อลงกรณ์ ชูแนวปฏิรูปงานสอบสวน-เน้นสมานฉันท์-ยกระดับนิติวิทยาศาสตร์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙

อลงกรณ์ พลบุตร หารือแนวทางปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำความสำคัญของงานสอบสวนของตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้เป็นทีมบูรณาการ ส่งเสริมการไกล่เกลี่ยในชั้นสถานีตำรวจ ปรับปรุงขั้นตอนการขอหมายค้นและหมายจับผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ รวมถึงการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรและเสริมสร้างนิติวิทยาศาสตร์ด้วยเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และการรับใช้ประชาชนอย่างมีคุณธรรม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายนะครับ แล้วหลังจากนั้นกรรมาธิการจะชี้แจงแล้วจะมี การลงมตินะครับ ขอท่านสมาชิกที่อยู่ภายนอก หรือประชุมอยู่ในห้องคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ได้เตรียมความพร้อมนะครับ ผมได้กดสัญญาณไฟลงมติ ซึ่งจะปรากฏไฟขึ้น ในทุกห้องที่มีการประชุมในอาคารรัฐสภา ๑ อาคารรัฐสภา ๒ แล้วก็อาคารรัฐสภา ๓ นะครับ ขอเชิญ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายในส่วนนี้นะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ได้กําหนดวิธี แนวทางในการปฏิรูป ทั้ง ๙ ข้อตามเอกสารที่แจกให้ในหน้า ๕ และหน้า ๗ นี้นะครับ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด หรือที่เรียกว่าเกาตรงถูกที่คันนั้นเองครับ และการปฏิรูปทั้ง ๙ ข้อนี้เป็นการปฏิรูปเพื่อประโยชน์ ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการปฏิรูปเพื่อองค์กรตํารวจ หรือเพื่อตัวข้าราชการ ตํารวจ หรือเพื่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งครับ ปัจจุบันนี้ผมยัง ดํารงตําแหน่งเป็นข้าราชการอยู่นะครับ ยังรับราชการตํารวจอยู่ แต่มีความคิดเหมือน ข้าราชการตํารวจที่เกษียณอายุราชการแล้วคือท่าน พลตํารวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา และท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ครับ ผมเคยทํา หน้าที่ทั้งด้านงานสืบสวน สอบสวน ป้องกัน ปราบปราม งานจราจร งานอํานวยการ แล้วก็ยังเคยทําหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยของศาลด้วย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจะขออนุญาต พูดเกินเวลาในสาระสําคัญและที่เป็นประโยชน์นะครับ

เรื่องแรกนะครับ ทั้ง ๙ ประเด็นนั้นผมในฐานะผู้มีประสบการณ์และอยู่กับ งานนี้มาโดยตรง จะขอนําเรียนว่าในประเด็นที่ ๑ ที่บอกว่าจะปรับระบบการเข้าเวรของ พนักงานสอบสวนประจําสถานีตํารวจ จากเข้าเวรคนเดียวเป็นเข้าเวรเป็นชุดพนักงานสอบสวน แบบบูรณาการ ตรงนี้ขอเรียนว่าเป็นความฝันที่ผมอยากเห็นและรอคอยการเปลี่ยนแปลง มานานแล้ว แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นในสํานักงานตํารวจแห่งชาติสักครั้งหนึ่งนะครับ วันนี้ขอถือว่าเป็นกําลังหรือแรงขับจากภายนอกไปขับเคลื่อนในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้นะครับ และปัญหาที่เพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้กล่าวสักครู่นั้น ก็จะหายไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ประชาชนมารอรับแจ้งความในหลาย ๆ เรื่อง พร้อมกัน ต่อไปนี้จะมีผู้บริหาร ในกรณีที่มีบางท่านบอกว่าพนักงานสอบสวนควรที่จะไป ให้บริการประชาชนผู้เดือดร้อนถึงบ้านพัก ถึงจุดที่เกิดเหตุ ตรงนี้สามารถทําได้ถ้ามีทีม พนักงานสอบสวน หัวหน้าทีมจะสั่งเลยว่าคดีที่ ๑ พนักงานสอบสวนคนนี้ไป คดีที่ ๒ พนักงานสอบสวนคนนี้ไป คดีจราจรเกิดอุบัติเหตุคนนี้ไป จะสามารถบริหารได้ถ้ามี ทีมพนักงานสอบสวน แต่ถ้าเป็นระบบเดิมไม่สามารถบริหารอย่างนี้ได้ครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ถือว่าพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริงครับ ผมขอเสริมอีกนิดหนึ่งครับว่า ในทีมพนักงานสอบสวนนั้นขอให้เพิ่มเติมเป็นทีมเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอม ในชั้นโรงพักด้วยครับ และทีมไกล่เกลี่ยนั้นอาจจะเป็นข้าราชการตํารวจ หรืออาจจะเป็น ข้าราชการส่วนราชการอื่น หรือเป็นอาสาสมัครภาคประชาชนก็ได้ครับ เพื่อที่จะทําให้คดี บนโรงพักนั้นมีปริมาณลดลง คดีถึงอัยการลดลง แล้วก็คดีที่ถึงศาลลดลง และที่สําคัญ เกิดการสมานฉันท์ในระดับพื้นที่ครับ

