รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๔๕/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ
วันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
สวัสดีค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม จํานวน ๒๓๘ ท่าน ครบเป็นองค์ประชุมแล้ว นะคะ ดิฉันขอดําเนินการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
คือรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง
วาระปฏิรูปที่ ๒ : การเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมือง
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ท่านกรรมาธิการพร้อมไหมคะ ถ้าเผื่อว่าท่านกรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการแถลงรายงานค่ะ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน รายงานต่อไปนี้เป็นรายงานของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะเป็นรายงานของชุดสุดท้ายของร่างแรก ซึ่งภารกิจของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองนั้นตามที่ได้กําหนดไว้ในวิสัยทัศน์ก็มีประเด็นที่ได้รับผิดชอบนํามาศึกษา หลายประเด็นด้วยกัน โดยเฉพาะประเด็นของเรื่องการปฏิรูประบบพรรคการเมือง การปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจทางการเมืองแล้วก็องค์กรอิสระ เนื่องจากว่าภารกิจของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองถ้าท่านดูก็จะเห็นว่ามันจะเกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ แล้วก็กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปทางการเมือง ได้แก่ กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นภารกิจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็จะเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญโดยตรงว่ารัฐธรรมนูญจะกําหนดหลักการไว้อย่างไร เกี่ยวข้อง กับภารกิจเหล่านี้แล้วเราถึงจะสามารถจัดทําร่างต่อไปในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นในช่วงเวลา ที่รัฐธรรมนูญยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบ การนําเสนอแนวคิดต่าง ๆ ทั้งเรื่องของระบบ พรรคการเมือง การเลือกตั้ง และองค์กรอิสระก็จะเป็นการเสนอเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหา วัตถุประสงค์ แล้วก็แนวทางการปฏิรูป และงานต่อไปก็คงจะเป็นการศึกษากลไกระบบและ กระบวนการของการทํางานที่จะทําให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญ ในอนาคต หลังจากรายงานเสร็จแล้วก็จะขอน้อมรับความคิดเห็นจากสมาชิกทุกท่าน ต่อประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะรวบรวมนําไปประมวลเพื่อประกอบ การศึกษาเป็นแนวทางสําหรับการร่าง พ.ร.บ. ต่อไปในอนาคต เนื่องจากว่าประเด็น ที่นําเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมีหลายประเด็นก็จะได้แบ่งผู้นําเสนอ ที่รับผิดชอบในแต่ละเรื่อง เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้แบ่งออกเป็น ๔ คณะอนุกรรมาธิการ คือคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองและโครงสร้างองค์กรอิสระ คณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูประบบพรรคการเมือง คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้ง แล้วก็ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเรียนรู้การปรองดองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน ทั้ง ๔ ชุดก็จะขึ้นมาร่วมในการนําเสนอรายงาน โดยจะขออนุญาต ท่านประธานนะครับที่จะมีผู้กล่าวรายงานดังต่อไปนี้
ท่านแรกก็คือเรื่องการปฏิรูประบบพรรคการเมือง โดยท่านอมร วาณิชวิวัฒน์
ท่านที่ ๒ จะนําเสนอการปฏิรูปการคัดเลือกคนดีเข้าสภา รายงานโดย พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา และท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา
ประเด็นที่ ๓ การปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะนําเสนอโดย ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์
ประเด็นที่ ๔ การปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน จะนําเสนอโดยท่านประสาร มฤคพิทักษ์ และอาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่
ประเด็นที่ ๕ การปฏิรูปสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นําเสนอโดย ท่านทรงชัย วงศ์สวัสดิ์
ประเด็นที่ ๖ การปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช
ประเด็นที่ ๗ การปฏิรูปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เสนอโดยท่านดิเรก ถึงฝั่ง
แล้วก็ประเด็นที่ ๘ การปฏิรูปคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ เสนอโดยท่านอลงกรณ์ พลบุตร
จริง ๆ แล้วเรื่องของการปราบปรามการฟอกเงิน การปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. นี้นะครับ ก็ถือว่าอยู่ในประเด็นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันเหมือนกัน ซึ่งแต่เดิมทางกรรมาธิการได้พิจารณาเสนอว่าน่าจะควบรวมกันทั้งหมด แต่ต่อมาหลังจาก ทบทวนแล้วก็มีความเห็นแตกต่างบางประการ ก็จะมีการแยกกันออกนะครับ ท่านผู้มีเกียรติ อาจจะเห็นว่านําเสนอคนเยอะ เสนอเยอะจังเลยนะครับ เดี๋ยวจะใช้เวลานานนะครับ เราได้ตกลงกันแล้วนะครับว่า ท่านประธานครับเราได้ตกลงกันแล้วว่าจะให้เสนอประเด็นละ ไม่เกิน ๑๐ นาที เพื่อความกระชับ เพราะฉะนั้นผู้นําเสนอก็จะเสนอเฉพาะสภาพปัญหา วัตถุประสงค์และแนวทางการปฏิรูปนะครับ แล้วก็ขอความกรุณาจากท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ช่วยกรุณาอภิปรายให้ความเห็นเพื่อคณะกรรมาธิการจะได้รวบรวมนําไปประมวล ทํางานต่อไปนะครับ สําหรับการนําเสนอเบื้องต้นก็เท่านี้ จะขอท่านต่อไปให้นําเสนอเลยครับ ท่านประธานครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมมีเวลา ๑๐ นาที แต่อาจจะใช้เวลาสัก ๑-๒ นาที พูดในสิ่งที่มีความสําคัญต่อความน่าเชื่อถือของรายงานชุดนี้ ท่านทั้งหลายคงทราบนะครับว่า ในช่วงที่ผ่านมามันมีข่าวออกไปในทางที่อาจจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยผมเองต้องรับผิดชอบด้วย เพราะว่าผมเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นต้นเหตุ ซึ่งเป็นต้นเหตุ ที่ขอเรียนด้วยความเคารพว่าไม่มีเจตนาจะเหมารวมหรือทําให้สภาแห่งนี้ได้รับผลกระทบกระเทือน แต่อย่างใด คือปกติเราจะมีการแถลงข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคณะปฏิรูปกฎหมาย ที่ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการอยู่ แล้วก็ในเรื่องของระบบพรรคการเมือง ในวันนั้น ก็มีผู้สื่อข่าวก็มาถามเกี่ยวกับเรื่องประเด็น ซึ่งจะมีกฎหมายของพรรคการเมืองพูดด้วยวันนั้น ซึ่งก็เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเราได้มีความคืบหน้าอะไรไปบ้าง ก็ปรากฏว่าพอแถลงจบ น้อง ๆ นักข่าวก็ไม่ได้ถาม แต่ผมก็บอกว่าช่วยถามเรื่องที่เราแถลงได้ไหมอะไรอย่างนี้ เขาก็ถาม นํามาเลยว่า สปช. จะอยู่หรือไป เสร็จแล้วผมก็ด้วยความเป็นครูบาอาจารย์ผมก็ตอบ ทุกคําถาม ผมอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต แต่ก็ต้องกราบขออภัย ถ้าหากคําพูดอะไรของผมนี้ หรือคําชี้แจงอะไรที่ผ่านมามันอาจจะทําให้ท่านทั้งหลายไม่สบายใจ ขอเรียนด้วยความเคารพว่าไม่มีเจตนานะครับ แล้วก็ยังให้ความเคารพต่อความเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน แล้วก็อยากจะให้ภาพของสภาแห่งนี้เดินหน้าต่อไป แล้วก็รายละเอียดผมจะไปพูดในวันที่ ๒๔ ซึ่งทางประธานสภาได้พูดไว้ในการประชุมลับว่า เราจะมีการพูดคุยกันเป็นกันเองในระหว่างหมู่สมาชิกด้วยกัน ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าพรรคการเมืองเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสําคัญมากต่อระบบการเมือง ของประเทศเรา ในอดีตที่ผ่านมาเราพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดจากความไม่น่าเชื่อถือ ความไม่ศรัทธาพรรคการเมืองของประชาชน บางคนเขาบอกว่าบางพรรคการเมืองไม่ต้องอาศัย ความมีชื่อเสียงของพรรคก็ได้ อาศัยผู้นําของพรรคคนใดคนหนึ่ง แล้วก็ไปรวมเอาสมาชิกที่อยู่ จากพรรคโน้นพรรคนี้เข้ามา ก็สามารถที่จะชนะการเลือกตั้งได้ ผมก็เลยมองว่าสภาพปัญหา ในอดีตแบบนั้นมันคงจะเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ถ้าหากเรามุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการเมืองกัน ไม่ว่า จะเป็นพรรคที่บริหารโดยผู้มีอํานาจทางการเมือง หรือผู้มีอํานาจทางการเงิน เขาใช้คํานี้นะครับ แล้วก็พรรคการเมืองส่วนใหญ่นั้นมีการคัดเลือกผู้สมัครเพื่อให้เข้ามาสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยไม่ผ่านกระบวนการคัดเลือกของสมาชิก ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า วันนี้พรรคการเมือง ที่มีสาขาพรรคครบทั่วประเทศที่เป็นพรรคใหญ่ ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ แต่ท่านอาจจะทราบดีว่า พรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นอดีตพรรครัฐบาล มีสาขาพรรคอยู่ ๔ สาขา เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ว่าพรรคการเมืองที่มีผู้แทนในสภามากถึง ๒๐๐-๓๐๐ คน มากขนาดที่สามารถมีเสียงข้างมากในสภา ในที่สุดแล้วมีสาขาพรรคทั่วประเทศอยู่ ๔ สาขาเท่านั้น ฟังดูแล้วก็แปลกประหลาด ในขณะที่ พรรคเล็ก ๆ บางพรรคมีอาจจะถึง ๑๐ สาขา ๒๐ สาขาก็มี ตรงนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่เราคิดว่าจะต้องแก้ปัญหา แล้วก็เลยทําให้ส่งผลถึงปัญหาหนึ่งก็คือเวลาเขาคัดเลือกผู้สมัคร เพื่อให้เรามาคัดเลือกกัน เวลาเราหย่อนบัตรเลือกตั้งลงคะแนนให้เขา เราก็เลยได้ตัวผู้สมัคร ที่ไม่มีคุณภาพ บางครั้งก็เลวร้ายถึงขนาดอ้างว่าขาดจริยธรรม คุณธรรม เพราะว่าไปศึกษา ปูมประวัติย้อนหลังกันแล้วบุคคลเหล่านี้เป็น ประทานโทษ ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า เป็นเจ้าพ่อบ้าง เป็นคนค้าของเถื่อน ประกอบอาชีพไม่สุจริต เป็นผู้ร้าย ว่าอย่างนั้นนะครับ แล้วก็ประการหนึ่งที่เราก็มองเห็นว่าพรรคการเมืองจะต้องพัฒนาต่อไป แต่ว่าวันนี้เราก็จะ เปิดโอกาสให้เฉพาะพรรคใหญ่ ๆ ที่อยู่รอดได้ พรรคการเมืองเล็ก ๆ ก็จะล้มหายตายจาก ไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะแก้ปัญหาความไม่ศรัทธาของประชาชนต่อพรรคการเมืองได้อย่างไร อันนี้ก็คือเรื่องที่เป็นสภาพปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา
ประการต่อมาครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ ในประเด็นที่ทางคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูประบบพรรคการเมืองพยายามที่จะแก้ปัญหา เราก็วางไว้ ๗-๘ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกก็คือเรื่องของหน้าที่พรรคการเมือง เราก็คงจะต้องมองล่ะครับว่า วันนี้หน้าที่พรรคการเมืองในแง่ว่าจะต้องไปรณรงค์ให้ความรู้ทางด้านประชาธิปไตย ของประชาชนมันน่าจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เราก็ตั้งคําถามกันเหล่านี้ เพราะในอดีตที่ผ่านมา หน้าที่เหล่านี้เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองหน้าที่หนึ่ง แต่บางคนก็บอกว่าบกพร่องไปบ้าง อะไรไปบ้าง
ในประการต่อมาเราจะทําให้พรรคการเมืองนั้นเป็นพรรคของประชาชน ได้อย่างไร ตรงนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการเองก็ได้มีข้อเสนอแนะว่าเราไม่ได้ไปลอกเลียนแบบ ระบอบประธานาธิบดีหรืออะไรมา แต่เรามองว่าระบบที่เขาเรียกกันว่าเป็นไพรมารี โหวต (Primary vote) ไพรมารีก็คือการหยั่งเสียงข้างต้น เพื่อที่จะส่งมอบให้กับทางผู้บริหารพรรค ได้มีอํานาจในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครน่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่จะทําให้สมาชิกพรรคที่เขา เสียค่าสมัครเข้ามา แล้วก็อุตส่าห์ที่จะมามีอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรคการเมืองแล้วนี่ ได้มีอํานาจมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่มาส่งใบสมัคร เสียค่าสมัครแล้วก็ไม่ได้มีอํานาจอะไรเลย คําว่า ไพรมารี ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี เพราะว่าในหลายประเทศทั่วโลกก็มีการใช้ระบบ หยั่งเสียงในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
ในประการต่อมาเราจะทําให้สถาบันพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางสังคมหรือว่า เป็นสถาบันทางการเมืองได้อย่างไร ถ้าจะมานิยามคําว่า สถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคม คงยืดยาวแล้วใช้เวลามาก แต่เอาเป็นว่าเราจะทําได้อย่างไรที่จะให้พรรคการเมืองที่มีหน้า มีตากันอยู่ในทุกวันนี้ ถ้าไปเช็ก (Check) กับ กกต. ก็อาจจะมีเกือบ ๗๐ พรรคการเมือง ๘๐ พรรคการเมือง พรรคการเมืองเหล่านี้จะมีสถานภาพเช่นเดียวกับ พูดง่าย ๆ นะครับ สถาบันทางการทหาร สถาบันทางการศึกษา ที่เวลาใครพูดถึงตรงนี้แล้วก็รู้ถึงความมั่นคง ความแม่นยํา ความมีเสถียรภาพ พึ่งพาได้ เป็นองค์ความรู้ เป็นที่คาดหวังได้ของสังคม นี่คือความหมายอย่างย่นย่อของสถาบันทางการเมืองที่ผมอยากให้เป็น ทางคณะอนุกรรมาธิการ ก็มีการศึกษาแล้วก็พยายามที่จะหาแนวทางที่จะไปสู่จุดนั้นให้ได้
ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราพยายาม ที่จะปรับปรุงวิธีการ มีการศึกษา เราไม่ได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศ แต่ว่าอนุกรรมาธิการ หลายท่านมีองค์ความรู้ในฐานะนักวิชาการ ไม่รู้เราก็เชิญผู้ที่มีความรู้เข้ามา เราเชิญ กกต. เข้ามาให้ข้อมูล ก็ปรากฏว่ามีระบบวิธีการหาเสียงหลากหลายมากมายในโลกนี้นะครับ ไม่ใช่ วิธีการที่จะต้องขึ้นป้ายหาเสียงอย่างเดียว บางทีก็บอกว่าเราจะให้ศาลาว่าการเมือง ให้ท้องถิ่น ให้เขต เป็นผู้รวบรวมเพื่อที่จะแก้ปัญหา ป้ายหาเสียงที่รกรุงรังตามท้องถนน แล้วก็บางครั้งไปบดบังทัศนียภาพ บางครั้งหลายท่าน ประสบอุบัติเหตุก็เพราะว่ามองไม่เห็นทาง ป้ายหาเสียงไปบดบังการมองเห็นของท่าน ตรงนี้เราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร หรือใครที่จะมาเป็นผู้ให้การสนับสนุนเงินทุนในการหาเสียง เพื่อสร้างความเท่าเทียมกัน ก็อย่างที่บอกมีกรรมาธิการหลายท่านบอกว่าเมื่อกระต่ายแข่งกับเต่า กระต่ายก็จะมีความได้เปรียบ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรถึงจะให้เต่าได้เปรียบก็บอกว่ามีการ ไปติดสเก็ต (Skate) ให้กับเต่าบ้าง อะไรประมาณนี้นะครับ ก็อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจจะ ต้องมีวิธีการมาอุดหนุนพรรคการเมืองขนาดเล็กด้วยวิธีการที่ให้ความเป็นธรรม ไม่ได้สร้าง ความเสียเปรียบให้พรรคใหญ่ หรือไม่ได้ดึงความสนใจจากพรรคใหญ่มาสู่พรรคเล็ก ในประเด็นการยุบพรรคการเมือง ทางคณะอนุกรรมาธิการยังยืนยันว่าจะต้องมีการยุบ พรรคการเมืองอยู่เช่นเดิม แต่การยุบพรรคการเมืองนั้นจะไม่ใช่เป็นการยุบโดยง่าย ไม่ใช่ว่า มีใครไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญร้องเรียน เสร็จแล้วก็มีการดําเนินคดีกันไปโดยไม่ได้ผ่าน กระบวนการยุติธรรม อย่างนั้นไม่ใช่ แต่ว่าถ้าคําพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นสิ้นสุดแล้วก็พิพากษาออกมาอย่างไรแล้ว ตรงนั้นก็จะเป็น สิ่งที่สามารถนําไปยุบพรรคการเมืองได้ ซึ่งประเด็นของการยุบพรรคการเมืองก็จะเป็น ประเด็นหลัก ๆ ประเด็นหลัก ๆ นี่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือความมั่นคงของรัฐ ถ้ามีพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดไปมีอุดมการณ์ ไปมีวิธีการ ซึ่งไปสร้างหรือมีเจตนามุ่งร้ายที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือ ความมั่นคงของรัฐแล้วจะเป็นประเด็นที่จะนําไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้ ตรงนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการของเราพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหา
อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญ นั่นก็คือเรื่องของโครงสร้างพรรคการเมือง ในอดีตที่ผ่านมา อํานาจของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นสูงมาก ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก็คงจะเห็นว่าปกติคนที่ไปเป็นกรรมการบริหารพรรค เช่น หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค พวกนี้เวลาตั้งรัฐบาลแล้วเขาก็จะเข้าไปดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็คงเป็นกระทรวงหลัก ๆ กระทรวงเกรดเอ (A) แล้วก็มีอํานาจในการชี้เป็นชี้ตาย และที่สําคัญที่สุดก็คือสามารถที่จะไปหยิบคนที่เขาเห็นว่าสมควรมาลงสมัครหรือไม่ลงสมัคร ก็ได้อํานาจมากล้น เพราะฉะนั้นในแนวทางของกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการชุดเรา เรามี โครงสร้างใหม่ซึ่งมาครอบกรรมการบริหารพรรค เราเรียกกันว่าเป็นกรรมการใหญ่ บริหารพรรค เรียกกันง่าย ๆ อย่างนั้นก็ได้นะครับ เป็นกรรมการใหญ่เหมือนกับบริษัท เหมือนอย่างธนาคาร มีบอร์ดเสร็จแล้วก็มีกรรมการบริหารที่เข้ามาควบคุมดูแลเชิงจริยธรรม คุณธรรมอะไรต่าง ๆ แบบนี้เพื่อตรวจสอบถ่วงดุล แล้วก็ที่มาของกรรมการใหญ่บริหารพรรค จะไม่ใช่ในแนวเดิมแล้ว ไม่ใช่ว่าใครมีเงินทุนหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ ๆ มาลงกับพรรคก็ได้เป็น กรรมการบริหารพรรค แม้ว่าจะเป็น ๑ ในกรรมการบริหารพรรค แต่ปรากฏว่าเสียงนั้น หนักแน่นทุกคนในพรรคต้องเชื่อฟัง จะไม่เกิดปรากฏการณ์แบบนั้น เราจะมอบอํานาจ ให้กรรมการใหญ่ชุดนี้มีที่มาจากการคัดเลือก หรือว่าเลือกตั้งโดยสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งหมายความว่าท้องถิ่นที่มีสาขาพรรคต่าง ๆ ก็สามารถที่จะส่งผู้สมัครเข้ามาได้แล้วทุกคน มีวันแมนวันโหวต (One man one vote) ก็หมายความว่า ๑ คน ๑ เสียง ตรงนี้ก็คือ ภาพรวมครับท่านผู้มีเกียรติที่เราคิดว่าถ้าชุดของเราได้ทํางานต่อไปในสภาขับเคลื่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ในอนาคตก็จะเป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะพัฒนาต่อยอดในเรื่องเหล่านี้ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา และท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ต่อไปด้วยเลยนะคะ ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ กลไกและระบบเลือกตั้ง ในหัวข้อการปฏิรูปอันนี้ก็คือเกี่ยวกับเรื่องการเลือกคนดีเข้าสภา จะแบ่งเป็น ๒ หัวข้อ หัวข้อใหญ่ ๆ ก็คือ เรื่องแรกคือเรื่องระบบเลือกตั้ง หัวข้อที่ ๒ คุณวรวิทย์ก็จะกล่าวถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมมุติฐานของเรา สภาพปัญหาของเราคือที่ผ่านมา ที่ศึกษามานี้ครับ ระบบการเลือกตั้ง ของประเทศไทยนี้ เมื่อมีรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดมักจะเกิดปัญหาขึ้น แต่ที่ผ่านมา ก็คือเสียงข้างมากเด็กขาดรู้สึกจะมีอยู่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐบาลผสมหลังจากเลือกตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ ที่ศึกษามา ส่วนใหญ่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พูดคุย กันมากแล้ว ทุกท่านก็คงรู้ว่าระบบเลือกตั้งของเราควรจะไปทางไหนอยู่แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ ก็คือระบบสัดส่วนแบบผสม คงไม่ต้องพูดรายละเอียดมาก ๆ เราประชุมกันหลายรอบแล้ว เกี่ยวกับเรื่องระบบสัดส่วนแบบผสม แต่มีข้อติติงอยู่นิดหนึ่งก็คือเรื่องกลุ่มการเมือง การรวมตัวกันง่าย ๆ เข้ามามันทําให้การรวมกลุ่มมันหละหลวม มันต่างกับที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งกําหนดว่ากลุ่มการเมืองมีในรัฐธรรมนูญ แต่บ้านเราถ้ามีแล้วจะเป็นช่องทางให้การรวมกัน ง่ายขึ้น แล้วก็การรวมเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์มันก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นการรวมกลุ่ม การเมืองจะไม่ใช่พรรคการเมืองในอุดมการณ์ของประชาธิปไตยที่แท้จริงคือไม่ใช่ พรรคมวลชนนั่นเอง
ส่วนที่ ๒ นอกจากกลุ่มการเมืองแล้วก็คือเรื่องอยากที่จะฝากทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนิดหนึ่งนะครับ อันนี้รายละเอียดที่ศึกษามาคือประชาชนส่วนใหญ่ ยังต้องพึ่งพา ส.ส. ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นสัดส่วน ส.ส. แบบแบ่งเขตประมาณ ๒๐๐ คน และสัดส่วนก็ประมาณอีก ๒๐๐ กว่าคน ก็คือควรจะเพิ่มจํานวน ส.ส. แบบเขตให้มากขึ้น ส่วนระบบเลือกตั้งจะใช้เป็นระบบเขตใหญ่เลือกเบอร์เดียวหรืออะไรก็ตาม ก็คงได้นําเสนอไปแล้ว ในญัตติที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่ประชุมของผมในอนุกรรมาธิการ ส่วนใหญ่ก็เป็น ส.ส. ที่มาจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็ได้นําเสนอมามีข้อคิดอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือแม้จะเปลี่ยน ระบบเลือกตั้งอย่างไรก็ตามก็สามารถปรับตัวได้ครับ ปัญหาคือจะทําอย่างไรไม่ให้มีการซื้อเสียง
