พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา หารือเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจ โดยเน้นย้ำถึงการปฏิรูป 9 ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องของระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวน และการเพิ่มความเป็นอิสระในการบริหารงานของตํารวจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ระบบการสรรหาบุคลากรเข้ารับราชการ การจัดระบบเวรเดี่ยวของพนักงานสอบสวน การบริหารจัดการกองกำลังตำรวจ การจัดสรรงบประมาณให้กับพนักงานสอบสวน เงินสืบสวนของตำรวจ การสอบสวน การทบทวนกฎระเบียบเกี่ยวกับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน การทบทวนระเบียบกระทรวงการคลัง และการพัฒนาเทคโนโลยีระบบไครมส์ เพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูลและติดตามความคืบหน้าของงานสอบสวน
กราบเรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่รักทุกท่านครับ ผม พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ในฐานะรองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกิจการตํารวจ ขออนุญาตนําเสนอแผนการปฏิรูปกิจการตํารวจ ในวาระเร่งด่วน เหตุผลความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการได้เลือกเอาประเด็นเรื่องของ ระบบงานบริการประชาชนในการรับแจ้งความและสอบสวนนั้น ท่านประธานกรรมาธิการ ได้ชี้แจงให้เพื่อนสมาชิกทราบแล้วนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความกระจ่าง เพื่อความชัดเจนให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธานได้สบายใจว่าคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกิจการตํารวจนั้นไม่ได้ทําเรื่องเดียวนะครับ เรายืนยันว่า เราทําทั้ง ๙ เรื่อง ๙ ประเด็นปฏิรูปพร้อม ๆ กัน เราก้าวไปพร้อม ๆ กันแล้วตั้งใจจะให้เสร็จ ภายใน ๑ ปี ๖ เดือนทั้ง ๙ เรื่อง แต่ว่าเรื่องที่เร็วที่สุดที่เราคาดว่าจะทําได้ภายใน ๖ เดือน ก็คือเรื่องของระบบงานสอบสวนซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นเพื่อความชัดเจน ผมอยากจะอธิบายอีกสักครั้งหนึ่งนะครับว่า ๙ ประเด็นปฏิรูปในกิจการตํารวจนั้น เรามีเรื่องอะไรบ้าง เรื่องแรกนั้นท่านคงทราบแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องของความเป็นอิสระในการบริหารงานของตํารวจ จากการแทรกแซงทางการเมือง
เรื่องที่ ๓ การวางแนวมาตรฐานในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ถ้าถามว่าเรื่องอะไรสําคัญ เรื่องอะไรไม่สําคัญ มันก็สําคัญใกล้เคียงกัน แต่เรื่องนี้เรื่องของ การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ แต่การดําเนินการนั้นต้องใช้เวลา ตราบใด ถ้าเรายังไม่สามารถวางระบบการแต่งตั้งให้คนเก่ง คนดี คนทํางาน ได้มีโอกาสขึ้นรับตําแหน่ง ไม่มีทางที่จะปฏิรูปประเทศได้ คนทํางานแต่ถึงเวลาแต่งตั้งไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าจะได้รับความเจริญก้าวหน้าถ้าระบบ ยังเป็นอย่างนี้หมดหวังครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้สําคัญ จึงได้ฝากความหวังไว้กับท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ที่จะร่างหลักเกณฑ์ตัวนี้เสนอกับที่ประชุมอีกครั้งหนึ่ง คิดว่า ภายในระยะเวลาไม่นานร่างจัดเตรียมตรงนี้จะนําเสนอผ่านสภานี้โดยท่านอํานวยนะครับ ต่อไปเรื่องของการถ่ายโอนภารกิจนะครับ อันนี้ก็มอบท่านรองผู้ว่าราชการ กทม. ท่านอัศวิน ท่านก็จะไปพิจารณาว่าภารกิจใดที่ตํารวจไม่ต้องทําแล้วรวยเจ้าของงานนั้นเขาสามารถรับไปได้ แล้วทําได้ดีกว่าที่อยู่กับตํารวจ เรื่องของระบบงบประมาณก็มอบท่าน พลตํารวจโท ธีรจิตร์ ไปพิจารณา เรื่องของการมีส่วนร่วมในกิจการภาคประชาชนในกิจการของตํารวจก็มอบ ผู้รับผิดชอบ เรื่องของการจัดระบบนิติวิทยาศาสตร์ อันนี้ก็มอบคุณหญิงหมอพรทิพย์ รับผิดชอบไป เรื่องของการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการจัดให้มี องค์กรอิสระภาคประชาชนที่จะเป็นฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์และตรวจสอบการทํางานของ ตํารวจ เรื่องนี้ก็มอบท่านวิวัฒน์เป็นหัวหน้าในการที่จะพิจารณานะครับ เรื่องของระบบ การสรรหาบุคลากรเข้ารับราชการและระบบการฝึกอบรม เรื่องนี้ก็สําคัญอีกนะครับ ถ้าระบบไม่สามารถจะคัดคนเก่งคนดีเข้ามาเป็นตํารวจได้แล้วจะเอาหลักประกันอะไรล่ะครับ เขาเป็นประชาชนคนไทย ถูกกระบวนการโซเชียลไลเซชัน (Socialization) สั่งสม อบรมเขามาเป็นคนไทย ผมว่าค่าเฉลี่ยของคนก็เหมือนกัน แล้วเมื่อสรรหามาเป็นตํารวจ ช่วงเวลาการฝึกเพียง ๒ ปี จะเปลี่ยนคนให้มีคุณสมบัติเป็นมนุษย์พิเศษ อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลําบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบําเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ แก่ประชาชน ดํารงตนในยุติธรรม กระทําการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต นี่คุณสมบัติของตํารวจที่เราต้องการ แต่ถ้ากระบวนการสรรหาเข้ามาไม่ได้คนดีเสียแล้ว ฝึกแค่ ๒ เดือนจะดีได้อย่างไร ผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าแล้วคนเก่งนั้นเก่งจริงไหมที่รับ เข้ามาด้วยระบบการสอบที่ผมได้นําเสนอที่ประชุมไปแล้วว่าเราสอบกัน ๓ ชั่วโมง คนสมัคร ๓๐,๐๐๐ คน ด้วยคะแนน ๑๒๐ คะแนน แล้วตัดสินว่าคุณเก่งได้เป็นตํารวจ ผมไม่มั่นใจ ในระบบ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราศึกษาแล้วเราให้ความสําคัญอย่างยิ่ง แล้วเราก็ได้กรณี ตัวอย่างที่เราไปศึกษามาแล้วก็คือตํารวจเยอรมันว่าน่าจะใช้ได้ ผมเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้นะครับ ตํารวจเยอรมันการรับสมัครสอบของเขาเขาไม่ได้สอบแบบเรา เขารับทั้งปี แล้วเขาคัดความรู้เบื้องต้นก่อน หลังจากนั้นเขาคัดพฤติกรรมของคน เขาเรียกมาทีละ ๘ คน แล้วให้ทําโจทย์ เขายกตัวอย่างผมไปดูเขานะครับ เขาให้โจทย์ง่าย ๆ ว่าถ้าคุณเป็นตํารวจ อยู่ที่โรงพักวันนี้มีโทรศัพท์มา ๕ สายพร้อม ๆ กันแจ้งความ ๕ เรื่อง คุณเป็นร้อยเวร คุณเลือกที่จะไปดูที่เกิดเหตุเรื่องไหนก่อน เขาก็ให้ทั้ง ๘ คนระดมความคิดแล้วทํางานกัน ต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) กันจนกระทั่งเรียงลําดับ ๕ แผ่นได้เป็น ๑ ๒ ๓ ๔ เขาก็ถ่ายวิดีโอ (Video) ไว้ แล้วก็ส่งไปให้คณะกรรมการ ๑๕ คนพิจารณา เขาไม่ได้ดูความถูกผิดของ การเรียงลําดับ ๕ เหตุการณ์นั้น แต่เขาดูพฤติกรรมของคนในการทํางานร่วมกันว่าคุณมี พฤติกรรมอย่างไรแล้วชี้ออกมา นี่ละครับเขาเลือกคนเข้ามาเป็นตํารวจแบบนี้ ตํารวจเยอรมัน ถึงได้รับความไว้วางใจจากข้าราชการของเยอรมันเป็นอันดับ ๔ ข้าราชการที่ดีที่สุด ในประเทศจากจํานวนข้าราชการที่มีทั้งหมด เพราะฉะนั้นประเด็นอย่างนี้สํานักงานตํารวจ แห่งชาติกําลังสนใจและกําลังจะเอามา แต่ติดขัดว่าเราจะมีคณะกรรมการ ๑๕ คนที่มี องค์ความรู้เพียงพอที่จะตัดสินได้ไหม เขามีความอดทนพอไหม ผมยกตัวอย่างว่าที่ปลวกแดง ชั้นประทวนถูกเจ้านายตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โกรธผู้บังคับบัญชา ยิงผู้บังคับบัญชาตายเลย ยิงผู้กํากับตายเลย ถ้าพฤติกรรมอย่างนี้สามารถวัดได้ผ่านมาเป็น ตํารวจไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้เราศึกษาแล้วเราจะทํากันต่อ แต่ต้องขอเวลานะครับ แต่เราทําพร้อม ๆ กันไป เพราะฉะนั้นกลับมาในเรื่องของวาระเร่งด่วนในวันนี้ก็คือเรื่องของ ระบบการบริการประชาชนในการรับแจ้งความสอบสวน ก็อย่างที่ท่านประธานได้กล่าว แล้วว่าเรื่องของการสอบสวนคือต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ท่านคงทราบแล้วนะครับ จากตํารวจไปอัยการ ไปศาล ไปกรมราชทัณฑ์ แล้วก็ไปกรมบังคับคดี นี่คือกระบวนการ ตํารวจอยู่ตรงต้นทางครับ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญนะครับ เมื่อวานนี้ไทยรัฐก็พาดหัวอีกครับ ตํารวจใช้คําว่า บัดซบอะไรผมไม่แน่ใจนะครับ จับแพะ เรื่องของการซื้อขายรถจักรยานยนต์แล้วโอนลอย ๆ แล้วปรากฏว่ารถคันนั้นไปใช้ เป็นเครื่องมือในการกระทําความผิดตํารวจก็ไปจับ คนที่ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นผู้ที่กระทํา แต่เผอิญว่ามีชื่อในการซื้อรถคันนั้น อย่างนี้ครับ นี่คือต้นทางที่เราจะต้องปฏิรูป สะเทือนใจนะครับ คนที่เป็นตํารวจหรือเป็นอดีตตํารวจ สะเทือนใจครับ อ่านข่าวนี้แล้วสะเทือนใจ จึงเห็นว่า เป็นเรื่องสําคัญและจําเป็น สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าสังคมให้ความสําคัญกับเรื่องนี้คงไม่ใช่เพียงเท่านี้ เราเห็นการสัมมนา การอภิปราย การจัดเวทีทั้งหลายพูดเรื่องนี้นะครับ นี่ผมก็ได้ข่าวมาอีกว่า วันที่ ๒๒ นี้มูลนิธิเอเชียประเทศไทยจะจัดสัมมนาเรื่องปฏิรูปงานสอบสวนขึ้นอีกในวันที่ ๒๒ นี้นะครับ ที่โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน ฟอร์จูนตรงรัชดาภิเษก นั่นแสดงให้เห็นว่า องค์กรภาคเอกชน องค์กรมูลนิธิทั้งหลายเขาก็ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ผมเห็นด้วยครับที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบ เรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะฉะนั้นผมก็จะนําเสนอต่อไปนะครับ
ในประเด็นปัญหาเรื่องของงานสอบสวนที่จําเป็นจะต้องปฏิรูปนั้น ไม่ว่า จะผลโพล (Poll) หรือผลของการสํารวจความคิดเห็นของประชาชนในหลาย ๆ โพล (Poll) นะครับ ก็ออกมาว่าสิ่งที่ประชาชนไม่พึงพอใจเลยเมื่อไปติดต่อพนักงาน สอบสวนที่สถานีตํารวจ ก็ออกมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบ่ายเบี่ยง หลบเลี่ยง ไม่ยอมรับ แจ้งความ ไม่ออกไปตรวจที่เกิดเหตุ ใกล้เวลาจะถึงเวร อีกประมาณ ๑๐ นาทีจะออกเวร ก็ใช้กลยุทธ์บ่ายเบี่ยงหลบ ๆ เลี่ยง ๆ เพื่อผลักเวรให้คนต่อไป อะไรอย่างนี้ก็เคยเกิดขึ้น เลือกปฏิบัติ ให้บริการไม่เท่าเทียมกัน จนกระทั่งเป็นธรรมเนียมเลยนะครับเดี๋ยวนี้ ผมเชื่อว่า หลายท่านที่เป็นตํารวจต้องเคยได้รับฝากนะครับ โทรศัพท์มาพี่เดี๋ยววันนี้ผมจะไปแจ้งความ ช่วยฝากให้หน่อย หรือไม่ก็คนขับรถผมขับรถไปชนตรงนั้นช่วยฝากให้หน่อย ฝากอะไร คนระดับเราไม่ได้ฝากเพื่อเอาเปรียบเขานะ ฝากเพื่อว่าขอให้ได้รับความเป็นธรรม ขอให้ได้รับ ความสะดวกเท่านั้นเอง นี่คือความไม่มั่นใจของประชาชนว่าจะได้รับความเป็นธรรมนะครับ ทําสํานวนล่าช้า ที่สําคัญโดยเฉพาะผู้เสียหายซึ่งเขามีสิทธิที่จะต้องรับรู้ความคืบหน้า ในสํานวน คุณทําอะไรให้เขา แจ้งความมาเดือนหนึ่งแล้วเรื่องเขาไปถึงไหนบ้าง บ่ายเบี่ยง ไม่ตอบเขา ผมก็ได้รับเรื่อง เมื่อวานซืนก็ได้รับเรื่องจากเพื่อนสมาชิก สปท. เหมือนกันว่า ช่วยติดตามคดีนี้หน่อยเดือนกว่าแล้วมันไปถึงไหน นี่ก็เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นความสําคัญที่เราจะต้องแก้ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมได้ กล่าวมาเมื่อสักครู่คือตัวสภาพปัญหานะครับ เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นปัญหา คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงได้วิเคราะห์ว่า ปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไร ทําไมจึงเป็น ถ้าจะดูปัญหาเหล่านั้นเป็นปัญหาเกิดจาก พฤติกรรมการปฏิบัติของพนักงานสอบสวน เป็นปัญหาที่ตัวบุคคลทั้งนั้นเลย แล้วจะแก้ อย่างไร แต่เราก็วิเคราะห์ว่าจริง ๆ แล้วใช่ สิ่งที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมจากตัวบุคคล แต่มีต้นเหตุมาจากระบบงานด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเราได้วิเคราะห์พบว่ามีสาเหตุที่ทําให้ พนักงานสอบสวน บางส่วนนะครับ อันนี้ต้องพูดให้ชัดนะครับว่ามีบางส่วน ไม่ได้เป็นทั้งหมด เรามีพนักงานสอบสวนทั้งหมด ๙,๕๐๐ คนเศษ มีไม่มากนะครับ แต่มีไม่มากก็รับไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน เราวิเคราะห์ว่าสาเหตุ มาเริ่มจากการแบ่งงาน สืบสวนและสอบสวนออกจากกัน ผมเท้าความอีกครั้งหนึ่งนะครับ ก่อนหน้านั้นตํารวจ รับผิดชอบเรื่องงานสอบสวนมา พนักงานสอบสวนใน ๑ คนที่เข้าเวรเมื่อรับแจ้งความ ในคดีใดแล้ว เมื่อออกเวรแล้วเขาจะต้องออกไปสืบสวนหาข้อเท็จจริง แสวงหาหลักฐาน ด้วยตัวเขาเองแล้วเอามารวบรวม ไปแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทราบว่า ใครเป็นผู้กระทําความผิด เมื่อได้หลักฐานแล้วต้องเอาหลักฐานเหล่านั้นมารวบรวมทําเป็น สํานวนการสอบสวน เพื่อสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องไปยังอัยการ พนักงานสอบสวนต้องทําทั้ง ๒ เรื่อง แต่ปรากฏว่า ในปี ๒๕๒๘ งานล้นมือ พนักงานสอบสวนไม่ได้รับอัตรากําลังเพิ่ม ทําไม่ไหวนะครับ คนหนึ่ง รับสํานวน ๑๐๐-๒๐๐ สํานวน สํานวนค้าง มีข้าราชการตํารวจในช่วงนั้นถูกไล่ออกเพราะทํา สํานวนไม่ทันหลายคนมาก หลายรายมาก เดี๋ยวท่านอํานวยอาจจะเล่าให้ฟังประเด็นนี้ เพราะอาจจะมีประสบการณ์ตรง กรมตํารวจในขณะนั้นก็พิจารณาเห็นว่าถ้าอย่างนั้นจะต้อง แก้ปัญหาก็เลยไปคิดแก้ปัญหา คือมีกรณีตัวอย่างว่าพนักงานสอบสวนเข้าเวรที่กรุงเทพฯ กําลังตามหาพยานหลักฐาน ใกล้จะถึงจุดพยานสําคัญแล้วว่าจะได้พยานแล้วพิสูจน์ได้ว่า ใครเป็นผู้กระทําผิด ปรากฏว่าหมดเวลาต้องกลับมาเข้าเวรสอบสวน ก็ต้องปล่อยตรงนั้นไป เสียโอกาส กรมตํารวจก็เลยมาพิจารณาว่าถ้าอย่างนั้นต้องหาคนช่วย ก็เลยมาแบ่งงาน แยกเลยว่างานสอบสวนกับงานสืบสวนแยกกันทําแล้วก็ทํากันมา ปรากฏว่าตอนนั้นคิดว่าจะดี ทํามาถึงวันนี้ ๓๐ ปีที่ผมบอกว่าปฏิรูปงานตํารวจ ณ สถานีตํารวจซึ่งเป็นงานที่สัมผัสประชาชน และบริการประชาชน ๓๐ ปีไม่เคยเปลี่ยนครับ รู้ปัญหามานานแล้ว เรื่องนี้รู้ปัญหามา อย่างน้อยเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่าน พลตํารวจเอก วงกตมณีรินทร์ ก็ศึกษาเรื่องนี้แล้วก็พบว่าเป็นปัญหาจริง ๆ เห็นตรงกันนะครับ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้รับทุนจากสภาไปศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ก็พบปัญหาเหมือนกันว่า การแบ่งงานแยกกันเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระวนการยุติธรรมก็เห็นตรงกันว่าการแบ่งแยกงานกันเป็นปัญหา เป็นปัญหาอย่างไรครับ พอพนักงานสอบสวนบอกว่าตัวเองไม่ต้องออกไปสืบสวนก็ไม่สนใจ ที่อยากจะรู้เรื่องจริงว่าคดีที่เกิดกันอย่างนี้เกิดอย่างไร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวน ออกไป ตัวเองรอฝ่ายสืบสวนอย่างเดียว นั่งทํางานพิมพ์สํานวนให้สวยอย่างเดียว ทําให้เกิด พฤติกรรมหรือเกิดเป็นค่านิยมทางวิชาชีพว่าตัวเองไม่ต้องยุ่งกับประชาชน ไม่สัมผัส ออกเวร กลับบ้าน ไม่ต้องไปแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว สมัยก่อนปี ๒๕๒๘ ไม่ว่าจะท่านอํานวย ผม ออกเวรต้องไปตรวจครับ ออกเวรสอบสวนแล้วต้องไปออกตรวจ ก็ทําให้ได้ช่วยงานป้องกันด้วย แล้วก็ได้สัมผัสประชาชน ได้รู้จักประชาชน ได้รู้จักพื้นที่ แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ พนักงานสอบสวน ออกเวรกลับบ้าน เรามีพนักงานสอบสวนอยู่ ๙,๕๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นเราเสียโอกาส ของเจ้าหน้าที่ตํารวจที่จะทําหน้าที่ในการป้องกันเหตุไป ๙,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งงานป้องกัน คืองานหลักของตํารวจอยู่แล้ว การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุคือเรื่องที่ดีที่สุด ดีกว่าเกิดเหตุแล้ว จับได้ เราเสียโอกาสตรงนี้ไปนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราจะต้องแก้ไข ส่วนจะแก้ไข อย่างไร เดี๋ยวก็คงจะอยู่ในหัวข้อของการแก้ไข พอเราแบ่งอย่างนี้ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะเรื่อง งานสอบสวนอย่างเดียวนะครับ ต่อไปฝ่ายสืบก็ต้องสืบสวนให้กับฝ่ายสอบ ก็หมายความว่า ต้องสืบสวนหลังเกิดเหตุด้วย งานสืบสวนนั้นเขาไม่ได้ทําหน้าที่เฉพาะสืบสวนหลังเกิดเหตุ เขาต้องทําหน้าที่สืบสวนทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ ก่อนเกิดเหตุยกตัวอย่าง คดีที่ไม่ได้มีคู่กรณีเป็นประชาชน แต่ผู้เสียหายเป็นภาครัฐ เช่นคดีค้ายาเสพติด ผู้เสียหาย คือรัฐ ตํารวจต้องสืบ ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้ค้า จะค้าเมื่อไร อย่างไร แล้วไปจับ ขณะเกิดเหตุ นี่คือต้องสืบสวนก่อนเกิดเหตุ นี่งานตํารวจ แต่ต่อไปนี้พองานตํารวจ ต้องมาสืบสวนให้พนักงานสอบสวน ซึ่งเดิมพนักงานสอบสวน ๙,๕๐๐ คนต้องสืบสวนเองอยู่แล้ว ในคดีที่เกิดเหตุแล้ว พนักงานฝ่ายสืบสวนต้องมาสืบ ก็ทําให้งานล้นมือฝ่ายสืบสวนอีก แล้วด้วยปัญหาเรื่องของอัตรากําลัง ปรากฏว่าเราไม่ได้เพิ่มพนักงานสืบสวนตลอดเวลา ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา เราเพิ่มพนักงานสืบสวนเป็นสัดส่วนเมื่อเทียบกับสถิติคดีที่เกิดขึ้น น้อยมาก ๆ จํานวนพนักงานสอบสวนนั้นเราตกลงกับสํานักงบประมาณ ตกลงกับ ก.