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าพยานบุคคล เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ทิศทางของตํารวจ ทั่วประเทศในการรวบรวมพยานหลักฐานจะเน้นนิติวิทยาศาสตร์มากขึ้น ดังนั้นจึงจะต้อง ให้ความสําคัญด้านนี้และจัดบุคลากรด้านนี้ให้เพียงพอนะครับ

ประเด็นที่ ๘ นําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานตํารวจ อันนี้ก็ถือว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะตํารวจนอกเหนือจากนี้แล้วยังมีหน้าที่คุมพยานด้วยก็สามารถนํามาประยุกต์ใช้ ในการคุมพยานได้ ลดภาระโหลด (Load) ของพนักงานสอบสวนได้ แล้วก็สามารถเอามาใช้ ในการเพิ่มประสิทธิภาพงานสอบสวนได้ เรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สําหรับติดตามตัว ผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราว เพราะขณะนี้มีหลายคดีผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวกลับไปทําความผิดใหม่ หรือผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวหลบหนีการควบคุม เป็นต้น

ประเด็นที่ ๙ สําคัญนะครับ การจัดให้มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นสอบสวน โดยนําแนวคิดกระบวนการยุติธรรมมาใช้ในเชิงสมานฉันท์ ตรงนี้สามารถดําเนินการ ได้ทันทีเลยแล้วก็จะเป็นประโยชน์ครับ

ที่ผมกล่าวมานั้นก็เป็นข้อนําเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริงนะครับ ทีนี้เมื่อสักครู่นี้ก็มีหลายท่านที่มานําเสนอว่างานสอบสวนควรจะอยู่กับ ตํารวจหรือควรจะแยกออกไป ขอเรียนนะครับว่างานสอบสวนนั้นเป็นพื้นฐานและเป็น รากฐานที่สําคัญในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ผมขอบอกก่อนนะครับว่า เป็นรากฐานของกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพเพราะอะไร ถ้าตํารวจรวบรวม พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ อัยการก็ไม่สามารถที่จะเอาประเด็นหรือพยานหลักฐานนั้น ไปฟ้องศาลได้ และศาลก็ไม่สามารถจะพิจารณานอกสํานวนได้ ตรงนี้ละครับถ้าตํารวจ ทําสํานวนไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ต้องหาหรือจําเลยก็ถูกปล่อยตัว แต่ถ้าทําดี มีคุณภาพ กระบวนการยุติธรรมศาลก็จะลงโทษผู้ต้องหาได้อย่างสิ้นสงสัยครับ พนักงานสอบสวน เป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ขอเรียนนะครับว่าป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม ผมขอเรียนคําว่า ป้องกัน ก่อนแล้วกันนะครับ การป้องกัน อาชญากรรมนั้นตํารวจจะต้องมีข้อมูลว่ามีคดีอะไร เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร ใครเป็นคนทํา ใครเป็นเหยื่อ และมีสาเหตุหรือมูลเหตุเกิดจากเรื่องอะไร แล้วก็นําข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้น มาประมวลผลแล้วไปใช้ในการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก เช่น การไปตรวจตรงบริเวณนั้น บ่อยขึ้น การแก้ไขเรื่องภูมิทัศน์หรือภูมิสถาปัตยกรรมอาชญากรรม ถ้าบอกว่างานสอบสวน ไปอยู่อีกหน่วยหนึ่ง ตํารวจอีกหน่วยหนึ่งแล้วไม่ประสานข้อมูลกัน การป้องกันอาชญากรรม จะด้อยประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง แล้วผลร้ายจะตกสู่พี่น้องประชาชน

และอันที่ ๒ งานสอบสวนนั้นเป็นรากฐานของการปราบปรามอาชญากรรม คํานี้มี ๒ บทบาทนะครับ คําว่า ปราบปราม นั้น จะประกอบด้วย ปราบอาชญากร กับ คําว่า ปรามอาชญากรรม พนักงานสอบสวนที่มีความสามารถจะนํามาซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐาน ทางคดีครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อพิสูจน์ให้ศาลสิ้นสงสัยในการกระทําผิดของผู้ต้องหา หรือของผู้กระทําผิดจึงจะสามารถไปจับกุมตัวคนร้ายได้ อันนี้เรียกว่าปราบอาชญากรรม คือดึงอาชญากรรมออกมาจากชุมชน จับตัวผู้กระทําผิดให้ได้ นี่เรียกปราบ อีกอันหนึ่ง ปรามอาชญากรรม ก็คือเมื่อใดก็ตามที่มีคนกระทําผิดและมีการถูกจับกุม ผู้ที่คิดจะกระทําผิด ไม่กล้ากระทําผิด อันนี้เรียกว่า เป็นการปราบอาชญากรรม เพราะฉะนั้นงานสอบสวน จะมีผลสําคัญอย่างยิ่งต่องานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ดังนั้นสอบสวนกับป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมแยกจากกันไม่ได้ คือแยกจากการเป็นตํารวจไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตํารวจจะต้องมีสืบสวนสอบสวนอยู่ด้วยกัน คนเดียวกัน แต่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม อยู่คนละคน แต่ในโรงพักเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาเดียวกัน จะทําให้งานนั้นมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้นครับ ผมมั่นใจว่าแนวทางในการปฏิรูปทั้ง ๙ ข้อดังกล่าวไปนี้ถ้านําไปสู่การปฏิบัติ จะทําให้ทีมงานพนักงานสอบสวนทั่วประเทศยึดมั่นในอุดมคติของตํารวจที่ว่า เคารพ เอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปราณีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อ ความยากลําบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบําเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อปวงชน ดํารงตน ในความยุติธรรม กระทําการด้วยปัญญา และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

ขอบคุณมากครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ ขออนุญาต

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมยังไม่อนุญาตครับ มีสมาชิกได้ขออนุญาตที่จะอภิปรายรอบสอง เพราะว่าได้อภิปรายรอบแรกไปแล้ว ผมไม่อนุญาตนะครับ แต่ว่าจะให้ท่านรอฟัง กรรมาธิการได้ชี้แจงในประเด็นที่ท่านนําเสนอหรือว่าตั้งคําถาม หลังจากนั้นถ้าท่านยังติดใจ จะซักถามผมจะอนุญาตนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ท่านวิรัช ชินวินิจกุล ท่านเป็นรองประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ และคณะกรรมาธิการ ได้ตอบข้อชี้แจงครับ

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ผมขออนุญาตให้ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน เป็นผู้ชี้แจงตอบปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้กรุณาสอบถามหรือให้คําแนะนํา

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ครับ

พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้กรุณา ให้ความสนใจ ให้ความสําคัญกับปัญหาที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้หยิบยกขึ้นมานะครับ หลายเรื่องทุกเรื่องที่ท่านสมาชิกอภิปรายผมจดแล้วก็ได้ฟังอย่างตั้งใจ พูดด้วยความสัตย์จริง ไม่ใช่เยินยอ ทุกประเด็นมีประโยชน์ทั้งสิ้น ถึงแม้บางเรื่องสอดคล้องกับที่เราคิดอยู่แล้ว นั่นก็เป็นการตอกย้ําว่าคณะกรรมาธิการของเรานั้นก็คิดตรงกับท่าน ซึ่งก็จะทําให้เรามั่นใจ ในการที่จะเดินและขับเคลื่อนต่อไป อย่างไรก็ตามก็อยากจะอภิปรายหรือตอบบางท่าน บางเรื่องเพื่อความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาจจะไม่ได้ไล่ทั้งหมด แต่ถ้าไม่ครบอย่างไร ท่านถามอีกรอบหนึ่งนะครับ ทั้งในเรื่องของการปรับปรุงสํานวนการสอบสวนให้สั้นและง่าย อันนี้ก็อยู่ในหัวข้อที่เราจะทํา

ข้อที่ ๒ เรื่องของการปรับระบบระเบียบในทางสอบสวนนะครับ ท่านนิกร จํานง ท่านให้ความสําคัญกับระบบการฝึกอบรม ท่านพูดถึงฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ว่าเรากําลังจะไปใส่ซอฟต์แวร์ (Software) ให้กับตํารวจ แต่เหมือนว่า ตํารวจทั้งระบบ ๒๐๐,๐๐๐ คนรับสิ่งนี้ได้ไหมถ้าเราไม่ปรับในเรื่องของการฝึกอบรม อันนี้ก็ต้อง ขอบพระคุณอย่างยิ่ง แล้วก็สอดคล้องกับในแผนปฏิรูปฉบับใหญ่ของเราในข้อ ๙ คือเรื่องของ ระบบการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตํารวจและระบบการฝึกอบรม ซึ่งระบบการฝึกอบรม นั้นก็คือทั้งพรีเซอร์วิซ (Pre service) และอินเซอร์วิซ (In service) แต่ผมมีข้อมูลเรียนท่าน อย่างนี้นะครับ ผมมีข้อมูลเชิงประจักษ์กับด้วยตัวเองเมื่อครั้งผมเป็นผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๗ ที่ท่านชูชาติได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้นะครับ เมื่อประมาณ ๘ ปีที่แล้ว ผมได้รับ การจัดสรรงบประมาณในการฝึกอบรมจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่าปีนี้ให้ท่านจัดฝึกอบรม ตํารวจสายตรวจทางด้านยุทธวิธีในการใช้อาวุธ ในการฝึกเรื่องการป้องกันที่คุณหมอพรพันธุ์ เน้นเรื่องการป้องกันก็คือการฝึกสายตรวจ จะป้องกันเมื่อเผชิญเหตุอย่างไร ผมได้รับ งบประมาณมารวมค่ากระสุน รวมค่าฝึก ให้ฝึกได้ ๑๐๐ คน ผมเรียกฝ่ายกําลังพล มาถามว่าเรามีสายตรวจทั้งหมดเท่าไร บอกว่ามี ๔,๐๐๐ คน ผมบอกว่าเพราะฉะนั้น หมายความว่าอีก ๓,๙๐๐ คนไม่ได้รับการฝึก ฝ่ายกําลังพลก็บอกว่าใช่ ผมลองนั่งหารตัวเลข ง่าย ๆ ผมเอา ๑๐๐ ไปหาร ๔,๐๐๐ ๔๐ ปี ผมต้องใช้เวลา ๔๐ ปีกับงบประมาณที่ให้ผมฝึก ปีละ ๑๐๐ คน ผมรับราชการตํารวจอายุราชการก็ ๓๘ ปีแล้วครับ ก็ไปพูดกับตํารวจบอกว่า ฝึกครั้งนี้ตั้งใจ ตั้งใจดี ๆ เพราะคุณจะไม่มีโอกาสถ้างบประมาณยังมาเท่านี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และประสบการณ์จริง เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจไม่ใช่ว่าได้กันแล้วงอมืองอเท้า ผมก็ไปประสาน ของบประมาณจากท้องถิ่นจากอะไรแล้วเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนเป็น ๑๐๐ คนที่จะเป็นผู้ปฏิบัติ เพิ่มวิชาครูเข้าไป รู้สึกตอนนั้นผมไปติดต่อทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอะไรอย่างนี้ บอกว่า มาสอนวิชาครูให้ตํารวจผมหน่อย ผมคัดตํารวจใหม่ ๑๐๐ คนเอามาฝึกเป็นครูฝึก แล้วกลับไปฝึกตํารวจในโรงพัก แต่แน่นอนเรื่องกระสุน เรื่องอะไรก็ต้องช่วยตัวเองไป อันนี้เล่าให้ฟังว่าเรื่องนี้สําคัญมากถ้าเรายังไม่ทุ่มเรื่องนี้ แล้วที่ผมพูดถึงเรื่องของการปฏิรูป ในระบบใหญ่ ในข้อ ๙ ถ้าเรายังไม่ทุ่มในเรื่องของระบบการสรรหาบุคลากรเข้ามาเป็นตํารวจ ยังใช้ระบบการสอบอย่างเดิมไม่ลงทุนเหมือนกับตํารวจเยอรมันก็คงจะยากเหมือนกัน เช่นเดียวกันการฝึกระบบที่เราไปดูงานประเทศเยอรมนีไม่ได้ฝึกเหมือนเราใช้การปฏิบัติ เป็นหลัก ลงไปสาธิตเลยว่าถ้าคุณเป็นตํารวจจราจรเจอคนขับรถเขามานิวแซนซ์ (Nuisance) อย่างนี้คุณจะตอบข้อกฎหมายอย่างไร อันนี้ผมขอบพระคุณที่ท่านเสนอความเห็นนี้แล้วก็ สอดคล้องจริง ๆ เราจะได้ขับเคลื่อนต่อไป

ในเรื่องของเทคโนโลยีที่ท่านสนับสนุนตอนนี้เรามีแล้วระบบไครมส์ (CRIMES) แต่ผมคาดการณ์ว่าถ้าเรายังขับเคลื่อนไปด้วยงบประมาณเท่าที่มีอีกประมาณ ๓-๔ ปีน่าจะเริ่มใช้งานได้ แต่กว่าจะฉลาดพอที่จะใช้งานได้ต้องใส่ข้อมูลเข้าไปนะครับ ผมเล่าให้ท่านฟังเพิ่มเติม ในอดีตคนหายพลัดหลงแจ้งความที่จังหวัดเชียงใหม่ว่าคนหาย เอารูปถ่ายมาให้ที่จังหวัดเชียงใหม่ กว่าเราจะกระจายภาพถ่าย รูปถ่ายทั้งหลายไปให้กับ ตํารวจ ๑,๔๖๗ โรงพักทราบให้ช่วยกันตามหาใช้เวลาเป็นเดือนครับ เพราะฉะนั้นเวลาเรา ไปเจอศพศพหนึ่ง ศพนิรนาม กว่าเราจะรู้ว่าเป็นใคร กว่าจะแมตชิง (Matching) ข้อมูลกัน จากตํารวจ ๑,๔๖๔ โรงพักมันก็ยากจริง ๆ แต่ด้วยระบบไครมส์ (CRIMES) ที่เรากําลังมี จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ ก็ขอบพระคุณที่ท่านสนับสนุนตรงนี้นะครับ

ต่อไปท่าน คงจะไม่เอ่ยนาม ท่านพิสิษฐ์ก็สนับสนุนเห็นด้วยนะครับ ท่านเสรีเน้นเรื่องการปรับปรุงระบบการบริการประชาชน อันนี้ก็เห็นด้วยครับ ก็เป็นหลัก ที่เราจะรับไปนะครับ ท่านสุรินทร์ผมรับ เราจดไว้หมดแล้วนะครับ เรื่องจับแพะ เรื่องจิต สงสารของท่านสังศิต ท่านก็สนับสนุนเรื่องที่จะต้องสนับสนุนให้กําลังใจพนักงานสอบสวน ก็ตรงกับที่เราเตรียมการอยู่นะครับ แต่สุดท้ายท่านยังยืนยันว่าจะต้องแยกงานสอบสวน ออกจาก ตร. อันนี้ก็เคารพความคิดท่านนะครับ คุณหมอพรพันธุ์นะครับ ก็ขอบคุณ อันนี้ที่ผมก็ยอมรับว่าจริง ๆ แล้วงานป้องกันสําคัญจริง ๆ ถูกต้องเลยนะครับ อันนี้ เป็นเรื่องของแม้กระทั่งพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ ๕ ให้เลยว่าการปราบปราม ผู้กระทําผิดนั้นไม่ใช่ความชอบนะครับ เป็นแต่เพียงคุณทําตามหน้าที่เท่านั้น คือเมื่อมีเหตุ เกิดขึ้นแล้วคุณจับได้เป็นแต่เพียงคุณไม่ได้มีความดีความชอบ แต่การที่คุณทําไม่ให้มีเหตุเกิด นั่นละคือความชอบ อันนี้คือหลักของตํารวจอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ว่าครั้งนี้ที่เราเลือก ปัญหานี้มาทําเพราะว่าในแง่ของการป้องกันเรามีระบบในส่วนตัวที่ตํารวจมองว่า พอไปได้อยู่ แต่งานสอบสวนเมื่อเกิดเหตุแล้วการนําตัวผู้กระทําความผิดมาลงโทษเรายัง อ่อนแออยู่ เราวิเคราะห์กันอย่างนั้น แล้วในขณะที่ผ่านมาเราก็ผลักดัน หมายถึงว่า ตัวสํานักงานตํารวจแห่งชาติเองก็ผลักดันในเรื่องของระบบสายตรวจ ในเรื่องของระบบ การรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๙๑ ตอนนี้ประสิทธิภาพของระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๙๑ ดีขึ้นมากนะครับ คือเรากําหนดเลยว่าสัญญาณดังภายใน ๔ วินาทีต้องรับสาย แล้วต้องไป ที่เกิดเหตุภายใน ๑๕ นาที ๕ นาที ตรงนี้ระบบเราวางไว้แล้ว เราจึงไม่นํามาขับเคลื่อน ยังไม่เสนอขับเคลื่อนในทางนี้นะครับ แต่ว่าถ้าที่ประชุมสภานี้เห็นว่าควรหยิบยกเรื่องนี้มา คณะกรรมาธิการก็พร้อมรับที่จะไปเติมและขับเคลื่อนเพิ่มเติมอีกในแง่ของระบบการรับแจ้ง เหตุฉุกเฉิน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบการป้องกันเหตุที่คุณหมอพรพันธุ์ได้กรุณาเสนอ ตรงนี้ แต่เรียนว่าระบบตรงนี้เรามีในเรื่องของการป้องกันนะครับ

ที่เรารู้สึกกังวลกับประสิทธิภาพในการปราบปรามเหตุ เมื่อสักครู่มีผู้อภิปราย ถึงเรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมลงไปทํางานตั้งแต่เริ่มต้นปี ๒๕๔๗ เก็บสถิติคดีทั้งหมด จนถึงปัจจุบัน มีคดีเกิดขึ้น ๙,๐๐๐ กว่าคดีนะครับ ท่านทราบไหมสุดท้ายแล้วศาลจนกระทั่ง ถึงกระบวนการยุติธรรม สามารถนําคนร้ายเข้าสู่กระบวนการคือมารับโทษได้เท่าไร ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ หมายความว่ามีระเบิดเกิดขึ้น ๑๐๐ ครั้ง คนวางระเบิดครั้งหนึ่ง จะ ๑ คนหรือ ๒ คน แต่คนตายจะกี่คนไม่ทราบ ใน ๑๐๐ ครั้งเราเอาคนวางระเบิดมาได้ จนถึงจําคุกแค่ ๓ คนเท่านั้น อีก ๙๗ คนทําอะไรต่อครับที่ยังนําเข้ามาไม่ได้ ก็ระเบิดต่อ เพราะฉะนั้นถามว่าจํานวนอาร์เคเค (RKK) ใน ๓ จังหวัดเยอะไหม ไม่เยอะ เราประเมินว่า ไม่เกิน ๓,๐๐๐ ต่อเนื่องมา ๓,๐๐๐ เราเอาตํารวจ ทหารเป็นหมื่น แต่ด้วยระบบกระบวนการ ยุติธรรมของเรานะครับ เนื่องจากเราเป็นระบบกล่าวหา เขาเคลือบแคลงสงสัยนิดหนึ่ง ยก เคลือบแคลงสงสัยนิดหนึ่ง ยก เพราะฉะนั้นต้องปฏิรูประบบนี้กับ ๓ จังหวัดนะครับ นี่ยกตัวอย่าง น่าสงสารประชาชนผู้บริสุทธิ์ครับ คนร้าย ๙๗ คนยังลอยนวลอยู่ ปัญหาตรงนั้น คือเขาลอยนวลและเขาไม่อยู่เฉย เขาทําต่อ ตรงนี้คือสิ่งที่เราก็กําลังจะต้องคิดแก้ เพราะฉะนั้นคือเรื่องบอกว่าเริ่มตั้งแต่ประสิทธิภาพงานสอบสวน ผมมีกรณีเป็นตัวเลข ที่น่าวิเคราะห์อีกอย่างหนึ่งนะครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกคงจําได้ที่มีคนร้ายเข้าไปโจมตี ฐานทหารนาวิกโยธินแต่แผนรั่ว นาวิกโยธินตอบโต้จนกระทั่งได้ศพคนร้ายคาอาวุธปืนล้อมรอบนาวิกโยธิน ๑๖ ศพ ปรากฏว่า ใน ๑๖ ศพมีอยู่ ๑๓ ศพที่มีหมายจับที่ตํารวจดําเนินการให้ศาลออกหมายจับแล้ว นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ๑๖ ศพที่ออกหมายจับใช่โจรแน่นอน คนร้าย แน่นอนไม่มีผิดแล้ว จะยังบอกว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์อยู่ไปว่าเขาก็ตายคาปืน ผมถามว่าถ้าผมจับ ๑๖ คนนั้นมาได้ ขึ้นศาล ๑๖ คนจะติดคุกกี่คน ก็สัดส่วนคือ ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่คือสิ่งที่ ต้องเริ่มต้องปรับกระบวนการนี้ แล้วผมยิ่งเสนอว่าใน ๓ จังหวัดกฎหมายเป็นเหมือนเครื่องมือ เป็นเหมือนอาวุธที่จะระงับเหตุร้าย กฎหมายไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการยุติธรรม แต่กฎหมาย คือเครื่องมือที่จะระงับเหตุร้ายในการก่อความไม่สงบ อินเซอร์เจนซี (Insurgency) เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเพิ่มเติม