ข้อ ๒ ก็คือทําอย่างไรคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องเป็นคนดี เปรียบเทียบก็คือเหมือนเรารับราชการ กระทําผิดกฎหมาย กระทําผิดหรืออะไรโดนลงโทษ เราคงรับราชการไม่รุ่งเรืองแน่ แต่ถ้าเกิดไม่กําหนดคุณสมบัติให้แน่นแฟ้นมากขึ้นแล้ว คนที่จะเป็นผู้ปกครองของเราคือ ส.ส. ถ้ามีคุณสมบัติที่กระทําความผิด ถูกลงโทษจําคุกอะไร ต่าง ๆ มาแล้ว มันก็คงจะยกมือไหว้ไม่สนิท ก็คือในส่วนนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในชั้น คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไปพิจารณาแล้ว ส่วนประเด็นของการคัดเลือกคนดี ที่มีคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้าม เรียนเชิญท่านวรวิทย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกครับ ที่มาของนักการเมืองก่อนหน้านี้มีเหตุที่จะต้องมาปฏิรูปประเทศ ส่วนหนึ่งก็คือปัญหามาจากนักการเมือง ฉะนั้นการปฏิรูปที่มา คุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นเรื่องที่สําคัญ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เห็นว่าควรจะมีการปฏิรูปทั้งหมด ๖ ประเด็น ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า คณะกรรมาธิการ จะตั้งข้อรังเกียจกับนักการเมือง นักการเมืองที่ดีมีเยอะครับ ฉะนั้นต้องทําอย่างไร ให้นักการเมืองที่ดีมีเยอะขึ้นและแสวงหาคนดีขึ้นมาปกครองบ้านเมือง ใน ๖ ประเด็นนี้ ประกอบด้วย
ประการแรก ให้มีระบบคัดกรองผู้สมัคร ต้องให้สมาชิกพรรคในแต่ละเขต เลือกตั้งได้เลือกคนของตัวเองก่อนเป็นลักษณะของไพรมารี โหวต ประเด็นนี้เพื่อแก้ ทุนผูกขาดแล้วก็นายทุนนักธุรกิจการเมืองใช้พรรคการเมืองเป็นบริษัทเอามาค้าขาย เสียงจะมาจาก ประชาชนโดยตรงนะครับ
ประการที่ ๒ ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบวิชาชีพด้วยเพื่อที่จะให้เกิด ความหลากหลาย รวมถึงเรื่องการหลากหลายทางชาติพันธุ์นะครับ
ประการที่ ๓ ต้องการให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เปิดเผยบัญชีภาษี ย้อนหลัง ๕ ปีเพื่อแสดงถึงการทําตัวเป็นพลเมืองที่ดี การเสียภาษีนี้เป็นหน้าที่ แล้วก็ยังบอก ที่มาของทรัพย์สินด้วย จะได้ตรวจสอบได้ง่าย ประชาชนตรวจสอบได้เองเมื่อเห็นตัวเลข การเสียภาษีย้อนหลัง ๕ ปี
ประเด็นที่ ๔ ลักษณะต้องห้ามของ ส.ส. คณะกรรมาธิการเล็งเห็นอยู่ ๔ เรื่องใหญ่ ๆ นั่นก็คือผู้ที่ถูกเคยต้องคําพิพากษาจําคุกแม้จะรอการลงโทษ ก็มาดํารงตําแหน่งไม่ได้ เว้นแต่ จะเป็นผู้ที่กระทําผิดในคดีประมาทหรือลหุโทษ
นอกจากนี้ก็ยังมีลักษณะต้องห้ามที่ใครก็แล้วแต่เคยต้องคําพิพากษาทุจริต หรือเลือกตั้งไม่สุจริตก็ห้ามมาเป็น แล้วก็พวกที่ฝ่าฝืนประมวลจริยธรรม รวมถึงเคยถูก เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนะครับ
ในประเด็นที่ ๕ ที่เสนอปฏิรูปที่มาของผู้แทนราษฎร ก็คือจะแก้ระบบอุปถัมภ์ นั่นก็คือว่าจะห้ามไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทําบุญ ใครก็คิดว่าเอ๊ะทําไม ห้ามทําบุญ ทําบุญหรือบริจาคในเขตเลือกตั้งตัวเอง ถ้าใจบุญเขตข้าง ๆ ก็มี ไปทําบุญครับ ซึ่งอันนี้เป็นแบบญี่ปุ่นเขา ซึ่งเรากําหนดไว้ ๑ ปีก่อนเลือกตั้งเพื่อไม่ให้เกิดมีบุญคุณหรือ การซื้อเสียงล่วงหน้า
ประเด็นที่ ๖ จากนี้ไปใครจะลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ถือกระเป๋าใบเดียว แล้วก็ไปซื้อเสียง แต่จะต้องแสดงตัวกับ กกต. เพื่อที่จะขอเป็นนักการเมือง อย่างน้อย ก็จะต้องไปทํากิจกรรม ไปขอขึ้นทะเบียนแล้วก็ต้องเข้ารับอบรมหน้าที่ต่าง ๆ ให้รู้ว่า การจะเป็นนักการเมืองจะเป็นอย่างไร แล้วก็ไปทํากิจกรรมให้ประชาชนเห็นตรงนี้ เกาหลีใต้เขาใช้อยู่ เมื่อประชาชนทราบข้อมูลล่วงหน้าแล้วจะได้เลือกได้ถูกต้อง ไม่ได้เลือก ตามราคาครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ นะคะ ขออนุญาตรายงานผลการพิจารณาศึกษาในประเด็นการปฏิรูป โครงสร้างองค์กรอิสระ กรณีของการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างที่เราได้ทราบกัน อยู่แล้วว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีบทบาทและมีนัยสําคัญต่อการได้คนดีเข้าสู่สภา ปัญหาฐานรากในเรื่องของการมีผู้แทนที่ดีก็คือจะต้องมีการผ่านการเลือกตั้ง การเลือกตั้ง จะต้องสุจริต เป็นธรรม เพราะฉะนั้นดิฉันขออนุญาตนําประเด็นปัญหาสําคัญ ตลอดจนเรื่อง ของวัตถุประสงค์และประเด็นปฏิรูปกล่าวโดยสรุปให้ท่านสมาชิกได้รับทราบนะคะ
ในเรื่องของประเด็นปัญหามี ๓ ประเด็นหลักที่สําคัญประกอบด้วย ปัญหา ความเป็นอิสระและคุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาเราทราบกันอยู่แล้วว่า การได้มาซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือที่เราเรียกว่า กกต. ไม่ว่าจะเป็น กกต.กลาง หรือ กกต. จังหวัดก็ตาม เราจะพบว่าปัญหาสําคัญประการหนึ่งคือความไม่เป็นกลางของผู้ทํา หน้าที่ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งหรือดําเนินการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้นในเรื่องของการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้ดําเนินการโดยตัวแทน จากฝ่ายตุลาการและฝ่ายการเมืองเป็นหลัก โดยไม่มีตัวแทนจากภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งการ มีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาในกระบวนการสรรหานี้ส่งผลต่อการทําหน้าที่เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีหน้าที่สําคัญในการที่จะ ตรวจสอบฝ่ายการเมืองโดยตรง ที่ผ่านมามักจะถูกฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารเข้ามา แทรกแซงกระบวนการสรรหาและการทํางานอยู่เสมอมา ส่งผลทําให้การสรรหา กกต. และการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. บางส่วนอาจจะไม่โปร่งใส ทําให้กระบวนการได้มาก็อาจจะ ไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นในการทํางานที่ไม่เป็นอิสระและถูกแทรกแซงของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ หน้าที่ในสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นฝ่ายประจํา ก็เป็นส่วนสําคัญ อีกส่วนหนึ่งที่ปัญหาในเรื่องของความไม่มีอิสระ ก็ส่งผลต่อการดําเนินการจัดการเลือกตั้ง
ประการที่ ๒ ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุม การกํากับ การป้องกันและ การปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครหรือ พรรคการเมืองที่ผ่านมามีความเหลื่อมล้ํา ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่มีทุนมากกว่า มักจะได้เปรียบ มักจะมีโอกาสมากกว่า นอกจากนี้แล้วพรรคการเมืองที่มีการนํานโยบาย หาเสียงที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศและประชาชนในระยะยาวมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งแบบไม่มีความรับผิดชอบ และพฤติกรรมของฝ่ายบริหารในการใช้อํานาจรัฐให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทั้งในช่วง ก่อนเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง ในส่วนของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งนั้น ปัจจุบันมีการดําเนินการ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ อันเกิดจากอุปสรรคหลายประการด้วยกัน ทั้งในแง่ของข้อจํากัดทาง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของ กกต. เช่น การที่สอบสวนการทุจริต ต้องมีการร้องเรียนต่อ กกต. ก่อน เพื่อเริ่มกระบวนการสอบสวนทําให้การปราบปราม การทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่าช้าไม่มีประสิทธิภาพ หรือการที่เจ้าหน้าที่ของสํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อจํากัดเรื่องอํานาจหน้าที่บางประการทําให้ไม่เอื้ออํานวย ต่อการสืบสวนสอบสวนกรณีพบการทุจริต ทั้งยังถูกจํากัดกรอบเวลาการประกาศผล การเลือกตั้งที่ทําให้การสืบสวนสอบสวนต้องดําเนินการอย่างเร่งรีบและอาจไม่ได้ผลครบถ้วน รอบด้าน ส่งผลให้ประสิทธิผลการนําคดีขึ้นสู่ศาลลดลง ประกอบกับปัญหาที่เกี่ยวกับ การคุ้มครองพยานในคดีที่มักถูกจ้างวานหรือข่มขู่ให้กลับคําให้การ หรือไม่ไปให้การในชั้นศาล นอกจากนี้ในแง่กลไกการลงโทษกรณีพบหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการเลือกตั้งไม่โปร่งใสก็ไม่มี ประสิทธิผล กล่าวคือผลของการเลือกตั้งใหม่ตามคําวินิจฉัยของ กกต. มักไม่แตกต่างจาก การเลือกตั้งที่มีปัญหาอยู่เดิม และปัญหาที่สําคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือการที่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง เข้าไปเป็นตัวแทนหรือหัวคะแนนให้กับ ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
ประการสุดท้าย ประการที่ ๓ ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการการเลือกตั้ง ถ้าหากเรา พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปมักจะไม่มีปัญหามากนัก แต่ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าหน้าที่บางส่วน ข้าราชการบางส่วนไม่มีความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นก็จะทําให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนสามารถที่จะเข้ามามีบทบาทแทรกแซง ในการเลือกตั้ง ส่งผลได้เปรียบเสียเปรียบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ประเด็นต่อมาเรื่องของวัตถุประสงค์ จากประเด็นปัญหาข้างต้นที่กล่าวมา ทั้งหมด ๓ ประเด็น การปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความจําเป็นเพื่อให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ อันจะส่งผล ให้การดําเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลด้วยการทํางานเชิงรุกเป็นไปอย่างราบรื่นโปร่งใสให้การเลือกตั้งเป็นธรรม
สุดท้ายเรื่องของประเด็นการปฏิรูปมี ๓ ส่วนสําคัญ ประกอบด้วย ในประเด็น ปัญหาแล้วก็วัตถุประสงค์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปในเรื่อง ของการสรรหา การเพิ่มจํานวน และการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของ กกต. และ กกต. จังหวัด เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต ยุติธรรม โปร่งใส กระบวนการสรรหา การได้มาซึ่ง กกต. กลาง และ กกต. จังหวัด จําเป็นต้องเปลี่ยนไป การสรรหานั้นจะต้องมี กรรมการสรรหาที่มีจากทุกภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง การสรรหานั้นกรรมการสรรหาจะต้อง ทําหน้าที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้ แล้วก็ตรวจสอบโปร่งใส ยกตัวอย่างเช่น การที่จะสรรหา กกต. จังหวัด เราต้องยอมรับว่า กกต. จังหวัดมีหน้าที่ทํางานควบคู่ไปกับฝ่ายประจํา คือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองคาพยพที่สําคัญ สํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งที่มีอยู่โดยทั่วไปในประเทศไทยนั้นก็มักจะมีสายการบังคับบัญชาโดยมี กกต. จังหวัดจํานวน ๕ ท่าน การได้มาซึ่ง กกต. จังหวัดทั้ง ๕ ท่านนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้จําเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการผ่านการตรวจสอบโดยสาธารณะหรือการเข้าถึงข้อมูลจากประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ในจังหวัดหนึ่งต้องการที่จะมีการสรรหา กกต. ใหม่ ซึ่งเราน่าจะมีการสรรหาใหม่ ในเร็ว ๆ นี้ จําเป็นที่จะต้องเปิดเผยว่ากรรมการสรรหาคือใคร ผู้ที่สมัครเป็นใคร แล้วสามารถ ที่จะมีช่องทางในการที่แจ้งข้อมูลข่าวสารการเข้าถึงถึงข้อมูลของบุคคลคนนั้นได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปกรณีนี้ก็จะทําให้คนที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือมีวาระซ่อนเร้นอยู่ข้างหลัง หรือมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ในเบื้องต้นก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาสมัครนะคะ เพราะฉะนั้นในการเปิดเผยข้อมูลคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็น กกต. หรือ กกต. จังหวัดนั้น ก็จะทําให้กระบวนการสรรหานั้นเพิ่มความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังจะต้องมีการกําหนดมาตรการให้สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ตรวจสอบถ่วงดุล การทํางานของ กกต. หรือ กกต. จังหวัดหรือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เป็น ฝ่ายประจํา เมื่อตรวจสอบและถ่วงดุลพบว่ามีการกระทําผิดก็จะต้องมีมาตรการในการลงโทษ ทางวินัยอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกรณีการสืบสวนสอบสวน
ส่วนที่ ๒ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างและการจัดการของ กกต. ในเชิงรุก ในกรณีนี้ก็จะต้องจัดตั้งหน่วยงานปฏิบัติการที่ทําหน้าที่เชิงรุกในการสืบสวนสอบสวน นอกจากนี้ยังจะต้องมีการสร้างระบบจริยธรรมสําหรับ กกต. กกต. จังหวัด กกต. ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนเจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วหากมี อะไรก็จะต้องมีการกําหนดมาตรการและกลไกในการลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อพบว่ามีความผิด
ในส่วนที่ ๓ การปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดิฉัน ขออนุญาตเน้นในเวลาอันจํากัดนี้ ขอเน้นเรื่องของการที่เรา ในเรื่องของด้านการจัดการ เลือกตั้งไม่จําเป็นต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการดําเนินการจัดการเลือกตั้งหรือที่เราเรียกว่า กจต. เนื่องจากเมื่อได้พิจารณาข้อดีข้อเสียที่จะได้รับโดยเฉพาะความเสี่ยงจากการที่ กจต. ประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการ ซึ่งอาจไม่มีความเป็นอิสระและอาจขาดความเชี่ยวชาญ ในการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งไม่ใช่ภารกิจหลักของข้าราชการดังกล่าว ข้างต้น นอกจากนั้นแล้วในการทํางานของข้าราชการที่จะมาทําอยู่ในส่วนของ กจต. อาจจะ นําไปสู่การขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างหน่วยงานขึ้นแทนก็คือระหว่างส่วนของ กกต. กับ กจต. เนื่องจากเกิดความไม่เข้าใจกัน ส่วนของด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ควรปรับเพิ่มอํานาจ กกต. เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนกรณี การเลือกตั้งไม่สุจริต พร้อมทั้งจะต้องเพิ่มกลไกในการลงโทษของผู้ที่ทําหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การสืบสวนสอบสวนสํานวนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือแอบแฝง ในกรณีของการมีการร้องเรียนของผู้ลงสมัครรับการเลือกตั้ง สุดท้ายขออนุญาตสรุปว่าการ กําหนดประเด็นการปฏิรูปต่าง ๆ เหล่านี้จะมีนัยสําคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งผู้แทนที่ดี ของประเทศ แล้วก็จะทําให้ในการกําหนดนโยบายต่าง ๆ ตลอดจนการทํางานของฝ่ายบริหาร หรือตัวแทนนั้นมีผลประโยชน์ต่อชาติเป็นสําคัญค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนค่ะ ขอเชิญท่านประสาร มฤคพิทักษ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. ๑๓๒ ส่วนที่ผมรับผิดชอบในฐานะอนุกรรมาธิการชุดนี้ คือเรื่องการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ ท่านประธานครับ ผมมีเอกสารที่ทุกคนได้รับ คือเอกสารชุดนี้เผยแพร่เมื่อสักครู่นี้ มีทั้งส่วนที่เป็นสไลด์ (Slide) ท่อนบนและมีคําอธิบาย อยู่ในท่อนล่าง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่กระจ่างขึ้น ขอเรียนว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้น เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๔ วินาทีในการหย่อนบัตร แล้วก็มอบอํานาจที่จะให้กับคนจํานวนหนึ่งไปใช้อํานาจตามอําเภอใจ แต่การมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็คือการที่ประชาชนมีความตื่นตัว มีความตระหนักในสิทธิหน้าที่ของตนเอง มีความสามารถ ที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะนําไปสู่การมีส่วนร่วม ไม่เพิกเฉยต่อการฉ้อฉลของผู้ปกครองแผ่นดิน ไม่วางเฉยต่อการทุจริต อย่างนี้เป็นต้น ผมขออนุญาตใช้สไลด์ที่ได้ขออนุญาตที่จะนําเสนอผ่าน เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างขึ้นนะครับ
ประเด็นนําเสนอ ๘ ข้อ อันนี้รับรู้ตรงกันหมดนะครับ ทุกคณะรู้เรื่องหมด ประเด็นที่สําคัญคือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ขอทําความเข้าใจนะครับ ก็คือการมีทัศนคติ ความเชื่อ การแสดงออกทางการเมืองอย่างสมัครใจและอิสระ เป็นความสมัครใจและอิสระ โดยผ่านการพูด เขียน และทํากิจกรรมตามลําพังหรือร่วมกับผู้อื่น จะร่วมกับคนอื่นก็ได้ จะทําตามลําพังก็ได้ จะถูกหรือจะผิดไม่ใช่สิ่งสําคัญ แต่สําคัญก็คือการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนนะครับ
ทําไมต้องมีการปฏิรูป ก็คือเหตุผลที่เรารับรู้มาตลอดนะครับ ความเหลื่อมล้ํา ทางสังคม รวยกระจุกจนกระจาย ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ซื้อสิทธิขายเสียง นี่ก็เป็นเรื่องที่เรา รู้ ๆ กันอยู่ แต่เราก็พบว่ายังมีปัญหาจับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักทีหนึ่ง แล้วก็จับกันยากมาก วิกฤติคอร์รัปชัน (Corruption) ผลสํารวจ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เขาคอร์รัปชันกัน รับรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองนะครับ ปีหนึ่งประมาณ ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดจากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด นะครับ
วิกฤติศรัทธาต่อระบบการเมืองและนักการเมือง อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งสํารวจมาทีไรก็บอกอาชีพที่น่ารังเกียจที่สุดคืออาชีพนักการเมือง
การเผชิญหน้า ความไม่ลงรอย ความแตกแยก ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นเหตุผล ที่ต้องมีการปฏิรูป
สาเหตุของปัญหาคืออะไร ประชาธิปไตยของไทยเป็นประชาธิปไตยแบบ อุปถัมภ์และขาดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เรารับรู้กันแล้วเราก็เคยชินแล้ว เราก็เข้าใจว่าคนที่ไม่เข้าใจก็บอกว่ารัฐมีอะไรก็ให้มาเถอะ ส่วนรัฐหรือผู้นําของรัฐจํานวนหนึ่ง หรือความเข้าใจของคนจํานวนหนึ่งก็คือว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐ อะไรก็ตามรัฐจัดให้ ผู้นําทาง การเมืองคนหนึ่งพูดที่จังหวัดขอนแก่น บอกว่าประชาชนไม่ต้องทําอะไร ผมจัดการให้เอง เหตุการณ์อันนี้หลายปีมาแล้วนะครับ
ประเด็นปัญหาคืออะไรบ้าง
ขาดความตระหนักรู้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ปัญหาจากภาคสื่อ ทัศนคติ เชิงลบของภาคการเมืองและภาครัฐ การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมเป็นปัญหา เยาวชน ขาดแรงบันดาลใจ ขาดหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากล และการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ของบุคคลบางกลุ่ม บางจําพวกนะครับ
๑.๑ ที่บอกว่าขาดความตระหนักรู้ในความเป็นเจ้าของอํานาจทางการเมือง คืออะไร อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เรามีสิทธิ เราตระหนักได้ แล้วเราก็มีสิทธิ ที่จะใช้สิทธิตรงนี้ เราไม่ขายสิทธิขายเสียงได้ เราสามารถจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ เราสามารถ จะเสนอแนะได้ แต่ก็ยังขาดความตระหนักรู้นะครับ
๑.๒ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่จริงเรามี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แต่ก็รู้กันอยู่ว่าการเข้าถึงนั้นยากมาก แทนที่จะเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นรอง ก็กลายเป็นกลับข้าง ปกปิดเป็นหลักและเปิดเผยเป็นรอง ก็เลยเกิดปัญหา จนกระทั่งทุกวันนี้นะครับ
๑.๓ ปัญหาจากสื่อ เรื่องสื่อมวลชนก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งกรรมาธิการปฏิรูป สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศได้ทําหน้าที่อย่างเข้มข้น แล้วเราก็เห็นภาพว่า ในยุคหนึ่งนั้นใช้เงินปีหนึ่งประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะซื้อสื่อโดยภาครัฐขณะที่ ภาคประชาชนไม่มีสักแดงหนึ่งที่จะไปซื้อสื่อเพียงแค่ ๑ หรือ ๒ ตารางนิ้วก็ตามในหน้า หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
๑.๔ ทัศนคติเชิงลบจากภาคการเมืองและภาครัฐ ภาคการเมืองหรือภาครัฐ ถือว่าประชาชนไม่ต้องมาทําหน้าที่ประท้วง ไม่ต้องมาคัดค้าน ภาครัฐจัดให้แล้ว เมื่อภาครัฐ จัดให้ก็เดินตามภาครัฐก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นจึงเกิดการใช้อํานาจโดยไม่เป็นธรรมอย่างฉ้อฉล ผมเองไปหลายเวทีที่มีการทํา รับฟังความเห็น ก็รับรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่เขาทําเพียงพิธีกรรม แล้วในที่สุดเวทีเหล่านั้น ก็พินาศไป ยกตัวอย่างเรื่องเวทีโครงการน้ํา ๓.๕ แสนล้านบาท เป็นต้นนะครับ
การเรียนรู้และมีส่วนร่วมเป็นปัญหา เนื่องจากว่าไม่ได้รับความร่วมมือ เนื่องจากว่าภาครัฐยังมีปัญหาข้องใจว่าของจริงหรือของปลอม เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่อง ของมือที่ ๓ ก็เลยทําให้เกิดปัญหาตลอดมา