ประเด็นที่ ๒ ทบทวนการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคําสั่งที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวน ผมขอแนะนําการปรับปรุงกฎหมาย ดังนี้

กฎหมายแรก กฎหมายที่ให้อํานาจพนักงานสอบสวนและตํารวจสามารถไกล่เกลี่ย ประนีประนอมคดีศาลแขวงหรือคดีที่มีโทษเพียงเล็กน้อยเพื่อความสมานฉันท์และสงบเรียบร้อย ในสังคมได้อย่างยั่งยืน ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะว่าในอดีตไม่มีกฎหมาย อันนี้ให้อํานาจพนักงาน สอบสวน พนักงานสอบสวนเมื่อมีผู้กระทําผิดอาญามาเกิดขึ้นต่อหน้าก็ต้องดําเนินการ แจ้งข้อหาอย่างเดียว ถ้าไม่แจ้งก็จะมีผิดฐานละเว้นตามมาตรา ๑๕๗ ซึ่งมีอัตราโทษจําคุก ถึง ๑๐ ปี แต่ถ้าให้อํานาจเสียต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ตํารวจก็สามารถไกล่เกลี่ย ประนีประนอมได้ครับ แล้วก็ขอเรียนนะครับว่าประสิทธิภาพของการระงับข้อพิพาทที่สูงที่สุดนั้นไม่ใช่นําตัวผู้ต้องหา ไปฟ้องศาล ศาลสั่งลงโทษแล้วไปอยู่ในเรือนจํา จากการศึกษามาปรากฏว่าการระงับ ข้อพิพาทที่ดีที่สุดนั้นคือการที่ให้คู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่ายนั้นพึงพอใจกัน แล้วก็ยุติข้อพิพาทไปอย่าง ยั่งยืนและอยู่ร่วมกันในสังคมได้ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นจุดต้นน้ําที่จะทําให้ เกิดความสามัคคีในชุมชนได้ครับ

กฎหมายที่ ๒ ก็คือแก้ไขกฎหมายในเรื่องการควบคุมผู้ต้องหาเบื้องต้น ในชั้นสอบสวนหรือชั้นพนักงานสอบสวนให้เหมาะสมครับ ในคดีที่มีโทษเล็กน้อยอาจจะ ไม่ต้องควบคุมเลยก็ได้ หรือในคดีที่มีโทษจําคุกไม่เกิน ๓ ปี อาจจะแค่ ๔๘ ชั่วโมง แต่ในคดี ศาลจังหวัดคือโทษจําคุก ๓ ปีขึ้นไป หรือคดีอุกฉกรรจ์ควรจะมีการควบคุมถึง ๗๒ ชั่วโมง เพราะให้เวลาพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนให้แล้วเสร็จ มิฉะนั้นแล้วการสอบสวน จะไม่แล้วเสร็จต้องรีบนําตัวผู้ต้องหาไปผลัดฟ้อง ฝากขัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพักที่อยู่ ห่างไกลจากที่ทําการศาลจะเป็นอุปสรรคอย่างมาก และตรงนี้ผลสุดท้ายความลําบาก ไม่ได้ไปตกที่ตํารวจ แต่ตกที่ประชาชนเป็นผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ขอฝากนะครับ

