สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๕ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘

จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ หารือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรอิสระ โดยเฉพาะการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีผู้แทนที่ดีในการเลือกตั้ง และการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง รวมถึงการเพิ่มความโปร่งใสและความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน จุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ นะคะ ขออนุญาตรายงานผลการพิจารณาศึกษาในประเด็นการปฏิรูป โครงสร้างองค์กรอิสระ กรณีของการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างที่เราได้ทราบกัน อยู่แล้วว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีบทบาทและมีนัยสําคัญต่อการได้คนดีเข้าสู่สภา ปัญหาฐานรากในเรื่องของการมีผู้แทนที่ดีก็คือจะต้องมีการผ่านการเลือกตั้ง การเลือกตั้ง จะต้องสุจริต เป็นธรรม เพราะฉะนั้นดิฉันขออนุญาตนําประเด็นปัญหาสําคัญ ตลอดจนเรื่อง ของวัตถุประสงค์และประเด็นปฏิรูปกล่าวโดยสรุปให้ท่านสมาชิกได้รับทราบนะคะ

ในเรื่องของประเด็นปัญหามี ๓ ประเด็นหลักที่สําคัญประกอบด้วย ปัญหา ความเป็นอิสระและคุณสมบัติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาเราทราบกันอยู่แล้วว่า การได้มาซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือที่เราเรียกว่า กกต. ไม่ว่าจะเป็น กกต.กลาง หรือ กกต. จังหวัดก็ตาม เราจะพบว่าปัญหาสําคัญประการหนึ่งคือความไม่เป็นกลางของผู้ทํา หน้าที่ที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งหรือดําเนินการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้นในเรื่องของการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาได้ดําเนินการโดยตัวแทน จากฝ่ายตุลาการและฝ่ายการเมืองเป็นหลัก โดยไม่มีตัวแทนจากภาคส่วนอื่น ๆ ซึ่งการ มีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาในกระบวนการสรรหานี้ส่งผลต่อการทําหน้าที่เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นในฐานะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีหน้าที่สําคัญในการที่จะ ตรวจสอบฝ่ายการเมืองโดยตรง ที่ผ่านมามักจะถูกฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารเข้ามา แทรกแซงกระบวนการสรรหาและการทํางานอยู่เสมอมา ส่งผลทําให้การสรรหา กกต. และการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. บางส่วนอาจจะไม่โปร่งใส ทําให้กระบวนการได้มาก็อาจจะ ไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นในการทํางานที่ไม่เป็นอิสระและถูกแทรกแซงของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ หน้าที่ในสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นฝ่ายประจํา ก็เป็นส่วนสําคัญ อีกส่วนหนึ่งที่ปัญหาในเรื่องของความไม่มีอิสระ ก็ส่งผลต่อการดําเนินการจัดการเลือกตั้ง

