อํานวย แจงแยกสืบสวน-สอบสวนทำลายกระบวนการยุติธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙

อํานวย นิ่มมะโน หารือการปฏิรูปตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยย้ำความจำเป็นในการรักษาความเป็นกลางของตำรวจ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง และผลักดันให้สภาให้ความเห็นชอบนโยบาย พร้อมชี้แจงถึงความเสี่ยงจากการแยกงานสืบสวนออกจากสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งอาจทำลายกระบวนการยุติธรรมและลดประสิทธิภาพของงานตำรวจ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางแทนผลประโยชน์ส่วนตัว

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา อนุกรรมาธิการปฏิรูปตํารวจ ท่านได้ทุ่มเท ตั้งใจทําผลงานชิ้นนี้มานําเสนอถึงขนาดต้องไป นอนโรงพยาบาลเมื่อคืนนี้ ท่านได้ลงรายละเอียดไปพอสมควร ทุกครั้งที่ผมมายืนตรงนี้ มาชี้แจง มาทําความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปตํารวจผมจะมีความสุขมาก กรรมาธิการทุกท่าน มีความรู้สึกเหมือน ๆ กัน ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกก็คงจะมีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน เพราะเรื่องของ การปฏิรูปตํารวจเป็นความต้องการของประชาชน วันนี้ผมจะมีความสุขมากกว่าครั้งก่อน ๆ เพราะไม่ใช่เพียงมาพูด มาชี้แจงทําความเข้าใจ แต่จะมาขอมติแล้วนําสิ่งนั้นไปขับเคลื่อน มันจะได้เดินหน้า ปี ๒๕๕๙ แล้วครับ วันนี้วันที่ ๑๙ มกราคม เราต้องก้าวไปข้างหน้า ขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกครับ กรรมาธิการยังไม่ขึ้นมาชี้แจงเลยครับท่านก็อภิปรายแล้ว แสดงว่าท่านให้ความสนใจมากกับเรื่องของการปฏิรูปตํารวจ แม้ว่าประเด็นในวันนี้จะเป็น ประเด็นที่ ๑ ใน ๙ เรื่อง ซึ่งจะมีเรื่องหนัก ๆ ตามมา วันนี้ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อสักครู่ท่านประธานได้กรุณาชี้แจง ไปแล้วส่วนหนึ่งว่าเพราะเป็นเรื่องที่ทําได้เลย ทําได้เร็ว ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ แล้วสัมผัสแตะต้องกับประชาชนโดยตรง คือประชาชนได้รับประโยชน์เห็น ๆ เพราะกระบวนการ ยุติธรรมเริ่มที่ผู้เสียหายไปร้อง ไปตีระฆังที่หน้าศาลไคฟง ไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนว่า ถูกกระทําอย่างไร ถูกละเมิดสิทธิอย่างไร ต่อชีวิต ร่างกาย ต่อทรัพย์อย่างไร ต้องเริ่มต้น ตรงนั้นครับ การที่จะไปเรียนชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย ต้องผ่านอนุบาล ก่อนครับ ต้องเป็นเด็กก่อนถึงเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นวันนี้ที่เอาเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ดูถูกสภานี้ว่า เอาเรื่องเล็ก ๆ เข้ามา แต่ท่านคิดตามที่ท่านวรพงษ์มาชี้แจงแล้วท่านจะเห็นครับว่าเรื่องนี้ เป็นประโยชน์สุขของประชาชน