เยาวชนก็ขาดแรงบัลดาลใจนะครับ บริโภคนิยมทุกวันนี้ทําให้ความใส่ใจ ของเยาวชนไปอยู่ที่การแต่งตัว ไปอยู่ที่ความร่ํารวย ความเฉิดฉาย ความสํารวย แต่ไม่เคยใยดี กับว่าเขาโกงบ้านโกงเมืองกันเท่าไร ไม่สนใจว่าเขาขายสิทธิขายเสียงกันอย่างไรนะครับ
๑.๗ ขาดหลักเกณฑ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามมาตรฐานสากล มาตรฐานสากลเรารับรู้นะครับว่าเขาสามารถมีส่วนร่วมได้ แต่ของไทยเรายังมีขอบเขตจํากัด
การใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของบางกลุ่มนะครับ นึกภาพดูย้อนหลัง ๔-๕ ปี ที่ผ่านมาเราก็พบว่ามีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนทั่วโลกนะครับ
วัตถุประสงค์คืออะไรครับ เราต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งและอํานาจ ของประชาชน เสริมความเข้มแข็งนั้นต้องบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐนะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ เป็นไปอย่างธรรมชาติ ก็แปลว่ารัฐจะต้องเอื้ออํานวยในการทําหน้าที่ ทําไมกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญถึงบอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ก็ตรงนี้เองครับ เพราะว่าผู้ปกครองนั้นมาแล้ว ก็ไปอยู่ ๔ ปี ๕ ปี หรือ ๘ ปีเป็นอย่างมากแล้วเขาก็ไป แต่ประชาชนนั้นยังอยู่ แล้วก็ต้องอยู่ ไปนานเท่านานนะครับ
๒.๒ ปลูกฝังสนับสนุนการเรียนรู้ การอบรม การกล่อมเกลา และการสร้าง จิตสํานึก เน้นคําว่า การสร้างจิตสํานึก นี่นะครับ เพราะถ้าเผื่อไม่สร้างจิตสํานึกก็เท่ากับว่า เลยตามเลยไม่สนใจใยดี แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่คิดว่าเป็นปัญหานะครับ
ทําให้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองเข้าสู่การศึกษาในระบบ นี่ก็ยังต้องเป็น ประเด็นที่จะต้องไปว่ากันต่อ กระทรวงศึกษาธิการเคยมีวิชาหน้าที่พลเมืองแต่ก็หายไป ขณะนี้ผมคิดว่าถึงยุคแล้วครับ บ้านเมืองไม่ใช่อยู่ในมือของคนชั้นสูงเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ว่าประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคที่จะเข้ามามีส่วนร่วม การเข้ามามีส่วนร่วมก็แปลว่า ต้องเปิดโอกาส ต้องให้พลเมืองได้ใช้สิทธิ ได้มีกฎหมายรองรับ สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ในขอบเขตที่มีความรับผิดชอบ
ประเด็นการปฏิรูปมีอะไรบ้าง
๓.๑. การปฏิรูปการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งตรงนี้ก็คือการใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารนั่นเอง ทําให้การใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์ เข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เข้าถึงได้เพียง ๒๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ผ่านมาตามตัวเลขที่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้บันทึกไว้ ได้ศึกษาไว้นะครับ
๓.๒ คืออะไรครับ ปฏิรูปโครงสร้างระบบกระบวนและกระบวนทัศน์ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ทางการเมืองของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ย้ํานะครับ การเรียนรู้ทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ก็ยังเป็นเรื่องอยู่ในขอบเจตจํากัดนะครับ ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของสถาบันพระปกเกล้า ของสภาพัฒนาการเมือง ของ กกต. แต่จริง ๆ แล้วมันควรจะซึมซ่านอยู่ในทุกระบบที่เป็นการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษา นอกระบบ หาไม่แล้วการเมืองของประชาชนก็จะกลายเป็นการเมืองที่เฉื่อยเนือยไม่มี ความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองจริงถ้าเผื่อไม่ใส่ใจที่จะนําการเรียนรู้ให้เกิดผล ที่เป็นจริงได้
๓.๓ การปฏิรูปการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน การปฏิรูป การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปนะครับ ฟังเหมือน จะไม่เป็นรูปธรรม ฟังเหมือนลอย ๆ เป็นนามธรรม แต่จริง ๆ แล้วมีความพยายามที่จะ ก่อให้เกิดขึ้น มีการร่าง พ.ร.บ. การมีส่วนร่วม แต่ก็หายต๋อมไปนะครับ ขณะนี้หยิบยกขึ้นมาและคิดว่าจําเป็นต้องใช้นะครับ ถ้าเราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หมายถึง ประชาชนนะครับ ประชาชนก็จะเรียนรู้ทางการเมือง เมื่อเรียนรู้ทางการเมืองก็เกิด ความเข้าใจ ตระหนักรู้ในสิทธิหน้าที่ก็เห็นภาพว่าการเมืองมันฉ้อฉลอย่างไร จะมีส่วนร่วม ทางการเมืองอย่างไร เพราะฉะนั้น ๓ วงนี้เป็น ๓ วงที่จะเกี่ยวเนื่องเกาะเกี่ยวและไปด้วยกัน ตลอดเส้นทางนะครับ
ขอบเขตงานคืออะไรบ้าง
๔.๑ การปฏิรูปการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะของประชาชน ก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารนั่นเอง ทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โอเพน ดาตา (Open data) คือข้อมูล ที่เปิดเผย
๔.๒ คืออะไรครับ ๔.๒ คือการปฏิรูปโครงสร้างระบบ กระบวนการสร้างการ เรียนรู้ทางการเมือง ตรงนี้ก็คือเรื่องของการที่ทําให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง ถ้าเป็นไปได้ อยากให้มีการตั้งองค์กรในระดับชาติเพื่อทําให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นจริง เรียนรู้เพื่อการมีส่วนร่วม ทางการเมืองจริง ๆ หรืออย่างน้อยสถาบันที่ทําหน้าที่อยู่แล้ว เช่น สถาบันพระปกเกล้า ก็ตาม กกต. ก็ตาม คณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัยก็ตาม จะได้บูรณาการ ทําหน้าที่ตรงนี้เพื่อให้การเรียนรู้ทางการเมืองอยู่ในหัวจิตหัวใจของประชาชนอย่างแท้จริง
๔.๓ การปฏิรูปการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ตรงนี้ก็ขอความ กรุณาครับ พวกเราคิดและตกผลึกกันว่าจะต้องยกเครื่องกฎหมายการปฏิรูปตรงนี้ด้วยการ ก่อให้เกิดการมีกฎหมายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เสียทีหนึ่ง
เครือข่ายพันธมิตรมีอะไรบ้าง ภาคการเมืองก็คือกรรมาธิการวิสามัญประจํา สภาปฏิรูปแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ
๕.๔ คืออะไรครับ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคสื่อ สื่อกระแสหลัก สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ (Online) สื่อบุคคล ภาคประชาชนคือภาคประชาสังคม การวัดผลดูจากอะไรครับ โครงสร้างองค์กรเครือข่ายและภารกิจการปฏิรูปแบบต่อยอด และต่อเนื่อง นั่นก็คือไม่หยุดอยู่กับที่จะต้องมีความต่อเนื่อง ร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ปรับปรุง แก้ไขจากของเดิมแทนที่จะอยู่ใต้สํานักนายกรัฐมนตรีก็มาอยู่ใต้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ได้วางไว้ตามที่เราได้ตกผลึกกันนะครับ
ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน และ
๖.๔ คือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ก็เป็น ๓ ฉบับของกฎหมายที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชนอย่างสําคัญ
ต่อไปคือผลกระทบเชิงบวกที่จะเรียนว่าประชาชนก็จะมีความเป็นพลเมือง อย่างที่เราได้พูดกันมาตลอดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ การเมืองมีความมั่นคง เพราะว่าผู้ปกครองมาแล้วไปแต่ประชาชนยังอยู่ ประชาชนมีพลัง ในการตรวจสอบ มีพลังในการเรียนรู้ มีพลังในการมีส่วนร่วม เขาก็สามารถที่จะทําให้ การเมืองดีขึ้นได้ การมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่วัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ การมีคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น การยอมรับจากนานาประเทศ
ข้อเสนอคืออะไรครับ ข้อเสนออันนี้ก็เป็นรวม ๆ บรรจุกรอบหลักการ การปฏิรูปให้เป็นวาระการปฏิรูปประเทศไทย เพราะทั้งหลายทั้งปวงคือการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม นั่นเอง ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อคนไทยทุกคน
และสุดท้ายที่อยากจะน้อมนําวาทธรรมของเจ้าคุณพุทธทาสภิกขุบอกว่า ธรรมะกับการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ธรรมะกับการเมืองเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมืองก็สลาย เป็นการเมืองทําลายโลกขึ้นมาทันที ขอย้ํานะครับ ธรรมะกับ การเมืองแยกกันไม่ได้ ธรรมะกับการเมืองเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมือง ก็สลายเป็นการเมืองทําลายโลกขึ้นมาทันที และถ้าเผื่อจะทําให้ธรรมะกับการเมืองไปด้วยกัน ก็คือการมีส่วนร่วมทางการเมือง การเรียนรู้ทางการเมืองที่ต้องปฏิบัติอย่างเป็นจริง ที่ต้อง ได้รับการเอื้ออํานวยจากภาครัฐไม่ใช่ปล่อยตามเวรตามกรรม ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเป็นการปฏิรูปสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินค่ะ ขอเชิญท่านทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนจากจังหวัดลําพูน ในฐานะ กรรมาธิการ ปัญหาเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการก็ดีนั้นมีมานาน จนมีการกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ว่าหลังจากการปฏิรูปแล้ว เราจะต้องสร้างกลไกในการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบให้มีประสิทธิภาพ และให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้น มิได้มีเฉพาะในวงการของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีปัญหา ไปแทบทุกหย่อมหญ้าในสังคมไทยเราในปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่ในศาสนาต่าง ๆ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นที่ยอมรับกันว่าสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่า สตง. นั้นเป็นหน่วยงานหน่วยงานหนึ่งในการที่จะช่วยกันตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ของราชการ จากการที่เราได้ศึกษา แล้วก็ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายมาศึกษาในประเด็น ในการที่จะปฏิรูปสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินนั้นก็เห็นว่าในปัจจุบันนี้สํานักงานตรวจเงิน แผ่นดินก็มีปัญหาในเรื่องของเมื่อเป็นการตรวจสอบแล้วสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ไม่สามารถที่จะนําสํานวนส่งฟ้อง ส่งอัยการฟ้องคดีได้ เมื่อตรวจสอบแล้วจะต้องส่งให้ สํานักงาน ป.ป.ช. เมื่อสํานักงาน ป.ป.ช. รับเรื่องไปแล้ว ทาง ป.ป.ช. ก็จะตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาแล้วก็ทําการตรวจสอบ สอบสวนใหม่ ซึ่งทําให้สิ้นเปลืองระยะเวลา บางครั้งบางเรื่อง นั้นใช้เวลาเป็น ๑๐ ปี ไม่สามารถที่จะสรุปประเด็นปัญหาได้ ที่จะนําผู้กระทําความผิดไปฟ้อง คดีได้ มิหนําซ้ําบางครั้งทําให้ผู้กระทําผิดต้องหลุดพ้นไปโดยขาดอายุความ นี่เป็นปัญหา ที่สําคัญมากที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มาจนถึงปัจจุบันนั้น ทางสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ทําการสอบสวนการกระทําที่ประพฤติมิชอบในการ ใช้จ่ายเงินของภาครัฐทั้งหมดจํานวน ๑,๔๘๗ เรื่อง ที่ส่งไปให้สํานักงานป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ๑,๔๘๗ เรื่อง แต่ทางสํานักงาน ป.ป.ช. กําลังดําเนินการอยู่ ๒๖๓ เรื่อง ยังไม่ได้ดําเนินการ ๑,๑๘๒ เรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ กว่าจะทําเสร็จคดีขาดอายุความอีก ผู้กระทําผิดลอยนวลอีก ดังนั้นเมื่อเราได้ศึกษาเช่นนี้แล้วเราก็มีความเห็นว่าทําอย่างไรที่จะให้ การดําเนินการในการป้องปรามและปราบปรามผู้กระทําความผิดนั้นได้ถูกดําเนินคดี ได้รวดเร็ว ให้ผู้กระทําความผิดนี้มีความยําเกรงต่อผลของการกระทํานั้น จากประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้นอกจากในเรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องแล้วนี่ เรายังเห็นควรว่าที่จะต้องดําเนินการ ตามวัตถุประสงค์ เรามีวัตถุประสงค์ในการที่จะปฏิรูปสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็เพื่อที่จะให้เขาได้มีอํานาจในการที่จะตรวจสอบแล้ว เขาสามารถที่จะส่งเรื่องให้กับพนักงาน อัยการส่งฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องไปถึง ป.ป.ช.
๒. ให้มีองค์กรที่มีอิสระปราศจากการถูกแทรกแซงไม่ว่าทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนายทุนต่าง ๆ
ประการต่อมา นอกจากนั้นก็เป็นหน่วยงานในการที่จะป้องกันและ ปราบปรามที่มีประสิทธิภาพ เน้นให้เป็นองค์กรที่มีความคุ้มค่ากับงบประมาณในการใช้จ่าย มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย มีการบูรณาการในการทํางานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ส่งเสริมภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ
ในส่วนของประเด็นการปฏิรูปนั้นดังที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อกี้ว่า
๑. เราต้องให้อํานาจกับผู้ปฏิบัติงานนะครับ ให้มีอํานาจในการที่จะตรวจสอบ แล้วก็นําคดีนั้นส่งฟ้องศาลได้โดยผ่านอัยการ ให้ถือสํานวนของเจ้าหน้าที่ของ สตง. นั้นถือว่า เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นผู้มีอํานาจในการ สอบสวนได้นะครับ
นอกจากนั้นในส่วนของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดินนั้น เท่าที่ผ่านมานั้นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้นบางครั้งได้บุคคลที่มา ไม่ตรงกับงานที่จะเข้ามาทําหน้าที่ในลักษณะอย่างนี้ ไม่เข้าใจในลักษณะงาน ก็อาจจะเป็น ปัญหาได้นะครับ
๒. ในเรื่องของการจัดสรรบริหารงบประมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระ แต่ว่าการใช้จ่ายเงินงบประมาณนั้นจะต้อง ขอผ่านทางฝ่ายบริหาร และการอนุมัติงบประมาณนั้นอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ถ้าไปทําการใด ฝ่ายบริหารไม่พอใจ ไม่ชอบก็อาจจะมีการตัดงบประมาณไปจนไม่สามารถที่จะดําเนินการ ตรวจสอบได้
ในด้านบุคลากรก็ตามนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในด้านบุคลากรนั้น เนื่องจากในสภาวะปัจจุบันนี้เรามีหน่วยงานที่จะต้องทําการตรวจสอบมีจํานวนมากขึ้น แต่บุคลากรมีไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงจําเป็นต้องจัดหาบุคลากรเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การตรวจสอบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหาที่เราได้ทําการศึกษา และรวบรวมมานะครับ ก็คิดว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ยังไม่เพียงพอ คณะกรรมาธิการจึงอยาก จะรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะให้ข้อคิด และข้อแนะนําเพื่อเราจะนําไปเสริมแต่ง ปรับปรุงในการปฏิรูปสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเหมาะสมกับการปฏิรูปในครั้งนี้ต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเป็นการปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน ดิฉันขอเชิญท่านบุญเลิศ คชายุทธเดช ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช นะครับ ก็อยากจะเรียนถึงการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง องค์กรอิสระ ๒ องค์กร นั่นคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๒ องค์กรนี้เป็นข่าวในช่วงที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่าง กันมาแล้วก็มีข่าวว่าให้รวมกันนะครับ อย่างไรก็ดีคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ได้ศึกษา เป็นวาระของการปฏิรูป ได้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นสําหรับองค์กรทั้งสองนี้ ประมวลออกมาได้ ๓ ประการด้วยกันคือ
๑. มีข้อจํากัดในทางกฎหมายและบทบาทอํานาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกัน ส่งผลกระทบ ต่อการปฏิบัติงาน ทําให้เกิดช่องว่างและประชาชนสับสน ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการ ร้องเรียนหรือการขอให้ตรวจสอบการใช้อํานาจได้ ทั้งนี้การออกแบบคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญให้ไปดู ให้ไปตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็มีทั้งประชาชนละเมิดกันเองและเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดต่อประชาชน ในขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหลาย ทั้งปวง มันไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน มันจึงเกิดปัญหาขึ้นว่าเวลาประชาชน เดือดร้อนมีทุกข์จากการถูกละเมิดสิทธิ จะไปร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือ จะไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินดี อันนี้มันก็สร้างภาระให้กับประชาชน และเมื่อไปร้องก็เขา บอกว่าร้องไม่ถูก หรือร้องถูก กว่าจะคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนได้ก็ต้องใช้เวลา
ประเด็นปัญหาอันที่ ๒ ก็คือไม่มีกฎหมายรองรับการออกคําสั่งทางปกครอง หรือมาตรการลงโทษบุคคล หน่วยงาน และองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามคําวินิจฉัยหรือคําแนะนํา
ประเด็นปัญหาอันที่ ๓ ก็คือว่ากระบวนการ ขั้นตอน และการดําเนินงาน ที่ไม่ตอบสนองความต้องการของสังคม ดังนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็ศึกษา เรื่องนี้โดยกําหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ เพื่อปฏิรูปองค์กร กระบวนการ ขั้นตอนการดําเนินงานของ คณะกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มบทบาทการดําเนินงาน ในเชิงรุกให้ครอบคลุมทุกมิติทางสังคม
ประการที่ ๒ เพื่อปฏิรูปแนวทางส่งเสริมภาคพลเมืองและองค์กรสาธารณะ ภาคเอกชนเข้ามาทําหน้าที่ร่วม ก็อยากจะเรียนว่าในเอกสารที่แจกไปนั้นยังมีคําว่า พลเมือง อยู่ และต่อมาคํานี้ก็มีประเด็นเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันว่าบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องของพลเมืองเป็นใหญ่จะมีองค์กรนั่นองค์การนี่มันควรจะเป็นอย่างไร ก็ขอกราบเรียนว่าในเอกสารที่เสนอมานี้ยังเป็นพลเมืองอยู่ ซึ่งก็อยากจะฟังความเห็น ของท่าน สปช. ด้วยว่าอย่างไร
ประการที่ ๓ วัตถุประสงค์คือเพื่อปฏิรูปการปฏิบัติราชการทางปกครองให้มี อํานาจในการสั่งหรือลงโทษทางปกครอง ในการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็เชิญคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ยกกันมาเป็นคณะเลยนะครับ ตัวท่านประธาน อาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ก็นําทีมมารวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินก็มาชี้แจง เราก็ซักไซ้ไล่เลียง แล้วก็ซักถามกัน จากนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองในส่วนที่มีคณะอนุกรรมาธิการ รับผิดชอบก็อภิปรายถกเถียงกันอย่างหน้าดําคร่ําเครียด แล้วก็ความเห็นก็ต่างกันว่าควรจะ ยุบรวม ควบรวมเข้าด้วยกันเป็นองค์กรหนึ่งหรือจะคงไว้แล้วก็แยกออกไป เมื่อคณะผู้ศึกษา เห็นว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบอกว่าองค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ถ้าหากว่าจะไม่ให้ มีต่อไป ก็ขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณา คณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองก็นําเอาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้มาประกอบ แล้วก็มีความเห็นว่า ข้อดีข้อเสียของการแยกกันกับการควบรวมกัน ก้ํากึ่งกันมาก แต่เมื่อฟังความเห็นไล่เลียงกัน เป็นรายบุคคลในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองแล้ว เห็นว่าการควบรวมเข้าด้วยกันน่าจะมี ผลดีมากกว่า โดยเอาประชาชนเป็นตัวตั้งที่จะได้รับการบําบัดทุกข์บํารุงสุขในกรณี ถูกการละเมิดสิทธิ ก็อยากจะเรียนว่าในการพิจารณาให้ควบรวมนั้นเห็นว่าขอให้ตั้งชื่อ โดยคงชื่อเดิมไว้ นั่นคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน ในขณะที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาให้ตั้งชื่อว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนนะ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนี้ยังคงชื่อเอาไว้ สําหรับแนวทางในการปฏิรูปองค์กร โดยให้ทั้ง ๒ องค์กรควบรวมเข้าด้วยกัน กําหนดเอาไว้ว่าให้มีคณะกรรมการ ๑๑ คน ทําหน้าที่กําหนดนโยบายและควบคุมการดําเนินงานให้เป็นไปตามอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายบัญญัติอย่างมีประสิทธิภาพในการร่วมกันตัดสินใจ ซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจร่วมกัน ในรูปของคณะกรรมการ และมีการกําหนดหน้าที่รับผิดชอบของกรรมการแต่ละด้าน อย่างชัดเจน โดยครอบคลุมบทบาทอํานาจหน้าที่ทุกมิติ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ยังไม่ทราบว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะบัญญัติเป็นร่างออกมาให้เราได้พิจารณากันอย่างไร และเราจะให้ความเห็นชอบทั้งร่างหรือไม่