ต่อไปท่านชูชาติ เรื่องของการทําคู่มือประชาชนภาครัฐ ท่านวิทยา ก็ตรงกัน ผมเองก็ไม่สบายใจเลยที่ปฏิรูปผ่านมาทุกครั้งเพิ่มตําแหน่งจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ท่านทราบ ไหมครับในระดับสํานักงานตํารวจแห่งชาติมีผู้บริหารในสํานักงานตํารวจแห่งชาติระดับบน ๓๓ คน งานข้างล่างแบ่งกัน ๕ สาย สอบสวน สืบสวน ที่แบ่งอยู่ แต่ต่อไปจะรวมป้องกัน จราจร กิจการพิเศษ มีอยู่ ๕ สาย แต่ข้างบน ๓๓ คนสั่งงานมาที่ ๕ สายรับเละครับ ต้องมาแบ่งงานไม่รู้จักซอยงาน ในที่สุดเรื่องเดียวกันต้องมาแบ่งงานกันนะครับ เพราะฉะนั้น นี่ก็คือปัญหา ข่าวที่จะยุบตําแหน่งข้างบนผมเห็นด้วยเลย หมายถึงตําแหน่งบริหารนะครับ แต่ไปเพิ่มตําแหน่งอื่นอีกก็ไม่เห็นด้วย ก็ขอบคุณท่านวิทยาที่เสนอตรงกันครับ ท่านสุวิระ เป็นตํารวจอยู่แล้วก็รับทุกเรื่องนะครับ อาจจะต้องขออนุญาตเรียนเชิญมาเป็นที่ปรึกษา ในคณะกรรมาธิการนี้ด้วย ก็ขอขอบพระคุณครับ ถ้าไม่ครบก็พร้อมที่จะลุกขึ้นตอบครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ของผมคงสั้น ๆ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวท่านประธานจะหาว่าเป็นการอภิปรายเพิ่มเติมอีก คุณหมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ได้กรุณาพูดถึงเรื่องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการป้องกันอาชญากรรม ผมว่าผมเป็นคนใจร้อนแล้วท่านยังใจร้อนมากกว่าผมเลย เรื่องนั้นเป็นหัวข้อหนึ่งใน ๙ หัวข้อ เชิญติดตามตอนต่อไป วันนี้เป็นเรื่องของการรับแจ้งความ แล้วก็สอบสวน ประชาชนมีส่วนร่วม ผมฉายนิดหนึ่งว่าผมเคยมาพูดตรงนี้ว่าประเทศ ที่ปลอดภัยที่สุดในโลกคือประเทศสิงคโปร์ ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่อยู่ในเอเชียทําไม ไม่ปลอดภัยเหมือนประเทศสิงคโปร์แล้วผมก็ยกตัวอย่าง ขณะนี้ คสช. สนช. ผ่านกฎหมาย ฉบับหนึ่งแล้วเขาเรียกว่า พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย กําหนดสเปก (Spec) รปภ. ว่าต้องมีมาตรฐานอย่างนี้ จะไปเอาเขมรมาเป็น รปภ. ไม่ได้ ต้องรู้กฎหมายเบื้องต้น ต้องรู้ระบบรักษาความปลอดภัย ต้องรู้อัคคีภัย แต่เรายังขาดกฎหมายอีกตัวหนึ่งก็คือ พระราชบัญญัติรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ประเทศสิงคโปร์เขาบังคับให้เอกชนทุกคน มีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรม เป็นไฟต์ (Fight) บังคับเลยครับ ทําธุรกิจใดจะต้อง มี รปภ. แบบไหน จะต้องรักษาความปลอดภัยแบบไหน ธนาคาร ร้านทองทําอย่างไร โรงรับจํานําทําอย่างไร เหล่านี้จะอยู่ในหัวข้อนั้นตอบไปเลยครับ

ท่านวิทยาพูดถึงเรื่องก็เป็นคนใจร้อนอีกคนหนึ่ง ที่จริงท่านวิทยาน่าจะอายุ มากกว่าผม ผมน่าจะวัยรุ่นมากกว่า แต่ท่านใจร้อนแสดงว่าท่านไม่ละเว้นปัญหาชาติบ้านเมือง ท่านไม่มองข้ามไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ขอบพระคุณครับ ท่านพูดถึงเรื่องทําให้ตํารวจ ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง นั่นหัวข้อนี้ผมรับผิดชอบเลยครับ คราวหน้า ผมจะได้เอามานําเสนอ ท่านพูดถึงเรื่องระบบการแต่งตั้งที่ไม่เป็นระบบคุณธรรม นั่นก็เป็น อีกหัวข้อใน ๙ หัวข้อ ก็ขอบพระคุณทุกท่านครับ แล้วอีก ๑๐ ท่านเป็นประโยชน์ทั้งสิ้นครับ อย่างไรก็แล้วแต่ ฟังจากหน้าไปหลัง หลังไปหน้า ท่านสนับสนุน บางท่านก็มาเติมเต็มให้ ท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์จดไปโดยละเอียดแล้ว เราก็จะไปเจียระไนเพิ่มเติมในส่วนนั้น

ขออนุญาตมี ๒ ท่านที่นําคําโบราณมาพูด ผมใช้สิทธิพาดพิงครับ บอกว่า ถ้ามีลูกสาวก็อย่าไปยุ่งกับรถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตํารวจ ไม่ได้แปลว่าตํารวจเป็นคนเจ้าชู้ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตํารวจ อาชีพเหล่านี้จะสัมผัสกับประชาชนมากหน้าหลายตา เพราะลิเก ต้องร่อนเร่ไปเรื่อยมีแม่ยก เรือเมล์ก็เหมือนกัน รถไฟก็เหมือนกัน ฉะนั้นจะเจอกับผู้คนมาก ๆ และโดยเฉพาะตํารวจ ปรัชญาอาชีพตํารวจ บําบัดทุกข์ บํารุงสุขให้กับประชาชน ฉะนั้นเมื่อไป ปลดทุกข์ให้เขา เขาชอบ เขาเสน่หา ฉะนั้นตํารวจต้องใจแข็งครับ เลยมีอันหนึ่งบอกว่า ตํารวจไทยแข็งกว่าเหล็กนั้น ไม่ได้แปลว่าร่างกายแข็งแรงอย่างเดียว ต้องจิตใจด้วย อีกคําหนึ่งครับ เดี๋ยวจะเสียหายกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทหารด้วย เป็นเมียทหารต้องนอนนับขวด เป็นเมียตํารวจต้องนอนนับแบงก์ อันนี้ผมแก้เลยว่าไม่ใช่แปลว่าทหารชอบกินเหล้า และตํารวจขี้โกง ไม่ใช่ ตํารวจก็กินเหล้า แต่ตํารวจไปกินเหล้ากับประชาชน ไปกินเหล้า เขา กินเสร็จแล้วจะเอาขวดเขากลับบ้านอีกก็เกินไปก็เท่านั้น ท่านจะหลับตาหรือลืมตา ก็แล้วแต่ครับ ท่านนึกภาพตามผม ท่านจะเห็นภาพตํารวจอยู่คนหนึ่งครับ ทุกคนมักจะพูดว่า ตํารวจที่ซื่อสัตย์ที่สุด ที่ดีที่สุดมีอยู่คนเดียว ก็คือตํารวจที่ยืนอุ้มประชาชนคอพับคออ่อน อยู่ในอ้อมแขน และมีรูปเด็กผู้ชาย รูปปั้นเลยละครับ เด็กผู้ชายไม่สวมกางเกง เป็นเด็กผู้ชาย เพราะเห็นอวัยวะเพศเลยรู้ว่าเป็นเด็กผู้ชาย ไม่สวมกางเกงยืนจับขาตํารวจคนนั้นอยู่ ท่านอาจจะไม่เคยทราบความหมายนี้ ผมแปลให้ท่านฟัง ตํารวจกําลังบําบัดทุกข์ให้กับประชาชน โดยอุ้มประชาชนที่เดือดร้อน จะเป็นลมหรือถูกยิง หรืออะไรก็แล้วแต่ไว้ในอ้อมแขน โดยทิ้งลูกตัวเองที่ยืนเกาะขากางเกงอยู่ ยอมเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ลูกตัวเองไม่มีกางเกงนุ่ง แสดงว่าเป็นคนสมถะไม่มีสตางค์ซื้อกางเกงให้ลูกใส่ อนุสาวรีย์จ่าดําครับ นั่นคือนัย ท่านไปเปิดดูในกูเกิล (Google) ได้เลย ไม่มีคําแปลครับ