ประเด็นที่ ๓ การแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับ และแนวทางการปฏิบัติให้สามารถ ขอหมายค้น ขอหมายจับ หรือขอผลัดฟ้อง ฝากขังผู้ต้องหาผ่านระบบคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ได้ครับ ที่ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ตํารวจนั้นต้องเดินทางนับ ๑๐๐ กิโลเมตร เพื่อมาขอหมายค้น และเดินทางกลับอีก ๑๐๐ กิโลเมตร พอดีพยานหลักฐานหายหมดแล้ว หรือการขอหมายจับที่ยุ่งยากซับซ้อนก็จะเป็นอุปสรรค ซึ่งการขอผลัดฟ้องฝากขัง หรือการขอหมายค้น หมายจับทางคอนเฟอเรนซ์ (Conference) นั้นไม่ได้ทําให้ประสิทธิภาพ ในการขอหมายค้น หมายจับ หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้าม จะเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น เกิดความรัดกุมมากขึ้น เช่นการขอหมายค้นนั้นถ้าผ่านคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ผู้ที่ทําการสืบสวนสอบสวนด้วยตนเองสามารถขอหมายค้นทางคอนเฟอเรนซ์ (Conference) กับท่านผู้พิพากษานะครับ ท่านผู้พิพากษาก็สามารถซักถามรายละเอียดผ่านคอนเฟอเรนซ์ (Conference) ได้ ดีกว่า มอบหมายตํารวจคนใดคนหนึ่งไปยื่นคําร้อง แล้วพอถามคนที่ยื่นคําร้องก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะไม่ใช่เป็นคนสืบสวนนั่นเองครับ รวมทั้งการขอหมายจับก็เช่นเดียวกันครับ จะออกหมายจับนั้นก่อนที่ท่านศาลจะเซ็นหมายจับท่านจะได้ถามซักไซ้ไล่เลียงถึงพยานหลักฐาน ความหนักแน่นของคดีว่ามีเพียงพอที่จะออกหมายจับหรือไม่ก็จะเป็นประโยชน์ครับ