แนวทางประการที่ ๒ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อจํากัด ในอํานาจหน้าที่ในทางกฎหมาย การบังคับในทางกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะ หรือคําวินิจฉัย ทั้งมาตรการทางนโยบายต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และมาตรการ ทางปกครองต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งการประเมินผลการดําเนินงานของหน่วยงาน คณะกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยการตรวจสอบประเมินผลการดําเนินงาน ตามอํานาจหน้าที่ ในกฎหมายที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ โดยองค์กรตรวจสอบ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้การดําเนินงานขององค์กรนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะต้องมีการกําหนดมาตรการในการรับเรื่อง หรือการดําเนินการตรวจสอบตามอํานาจหน้าที่ ในกรณีที่ข้อเท็จจริงได้เกิดการทับซ้อน โดยมีการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพ และละเมิดต่อ สิทธิมนุษยชนในคราวเดียวกัน เพื่อมิให้ช่องว่างในการเข้าสู้สิทธิการได้รับการคุ้มครอง ตามหลักการของกฎหมายและหลักสากลในด้านสิทธิมนุษยชน ก็กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกว่า จากการได้รับฟังคําชี้แจงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มา พบกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ให้ความสําคัญต่อนานาชาติที่ประเทศไทยเราเข้าไป ร่วมเป็นภาคีของสหประชาชาติอยู่ แล้วก็มีกฎบัตรอะไรต่าง ๆ มากมาย ภาพลักษณ์ ของประเทศเราในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง นั่นเป็นหน้าตาและภาพลักษณ์ของประเทศของเราที่จะไม่ต้องถูกจัดอันดับไว้ท้าย ๆ ว่า ปล่อยให้มีการล่วงล้ําก้ําเกินในสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการมีองค์กรให้ควบรวมมาก็จริงแต่ยังคง ชื่อของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่ โดยให้ขึ้นชื่อเป็นชื่อแรกขององค์กร เมื่อยุบรวมแล้ว นั่นคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็มีเรื่อง ที่อยากจะกราบเรียนและต่อไปก็คงจะได้รับฟังความเห็นของท่านสมาชิกครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเป็นการปฏิรูปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินค่ะ ขอเชิญท่านดิเรก ถึงฝั่ง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายดิเรก ถึงฝั่ง จะขออนุญาตใช้เวลาสรุปสั้น ๆ ไม่เกิน ๒ นาทีว่า ปัญหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนั้น ปัญหาเรื่องการฟอกเงิน นับวันจะลึกลับซับซ้อนมากขึ้นในการที่จะซุก จะเก็บ จะฟอกเงินทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ และคณะกรรมการชุดนี้เรามีปัญหาหลายประการ มีศักยภาพยังไม่เพียงพอที่จะติดตามเรื่อง ของการฟอกเงินได้อย่างละเอียดรอบคอบ เนื่องจากว่าความไม่เป็นอิสระ การขาด การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ปัญหาทางด้านกฎหมาย ทําให้ไม่สามารถที่จะไป ติดตามประสานงานได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของเรา ก็ได้นําเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และได้นําเสนอไว้อย่างละเอียดพอสมควรแล้วในเอกสารที่แจก ให้กับท่านนะครับ ก็จะสรุปเพียงว่าจากปัญหาที่มันเกิดขึ้นนับวันจะมากขึ้นนั้นเราจะหา วิธีการป้องกันอย่างไร แนวทางปฏิรูปของเราจึงต้องสร้างความเข้มแข็ง สร้างความอิสระ ให้กับคณะกรรมการชุดนี้เพื่อให้คณะกรรมการชุดนี้ได้ทําหน้าที่ได้อย่างเต็มกําลัง ความสามารถ และที่สําคัญที่สุดก็คือสามารถประสานงานกับทุกหน่วยได้ หน่วยต่าง ๆ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขอข้อมูลไปนั้นจะปฏิเสธไม่ได้ เพื่อจะนํา มาสู่การแก้ปัญหา นําไปสู่การจับกุมดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพราะฉะนั้นเราได้ นําเสนอไว้ในเอกสารอย่างเรียบร้อยแล้ว และที่สําคัญที่สุดสิ่งที่เราต้องการก็คือการได้รับ ความร่วมมือกับประชาชนในการชี้เบาะแส เพราะฉะนั้นผมจึงขออนุญาตสรุปเพียงแค่นี้ว่า สิ่งที่เราต้องการกระทําก็คือต้องการเพิ่มศักยภาพของคณะกรรมการชุดนี้ให้มีศักยภาพ ในการติดตามมากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเป็นเรื่องการปฏิรูปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขอเชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร ค่ะ
ขอประทานโทษ ไม่ทราบท่านอยู่ไหนนะครับ เมื่อเช้าเห็นบอกว่าไม่ค่อยสบาย แต่เป็นผู้รับหน้าที่ว่า จะมานําเสนอ แต่ไม่เป็นไรนะครับ
ขอเชิญค่ะ
เรื่องของ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย มีทั้งบทบาทสําคัญ ๆ ก็คือ ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แล้วก็มี ป.ป.ท. คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ แล้วก็ยังมีเรื่องของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน ทั้ง ๓ องค์กรจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ซึ่งเรื่อง ของการฟอกเงินนั้นก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ในส่วนของ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ขออนุญาตพูดสั้น ๆ อย่างนี้เราได้เชิญหน่วยงานทั้ง ๒ หน่วยมาพบปะพูดคุย ก่อนหน้านี้ทุกท่านทราบนะครับว่า การทุจริตไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือนักการเมืองก็อยู่กันที่ ป.ป.ช. ทั้งหมด โดย ป.ป.ช. เป็นคนดูแล แต่ว่าต่อมาบอกว่ามีปัญหาเรื่องคดีทุจริตมากเหลือเกิน น่าจะมีการแยกกัน แล้วก็มีมติว่าให้แยกการทุจริตภาครัฐออกจาก ป.ป.ช. โดยให้ ป.ป.ช. รับผิดชอบดูแล การทุจริตของนักการเมืองทั้งหมด รวมทั้งข้าราชการตั้งแต่ระดับ ๙ หรือเทียบเท่าเป็นต้นไป ส่วนข้าราชการตั้งแต่ระดับ ๘ ลงมาให้มีหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งมารับผิดชอบ แล้วก็ เรียกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือว่า ป.ป.ท. แล้วให้ไป สังกัดอยู่ที่กระทรวงยุติธรรม ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ หลังจากการศึกษาของเราก็พบว่า การทํางานของ ป.ป.ท. นั้นมีกฎหมายตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ นะครับ แต่ปรากฏว่ากว่าจะมี กรรมการทํางานได้ก็ปี ๒๕๕๔ ขึ้นปี ๒๕๕๕ และจากปี ๒๕๕๑ มาถึงปัจจุบันเปลี่ยน เลขาธิการไปแล้ว ๘ คน ก็จากการสอบถามก็ดูจาก พ.ร.บ. ก็พบว่าเลขาธิการแต่งตั้ง โดยอํานาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการของ ป.ป.ท. ไม่มีอํานาจ เกี่ยวข้องกับทางเลขาธิการ กรรมการก็เห็นว่าเวลาจะสั่งการอะไรให้ฝ่ายเลขาธิการ ดําเนินการก็จะยุ่งยากมาก แล้วก็ถ้าเลขาธิการไปทํางานอะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับข้าราชการ ที่ประพฤติมิชอบแล้วเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองเลขาฯ ถูกสั่งย้ายได้เลย ก็เป็นที่ฉงนกันว่ากฎหมายนี้ออกมาได้อย่างไรว่าคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องการทุจริต ไปอยู่ภายใต้อํานาจของฝ่ายการเมือง แล้วก็ถ้าดูจากคดีเขาบอกว่าตั้งแต่ตั้งมา ป.ป.ท. นี้ ตั้งมาปี ๒๕๕๑ แล้วกว่าจะทํางานได้ มีคดีร้องเรียนขึ้นไปสัก ๑๗,๐๐๐ คดี ตรวจสอบแล้ว สัก ๙,๐๐๐ คดี ส่งฟ้องอัยการได้สัก ๙๓ คดี ท่านจะเห็นนะครับว่าปริมาณของความผิด ที่เกิดขึ้นกับเรื่องของการติดตามหรือดําเนินการกับผู้ที่ทุจริตจริง ๆ ทําได้น้อยมาก แล้วก็ยังมี ปัญหาที่ทับซ้อนกันเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ท. แล้วไปเกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. ต้องส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช. อีก ก็เลยยิ่งทําให้กระบวนการเหล่านี้มันทําให้คนทุจริตไม่กลัว บ้านเรามีทั้ง ป.ป.ช. มี ป.ป.ท. ป.ป.ท. นั้น ป.ป.ช. นั้น จากการแถลงผลงาน ๘ ปี ถ้าท่านติดตามมีคดี ๓๔,๐๐๐ กว่าคดี แล้วบอกว่าได้ดําเนินการตรวจสอบไปแล้ว ๒๕,๐๐๐ คดี ส่งฟ้องศาลไป ๖๓ คดี เป็นคดีที่เกิดจากรายงานทรัพย์สินและหนี้สินเท็จ ๕๔ คดี แล้วเป็นคดีที่ยึดทรัพย์ ๒ คดี อีก ๗ คดีเป็นคดีที่ตรวจจากการทุจริต ท่านจะเห็น ๒๕,๐๐๐ คดีนะครับ แล้วหมายความว่า อย่างไร มันเป็นอย่างไร อันนี้ก็จะเห็นว่ากระบวนการทํางานมันมีปัญหาเรื่องของความล่าช้า แล้วหลายคนที่เสนอให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ ก็เพราะว่าการทํางานที่ผ่านมาทําให้เห็นว่า คนทุจริตไม่กลัวกฎหมายที่มีอยู่ เท่าที่สอบถามแล้วอํานาจมีเยอะนะครับของ ป.ป.ช. แต่ว่า มีปัญหาในเรื่องของกลไกและกระบวนการปฏิบัติงานที่ทําให้มีความล่าช้ามาก ทําให้ไม่ทัน ต่อการที่จะตรวจจับคนที่ทุจริต และที่สําคัญก็คือว่าพอเรื่องมันช้านาน ๆ วัตถุพยานเสื่อม บ้างละ หาวัตถุพยานไม่เจอเขาว่าอย่างนั้นนะครับ นอกจากนี้พยานที่จะมาให้ปากคํา ลืมอีกแล้วเหมือนกัน มันนานเกินไป ด้วยเหตุนี้ทําให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ ของเราไม่มีประสิทธิภาพทั้ง ๆ ที่มีอํานาจพอสมควร แนวคิดของคณะกรรมาธิการที่พิจารณา เรื่องนี้ก็เห็นว่าควรจะต้องนํา ๒ องค์กรนี้มาอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่งแล้วละเพื่อจะให้มีความ เป็นอิสระ มีกรรมการที่มาจากการสรรหา ที่ไม่มีการแทรกแซงจากทางการเมืองแล้ว เป็นอิสระกรรมการ ป.ป.ช. แต่ว่าควรจะแยกออกไปสัก ๒ แท่ง
แท่งหนึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและเอกชนที่ทุจริต
แท่งที่ ๒ เป็นแท่งที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการและเอกชนที่ทุจริต คือหมายความว่าทําทุจริตคู่กัน แต่มาอยู่ในภายใต้การดูแลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกัน และในการทํางานเพื่อจะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ควรจะให้มีองค์คณะขึ้นมา ทํางานตามพันธกิจที่มีอยู่เพื่อจะให้มีความรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเห็นว่าในเรื่อง ของการปฏิรูปกลไกแล้วก็ระบบของการตรวจสอบโดยเฉพาะของการปราบปราม ควรจะมี หน่วยงานพิเศษ เขาเรียกว่าหน่วยงานชํานาญการ ในต่างประเทศเขาเรียกว่าเป็นหน่วยงาน พิเศษที่บุคลากรมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการจับทุจริตโดยเฉพาะ หมายความว่า หน่วยงานนี้จะมีบุคลากรที่ทํางานเต็มเวลา มีความเชี่ยวชาญ ถ้ามีเรื่องที่เรียกว่าทุจริต ที่ก่อให้เกิดความเสียหายระดับร้ายแรงต่อประเทศชาติคณะกรรมการส่งเรื่องนี้ให้กับหน่วยนี้ ทําหน้าที่ไปตรวจสอบตั้งแต่ต้น แล้วก็อย่างที่บอกว่าให้ทํางานเต็มเวลาตั้งแต่เริ่มต้น จนสุดท้ายแล้วมารายงานคณะกรรมการว่าผลเป็นอย่างไร การดําเนินงานอย่างนี้ก็จะทําให้ กระบวนการในการตรวจสอบโดยเฉพาะการทุจริตที่ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ มีความรวดเร็วแล้วก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วก็จะทําให้คนที่ทุจริตต้องถูกลงโทษ ไม่เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป อันนี้ก็เป็นแนวคิดที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอไว้ในกระบวนการ ปฏิรูปกลไกของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อันนี้เป็นส่วนของการปราบปราม
ในส่วนของการป้องกันนั้นก็มีความเห็นว่าจะต้องเสริมกระบวนการในการ ปลูกฝัง อบรม หล่อหลอม กล่อมเกลา ให้คนในชาตินี้นะครับ รังเกียจการทุจริต เห็นว่าการ ทุจริตนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายต่อสังคม การทุจริตจะต้องเป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้หรือไม่ ยอมรับ แล้วก็กระบวนการปลูกฝังเหล่านี้รัฐบาลจะต้องออกแรงกันอย่างเต็มที่ คงจะให้ เฉพาะ ป.ป.ช. ไปขับเคลื่อนไม่พอ เขาจะต้องใช้องคาพยพ หรือองค์กรของรัฐทุกองค์กรที่ จะต้องร่วมกันขับเคลื่อน อันนั้นก็เป็นประเด็นของแนวทางของการปฏิรูปนะครับ นอกจากนี้ ก็ยังมีรายละเอียดอีกมากมายครับที่จะดําเนินการในการปฏิรูป ซึ่งจะขอความเห็นจาก ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้มีเกียรติทุกท่านที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติมนะครับ ในรายงาน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองในวันนี้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเราจะทําร่างกฎหมายให้สําเร็จเลยก็ไม่ได้นะครับ เพราะต้องรอให้รัฐธรรมนูญเสร็จเสียก่อน การทํางานของเราจะมีลักษณะของการศึกษา แนวทางร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะเอาไว้ใช้เป็นแนวทางถ้าหากว่า รัฐธรรมนูญประกาศใช้มาแล้วก็สามารถนําไปเป็นข้อมูลสําคัญที่จะไปปรับใช้ จะทําให้การ ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเมื่อถึงเวลานั้นมีความรวดเร็วมากขึ้นนะครับ อันนี้ก็เป็น แนวทางที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองจะทํา เพราะฉะนั้นหลังจากนี้เป็นต้นไป คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ใคร่ขอทราบความเห็นหรือขอความเห็นจากท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติผู้มีเกียรติทุกท่าน ซึ่งเราจะได้รวบรวมนํามาประมวลในการทํางานต่อไป ขอบพระคุณมากครับ
ขอขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้ท่านได้รับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนะคะ ในวาระการปฏิรูปที่ ๒ การเข้าสู่อํานาจ ระบบ พรรคการเมือง ครอบคลุมประเด็นหลัก ๘ ประเด็นแล้วนะคะ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก อภิปรายแสดงความเห็นนะคะ ท่านละไม่เกิน ๕ นาทีอย่างเคยนะคะ แล้วก็ ๕ ท่านแรก ได้แก่ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านอาจารย์ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ท่านอาจารย์ ดอกเตอร์นิรันดร์ พันทรกิจ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วก็ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ดิฉันขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออนุญาต ให้ความเห็นต่อผลการศึกษาแล้วรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ค่อนข้าง จะได้เนื้อหา แล้วก็มีรายละเอียดที่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นปัญหาซึ่งคิดว่าพวกเรา ทั้งหลายก็คงจะเห็นคล้องด้วย
ในเรื่องแรกเรื่องการปฏิรูปพรรคการเมือง ไม่เป็นพรรคของนายทุน กระผม คิดว่าประเด็นที่ชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอของพรรคการเมืองไทยนี้ค่อนข้างจะชัดเจน ในเอกสารฉบับนี้ แล้วก็เป็นเรื่องที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ให้ความสําคัญ จึงได้ พยายามพัฒนาระบบต่าง ๆ แม้แต่กลุ่มการเมืองอะไรทั้งหลายนี่ เพื่อที่จะทําให้มาแก้ ความไม่เป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตยของพรรคการเมืองของบ้านเรา ถึงแม้ จะมีอายุกันหลาย ๆ สิบปี เพราะฉะนั้นปัญหาพรรคการเมืองจึงเป็นปัญหาที่สําคัญของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา ตรงนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องดูกันต่อไป นะครับว่าจะทําอย่างไร แต่การที่มีมาตรการในการคัดเลือกคนเข้าสู่การเป็นผู้สมัคร รับเลือกตั้งนั้นก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะครับ ไม่ว่าจะใช้วิธีไพรมารี โหวต หรือวิธีอื่นใดที่จะ สามารถปฏิบัติได้ในขั้นเริ่มต้น การปฏิรูประบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เอกสารฉบับนี้ได้เสนอแนวทางโดยการใช้ระบบสัดส่วนผสม หรือระบบเอ็มเอ็มพี (MMP) ก็คิดว่าสอดคล้องกับแนวคิดของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะทําให้ผลการ เลือกตั้งนั้นออกมาในแนวทางที่จะทําให้มีการเมืองมีความใสสะอาด มีความสมดุลในระหว่าง พรรคการเมืองด้วยกัน
ส่วนประเด็นในเรื่องของจํานวนผู้สมัครที่รายงานได้กล่าวถึงว่าจํานวน ๒๕๐ เขต และ ๒๐๐ บัญชีรายชื่อนั้น อาจจะขัดกับวัฒนธรรมหรือการเลือกตั้งที่ผ่าน ๆ มานั้น ก็เป็นข้อสังเกตที่ดีนะครับ ซึ่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็คงจะได้นําไปพิจารณา ในประเด็นนี้เพิ่มเติม รวมถึงการที่ควรจะมีกลุ่มการเมืองหรือไม่ เพื่อป้องกันความสับสน หรือป้องกันการเข้าสู่การเมืองโดยไม่ยอมเป็นพรรคการเมือง
ในประเด็นที่ท่านวรวิทย์พูดถึงเรื่องคุณภาพของนักการเมืองนั้น ก็เป็นเรื่อง ที่สําคัญ เท่าที่ทราบในร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พยายามพูดถึงการที่จะต้องยื่นภาษีย้อนหลัง ไม่น้อยกว่า ๓ ปี เพื่อเป็นการตรวจสอบความเป็นผู้รับผิดชอบและอาจจะสามารถตรวจสอบ ในเรื่องของความโปร่งใสของบุคคลเหล่านั้นได้ด้วย อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่ได้กําหนดไว้
ในเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการให้ความสําคัญการเข้าสู่ ตําแหน่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าพวกเราเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ได้มีการออกแบบคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการการเลือกตั้ง แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยให้มี ๑๓ คนมาจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคศาล แล้วก็ภาคการเมือง ซึ่งก็สอดคล้องใกล้เคียงกับที่ออกแบบไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแรก แล้วก็ได้นําโครงสร้างกรรมการสรรหานี้ไปใช้กับการสรรหากรรมการเกือบทุกคณะ ที่ทางกรรมาธิการได้รายงานในวันนี้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นโครงสร้างกรรมการสรรหาที่ดีกว่าที่ ผ่าน ๆ มา และจะตอบคําถามความเป็นกลางของผู้ที่ได้รับการสรรหาได้ดีกว่า
ประเด็นสุดท้ายนะครับ การปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน ซึ่งท่านประสารเสนอนั้นถึงแม้จะเป็นเรื่องสุดท้ายในเอกสารฉบับนี้ แต่กระผม คิดว่าเป็นหัวใจของการปฏิรูปการเมืองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา ที่จะทําให้นําไปสู่ความสําเร็จได้ เพราะว่าประชาชนคือเจ้าของอํานาจที่แท้จริงทางการเมือง เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้ทางกรรมาธิการได้ให้ความสําคัญในการผลักดันในเรื่องนี้ต่อไป รวมถึงการออกกฎหมายลูกมาเพื่อที่จะนําสู่การประกาศใช้ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ ดอกเตอร์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ค่ะ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมดูงานของ คณะกรรมาธิการชุดนี้แล้ว ผมคิดว่าการพิจารณาถึงองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ควรจะอยู่บนหลักการที่สําคัญ ๒ ประการ ก็คือ
ประการแรก องค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบจะต้องมีความเป็นอิสระแล้วก็ไม่ถูก แทรกแซงทางการเมืองได้
ประการที่ ๒ ก็คือการจัดองค์กรขององค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบจะต้องใช้ หลักธรรมาภิบาลในการจัดองค์กร ก็คือการแยกอํานาจระหว่างฝ่ายกรรมการกับฝ่ายบริหาร ออกจากกัน ถ้ายึดถือหลักการอย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ การปฏิรูปคณะกรรมการ ปปง. จะเป็นปัญหา เพราะว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะเอาอํานาจการรวบรวมข้อมูล ธุรกรรมทางการเงินเอาไว้กับองค์กรที่มีอํานาจบังคับใช้กฎหมาย โดยทั่วไปในโลกนี่นะครับ องค์กรที่จะทําหน้าที่รวบรวมธุรกรรมต่าง ๆ ทางการเงินนี่นะครับ เขามักจะไว้ที่ กระทรวงการคลัง แล้วก็มีหน่วยงานอีกหน่วยหนึ่งที่ทําหน้าที่บังคับใช้ แต่ถ้าของไทย ปปง. จะทําหน้าที่รวบรวมเอกสารธุรกรรมเครือข่ายทางการเงินต่าง ๆ การบังคับใช้ต้องแยกให้กับ อีกหน่วยงานหนึ่งครับ เพื่อที่จะทําให้องค์กรมีการตรวจสอบแล้วก็มีการถ่วงดุล
ในประเด็นที่ ๒ ก็คือองค์กร ป.ป.ช. ผมคิดว่าปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพ ของ ป.ป.ช. ในการที่จะทําหน้าที่จัดการกับปัญหาทุจริต แล้วก็มีจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดจากการที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ ออกแบบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีทั้งอํานาจในการวินิจฉัยและอํานาจในการบริหาร ก็คือกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากวินิจฉัย คดีแล้วก็ลงไปดูแลเรื่องบุคลากร แต่งตั้ง โยกย้าย ดูแลเรื่องงบประมาณ ซึ่งอันนี้ ขัดกับหลักธรรมาภิบาล ควรจะแยกหน้าที่ระหว่างกรรมการที่ทําหน้าที่วินิจฉัยคดีกับ ฝ่ายบริหารที่จะต้องทําหน้าที่ทางธุรการ แล้วก็ทําหน้าที่รวบรวมคดี เอกสารต่าง ๆ เพื่อให้ ฝ่ายกรรมการทําหน้าที่วินิจฉัย และที่สําคัญก็คือถ้าจะทําให้งาน ป.ป.ช. เป็นไปด้วยความ รวดเร็วก็ควรจะมีการจัดตั้งศาลชํานาญการพิเศษคดีทุจริต ซึ่งอันนี้ก็จะทําให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐที่มีระดับต่ํากว่าอธิบดีมีเส้นทางในการพิจารณาที่รวดเร็วขึ้น ส่วนนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งธุรกิจเอกชน ถ้าหากว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็ขึ้นศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของนักการเมือง แล้วก็ที่สําคัญก็คือผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่จะให้รวม ป.ป.ช. เข้ากับ ป.ป.ท.
แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือองค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นจะต้องมีเครื่องมือ หรือกลไกที่จะทําหน้าที่ตรวจสอบองค์กรนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีคดีที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ในปัจจุบันที่ยังไม่ได้พิจารณาประมาณ ๓,๐๐๐ คดี ปัญหาก็คือว่า เมื่อ สตง. ส่งรายงานการตรวจสอบไปให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช. รับแล้วก็จะไปเริ่มนับ ๑ ใหม่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นจุดอ่อน เพราะฉะนั้นการเกิดศาลคดีการคลังและงบประมาณจะเป็นการแก้ จุดอ่อนเพื่อจะเรียกเงินแผ่นดินคืน ส่วนในคดีอาญาก็ยังต้องส่งให้กับ ป.ป.ช. เพื่อดําเนินการ ต่อไป
ในประเด็นสุดท้ายก็คือการรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ากับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานครับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเน้นเรื่องสิทธิ ของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ด้อยโอกาสหรือคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรที่มุ่งปรับปรุงการทํางานของภาครัฐให้มีความโปร่งใส ให้มีธรรมาภิบาล ๒ องค์กรนี้มีปรัชญาและจุดมุ่งหมายในการทํางานที่แตกต่างกัน จึงไม่สมควรที่จะนํามารวมกัน ขอประทานโทษขออีกนิดเดียวนะครับ ก็คือเพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ในขณะนี้เรากําลังจะมีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่ แล้วก็ปิดรับสมัครในวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน อันนี้จะเป็นปัญหาของประเทศไทย รัฐบาล จะตกเป็นจําเลยของสมาชิกทั่วโลก เพราะว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตอนที่มี การใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็มี พ.ร.บ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหมด ๒๔ คน อันนี้นานาชาติ แล้วก็หลักการ ปารีสว่าด้วยสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน รวมทั้งองค์กรที่เรียกว่าอินเตอร์เนชันนอล โคออร์ดิเนติง คอมมิทตี ออฟ เนชันนอล ฮิวแมน ไรทซ์ อินสทิทิวชัน (International coordinating committee of national human right institution) หรือ ไอซีซี (ICC) ให้เราได้อยู่ในเกรด (Grade) ที่ ๒ เป็นเกรดเอ (Grade A) แล้วก็ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไปลดจํานวนของผู้ที่สรรหา เราก็ถูกลดเกรดลงมาเหลือเกรดที่ต่ําลงมาอีกนี้ ซึ่งถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถูกนําออกมาใช้ก็ดี หรือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ดีในเรื่องการสรรหา ผมมั่นใจว่าในเดือนตุลาคมนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยจะถูกตัดออกจาก ลิสต์ (List) รายชื่อที่เขาจะยอมรับ เราจะกลายเป็นประเทศที่จะถูกทั่วโลกแซงก์ชัน (Sanction) ทันที เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องใช้ พ.ร.บ. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ที่ว่าด้วยการสรรหานี้ที่จะต้องมาจากภาคส่วนต่าง ๆ อันนี้ถึงจะเป็นการแก้วิกฤติ ของประเทศ ไม่เช่นนั้นหลังเดือนตุลาคม รัฐบาลจะเจอสึนามิจากประเทศต่าง ๆ ในเรื่อง สิทธิมนุษยชนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์นิรันดร์ พันทรกิจ ค่ะ
กระผม นิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๑๑๕ ท่านประธานครับ ในการปฏิรูปประเทศ ผมคิดว่า สิ่งที่สําคัญที่สุดที่เป็นเสมือนหัวขบวนของรถขบวนนี้ รถด่วนขบวนนี้ การปฏิรูปการเมือง ก็เป็นเหมือนกับหัวขบวน ถ้าการปฏิรูปการเมืองไม่ประสบความสําเร็จ มันก็ทําให้ ขบวนด้านอื่น ๆ ทั้งหมดกระทบกระเทือนไปด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการเมืองจึงถือว่า เป็นปัจจัยสําคัญในการที่จะทําให้บ้านเมืองเดินไปได้ ประเด็นสําคัญก็คือข้อจํากัดของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็คือว่าหลายประเด็นมันอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการพูด ก็เหมือนกับว่าก้ํากึ่งกันระหว่างว่ารัฐธรรมนูญจะเอาอย่างโน้น แต่ว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองจะว่าอย่างนี้มันจะไปกันอย่างไร เพราะฉะนั้นมันเหมือนข้อจํากัดของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองเช่นกันว่าจะจัดการที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มา ส.ส. ส.ว. ที่มาองค์กรอิสระต่าง ๆ มันเหมือนกับเป็นหัวใจของการปฏิรูปการเมือง ทีนี้เราพูดไปก่อน แต่ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญมันออกมาอีกแบบหนึ่งมันก็คงจะไปกันไม่ได้เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นข้อจํากัดประการแรกครับ
ทีนี้สิ่งที่ผมจะได้นําเรียนเป็นข้อมูลสั้น ๆ ในเวลาอันจํากัดนี้คือข้อมูลที่ได้มา จากการสัมมนาพรรคการเมือง ซึ่งเป็นข้อสังเกตของพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกระบวนการเลือกตั้ง ก็บอกว่าพรรคการเมืองในการที่จะให้เกิดความสําเร็จ เกิดความยุติธรรม มันจะต้องเริ่มจากระเบียบ กฎหมาย กติกาของการเลือกตั้งที่จะต้องให้ ความยุติธรรมกับทุกพรรคการเมือง ที่ผ่านมานั้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้เปรียบ ได้เปรียบในแง่เงินทุน ทีนี้พอกติกาเปิดช่องให้ทํา พรรคการเมืองบางพรรคมีรถแห่ ๓๐ คัน ๓๐ คัน แห่กันเป็นขบวนไปเลย ในขณะที่พรรคการเมืองขนาดเล็ก มีอยู่คันเดียว เครื่องเสียง ดังบ้างไม่ดังบ้าง ป้ายโปสเตอร์ (Poster) พรรคการเมืองขนาดเล็ก ก็มีเล็ก ๆ พอมองเห็น แต่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ติดกันเท่าฝาบ้าน ๑๐ เมตร ๒๐ เมตร กว้าง ๘ เมตร เต็มที่ ใช้งบประมาณจุดละ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ บาท ทําได้ เพราะด้วยความยุติธรรมในการเลือกตั้ง. มันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพรรคเล็กไม่มีโอกาส แล้วกระบวนการของพรรคใหญ่เมื่อใช้เงินทุนเยอะ มันก็นําไปสู่สิ่งอื่น ๆ ที่ตามมาอีกก็คือการจะต้องหาเงินมาชดเชย มาทดแทนที่ได้ลงทุน ไปแล้วก็นํามาสู่การทุจริตคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองขนาดเล็ก ก็เลยบอกว่า ถ้าให้เกิดความยุติธรรมจริง ๆ เป็นไปได้ไหม กกต. เป็นคนจัด สถานที่ติดโปสเตอร์กําหนดเลย ไม่ต้องให้ไปติดกันทั่วทั้งเมือง สกปรกบ้าน สกปรกเมืองเปล่า ๆ ติดเป็นที่ ๆ เท่ากัน พรรคเล็ก พรรคใหญ่มีที่ติดเท่ากัน
๒. ในการแห่รถก็เท่ากัน คือเอารถของ กกต. อย่างเดียว เอารถของ กกต. อย่างเดียวก็พอแห่ให้รู้ว่าเลือกตั้งวันไหน อะไรต่าง ๆ
๓. จุดในการปราศรัยก็ให้ กกต. เป็นคนจัด ถ้าอย่างนี้มันยุติธรรม พรรคเล็ก พรรคใหญ่เท่ากัน มีโอกาสเท่ากัน ในการออกสื่อเท่ากัน ในการติดโปสเตอร์เท่ากัน ในการทํา ประชาสัมพันธ์เท่ากัน การเลือกตั้งก็จะได้คนที่ตั้งใจทํางาน ไม่เอาเรื่องของทรัพย์สิน เงินทอง โอกาสที่เป็นพรรคใหญ่ได้เปรียบ ความได้เปรียบมันจะไม่เกิดขึ้น ทุกคนก็มีสิทธิเท่าเทียมกัน ถ้าใครขยันก็ไปพบปะพี่น้องประชาชนมากก็มีโอกาสได้เท่ากัน นี่คือข้อห่วงใยของสมาชิก พรรคเล็ก ๆ ที่เราสัมมนากันประมาณ ๗๔ พรรค เขาก็บอกว่านี่เขาเสียโอกาส เสียเปรียบ แล้วมันไม่มีความเท่าเทียม มันไม่มีความยุติธรรม เพราะฉะนั้นที่จะให้ยุติธรรมได้ กกต. ต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดการเลือกตั้ง และสร้างจุดสําคัญของการเลือกตั้งให้มีความเท่าเทียมกัน ฝากเพราะว่าในรายงานนี้ยังไม่มี ก็ฝากทางท่านจรุงวิทย์ช่วยดูแลในเรื่องกฎกติกา ในการเลือกตั้งต่อไป เพราะไม่ใช่เฉพาะแต่กระบวนการเลือกตั้งอย่างเดียว รายละเอียด ข้อกําหนดในการจัดการเลือกตั้งก็จะเป็นเรื่องสําคัญที่จะทําให้เกิดความยุติธรรมในการ เลือกตั้งของพรรคการเมืองต่าง ๆ ด้วย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องกราบเรียนในส่วนรายงาน ของคณะกรรมาธิการด้วยเสริมแนวคิดในการจะแก้ปัญหาบ้านเมือง เนื่องจากที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าในกระบวนการทางการเมืองของเรานั้นมีปัญหา แม้ว่าเราพยายามที่จะกําหนด แนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยวิธีการที่จะมีมาตรการที่เข้มข้นอย่างไร ต้องกราบเรียนว่า ที่ผ่านมาก็ไม่ประสบความสําเร็จ ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ กําหนดแนวทางไว้ชัดเจน ในเรื่องจะแก้ปัญหาการใช้เงินให้น้อย มีการกําหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งในการ ทําหน้าที่จัดพื้นที่ จัดสถานที่ในการที่จะติดป้ายหาเสียงต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติจริง กกต. ในยุคนั้นก็ไปมอบหมายให้ท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินใจ ก็เลยมีการติดป้ายกันเต็มเมืองกันไปหมด อันนี้ก็คือเป็นปัญหาอย่างยิ่งของการที่จะทําให้การใช้เงินมันเกิดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งสําคัญเราพยายามจะเขียนกฎหมายให้มีการปฏิรูปการเมืองด้วยการเอาผิดเอาโทษ คนที่กระทําความผิด ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไปไกลถึงขนาดที่ว่าคนที่กระทําความผิด ในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งใช้เงินซื้อเสียงผิดกฎหมายเลือกตั้ง หากเป็นหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคไปทําความผิดเกิดขึ้น มีความรุนแรงถึงยุบพรรคการเมือง ถือว่าเป็นการ ฉีดยาแรงที่สุดแล้ว สิ่งที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนเอาไว้ผมอยากให้เป็นแนวทางสําคัญ ของการที่จะต้องนํามาคิดการปฏิรูปในวิธีการที่เราจะแก้ปัญหาเรื่องการใช้เงินการโกง การเลือกตั้งต่าง ๆ นั้น เรามีมาตรการ วิธีการที่รุนแรง แต่ปรากฏว่าก็ยังใช้ไม่ได้ผลครับ มาตรการของการที่จะวางบทกําหนดโทษต่าง ๆ กลับกลายเป็นว่าลงโทษหนักไปแล้ว ก็มีเหตุผลตามมาว่าคนที่ไม่ได้ทําความผิดทําไมถึงถูกลงโทษ จริง ๆ แล้วเขาให้มี ความรับผิดชอบร่วมกันในการจะช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเกี่ยวกับการโกง การเลือกตั้งเกิดขึ้น ในเมื่อ กกต. ในยุคนั้นแก้ปัญหาไม่ได้ พรรคการเมืองเองก็ต้องช่วยกันแก้ ไป ๆ มา ๆ ตอนนี้ก็กลับกลายเป็นแนวทางว่าคนไม่ผิดทําไมต้องไปลงโทษ ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ ที่ผ่านมาถ้าหากว่าเราบอกว่าเราจะปฏิรูปทางการเมือง แต่เรายังไม่มีวิธีการที่ชัดเจนของการที่จะแก้ปัญหาเรื่องของการโกงการเลือกตั้งการใช้เงินซื้อเสียง การใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้อํานาจรัฐ มันก็จะไม่มีทางประสบความสําเร็จไปได้ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองก็คือการที่จะเข้าสู่อํานาจรัฐได้นั้นจะต้องมีเสียง สนับสนุนจากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่เรียกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากว่า เรายกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี หรือจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการการเลือกตั้งเกี่ยวกับกฎหมาย เลือกตั้งก็ดี ถ้าหากว่ายังไม่สามารถที่จะกําหนดพฤติกรรมของคนที่จะเข้าไปสู่อํานาจได้ ไม่สามารถควบคุมได้ มันก็จะเกิดระบบแบบเก่า นายกรัฐมนตรีไม่มีความอิสระจาก สภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีจะอยู่ในอํานาจได้ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร เสียงที่จะสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรได้ก็คงหาวิธีการให้คนเขาซึ่งเป็นตัวแทนในแต่ละพรรค ได้จํานวนคนมาก ๆ หากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคที่ต้องตั้งรัฐบาลขึ้นมาก็จะต้อง มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ถ้าหากว่ามาตรการของการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือจะมี กฎหมายใหม่ที่จะยกร่างกันต่อมาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หากยังไม่สามารถแก้ไขแนวทาง วิธีการเหล่านี้ได้มันก็จะกลับไปสู่วังวนที่เลือกตั้งต้องลงทุน การเข้าสู่อํานาจรัฐต้องมีเงิน จํานวนมหาศาลที่หาคนเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้รัฐบาลสามารถคงทนอยู่ได้ นี่คือปัญหาใหญ่ ผมจึงกราบเรียนว่าในส่วนของการปฏิรูปที่เราดําเนินการมานี้ ถ้าหากว่าเราสามารถ จะแก้ปัญหาในเรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ตั้งแต่แรกได้ โอกาสของการเปลี่ยนแปลง เราก็มีโอกาสจะแก้ได้ แต่ถ้าหากว่าเรายังปล่อยและมาตรการที่ทํากันมาที่ผ่านมาทั้งหมด ยังไม่มีความชัดเจนที่จะแก้ปัญหาทางการเมืองในเรื่องเหล่านี้ได้มันก็จะเป็นวังวน นั่นคือ อะไรครับ ปฏิรูปไม่เสร็จ ปฏิรูปแล้วไม่ประสบความสําเร็จก็ฝากประเด็นเหล่านี้สู่กรรมาธิการ เพื่อนําไปพิจารณาต่อไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ครับ ขออภิปรายสนับสนุนคณะอนุกรรมาธิการ ด้านการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนะครับ
ประการแรก อยากจะยกให้เห็นถึงข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมานั้น การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเมืองไทยมีเพิ่มมากขึ้น ไม่น้อยกว่าก่อนหน้านั้นเลย เพราะเรามีช่องทางมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสื่อ มีทั้งวิทยุชุมชน มีทั้งทีวีดาวเทียม มีทั้งโซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ และมีทั้งเวทีประชาคม แล้วก็รวมทั้งการประท้วง อารยะขัดขืนต่าง ๆ นานาเยอะแยะ แต่ที่ประเด็นก็คือว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นมันไม่ได้นําไปสู่ การมีคุณภาพที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะประเด็นคุณภาพในความหมายที่ว่าประสิทธิภาพ ในการที่ประชาชนจะได้เอาความคิดเห็นของเขานั้นไปทําให้หน่วยงานของภาครัฐได้รับรู้ รับฟังแล้วก็นําเอาไปปฏิบัติ นําเอาไปปรับแก้ นําเอาไปปรับนโยบาย เท่าที่ผ่านมายังมีผล ค่อนข้างน้อย มันอาจจะด้วยเหตุว่าภาครัฐอาจจะมีช่องทางกลไกอะไรต่าง ๆ ที่เปิดรับหรือว่า แข็งตัวค่อนข้างจะมาก แล้วก็งานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมาก็ได้สรุปตรงกันว่าเวลานี้คนไทยนั้น ไม่ได้มีทักษะการมีส่วนร่วมน้อยคือมีมาก แต่เป็นทักษะในลักษณะที่เอาไปต่อรอง เอาไปต่อรองทางการเมือง เอาคะแนนเสียงไปต่อรอง เอาเสียงสนับสนุนไปต่อรองให้ได้มา ซึ่งโครงการบ้าง งบประมาณของกลุ่มตัวเองบ้าง คือมีทักษะทางการเมืองที่ไม่น้อยหน้าใคร ในโลกก็ว่าได้ แต่เป็นทักษะที่ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้เกิดประชาธิปไตยที่ดี อันนี้เป็นสิ่งที่ งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นนะครับ และสาเหตุที่มันเป็นอย่างนี้งานรัฐศาสตร์ที่ผ่านมารวมทั้งงานวิจัย ของผมเองก็ชี้ให้เห็นว่าที่คุณภาพการมีส่วนร่วมของเรามีไม่มาก อันนี้มันเนื่องจากว่าเรามี ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรายังแก้ไม่สําเร็จ ซึ่งก็อาศัยจะปฏิรูปคราวนี้ล่ะครับ ก็คือการที่ว่า การเมืองไทยนั้นภาครัฐมันมีบทบาท มีอํานาจใหญ่และอยู่เหนือประชาชน และประชาชน ของเราอยู่ใต้ระบบนี้มานาน ดังนั้นทัศนคติแบบสยบยอมต่ออํานาจรัฐ ค่านิยมแบบบุญคุณ ต้องทดแทน ความแค้นต้องชําระมันก็ยังฝังอยู่ในสังคมบ้านเราโดยเฉพาะในชนบท แล้วก็งานวิจัยของคณะรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เสร็จไปเมื่อต้นเดือนนี้ก็ชี้ให้เห็น ว่าการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพไม่มากนี่เป็นต้นเหตุทําให้ที่เราพูดมาในชุดอนุกรรมาธิการ ต่าง ๆ ในวันนี้คือการเข้าสู่อํานาจของคนที่ไม่สมควรได้รับตําแหน่ง การที่ใช้อํานาจ อย่างลุแก่อํานาจ การที่ไปออกนโยบายแบบประชานิยมไปสัญญาอะไรต่าง ๆ แล้วก็หาทาง ใช้เงินทรัพยากรแผ่นดินเอาไปตอบสนองฐานเสียง ตลอดจนการที่หักเปอร์เซ็นต์ เบี้ยใบ้รายทางทุจริตคอร์รัปชันทั้งหลายล้วนแต่เกิดจากการมีส่วนร่วมที่ยังไม่มีคุณภาพที่ดี ดังนั้นผมคิดว่าจุดคานงัดในเรื่องนี้ที่คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอก็คือเสนอร่าง หรือปรับกฎหมายหรือว่าออกกฎหมายใหม่ ๓ ฉบับมันจะเป็นการทําให้เกิดผล ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือการปรับโครงสร้างทางการเมือง นั่นก็คือว่ากฎหมายว่าด้วยเรื่องการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารซึ่งอาจจะมีกฎหมายอื่น ๆ อีก เช่น กฎหมายรับฟังความคิดเห็นซึ่งกําลังยกร่างกัน ปรับขึ้นมา มันจะลดพื้นที่ของราชการในความหมายว่าจะเปิดกว้างขึ้นทําให้เสียงประชาชน มันไปกระทบ มันไปมีผลต่อการทํางานของภาครัฐมากขึ้นทําให้ประชาชนได้รู้เห็นมากขึ้น มีความสามารถที่จะต่อรองเท่าทันกับฝ่ายการเมืองฝ่ายประจํามากขึ้น แล้วก็จะนําไปสู่การใช้ ดุลยพินิจที่ดีของตัวเองมากขึ้น
ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นจุดคานงัดก็คือเรื่องของการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แบบอํานาจนิยม แบบพึ่งพารัฐนี่ล่ะครับ กฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้ทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี่มันจะทําให้ประชาชนได้เข้าใจการเมืองที่ถูกต้องมากขึ้น ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษก็คือว่าเราต้องสร้างโพลิทิคอล ลิสเทอเรซี (Political literacy) ให้คนไทยนะครับ คือการอ่านออกเขียนได้ทางการเมือง ถ้าเราแปลแบบทื่อ ๆ แต่หมายถึงว่า เข้าใจที่ถูกต้องว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องการอะไร แล้วส่วนกฎหมายที่ว่าด้วย การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี่มันก็จะทําให้ประชาชนได้เห็นว่าประชาธิปไตยที่ดี นี่คนจะต้องไม่วางเฉยนะครับ คนจะต้องไม่เชื่อตามกันไป คนจะต้องออกแรงจึงจะได้มา ซึ่งการเมืองที่สัมมาอย่างที่เราตั้งเป็นวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปเราตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เรามาพบกัน ที่นี่นะครับ นอกจากนั้นแล้วกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเรียนรู้ทางการเมือง กับการมีส่วนร่วมนี่นะครับ ขอครึ่งนาทีครับ ก็คือกฎหมายนี้ถ้าออกมานี่จะทําให้เราได้เปิด โอกาสให้ภาคเอกชนก็ดี ให้องค์กรไม่แสวงหากําไรก็ดีเขาได้มีช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่จะเข้ามามีส่วนให้ความรู้หรือมีส่วนในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ สร้างสรรค์ให้แก่ประชาชนนะครับ เพราะว่าวันนี้เรามีสิ่งที่เราเรียกว่า CSR ใช่ไหมครับ ก็คือการแสดงความรับผิดชอบของบรรษัททั้งหลายทางสังคม แต่จริง ๆ แล้วเขาก็อยากจะทํา เรื่องของ คอพเพอเรท โพลิทิคอล เรสปอนซิบิลิตี (Cooperate political responsibility) หรือที่ผมเรียกว่า CPR เขาก็อยากจะทํา แต่เราไม่มีกฎหมายเราไม่มีช่องทางให้เขา เพราะฉะนั้นถ้าเรามีกฎหมายการมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วก็มีเงื่อนไขทําให้สมาคม ห้างร้านต่าง ๆ เขาสามารถแสดงกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับประชาชนได้ในเชิงสร้างสรรค์ และถูกต้องตามกฎหมายนี่ก็จะทําให้เกิดพลังในการทําให้การเมืองของเรานั้นมันสัมมา มากขึ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ อีก ๕ ท่านต่อไปนี่มีท่านโกวิท ศรีไพโรจน์ ท่านสมเกียรติ ชอบผล ท่านดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด แล้วก็ ท่านรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ สืบพงษ์ ธรรมชาติ ขอเชิญท่านโกวิท ศรีไพโรจน์ค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี หมายเลข ๑๙ ครับ ท่านประธานครับ การปฏิรูปไม่ใช่การปฏิวัติ มันไม่ใช่ เรโวลูชัน (Revolution) สามารถทําได้ภายในวันเดียว อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง วันนี้ก็ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการอุตส่าห์ทํารายงานฉบับนี้ขึ้นมา จากสภาพปัญหาของรายงานผมมีประเด็นอยู่ ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก เรื่องการปฏิรูประบบพรรคการเมือง เรื่องของปฏิรูประบบ พรรคการเมืองนี่จากรายงานเห็นว่าสภาพปัญหาพรรคการเมืองที่คณะกรรมาธิการทํามา มีถึง ๒๘ ปัญหาทีเดียว ดูเสมือนว่าในประเทศไทยนั้นการที่จะมีพรรคการเมืองไม่ประสบ ความสําเร็จอะไรเลย เหมือนกับว่าวันนี้ไม่มีใครเข้าใจเรื่องระบบพรรคการเมืองเลย จนกระทั่งก่อให้เกิดปัญหาขณะนี้ หรือกลายเป็นว่าพรรคการเมืองวันนี้มันไม่ใช่ พรรคการเมืองที่แท้จริงเลย