หลังการนําเสนอ ผมฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกผมดีใจสุด ๆ ครับ การขับเคลื่อนการปฏิรูปตํารวจแม้จะเริ่มต้นจากการขึ้นบันไดโรงพักไปแจ้งความ เริ่มกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นที่โรงพักได้รับการปฏิรูปในวันนี้ เรากําลังทําความดีกัน ในพื้นที่ที่เป็นพื้นดินอันศักดิ์สิทธิ์ก็คือเขตพระราชฐาน ผมเชื่อว่าไม่มีสภาไหนที่จะรู้ปัญหา ของประเทศมากเท่าสภานี้ เพราะเราต้องรู้ปัญหาก่อนที่จะนําปัญหามาปฏิรูปประเทศ เรากําลังร่วมกันทําความดีด้วยการปฏิรูปประเทศไทย ในวันนี้ปฏิรูปตํารวจประเด็นเดียว ใน ๙ ประเด็นก็คือการรับแจ้งความและงานสอบสวน ผมดูนัยน์ตาแล้วคงกดปุ่มเขียวกันทุกคน ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราต้องทําสิ่งนี้บังเกิดขึ้นให้ได้ ก็คือช่วยกันปฏิรูปตํารวจเพื่อให้ตํารวจ เป็นดังต่อไปนี้ครับ ผมเชื่อต่อไปว่าคงไม่มีหน่วยงานใดในประเทศไทยที่จะได้รับโอกาสอันดี เท่ากับงานตํารวจครับ อุดมคติตํารวจ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระสังฆราชแห่งวัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหารทรงนิพนธ์ไว้ให้กับตํารวจแยบยลที่สุด ปฏิรูปวันนี้เพื่อให้ตํารวจเป็นอย่างนั้นครับ ให้ตํารวจเป็นบุคคลที่เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปราณีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลําบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบําเพ็ญตนเป็นประโยชน์กับปวงชน ดํารงตนในยุติธรรม กระทําการ ด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต ผมเชื่อว่าทุกท่านช่วยผมขับเคลื่อนสิ่งนี้ ให้กับประเทศไทยและประชาชนคนไทย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก่อนที่ท่านประธานวิรัชจะสรุปเป็นท่านสุดท้ายนะครับ มีสมาชิกจะซักถาม เพิ่มเติมหรือว่ากรณีที่ได้ตั้งประเด็นและกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ เชิญท่านวันชัยครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ผมขอซักถามสั้น ๆ นิดเดียวครับ เพราะเรื่องที่ท่านแถลงมาทั้งหมดผมฟังแล้วเป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง แม้ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่ถือว่ายิ่งใหญ่ต่อพี่น้องประชาชน ถ้าทําสําเร็จ ขอเรียนถามต่อท่านกรรมาธิการว่าเรื่องทั้งหมดที่ท่านเสนอมาไม่ได้มีการแก้กฎหมาย ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากสลับซับซ้อนเลย สามารถแก้ด้วยระเบียบวิธีการปฏิบัติทั้งมวล รวมทั้ง ผู้มีอํานาจเห็นพ้องด้วยก็สามารถสัมฤทธิผล ผมคงไม่อยากฟังท่านทั้งหลายมาพูดแล้วจบตรงนี้ แล้วเลิกกัน ผมอยากรู้จริง ๆ ครับว่าท่านประธานและคณะกรรมาธิการจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ อย่างไรให้เกิดผล เพราะผมทราบว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติกําลังจะพิจารณาการแต่งตั้ง โยกย้ายอะไรต่อมิอะไรอยู่ ทําได้ไหมครับ ภายใน ๓ เดือน ๖ เดือนนี้แล้วเกิดผลว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องการสอบสวน ที่ท่านเสนอมาได้ไหม ดีกว่ามานั่งพูดกันแล้วเลิกกันกลับบ้านครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านวันชัยครับ ภายใน ๗ วันหากว่าเรามีมติเห็นชอบรายงานนี้ จะส่งไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนะครับ ถ้าหากรัฐมนตรีเห็นชอบก็เป็นไป อย่างที่ท่านว่า จะเริ่มปฏิรูปทันที ขณะเดียวกันคณะกรรมการประสานงานทั้ง ๓ ฝ่าย คณะกรรมการ ๖ คณะก็จะขับเคลื่อนทันทีครับ ซึ่งความจริงในส่วนกรรมาธิการก่อนที่จะ ดําเนินการนําเสนอรายงานได้มีการประสานงานในเบื้องต้นอยู่แล้วครับ คราวนี้คงจะไม่มา พูดกันอีกแล้ว ครั้งนี้จะเป็นการส่งออกผลงานของ สปท. เพื่อให้ทางคณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาดําเนินการต่อ ท่านสุรินทร์ย้ายที่นั่ง ๓ จุดแล้วนะครับ ปกติท่านนั่งอยู่ขวามือ ของผม ตอนอภิปรายมาอยู่ตอนกลาง ตอนนี้มาอยู่ซ้ายสุด เชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

คืออย่างนี้ ผมมาปรึกษาท่านเลิศรัตน์อะไร เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เลยกลับที่นั่งไม่ทันครับ ขอประทานอภัยท่านประธานด้วยความเคารพครับ อย่าลงโทษผมเลยนะครับ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการยังไม่ตอบ และผม คิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ เขาก็บอกว่าเมื่อใดที่ปลาขาดน้ําอยู่ไม่ได้ ปลาต้องอยู่กับน้ํา ประชาชน ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเขาไม่ได้อยู่กับตํารวจ ตํารวจก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตํารวจต้องอยู่กับ ประชาชน เหมือนกับที่ผมจั่วหัวไปว่าตํารวจอยู่ไหน ประชาอุ่นใจ ผมมั่นใจว่านับตั้งแต่ วินาทีที่ท่านประธานปิดการประชุม ตํารวจไทยที่ฟังอยู่ทั่วประเทศจะขยับร่างกายเป็นมิตร กับประชาชนและทําให้ประชาชนอุ่นใจ ผมเชื่อเช่นนั้นนะครับ แต่ ๒ ข้อที่ผมอยากจะ เรียนท่านก็คือว่าเรื่องที่ ๖ ท่านยังไม่ได้ตอบและผมก็คิดว่ามีคนพูดไม่มากนัก การสร้าง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตํารวจไม่ใช่เป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ถ้าเมื่อไรประชาชนเขาคิดว่าโรงพักของฉันประสบความสําเร็จแล้ว ถ้าความรู้สึกนี้มานะครับ แต่ถ้าความรู้สึกว่าอย่าไปหาตํารวจเลย มีแต่เรื่องยุ่งยาก ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ก็คือ สืบเนื่องมาจากพี่พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ พี่หมอพูดถึงการสาธารณสุข ผมจะกราบเรียนว่า ในอดีตผมเป็นเด็ก ๆ เราไม่อยากไปโรงพยาบาล เพราะเราก็จะบอกกันว่าไปโรงพยาบาล เหมือนไปโรง... บัดนี้ไม่ใช่แล้ว เจ็บนิดเจ็บหน่อย ป่วยนิดป่วยหน่อยไปหาหมอได้รับ การบริการเยี่ยม มันก็ต่างไป ถามว่าเป็นเช่นนี้ทําอย่างไร ผมเคยไปดูโรงพยาบาล จังหวัดเพชรบูรณ์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ เรื่องประเด็นปฏิรูปที่ ๖ นี่จะนําเสนอในตอนต่อไปครับ เรื่องการมีส่วนร่วม ขณะนี้เป็นเรื่องการปฏิรูปในเรื่องของการแจ้งความและสอบสวนครับ ส่วนที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอไปนั้นท่านนําเสนอภาพรวมก่อนว่าวาระปฏิรูปตํารวจ มีทั้งหมด ๙ เรื่องของการปฏิรูป วันนี้เป็นเรื่องแรก เพราะฉะนั้นผมได้วินิจฉัยดูแล้วว่า ท่านสมาชิกได้อภิปรายเป็นประโยชน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะท่านสุรินทร์นะครับ ท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านเภา สารสิน ท่านแสวง ธีระสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมตํารวจในสมัยนั้น แล้วก็มีแนวคิดเรื่องศาลหมู่บ้าน ก็เข้าประเด็น ส่วนประเด็นที่ผมอนุญาตนี่หมายความว่า ท่านมีสิทธิซักถามว่าการอภิปรายได้เสร็จสิ้นลงครับ เมื่อกระบวนการให้กรรมาธิการชี้แจง และไม่มีสมาชิกได้ขออภิปรายก็ถือว่าการอภิปรายนี้ได้ปิดลงแล้ว เมื่อกรรมาธิการได้ชี้แจง และสมาชิกที่ยังไม่ได้รับคําตอบก็สามารถลุกขึ้น ผมจะอนุญาตประเด็นนี้เท่านั้นว่าประเด็นใด ที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกต คําถาม และกรรมาธิการไม่ตอบนี่นะครับ ท่านก็ถามเฉพาะเรื่องนั้น แต่จะไม่เปิดอภิปรายในประเด็นใหม่ ส่วนประเด็นที่ท่านเสนอมาเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และเป็น ๑ ใน ๙ ของรายงานปฏิรูปอยู่แล้วครับ ซึ่งจะนําเสนอเข้ามาสู่การพิจารณาของ สปท. ต่อไป ขอบคุณมากครับ ต่อไปก็ขอเชิญท่านประธานวิรัชได้กล่าวสรุป