ประเด็นที่ ๔ ต้องทําความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความเรื่องความผิด ในราชอาณาจักร ความผิดนอกราชอาณาจักร และอาชญากรรมข้ามชาติให้ถูกต้องชัดเจน เหตุใดต้องตีความให้ชัดเจน เพราะว่าอํานาจการสอบสวนระหว่างความผิดแต่ละประเภท ที่ผมกล่าวนั้น อํานาจการสอบสวนแตกต่างกัน ถ้านอกราชอาณาจักรหรืออาชญากรรม ข้ามชาตินั้นเป็นอํานาจของท่านอัยการ แต่ในราชอาณาจักรนั้นเป็นของตํารวจ ปัจจุบันนี้ การตีความยังไม่ชัดเจนก็อาจจะก่อให้เกิดอํานาจการสอบสวนไม่ถูกต้อง เมื่อทําการสอบสวน ไม่ถูกต้องศาลก็ต้องยกฟ้องผู้ต้องหา ในที่สุดจะเกิดความเสียหายขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้ ถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทําความชัดเจนครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องอํานาจ การสอบสวนระหว่างดีเอสไอ (DSI) กับตํารวจต้องชัดเจนครับ วันนี้ถ้าถามเพื่อนข้าราชการ ตํารวจทั่วประเทศนั้นจะบอกว่าคดีนี้ดีเอสไอ (DSI) สามารถเรียกไปทําการให้ส่งสํานวน ไปให้ได้ ดังนั้นตํารวจจะไม่เร่งทําการสอบสวนเพราะรู้ว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่วันดีเอสไอ (DSI) ก็จะมาเรียกสํานวนไปก็เลยเกิดผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรม ผลเสียต่อการรวบรวม พยานหลักฐานและการติดตามจับกุม เพราะฉะนั้นขอให้ชัดเจนตรงนี้ว่าคดีใดก็ตาม ถ้าเจ้าหน้าที่ตํารวจทําการรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบถ้วนสมบูรณ์ และจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วควรให้เจ้าหน้าที่ตํารวจทําการสอบสวนให้เสร็จ แต่ถ้าคดีใด ยังไม่ดําเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหา ถ้าดีเอสไอ (DSI) จะต้องการเอาไปสอบสวนเสียเอง ก็สามารถดําเนินการได้ อันนั้นตํารวจน่าจะเห็นด้วย แต่ถ้าจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้วเอาไป จะเกิดผลเสียครับ ยกตัวอย่างนะครับ สมมุติว่าดีเอสไอ (DSI) เอาไปสอบสวนต่อแล้วเกิด พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ ทําการสอบสวนไม่ครบถ้วนเพราะว่าอาจจะเป็นธรรมชาติ ของคดีก็ได้ที่มีความสลับซับซ้อน พอศาลยกฟ้องปุ๊บผู้ต้องหาเกิดฟ้องกลับตํารวจชั้นผู้จับกุม อันนี้ตํารวจกับดีเอสไอ (DSI) ก็จะไม่ถูกกันแล้ว จะเกิดการขัดแย้งระหว่าง ๒ หน่วยงาน ที่จริง ๒ หน่วยงานนั้นเป็นเพื่อนกัน ทํางานร่วมกัน แต่ถ้ามีเหตุนี้ขึ้นมาปุ๊บจะเกิด ความแตกแยกขึ้น ขอเรียนนะครับว่าความชัดเจนจะทําให้ประสิทธิภาพเกิดขึ้นนะครับ ในประเด็นต่อไปที่อยากจะขอนําเสนอเพิ่มเติมที่จะเป็นประโยชน์นะครับ ในประเด็นนี้สําคัญ ประเด็นที่ ๓ ให้ปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทน การสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๓๔ เหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็เพราะว่าอดีตที่กําหนดไว้ ไม่เหมาะสม และนอกเหนือจากนี้อยากให้มีความแตกต่างกันระหว่างค่าตอบแทน การทําสํานวนการสอบสวนคดีอาญาในพื้นที่ทั่วประเทศกับ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นคดีมีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากมากกว่าควรที่จะ มีค่าตอบแทนให้เหมาะสม ส่วนข้อ ๔ ทบทวน ปรับปรุงระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่ม เป็นกรณีพิเศษสําหรับตําแหน่งพนักงานสอบสวนปี ๒๕๕๓ ขอเรียนว่าพนักงานสอบสวน ทั่วประเทศก็ควรจะมีมาตรฐานหนึ่ง พนักงานสอบสวนใน ๓ จังหวัดภาคใต้และ ๔ อําเภอ ในจังหวัดสงขลาควรจะมีอีกมาตรฐานหนึ่งครับ เพราะพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติหน้าที่ ใน ๓ จังหวัดภาคใต้นั้นเมื่อรับแจ้งว่ามีเหตุเกิดขึ้นจะไม่ไปดูที่เกิดเหตุก็ไม่ได้นะครับ ต้องไปดู ที่เกิดเหตุ ออกไปดูที่เกิดเหตุแล้วไม่รู้ว่าจะไปถึงที่เกิดเหตุหรือเปล่า อาจจะโดนระเบิด ระหว่างทางก็ได้ อาจจะโดดดักระหว่างทางก็ได้ พอดูที่เกิดเหตุเสร็จแล้วไม่รู้ว่าจะกลับโรงพัก ได้หรือเปล่า หรือว่าถึงโรงพักหรือเปล่า อันนี้เป็นความหวาดเสียวและเป็นภัย แล้วก็เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้แล้วในระหว่างการสอบสวนนั้นจะต้องไปติดตามพยาน ไปสอบสวนพยาน ถึงในชุมชน ออกไปก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับโรงพักหรือเปล่า เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนตรงนี้ ควรจะให้แตกต่างจากพนักงานสอบสวนทั่วประเทศเพื่อจูงใจแล้วก็คุ้มค่ากับการเสี่ยงภัย เสี่ยงชีวิตของพนักงานสอบสวนใน ๓ จังหวัดภาคใต้ครับ

ประเด็นที่ ๕ ทบทวนหลักเกณฑ์ในการกําหนดเส้นทางความก้าวหน้า ในสายงานสอบสวนให้เติบโตตามความเหมาะสม ตรงนี้ขอเรียนนะครับ ปัจจุบันนี้เหตุที่ พี่น้องประชาชนได้รับการบริการจากพนักงานสอบสวนไม่ได้อย่างใจ แล้วก็ไม่ดีอย่างที่คิด ก็เพราะว่าพนักงานสอบสวนเองเขาก็ขาดขวัญกําลังใจ เพราะในเรื่องของความก้าวหน้า ในเรื่องของโอกาสในการโยกย้าย ตรงนี้ขอนําเสนออย่างนี้นะครับว่าพนักงานสอบสวน ควรที่จะมีโอกาสเติบโตในสายงานของเขา ตั้งแต่ร้อยตรี ร้อยโท ร้อยเอก พันตรี พันโท พอไปถึงพันเอกก็เป็นพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญในระดับกองบังคับการหรือระดับจังหวัด ซึ่งมียศต่ํากว่าผู้การจังหวัดคือพลตรี และสามารถเป็นถึงพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ระดับรองผู้บังคับการ พอเป็นพลตรีสามารถเป็นพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญในระดับภาค คือในภาคนั้นผู้บังคับบัญชาสูงสุดยศพลตํารวจโท ดังนั้นพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ในระดับภาคเป็นยศพลตํารวจตรีได้ ไม่เสียการปกครองบังคับบัญชา และเมื่อโตขึ้น เขาสามารถเป็นพนักงานสอบสวนพลตํารวจโทได้ คือเป็นผู้บัญชาการสํานักงานกฎหมาย หรือผู้เชี่ยวชาญพนักงานสอบสวนในระดับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วถ้าโตขึ้นก็เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติด้านงานสอบสวน เป็นรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ด้านสอบสวน เพราะฉะนั้นสามารถไปได้ถึงพลตํารวจเอก อันนั้นกรณีที่ ๑ หรืออีกวิธีหนึ่ง เปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวนที่มียศพันตํารวจเอกสามารถมาเป็นหัวหน้าโรงพัก ยศพันตํารวจเอกได้ เพราะฉะนั้นถ้าเปิดโอกาสให้เขาสามารถเคลื่อนย้ายตําแหน่งได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชน อันนี้ก็จะทําให้พนักงานสอบสวนนั้นมีขวัญกําลังใจดีขึ้นครับ แล้วก็สามารถทําให้งานสอบสวนนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

ประเด็นที่ ๖ จัดทําแผนพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้อย่างต่อเนื่อง สําคัญครับ ทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป พฤติกรรมของอาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไป พนักงานสอบสวนต้องติดตามทันนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา แต่งบประมาณที่ใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรพนักงานสอบสวนนั้นน้อยมากแล้วก็ถูกตัด ทุกปี ขอฝากสํานักงบประมาณด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๗ ขยายงานนิติวิทยาศาสตร์และนิติเวชศาสตร์เพื่อสนับสนุน การสอบสวนให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเพียงพอ ขอเรียนนะครับว่าในอดีตเราใช้จับตัว ผู้ต้องหามาก่อนแล้วค่อยไปขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ในปัจจุบันต้องรวบรวม พยานหลักฐานก่อนแล้วค่อยจับตัวผู้ต้องหา และที่สําคัญครับ ศาลเชื่อพยานหลักฐาน ที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าพยานบุคคล เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ทิศทางของตํารวจ ทั่วประเทศในการรวบรวมพยานหลักฐานจะเน้นนิติวิทยาศาสตร์มากขึ้น ดังนั้นจึงจะต้อง ให้ความสําคัญด้านนี้และจัดบุคลากรด้านนี้ให้เพียงพอนะครับ

ประเด็นที่ ๘ นําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานตํารวจ อันนี้ก็ถือว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะตํารวจนอกเหนือจากนี้แล้วยังมีหน้าที่คุมพยานด้วยก็สามารถนํามาประยุกต์ใช้ ในการคุมพยานได้ ลดภาระโหลด (Load) ของพนักงานสอบสวนได้ แล้วก็สามารถเอามาใช้ ในการเพิ่มประสิทธิภาพงานสอบสวนได้ เรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สําหรับติดตามตัว ผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราว เพราะขณะนี้มีหลายคดีผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวกลับไปทําความผิดใหม่ หรือผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวหลบหนีการควบคุม เป็นต้น

ประเด็นที่ ๙ สําคัญนะครับ การจัดให้มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นสอบสวน โดยนําแนวคิดกระบวนการยุติธรรมมาใช้ในเชิงสมานฉันท์ ตรงนี้สามารถดําเนินการ ได้ทันทีเลยแล้วก็จะเป็นประโยชน์ครับ