เพราะฉะนั้นเหมือนกับพรรคการเมืองมีไว้ทําไม ทั้ง ๆ ที่ในฐานะ ที่เราศึกษากันมา เราก็รู้ว่าการรับผิดชอบต่อประชาชน ต่อสังคมและต่อประเทศชาตินั้น พรรคการเมืองเป็นสิ่งที่สําคัญ พรรคการเมืองเป็นกุญแจสําคัญที่สุดที่จะรับฟังพี่น้อง ประชาชนและเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ให้สมาชิกของพรรคนั้นเข้าสู่ฐานอํานาจของรัฐ ในการบริหารประเทศ แต่เมื่อออกมาดูตรงนี้แล้วดูเหมือนจะมืดมนอนธการพอสมควร ท่านประธานครับ ผมไปฟังประชาชนเขาก็บ่นบอกว่าคนจนเสียเปรียบ วันนี้ผมก็คงจะขออ้าง คํานี้มาว่า พรรคเล็กอย่างไร ๆ ก็เสียเปรียบพรรคใหญ่วันยังค่ํา ทําอย่างไรจึงจะลดความเหลื่อมล้ํา ที่สามารถทําให้พรรคเล็กเข้ามาได้ ประชาชนบางกลุ่มได้ให้เสนอความเห็นมาว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าหากว่าการเข้าสู่อํานาจรัฐนั้นไม่อาศัยพรรคการเมือง หมายความว่าให้มีผู้สมัครอิสระ เข้าไปได้เลย ไม่จําเป็นจะต้องสังกัดกลุ่มหรืออะไรหรอกครับ หมายความว่าเขาใช้คะแนน เสียงส่วนตัวในท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ก็ยังเป็นที่คิดกันอยู่ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นคนดีอย่างแท้จริงนั้น ย่อมสามารถเข้าสู่อํานาจทางการเมืองได้โดยการสมัครสมาชิกวุฒิสภา ตรงนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องที่สําคัญที่สุดเป็นประเด็นที่ผมอยากจะขอกล่าวถึงในวันนี้ก็คือ ขอสนับสนุนโดยเฉพาะท่านอาจารย์ประสาร มฤคพิทักษ์ ที่ท่านได้อภิปรายในเรื่อง ของการศึกษา ท่านประธานครับ เมื่อปีที่แล้วผมเองผมก็เห็นนิสิตนักศึกษาออกมา แสดงความเห็นทางเมืองก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ผมค่อนข้างจะชื่นใจ ปีที่แล้วผมเองมีส่วน เป็นผู้บริหารสถานการศึกษา มีความเห็นว่านักเรียนสนใจทางการเมือง ผมก็คิดว่า ประเทศชาติวันนี้น่าจะมีแสงสว่าง แต่ท่านประธานครับ พอมาปีนี้หลังจากที่มีการยึดอํานาจ มาได้จนกระทั่งบัดนี้ ๑ ปีเศษสภาพกลับไปเหมือนเดิมแล้วครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมเองผมขอเรียนด้วยความละอายใจอยู่ส่วนหนึ่งว่าวันนี้ผมแทบจะไปขอบรรยาย เรื่องการเมืองให้กับนักศึกษาในโรงเรียนที่ตัวเองดูแลอยู่ เด็กเขาไม่ฟังเหมือนเดิมแล้วครับ ผมก็มานั่งคิดดูว่าเป็นเพราะอะไร ปีที่แล้วอาจจะเป็นไปได้นะครับ เพราะสื่อมวลชนได้เสนอข่าว เกี่ยวกับการเมืองอย่างกว้างขวาง ทําให้เกิดการตื่นตัวขึ้นมา แต่วันนี้เด็กก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิม ก็คือว่าไม่สนใจเหมือนเดิม วันนี้ถ้าหากว่าไปบรรยายเรื่องของประชาธิปไตย อาจจะพูด กับเขาได้แค่ ๑๕ นาที หลังจากนั้นเขาก็ไม่ฟังแล้วครับท่านประธานครับ ประเด็นผมก็คือว่า ในการปฏิรูปนั้นผมเห็นด้วยว่าจะต้องปฏิรูปการเมืองในสถานการศึกษา ผมเองได้เรียน หนังสือมาจําได้ว่าครูสอนเรื่องการเมืองตั้งแต่ชั้นประถมที่ ๔ ประถมที่ ๕ ประถมที่ ๖ ประถมที่ ๗ ในวิชาหน้าที่พลเมือง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตัดวิชานี้ออกไปนะครับ การศึกษาหน้าที่พลเมืองระดับเยาวชน ระดับเด็ก ระดับเด็กเล็ก เด็กกลางและเด็กโต ตรงนี้สามารถจะบรรจุได้ครับ แต่ว่าของเราทิ้งไป ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการคิดที่จะปฏิรูป ตรงนี้ผมขอฝากตรงนี้ด้วยว่าควรจะทําหลักสูตรแล้วก็ให้มีวิชาการของหน้าที่พลเมืองเข้าไป ในหลักสูตรของการศึกษาทุกระดับตามแต่เนื้อหาที่เด็กในแต่ละพื้นที่ต้องการ อีกนิดเดียวครับท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้เราพูดถึงเรื่องของการกล่าวหาว่าบุคคลใด กระทําการทุจริต ขออนุญาตแป๊บเดียวครับ แต่ว่าเราไม่เคยพูดถึงการกล่าวหาเท็จคือผมใช้ คําว่า ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หมายความว่า การแกล้งกล่าวหากันโดยไม่มีมูลความจริงเพียงแต่ มุ่งร้ายทําลายผู้ที่สุจริต ผู้ที่แกล้งกล่าวหาเขาควรจะได้รับโทษในอีกส่วนหนึ่งด้วย ผู้ที่แพ้ การเลือกตั้งแล้วไปแกล้งกล่าวหาเขา ควรได้รับโทษด้วยครับ ตรงนี้เราไม่เคยมีการพูดถึงเลย
อีกเรื่องหนึ่งที่ขออนุญาตนะครับ ด้วยเวลาที่จํากัดก็คงจะฝากในรายงาน ฉบับนี้ กกต. ก็บ่นว่าไม่มีอํานาจ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ กราบเรียนท่านจริง ๆ ว่า กกต. มีอํานาจอยู่แล้วในกฎหมายเก่าครับ แต่ผมดูว่าค่อนข้างที่จะใช้อํานาจไม่ค่อยเป็น ผมมีแค่นี้ละครับท่านประธานครับ ขอกราบขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสมเกียรติ ชอบผล ค่ะ
ขอบคุณท่านประธาน ผม สมเกียรติ ชอบผล ผมมี ๓ ประเด็นสั้น ๆ นะครับ
ประเด็นแรก ผมอยากเรียนข้อมูลเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งหลายท่านก็คงมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีใครพูดในสภานี้ว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตก ก็กําลังถูกท้าทายอย่างค่อนข้างรุนแรงนะครับ ถ้าเราจําเหตุการณ์เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจของ สหรัฐอเมริกาเมื่อปีสองปีที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่ามีนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้ทําการ วิเคราะห์ระบบการปกครองทั้งของสหรัฐอเมริกาและของจีนก็พบว่าระบบการปกครอง แบบจีนนี่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง ทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า อันนี้ชัดเจนนะครับ แต่ก็ถือว่าเป็นข้อมูลเพื่อพวกเรา ที่จริงน่าจะพูด กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมากกว่านะครับ ก็จะชี้ให้เห็นว่าเราจะเอาอย่างประเทศจีน ก็คงไม่ได้นะครับ เพราะว่าเราเป็นประเทศเล็กต้องทําตามกติกาโลก แต่อะไรก็ตามที่ มันเหมาะสมกับประเทศเรานี่ผมว่าคณะกรรมาธิการก็ควรให้ความสําคัญนะครับ อันนี้เป็นข้อมูลทั่วไปที่อยากกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ ในการปฏิรูปวาระที่ ๒ การเข้าสู่อํานาจระบบพรรคการเมืองนี่ ถ้าเรายอมรับตามข้อตกลงที่เราคุยกันว่าการปฏิรูปนี่เราดูที่ระบบ โครงสร้าง แล้วก็พฤติกรรม อันนี้ก็ครอบคลุม แต่ผมว่าในทางการเมืองนี่มันอาจจะต้องลึกไปถึงเรื่องของวัฒนธรรม ทางการเมืองด้วยซ้ําไปนะครับ ถ้าเทียบวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยตามที่เรา เคยอ่าน ซึ่งอาจารย์ชาติชายก็คงทราบดีนะครับว่ามันแตกต่างจากคนอื่นหลาย ๆ เรื่อง แล้วก็ที่สําคัญก็คือในรายงานที่เราทํานี่นะครับ คล้าย ๆ มันเป็นการแยกส่วน มันไม่ตอบ เป้าหมายรวมว่า หรือมันอาจจะอยู่ตรงไหนนี่ผมไม่เห็นนะครับว่าการเข้าสู่อํานาจระบบ พรรคการเมืองแล้วก็โครงสร้างอะไรต่าง ๆ ที่เราทํานี่มันไปตอบเป้าหมายรวมที่จะเห็น ความเปลี่ยนแปลงอย่างไรนี่ ซึ่งผมเข้าใจว่าส่วนนี้ต้องมี แล้วในหลาย ๆ เรื่องทั้งในเรื่อง พรรคการเมือง การเข้าสู่พรรคการเมืองอะไรต่าง ๆ นี่นะครับมันมีกฎเกณฑ์มีกติกา ผมเคยไปดูงานที่เวียดนามเมื่อหลายปีมาแล้ว ถ้าเขาพูดจริงนี่ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คือเวียดนามนี่ก็เป็นพรรคลักษณะสังคมนิยม แต่เขาบอกว่าใครจะมาเข้าพรรคการเมืองได้ จะต้องมีประวัติตั้งแต่ชั้นอนุบาลว่าเคยทําผลประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติ เคยทําอะไร มาบ้างนี่ ของเราก็รู้สึกจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อันนี้ก็เป็นให้ข้อมูล
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากเรียน หลายท่านก็พูดถึงโดยเฉพาะดอกเตอร์อมร ก็ได้นําเสนอเรื่องการเลือกตั้ง แล้วก็มีแผ่นป้ายหาเสียงหรือวิธีการหาเสียงที่มันค่อนข้าง หลากหลายเยอะ ๆ นี่นะครับ ปรากฏว่ามีคนเลือกตั้งประเทศอังกฤษ เมื่อที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้ มีคนเขาไปแล้วกลับมา เขาคุยให้ฟังว่าไม่เห็นป้ายหาเสียง ผมก็สนใจก็เลยเข้าไปศึกษาดูข้อมูลว่า ไม่มีป้ายหาเสียงแล้วเขาทําอย่างไร เขาบอกว่าก็มีวิธีการที่สําคัญ ก็คือการส่งจดหมายไปถึง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แล้วส่งนี่เขาไม่ได้ส่งแบบไม่มีเป้าหมายนะครับ เขารู้ เขามีการสํารวจว่าคนนี้ เลือกพรรคไหนนะครับ ถ้าเลือกพรรคเขาเขาก็จะมีจดหมายอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเลือกพรรคอื่น นี่เขาก็จะมีจดหมายอีกแบบหนึ่งที่ไปให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้พิจารณา แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ต้องไปดีเบท (Debate) หรือไปพูดจากัน อันนี้ถือว่าเป็นความสําคัญของประเทศไทย นี่หัวหน้าพรรคบางพรรคเชิญไปดีเบทยังไม่ยอมมาเลย อย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไร อันนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผมว่าลักษณะอย่างนี้มันต้องเกิดแน่นอน แล้วก็การหาเสียง ที่มีประสิทธิภาพที่ลดค่าใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ อย่างที่ผมเรียนที่มันเกิดขึ้นในประเทศ ที่ถือว่าพัฒนาต้นแบบของประชาธิปไตย พวกเหล่านี้เราอาจจะต้องเรียนรู้แล้วก็นํามาสู่
แล้วสุดท้ายนี้นะครับผมรู้สึกที่ผ่านมาเวลามีนักการเมืองหรืออะไรเข้ามา ท่านจะเห็นป้ายเวลาไปสนามบินสุวรรณภูมิอะไรจะมีป้ายเยอะแยะ แต่ตอนนี้ไม่มีป้าย และต่อไปขอให้ไม่มีป้ายลักษณะนี้ก็แล้วกัน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ค่ะ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ หมายเลย ๖๔ ก็ขอชมเชยก่อนนะครับ คณะกรรมาธิการสําหรับรายงาน ที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ในข้อเสนอนี้ก็เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ผมก็คิดว่า คงได้มีการหารือกันแล้ว ผมขออนุญาตนําข้อคิดเห็นสัก ๔ ข้อสั้น ๆ นะครับ
ข้อแรกเราต้องทําความเข้าใจว่าประเทศไทยคงไม่ใช่รัฐสวัสดิการเช่นเดียวกับ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนะครับ เนื่องจากศักยภาพทางเศรษฐกิจของเราไม่ถึงระดับนั้น แต่รัฐก็ยังต้องถือว่าเป็นนโยบายที่สําคัญยิ่งในการจะลดความเหลื่อมล้ําของพลเมืองให้เป็น ที่ยอมรับของสังคมได้ ดังนั้นผมคิดว่าปัญหาของพรรคการเมืองซึ่งที่ผ่านมาเป็นการใช้ นโยบายที่ผมเรียกว่า ใช้นโยบายที่ทําให้ประชาชนหลงมาเป็นนโยบายในการเลือกตั้ง ถ้าเผื่อเป็นนโยบายประชานิยมที่อยู่ในกรอบของเหตุและผลและมีความเป็นไปได้ มันก็ไม่น่าจะเสียหายอย่างไรนะครับ
ข้อที่ ๒ สําหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็มีอย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการทํา ประวัติของผู้ลงรับเลือกตั้งให้เป็นที่รับรู้ของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ก็เข้าใจว่า ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่ออาจารย์จรัส สุวรรณมาลา ก็เคยทําวิจัยเรื่องนี้ไว้แล้ว ประเทศไทย เราน่าจะนําเรื่องนี้มาพิจารณาดูด้วยนะครับ
ข้อที่ ๓ ผมคิดว่าควรจะมีการศึกษาบทบาทภาคเอกชนในกระบวนการ การเมืองให้เด่นชัดขึ้น นี่ก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการนะครับ ทั้งนี้ถ้าเผื่อจะพูดกันแล้ว นักการเมืองจํานวนไม่น้อยที่มาจากภาคเอกชนธุรกิจ ซึ่งบางครั้งก็มีเป้าหมายในเชิงธุรกิจ มากกว่าเป้าหมายจะเข้ามารับใช้ประเทศ จึงเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทําให้เกิดปัญหา ทุจริตคอร์รัปชันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ถ้าคณะกรรมาธิการจะมีข้อเสนอแนะเรื่อง การมีส่วนร่วมของเอกชนส่วนใหญ่โดยทั่วไปซึ่งไม่ใช่เอกชนที่เข้ามาในเรื่องการเมือง ซึ่งในเรื่องนั้นก็อาจจะต้องไปพิจารณาเวลามีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นการแยกออกไปนะครับ
ส่วนเรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะนําเสนอนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชน ซึ่งถ้าเผื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็คงไม่พ้นเรื่องซึ่งจะเป็นในทํานองที่จะเปลี่ยน ประชาชนเป็นพลเมือง ซึ่งเรื่องนี้ควรจะได้มีการศึกษาเรื่องมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่อง ซีวิค เอดูเคชัน (Civic education) สังคมไทยจะต้องมีกระบวนการสร้างพลเมืองที่มี ความรับผิดชอบรู้สิทธิและหน้าที่ เป็นสังคมที่คงจะทําให้มีจิตสํานึกของประชาชนส่วนใหญ่ เกิดขึ้นมาเองเช่นเดียวกับประเทศยุโรปหรืออเมริกาเหนือคงเป็นไปลําบากนะครับ อย่างประเทศเยอรมันเองหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ แล้วก็มีตัวอย่างของพรรคการเมือง ซึ่งทําให้เกิดฮิตเลอร์แล้วก็สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทางประเทศเยอรมันเองก็เลยนําเรื่อง การสนับสนุนเรื่องของซีวิค เอดูเคชัน ที่จะเป็นการสร้างพลเมือง การทําซีวิค เอดูเคชันของประเทศเยอรมันก็เป็นไปตามระบบ โดยจะมีพรรคการเมืองใหญ่ ก็จะจัดตั้งมูลนิธิคู่ขนานเพื่อส่งเสริมซีวิค เอดูเคชัน ถ้าเผื่อเราจะพูดถึงเรื่องทําพลเมืองเป็นใหญ่ ก็ต้องให้มีพลเมืองที่รู้จักสิทธิและหน้าที่และมีความรับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่ของสังคม เสียก่อน ทั้งนี้ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่จะมีความสมดุลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ผมอยากจะขอเรียกว่าเป็นเรื่องของที่เราเรียกว่าโกรอิง เพนส์ โพรเซส (Growing pains process) ก็หวังว่าที่จะมีส่วนที่โกรอิง (Growing) บ้าง ไม่ใช่มีแต่แค่เพนส์ (Pains) ขอบพระคุณครับ
ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ค่ะ
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการที่เคารพครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด หมายเลข ๐๐๑ นครราชสีมาครับ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมที่ได้ยกร่างรายงานที่มีความสมบูรณ์ แล้วก็ขอชื่นใจกับภาคประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ ในส่วนที่ ๑ นะครับ สําหรับผมมี ๕ ประเด็นในส่วนที่ ๑ ที่จะมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
ประเด็นที่ ๑ ผมมองว่าในเรื่องของสมัชชาพลเมืองแท้ที่จริงแล้วมันก็คือ การสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งภาคประชาชนเองที่ได้มีกระบวนการ ขับเคลื่อนจะใช้คําว่า เราจะสร้างพื้นที่ทางการเมืองของภาคพลเมืองในทุกระดับได้อย่างไร นั่นหมายความว่ามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีความรู้สึกเป็นเจ้าภาพ แต่ว่าไม่ใช่เป็นแค่ องค์ประกอบเข้าไปมีส่วนร่วมเท่านั้นนะครับ นี่คือประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมมองที่เรื่องขององค์ประกอบนะครับ องค์ประกอบของ สมัชชาพลเมืองทั้งระดับตําบล ระดับจังหวัด แล้วก็ระดับประเทศ ในระดับต่าง ๆ ผมมองว่า จะเพิ่มความเป็นเครือข่ายของสมัชชาระดับภูมินิเวศน์ด้วย เพราะบางทีมันเป็นเรื่อง ภูมินิเวศน์วัฒนธรรมที่มันมีความเหมือน ความคล้ายจะทําอย่างไรให้มันมีเครือข่าย ที่สอดแทรกกับคําว่า สมัชชา เข้าไปด้วย ส่วนองค์ประกอบนั้นผมมองว่าองค์ประกอบน่าจะเป็น ๔ ส่วนหลัก ๆ ส่วนที่ ๑ น่าจะมาจากภาคองค์กรชุมชน ซึ่งปัจจุบันก็จะมี พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชนที่เชื่อมโยงกับองค์ประกอบเหล่านี้อยู่แล้ว ส่วนที่ ๒ น่าจะเป็นรัฐของ ส่วนท้องถิ่น ส่วนที่ ๓ ผมแยกเข้ามาในส่วนที่รัฐที่ไปจากภูมิภาค องค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้น ส่วนที่ ๔ ก็คือเรื่องของประชาสังคมอื่นหรือว่าภูมิปัญญาต่าง ๆ ๔ ส่วนนี้น่าจะเป็น องค์ประกอบสําคัญ ส่วนระดับจังหวัดเอง ผมมองว่าองค์ประกอบระดับจังหวัดเองน่าจะล้อ ไปกับองค์ประกอบระดับตําบล เพราะว่าในระดับจังหวัดเองก็จะมีองค์ประกอบของรัฐท้องถิ่น แล้วก็รัฐภูมิภาคด้วย ทําอย่างไรให้เพิ่มสัดส่วนขององค์ประกอบเหล่านั้นเข้าไปด้วย เพราะว่าไปจากตัวแทนตําบล ตําบลละ ๑ ท่าน องค์ประกอบระดับจังหวัดก็จะมี เพราะฉะนั้นในความเป็นสมัชชาหรือความเป็นสภาพลเมืองอะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะมี องค์ประกอบที่สอดคล้อง ระดับประเทศก็เช่นกันนะครับ
ประการที่ ๓ ผมอยากให้เห็นถึงเรื่องของเฟือง เฟืองสําคัญที่จะทําให้ กระบวนการมูฟเมนท์ (Movement) มันเคลื่อนไปได้แล้วมีศักยภาพ ผมใช้คําว่า เพลากลาง เพลากลางตรงคณะกรรมาธิการยกร่างมานี่จะกระจุกไปอยู่ในส่วนราชการเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข หรือ กอ.รมน. เอง ผมมองว่าเพลากลางตรงนี้มันคือโครงสร้างอํานาจในการเป็นไดนามิค (Dynamic) ในการขับเคลื่อนของสมัชชานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าตัวกลางตรงนี้ที่เป็นสํานักการประสาน การประชุม แล้วก็รวมทั้งออกแบบรายงานการประชุมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้ามันมาจาก องค์ประกอบต่าง ๆ ของแต่ละระดับ มันจะมีศักยภาพที่เป็นพื้นฐาน แต่ว่าถ้าพื้นฐานไปอยู่ที่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข หรือ กอ.รมน. นี่ มันก็จะกลายเป็นว่าเป็นเรื่องของกลไกของรัฐไปจัดให้เกิดสมัชชา ทําอย่างไรให้องค์ประกอบ เหล่านั้นคัดเลือกตัวแทนมาเป็นองค์ประกอบที่เป็นกองเลขานุการกลางนะครับ ซึ่งผมมอง มิติตรงนี้ก็คือว่ามันจะแก้ภาพความที่บอกว่ารัฐภูมิภาคไปกดทับกระบวนการประชาชน ซึ่งกระบวนการแบบนี้มันมีระบบฟังก์ชัน (Function) มันมีระบบกลไกมาต่อเนื่องอยู่แล้ว ทําอย่างไรให้มันเป็นภาพของหงายกระทะหรือชาวอํานาจเจริญบอกว่าหงายสุ่มขึ้นมาเพื่อให้ ภาคประชาชนได้มีโอกาสในการจัดการตนเองนะครับ
ประการที่ ๔ นะครับ ผมมอง ๔ เรื่องสําคัญในเรื่องของเป้าหมายวัตถุประสงค์ ก็คือว่าทําอย่างไรให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งเชิงบวกและเชิงลบซึ่งเป็น ประเด็นปัญหาทุกด้าน กับอันที่ ๒ ก็คือกําหนดทิศทางนโยบายที่เป็นโรดแมพ (Roadmap) ของพื้นที่ระดับต่าง ๆ อันที่ ๓ ก็คือว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบยกร่าง พ.ร.บ. หรือนโยบายสาธารณะ บางเรื่องไม่จําเป็นต้องเป็น พ.ร.บ. บางเรื่องเป็นนโยบายสาธารณะ ร่วมกันที่สมัชชาในพื้นที่เหล่านั้นได้พึงปฏิบัติร่วมกันได้นะครับ ประการที่ ๔ เองก็คือว่า ณ วันนี้มันมีกลไกเชิงฟังก์ชันมากมาย ลงไปที่พื้นที่ แต่ละฟังก์ชันก็จะมีเป้าหมายของตัวเอง มีภารกิจของตัวเอง ถ้าภาพสมัชชาตรงนี้มันเป็นพื้นที่กลาง ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ มันเป็นพื้นที่กลางและเป็นถาดกลาง สํารับกลางให้กับคนทุกคนในการที่จะมากําหนด ธงเดียวกันและเป้าหมายเดียวกัน ความเป็นเอกภาพมันก็จะมีสูงนะครับ
สุดท้ายนะครับ ผมเติมในช่วงสุดท้ายก็คือว่าแท้ที่จริงแล้วพื้นที่รูปธรรมของ ภาคประชาชนเองได้มีการขับเคลื่อนมา ๔-๕ ปีแล้ว เรื่องสมัชชาพลเมืองซึ่งที่ผ่านมาเขาใช้ คําว่า สภาพลเมือง ซึ่งก็มีหลายจังหวัดที่มีรูปธรรมเหล่านี้ อํานาจเจริญมีโมเดล (Model) ของพื้นที่กลางที่มีจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง ๖๓ ตําบล แล้วก็มีพื้นที่ระดับจังหวัด อันนี้คือ ผลคุณูปการจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนกับสถาบันพระปกเกล้าที่มี พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน กับ พ.ร.บ. สภาพัฒนาการเมือง ๔-๕ ประการนี้ผมอยากเสนอผ่านท่านประธานไปสู่ กรรมาธิการในการให้ช่วยพิจารณาเพิ่มเติมครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ เรื่องของการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่สําคัญ มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ เพราะถ้าการเมืองเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นอย่างนั้น ถ้าได้นักการเมืองดี ประชาชนก็จะมีความสุข เหมือนศิลาจารึก หุบเขาช่องคอยบอกไว้ว่า ที่ใดมีคนดีอยู่ที่นั่นย่อมมีสุข เป็นศิลาจารึกเมื่อ พ.ศ. ๑๐๑๐ ครับ ข้อความนี้บันทึกเป็นอักษรปัลลวะ เพราะนั่นคือเรื่องของการเมืองตั้งแต่แรก เดิมทีเดียวแบบ พ่อแม่ปกครองลูก มาสู่ระบอบสมมุติเทวราช สมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วในที่สุดก็พัฒนามาสู่ ระบอบประชาธิปไตยที่บอกว่าประชาชนเป็นใหญ่และในที่สุดเราก็พยายามให้ประชาชนเป็นใหญ่ ดังรัฐธรรมนูญที่กําลังร่างนี้ ก็คือให้มีสมัชชาประชาชนหรือใช้ว่าสมัชชาพลเมืองก็แล้วแต่นะครับ
ทีนี้ปัญหาสําคัญคือเรื่องพรรคการเมืองซึ่งทางกรรมาธิการร่างออกมานะครับ ผมอ่านแล้วในเอกสารนั้นท่านร่างไว้ดีมากเหลือเกิน เป็นการปกป้องประเทศชาติเกี่ยวกับ เรื่องพรรคการเมืองนะครับ ตัวอย่างที่ผมพบ ยกตัวอย่างว่าเรื่องพรรคการเมืองดีอย่างไร บอกว่าพรรคการเมืองต้องมีอุดมการณ์นะครับ พรรคการเมืองต้องมีอุดมการณ์ในการที่จะ คัดเลือกคนหรือทําประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชน ทีนี้ที่ผ่านมาถามว่าพรรคการเมืองเรามี อุดมการณ์จริงหรือไม่ ถ้าตั้งคําถามกันอย่างนี้ก็ตอบออกมาได้ว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอุดมการณ์ อุดมการณ์คืออะไร คือความสมบูรณ์ในการที่จะทําให้เกิดขึ้น ให้เกิดความสุขตามที่ได้ พูดหาเสียงกันนะครับ ทีนี้ถามว่าแล้วทําไมพรรคการเมืองไม่มีอุดมการณ์ ทีนี้ในนี้ก็ร่าง บอกไว้แล้วว่าพรรคการเมืองมักจะมีนายทุนเข้าไปอยู่ ทีนี้เมื่อมีนายทุนเข้าไปอยู่ก็พยายาม ที่จะสร้างอํานาจเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ทุนที่ลงไป นี่คือปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นจะร่างกฎหมายมาอย่างไร กฎหมายลูกเพื่อไม่ให้มีลักษณะที่ว่า พรรคการเมืองนั้นเป็นของนายทุน อันนี้คือสิ่งหนึ่ง แล้วก็สามารถสั่งการให้สมาชิกพรรคทํา ที่ปรารถนาได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นกฎหมายลูกนะครับก็เรียนกรรมาธิการว่าซึ่งไม่ทราบใครร่างกฎหมายลูก ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นนี้นะครับ เพราะสภาปฏิรูปนี้ก็อีก ๒ เดือนก็คงจะมีโอกาสร่างน้อย แต่อย่างไรก็ตามก็คงจะมีสภาขับเคลื่อนได้มาร่างให้เป็นไปตามนี้ได้อย่างแน่นอนครับ ต้องทําให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของประชาชนไม่ควรเน้นตัวผู้นํา เป็นข้อความที่ดีมาก พรรคการเมืองต้องก้าวข้ามความเป็นบริษัทส่วนตัว เขียนไว้ดีเหลือเกินตรงนี้ ผมก็ฝาก ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมบัติ และกรรมาธิการว่าเราผลักดันอย่างไรให้กฎหมายตรงนี้ ออกมาและทําอย่างไร
และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ในเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ส. แล้วก็มีข้อความว่า เรื่องซื้อสิทธิขายเสียงต้องทําให้ได้ อันนี้ก็อยู่ที่กฎหมายอีกก็ขอฝากผู้ที่จะร่างรัฐธรรมนูญ ต่อไปว่าทั้งคนซื้อสิทธิทั้งคนขายเสียงคงต้องเอาให้มีโทษเรียกว่าเต็มที่หน่อย ยาแรงสักนิดหนึ่ง ถ้าไม่เช่นนั้นไม่หลาบไม่จํานะครับ เช่นว่าคนที่ซื้อสิทธิแล้วชัดเจน หลักฐานนะครับ ผมว่าหยุดการเมืองไปเลยครับ ตลอดชีวิตได้ไหม กฎหมายที่ออกมา แล้วก็อีกข้อหนึ่ง ที่ผมชอบใจและอภิปรายกันมากก็คือเรื่องทายาททางการเมือง อันนี้ผมสนับสนุนอย่างยิ่ง คือผมเองก็อยู่กับการเมืองมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ จนทุกวันนี้ผมก็สนใจการเมือง เรียนรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบางแห่ง ปริญญาโทยังไม่จบครับ แล้วผมก็สนใจหลายปีแล้วก็เลยรู้ว่าการเมือง คืออย่างไร รู้จักนักปรัชญาทางการเมืองนะครับ เราทําอย่างไรตรงนี้ ผู้ซื้อเสียงและผู้ขายสิทธิ ก็เหมือนกันลงโทษให้หนักนะครับ เพราะฉะนั้นการพัฒนาทางการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้คงต้อง อาศัยพระราชบัญญัติผมว่าเป็นเรื่องสําคัญนะครับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีการกําหนดอายุ หรืออะไรต่อมิอะไรนี้ก็ดีแล้วครับ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่หลุดไปคือเรื่องกลุ่มการเมือง ที่จริงใจผม อยากให้มีสมัครอิสระด้วยซ้ําไปครับ แต่ว่าดูแล้วในเอกสารนี้ไม่มี แต่ก็มีเหตุผลอธิบายว่า ถ้าเป็นกลุ่มการเมือง ถ้าเป็นบุคคลอีกหน่อยก็ดึงเข้ามา แล้วก็มีนั้นมีนี้กันก็จะทําให้ยุ่ง แล้วพรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง ด้วยเหตุด้วยผลที่ผมอ่านแล้วผมก็ต้องยอมว่าควรจะพัฒนา พรรคการเมืองให้เข้มแข็งต่อไปนะครับ แต่นั่นละพรรคการเมืองที่ดี พรรคการเมือง ที่มีคุณภาพ พรรคการเมืองที่ให้ความสุขแก่พี่น้องประชาชนเป็นสิ่งต้องทํา ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องออกกฎหมายลูกเพื่อทําตรงนี้ให้สําเร็จ ขอบคุณท่านประธานครับ
ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็อีก ๖ ท่านสุดท้ายที่อภิปรายในวันนี้นะคะ มีท่านชาลี เจริญสุข ท่านจีระรัตน์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ ท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ แล้วก็ท่านศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ต่อไปขอเชิญท่านชาลี เจริญสุข ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ในส่วนของในเนื้อหา รายละเอียดของรายงานนะครับก็ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ว่าอยากจะเพิ่มเติมบางเรื่องนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญแล้วก็จะตรงประเด็นในเรื่องของการที่เรามาปฏิรูปกันนะครับ ก็เห็นด้วย หลาย ๆ ท่านนะครับ อย่างท่าน สปช. วรวิทย์ ที่บอกว่าอยากให้มีการตรวจสอบประวัติ ก่อนเข้ามาสู่ตําแหน่ง ๑ ปีใช่ไหมครับ ในการที่จะบอกว่าห้ามทําบุญ ให้ทําบุญนอกเขต จริง ๆ ผมอยากจะเสนอว่าต้นเหตุของการทุจริตคอร์รัปชันมันมาจากการที่ความไม่สมดุล ของการที่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็อย่างเช่นทําอะไรผิดธรรมชาติไปหมดนะครับ อย่างเช่นวันนี้เงินเดือนของ ส.ส. เท่าที่ทราบก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่พอเข้าไป ในตําแหน่ง ปรากฏว่าการช่วยงานก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทําไมถึงไม่สมเหตุผล เพราะว่า คนเป็น ส.ส. เมื่อไปช่วยงานเยอะ ๆ เงินเดือนย่อมไม่พอครับ ใช่ไหมครับ เพราะว่าเราเคยได้ยิน หลายคนก็พูดกันว่ามีเงินเดือน ส.ส. ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ช่วยงาน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ผมถามว่าแล้วทําไมอยากมาเป็น ส.ส. กันจังเลย อยากเข้ามาตําแหน่งกันจังเลย แสดงว่า จะต้องมีรายได้ทางอื่น อันนี้แค่เราฟังผ่าน ๆ เราก็รู้แล้วแสดงว่าในแวดวงการเมืองมันมีอะไร ที่จะต้องเกี่ยวกับทุจริตคอร์รัปชันแน่ ผมเสนอเพิ่มเติมเลยนะครับท่านวรวิทย์ อยากให้ทํา แบบประเทศญี่ปุ่นเมื่อได้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. คือไม่ต้องใส่ซอง บอกไปประกาศเขียนเป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติเลยครับประชาชนเขาจะได้รู้ เชิญ ส.ส. มานี่ เพราะว่าถ้า ส.ส. ไปยื่นเงินให้สมมุติว่าเขาช่วยงานกัน ๕๐๐ บาท ไปยื่นให้ ๑,๐๐๐ บาท ก็ยังเฉย ๆ ใช่ไหม ถ้าใส่ไปสัก ๕,๐๐๐ บาท ถามว่าบ้านนั้นทั้งบ้านโดนซื้อเสียง ล่วงหน้าใช่ไหมครับ อันนี้ถามว่าแล้วเงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ บาทจะพอไหมครับสําหรับ การช่วยงาน ไม่พอแล้วเขาเอาเงินมาจากไหน ผมก็ถามแค่นี้ เพราะฉะนั้นต้องตรา เป็นกฎหมายแล้วครับว่านี่คือ ผมจะเสริมท่านเพราะว่าอยากให้เข้มข้น มีคนถามว่าปฏิรูป ครั้งนี้แล้วจะไม่มีคอร์รัปชันใช่ไหม ผมไม่อยากให้มีคอร์รัปชันแล้วจะทําอย่างไร ในรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ได้บ่งบอกว่าจะไม่มี แต่กฎหมายลูกเราต้องไปทําให้ได้ใช่ไหมครับ
ประการต่อมาครับ นอกจากเรื่องของการประกาศเป็นกฎหมายแล้วว่ารู้ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือรัฐมนตรีไม่ควรไปอุปถัมภ์แบบนี้ ไม่ควรไปซื้อเสียง ล่วงหน้าแบบนี้ตลอด ๔ ปีเต็ม หรือตลอดไป ที่คิดจะอยู่วงการเมืองไม่ต้องหรอกครับ คุณไปทําหน้าที่ในสภาให้ดีก็แล้วกันเหมือนกับที่เรามาทําแบบนี้ เรา ๑. ไม่มีงบประมาณ ติดตัวแล้วก็ไม่ต้องไปเป็นแบบสภานักการเมือง เรามาสภาวิชาการ
ฉะนั้นประการต่อมาคือนอกจากเรื่องของฝืนธรรมชาติ เรื่องของพวกนี้แล้วครับ บางคนบอกไม่ได้วัฒนธรรมติดหนี้เขาต้องไปใช้หนี้ ถ้าติดหนี้กันผมมองอย่างนี้ว่ามันมีวิธีการ ที่จะไปใช้หนี้ คนอื่นก็ไปใช้หนี้กันสิครับ จะมาเปิดเผยกันอย่างนี้ ยื่นซองกันแบบนี้ แล้วก็ไปเลี้ยงหัวคะแนนกันแบบว่ามีการเลือกตั้งท้องถิ่นทีหนึ่งก็มารับเงินจากนี่ละครับ นักการเมืองใหญ่ไปแล้วเงินเดือนที่ไหนมันจะพอละครับ ก็ติดหนี้ ก็พูดง่าย ๆ ว่าติดลบ ๆ สุดท้ายก็ต้องขายตัว ไม่ขายตัว ต่อมาผมก็จะพูดถึงเรื่องงบประมาณติดตัว ส.ส. ผมมั่นใจว่า ทุกคนไม่อยากที่จะคอร์รัปชันหรอก แต่พอมีงบประมาณแล้วมันเหมือนกับมีคนมาเสนอ ท่าน ส.ส. มีงบติดตัว ๔๐ ล้านบาทนะ ผมอยากได้โครงการนี้ ท่านเอาไปเลย ๒๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท แล้วถ้าเกิดมันเป็นอย่างนี้แล้วจะให้มีงบติดตัวไว้ทําไม ก็ตัดไปสิครับ ท่านวรวิทย์ช่วยตามเรื่องนี้หน่อยนะครับ ตามให้ถึงที่สุดนี่คือการปฏิรูปจะเหมือนประเทศ ที่เจริญแล้วครับ เพราะวันนี้เรามายึดติดที่ต้นแบบก็คือตรงหัว หัวก็คือรัฐธรรมนูญ แต่พอกฎหมายลูกมาไม่แตะเลย กลัว กลัวเสียประเพณี เสียโน้น เสียนี่ สุดท้ายแล้วก็เสียไป ทุกเรื่องเลย ก็ฝากไว้นะครับว่าด้วยเวลาที่จํากัดนี้อยากจะพูดเยอะกว่านี้ แต่ว่าเอาไว้โอกาสหน้า เป็นกําลังใจครับ ให้ทําให้ที่สุดเลยเพื่อปลอดในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ขอบพระคุณครับ
ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านจีระรัตน์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายจีระรัตน์ นพวงศ์ ณ อยุธยา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๓๙ ผมขออภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง การปฏิรูปสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งผมต้องขอชื่นชมและขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ การเสนอขอปฏิรูปหน่วยงานนี้อ่านดูชัดเจนครับ แสดงว่าท่านได้ศึกษาลงไปในรายละเอียด แล้วก็เข้าใจถึงปัญหา รวมทั้งได้เสนอการปฏิรูปที่มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้นเป็นหน่วยงานที่นับได้ ว่ามีความสําคัญมากหน่วยงานหนึ่งที่จะตรวจสอบเกี่ยวกับเงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเป็นสากล อย่างของประเทศไทยที่ปกครองในระบบรัฐสภา สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้นก็มีหน้าที่ที่จะ โดยจริง ๆ แล้วก็คือตรวจสอบการใช้ จ่ายเงินของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐไม่ว่าส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วก็จะมารายงานต่อสภาว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเป็นไปตาม งบประมาณรายจ่าย พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีและพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรือไม่ มีข้อบกพร่องอย่างไร มีการเสียหายทุจริตอย่างไรบ้าง ซึ่งการรายงานผลอันนี้และการตรวจสอบมันก็จะมีในเรื่องที่เกี่ยวกับเมื่อตรวจพบพฤติการณ์ ที่น่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็จะต้องมีหน้าที่ เกิดขึ้นคือส่งให้พนักงานสอบสวนดําเนินคดีครับโดยปัจจุบันนี้ แต่คณะกรรมการเห็น ความสําคัญตรงนี้อย่างยิ่ง คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ มันไม่ได้ผลท่านครับ เพราะว่าเราส่ง พนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบเบื้องต้น ใช้เวลา ๓๐ วัน เสร็จแล้วก็ส่งไป ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช. ต้องยอมรับว่างานนั้นล้นมือมากนะครับ เพราะฉะนั้นผลการตรวจสอบของ สตง. คนที่เขารู้จริง ๆ เขาจะไม่ค่อยกลัวหรอกครับ เพราะมันนานเหลือเกินกว่าจะดําเนินการ ป.ป.ช. ก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่ แล้วก็งานก็เยอะ บางคนเกษียณไปแล้ว บางคนเสียชีวิตไปแล้วก็มีครับ เพราะฉะนั้นกว่าจะได้เห็นผลแล้วก็เป็นการป้องปรามการทุจริต มันไม่ได้ผล เพราะฉะนั้นการที่เสนอ ปฏิรูปว่าสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินนั้นมีหน้าที่ในการไต่สวนเรื่อง แล้วก็ส่งให้พนักงานอัยการ ดําเนินคดีได้เลยไม่ต้องส่งไป ป.ป.ช. เป็นเรื่องที่ตรงจุดที่สุดครับ เพราะว่าผมอยากจะเรียนว่า เรื่องที่ สตง. ตรวจพบมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพยานเอกสารทั้งนั้นดิ้นไม่ออกหรอกครับ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ พยานบุคคลก็มีสืบประกอบเอกสารเท่านั้นเองว่าได้ทําเอกสารนี้ขึ้นมาหรือไม่ อะไร ในทาง บัญชีมันชัดเจน ค่อนข้างชัดเจนมากผมอยากเรียนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการที่จะให้ สตง. นั้นมีอํานาจไต่สวนแล้วก็ส่งพนักงานอัยการฟ้องคดีได้เลยอันนี้เป็นประโยชน์มากครับ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องทางแพ่ง ทางแพ่งเกิดความเสียหาย สตง. ที่ทําอยู่ ปัจจุบันก็จะแจ้งไปยังหน่วยรับตรวจให้ดําเนินการในฐานะเป็นเจ้าของงบประมาณผู้เสียหาย แต่มันช้ามากครับ แล้วก็ส่วนใหญ่ก็จะช่วยกัน เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่เสนอที่คณะกรรมาธิการเสนอ คือให้ สตง. นั้นสามารถติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของแผ่นดินเป็นหน้าที่และมีอํานาจทําได้เลย อันนี้จะเป็นประโยชน์มากครับ เหมือนกับที่เราพูดว่าทรัพย์สินของแผ่นดินนั้นตกน้ําไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ถูกต้องครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องวินัยงบประมาณการคลังและโทษปรับทางปกครอง อันนี้ สตง. ก็มีหน้าที่ในการตรวจสอบและนําขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองแผนกวินัยงบประมาณ การคลังที่อาจจะเกิดมีขึ้นตามรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ ผมขอสนับสนุน
ที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งผมขอเรียนว่าเกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินนั้นในเรื่องที่เสนอมาในการปฏิรูปนั้นคณะกรรมการสรรหานั้นมีหลากหลายมากครับ ซึ่งเป็นเรื่องดีครับ แต่เดิมจะเป็นองค์กรของฝ่ายตุลาการเป็นส่วนใหญ่ เดี๋ยวผมขอนิดเดียวนะครับ อันนี้ก็จะทําให้สามารถได้บุคลากรที่มีคุณภาพหลากหลายเป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน
และอีกนิดเดียวครับ องค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้น มี ๗ คนประกอบด้วย บุคคลที่มีความชํานาญและประสบการณ์นี้ข้อ ๑ ข้อเดียวครับ ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ๒ คน อันนี้ผมขอบพระคุณจริง ๆ ครับ ซึ่งในเรื่องจริง ๆ ในปัจจุบันนี้คณะปัจจุบันนี้ไม่มี สตง. หรือตรวจเงินแผ่นดินอยู่ในคณะเลยสักคนเดียว ทั้งที่กฎหมายก็เขียนไว้ ซึ่งทําให้ต้องมาเริ่มต้นศึกษากันใหม่ก็เสียเวลาไปเยอะ ถ้ามีคนเก่าอยู่บ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ครับ แล้วก็การที่จะมีคนเก่าอยู่บ้างก็กราบเรียนผ่านท่านประธานว่า ขอให้คณะกรรมาธิการได้ผลักดันกฎหมายลูกเขียนให้ชัดเจนนะครับ ซึ่งแต่เดิมบอกว่า ผู้มีชํานาญด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าฯ ก็ถือว่าชํานาญการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งความจริง ไม่ถูกต้องไปเปิดดูกฎหมายลูกสิครับ หน้าที่นั้นมันมีมากมายเหลือเกินนอกเหนือจากปกติ หรือพูดให้ชัดเจนตรง ๆ ก็คือควรจะเป็นคนที่เป็นข้าราชการสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือเคยเป็นอะไรอย่างนี้ก็จะช่วยเรื่องนี้ได้มากครับ ขอกราบขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาและเพื่อนสมาชิกครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองที่นําเสนอรายงาน ได้อย่างกว้างขวาง แล้วก็ครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องการปฏิรูปการเข้าสู่ อํานาจและระบบพรรคการเมืองเป็นโจทย์ใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องที่สําคัญ โดยเฉพาะโจทย์ ที่บอกว่าทําอย่างไรเราถึงจะได้พรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองของนายทุนที่สามารถสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ทุกอย่าง แล้วเราก็ต้องการเห็น ผู้แทนของพรรคการเมืองเป็นผู้แทนราษฎรจริง ๆ ไม่ใช้ผู้แทนของนายทุนพรรค การปฏิรูป การคัดคนดีเข้าสู่สภาเป็นเรื่องที่สําคัญ ผมคิดว่าเราคงจะต้องส่งเสริมให้คนดี คนที่มีฝีมือได้มี โอกาสเข้าสู่การเมือง แล้วก็ทําหน้าที่รับใช้ประชาชนมากขึ้น การเมืองควรจะเป็นเรื่องของ การที่อาสาเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชน ดูแลความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่การเมือง เป็นเรื่องผลประโยชน์หรือว่าการที่ลงทุนแล้วก็เข้ามาถอนทุนคืน ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแสดงบัญชีการเสียภาษีย้อนหลัง ๕ ปี ผมคิดว่าถ้าเราใช้ข้อมูลตรงนี้ ตรวจสอบกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินเราคงจะเห็นนักการเมืองหน้าใหม่ ๆ ได้เข้ามาใน วงการเมืองมากขึ้น ผมคิดว่านักการเมืองที่เลี่ยงภาษีหรือว่าร่ํารวยผิดปกติคงจะถูกกรองหรือ ว่าคงจะถูกกันออกไปได้ไม่น้อยทีเดียวนะครับ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้มีการลงโทษ ผู้ทุจริตการเลือกตั้งอย่างเข้มข้นแล้วก็รุนแรง คนซื้อสิทธิและคนขายเสียงควรจะต้อง ถูกลงโทษ เห็นด้วยที่จะให้ใบแดงกับผู้ทุจริตหรือว่าเพิกถอนสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง ไปตลอดชีวิต ถ้าหากว่าโกงการเลือกตั้งก็อย่าได้หวังว่าจะได้กลับมา ผมคิดว่าควรจะต้องใช้ไม้แข็ง ควรจะต้องลงโทษกันอย่างรุนแรง เห็นด้วยกับการเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบและ ถอดถอนนักการเมืองให้ภาคประชาชนสามารถดําเนินการฟ้องร้องและถอดถอนนักการเมือง ที่ทุจริตได้โดยตรง ในเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนก็เห็นด้วยว่าต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะได้โดยสะดวก และรวดเร็ว เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยกันสอดส่องแล้วก็ทําให้การเมือง สะอาดขึ้น การแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารทางราชการ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นเรื่อง ที่จําเป็นจะต้องทํา และผมเห็นด้วยว่าควรจะให้สํานักงานข้อมูลข่าวสารทางราชการย้ายมา สังกัดองค์กรที่จะมีการควบรวมกันระหว่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยนะครับ เพื่อที่ว่าสํานักงานแห่งนี้จะได้มีความเป็นอิสระ แล้วก็จะได้ ทําหน้าที่ในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น เนื่องจากว่าสังกัดเดิม ผมคิดว่าเป็นปัญหายังไม่สามารถที่จะทําให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้อย่างรวดเร็วแล้วก็สะดวกเพียงพอ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระผมเห็นด้วยกับ ข้อเสนอในการปฏิรูป ป.ป.ช. ซึ่งมีข้อเสนอแล้วก็รายละเอียดมากมาย เห็นด้วยกับการรวม ป.ป.ท. เข้ากับ ป.ป.ช. โดยที่ให้แบ่งออกเป็น ๒ แท่งด้วยกันภายใน เพียงแต่แท่งแรกผมคิดว่า อยากจะให้เป็นนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงคือระดับ ๑๐ ขึ้นไป ระดับอธิบดี ระดับปลัดกระทรวงนะครับ เพื่อที่จะให้ ป.ป.ช. เดิมนี้นะครับ จับปลาตัวใหญ่ให้ได้ แล้วก็มี โฟกัส (Focus) ในการทํางานปราบปรามการทุจริต ในขณะแท่งที่ ๒ นี้ควรจะเป็นระดับ ๑๐ ลงมานะครับ เน้นไปที่ข้าราชการ การรวม ป.ป.ท. กับ ป.ป.ช. เข้าด้วยกันผมคิดว่า จะแก้ปัญหาในเรื่องของขอบเขตอํานาจแล้วก็เรื่องการประสานงานระหว่าง ๒ หน่วยงาน จากข้อมูลที่กรรมาธิการส่งมาให้พวกเราดูนะครับ ก็คงเห็นว่ามีปัญหาในเรื่อง การประสานงาน แล้วก็มีการตีกลับกันไปมาอยู่บ่อย ๆ นะครับ การรวมกันก็จะช่วยให้งาน ป้องกันและปราบปราบการทุจริตและประพฤติมิชอบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สุดท้ายผมคิดว่าข้อเสนอต่าง ๆ เป็นข้อเสนอที่ดีแล้วก็สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ได้ดี สิ่งที่เราคงอยากเห็นก็คือว่าการนําไปสู่การปฏิบัติแล้วก็ก่อให้เกิดผลทางการปฏิบัติ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ กระผม นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ต้องเรียนว่าประเด็นที่ท่านทําทั้งหมดทุกประเด็นนี้เป็นประเด็นหัวใจที่เป็นปัญหาทั้งสิ้นเลย แล้วก็ท่านทํางานหนักมากนะครับ เพราะว่าท่านรับเอาคนเดียวหลายเรื่องมากเลย แล้วก็เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ที่มีปัญหาทั้งสิ้น ผมเองจะมาขออนุญาตใช้ประสบการณ์ในส่วน ของที่เคยทํางานการเมืองในการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามาให้ข้อมูลท่านสักนิดหนึ่ง ในการที่จะแม้ว่าหลาย ๆ ท่านผมเชื่อว่าในประเทศไทยมีหลายท่านที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ ความสามารถ มีอุดมการณ์ มีความตั้งใจที่จะทําเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ของประชาชน แต่การเข้าสู่ในวงการการเมือง ไม่ว่าจะ ส.ส. ส.