ปรัชญาการเป็นตํารวจ ผมเองไม่ได้เตรียมตัวมาพูดเลยครับ ไม่ได้เตรียมตัวเหมือนท่านวรพงษ์เพราะปัญหาตํารวจอยู่ในกระแสเลือดของผมครับ เจาะไป เมื่อไรก็จะเห็นปัญหาตํารวจ ฉะนั้นวันนี้ผมก็เลยมาฉายเพียงสั้น ๆ ครับ เพราะท่านวรพงษ์ ลงรายละเอียดหมดแล้ว ผมก็นั่งขีดไปเรื่อย ๆ ว่าพูดของผมแล้ว พูดของผมแล้ว พูดของผมแล้ว ผมแทบไม่มีอะไรจะต้องพูด แต่ที่จะต้องทําความเข้าใจก็คือในการปฏิรูปทุกเรื่องไม่ว่าจะ ตํารวจหรือคณะไหนก็แล้วแต่จะต้องตั้งให้ถูกก่อนว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางประชาชนได้รับ ประโยชน์ ประโยชน์ต้องตกติดกับประชาชนก่อน ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อองค์กรโตขึ้น ไม่ใช่ปฏิรูป เพื่อตํารวจได้เงินเพิ่มขึ้น ได้สวัสดิการมากขึ้น ท่านวรพงษ์ชี้แจงไปแล้วตรงนี้มีชัดเจนในเรื่อง ของการปฏิรูปตํารวจ บทหนักที่ผมจะรับผิดชอบใน ๙ ข้อ ข้อของผมคือให้ตํารวจปราศจาก การแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ทําอยู่ อันนั้นชั้นปริญญาเอกครับ ไม่ใช่อนุบาล รอเจอกัน ในคราวหน้าก็แล้วกันนะครับ

ทีนี้เรื่องที่ผมจะมาชี้แจงเพิ่มเติมอยากจะพูดทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก เพื่อขอมติ แม้ว่าสมาชิกจะอยู่ด้านนอกก็หาจอทีวี (TV) ฟัง ก็คือในเรื่องที่สําคัญมาก เป็นไฮไลท์ (Highlight) เมื่อสักครู่ท่านวรพงษ์ก็พูดไปแล้ววันศุกร์นี้จะมีการเสวนา ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ท่านอลงกรณ์ได้มอบหมาย ให้ผมเป็นผู้แทนไปร่วมเสวนาด้วย ไฮไลท์ (Highlight) ของเรื่องก็คือมีความพยายามที่จะ แยกงานสอบสวนออกไปจาก สตช. แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนเอง ๔๐๐ คน จาก ๑๐,๐๐๐ คน ๙,๐๐๐ กว่าคน แค่ ๔๐๐ คน เปอร์เซ็นต์เท่าไรผมขี้เกียจคิด แต่เมื่อ อาทิตย์ที่แล้วผมไปบรรยายให้กับตํารวจภูธรภาค ๗ ๗๐๐ คน เป็นพนักงานสอบสวน ๕๐๐ กว่าคน เข้าใจหมดเลยครับ นิ่งเงียบสงบเห็นด้วย เช่นกันพูดวันนี้เพื่อให้ทําความเข้าใจ ตรงนี้และอยากให้เล็ดลอดไปข้างนอก โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนที่ยังมีความพยายาม จะแยกออกไปเพื่อให้ตัวเองได้ก้าวหน้าขึ้น มีเงินเดือนมากขึ้น มีอะไรมากขึ้น ตรงนั้นไม่ใช่ ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คุณจะต้องไปตั้งโรงพักอีก ๑,๐๐๐ กว่าโรงพักหรือ แล้วคุณจะต้อง ไปสร้างชุดสืบสวนขึ้นมาคู่กับคุณแล้วจะเป็นดีเอสไอ (DSI) สาขา ๒ สาขา ๓ อย่างนั้นหรือ เพราะเมื่อสักครู่เห็นชัดแล้ว ท่านวรพงษ์ชี้ให้เห็นว่างานสืบสวนกับสอบสวนเริ่มตกอับลงมา เมื่อปี ๒๕๒๘ บังเอิญผมเป็นตํารวจร่วมสมัยครับ ผมเป็นตํารวจร่วมสมัยก็คือสมัยที่ก่อนปี ๒๕๒๘ แล้วก็หลังปี ๒๕๒๘ เห็นภาพตรงนี้ชัด ถ้าแยกสืบสวนจากสอบสวนเมื่อไรหายนะจะเกิดกับ กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ผมขออนุญาตใช้คํานี้เลยครับ ไม่รุนแรงเกินความเป็นจริง มันเกิดอย่างไรครับ ก่อนปี ๒๕๒๘ สืบสวนกับสอบสวนเดินไปด้วยกันครับ ไปบริหาร ไปสืบหาพยานหลักฐาน ๒ วิญญาณจะอยู่ในตัวคนเดียวกัน นักล่าผู้กระทําผิดมาลงโทษ แต่เมื่อปี ๒๕๒๘ ไม่ได้แยกนะครับ ยังอยู่ใน สตช. แต่กําหนดบทบาทงานสืบสวนกับสอบสวน ให้มีตัวละครรับผิดชอบ คนสอบไม่ต้องสืบ คนสืบไม่ต้องสอบ พนักงานสอบสวนนั่งอยู่ เฉพาะในตู้กระจก ปัจจุบันผมก็เห็นภาพนี้นะครับ พนักงานสอบสวนนั่งรถไฟฟ้ามาเข้าเวร ออกเวรเปลี่ยนเครื่องแบบนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน คล้าย ๆ พนักงานเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) เลย จะบริหารกระดาษไม่กี่แผ่นก็คือผลิตสํานวน ไม่มีวิญญาณของนักล่าผู้กระทําผิดมาลงโทษ ท่านวรพงษ์พูดเมื่อคราวที่แล้วผมจําได้ทุกดอกครับเพราะว่าเลือดผมเจาะเข้าไป ปัญหา ตํารวจอยู่ในกระแสเลือดผมบอกแล้ว ท่านวรพงษ์บอกว่ารถจักรยานยนต์หายให้มาแจ้งความ เสร็จเรียบร้อยมาตามเรื่องว่าสืบได้ความอย่างไร ตามกับพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวน บอกว่าไม่เกี่ยว ผมไม่รู้ผมทําสํานวน ไปถามฝ่ายสืบสวนโน่น อันนี้อยู่ด้วยกันนะ ยังไม่ได้แยก จาก สตช. หายนะขนาดนี้ ถ้าแยกไปเลยล่ะ ฉะนั้นฝากไปยังพนักงานสอบสวน หูตาสว่างครับ เราปฏิรูปเพื่อประชาชน ส่วนในเรื่องความเจริญก้าวหน้าของพนักงานสอบสวนนั้นเรามีให้เสร็จ ในแผนปฏิรูปนี้ ผมให้ดูตัวอย่างอีกนิดหนึ่งเพื่อทําความเข้าใจให้ชัดเจนขึ้น ผมไปบรรยาย สภาทนายความเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมออกเป็นข้อสอบด้วยเพราะเป็นเรื่องฮอต อิชชู (Hot issue) อยู่ขณะนี้ สืบสวน วิ. อาญา มาตรา ๒ (๑๐) ผมพูดประเด็นนี้ประเด็นเดียวครับ คือการแสวงหา ข้อเท็จจริงและหลักฐาน ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจได้ปฏิบัติไปตามอํานาจและหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเพื่อทราบรายละเอียดแห่งความผิดสืบสวน มาตรา ๒ (๑๐) สอบสวน มาตรา ๒ (๑๑) ติดกันเลยครับ คือการรวบรวมพยานหลักฐาน แสวงหา (๑๐) เอามารวบรวมตามที่ วิ. อาญากําหนด พยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร รวบรวมอย่างไร ไม่ใช่สอนกฎหมายครับ เพื่อให้เห็นว่าสืบกับสอบมันแยกกันไม่ได้ ซึ่งพนักงาน สอบสวนได้ปฏิบัติไปตามประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อพิสูจน์ ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ และหรือเอาตัวผู้กระทําความผิดมาลงโทษให้ดูเป็น ตัวอย่างครับ ตํารวจขับรถตรวจท้องที่ไปเจอคนคนหนึ่งผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่หน้าบ้าน ตํารวจ ผ่านไปมันผลุบเข้าบ้าน พอรถเลยไปมันโผล่ออกมา วนไปใหม่อีกรอบหนึ่ง มันทําเหมือนเดิม ตํารวจสงสัยมันค้ายาบ้าหรืออย่างไร เห็นตํารวจแล้วมันหลบเข้าบ้านปิดประตูโครมเลย