พ.ร. ไว้ว่า เราเพิ่มตามสัดส่วนของคดี มีคดีเท่าไรเพิ่มได้ ๑ คน แต่ฝ่ายสืบสวนเราไม่มี เพราะฉะนั้น จึงเป็นปัญหา ผมมีกรณีตัวอย่าง ผมยกตัวอย่างเลย เช่น สถานีตํารวจภูธรอําเภอเมือง สมุทรสาครมีคดีเกิดขึ้นปีละ ๓,๗๐๐ คดี มีฝ่ายสืบสวน ๓๗ คน ขณะที่บ้านแพ้วมีคดีเกิดขึ้นปีละ ๕๐๐ คดี มีพนักงานสืบสวน ๑๗ คน ๑๗ คนกับ ๓๗ คนนี้ ก็ประมาณ ๒ เท่า ๓ เท่า แต่ตัวคดีที่เกิดขึ้น ๕ คูณ ๗ เป็น ๓๕ มากกว่ากัน ๗ เท่า แต่ฝ่าย สืบสวนมีมากกว่ากันแค่ไม่ถึง ๒ เท่า เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพการสืบสวนในจังหวัดสมุทรสาคร ในตัวเมืองจะด้อยกว่าในบ้านแพ้ว ถ้าข้อมูลนี้ฝ่ายคนร้ายทราบ ถ้าเขาจะเลือกทําร้ายใครคนหนึ่ง เขาไม่ไปเลือกในบ้านแพ้วหรอก เพราะตํารวจจะสืบได้ง่ายเพราะงานน้อย เขาไปทําที่ อําเภอเมืองสมุทรสาคร นี่คือประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งเดี๋ยวเราจะต้องแก้ไขกันต่อไปนะครับ
เรื่องที่ ๒ การจัดระบบเวรเดี่ยว พนักงานสอบสวนคนเดียว ก็จัดกันมาอย่างนี้ ๓๐ ปีตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ ก็เกิดปัญหาครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตนครบาล ในเขตเมืองใหญ่ ๆ คดีเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ๒-๓ คดี มาแจ้งความก็ไม่เจอพนักงานสอบสวน อยู่อีกที่เกิดเหตุหนึ่ง กําลังไปตรวจที่เกิดเหตุก็ต้องรอเสียเวลานะครับ จะมีอยู่เป็นแค่สิบเวรก็คงได้รับเบื้องต้น แต่การตกลงใจ การตัดสินใจที่จะไปสั่งการหรืออะไรก็ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นปัญหาแล้วก็ทําไม่ทัน และที่สําคัญการทํางานคนเดียวขาดที่ปรึกษานะครับ ขาดคู่คิด และบางครั้งประสบการณ์ ยังไม่ถึง อาจจะเป็นมา ๓-๔ ปีเราก็ปล่อยเดี่ยวแล้วนะครับ อันนี้ก็เป็นปัญหาสําคัญที่เราเห็นว่า เป็นสาเหตุที่ปรากฏเป็นปัญหาออกมาให้ประชาชนไม่พึงพอใจนะครับ ทีนี้ในเรื่อง ของระบบที่ทําให้พนักงานสอบสวนขวัญกําลังใจเขาไม่ดีก็มีด้วยนะครับ นอกจากระบบงาน ที่เราจัดให้เขาแล้วเราพยายามจะดูแลพนักงานสอบสวนนะครับ เราอยากให้พนักงานสอบสวน เป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นเมื่อปี ๒๕๔๗ เราก็ปรับ คือปัญหามีมาตลอดเราก็ปรับอีก ก็ปรับให้ พนักงานสอบสวนได้เติบโตแบบปรับตําแหน่งได้ ก็คือเอาระบบเออาร์ซี (ARC) มาใช้นะครับ คือเติบโตปรับตําแหน่งได้โดยไม่ต้องมีตําแหน่งว่าง ตัวเองสามารถประเมินตัวเองได้ ปรับตําแหน่งได้ ในช่วงแรกพนักงานสอบสวนก็พอใจ แต่ปรากฏว่าตอนหลัง ๆ ก็เริ่มมีปัญหา มีปัญหาคือ พนักงานสอบสวนบางครั้งเขาไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนงาน แน่นอนงานในสายงานของตํารวจ มีหลายงานนะครับ งานปฏิบัติการ งานสายตรวจ งานจราจร งานสืบสวน งานสอบสวน บางครั้งคนเป็นพนักงานสอบสวนไประยะหนึ่งบอกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นพนักงาน สอบสวน อยากจะเปลี่ยนเป็นสารวัตรจราจรบ้าง โอกาสน้อยมาก กฎหมายไม่ห้ามครับ แต่โอกาสแทบจะไม่เกิด เพราะทันทีที่เราย้ายพนักงานสอบสวนระดับสารวัตรไปเป็นสารวัตร จราจรนะครับ ตําแหน่งตรงสารวัตรสอบสวนจะไม่สามารถแต่งตั้งใครมาแทนได้ แต่ถ้าเราย้าย สารวัตรป้องกันปราบปรามมาเป็นสารวัตรจราจร ตําแหน่งสารวัตรป้องกันปราบปรามว่าง รองสารวัตรก็สามารถขึ้นดํารงตําแหน่งได้ ยกตัวอย่างตําแหน่งให้สูง ๆ กว่านี้ดีกว่า ผู้กํากับหัวหน้าสถานี ถ้าท่านแต่งตั้งรองผู้กํากับการป้องกันปราบปรามขึ้นเป็นผู้กํากับการ หัวหน้าสถานี ตําแหน่งรองผู้กํากับ ป. จะว่าง ๑ ตําแหน่ง เพราะฉะนั้นคุณสามารถแต่งตั้ง สารวัตรอะไรก็ได้มาเป็นรองผู้กํากับการ ป. แล้วก็แต่งตั้งรองสารวัตรอีก ๑ คนมาเป็นสารวัตรได้ แต่ถ้าท่านเอาพนักงานสอบสวนที่เทียบรองผู้กํากับขึ้นเป็นผู้กํากับการสถานีท่านไม่มีสิทธิ จะแต่งตั้งอีก ๒-๓ ตําแหน่ง ไม่สามารถจะแต่งตั้งสารวัตร รองผู้กํากับการ กับรองสารวัตร ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ผู้บังคับบัญชาจึงไม่นิยมและไม่ยอมแต่งตั้งพนักงานสอบสวนเปลี่ยนงาน มาดํารงตําแหน่งหัวหน้าสถานี พนักงานสอบสวนจึงไม่มีโอกาสได้มาบริหารเป็นหัวหน้าสถานีเลย มนุษย์ครับ แรงจูงใจใครก็อยากเป็นฝ่ายบริหารนะครับ ขออนุญาตอาจารย์ครับ ศาลก็อยากเป็น อธิบดีศาล อยากเป็นประธานศาลอุทธรณ์ ใครก็อยากทั้งนั้น แต่เราไม่ให้โอกาสเขา เขาก็อยู่แบบเซ็ง ๆ อันนี้คือเรื่องของขวัญกําลังใจ ก็ต้องมาคิดว่าจะแก้อย่างไร ตรงนี้ต้องคิดนะครับ ยังไม่ได้ข้อตกผลึก ยังไม่ได้ข้อตกลงใจ