นายวิรัช ชินวินิจกุล ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิกทุกท่านครับ ผมเองต้องชี้แจงโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสุรินทร์ว่าหัวข้อเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ในแผนที่ ๖ ซึ่งในแผนปฏิรูปที่เป็นช่อง ๆ เราทํา ทั้ง ๙ ประเด็นพร้อมกัน เพียงแต่ว่าเรายกเอาประเด็นเรื่องการบริการประชาชน และการสอบสวนเป็นประเด็นนํามาก่อน ทั้งนี้เพราะอะไรท่านทราบไหมครับ จะว่าจริง ๆ เป็นกุศโลบายของคณะเราก็ได้ ท่านจะเห็นไหมครับว่าเมื่อข่าวปฏิรูปตํารวจออกไป สร้างประเด็นใหญ่ให้กับประเทศ ถูกคนวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการแต่งตั้ง โยกย้ายตํารวจ หรือเรื่องการตั้ง ผบ.ตร. ที่ต้องมาจากการเลือกตั้งของ ท่านอํานวย อันนี้เป็นเรื่องที่มีทั้งคนสนับสนุน ทั้งคนต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราพยายาม ทําให้ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองเห็นไหม เพราะฉะนั้นเราก็เลยเอาเรื่อง ที่ประชาชนจับต้องได้เพื่อดึงประชาชนมาเป็นพวกของเราเสียก่อน อันนี้คือเรื่องจริง เป็นกุศโลบายที่เราต้องการให้ประชาชนเข้ามาสู่ข้างของ สปท. เสียก่อน โดยทําให้บริการ ประชาชนให้ดีที่สุดให้เขามั่นใจว่า สปท. ได้ปฏิรูปให้เขาได้ประโยชน์อะไร โดยเอาตํารวจ เป็นตัวที่จะผลักดันในเรื่องนี้ อันนี้คือเจตนารมณ์ แล้วเรื่องใหญ่ ๆ จะตามมา แต่ถ้า ทําทั้งหมดทุกเรื่อง เอาแค่เรื่องโยกย้ายตํารวจ เรื่องตั้ง ผบ.ตร. ผมรับรองว่าไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเอาเรื่องนี้นําไปก่อนแล้วเรื่องใหญ่จะตามมาทีหลัง เราถึงซ่อนเอาไว้ ตรงนี้เป็นเจตนารมณ์ของเราจริง ๆ ผมเป็นห่วงตรงนี้ว่าการปฏิรูปทั้ง ๙ ประเด็นสําเร็จไปในยุคของ สปท. เราคงไม่น่ามีปัญหา อะไร แต่เมื่อการเมืองเข้าสู่ระบบปกติเมื่อไรผมเข้าใจว่าจะต้องมีการรื้อระบบที่เราทําไว้ตรงนี้ ผมกลัวนะครับ เพราะนักการเมืองที่เข้ามาในระบบปกติทั่วไปแน่นอนที่สุดเป็นเรื่อง ของการที่จะต้องปรับองค์กรต่าง ๆ อย่างที่ท่านวิทยาก็พูดว่าเมื่อเข้ามาเมื่อไรก็เปลี่ยน ผบ.ตร. ทันที อันนี้ผมกลัว เพราะฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน หรืออย่างน้อยที่สุดต้องให้ประชาชนเป็นตัวที่จะถ่วงอํานาจกับฝ่ายการเมืองด้วย ใครที่คิดจะมาแก้เข้ามาในการเมืองปกติก็ต้องคิดหนักว่าอันนี้เราเดินมาถูกต้องแล้ว ประชาชนได้รับประโยชน์มากมายแล้ว จะแก้ก็ต้องคิดให้หนักว่าแก้ดีหรือไม่แก้ดี อันนี้คือ เจตนารมณ์สําคัญของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ข้อแนะนําทักท้วงและท้วงติงตลอดจน ความคิดเห็นของท่านทั้งหลายที่อภิปรายกันมาทุกท่านเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการจะนําไป แก้ไขปรับปรุงและเพิ่มเติมแผนปฏิบัติ แผนปฏิรูปของเราให้สมบูรณ์ต่อไปนะครับ ผมขอขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานวิรัชนะครับ เชิญท่านวิทยาครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานครับ นิดเดียวสั้น ๆ ครับ คือผม เห็นด้วยกับยุทธวิธีของท่านประธานกรรมาธิการนะครับ และคิดว่าเป็นแนวทางที่ดีมากเลยครับ แล้วก็อยากฝากท่านประธานสภาด้วยครับ ช่วยแจ้งความคืบหน้าให้สมาชิกได้ทราบด้วยครับว่า เรื่องนี้เมื่อท่านส่งไปยังรัฐบาลแล้วมีคําตอบอย่างไรจากรัฐบาล ถ้าส่งแล้วหายไปก็จะได้ มาว่ากันอีกทีนะครับว่าควรจะไปช่องทางไหนครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านวิทยาครับ เรียนท่านวิทยานะครับ โดยข้อบังคับของเรานั้น ในข้อ ๑๕ ท่านประธานได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ โดยมีหน้าที่ที่สําคัญประการหนึ่งก็คือตามข้อเสนอท่านวิทยาครับ การติดตาม การดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ทาง สปท. ส่งไปทุกส่วนงานแล้วจะต้องมา รายงานต่อสมาชิกครับ ขอบคุณครับ ท่านกษิตไม่ได้อภิปรายและซักถามนะครับ เพียงแต่ว่า มีพาดพิง

นายกษิต ภิรมย์

ใช่ครับ ท่านประธานครับ ขอประทานโทษ ผมฝ่ายการเมืองครับ และรู้สึกว่าจะถูกพาดพิงครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์

ต้องขอประทานอนุญาตท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ครับ การปรักปรําว่าฝ่ายการเมืองเป็นตัวเลวร้ายอาจจะไม่ได้ตั้งใจ อาจจะอยู่ในจิตสํานึก แต่ผมคิดว่าพยายามที่จะหลีกเลี่ยงดีกว่าเพราะเราเข้ามาเพื่อจะปฏิรูป กับอันที่ ๒ ถ้าเผื่อผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ ๙ ประเด็น ๗ ประเด็นที่จะปฏิรูป สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และผมจะมีโอกาสพูดตรงไหนล่ะครับ เพราะว่าผมได้พูดมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เช้าว่าผมไม่เห็นภาพรวมของการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และถ้าเผื่อมาว่า เป็นเรื่อง ๆ มียุทธวิธีอะไรเพื่อจะดึงประชาชน ผมไม่เชื่อครับ ผมได้ถามว่าจะให้ตํารวจ ส่วนหนึ่งไปขึ้นกับท้องถิ่นหรือเปล่า นั่นคือการปฏิรูปในแง่ของผม แต่จะมาทําเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ผมไม่เห็นด้วย และตราบใดที่ทางคณะกรรมาธิการยังไม่สามารถจะให้ผมได้เห็นว่า ภาพรวมและเป้าหมายของการปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะไปในทิศทางใด และให้ผม มาอภิปรายทีละประเด็น ๖-๗ ประเด็น ๙ ประเด็น ผมคิดว่าเป็นวิถีทางที่ไม่ค่อยจะถูกต้องครับ ต้องขอประทานโทษด้วยครับ เรื่องนี้สําคัญ เพราะว่าที่ประท้วงกันมาอะไรต่าง ๆ ก็คือ การปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่จะมาเล่นทีละประเด็น ๆ แบบนี้และไม่เห็นภาพรวม ไม่เห็นเป้าหมายที่แน่ชัดอันนี้ผมไปด้วยไม่ได้ ต้องขอประทานโทษครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงระหว่างวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม สภาได้มีการพิจารณาแผนปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการ ๑๑ คณะ บวก ๑ คณะ ครบทุกด้าน เรื่องภาพรวมก็ดี ข้อเสนอซึ่งมีลักษณะที่มีความชัดเจนระดับหนึ่งก็ได้นําเสนอนะครับ ก็ถือว่า ทุกคณะได้นําเสนอแล้ว ส่วนความเห็นแต่ละท่านอาจจะเห็นตรงกันหรือไม่ตรงกันเกี่ยวกับ วิธีการปฏิรูปก็เป็นเอกสิทธิ์แต่ละท่านนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน แผนการปฏิรูป เรื่องปฏิรูประบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานแผนการปฏิรูป เรื่องนี้หรือไม่ และก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

สมาชิกทุกท่านได้ใช้สิทธิแสดงตนแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าประชุม ๑๖๗ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ แต่ว่าจะแจ้งเพื่อให้สมาชิกได้ทราบ แนวปฏิบัติที่ท่านประธานได้กําหนดแนวทางไว้ก็คือว่าภายใน ๗ วันคณะกรรมาธิการจะส่ง รายงานมายังท่านประธานเพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรีนะครับ ในระหว่างนี้สมาชิกมีสิทธิที่จะ นําข้อเสนอ ความเห็นส่งให้กับคณะกรรมาธิการภายใน ๓ วันเพื่อพิจารณาประกอบ การปรับปรุง จากนั้นภายใน ๗ วันก็ส่งให้ท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกที่อาจจะ ไม่ได้อภิปรายก็ดี หรือว่าไม่ได้ประสงค์อภิปรายแต่อยากจะทําเป็นข้อคิดเห็น เป็นลายลักษณ์อักษรส่งให้กับทางคณะกรรมาธิการก็สามารถดําเนินการได้นะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานแผนการปฏิรูป เรื่องปฏิรูประบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวนหรือไม่ ซึ่งหาก เห็นชอบจะได้ส่งรายงานแผนการปฏิรูปเรื่องนี้ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการ ต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกได้ใช้สิทธิครบถ้วนไหมครับ รอสักครู่นะครับ เรียบร้อยไหมครับ ถ้าทุกท่านได้ใช้สิทธิเรียบร้อยผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอเจ้าหน้าที่ส่งผลคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๘ คน เห็นด้วย ๑๕๔ ไม่เห็นด้วย ๘ งดออกเสียง ๖ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานแผนการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการเรื่องปฏิรูประบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน แล้วนะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นํารายงานแผนการปฏิรูปไปปรับปรุงก่อนจะได้ส่ง รายงานฉบับนี้พร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกมายังท่านประธานเพื่อส่งไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

เป็นอันว่าเราจบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแล้วนะครับ ก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการ และท่านประธานนะครับ มีสมาชิกยกมือหรือครับ ท่านดุสิตเดี๋ยวสักครู่นะครับ ก่อนปิดประชุมนะครับ ไม่เกี่ยวกับกรรมาธิการใช่ไหมครับ เชิญท่านดุสิตครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

มีเรื่องหารือเกี่ยวกับการนําเรื่องเข้ามาเสนอ ในสภา สปท. นี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไว้คราวหน้าดีไหมครับ เพราะว่าเราหารือเรื่องนี้มาในช่วงตอนเปิดประชุม แล้วก็จะได้หารือกับวิป (Whip) เลยดีไหมครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

คือความจริงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภา ของเราทั้งหมด ขออนุญาตสั้น ๆ ได้ไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอเอาไว้เสนอในวิป (Whip) วันพฤหัสบดีนี้เชิญท่านเข้าประชุมวิป (Whip) ด้วยครับ คือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการทํางานของ สปท. ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เรามี คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอยู่แล้วนะครับ แล้วก็ ประกอบไปด้วยประธานกรรมาธิการทุกคณะก็ถือว่าเป็นการบริหารกิจการภายในของเรา ดังนั้นผมคิดว่าต่อไปควรที่จะไปนําเสนอในวิป (Whip) เลย ถ้าหากว่าเห็นพ้องก็ได้ถือปฏิบัติเลย อันนี้จะมีผลมากกว่า การมาหารือในที่ประชุมก็เพียงแต่บอกกล่าวแล้วในที่สุดก็ต้องไป เข้าวิป (Whip) อยู่ดี หรือท่านสมาชิกซึ่งเป็นกรรมาธิการแต่ละคณะอยู่แล้วท่านอาจจะ มีเวลาน้อยทํางานมากท่านก็บอกท่านประธานในคณะของท่านเลย อย่างท่านอยู่ในชุด ของท่านประธานคุรุจิต ท่านดุสิตอยู่ในชุดท่านประธานคุรุจิตก็ฝากประเด็นเข้ามา ท่านคุรุจิตก็ทําเรื่องเข้ามา เพราะต่อไปนี้ท่านประธานได้กําหนดไว้แล้วว่าในการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกสัปดาห์ทุกครั้งนั้น จะมีเรื่องของรายงานความคืบหน้าการดําเนินการของทุกคณะแล้วก็ประเด็นข้อเสนอด้วย ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะไม่มาเสียเวลาการพิจารณาในรายงานสารัตถะของเรา ซึ่งต่อไปนี้ จะมีมากขึ้น ๆ นะครับ ก็ขออนุญาตดอกเตอร์ดุสิตนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

มีเรื่องที่เรียนรายงานเพิ่มเติม ๑ เรื่อง คือตามที่ท่านประธานได้ตั้ง คณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวนั้นก็มีหน้าที่นอกเหนือจากที่ได้เรียนท่านวิทยาไปสักครู่ เกี่ยวกับการติดตามงานปฏิรูปของเราที่ส่งออกไปยังคณะรัฐมนตรีและส่วนอื่น ๆ แล้ว ก็คือการประสานกับเครือข่ายทุกภาคี เพราะฉะนั้นก็เพียงเรียนเผื่อท่านสมาชิกที่สนใจ เราจะมีการออกไปพบปะสร้างเครือข่ายแนวร่วม สปท. ตามนโยบายท่านประธานเพื่อสร้าง ความเข้าใจออกไปทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ครอบคลุมทั้งประเทศครับ เพราะว่าการสื่อสารสร้างความเข้าใจในลักษณะการร่วมมือกันกับเครือข่ายภาคีต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน มีความสําคัญต่อความสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ของการปฏิรูป มิใช่เพียงแค่มีมติของเราส่งไป หรือมีร่างกฎหมายของเราส่งไป แต่ผลที่จะ เกิดขึ้นคือการรดน้ําพรวนดินให้ทุกภาคส่วนได้เกิดความเข้าใจและตระหนักถึงความสําคัญ ของการต้องปฏิรูปประเทศ ก้าวข้ามปัญหาเพื่อก้าวขึ้นไปสู่เพดานบินใหม่ของประเทศให้ได้ เพราะฉะนั้นในวันที่ ๒๐ ผมก็ได้มอบให้ท่านกลินท์ สารสิน ซึ่งเป็น ๑ ในผู้ประสานงาน ของ สปท. แล้วก็เป็น ๑ ในกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ในฐานะที่ท่านเป็นตัวแทน จากภาคเอกชน เป็นรองประธานหอการค้า ก็ประสานกับทางหอการค้าและสภาหอการค้า ซึ่งท่านประธานหอการค้าและสภาหอการค้าก็ตกลงที่จะได้พบปะกันในวันที่ ๒๐ เดือนนี้ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ที่สํานักงานหอการค้า โดยจะมีกรรมการบริหารหอการค้าแล้วก็ ตัวแทนของสภาหอการค้าทั่วประเทศมาร่วมในการพบปะนะครับ สาระสําคัญก็คือ ประการแรก จะเป็นการบรรยายสรุปให้ทราบถึงภารกิจหน้าที่ ความก้าวหน้า ในการทํางานของ สปท. ประการที่ ๒ ก็คือจะหารือถึงแนวทางความร่วมมือของการเป็น เครือข่ายขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท. ประการที่ ๓ ก็คือการรับฟังข้อเสนอแนะ ในประเด็นแนวทางการปฏิรูปในมุมขององค์กรนั้น ๆ เพราะฉะนั้นในการไปพบปะดังกล่าว นอกจากคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็จะมีการเชิญ ประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องไปด้วยนะครับ และในส่วนนี้ก็เรียนให้ท่านได้ทราบถึง การทํางานของเราว่าไม่ใช่มีเฉพาะในส่วนการทํางานในห้องประชุมของเราเท่านั้น แต่ท่านประธานต้องการที่จะให้เราสร้างความเข้าใจและทําให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ อย่างราบรื่น สอดคล้อง แล้วก็เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดนะครับ นอกจากนั้นแล้วในวันที่ ๒๙ มกราคมนี้คณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็จะเดินทาง ไปยังจังหวัดน่านครับ โดยที่ผมได้มอบหมายให้ท่านอธิการบดี ท่านสมเดช นิลพันธุ์ ซึ่งเป็น สปท. เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ได้ประสานงานกับที่ประชุม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วทั้งประเทศครับ ซึ่งเขาจะมีการประชุมในวันที่ ๒๙ มกราคม ที่จังหวัดน่าน เราก็จะเดินทางไปพบ และวาระการประชุมก็เป็นเช่นเดียวกันครับ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วทั้งประเทศทั้งที่อยู่ในระบบและออกนอกระบบไปแล้ว จะร่วมมือกับ สปท. ในการที่จะขยายองค์ความรู้ก็คือรายงานการปฏิรูปของทุกคณะนี้ครับ แล้วก็แผนปฏิรูปรวมของ สปท. ที่ท่านประธานกําลังดําเนินการขณะนี้ แล้วแต่ละคณะ ก็จะเป็นวิทยากรในการที่จะอบรมบ่มเพาะผู้นําของเครือข่ายทุกภาคส่วนโดยมีมหาวิทยาลัย เช่นอย่างมหาวิทยาลัยราชภัฎจะเป็นสถานที่ที่เราเรียกว่าเป็นอินคิวเบชัน (Incubation) อินคิวเบชันเซ็นเตอร์ (Incubation Center) นะครับ หรือศูนย์อบรมบ่มเพาะ หรือจะเรียก อีกนัยหนึ่งคือรีฟอร์มอะคาเดมี (Reform Academy) ที่เราไม่ต้องลงทุน แต่ใช้ความร่วมมือ ใช้งบประมาณให้น้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลยก็ยิ่งดีนะครับ ตรงนี้เราถึงจะเผยแพร่การปฏิรูป ของเราขับเคลื่อนไปได้ครอบคลุมทั้ง ๗๗ จังหวัดทุกภาคีภาคส่วนครับ จากนั้นวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ก็จะพบกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยครับ ซึ่งจะมีคณะกรรมการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศ และกรรมการของสหกรณ์ ๗ ประเภท ทั้งภาคเกษตร นอกภาคเกษตร ภาคบริการ เครดิตยูเนียน (Credit Unions) ออมทรัพย์มาหมด ซึ่งผมก็ได้มอบหมายท่านชูชาติ อินสว่าง ท่านเป็นประธานสหกรณ์ภาคการเกษตร แห่งประเทศไทย ก็เป็น สปท. ของเรานะครับ เพราะฉะนั้นก็ได้ประสานงานเราจะไปพบ ก็อยู่ในกรอบ ๓ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความเข้าใจต่อบทบาท ภารกิจ หน้าที่ ความคืบหน้า ความก้าวหน้าในการทํางานของ สปท. และการสร้างความร่วมมือในระยะยาว เรามีสหกรณ์อยู่ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ สหกรณ์ทั่วทั้งประเทศครับ มีสมาชิกกว่า ๑๐ ล้านคน กรรมการอํานวยการของสหกรณ์ในระดับอําเภอก็ดี จังหวัดก็ดี หรือว่าที่เป็นชุมนุมก็ดี จะมีการประชุมทุกเดือน ข้อมูลข่าวสารของ สปท. โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยตรงนั้นก็จะถูกส่งไปยังสหกรณ์ทั่วทั้งประเทศครับ สุดท้ายนี้ต้องเรียนว่าท่านประธาน ได้มอบหมายเรื่องที่สําคัญมากคือการสื่อสาร ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ท่านนายกรัฐมนตรี มีความกังวลในการที่จะต้องปรับปรุงงานการประชาสัมพันธ์ในส่วนภาครัฐ ขณะเดียวกัน สปท. เองแม้ว่าจะเป็นช่วงของการเริ่มต้นในการทํางาน แต่เนื่องจากว่าเราก็ เดินตามโรดแมป (Road map) มาได้เป็นไปตามเป้าหมาย และต่อไปนี้ก็จะมีการส่งออกงาน เป็นระยะ ๆ นอกเหนือจากการประชุมที่มีผลประชุม และโฆษกคณะกรรมาธิการ หรือคณะอนุกรรมาธิการได้มีการแถลงข่าวในแต่ละวันแล้ว จากนี้ไปการสื่อสารทุกรูปแบบ ไม่ว่าเป็นทางการ ไม่เป็นทางการ คณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะมีคณะอนุกรรมการประสานงานการสื่อสารเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทั้งในส่วนสื่อที่เป็นของเอกชน สื่อของรัฐ ทั้งที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ แม้แต่หอกระจายข่าว ประจําหมู่บ้าน ก็จะมีการขอความร่วมมือประสานสร้างทีมงานร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ท้องถิ่น เรามีหมู่บ้านอยู่ ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ หมู่บ้าน เรามีหอกระจายข่าวครอบคลุมคน ไม่ต่ํากว่า ๔๐ ล้านคน ต่อไปหอกระจายข่าวจะมีข่าวของ สปท. เป็นประจําครับ เพราะเรา ไม่สามารถที่จะรอเพียงการสื่อข่าวของสื่อปกติได้ แต่ว่างานของเราเป็นงานที่มีข้อจํากัด ของเวลา เหลือเวลาอีกถึงเพียงกลางปีหน้าเท่านั้น ดังนั้นการที่สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น เพื่อที่เมื่อเข้าใจแล้วประชาชนก็ตระหนักถึงประโยชน์ของการปฏิรูปและตระหนักว่านี่คือ การปฏิรูปประเทศของเรา ของประชาชนทุกคนทั้งรุ่นนี้และรุ่นหน้า ก็กราบเรียน ซึ่งท่านประธานก็ให้เน้นย้ําฝากไว้ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอขอบคุณ สมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๐๘ นาฬิกา