อมร วาณิชวิวัฒน์ พูดถึงปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีตและเสนอแนวทางแก้ไข โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองและประชาชน รวมถึงการหารือเรื่องหน้าที่พรรคการเมือง การหาเสียงเลือกตั้ง การยุบพรรคการเมือง และโครงสร้างพรรคการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงและเสถียรภาพ และเพิ่มความน่าเชื่อถือของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมมีเวลา ๑๐ นาที แต่อาจจะใช้เวลาสัก ๑-๒ นาที พูดในสิ่งที่มีความสําคัญต่อความน่าเชื่อถือของรายงานชุดนี้ ท่านทั้งหลายคงทราบนะครับว่า ในช่วงที่ผ่านมามันมีข่าวออกไปในทางที่อาจจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยผมเองต้องรับผิดชอบด้วย เพราะว่าผมเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะเป็นต้นเหตุ ซึ่งเป็นต้นเหตุ ที่ขอเรียนด้วยความเคารพว่าไม่มีเจตนาจะเหมารวมหรือทําให้สภาแห่งนี้ได้รับผลกระทบกระเทือน แต่อย่างใด คือปกติเราจะมีการแถลงข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคณะปฏิรูปกฎหมาย ที่ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการอยู่ แล้วก็ในเรื่องของระบบพรรคการเมือง ในวันนั้น ก็มีผู้สื่อข่าวก็มาถามเกี่ยวกับเรื่องประเด็น ซึ่งจะมีกฎหมายของพรรคการเมืองพูดด้วยวันนั้น ซึ่งก็เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าเราได้มีความคืบหน้าอะไรไปบ้าง ก็ปรากฏว่าพอแถลงจบ น้อง ๆ นักข่าวก็ไม่ได้ถาม แต่ผมก็บอกว่าช่วยถามเรื่องที่เราแถลงได้ไหมอะไรอย่างนี้ เขาก็ถาม นํามาเลยว่า สปช. จะอยู่หรือไป เสร็จแล้วผมก็ด้วยความเป็นครูบาอาจารย์ผมก็ตอบ ทุกคําถาม ผมอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในอนาคต แต่ก็ต้องกราบขออภัย ถ้าหากคําพูดอะไรของผมนี้ หรือคําชี้แจงอะไรที่ผ่านมามันอาจจะทําให้ท่านทั้งหลายไม่สบายใจ ขอเรียนด้วยความเคารพว่าไม่มีเจตนานะครับ แล้วก็ยังให้ความเคารพต่อความเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน แล้วก็อยากจะให้ภาพของสภาแห่งนี้เดินหน้าต่อไป แล้วก็รายละเอียดผมจะไปพูดในวันที่ ๒๔ ซึ่งทางประธานสภาได้พูดไว้ในการประชุมลับว่า เราจะมีการพูดคุยกันเป็นกันเองในระหว่างหมู่สมาชิกด้วยกัน ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าพรรคการเมืองเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสําคัญมากต่อระบบการเมือง ของประเทศเรา ในอดีตที่ผ่านมาเราพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดจากความไม่น่าเชื่อถือ ความไม่ศรัทธาพรรคการเมืองของประชาชน บางคนเขาบอกว่าบางพรรคการเมืองไม่ต้องอาศัย ความมีชื่อเสียงของพรรคก็ได้ อาศัยผู้นําของพรรคคนใดคนหนึ่ง แล้วก็ไปรวมเอาสมาชิกที่อยู่ จากพรรคโน้นพรรคนี้เข้ามา ก็สามารถที่จะชนะการเลือกตั้งได้ ผมก็เลยมองว่าสภาพปัญหา ในอดีตแบบนั้นมันคงจะเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ถ้าหากเรามุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการเมืองกัน ไม่ว่า จะเป็นพรรคที่บริหารโดยผู้มีอํานาจทางการเมือง หรือผู้มีอํานาจทางการเงิน