ต่อไปนะครับ เรื่องปัญหาของตํารวจกันเองในแง่ของการบริหารกําลังคน สํานักงานตํารวจแห่งชาติ มีสถานีตํารวจทั้งหมด ๑,๔๖๗ สถานี เราก็จัดสรรกําลังพลลงไป จัดสรรพนักงานสอบสวน ลงไปตามสถานีตํารวจต่าง ๆ แต่ไม่เคยมาวิเคราะห์หรือประเมินกันอย่างละเอียดว่าที่จัดสรร ไปแล้วเขาทํางานกันอย่างไร เขามีความลําบาก เหมาะกับปริมาณงานอะไร แค่ไหน ผลจึงปรากฏอย่างนี้นะครับ เป็นมานานมากแล้ว ก็เพิ่งมาเจอนี่นะครับ ผมก็เป็นตํารวจ จนจะเกษียณแล้ว ปีที่แล้วก็มอบหมายให้มาทําเรื่องปฏิรูปตํารวจก็เลยไปศึกษาว่าทําไม ทําไมอย่างนี้ก่อนนะครับ ผมตั้งคําถามในใจว่าทําไมเราบอกว่าตํารวจขาด ๆ ผมก็นึกง่าย ๆ เครื่องคิดเลขอยู่ในมือก็เลยบอกว่าเรามีตํารวจ ๒๑๐,๐๐๐ กว่าคน มีประชาชนผมให้ ๗๐ ล้านคน ผมก็เอา ๗๐ ล้านคนหารด้วย ๒๑๐,๐๐๐ กว่าคน ๑ ต่อ ๓๐๐ กว่าคนเอง แล้วจะบอกว่าขาดได้อย่างไร ผมก็เริ่มสงสัยแล้ว ก็เลยกลับมาดูเรื่องพนักงานสอบสวน ก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมเอาสถิติคดีที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๗ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดี เรามี พนักงานสอบสวนอยู่ ๙,๕๒๑ คน เอาไปหารแล้ว ๑ คนรับ ๗๓ คดี ถ้า ๑ คนรับ ๗๓ คดี ถือว่าไม่หนักเกิน ค่าเฉลี่ยนะครับ ท่านรองโฆษกสํานักงานตํารวจแห่งชาติอํานวยเป็นพยาน ได้ว่าสมัยท่านท่านบอกว่าท่านรับปีหนึ่ง ๑๒๐ คดี ทันสบาย ๆ ๑๒๐ คดีนี่แปลงสํานวนใบแดง มาเป็นสํานวนหลักแล้วนะครับ สํานวนใบแดง ๔ สํานวนเราจะคิดเป็น ๑ เพราะมันง่าย ทํากระดาษไม่กี่แผ่น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้เราเห็นว่าถ้าอย่างนั้นที่บอกว่างานหนัก ๆ ก็ไม่ใช่สิ แต่ใช่สําหรับบางคน ไม่ใช่สําหรับบางคน เพราะเราจัดสรรเขาอย่างกระจาย ที่ไม่เท่าเทียมกัน ผมมีตัวอย่างนะครับ ตัวอย่างของสถานีที่พนักงานสอบสวนงานหนัก หนองขามมีคดีเกิดขึ้น ๒,๐๕๘ คดี มีพนักงานสอบสวน ๔ คดี คนหนึ่งรับ ๕๑๕ คดีต่อปี ต่อคนตาย รับไม่ไหวหรอกครับ แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านดูตามเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) หรือดูในเอกสารได้นะครับ แต่พอมาดูโรงพักที่พนักงานสอบสวนนั่งกินนอนกินไม่ต้องทําอะไร ปีหนึ่งรับแค่ ๔ สํานวน ที่เสาหิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ประตูเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็รับ ๔ สํานวนต่อปี ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน ๓ เดือนรับคดีเรื่องหนึ่ง แต่รับเงินประจําตําแหน่ง เท่ากับพนักงานสอบสวนที่อยู่ที่หนองขามที่รับปีละ ๕๐๐ คดี นี่คือปัญหาที่ต้องแก้ ถ้าไม่คิด จะทําอะไรปล่อยอยู่อย่างนี้ผมว่าไม่ได้เมื่อเห็นปัญหา ในภาพรวมเรามีโรงพักที่พนักงานสอบสวน เหนื่อยมาก ๆ ๕๑๔ โรงพัก หมายความว่ามีโรงพักที่มีคดีเยอะ ๆ และพนักงานสอบสวนน้อย ๆ ๕๑๔ โรงพัก และมีโรงพักที่พนักงานสอบสวนมีงานน้อยหรือว่างงาน ๙๕๓ โรงพัก ในภาพรวม ก็คือจํานวนคดีในปี ๒๕๕๗ จํานวนคดี ๔๓๙,๔๕๙ คดี รับผิดชอบโดยพนักงานสอบสวน ๓,๗๒๘ คน ส่วนคดี ๒๖๐,๖๙๔ คดีนั้นรับผิดชอบโดยพนักงานสอบสวนถึง ๕,๗๙๓ คน เพราะฉะนั้นประชาชนที่เกี่ยวข้องกับคดี ๒๖๐,๖๙๔ คงจะพึงพอใจเพราะเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพ เพราะงานไม่โหลด (Load) นัก นี่สันนิษฐานนะครับ แต่สําหรับประชาชนอีกที่เกี่ยวข้องกับ คดีทั้งหมด ๔๓๐,๐๐๐ กว่าคดีนั้นต้องไม่พึงพอใจแน่เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะทําได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ทําได้อย่างละเอียดลออเพราะงานล้นมือ นั่นคือคนส่วนใหญ่ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทําไมประชาชนถึงได้แสดงออกถึงความไม่พึงพอใจในตัวระบบงาน สอบสวนของตํารวจ เมื่อสักครู่นี้เป็นปัญหาของหน่วยงานเองในเรื่องของการกระจายกําลัง
ต่อไปเป็นเรื่องที่ไม่ทราบจะโทษรัฐหรือโทษสํานักงบประมาณ คือเรื่องของ การจัดสรรงบประมาณให้กับพนักงานสอบสวน เนื่องจากพนักงานสอบสวนของตํารวจ มีค่าใช้จ่ายในการทําคดียุบยิบ ๆ ไม่สามารถมาเบิกจ่ายได้ คือเบิกจ่ายได้ แต่ทําไม่ไหว หรอกครับ เช่นนัดพยานไว้ พอวันนี้พยานบอกว่าท่านสารวัตรครับ วันนี้ผมพร้อมครับ ท่านมาสอบผมเลยที่บ้านผมตรงนั้นตรงนี้ พนักงานสอบสวนก็ไป นั่งแท็กซี่ไป นั่งรถไป ค่าใช้จ่ายแบบนี้เบิกได้ไหม เบิกได้ ก็ต้องไปขอบิล (Bill) จากแท็กซี่มาเบิกทําเปเปอร์เวิร์ก (Paperwork) ทางเราก็เลยขอตกลงกับกระทรวงการคลังว่าอย่ากระนั้นเลย ค่าใช้จ่ายอะไร ทั้งหลายเหล่านี้เราให้ไปเป็นต่อสํานวนเลย ก็ออกมาเป็นระเบียบของสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้สูงสุดสํานวนละ ๑,๕๐๐ บาท ต่ําสุด สํานวนละ ๕๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับอัตราโทษ เพราะอันนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้ระดับหนึ่ง แต่ท่านทราบไหมครับว่าพนักงานสอบสวนวางเบิกมาจนถึงปีนี้ค้างจ่าย ปี ๒๕๕๖ ยังจ่าย ให้เขาไม่ได้ เงินไม่พอครับ เราต้องการเงินค่าสํานวนกับสถิติที่เกิดขึ้น ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดีนี้ ปีหนึ่งประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท ปีนี้ผมเช็ก (Check) ไปสํานักงบประมาณได้มา ๓๐๐ ล้านบาท เมื่อพนักงานสอบสวนรู้ว่าเงินมีไม่พอ แต่ถ้าคุณออกไปทํางาน คุณต้องควักกระเป๋าจ่ายล่วงหน้าไปก่อน แต่เมื่อคุณจ่ายล่วงหน้าคุณไม่มีหลักประกันว่า คุณจะเบิกคืนได้ไหม บางคนก็ตัดสินใจบอก ถ้าอย่างนั้นผมไม่ทําดีกว่า เขาเรียกว่า เป่าสํานวน เป่า เพราะฉะนั้นสถิติ ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ กว่าคดีที่ผมเอามาโชว์ท่าน คือเฉพาะที่เขารับนะ สํานวนที่เขาตัดสินใจว่าเขาไม่รับเป่าไปเลยเสี่ยงชีวิตเอาก็มีอีกส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องคิดแก้ว่าจะปรับอย่างไร เผอิญงบประมาณได้มาเป็นงบดําเนินงาน แต่ผมเช็ก (Check) แล้วก็ไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนผันเงินไปใช้อย่างอื่น ไม่มีครับ ได้เท่าไร จ่ายเท่านั้น ๆ แต่ไม่พอครับ เดี๋ยวจะต้องแก้ คงจะต้องคุยกับทางสํานักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง
ในเรื่องของเงินสืบสวน เงินสืบสวนของตํารวจนี่ก็จะได้เป็นกองทุนสืบสวน เราก็กําหนดไว้ว่าให้สํานวนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้ข่าวละ ๒๐,๐๐๐ บาท ข่าวสารที่สามารถ นําไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้เราจ่ายให้แหล่งข่าว ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ผมไปเห็นระเบียบ ของดีเอสไอ (DSI) ก็กําลังคิดว่าจะเอามาเป็นตัวอย่าง ของดีเอสไอ (DSI) นี่ระเบียบเขา เมื่อปี ๒๕๔๘ อัตราการจ่าย ๑ คดีนะครับ ค่าใช้จ่ายในการสืบ แต่เขารวมนะครับ เขารวมสืบสวนสอบสวนด้วย เขาบอกว่าเบิกได้เลยไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีระเบียบ อยู่ในมือครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ คงจะต้องเอามาเป็นตัวอย่าง และเชื่อว่ากระทรวงการคลังและสํานักงบประมาณ ก็คงต้องดูแลเราอย่างเท่าเทียมกัน เราจะเอาเป็นตัวอย่างก็จะไปปรับ
ต่อไปเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้ของพนักงานสอบสวน การฝึกอบรม เราขาดแคลนมากเพราะเราไม่มีงบประมาณ พนักงานสอบสวนก็จะต้องติดตามกันเอาเอง กฎหมายอะไรออกใหม่ โดยเฉพาะช่วงนี้ สปท. ขับเคลื่อน สนช. รับรู้ออกกฎหมายไป พนักงานสอบสวนไปตามเอาเอง ไม่มีระบบที่จะไปฝึก ไปอะไรเพราะว่างบประมาณ มีไม่เพียงพอ อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่นําไปสู่สาเหตุของปัญหา ที่ทําให้เกิดปัญหาอย่างที่ผมได้กล่าวแล้วนะครับ
ทีนี้มาถึงวิธีการแก้ไข ก็คงตรง ๆ เลยวิธีการแก้ไข ในสาเหตุเรื่องแรก เรื่องของการแบ่งงานออกเป็นฝ่ายสืบสวนกับฝ่ายสอบสวนแยกกัน และการจัดเวรเดี่ยว ๒ เรื่องนี้เรารวมเลยเป็นว่าเราก็แก้ปัญหาคือมี ๒ วิธี ก็คือไปแก้กฎหมายเมื่อปี ๒๕๔๗ ที่ระบุให้พนักงานสอบสวนเป็น สบ. ก็แก้ใหม่ ผมอธิบายอีกนิดหนึ่งว่าพอเรามีกฎหมาย ให้พนักงานสอบสวนคนที่จะทําหน้าที่สอบสวนได้ต้องเป็นพนักงานสอบสวนตามกฎหมาย มาตรา ๔๔ ทําให้เราขาดโอกาส บางครั้งสารวัตรจราจร สารวัตรสืบสวน สารวัตรป้องกัน รองสารวัตรป้องกันที่มีอีกโรงพักหนึ่ง สมมุติว่า ๑๐ คน เขามีคุณสมบัติจบนิติศาสตร์มา จบโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามารถเป็นพนักงานสอบสวนได้ พอเรามีกฎหมายอย่างนี้ตูม ผู้กํากับการก็ไม่สามารถจะมอบหมายให้คนเหล่านั้นมาช่วยพนักงานสอบสวนได้ เพราะกฎหมายเราไปกําหนดตําแหน่งไว้เช่นนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยู่ในเรื่องที่จะ พิจารณากันว่าเราจะปรับจะแก้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ยังไม่ปรับแก้กฎหมาย เราเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เราสามารถแก้ได้เลย ทําได้เลย ก็คือการทําให้สืบสวนกับสอบสวน เป็นทีมเดียวกัน เป็นเหมือนอยู่ในตัวคนคนเดียวกันด้วยการจัดใหม่ครับ ต่อไปนี้การเข้าเวร ของพนักงานสอบสวนเวรประจําสถานีตํารวจเราจะจัดเป็นทีมเป็นชุด ใน ๑ ชุด ก็ประกอบไปด้วยพนักงานสอบสวนหัวหน้า แล้วอาจจะมีพนักงานสอบสวนลูกทีมอีก ๒ คน ๓ คน มีฝ่ายสืบสวนมาประจําทีมมีฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ แล้วถ้าโรงพักไหนมีขนาดใหญ่ มีกําลังพลมากก็อาจจะจัดฝ่าย ป. ฝ่ายธุรการมารวมเป็นทีมได้ เมื่อเข้าเวรก็จะมานั่งอยู่ในห้องเป็นทีมงานเดียวกัน เวลาที่ประชาชนมาแจ้งความก็จะเจอ พนักงานสอบสวน สมมุติว่าทีมนี้มีพนักงานสอบสวน ๕ คน เขาก็จะพบพนักงานสอบสวน ทั้ง ๕ คน เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง คนที่จะรับฟังก็เป็นหัวหน้าระดับพันตํารวจเอก พันตํารวจโท มีประสบการณ์สูง พอรับฟังเสร็จก็หารือกับลูกน้องว่าเรื่องนี้คุณไป เรื่องนี้คุณไปดูที่เกิดเหตุ แล้วก็สั่งฝ่ายสืบเรื่องนี้คุณไปด้วยไปดูสิเบื้องต้นเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า การจัดทีมบูรณาการ ถามว่าจะทําได้หรือแบบนี้และจะดีหรือ คําตอบคือจริง ๆ แล้ว การจัดเป็นทีมงานพนักงานสอบสวน สํานักงานตํารวจแห่งชาติทํามานานมากแล้วครับ เวลาที่มีคดีใหญ่ ๆ คดีดัง ๆ ที่เป็นที่สนใจก็ออกคําสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตั้งเป็นคณะเลย ผมยกตัวอย่างจะได้เห็นชัด ๆ ท่านเข้าใจง่าย ๆ คดีระเบิดที่ราชประสงค์ ท่านสมยศก็ออกคําสั่งตั้งให้ท่านศรีวราห์เป็นหัวหน้าคณะรับผิดชอบฝ่ายสอบสวน ท่านจักรทิพย์เป็นฝ่ายสืบสวน แล้วก็มีลูกน้องอีกคณะละ ๒๐-๓๐ คน ระดมกันทํางาน ไปด้วยกันทําด้วยกัน ฝ่ายสืบสวนได้อะไรมา ฝ่ายสอบสวนประกบสอบ ๆ จนกระทั่งสามารถ จับตัวคนร้ายได้ประมาณ ๑ เดือน เหลือเชื่อมากครับ คดีนี้คนทั้งโลกมองว่าประเทศไทย ไม่มีทางจับได้ จนกระทั่งมีคนสบประมาทให้รางวัลเราก็เลยโชคดีไป นี่คือความสามารถของ ตํารวจไทยที่ทําได้นะครับ คดีเกาะเต่าก็เช่นเดียวกัน ตั้งเป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ศาลพิพากษาชัดเจนครับเรื่องนี้ แต่เรื่องของการเมือง เรื่องของกระแส ความสามารถในการ ปลุกกระแสก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ยืนยันครับว่าชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจึงมั่นใจว่าระบบนี้ ใช้ได้อยู่ เราก็จะจําลองระบบนี้มาใช้ ทําไมเราบริการประชาชนเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ และเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นความเดือดร้อน ความทุกข์ของประชาชนเราไม่บริการในลักษณะนี้ด้วย แล้วถามว่าเราทําได้ไหม ก็ทําได้ครับ เพราะว่าผมได้ให้ตัวเลขท่านแล้วว่าพนักงานสอบสวนนั้น ถ้าเอามาเกลี่ยใหม่เขาจะรับคดีปีหนึ่งไม่เกิน ๗๓ คดี ซึ่งน้อย เราสามารถที่จะให้เขารับได้ มากกว่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่จะดําเนินการนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการทบทวนกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ๑ นะครับ
แล้วก็ต่อไปเรื่องของการทบทวนระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งผมพูดให้ฟัง แล้วนะครับว่ามันต้องแก้ เรื่องของเงินเพิ่มพิเศษของพนักงานสอบสวนซึ่งเราก็พบว่า ไม่เท่าเทียมกันกับหน่วยงานสอบสวนด้วยกัน คือถ้าท่านดูในเอกสารก็จะเห็นนะครับ คือเผอิญต้องขออนุญาตนะครับ ไม่ได้มีอะไรกับดีเอสไอ (DSI) แต่เผอิญว่าเราเป็น หน่วยงานที่มีหน้าที่สอบสวนเหมือนกันถึงจะเทียบกันได้ ท่านมีเงินประจําตําแหน่งเท่าไร เราไม่ไปเทียบกับอัยการเพราะว่าคนละหน้าที่กัน เรื่องของความเจริญก้าวหน้า ของพนักงานสอบสวนอย่างที่ผมอธิบายแล้วนะครับ ในเรื่องอันเนื่องมาจากขวัญกําลังใจของเขา เรื่องแผนพัฒนาบุคคล เรื่องของการขยายงานนิติวิทยาศาสตร์ อันนี้คือประเด็นที่เราจะทํางาน ถามว่างานนิติวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้เพียงพอไหม เพียงพอที่จะพิสูจน์และใช้เป็นหลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์ได้ เพียงแต่เราต้องการกระจายให้ไปอยู่ตามภูมิภาคให้มากขึ้น ให้เกิด ความรวดเร็วมากขึ้น เรื่องของการนําเทคโนโลยีระบบไครมส์ (CRIMES) มาใช้มีประโยชน์ มากนะครับ หมายความว่าระบบไครมส์ (CRIMES) จะถูกวางไว้แล้วให้พนักงานสอบสวนใช้ พนักงานสอบสวนสามารถจะสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ได้หมด ผมเปรียบเทียบ ระบบไครมส์ (CRIMES) ของตํารวจเหมือนกูเกิล (Google) ตํารวจอยากรู้อะไรกดลงไป ระบบไครมส์ (CRIMES) จะตอบท่านเลย ตอบตํารวจนะครับ แต่นั่นหมายความว่าจะต้องมี ข้อมูลกรอกเข้าไปก่อน อันนี้เราพัฒนาได้ระดับหนึ่งแล้วแต่ยังอยู่ในขั้นที่ยังไม่ครบถ้วน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่าถ้าเราใส่ข้อมูลกรอกไปนี่นะครับ สมมุติว่าเกิดคดีขว้างหิน เรากดปึงขว้างหินตูมคดีขว้างหินที่เคยเกิดขึ้นในอดีตทั้งหมดที่ถูกคีย์ (Key) เข้าไป จะตอบมาเลยว่าพฤติกรรมการขว้างหินเป็นอย่างไร เกิดที่ไหนบ้าง อะไรบ้างแล้ว เราก็จะเอา ข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้ว่าคนเดิมหรือเปล่าที่เคยขว้างในอดีต เพราะฉะนั้นนี่คือ ระบบไครมส์ (CRIMES) นอกจากนั้นยังใช้สําหรับผู้บังคับบัญชาในการติดตามความคืบหน้า ของงานสอบสวนได้ ประชาชนมาติดตามคดีความคืบหน้าของตนเองเจอใครก็ได้ บอกเลขคดีมา เจ้าหน้าที่ก็จะกดไประบบไครมส์ (CRIMES) แล้วมันก็จะบอกได้ว่าตอนนี้เรื่องรอผลการตรวจ ทางดีเอ็นเอ (DNA) อยู่ นี่คือระบบที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นยังใช้สําหรับผู้บังคับบัญชา คือไม่ได้ตั้งใจเอามาเพื่อจะควบคุมพนักงานสอบสวน แต่เผอิญระบบมันใช้ได้ ผมตั้งคําถามกับหัวหน้าสถานีตํารวจว่าทุกวันนี้ท่านเป็นหัวหน้า สถานีตํารวจ ลูกน้องท่านเข้าเวรอยู่มีคนมาแจ้งความวันหนึ่งกี่คดี แล้วพนักงานสอบสวน รับเป็นคดีหรือไม่รับ ปฏิเสธไป เป่าไปกี่เรื่อง ท่านรู้ไหม หัวหน้าสถานีตํารวจยังอึ้งเลยเออ ไม่รู้ครับ เพราะวันหนึ่ง ๆ หัวหน้าสถานีตํารวจต้องไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไปตามเรื่องนั้น ไปประชุมที่โน่นที่นี่ ปล่อยให้ร้อยเวรนั่งอยู่ที่สถานีตํารวจ คนมาติดต่อร้อยเวรมาแจ้งความ เรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาลงประจําวันบ้าง ไม่ลงประจําวันบ้างไม่มีทางรู้เลย เพราะฉะนั้นเราจึง เชื่อว่ามีพนักงานสอบสวนบางคนที่ไม่รับสํานวนอย่างที่ผมเล่าให้ฟังแล้ว ด้วยเหตุผลที่เป็น อุปสรรคสําหรับเขาด้วย เพราะฉะนั้นระบบไครมส์ (CRIMES) จะช่วยได้นะครับ
เรื่องต่อไปเป็นข้อเสนอของท่านสมาชิกในเรื่องของการไกล่เกลี่ย เรื่องนี้ เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง แล้วก็จะดําเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น ทั้งหมดย้ําอีกครั้งว่า เราทําพร้อม ๆ กัน ไม่ได้รอให้ทําเรื่องแรกเสร็จแล้วถึงมาทํา ไม่ใช่นะครับ ทําพร้อม ๆ กัน แบ่งงานกันทํา
สําหรับวิธีการในการขับเคลื่อนในเรื่องของการจัดชุดพนักงานสอบสวน ก็เรียนยืนยันนะครับว่าผมได้ประสานกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติแล้วเขาเห็นด้วย และเขาก็ได้ ออกคําสั่งตั้งคณะทํางานในการขับเคลื่อนที่จะพัฒนาระบบงานสอบสวน สอดคล้องกับความคิดเห็น ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นผมมีแผนในการทํางานคร่าว ๆ นะครับ ก็คือหลังจากที่ผ่านสภาแล้วถ้าท่านให้ ความเห็นชอบ สภาก็คงเสนอ ครม. ครม. ก็คงออกมาเป็นมติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ก็คงต้องเอาไปดําเนินการ ซึ่งเราอาจจะไปช่วย ไประดมความคิดเห็นร่วมกัน
ประการแรกเลย คงต้องสร้างเกณฑ์มาก่อนว่าโรงพักจะจัดทีมอย่างไร ก็คงต้องเอาค่าเฉลี่ยของคดีของแต่ละสถานีมาเป็นเกณฑ์แล้วก็เฉลี่ยมาออกมาว่าคนหนึ่ง ควรจะรับคดีเท่าไร ง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าคนหนึ่งควรจะรับได้ถึง ๑๐๐ คดี เราก็เอา ๑๐๐ คดี มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็ดูว่าโรงพักนี้มีคดีเท่าไร ๆ แต่ยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าการจัดเป็นทีม เราไม่จําเป็นต้องจัดทั้ง ๑,๔๖๗ โรงพัก ผมยกตัวอย่างโรงพักเสาหินที่ผมยกตัวอย่างว่าทั้งปี มี ๔ คดี ก็ไม่จําเป็นต้องจัดเป็นทีม อันนี้เราให้อิสระ นี่คือหลักกระจายอํานาจ ให้ผู้บัญชาการเขา ให้ผู้การจังหวัดเขาไปพิจารณา แต่เราให้เกณฑ์ไป เขาก็พิจารณาเอง ปรับสภาพนะครับ เพราะฉะนั้นทันทีที่ผมเสนอความคิดเห็นเรื่องจัดทีมก็มีเสียงสะท้อนมาบอกว่าจัดได้อย่างไร ไม่ได้หรอกมันไม่เหมือนกัน จังหวัดยะลากับจังหวัดเชียงใหม่จะเหมือนกันได้อย่างไร ก็ถูก ก็ไม่ได้บอกว่าต้องเหมือนกัน ให้ท่านนั่นละ ก็หมายถึงให้ผู้บังคับบัญชาของเขานั่นละไปพิจารณา ไปคิด แต่แน่นอนทันทีที่เรื่องนี้ออกไปเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วยอาจจะมีสําหรับคนที่รักสบาย คือคนที่อยู่โรงพักแล้วทําสํานวนปีละ ๑๐ สํานวน ๑๕ สํานวน สิ้นเดือนรับเงินประจําตําแหน่ง เท่ากับคนที่ทํา ๒๐๐ สํานวน ก็คงมีคนอย่างนี้อยากอยู่ที่เดิมไม่อยากขยับไปทํางานเยอะ ๆ แต่คงต้องพูดคุยกัน แล้วก็ต้องทําความเข้าใจกันนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นสําคัญในหัวข้อหนึ่ง ที่คิดไว้ก็คือเรื่องของการประชุมสัมมนาปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ ในการทํางาน เพื่อร่วมกันขจัดปัญหาความไม่พึงพอใจของประชาชน อันนี้คือการพูดคุยกับ พนักงานสอบสวนและตํารวจทั้งประเทศว่าถึงเวลาแล้วนะ ถ้าท่านยังคิดว่าอยู่อย่างนี้ ๆ อยู่ไม่ได้หรอก รัฐบาลนี้ไม่ทํารัฐบาลหน้าเขาก็ทํา ต้องทําความเข้าใจครับ ผมเชื่อว่าตํารวจ พูดรู้เรื่องครับ ด้วยเหตุด้วยผล เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่เราจะทํา
ตัวสุดท้าย เมื่อเราจัดเป็นระบบอย่างนี้แล้วตัวชี้วัดก็สําคัญ ถ้าเราจัด เป็นทีมนะครับ ผมยกตัวอย่าง ผมลืมหลักสําคัญคือว่าที่เราได้ความคิดนี้แล้วเรายืนยันว่า ความคิดนี้ไปได้ นอกจากเรื่องที่เราบอกว่าสํานักงานเขาก็ทําเรื่องนี้มาอยู่แล้ว แล้วก็ คณะศึกษาตั้งแต่สมัยท่านวงกต มณีรินทร์ ก็ทําเรื่องนี้ ศึกษาเรื่องนี้อยู่แล้ว ปรากฏว่า มีหน่วยงานหนึ่งก็คือ สภ. เมืองนครสวรรค์เขาทําเรื่องนี้ เขาทําแล้วประสบความสําเร็จ ได้ผล ประชาชนมีความพึงพอใจนะครับ ทีนี้ในเรื่องของเกณฑ์การชี้วัด ตัวชี้วัด มันง่ายเลยครับ สมมุติว่าจังหวัดนครสวรรค์เขามีอยู่ ๔ ทีมนี่นะครับ ทีมหนึ่งก็เข้าเวร เพราะฉะนั้นก็จะมีสถิติว่าทีมเอ (Team A) ทีมที่ ๑ รับคดีมาทั้งหมด ๑๐๐ คดี ทีมที่ ๒ รับมา ๑๒๐ คดี ทีมที่ ๓ รับมา ๑๑๐ คดี ทีมที่ ๔ รับมา ๙๐ คดี เราก็จะดูว่า ๑๐๐ คดีของทีมที่ ๑ คุณสามารถสืบสวนสอบสวนจนสามารถ รู้ตัวผู้กระทําความผิดจนกระทั่งออกหมายจับ แล้วคุณจับกุมได้เท่าไร แล้วคุณสามารถ ทําสํานวนสั่งฟ้องส่งอัยการได้เท่าไร ถึงอัยการแล้ว ถ้าติดตามจนถึงว่า แล้วศาลสั่งว่าอย่างไร คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของ ๑๐๐ คดี เช่นเดียวกันกับทีมที่ ๒ เหมือนกันคุณรับ ๑๒๐ คดี แล้วคุณสืบสวนจนรู้ตัวเท่าไร ออกหมายจับเท่าไร จับได้เท่าไร สั่งฟ้องเท่าไร ก็จะเป็นสัดส่วน เปรียบเทียบชัดเจน แล้วสิ้นปีก็มาประเมินผล การจะให้บําเหน็จความชอบเรื่องขั้นเรื่องอะไร ก็จะง่ายขึ้น แล้วผู้กํากับหัวหน้าก็จะง่าย ติดตามแต่ละทีมว่าอย่างไรทีมนี้ ๆ ทีมไหน ผลงานยังไม่เข้าเป้า สัดส่วนยังน้อยก็ไล่จี้ ไล่จี้ไม่พอ ถ้าคนเขาไม่พอเสริมฝ่ายสืบเข้าไป เนื่องจากฝ่ายสืบไม่ได้มีเฉพาะในทีมของพนักงานสอบสวนนะครับ ฝ่ายสืบที่อยู่ในทีม พนักงานสอบสวนคือฝ่ายสืบหลังเกิดเหตุ แต่ยังมีฝ่ายสืบก่อนเกิดเหตุอะไรอีก ก็สามารถ จัดสรรได้ก็เป็นความคิดเป็นอิสระของหัวหน้าสถานีตํารวจนะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า แนวทางที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้คิดและได้เห็นชอบเป็นแนวทางที่น่าจะทําให้ประชาชนได้รับความพึงพอใจนะครับ และเชื่อว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาติเองก็เห็นชอบด้วยแล้วก็จะช่วยกันขับเคลื่อนต่อไป ผลที่คาดว่าจะได้รับก็ชัดเจนนะครับ แทนที่ประชาชนขึ้นไปบนโรงพักพบร้อยเวรคนเดียว อาจจะเป็นร้อยตํารวจเอก พันตํารวจตรี พันตํารวจโท หรือร้อยตํารวจตรีใหม่ ๆ กฎหมายอะไร ยังไม่รู้เรื่องก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว เปลี่ยนใหม่ไปถึงพบทั้งทีมมีทั้งพันตํารวจโท พันตํารวจเอก พันตํารวจตรีนั่งอยู่เล่าให้ฟังครั้งเดียว ฝ่ายสืบก็รู้เรื่อง ฝ่ายสอบก็รู้เรื่อง ไม่ต้องเสียเวลา มาตามคดี เดิมรับอยู่คนเดียวมาตามคดีไม่เจอร้อยตํารวจเอก ก มาเจอร้อยตํารวจเอก ข ร้อยตํารวจเอก ค ถามไม่รู้เรื่อง แต่ต่อไปนี้ ก ข ค ง อยู่ในทีมเดียวกันจะต้องรับรู้ ความคืบหน้าเท่ากัน การติดตามคดี ความคืบหน้าอะไรก็สามารถที่จะตอบได้นะครับ เพราะฉะนั้นเราหวังว่าถ้าปรับตามนี้แล้วประชาชนจะมีความพึงพอใจขึ้น ขอขอบคุณครับ