พอตํารวจผ่านไปมาโผล่หน้าอีกแล้ว สงสัยเสนอขายยาบ้า สงสัยครับ ตํารวจไปขอหมายค้น แล้วเข้าไปค้นครับ สืบหรือสอบ คงเป็นสืบเพราะไปแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน เข้าไป ในบ้านหลังนั้นปรากฏข้อเท็จจริงว่ามันบ้า มันวิกลจริต มันถ่ายอุจจาระเต็มบ้านเลย กลางคืน ร้องโหยหวน ชาวบ้านเดือดร้อนรําคาญ ตํารวจก็เลยส่งโรงพยาบาลเพื่อไปเยียวยา เพื่อไป รักษา ไม่มีความผิดอาญาเกิด จบตรงนั้น เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน ทําหน้าที่ตํารวจสืบสวน แล้วมันสอบตรงไหน มันส่งผ่านกันอย่างไร ผมเปลี่ยนโจทย์ใหม่ โจทย์เดิมแต่เข้าไปแล้วเจอยาบ้าครับ เจอยาบ้าอยู่ในบ้านหลังนั้นเต็มบ้านเลยครับ ตํารวจ ก็เริ่มรวบรวมพยานหลักฐาน เขียนบันทึกจับกุม ตรวจสอบวงจรปิดว่าใครมาส่งยาบ้า ตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ที่กล่องยาบ้า ทําทุกอย่างครบ นั่นคือการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความผิดตามที่กล่าวหา แยกกันได้ไหมครับ มันส่งผ่านกันตอนไหน แล้วถ้าแยก กันไปบรรลัยไหมครับ นั่นละครับ ก็ฝากไว้ว่าสืบกับสอบต้องอยู่ด้วยกันเท่านั้น เพียงแค่ กําหนดบทบาทหน้าที่ทั้ง ๆ ที่อยู่ด้วยกันเมื่อปี ๒๕๒๘ ว่าคุณไปสืบอย่างเดียวไม่ต้องสอบ คุณสอบอย่างเดียวไม่ต้องสืบยังแย่ขนาดนี้เลย อาจารย์ใหญ่ผมครับ ผมเอ่ยชื่อ ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องรู้จัก พลตํารวจเอก ประยูร โกมารกุล ณ นคร ผมมือขวาท่านครับ แต่ท่านถนัดซ้าย สืบกับสอบแยกกันไม่ได้อํานวย ลูกต้องจําไว้ ไม่ใช่ผมเชื่อในความที่ท่านเป็นปูชนียบุคคล แต่เชื่อในเหตุผลและความเป็นจริง ชุดสอบสวนที่ท่านวรพงษ์พูดจะมีหัวหน้าครับ พนักงาน สอบสวนที่เป็นหัวหน้าชุดจะมีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ จะมีผู้ช่วยพนักงานสอบสวน จะมีฝ่ายสืบสวนอยู่ในนั้น ชุดนั้นคือรับผิดชอบ คุณจะบอกว่าคุณไม่มีหน้าที่ไม่ได้ในคดีนี้ จะมีฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน จะมีฝ่ายป้องกันปราบปราม ไปดูแล้วเคส (Case) อย่างนี้ ฆ่ากันตาย ตรงนี้ เพราะอะไร วางแผนป้องกันด้วย ต้นไม้มันรก เป็นที่เปลี่ยว ตัดกิ่งไม้ ติดสัญญาณ ติดไฟฟ้าส่องสว่าง ครบหมด แก้ปัญหาทั้งเชิงป้องกัน เชิงปราบปราม รวบรวมพยาน หลักฐาน การสอบสวน การบริหารคดี อย่างนี้ไม่ได้กับประชาชนหรือครับ อย่างนี้เลย มัธยมแล้วครับ มันปริญญา เพราะฉะนั้นอนุบาลวันนี้ไม่ใช่อนุบาลแน่นอนครับ เป็นระดับ ปริญญาครับ แล้วเป็นความสุขของประชาชนในด้านการอํานวยความยุติธรรมในทางอาญา เป็น ๑ ใน ๙ เรื่อง ครั้งต่อ ๆ ไปก็มีเรื่องที่จะมานําเสนอเพื่อขอมติไปขับเคลื่อนครับ วันนี้ผมบอกแล้วว่าผมมีความสุขมากกว่าทุกครั้งที่ผมขึ้นมายืนตรงนี้ เพราะผมจะได้ ขับเคลื่อนแล้วละ ผมเชื่อ ดูจากนัยน์ตาของสมาชิกคงมีมติให้ผ่านครับ ขอบคุณครับ