เขาใช้คํานี้นะครับ แล้วก็พรรคการเมืองส่วนใหญ่นั้นมีการคัดเลือกผู้สมัครเพื่อให้เข้ามาสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยไม่ผ่านกระบวนการคัดเลือกของสมาชิก ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า วันนี้พรรคการเมือง ที่มีสาขาพรรคครบทั่วประเทศที่เป็นพรรคใหญ่ ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ แต่ท่านอาจจะทราบดีว่า พรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นอดีตพรรครัฐบาล มีสาขาพรรคอยู่ ๔ สาขา เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ว่าพรรคการเมืองที่มีผู้แทนในสภามากถึง ๒๐๐-๓๐๐ คน มากขนาดที่สามารถมีเสียงข้างมากในสภา ในที่สุดแล้วมีสาขาพรรคทั่วประเทศอยู่ ๔ สาขาเท่านั้น ฟังดูแล้วก็แปลกประหลาด ในขณะที่ พรรคเล็ก ๆ บางพรรคมีอาจจะถึง ๑๐ สาขา ๒๐ สาขาก็มี ตรงนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่เราคิดว่าจะต้องแก้ปัญหา แล้วก็เลยทําให้ส่งผลถึงปัญหาหนึ่งก็คือเวลาเขาคัดเลือกผู้สมัคร เพื่อให้เรามาคัดเลือกกัน เวลาเราหย่อนบัตรเลือกตั้งลงคะแนนให้เขา เราก็เลยได้ตัวผู้สมัคร ที่ไม่มีคุณภาพ บางครั้งก็เลวร้ายถึงขนาดอ้างว่าขาดจริยธรรม คุณธรรม เพราะว่าไปศึกษา ปูมประวัติย้อนหลังกันแล้วบุคคลเหล่านี้เป็น ประทานโทษ ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า เป็นเจ้าพ่อบ้าง เป็นคนค้าของเถื่อน ประกอบอาชีพไม่สุจริต เป็นผู้ร้าย ว่าอย่างนั้นนะครับ แล้วก็ประการหนึ่งที่เราก็มองเห็นว่าพรรคการเมืองจะต้องพัฒนาต่อไป แต่ว่าวันนี้เราก็จะ เปิดโอกาสให้เฉพาะพรรคใหญ่ ๆ ที่อยู่รอดได้ พรรคการเมืองเล็ก ๆ ก็จะล้มหายตายจาก ไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะแก้ปัญหาความไม่ศรัทธาของประชาชนต่อพรรคการเมืองได้อย่างไร อันนี้ก็คือเรื่องที่เป็นสภาพปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา
ประการต่อมาครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ ในประเด็นที่ทางคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูประบบพรรคการเมืองพยายามที่จะแก้ปัญหา เราก็วางไว้ ๗-๘ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรกก็คือเรื่องของหน้าที่พรรคการเมือง เราก็คงจะต้องมองล่ะครับว่า วันนี้หน้าที่พรรคการเมืองในแง่ว่าจะต้องไปรณรงค์ให้ความรู้ทางด้านประชาธิปไตย ของประชาชนมันน่าจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เราก็ตั้งคําถามกันเหล่านี้ เพราะในอดีตที่ผ่านมา หน้าที่เหล่านี้เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองหน้าที่หนึ่ง แต่บางคนก็บอกว่าบกพร่องไปบ้าง อะไรไปบ้าง
ในประการต่อมาเราจะทําให้พรรคการเมืองนั้นเป็นพรรคของประชาชน ได้อย่างไร ตรงนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการเองก็ได้มีข้อเสนอแนะว่าเราไม่ได้ไปลอกเลียนแบบ ระบอบประธานาธิบดีหรืออะไรมา แต่เรามองว่าระบบที่เขาเรียกกันว่าเป็นไพรมารี โหวต (Primary vote) ไพรมารีก็คือการหยั่งเสียงข้างต้น เพื่อที่จะส่งมอบให้กับทางผู้บริหารพรรค