สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙

ทินพันธุ์ นาคะตะ ขอเชิญทุกท่านอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดเวลาในการอภิปราย และขอปรึกษาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อน จากนั้นเข้าหารือเรื่องการปฏิรูปงานสอบสวน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผดุงเกียรติของตำรวจ และการให้เกียรติแก่ผู้แจ้งความ ต่อด้วยพูดเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกระบวนการสอบสวนให้สมบูรณ์แบบ และสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ ทีนี้ต่อข้อเสนอ ของท่านสมาชิกบางท่านที่บอกว่าไม่อยากจะให้กําหนดเวลา ๕ นาทีนั้น อันนี้ผมก็ขอนํากลับไป ปรึกษาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนนะครับ วันนี้จึงขอให้ถือปฏิบัติแบบเดิม อย่างไรก็ตามเราก็ผ่อนปรนให้เสมอมาไม่มีปัญหา สําหรับ รายชื่อสมาชิกที่ขออภิปรายมีดังนี้นะครับ ๑. พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ ๒. ท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ๓. พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ๔. ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๕. ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ๖. รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สําหรับอีกท่านหนึ่งคือรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเรียนเชิญท่านแรกนะครับ คือ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ต้องกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมนะครับ รวมทั้ง อนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตํารวจ ซึ่งได้นําเสนอสิ่งที่สําคัญในหัวใจของงานตํารวจ คืองานสอบสวนนะครับ เพราะงานสอบสวนเราคงได้ยินว่าเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม แล้วผมเองนั้นเป็นสมาชิก สปท. แต่อยู่ในด้านของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม ซึ่งผมสมัครใจที่จะไปทํางานด้านสังคม แล้วผมก็ต้องสนใจด้านกฎหมาย และด้านตํารวจ อยู่ส่วนสําคัญด้วยครับ ท่านประธานครับ ทั้ง ๙ เรื่องที่ท่านอนุกรรมาธิการได้นําเสนอนั้นเป็นสิ่งที่เป็นการขับเคลื่อน ที่เป็นรูปธรรม แล้วก็เป็นการขับเคลื่อนในส่วนของเชิงข้อมูล ซึ่งทางประธานอนุกรรมาธิการ คือท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ได้ศึกษามาทั้งคณะ และได้ผลิตที่จะต้อง ขับเคลื่อน ๙ ด้านนั้นผมเห็นด้วยนะครับ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ผมขอวกกลับมาถึง มุมมองเสี้ยวหนึ่งในฐานะส่วนหนึ่งที่ผมเป็นตํารวจแล้วก็เคยทํางานสอบสวนมาบางส่วน แล้วก็มาอยู่ทางด้านการศึกษา ท้ายสุดก็มาอยู่ด้านปราบปรามนะครับ บริบทที่ดําเนินการกับ ๙,๕๐๐ กว่าชีวิตของพนักงานสอบสวนนั้นที่กระจายอยู่ ๑,๔๖๗ สถานี ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลัก ในการบริการพี่น้องประชาชนในช่องทางที่จะไปแจ้งความ ตรงนี้สําคัญ อย่างที่ท่านประธาน อนุกรรมาธิการได้บอกแล้วว่าจะต้องมีคนฝากไปหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านั้น และขณะเดียวกัน ก็ยังสะท้อนว่าตํารวจเองยังถูกลงโทษลงทัณฑ์ปีหนึ่งเยอะมากเกี่ยวกับการไม่แจ้งความ แล้วก็บ่ายเบี่ยง หรือจนกระทั่งพี่น้องประชาชนบอกว่าไม่ต้องไปแจ้งดีกว่าเพราะว่าแจ้งแล้ว อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นความรู้สึก แต่ผมอยากจะมองมิติให้ลึกลงไปอีกว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นปรากฏการณ์สั่งสมมานาน และวันนั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาที่นี่ผมขอพูดเป็นครั้งที่ ๒ ครับ ท่านบอกว่าการจะปฏิรูปตํารวจนั้นผมท่องอยู่ในใจเสมอนะครับ ๑. ทําให้ตํารวจมีเกียรติ ผมมีเพื่อนทหารเยอะ ตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยตํารวจ เพื่อนทหาร บอกว่าจะต้องคําว่า ผดุงเกียรติ ๆ ผมซาบซึ้งคํานี้ว่าการที่ทํางานให้มีศักดิ์มีศรีนั้นจะต้องมี การผดุงเกียรติ ข้อที่ ๑ ข้อ ๒ ต้องมีความพร้อมทั้งใจและกายในการทํางานเพื่อบริการ ประชาชน อันนี้จะกว้างไป แต่ผมวกนิดเดียวว่าทั้ง ๙,๐๐๐ กว่าชีวิตนั้นผมเคยพูดคุยอยู่บ่อย ๆ แล้วผมก็เคยทํางานทางด้านการพัฒนางานสอบสวนมาอยู่ช่วงหนึ่งในสมัยเป็นผู้บัญชาการศึกษา ไปคลุกคลี สัญจรไปตามจังหวัดต่าง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ก็ยังคุยกับน้อง ๆ นั้นอยู่ จะโอนจะถ่ายอะไร ไม่เป็นไรครับ เราคงทราบว่าหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ คนพูดตรง ๆ เลยอยากมีอํานาจ การสอบสวน แต่ขอเป็นเพียงผู้ชิมนะครับ ถ้าเป็นแกงหรือกับข้าวก็หมายถึงว่าไม่ใช่เป็น ผู้ไปหาเสบียงกรังอะไรหมด ชิม ๆ กํากับดูแล หรือร่วม แต่ร่วมคือร่วมเฉย ๆ ถามว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาติบางทีผมจําได้เคยพลิกประวัติศาสตร์ดูว่าอยากจะมอบไป ทั้งหมดเลย ถามว่ารับไหม ผมทราบมาเบา ๆ ว่าไม่อยากจะรับ เพียงแต่อยากจะมีอํานาจ หรือมีการกํากับดูแล กํากับอะไรผมไม่ต้องตอบนะครับ ทีนี้ผมวกมาว่าข้าราชการตํารวจ ที่ทํางานด้านสอบสวนนั้นเป็นต้นทางของกระบวนการสอบสวน อยู่ด้วยจรรยาบรรณของ พนักงานสอบสวน ปีหนึ่งผมไปดูสถิติว่าถูกดําเนินคดี หรือถูกไล่ออก ถูกปลดออกเรื่องไม่รับ แจ้งความ รับแจ้งความช้า สิ่งเหล่านี้ผมให้ศึกษาว่าแง่มุมที่ลึก ๆ เป็นอย่างไร อย่าไปมอง ผิวว่าลงโทษแล้ว ๆ ง่ายเกินไป ว่าเหตุใดพนักงานสอบสวนถึงต้องทําอย่างนี้ มนุษย์ทุกคน ใฝ่ดีครับ ผมเชื่อว่ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ใฝ่ดีทุกคน เฉกเช่นเดียวกัน ๙,๕๐๐ กว่าชีวิต