ประการที่ ๒ ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุม การกํากับ การป้องกันและ การปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครหรือ พรรคการเมืองที่ผ่านมามีความเหลื่อมล้ํา ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่มีทุนมากกว่า มักจะได้เปรียบ มักจะมีโอกาสมากกว่า นอกจากนี้แล้วพรรคการเมืองที่มีการนํานโยบาย หาเสียงที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ของประเทศและประชาชนในระยะยาวมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งแบบไม่มีความรับผิดชอบ และพฤติกรรมของฝ่ายบริหารในการใช้อํานาจรัฐให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทั้งในช่วง ก่อนเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง ในส่วนของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้งนั้น ปัจจุบันมีการดําเนินการ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ อันเกิดจากอุปสรรคหลายประการด้วยกัน ทั้งในแง่ของข้อจํากัดทาง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของ กกต. เช่น การที่สอบสวนการทุจริต ต้องมีการร้องเรียนต่อ กกต. ก่อน เพื่อเริ่มกระบวนการสอบสวนทําให้การปราบปราม การทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่าช้าไม่มีประสิทธิภาพ หรือการที่เจ้าหน้าที่ของสํานักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งมีข้อจํากัดเรื่องอํานาจหน้าที่บางประการทําให้ไม่เอื้ออํานวย ต่อการสืบสวนสอบสวนกรณีพบการทุจริต ทั้งยังถูกจํากัดกรอบเวลาการประกาศผล การเลือกตั้งที่ทําให้การสืบสวนสอบสวนต้องดําเนินการอย่างเร่งรีบและอาจไม่ได้ผลครบถ้วน รอบด้าน ส่งผลให้ประสิทธิผลการนําคดีขึ้นสู่ศาลลดลง ประกอบกับปัญหาที่เกี่ยวกับ การคุ้มครองพยานในคดีที่มักถูกจ้างวานหรือข่มขู่ให้กลับคําให้การ หรือไม่ไปให้การในชั้นศาล นอกจากนี้ในแง่กลไกการลงโทษกรณีพบหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการเลือกตั้งไม่โปร่งใสก็ไม่มี ประสิทธิผล กล่าวคือผลของการเลือกตั้งใหม่ตามคําวินิจฉัยของ กกต. มักไม่แตกต่างจาก การเลือกตั้งที่มีปัญหาอยู่เดิม และปัญหาที่สําคัญที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือการที่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง เข้าไปเป็นตัวแทนหรือหัวคะแนนให้กับ ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง

ประการสุดท้าย ประการที่ ๓ ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการการเลือกตั้ง ถ้าหากเรา พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การจัดการเลือกตั้งโดยทั่วไปมักจะไม่มีปัญหามากนัก แต่ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าหน้าที่บางส่วน ข้าราชการบางส่วนไม่มีความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นก็จะทําให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนสามารถที่จะเข้ามามีบทบาทแทรกแซง ในการเลือกตั้ง ส่งผลได้เปรียบเสียเปรียบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ประเด็นต่อมาเรื่องของวัตถุประสงค์ จากประเด็นปัญหาข้างต้นที่กล่าวมา ทั้งหมด ๓ ประเด็น การปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีความจําเป็นเพื่อให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ อันจะส่งผล ให้การดําเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลด้วยการทํางานเชิงรุกเป็นไปอย่างราบรื่นโปร่งใสให้การเลือกตั้งเป็นธรรม

สุดท้ายเรื่องของประเด็นการปฏิรูปมี ๓ ส่วนสําคัญ ประกอบด้วย ในประเด็น ปัญหาแล้วก็วัตถุประสงค์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปในเรื่อง ของการสรรหา การเพิ่มจํานวน และการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของ กกต. และ กกต. จังหวัด เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต ยุติธรรม โปร่งใส กระบวนการสรรหา การได้มาซึ่ง กกต. กลาง และ กกต. จังหวัด จําเป็นต้องเปลี่ยนไป การสรรหานั้นจะต้องมี กรรมการสรรหาที่มีจากทุกภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง การสรรหานั้นกรรมการสรรหาจะต้อง ทําหน้าที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้ แล้วก็ตรวจสอบโปร่งใส ยกตัวอย่างเช่น การที่จะสรรหา กกต. จังหวัด เราต้องยอมรับว่า กกต. จังหวัดมีหน้าที่ทํางานควบคู่ไปกับฝ่ายประจํา คือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองคาพยพที่สําคัญ สํานักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งที่มีอยู่โดยทั่วไปในประเทศไทยนั้นก็มักจะมีสายการบังคับบัญชาโดยมี กกต. จังหวัดจํานวน ๕ ท่าน การได้มาซึ่ง กกต. จังหวัดทั้ง ๕ ท่านนั้นในการปฏิรูปครั้งนี้จําเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการผ่านการตรวจสอบโดยสาธารณะหรือการเข้าถึงข้อมูลจากประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ในจังหวัดหนึ่งต้องการที่จะมีการสรรหา กกต. ใหม่ ซึ่งเราน่าจะมีการสรรหาใหม่ ในเร็ว ๆ นี้ จําเป็นที่จะต้องเปิดเผยว่ากรรมการสรรหาคือใคร ผู้ที่สมัครเป็นใคร แล้วสามารถ ที่จะมีช่องทางในการที่แจ้งข้อมูลข่าวสารการเข้าถึงถึงข้อมูลของบุคคลคนนั้นได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปกรณีนี้ก็จะทําให้คนที่มีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือมีวาระซ่อนเร้นอยู่ข้างหลัง หรือมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ในเบื้องต้นก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาสมัครนะคะ เพราะฉะนั้นในการเปิดเผยข้อมูลคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็น กกต. หรือ กกต. จังหวัดนั้น ก็จะทําให้กระบวนการสรรหานั้นเพิ่มความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังจะต้องมีการกําหนดมาตรการให้สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ตรวจสอบถ่วงดุล การทํางานของ กกต. หรือ กกต. จังหวัดหรือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เป็น ฝ่ายประจํา เมื่อตรวจสอบและถ่วงดุลพบว่ามีการกระทําผิดก็จะต้องมีมาตรการในการลงโทษ ทางวินัยอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกรณีการสืบสวนสอบสวน

ส่วนที่ ๒ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างและการจัดการของ กกต. ในเชิงรุก ในกรณีนี้ก็จะต้องจัดตั้งหน่วยงานปฏิบัติการที่ทําหน้าที่เชิงรุกในการสืบสวนสอบสวน นอกจากนี้ยังจะต้องมีการสร้างระบบจริยธรรมสําหรับ กกต. กกต. จังหวัด กกต. ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนเจ้าหน้าที่ของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สุดท้ายแล้วหากมี อะไรก็จะต้องมีการกําหนดมาตรการและกลไกในการลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อพบว่ามีความผิด

ในส่วนที่ ๓ การปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดิฉัน ขออนุญาตเน้นในเวลาอันจํากัดนี้ ขอเน้นเรื่องของการที่เรา ในเรื่องของด้านการจัดการ เลือกตั้งไม่จําเป็นต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการดําเนินการจัดการเลือกตั้งหรือที่เราเรียกว่า กจต. เนื่องจากเมื่อได้พิจารณาข้อดีข้อเสียที่จะได้รับโดยเฉพาะความเสี่ยงจากการที่ กจต. ประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการ ซึ่งอาจไม่มีความเป็นอิสระและอาจขาดความเชี่ยวชาญ ในการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งไม่ใช่ภารกิจหลักของข้าราชการดังกล่าว ข้างต้น นอกจากนั้นแล้วในการทํางานของข้าราชการที่จะมาทําอยู่ในส่วนของ กจต. อาจจะ นําไปสู่การขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างหน่วยงานขึ้นแทนก็คือระหว่างส่วนของ กกต. กับ กจต. เนื่องจากเกิดความไม่เข้าใจกัน ส่วนของด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ควรปรับเพิ่มอํานาจ กกต. เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนกรณี การเลือกตั้งไม่สุจริต พร้อมทั้งจะต้องเพิ่มกลไกในการลงโทษของผู้ที่ทําหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การสืบสวนสอบสวนสํานวนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือแอบแฝง ในกรณีของการมีการร้องเรียนของผู้ลงสมัครรับการเลือกตั้ง สุดท้ายขออนุญาตสรุปว่าการ กําหนดประเด็นการปฏิรูปต่าง ๆ เหล่านี้จะมีนัยสําคัญอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งผู้แทนที่ดี ของประเทศ แล้วก็จะทําให้ในการกําหนดนโยบายต่าง ๆ ตลอดจนการทํางานของฝ่ายบริหาร หรือตัวแทนนั้นมีผลประโยชน์ต่อชาติเป็นสําคัญค่ะ ขอบพระคุณค่ะ