ได้มีอํานาจในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครน่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่จะทําให้สมาชิกพรรคที่เขา เสียค่าสมัครเข้ามา แล้วก็อุตส่าห์ที่จะมามีอุดมการณ์ร่วมกันกับพรรคการเมืองแล้วนี่ ได้มีอํานาจมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่มาส่งใบสมัคร เสียค่าสมัครแล้วก็ไม่ได้มีอํานาจอะไรเลย คําว่า ไพรมารี ไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี เพราะว่าในหลายประเทศทั่วโลกก็มีการใช้ระบบ หยั่งเสียงในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
ในประการต่อมาเราจะทําให้สถาบันพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางสังคมหรือว่า เป็นสถาบันทางการเมืองได้อย่างไร ถ้าจะมานิยามคําว่า สถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคม คงยืดยาวแล้วใช้เวลามาก แต่เอาเป็นว่าเราจะทําได้อย่างไรที่จะให้พรรคการเมืองที่มีหน้า มีตากันอยู่ในทุกวันนี้ ถ้าไปเช็ก (Check) กับ กกต. ก็อาจจะมีเกือบ ๗๐ พรรคการเมือง ๘๐ พรรคการเมือง พรรคการเมืองเหล่านี้จะมีสถานภาพเช่นเดียวกับ พูดง่าย ๆ นะครับ สถาบันทางการทหาร สถาบันทางการศึกษา ที่เวลาใครพูดถึงตรงนี้แล้วก็รู้ถึงความมั่นคง ความแม่นยํา ความมีเสถียรภาพ พึ่งพาได้ เป็นองค์ความรู้ เป็นที่คาดหวังได้ของสังคม นี่คือความหมายอย่างย่นย่อของสถาบันทางการเมืองที่ผมอยากให้เป็น ทางคณะอนุกรรมาธิการ ก็มีการศึกษาแล้วก็พยายามที่จะหาแนวทางที่จะไปสู่จุดนั้นให้ได้
ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราพยายาม ที่จะปรับปรุงวิธีการ มีการศึกษา เราไม่ได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศ แต่ว่าอนุกรรมาธิการ หลายท่านมีองค์ความรู้ในฐานะนักวิชาการ ไม่รู้เราก็เชิญผู้ที่มีความรู้เข้ามา เราเชิญ กกต. เข้ามาให้ข้อมูล ก็ปรากฏว่ามีระบบวิธีการหาเสียงหลากหลายมากมายในโลกนี้นะครับ ไม่ใช่ วิธีการที่จะต้องขึ้นป้ายหาเสียงอย่างเดียว บางทีก็บอกว่าเราจะให้ศาลาว่าการเมือง ให้ท้องถิ่น ให้เขต เป็นผู้รวบรวมเพื่อที่จะแก้ปัญหา ป้ายหาเสียงที่รกรุงรังตามท้องถนน แล้วก็บางครั้งไปบดบังทัศนียภาพ บางครั้งหลายท่าน ประสบอุบัติเหตุก็เพราะว่ามองไม่เห็นทาง ป้ายหาเสียงไปบดบังการมองเห็นของท่าน ตรงนี้เราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร หรือใครที่จะมาเป็นผู้ให้การสนับสนุนเงินทุนในการหาเสียง เพื่อสร้างความเท่าเทียมกัน ก็อย่างที่บอกมีกรรมาธิการหลายท่านบอกว่าเมื่อกระต่ายแข่งกับเต่า กระต่ายก็จะมีความได้เปรียบ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไรถึงจะให้เต่าได้เปรียบก็บอกว่ามีการ ไปติดสเก็ต (Skate) ให้กับเต่าบ้าง อะไรประมาณนี้นะครับ ก็อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจจะ ต้องมีวิธีการมาอุดหนุนพรรคการเมืองขนาดเล็กด้วยวิธีการที่ให้ความเป็นธรรม ไม่ได้สร้าง ความเสียเปรียบให้พรรคใหญ่ หรือไม่ได้ดึงความสนใจจากพรรคใหญ่มาสู่พรรคเล็ก ในประเด็นการยุบพรรคการเมือง ทางคณะอนุกรรมาธิการยังยืนยันว่าจะต้องมีการยุบ พรรคการเมืองอยู่เช่นเดิม แต่การยุบพรรคการเมืองนั้นจะไม่ใช่เป็นการยุบโดยง่าย ไม่ใช่ว่า มีใครไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญร้องเรียน เสร็จแล้วก็มีการดําเนินคดีกันไปโดยไม่ได้ผ่าน กระบวนการยุติธรรม อย่างนั้นไม่ใช่ แต่ว่าถ้าคําพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นสิ้นสุดแล้วก็พิพากษาออกมาอย่างไรแล้ว ตรงนั้นก็จะเป็น สิ่งที่สามารถนําไปยุบพรรคการเมืองได้ ซึ่งประเด็นของการยุบพรรคการเมืองก็จะเป็น ประเด็นหลัก ๆ ประเด็นหลัก ๆ นี่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือความมั่นคงของรัฐ ถ้ามีพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดไปมีอุดมการณ์ ไปมีวิธีการ ซึ่งไปสร้างหรือมีเจตนามุ่งร้ายที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือ ความมั่นคงของรัฐแล้วจะเป็นประเด็นที่จะนําไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้ ตรงนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ทางคณะอนุกรรมาธิการของเราพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหา
อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญ นั่นก็คือเรื่องของโครงสร้างพรรคการเมือง ในอดีตที่ผ่านมา อํานาจของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นสูงมาก ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก็คงจะเห็นว่าปกติคนที่ไปเป็นกรรมการบริหารพรรค เช่น หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค พวกนี้เวลาตั้งรัฐบาลแล้วเขาก็จะเข้าไปดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็คงเป็นกระทรวงหลัก ๆ กระทรวงเกรดเอ (A) แล้วก็มีอํานาจในการชี้เป็นชี้ตาย และที่สําคัญที่สุดก็คือสามารถที่จะไปหยิบคนที่เขาเห็นว่าสมควรมาลงสมัครหรือไม่ลงสมัคร ก็ได้อํานาจมากล้น เพราะฉะนั้นในแนวทางของกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการชุดเรา เรามี โครงสร้างใหม่ซึ่งมาครอบกรรมการบริหารพรรค เราเรียกกันว่าเป็นกรรมการใหญ่ บริหารพรรค เรียกกันง่าย ๆ อย่างนั้นก็ได้นะครับ เป็นกรรมการใหญ่เหมือนกับบริษัท เหมือนอย่างธนาคาร มีบอร์ดเสร็จแล้วก็มีกรรมการบริหารที่เข้ามาควบคุมดูแลเชิงจริยธรรม คุณธรรมอะไรต่าง ๆ แบบนี้เพื่อตรวจสอบถ่วงดุล แล้วก็ที่มาของกรรมการใหญ่บริหารพรรค จะไม่ใช่ในแนวเดิมแล้ว ไม่ใช่ว่าใครมีเงินทุนหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ ๆ มาลงกับพรรคก็ได้เป็น กรรมการบริหารพรรค แม้ว่าจะเป็น ๑ ในกรรมการบริหารพรรค แต่ปรากฏว่าเสียงนั้น หนักแน่นทุกคนในพรรคต้องเชื่อฟัง จะไม่เกิดปรากฏการณ์แบบนั้น เราจะมอบอํานาจ ให้กรรมการใหญ่ชุดนี้มีที่มาจากการคัดเลือก หรือว่าเลือกตั้งโดยสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งหมายความว่าท้องถิ่นที่มีสาขาพรรคต่าง ๆ ก็สามารถที่จะส่งผู้สมัครเข้ามาได้แล้วทุกคน มีวันแมนวันโหวต (One man one vote) ก็หมายความว่า ๑ คน ๑ เสียง ตรงนี้ก็คือ ภาพรวมครับท่านผู้มีเกียรติที่เราคิดว่าถ้าชุดของเราได้ทํางานต่อไปในสภาขับเคลื่อน หรืออะไรก็แล้วแต่ในอนาคตก็จะเป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะพัฒนาต่อยอดในเรื่องเหล่านี้ต่อไป กราบขอบพระคุณครับ