สังศิต ชี้ปัญหาความก้าวหน้า-ความดีความชอบตำรวจ ขอทบทวนระบบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙

สังศิต พิริยะรังสรรค์ หารือปัญหาการปฏิรูประบบงานสอบสวนที่ประชาชนไม่พึงพอใจ ทั้งประเด็นขาดความเป็นธรรมในการได้รับความดีความชอบ การก้าวหน้าในอาชีพที่จำกัด และขวัญกำลังใจที่ลดลง จึงเสนอให้ทบทวนเส้นทางความก้าวหน้าของพนักงานสอบสวนอย่างเหมาะสม ปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กร การสนับสนุนระหว่างฝ่าย และการจัดสอบให้สอดคล้องกับภารกิจจริง รวมถึงพิจารณาแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อยกระดับศักยภาพและรักษาขวัญกำลังใจของบุคลากรในระยะยาว

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เอกสารเรื่องการปฏิรูประบบงานบริการประชาชนในการแจ้งความ และสอบสวนนี่นะครับ ได้สรุปปัญหาของฝ่ายสอบสวนเอาไว้ ๓ ประการ ก็คือ

ประการที่ ๑ ประชาชนไม่พึงพอใจกับการทํางานของตํารวจในการรับแจ้งความ แล้วก็การสอบสวน

ประการที่ ๒ ก็คือพนักงานสอบสวนขาดขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากว่าโอกาสที่จะเติบโตตามอาชีพของตัวเองมีน้อย

ประการที่ ๓ ก็คือการที่พนักงานสอบสวนไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ในการพิจารณาเรื่องบําเหน็จความดีความชอบจากผู้บังคับบัญชาเมื่อเปรียบเทียบกับตํารวจ ในสายงานอื่นนะครับ เอกสารฉบับนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาซึ่งดีนะครับ คือเห็นว่าควรจะทบทวนหลักเกณฑ์ในการกําหนดเส้นทางความก้าวหน้าในการสอบสวน ให้เหมาะสมกับลักษณะงานที่เป็นวิชาชีพ ผมอ่านเปเปอร์ (Paper) นี้ด้วยความสนใจครับ แล้วก็คิดว่าได้จับปัญหา แล้วก็สรุปปัญหาได้ดีตามสมควร แต่ว่าก็อาจจะไม่ดีเพียงพอที่จะ แก้ปัญหาของระบบงานตํารวจที่เป็นอยู่ในขณะนี้นะครับ ท่านประธานครับ ตํารวจมีอยู่ ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ในสํานักงานตํารวจแห่งชาตินะครับ

กลุ่มแรก ก็คือผู้ที่สําเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตํารวจสามพราน ซึ่งจะมีอนาคตในอาชีพ

กลุ่มที่ ๒ เป็นตํารวจที่จบมาจากนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย คนกลุ่มนี้จะไปอยู่ในงานสอบสวนซึ่งจะไม่ค่อยมีอนาคตในอาชีพ

กลุ่มที่ ๓ ก็จะเป็นตํารวจชั้นประทวนซึ่งมีจํานวนมากที่สุดนะครับ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปัญหาของระบบงานตํารวจที่เราบอกว่าตํารวจ ไม่ค่อยมีกําลังใจทํางาน ประชาชนไปติดต่อแล้วก็ไม่มีความสุขนี่นะครับ ไม่ใช่ปัญหา ของตํารวจคนใดคนหนึ่งหรอกครับ แต่เป็นปัญหาของระบบตํารวจทั้งระบบนี่นะครับ ผมคิดว่าประเพณีการปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรตํารวจเป็นปัญหาสําคัญที่สุด ที่สมควรจะกล่าวถึงก็คือการปฏิบัติต่อพนักงานตํารวจ ที่จริงเขาเป็นพนักงานตํารวจเหมือนกัน แต่เขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกัน ผมคิดว่าอันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ถ้าหากว่า มีการปฏิบัติต่อตํารวจทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมปัญหาของตํารวจที่สรุปมา ทั้ง ๓ ประการก็น่าจะลดน้อยลง สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการปฏิบัติต่อตํารวจที่ไม่เท่าเทียมกัน ผมคิดว่ามาจากปัญหาสถาบันนิยม ระบบพวกพ้อง ระบบเครือญาติ แล้วก็ระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นทําให้ตํารวจที่จบจากสถาบันเดียวกันก็จะมีโอกาสในการเติบโตมากกว่าตํารวจ ที่จบมาจากมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปัญหาที่เราพูดถึงก็คือจะทําให้งาน ของตํารวจระหว่างฝ่ายสืบสวนกับสอบสวนมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แต่ระบบงานตํารวจ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็คือตํารวจฝ่ายสอบสวนเมื่อเกิดเหตุหลังจากที่ฝ่ายสืบสวนต้องไปทํางาน ป้องกัน เมื่อป้องกันไม่สําเร็จเกิดเหตุขึ้นมาฝ่ายสอบสวนก็เข้าไปทํา แล้วงานสืบสวน ที่จะไปช่วยเขาแบคอัพ (Backup) ก็คือฝ่ายสืบสวน หลังจากที่เกิดเหตุขึ้นมาสิ่งที่เราได้พบ ก็คือเขาไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนและการร่วมมือจากระบบงานตํารวจ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาเป็นคนที่ไม่มีอํานาจเขาก็ไม่ได้รับการสนับสนุน ผมคิดว่านี่เป็นปัญหาของระบบ ที่ต้องพยายามหาทางที่จะทําให้เกิดการบูรณาการระหว่างตํารวจด้วยกันเอง ท่านประธานครับ สิ่งที่บั่นทอนกําลังใจของพนักงานสอบสวนมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการออกข้อสอบ ตํารวจ ฝ่ายสอบสวนเขาก็จะร้องทุกข์อยู่ตลอดเวลาว่าข้อสอบไม่ตรงกับงานที่เขาทํา สิ่งที่เขามีประสบการณ์ มีการปฏิบัติไม่ได้รับการเอาออกมาเป็นข้อสอบ แต่ว่าไปออกข้อสอบ เหมือนกับไปสอบเนติบัณฑิตยสภา สอบเป็นผู้พิพากษา ซึ่งอย่างนี้ตํารวจที่เขาทํางาน เวลาอยากจะสอบทีก็ต้องมากรุงเทพฯ มากวดวิชา มาเข้าระบบติวนะครับ บางคนสอบ ตั้งหลายครั้งก็ไม่ได้เนื่องจากว่างานที่เขาทําจริง ๆ กับข้อสอบที่ออกมาเป็นคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าจะคํานึงถึงกําลังใจเขาก็ควรเอาสิ่งที่เขาทํางานมาออกเป็นข้อสอบ

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาก็คือการพิจารณา ความดีความชอบของพนักงานสอบสวน ที่ผ่านมาใช้ระบบอาวุโสหรือว่าการครองตําแหน่ง ร้อยละ ๓๓ แล้วก็ความรู้ความสามารถอีกร้อยละ ๖๗ ปัญหาก็คือผมทราบว่าในวันพรุ่งนี้ ทาง ก.ตร. จะยกเลิกระบบอาวุโสของตํารวจให้เหลือแต่ระบบการไปสอบ ผมคิดว่าการที่ ไม่นับอาวุโส การครองตําแหน่งให้เขาเลยเป็นการบั่นทอนกําลังใจของคนทํางานมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะรักษากําลังใจของคนทํางานก็ต้องรู้ว่าสิ่งที่เขามีความคาดหวังที่จะ เข้ามาประกอบอาชีพคืออะไร ถ้าเราตอบคําถามนี้ไม่ได้ขวัญและกําลังใจก็ไม่มา

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เรากําลังทําอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ก็คือเป็นเรื่องของการที่จะทําให้ประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐอย่างเป็นธรรมแล้วก็ มีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาก็คือตํารวจที่อยู่ฝ่ายสอบสวนไม่มีโอกาสโตในสายงาน ในขณะที่ ฝ่ายอื่นมีโอกาสโตมาเป็นเจ้านายเขาได้หมด แล้วคนที่โตก็ไม่จําเป็นต้องผ่านงานสอบสวนด้วย ส่วนฝ่ายสอบสวนนี้จะไปเป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายอื่นก็ทําไม่ได้ ผมคิดว่านี่คือระบบความไม่เป็นธรรม ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วถ้าหากมีตํารวจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม เวลาเขาปฏิบัติต่อประชาชนจะนึกถึงความเป็นธรรมที่จะให้แก่ประชาชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ท่านประธานได้รับทราบปัญหาที่พวกเขามีอยู่ว่าทําอย่างไร จะให้พนักงานสอบสวนเขามีอนาคต แล้วผมคิดว่าในระยะยาวแล้วอย่างไรก็ต้องแยกงานสอบสวน ออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แต่ยาวแค่ไหนผมไม่ได้บอก งานสอบสวนกับสืบสวน ต้องทํางานด้วยกันแต่แยกกันได้ครับ แล้วอย่างน้อยที่สุดในระยะเฉพาะหน้าควรแยกระบบ งานสอบสวนออกจากงานป้องกัน เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพ เติบโต ในสายงานอาชีพได้ แล้วก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้อํานาจของฝ่ายปราบปรามอีกต่อไป ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ สวัสดีครับ