ที่ผมกล่าวมานั้นก็เป็นข้อนําเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริงนะครับ ทีนี้เมื่อสักครู่นี้ก็มีหลายท่านที่มานําเสนอว่างานสอบสวนควรจะอยู่กับ ตํารวจหรือควรจะแยกออกไป ขอเรียนนะครับว่างานสอบสวนนั้นเป็นพื้นฐานและเป็น รากฐานที่สําคัญในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ผมขอบอกก่อนนะครับว่า เป็นรากฐานของกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพเพราะอะไร ถ้าตํารวจรวบรวม พยานหลักฐานไม่สมบูรณ์ อัยการก็ไม่สามารถที่จะเอาประเด็นหรือพยานหลักฐานนั้น ไปฟ้องศาลได้ และศาลก็ไม่สามารถจะพิจารณานอกสํานวนได้ ตรงนี้ละครับถ้าตํารวจ ทําสํานวนไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ต้องหาหรือจําเลยก็ถูกปล่อยตัว แต่ถ้าทําดี มีคุณภาพ กระบวนการยุติธรรมศาลก็จะลงโทษผู้ต้องหาได้อย่างสิ้นสงสัยครับ พนักงานสอบสวน เป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ขอเรียนนะครับว่าป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรม ผมขอเรียนคําว่า ป้องกัน ก่อนแล้วกันนะครับ การป้องกัน อาชญากรรมนั้นตํารวจจะต้องมีข้อมูลว่ามีคดีอะไร เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร ใครเป็นคนทํา ใครเป็นเหยื่อ และมีสาเหตุหรือมูลเหตุเกิดจากเรื่องอะไร แล้วก็นําข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้น มาประมวลผลแล้วไปใช้ในการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก เช่น การไปตรวจตรงบริเวณนั้น บ่อยขึ้น การแก้ไขเรื่องภูมิทัศน์หรือภูมิสถาปัตยกรรมอาชญากรรม ถ้าบอกว่างานสอบสวน ไปอยู่อีกหน่วยหนึ่ง ตํารวจอีกหน่วยหนึ่งแล้วไม่ประสานข้อมูลกัน การป้องกันอาชญากรรม จะด้อยประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง แล้วผลร้ายจะตกสู่พี่น้องประชาชน

และอันที่ ๒ งานสอบสวนนั้นเป็นรากฐานของการปราบปรามอาชญากรรม คํานี้มี ๒ บทบาทนะครับ คําว่า ปราบปราม นั้น จะประกอบด้วย ปราบอาชญากร กับ คําว่า ปรามอาชญากรรม พนักงานสอบสวนที่มีความสามารถจะนํามาซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐาน ทางคดีครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อพิสูจน์ให้ศาลสิ้นสงสัยในการกระทําผิดของผู้ต้องหา หรือของผู้กระทําผิดจึงจะสามารถไปจับกุมตัวคนร้ายได้ อันนี้เรียกว่าปราบอาชญากรรม คือดึงอาชญากรรมออกมาจากชุมชน จับตัวผู้กระทําผิดให้ได้ นี่เรียกปราบ อีกอันหนึ่ง ปรามอาชญากรรม ก็คือเมื่อใดก็ตามที่มีคนกระทําผิดและมีการถูกจับกุม ผู้ที่คิดจะกระทําผิด ไม่กล้ากระทําผิด อันนี้เรียกว่า เป็นการปราบอาชญากรรม เพราะฉะนั้นงานสอบสวน จะมีผลสําคัญอย่างยิ่งต่องานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ดังนั้นสอบสวนกับป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมแยกจากกันไม่ได้ คือแยกจากการเป็นตํารวจไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตํารวจจะต้องมีสืบสวนสอบสวนอยู่ด้วยกัน คนเดียวกัน แต่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม อยู่คนละคน แต่ในโรงพักเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาเดียวกัน จะทําให้งานนั้นมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้นครับ ผมมั่นใจว่าแนวทางในการปฏิรูปทั้ง ๙ ข้อดังกล่าวไปนี้ถ้านําไปสู่การปฏิบัติ จะทําให้ทีมงานพนักงานสอบสวนทั่วประเทศยึดมั่นในอุดมคติของตํารวจที่ว่า เคารพ เอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปราณีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อ ความยากลําบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบําเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อปวงชน ดํารงตน ในความยุติธรรม กระทําการด้วยปัญญา และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

ขอบคุณมากครับ