ว. ก็ดี ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด นอกจากท่านจะต้องมีอุดมการณ์แล้วในส่วนที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหามาก ๆ ก็คือว่า ถ้าท่านไม่มีเงินโอกาสที่ท่านได้รับการเลือกตั้งนี้ยากมาก นี่ที่ผมพูดไม่ใช่หมายถึงซื้อเสียงนะครับ เอาแค่ว่าท่านจะไปทําโปสเตอร์ติด มีรถแห่หรืออะไรก็ตามที่จะทําตามกรอบที่ กกต. ให้ ก็เป็นปัญหาที่จะต้องใช้เงินทอง นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่จะทําให้คนดี ๆ คนที่มีความรู้ ความสามารถ คนที่มีใจที่จะทําเพื่อประเทศชาติ ประชาชน ไม่สามารถเข้ามาสู่ได้ สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าวันนี้ผมขอเสนอผ่านท่านประธานไปสู่กรรมาธิการว่า ถ้าท่านได้มีโอกาสผลักดันกฎหมายลูกหรืออย่างไรก็ตามนี่ ในเรื่องของการทําอย่างไรให้คน ที่มีความรู้ ความสามารถ มีจิตใจที่เสียสละ แล้วก็มีอุดมการณ์ได้มีโอกาส นั่นก็คือการทําอย่างไร ให้เขามีโอกาสเท่าเทียมกันกับคนที่เขามีฐานะนะครับ นั่นคือการเลือกตั้ง การติดป้ายโปสเตอร์ การจัดรถแห่ หรือการทําอะไรนี่ จริง ๆ แล้วในส่วนนี้ผมคิดว่าในส่วนของคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็ดี หรือองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นก็ดี ต้องดําเนินการให้ เพื่อให้เท่าเทียมกันทุกคน อันนี้คือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ผมเองจากประสบการณ์ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งจะเห็นได้ว่า จะมีประเด็นปัญหาหนึ่งก็คือกลุ่มคนบางคนที่หิ้วกระเป๋าแล้วก็เอาเงินมาแล้วก็ใช้เงินซื้อเสียง นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหามาก ๆ เลย เชื่อไหมครับว่าเรื่องของการซื้อเสียงมันเป็นเรื่องแปลกมาก ประชาชนรู้ทั้งจังหวัดนะครับ ว่าใครเป็นคนไปซื้อ ซื้อที่ไหนบ้าง จ่ายเงินให้กับใคร ใครเป็น คนไปจ่าย มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ไม่รู้นะครับ เป็นประสบการณ์ตรงที่เราได้เห็นเลยว่า จริง ๆ แล้วเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เราบอกว่าการซื้อเสียงนี้เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา แล้วเป็นความเสียหายอย่างยิ่งของประเทศชาติ แต่ว่า กกต. ไม่สามารถดําเนินการ ในเรื่องพวกนี้ได้เลย แต่ว่า กกต. กลับไปใช้ประเด็นบางประเด็นในเรื่องราวที่มันไม่ใช่เป็นประเด็นเลยนะครับ ผมเองมีประสบการณ์ซึ่งเจ็บปวดพอสมควร แต่ว่าเนื่องจากเรื่องราวยังไม่จบ สักวันหนึ่ง ผมจะเล่าให้ฟังในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เดี๋ยวผ่านกระบวนการของทางศาลยุติธรรม แล้วเดี๋ยวผมจะมาเล่าให้ฟังว่ามันมีอะไรที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งในกระบวนการของการ พิจารณาของ กกต. ซึ่งสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ท่านได้เขียนในนี้ ก็คือว่า การที่เจ้าหน้าที่เองที่เป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งกระทําการโดยไม่สุจริต และอาศัยอํานาจของที่มีอยู่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมขอ อีกนิดหนึ่ง ก็คือเรื่องของทาง กกต. เอง หรือองค์กรที่เป็นองค์กรอสิระต่าง ๆ สิ่งหนึ่งเขามี อํานาจหน้าที่ แต่เวลาที่เขาทําอะไรที่ใช้อํานาจโดยไม่ถูกต้อง ผลที่กลับมาสู่เขาผมคิดว่า มันน้อยมากที่ผ่านมา แต่ว่าเขาทําลายคนคนหนึ่ง เขามีอํานาจที่ทําลายหรือกลั่นแกล้งคน คนหนึ่งไปทั้งชีวิตนะครับ ทําเหมือนประหารชีวิตเขาเลยนะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับ กกต. ในสิ่งที่เขาดําเนินการในลักษณะอย่างนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะมีกฎหมายส่วนไหน อย่างไร ที่จะไปดําเนินการในส่วนนี้ที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ที่โดนกลั่นแกล้ง ในสิ่งนี้จึงขอฝากให้ทาง คณะกรรมาธิการในชุดนี้ช่วยโปรดได้พิจารณาดูด้วยนะครับว่า เราคงต้องดูทั้ง ๒ ฝั่ง เราบอกว่า เราจะตัดสินผู้ที่โกงการเลือกตั้งอะไรก็ดี แต่ถ้าหากคนที่มีอํานาจอยู่ใช้อํานาจโดยไม่สุจริต ท่านก็ต้องได้รับผลที่กระทํามากกว่าคนที่เขาถูกกลั่นแกล้ง ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมสนับสนุนอย่างยิ่งในรายงานทั้งหลาย แต่ผมอยากจะเน้นให้เห็นความเชื่อมโยง และความสําคัญในความเชื่อมโยง ผมให้น้ําหนักไว้ก่อนเลยครับ ท่านประธานครับ ก็คือ สมัชชาพลเมืองครับ สมัชชาพลเมืองนั้นเราต้องให้มีการประชุมระดับชาติ ระดับจังหวัดเป็น ประจําทุกปี และสมัชชาพลเมืองจะต้องเป็นที่เชื่อมของเครือข่ายทั้งหลาย ไม่ว่าสมัชชาการศึกษา สมัชชาสุขภาพ สมัชชาสภาคนพิการทุกประเภท สตรี และผมอยากให้ความสําคัญมาก เป็นที่สุดก็คือสภาเยาวชน คือเราต้องดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในสมัชชาพลเมืองอย่างมาก และแต่ละเครือข่ายก็ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลให้แต่ละเครือข่ายเข้มแข็ง แล้วก็จะได้แพค (Pack) กันทํางาน มันก็เหมือนหวายแต่ละเส้นถ้ามามัดรวมกันมันก็มีพลังพอที่จะทําอะไรได้ ทีนี้พอเป็นสมัชชาพลเมือง ท่านประธาน มันก็เชื่อมไปต่อเรื่องพรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมือง เปิดให้กลุ่มภาคประชาชนที่รวมตัวกันหลวม ๆ รวมกลุ่มตั้งพรรคการเมืองได้ง่าย อันนี้ก็จะ เป็นประโยชน์มากครับ และที่ผมเห็นความสําคัญก็คือเรื่องที่ ๓ ก็คือปาร์ตี ลิสต์ (Party list) ที่คํานึงถึงคะแนนของประชาชนที่มาลง นั่นหมายความว่าถ้าเราเอาปาร์ตี ลิสต์แบบที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนออยู่นี่ ห้ามเปลี่ยนแปลงนะครับ ก็คือเอาตามสัดส่วน คะแนนของปาร์ตี ลิสต์ที่ลง ก็จะทําให้ภาคประชาชนมีโอกาส มีตัวแทนเข้าไปอยู่ หรือไปเป็น ส.ส. ได้มากขึ้นครับ เพราะนั่นหมายความว่าถ้าภาคประชาชนใช้เครือข่ายของตัวเองระดม สรรพกําลัง สนับสนุนตัวแทนในเครือข่ายของตัวเองลงปาร์ตี ลิสต์ได้คะแนนมา ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ ส.ส. เข้าสภา ๔-๕ คนแล้ว ท่านประธาน ถ้าเราทําได้สักเหมือนกรีนพีซ (Greenpeace) สัก ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็มี ส.ส. อยู่ในสภาที่มีพลังพอสมควรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการเปิดโอกาสให้มีปาร์ตี ลิสต์ ภาคประชาชนเข้าไปได้มากเท่าไร ผมจึงจะถือว่าเป็นการปฏิรูปที่ให้คนสะอาดเข้าไปได้มากเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่เอาปาร์ตี ลิสต์เข้ามาแบบประเทศเยอรมันที่ให้ ทุกคะแนนไม่เสีย ก็เพื่อให้คะแนนของภาคประชาชนไม่เสีย มีโอกาสที่จะเอาตัวแทนเข้าไป อยู่ในสภา เป็นผู้ที่ตรวจสอบนักการเมืองได้มากพอสมควร ท่านประธานก็คิดดูครับ การเลือกตั้งที่ผ่านมา ปาร์ตี ลิสต์แบบคุณชูวิทย์ก็ยังพาคนเข้าไปได้ถึง ๔ คน ถ้าภาคพลเมือง ที่ทํางานกันเป็นเครือข่ายรวมกลุ่มไปตั้งพรรคการเมืองส่งตัวแทนเข้าไปของแต่ละเครือข่าย แล้วก็ช่วยสรรพกําลังหาเสียงผมเชื่อว่าไม่มากก็น้อย คงไม่น้อยกว่าของคุณชูวิทย์ที่จะเข้าไป อยู่ในสภา แล้วท่านลองคิดดู ส.ส. ในสภาที่มีภาคประชาชนที่กลุ่มใหญ่พอสมควรแบ็คอัพ (Backup) มันมีพลังมากพอสมควร ทีนี้ผมก็ขอเชื่อมไปต่อองค์กรอิสระ องค์กรอิสระก็จะต้อง ไม่ทอดทิ้งภาคประชาชน ทําอย่างไรจะทํางานเชื่อมกับเครือข่ายภาคประชาชน ไม่ว่าเครือข่าย ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันหรือเครือข่ายอื่น ๆ ที่ทํางานเกี่ยวข้องในเรื่องเหล่านั้น เพราะฉะนั้นการทํางานเชื่อมกับเครือข่ายภาคประชาชนก็จะทําให้มีหลายเรื่องหลายราวเข้าไป และที่สําคัญองค์กรอิสระนั้นจะต้องจัดกระบวนการสอบสวนที่รวดเร็วร่วมมือกับอัยการ อย่าแบ่งครับ สอบสวนเสร็จส่งอัยการไม่ต้องครับ ให้อัยการเข้ามามีส่วนร่วมเลยสอบสวน ตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. มีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเลย เห็นพ้องแล้วว่ามีมูล ก็ฟ้องเลยครับ เพราะฉะนั้นกรรมการทั้งหลายควรจะเป็นคอมมิชชันเนอร์ (Commissioner) รับผิดชอบไปเลยว่านี่คุณรับผิดชอบสายบริหารการเมือง สายบริหาร อันนี้รับผิดชอบ การเมืองสายนิติบัญญัติ อันนี้สายอะไร แล้วสอบสวนเสร็จมีมูลฟ้อง ถ้าสีเทาก็เข้าที่ประชุมใหญ่ ว่าจะเอาไหม ชัดเจนฟ้องเลยครับ อย่างนี้มันจึงจะรวดเร็ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการให้ การศึกษาเรื่องสุดท้ายนั้นผมอยากให้เน้นให้เกิดสภาเยาวชนที่แข็งแรงและให้สภาเยาวชน เข้ามามีส่วนหนึ่งของสมัชชาพลเมือง ถ้าเราช่วยกันสร้างสภาเยาวชนและให้เขามาเป็นส่วนหนึ่ง ของสภาพลเมืองเขาเรียนรู้ด้วยตัวเขาเองครับท่านประธาน แบบผมมีสมัชชาคนตาบอด มีทุกปีครับ เราก็ให้มีสภาเยาวชน ให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมจัดประชุมแลกเปลี่ยนแล้วเขาอยาก เข้าประชุมเรื่องอะไรก็เข้าได้ แล้วเขามีเรื่องของเขาเฉพาะเขาก็ถกของเขาไป เขาก็ได้เรียนรู้ จากรุ่นพี่ว่า รุ่นพี่ทําอะไร การเรียนรู้จากประสบการณ์มันมีคุณค่ามากกว่าจากการเรียนรู้ จากตัวหนังสือครับท่านประธาน ผมจึงอยากให้มองทุกเรื่องสอดรับกันไปโดยผมให้น้ําหนัก อยู่ที่สมัชชาพลเมืองว่าเราจะทําอย่างไรให้เข้มแข็งทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด แล้วก็เชื่อมเครือข่ายลงไปในกลุ่มต่าง ๆ ผมเชื่อว่าถ้าเราทําได้สําเร็จ ผมว่าเราจะเห็น บ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปอภิปรายท่านสุดท้าย ท่านศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานคณะกรรมาธิการ กระผมเห็นรายงานฉบับนี้แล้วก็ดีใจที่ทางกรรมาธิการได้ทํา เรื่องที่ยาก และอยากให้เรื่องนี้เป็นจริง ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ เรื่องที่อยากจะเพิ่มเติมให้นะครับ ผมคิดว่าหน่วยงานอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมอยากจะกล่าวถึงคดีทุจริตของ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และ ปปง. ที่มีความสําคัญมาก สิ่งที่สําคัญคือข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานแต่ละอัน ผมไม่แน่ใจว่าเขามีการแชร์ (Share) ร่วมกันหรือเปล่าเพราะข้อมูลข่าวสารเรื่อง ปปง. ก็ดี ป.ป.ช. ก็ดีเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่จะรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ทรัพย์สิน บัญชีรายชื่อต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ถ้าไม่เขียนในกฎหมายเปิดเผยไม่ได้ ต้องไปเขียนในกฎหมายพิเศษเพื่อจะ แชร์ข้อมูลกันอันนั้นเป็นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมว่าสําคัญคือเราพูดถึงเรื่องหลายเรื่องของ ปปง. เพิ่ม ค่าตอบแทนพิเศษอะไรต่าง ๆ นานา ผมคิดว่าเรื่องค่าตอบแทนพิเศษนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง เซนซิทีฟ (Sensitive) มากคือเรื่องที่อ่อนไหว แต่ผมก็คิดว่างานของ ปปง. ก็ดี ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ก็ดี ก็มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน การมีค่าตอบแทนพิเศษสําหรับงานพวกนี้ ก็มีความสําคัญมากที่จะต้องพิจารณาดูด้วยเพราะผมไม่เห็นข้อเสนอของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ซึ่งผมรู้ว่าเรื่องนี้ก็ยากแต่ผมคิดว่าต้องไปพิจารณาดูว่าจะมีค่าใช้จ่ายพิเศษเหมือนหน่วยงานอื่น เช่น ดีเอสไอ (DSI) หรือไม่ อย่างไร ต่อมาก็คือเรื่องของการฝึกอบรม อันนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเราดูภาพรวมของหน่วยงานด้านนี้เรื่อง ป.ป.ช. ก็ดี ป.ป.ท. ก็ดี ปปง. ก็ดี องค์ความรู้ใหม่ ๆ ในโลกธุรกิจ หรือโลกปัจจุบันมันไปไกลมาก การทุจริตมีหลายรูปแบบมาก ความรู้ต่าง ๆ ก็มีความสําคัญ ผมคิดว่าการฝึกอบรมสําคัญมากในการที่จะฝึกอบรม ให้หน่วยงานพวกนี้มีความรู้ ผมไม่ได้หมายถึงเปิดหลักสูตรพิเศษนะครับ ผมหมายความว่า ต้องมีหน่วยงานกลางที่จัดฝึกอบรมหน่วยงานบุคลากรเป็นพิเศษ เอาผู้เชี่ยวชาญจาก ต่างประเทศมาสอน ผมคิดว่าสําคัญ
เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะฝากเรื่องของการได้มาของนักการเมืองก็ดี การตรวจสอบภาษีของ ป.ป.ช. ก็ดี หรือ ป.ป.ท. ก็ดี เราพูดถึงการให้ยื่น ผมได้ขอแปรญัตติ ในรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะได้รับการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ผมแนะนําว่า น่าจะเขียนในกฎหมาย ป.ป.ท. ว่า ควรจะมีการเปรียบเทียบบัญชีรายชื่อทรัพย์สินกับ บัญชีภาษีอากรที่ยื่น ซึ่งผมเคยได้อภิปรายไปแล้วว่าน่าจะเป็นหน่วยงานของ สตง. ก็ได้ ป.ป.ช. ก็ได้ ร่วมกับกรมสรรพากรที่จะนําบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นโดยนักการเมือง หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ยื่นเปรียบเทียบกับบัญชีรายชื่อทรัพย์สิน และถ้าปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นไม่สามารถพิสูจน์ แหล่งที่มาของเงินภาษีได้ ในการซื้อทรัพย์สินได้ก็ให้ประเมินภาษี แล้วก็ตัดสิทธิทางการเมือง และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อศาลตัดสินว่าหนีภาษีก็ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะ ๕ ปี หรือตลอดชีวิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญเพราะผมไม่แน่ใจว่า รัฐธรรมนูญที่เราแปรญัตติไปมันจะเป็นอย่างไร หรือเขียนไปก็อาจจะไม่ผ่านประชามติก็ได้ ผมก็อยากจะฝากให้เขียนในกฎหมายลูกไว้นะครับ
เรื่องสุดท้ายที่ผมคิดสําคัญมากก็คือว่าในการฝึกอบรม คือเราไม่พูดกันถึง เรื่องบุคลากร ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่ผมเป็นห่วงอีกอันหนึ่ง ลืมไปครับ ผมขอพูดเรื่อง ปปง. ทําไม ปปง. ต้องแยกเป็นอิสระ ในอดีตที่ ปปง. เคยทําหน้าที่อะไรบ้างอย่างตามคําสั่งของ นักการเมือง ไปตรวจสอบคนที่ไม่พึงตรวจสอบ เราจะตรวจสอบ ปปง. ได้อย่างไร เช่นเดียวกับดีเอสไอ ผมกําลังคิดว่าถ้าเราเอา ปปง. มาอยู่เป็นองค์กรอิสระ ดีเอสไอควรจะอยู่ หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ผมเป็นกังวล ถ้าหากว่าจะเพิ่มฐานความผิดผู้เสียภาษีของ ปปง. เพิ่ม เรื่องภาษีไปอีกเรื่องหนึ่งนี้วงแตกเลยครับ เพราะแค่นี้ก็ไปข่มขู่เยอะมาก ผมไม่ได้คิดว่า ห้าม ปปง. ไปเป็นฐานความผิด ผมว่าต้องดูอย่างระมัดระวังนะครับ ยิ่งเพิ่มอํานาจมากเท่าไร ให้กับหน่วยงานของรัฐและไม่มีระบบการตรวจสอบที่ดีนี้ ผมคิดว่าอันตรายกับประชาชน ผู้สุจริต พวกที่ไม่สุจริตนี้ท่านจับไม่ได้อยู่แล้วละครับ เขาก็จะมาลงกับพวกที่สุจริตนี้ละ อาจจะทําอะไรผิดพลาดบ้าง แต่ถ้าใช้ ปปง. ผมว่าจะแรงไปหน่อย เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า เรื่อง ปปง. ก็ดี เรื่อง ป.ป.ท. ก็ดี ต้องมีการฝึกอบรม ทั้งด้านวิชาการและทั้งด้านคุณธรรม และจริยธรรมเป็นสําคัญนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๑๖ ท่านที่ได้แสดงความประสงค์ ที่จะอภิปรายให้ความเห็นการปฏิรูปการเมือง ในวาระการปฏิรูปที่ ๒ : การเข้าสู่อํานาจ/ ระบบพรรคการเมืองได้อภิปรายครบแล้ว ต่อไปดิฉันขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ได้กรุณาตอบชี้แจงข้อซักถามหรือข้อความเห็นค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความคิด ความเห็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งพวกเราก็จะนําไปดําเนินการต่อไปนะครับ
ก่อนจะสรุป ผมใคร่ขอแก้ไขความผิดพลาดในเอกสาร พอดีตรวจสอบ แล้วก็พบว่ามีหน้า ๑๙ ข้อ ๔.๑ ที่เป็นข้อเสนอบอกให้ใช้การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม อันนี้เป็นข้อเสนอของอนุกรรมาธิการปฏิรูปกลไกระบบการเลือกตั้ง พอเสนอเข้าไป กรรมาธิการชุดใหญ่แล้วก็ได้อภิปรายถกเถียงกันแล้วก็เห็นว่าระบบการเลือกตั้งนี้มีโอกาสมาก ที่จะทําให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ จะทําให้การแก้ไขปัญหาสําคัญของประเทศทําได้ยาก จะทําให้การดําเนินนโยบายสําคัญของประเทศทําได้ยาก ที่ประชุมของกรรมาธิการชุดใหญ่ ก็มีมติว่าให้แก้ไขว่าให้ใช้การเลือกตั้งแบบสัดส่วนคู่ขนาน โดยมี ส.ส. เขต ๔๐๐ คน เลือกตั้ง ไม่เกินเขตละ ๓ คน ใช้หลัก วัน แมน วัน โหวต แล้วก็มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ทํานองเดียวหรือใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ว่าทางอนุกรรมาธิการได้ส่งเอกสารที่คลาดเคลื่อนไปให้ฝ่ายเลขาฯ เราจะกลับไปแก้ไข ให้ถูกต้องตามมติของคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ ขอกราบอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กิติพงศ์พูดถึงเรื่อง ปปง. ไว้ อันนี้เราก็ได้เชิญทางเลขาธิการ แล้วก็บุคลากรของ ปปง. มาปรึกษาพูดคุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเป็นอิสระ เพราะเราเห็นว่า หน่วยงานที่ทําหน้าที่ตรงนี้ ถ้าหากว่าฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อใดความโปร่งใสก็จะน้อย แล้วเราก็สอบถามเหมือนกันครับว่าตั้งแต่ตั้งมานี้ยึดทรัพย์ที่ผิดกฎหมายได้สักเท่าไร เพราะว่ามันมีการทุจริตปีหนึ่งประมาณสักแสนกว่าล้านบาทจากการวิจัย ท่านบอกตั้งแต่ ตั้งมายึดมาได้หมื่นกว่าล้านบาท ทีนี้ถ้าเทียบกับความผิดที่มีอยู่ในประเทศมันมากเหลือเกิน พวกเราถามกันบอกว่าเจ้ามือหวยเถื่อนในแต่ละจังหวัดจะรู้ไหมนี่ว่าใครเป็นเจ้ามือ แล้วตรวจสอบได้ไหม อันนี้ก็เงียบ ๆ ปปง. ถ้าหากว่ากรรมการเป็นอิสระ ใช้งานถูกต้อง การกระทําทุจริตประพฤติมิชอบในประเทศนี้ทําได้ผลเร็วกว่า ป.ป.ช. ถ้าหากว่าการทํางาน มีความโปร่งใสสุจริตและมีความเป็นอิสระ อันนี้จะเป็นเครื่องมือที่ดีมาก เพราะจะทําให้เห็น ผลงานรวดเร็วกว่า ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. อีกมากทีเดียว เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการ ก็จะศึกษาและดําเนินการต่อไป
เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจะไม่ไปกล่าวทบทวนว่าแต่ละท่านให้ความเห็นอะไรไว้บ้าง แต่เรียนทุกท่านว่าความเห็นทั้งหมดของทุกท่านที่นําเสนอมานั้นเราจะไปเรียบเรียงว่าแต่ละ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอะไร แล้วก็จะนําเข้าสู่อนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ที่ทําการศึกษา แล้วการศึกษาของเราจะถือว่าเป็นการศึกษาแนวทางการร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วย เพราะส่วนใหญ่ของเราเป็นเรื่องของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เราคงทํามากไปกว่าเรื่องข้อเสนอในลักษณะของแนวทางการศึกษาไม่ได้จนกว่ารัฐธรรมนูญ จะเสร็จสิ้นลง
ท้ายที่สุดนี้กระผมและคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองทุกคนขอกราบขอบคุณ ทุกท่านที่ได้ติดตามด้วยความสนใจ แล้วก็ได้ให้คําแนะนําที่มีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง วาระปฏิรูปที่ ๒ : การเข้าสู่อํานาจ/ระบบพรรคการเมือง แล้ว แล้วก็ได้รับทราบความเห็นพร้อมข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําไปดําเนินการต่อไปค่ะ เป็นอันจบการพิจารณารายงาน การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง วาระปฏิรูปที่ ๒ : การเข้าสู่อํานาจ/ ระบบพรรคการเมือง ค่ะ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
ท่านสมาชิกคะ เนื่องจากเวลาการปฏิบัติงานของ สปช. ในการพิจารณา แผนปฏิบัติในการปฏิรูปประเทศตามวาระการปฏิรูปต่าง ๆ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กําหนด ที่จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาประมาณ ๖๐ วัน นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะวันนี้เป็นวาระการปฏิรูปของการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายของการนําเสนอ ในวาระแรกนะคะ ดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ได้รับความเห็นจากสมาชิกอย่างกว้างขวางที่สุด ทั้งสามารถ พิจารณาได้แล้วเสร็จตามกําหนดเวลาที่มีอยู่ จึงใคร่ขอความร่วมมือจากท่านสมาชิกทุกท่าน ได้โปรดอภิปรายอย่างสั้น กระชับ แล้วก็เฉพาะประเด็น ที่ว่าประเด็นที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่ ไม่ปรากฏอยู่ในรายงานที่เคยเสนอมาในครั้งแรก ประเด็นที่ท่านมีความเห็นต่างหรือไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการเสนอมา หรือข้อเสนอเพิ่มเติมในเรื่องของตัวชี้วัดความสําเร็จ หรือความล้มเหลวในการปฏิรูป จึงใคร่ขอความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่านด้วยความเคารพ แล้วนอกจากนั้นก็คงจะต้องขอความร่วมมือจากท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการด้วยทุกชุด ได้กรุณานําเสนออย่างกระชับด้วยเช่นกันค่ะ ก็ขอขอบพระคุณอย่างมากเลยค่ะ วันนี้หมดระเบียบวาระแล้ว ขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ทุกท่านที่ได้อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ดิฉันขอปิดประชุมค่ะ