ผมว่าเขาใฝ่ดีนะครับ และบางส่วนท่านประธานครับ ทรัพยากรในโลกนี้มีจํากัด ไม่ว่าจะเป็น หลักเศรษฐศาสตร์หรืออะไรก็ตาม ท่านคงได้ยินว่าของถูกไม่ค่อยดี ถ้าท่านเดินตามตลาดนะครับ ของถูกจะไม่ค่อยดี เราเองจะซื้อผมเป็นผู้ชายไม่ใช่แม่บ้านไปจ่ายตลาดเอาของแพงไว้ก่อน ภรรยาผมยังบอกเลยว่าชอบซื้อของแพง ผมก็ไม่รู้จะใช้หลักอะไรซื้อ ผมก็ซื้อของแพงก่อน ของแพงน่าจะดี ๒. ของดีราคาถูก ผมแว่ว ๆ ว่าพนักงานสอบสวนหรือตํารวจเขาบอกว่า เขามีความภาคภูมิใจใน ๒ ส่วน คือ ๑. มีจรรยาบรรณในพนักงานสอบสวน ๒. อุดมคติ ๙ ประการ แว่ว ๆ ว่าเขาเป็นของดีราคาถูก ของดีราคาถูกก็คือท่านประธานอนุกรรมาธิการ ได้บอกแล้วว่าเทียบระหว่างคดีดีเอสไอ (DSI) แต่ละอันเลือกทําได้ และมีอุปกรณ์พร้อม มีงบประมาณพร้อม แต่หัวใจของพนักงานสอบสวนเลือกได้หรือไม่ ถามว่ามีค่าตอบแทนพอแล้ว หรือไม่ก็อีกส่วนหนึ่ง แต่ผมคิดว่าของดีราคาถูก ผมพูดเป็นภาษาลูกทุ่ง แต่มันกินใจความเยอะนะครับว่าพนักงาน สอบสวนไม่ใช่เฉพาะอยู่ในเมืองหลวง เมืองหลวงก็สารพัดปัญหา อยู่ตามป่าเขาลําเนาไพร เกิดเหตุเกิดขึ้น สมัยผมที่ดูแลเรื่องงานปราบปรามวิ่งรอกหมดเลยนะครับ อยู่บนเขา อยู่กลางทะเล ศพอยู่ในป่าลึก เดินไปถามว่าระหว่างทางอาจจะมีระเบิดซ้ําสองหรือมีคนร้ายปองร้ายอีก มีเสื้อเกราะไหม เสื้อเกราะก็ต้องบริจาค เสื้อเกราะต้องบริจาคเพื่อคุ้มครองพนักงานสอบสวน หลายสถานีน้อง ๆ ยังเป็นอย่างนี้เช่นนี้อยู่ สิ่งเหล่านี้ที่ผมพูดไม่ใช่บ่น แต่ว่ามันเป็นจริง ๆ ของชีวิตพนักงานสอบสวนนะครับ จะอยู่กับใครไม่เป็นไร อยู่กับใครก็คือต้อง ๒ ข้อ คือมีความพร้อมในการทํางานให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะมาจากตั้งแต่ ดั้งเดิมเพราะเราได้บุญญาบารมีของพระพุทธเจ้าหลวงหรือพระปิยมหาราชตั้งแต่ระบบ กระบวนการยุติธรรม วกมาสั้น ๆ ก็คือว่าการสอบสวนนั้นมีทั้งระบบการกล่าวหาของเรา กับระบบไต่สวน กล่าวหาก็คือเราเอามาจากทางด้านฝรั่งเศสและเยอรมนี ส่วนระบบไต่สวน หรือลูกขุนนั้นก็เป็นของอังกฤษกับอเมริกานะครับ แต่ของเราพนักงานสอบสวนทั้งตํารวจ จับมาแล้วแล้วก็ต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความนะครับ ตั้งแต่ตั้งประเด็นการสอบสวน ท่านใช้ศาสตร์และศิลปะในการสอบสวนต้องทําให้สุด แต่ถ้าเป็นระบบอีกระบบทําแค่เบื้องต้น ทางอัยการอะไรต่าง ๆ ก็มาทําทั้งหมด แต่ตํารวจทําตั้งแต่แรกเลย ผมบอกเหมือนแกงครับ ตั้งแต่ไปหาอุปกรณ์ทั้งหมด เสร็จแล้วก็มีคนชิม ชิมด้วยอยู่ในห้องแอร์ แต่ตํารวจซึ่งเป็น พนักงานสอบสวนผมบอกแล้วว่าอยู่กลางป่าเขาลําเนาไพร อยู่กลางทะเล อยู่กลางทุ่งหญ้า อยู่ในเมืองหลวง บนตึก แนวดิ่ง แนวราบ ใต้ดิน เยอะแยะนะครับ คนร้ายก็อยู่ในอากาศ สิ่งเหล่านี้ผมประมวลได้ว่าการทําเช่นนี้ก็คงต้องดูปรากฏการณ์ที่เป็นจริงเพื่อให้ลึกลงไปอีก และผมเสนอ จริง ๆ มีสิ่งที่จะต้องเสนอเพิ่มเติมบางส่วนหลาย ๆ ข้อ แต่ผมวกมาเลย สืบเนื่องจากที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ทําไปแล้ว ๒ ข้อสั้น ๆ คือ ๑. เรื่องตัวชี้วัดหรือเคพีไอ (KPI) ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ ตัวชี้วัดที่บอกว่าจะต้องไม่ให้คดีเกิดเพิ่มมากขึ้นนั้น มันคนละส่วนครับ ศาสตร์ของอาชญากรรม ศาสตร์ของทางด้านกระบวนการยุติธรรม ในเรื่องของการบริหารจัดการนั้นคนละส่วนกัน เรื่องการที่สังคมนั้นต้องมีคดีเกิด ธรรมดานะครับ แต่ว่าการที่เราตั้งประเด็นไว้ว่าคดีเกิดเท่านี้ ปีต่อไปเกิดไม่มาก มากกว่านี้ ไม่ได้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลทางจิตวิทยาและส่งผลบางส่วนในการบริหารจัดการ เรื่องคดี และจะเห็นว่าให้มีการรับคดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ที่รับคดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ผมว่าดีนะครับ แต่เราต้องดูให้ละเอียดว่าในส่วนนั้นโยงเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณว่าข้อเท็จจริงเกิดกี่คดีจะได้ มีคดีมากขึ้น แต่เราต้องดูด้วยว่าความพึงพอใจของประชาชนมีหรือไม่ รับ ๑๐๐ คดีจริง แต่ต้องดูปัจจัยตัวชี้วัดว่าประชาชนพึงพอใจหรือไม่นะครับ

และอันที่ ๒ ก็คือฝากไว้ว่าการที่จะปฏิรูปหรืออะไรก็ตามนั้นผมพูด ๒ ครั้ง แล้วว่าขอให้ทําทั้งกระบวนการ เพราะอันนี้เป็นของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กระบวนก็เหมือนรถไฟละครับ วิ่งตาม รางไปประชาชนคอยเฝ้าดูอยู่ ขณะนี้ผมเปรียบเทียบว่าเหมือนผมอยู่ตรงกลาง พวกเรา อยู่ตรงกลาง ประชาชนยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง แล้วก็ตํารวจยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ อาจจะพูดถึงฝั่งตํารวจมากหน่อยว่าเขาทําอะไร เพราะประชาชนบ่นหรือว่าอะไรก็ได้พูด ไว้แล้ว

เพราะฉะนั้นข้อที่ ๑ เรื่องตัวชี้วัดว่าตรงนี้พยายามทําให้เกี่ยวข้องกับ สภาพความเป็นธรรมชาติจริง ๆ นะครับ ส่วนอันที่ ๒ สุดท้ายก็คือว่าการจะปรับปรุงขอให้ ปรับปรุงทั้งองคาพยพ แล้วก็ทําให้ครบถ้วน อย่างเช่นยกตัวอย่างเล็ก ๆ อีกอันหนึ่งคือว่าสํานวน การสอบสวน มีตั้งแต่ปกสํานวนการสอบสวนถึงบัญชีสํานวนการสอบสวนต่าง ๆ ท้ายสุด สิ่งเหล่านี้ท่านต้องดูว่าควรจะปรับปรุงได้หรือไม่นะครับ เพราะการที่พนักงานสอบสวน หัวอกของพนักงานสอบสวนที่รับสํานวนหากว่าเป็นการทําสํานวนการสอบสวนที่สะดวก ตรงกับความเป็นจริง ตรงกับปริมาณงานที่มากขึ้น เช่นต่างประเทศเขามีระดับ ๑ ๒ ๓ ง่าย ๆ แล้วก็มีการตรวจทานได้ไม่เสียเวลาในเชิงงานธุรการนะครับ ดูว่าอะไรสําคัญ ที่จะนําไปสู่การใช้เป็นเอกสารในสํานวนการสอบสวนให้เหมาะสมกับความจําเป็นในการที่จะใช้ ในชั้นต่อไปได้ครับ ก็กราบขอบคุณท่านประธานครับ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม