ประสาร มฤคพิทักษ์ หารือเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการใช้ประชาธิปไตยทางตรง และการไม่เพิกเฉยต่อการฉ้อฉลของผู้ปกครองแผ่นดิน และการทุจริต โดยเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างจิตสํานึกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชน และการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. ๑๓๒ ส่วนที่ผมรับผิดชอบในฐานะอนุกรรมาธิการชุดนี้ คือเรื่องการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ ท่านประธานครับ ผมมีเอกสารที่ทุกคนได้รับ คือเอกสารชุดนี้เผยแพร่เมื่อสักครู่นี้ มีทั้งส่วนที่เป็นสไลด์ (Slide) ท่อนบนและมีคําอธิบาย อยู่ในท่อนล่าง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่กระจ่างขึ้น ขอเรียนว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้น เป็นการใช้ประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตย ๔ วินาทีในการหย่อนบัตร แล้วก็มอบอํานาจที่จะให้กับคนจํานวนหนึ่งไปใช้อํานาจตามอําเภอใจ แต่การมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็คือการที่ประชาชนมีความตื่นตัว มีความตระหนักในสิทธิหน้าที่ของตนเอง มีความสามารถ ที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะนําไปสู่การมีส่วนร่วม ไม่เพิกเฉยต่อการฉ้อฉลของผู้ปกครองแผ่นดิน ไม่วางเฉยต่อการทุจริต อย่างนี้เป็นต้น ผมขออนุญาตใช้สไลด์ที่ได้ขออนุญาตที่จะนําเสนอผ่าน เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างขึ้นนะครับ
ประเด็นนําเสนอ ๘ ข้อ อันนี้รับรู้ตรงกันหมดนะครับ ทุกคณะรู้เรื่องหมด ประเด็นที่สําคัญคือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ขอทําความเข้าใจนะครับ ก็คือการมีทัศนคติ ความเชื่อ การแสดงออกทางการเมืองอย่างสมัครใจและอิสระ เป็นความสมัครใจและอิสระ โดยผ่านการพูด เขียน และทํากิจกรรมตามลําพังหรือร่วมกับผู้อื่น จะร่วมกับคนอื่นก็ได้ จะทําตามลําพังก็ได้ จะถูกหรือจะผิดไม่ใช่สิ่งสําคัญ แต่สําคัญก็คือการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนนะครับ
ทําไมต้องมีการปฏิรูป ก็คือเหตุผลที่เรารับรู้มาตลอดนะครับ ความเหลื่อมล้ํา ทางสังคม รวยกระจุกจนกระจาย ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ซื้อสิทธิขายเสียง นี่ก็เป็นเรื่องที่เรา รู้ ๆ กันอยู่ แต่เราก็พบว่ายังมีปัญหาจับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักทีหนึ่ง แล้วก็จับกันยากมาก วิกฤติคอร์รัปชัน (Corruption) ผลสํารวจ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เขาคอร์รัปชันกัน รับรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองนะครับ ปีหนึ่งประมาณ ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดจากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด นะครับ
วิกฤติศรัทธาต่อระบบการเมืองและนักการเมือง อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งสํารวจมาทีไรก็บอกอาชีพที่น่ารังเกียจที่สุดคืออาชีพนักการเมือง
การเผชิญหน้า ความไม่ลงรอย ความแตกแยก ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นเหตุผล ที่ต้องมีการปฏิรูป
สาเหตุของปัญหาคืออะไร ประชาธิปไตยของไทยเป็นประชาธิปไตยแบบ อุปถัมภ์และขาดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เรารับรู้กันแล้วเราก็เคยชินแล้ว เราก็เข้าใจว่าคนที่ไม่เข้าใจก็บอกว่ารัฐมีอะไรก็ให้มาเถอะ ส่วนรัฐหรือผู้นําของรัฐจํานวนหนึ่ง หรือความเข้าใจของคนจํานวนหนึ่งก็คือว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐ อะไรก็ตามรัฐจัดให้ ผู้นําทาง การเมืองคนหนึ่งพูดที่จังหวัดขอนแก่น บอกว่าประชาชนไม่ต้องทําอะไร ผมจัดการให้เอง เหตุการณ์อันนี้หลายปีมาแล้วนะครับ
ประเด็นปัญหาคืออะไรบ้าง
ขาดความตระหนักรู้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ปัญหาจากภาคสื่อ ทัศนคติ เชิงลบของภาคการเมืองและภาครัฐ การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมเป็นปัญหา เยาวชน ขาดแรงบันดาลใจ ขาดหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากล และการใช้เสรีภาพเกินขอบเขต ของบุคคลบางกลุ่ม บางจําพวกนะครับ
๑.๑ ที่บอกว่าขาดความตระหนักรู้ในความเป็นเจ้าของอํานาจทางการเมือง คืออะไร อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เรามีสิทธิ เราตระหนักได้ แล้วเราก็มีสิทธิ ที่จะใช้สิทธิตรงนี้ เราไม่ขายสิทธิขายเสียงได้ เราสามารถจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ เราสามารถ จะเสนอแนะได้ แต่ก็ยังขาดความตระหนักรู้นะครับ
๑.๒ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ที่จริงเรามี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แต่ก็รู้กันอยู่ว่าการเข้าถึงนั้นยากมาก แทนที่จะเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นรอง ก็กลายเป็นกลับข้าง ปกปิดเป็นหลักและเปิดเผยเป็นรอง ก็เลยเกิดปัญหา จนกระทั่งทุกวันนี้นะครับ
๑.๓ ปัญหาจากสื่อ เรื่องสื่อมวลชนก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งกรรมาธิการปฏิรูป สื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศได้ทําหน้าที่อย่างเข้มข้น แล้วเราก็เห็นภาพว่า ในยุคหนึ่งนั้นใช้เงินปีหนึ่งประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะซื้อสื่อโดยภาครัฐขณะที่ ภาคประชาชนไม่มีสักแดงหนึ่งที่จะไปซื้อสื่อเพียงแค่ ๑ หรือ ๒ ตารางนิ้วก็ตามในหน้า หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
๑.๔ ทัศนคติเชิงลบจากภาคการเมืองและภาครัฐ ภาคการเมืองหรือภาครัฐ ถือว่าประชาชนไม่ต้องมาทําหน้าที่ประท้วง ไม่ต้องมาคัดค้าน ภาครัฐจัดให้แล้ว เมื่อภาครัฐ จัดให้ก็เดินตามภาครัฐก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นจึงเกิดการใช้อํานาจโดยไม่เป็นธรรมอย่างฉ้อฉล ผมเองไปหลายเวทีที่มีการทํา รับฟังความเห็น ก็รับรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่เขาทําเพียงพิธีกรรม แล้วในที่สุดเวทีเหล่านั้น ก็พินาศไป ยกตัวอย่างเรื่องเวทีโครงการน้ํา ๓.๕ แสนล้านบาท เป็นต้นนะครับ
การเรียนรู้และมีส่วนร่วมเป็นปัญหา เนื่องจากว่าไม่ได้รับความร่วมมือ เนื่องจากว่าภาครัฐยังมีปัญหาข้องใจว่าของจริงหรือของปลอม เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่อง ของมือที่ ๓ ก็เลยทําให้เกิดปัญหาตลอดมา
เยาวชนก็ขาดแรงบัลดาลใจนะครับ บริโภคนิยมทุกวันนี้ทําให้ความใส่ใจ ของเยาวชนไปอยู่ที่การแต่งตัว ไปอยู่ที่ความร่ํารวย ความเฉิดฉาย ความสํารวย แต่ไม่เคยใยดี กับว่าเขาโกงบ้านโกงเมืองกันเท่าไร ไม่สนใจว่าเขาขายสิทธิขายเสียงกันอย่างไรนะครับ
๑.๗ ขาดหลักเกณฑ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามมาตรฐานสากล มาตรฐานสากลเรารับรู้นะครับว่าเขาสามารถมีส่วนร่วมได้ แต่ของไทยเรายังมีขอบเขตจํากัด
การใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของบางกลุ่มนะครับ นึกภาพดูย้อนหลัง ๔-๕ ปี ที่ผ่านมาเราก็พบว่ามีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนทั่วโลกนะครับ
วัตถุประสงค์คืออะไรครับ เราต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งและอํานาจ ของประชาชน เสริมความเข้มแข็งนั้นต้องบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐนะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ เป็นไปอย่างธรรมชาติ ก็แปลว่ารัฐจะต้องเอื้ออํานวยในการทําหน้าที่ ทําไมกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญถึงบอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ก็ตรงนี้เองครับ เพราะว่าผู้ปกครองนั้นมาแล้ว ก็ไปอยู่ ๔ ปี ๕ ปี หรือ ๘ ปีเป็นอย่างมากแล้วเขาก็ไป แต่ประชาชนนั้นยังอยู่ แล้วก็ต้องอยู่ ไปนานเท่านานนะครับ
๒.๒ ปลูกฝังสนับสนุนการเรียนรู้ การอบรม การกล่อมเกลา และการสร้าง จิตสํานึก เน้นคําว่า การสร้างจิตสํานึก นี่นะครับ เพราะถ้าเผื่อไม่สร้างจิตสํานึกก็เท่ากับว่า เลยตามเลยไม่สนใจใยดี แล้วก็ปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่คิดว่าเป็นปัญหานะครับ
ทําให้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองเข้าสู่การศึกษาในระบบ นี่ก็ยังต้องเป็น ประเด็นที่จะต้องไปว่ากันต่อ กระทรวงศึกษาธิการเคยมีวิชาหน้าที่พลเมืองแต่ก็หายไป ขณะนี้ผมคิดว่าถึงยุคแล้วครับ บ้านเมืองไม่ใช่อยู่ในมือของคนชั้นสูงเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ว่าประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคที่จะเข้ามามีส่วนร่วม การเข้ามามีส่วนร่วมก็แปลว่า ต้องเปิดโอกาส ต้องให้พลเมืองได้ใช้สิทธิ ได้มีกฎหมายรองรับ สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ในขอบเขตที่มีความรับผิดชอบ
ประเด็นการปฏิรูปมีอะไรบ้าง
๓.๑. การปฏิรูปการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ซึ่งตรงนี้ก็คือการใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารนั่นเอง ทําให้การใช้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์ เข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เข้าถึงได้เพียง ๒๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ผ่านมาตามตัวเลขที่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้บันทึกไว้ ได้ศึกษาไว้นะครับ
๓.๒ คืออะไรครับ ปฏิรูปโครงสร้างระบบกระบวนและกระบวนทัศน์ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ทางการเมืองของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ย้ํานะครับ การเรียนรู้ทางการเมือง ซึ่งตรงนี้ก็ยังเป็นเรื่องอยู่ในขอบเจตจํากัดนะครับ ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของสถาบันพระปกเกล้า ของสภาพัฒนาการเมือง ของ กกต. แต่จริง ๆ แล้วมันควรจะซึมซ่านอยู่ในทุกระบบที่เป็นการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษา นอกระบบ หาไม่แล้วการเมืองของประชาชนก็จะกลายเป็นการเมืองที่เฉื่อยเนือยไม่มี ความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองจริงถ้าเผื่อไม่ใส่ใจที่จะนําการเรียนรู้ให้เกิดผล ที่เป็นจริงได้
๓.๓ การปฏิรูปการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน การปฏิรูป การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปนะครับ ฟังเหมือน จะไม่เป็นรูปธรรม ฟังเหมือนลอย ๆ เป็นนามธรรม แต่จริง ๆ แล้วมีความพยายามที่จะ ก่อให้เกิดขึ้น มีการร่าง พ.ร.บ. การมีส่วนร่วม แต่ก็หายต๋อมไปนะครับ ขณะนี้หยิบยกขึ้นมาและคิดว่าจําเป็นต้องใช้นะครับ ถ้าเราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หมายถึง ประชาชนนะครับ ประชาชนก็จะเรียนรู้ทางการเมือง เมื่อเรียนรู้ทางการเมืองก็เกิด ความเข้าใจ ตระหนักรู้ในสิทธิหน้าที่ก็เห็นภาพว่าการเมืองมันฉ้อฉลอย่างไร จะมีส่วนร่วม ทางการเมืองอย่างไร เพราะฉะนั้น ๓ วงนี้เป็น ๓ วงที่จะเกี่ยวเนื่องเกาะเกี่ยวและไปด้วยกัน ตลอดเส้นทางนะครับ
ขอบเขตงานคืออะไรบ้าง
๔.๑ การปฏิรูปการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะของประชาชน ก็คือเรื่อง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารนั่นเอง ทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โอเพน ดาตา (Open data) คือข้อมูล ที่เปิดเผย
๔.๒ คืออะไรครับ ๔.๒ คือการปฏิรูปโครงสร้างระบบ กระบวนการสร้างการ เรียนรู้ทางการเมือง ตรงนี้ก็คือเรื่องของการที่ทําให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง ถ้าเป็นไปได้ อยากให้มีการตั้งองค์กรในระดับชาติเพื่อทําให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นจริง เรียนรู้เพื่อการมีส่วนร่วม ทางการเมืองจริง ๆ หรืออย่างน้อยสถาบันที่ทําหน้าที่อยู่แล้ว เช่น สถาบันพระปกเกล้า ก็ตาม กกต. ก็ตาม คณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัยก็ตาม จะได้บูรณาการ ทําหน้าที่ตรงนี้เพื่อให้การเรียนรู้ทางการเมืองอยู่ในหัวจิตหัวใจของประชาชนอย่างแท้จริง
๔.๓ การปฏิรูปการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ตรงนี้ก็ขอความ กรุณาครับ พวกเราคิดและตกผลึกกันว่าจะต้องยกเครื่องกฎหมายการปฏิรูปตรงนี้ด้วยการ ก่อให้เกิดการมีกฎหมายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เสียทีหนึ่ง
เครือข่ายพันธมิตรมีอะไรบ้าง ภาคการเมืองก็คือกรรมาธิการวิสามัญประจํา สภาปฏิรูปแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ
๕.๔ คืออะไรครับ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคสื่อ สื่อกระแสหลัก สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ (Online) สื่อบุคคล ภาคประชาชนคือภาคประชาสังคม การวัดผลดูจากอะไรครับ โครงสร้างองค์กรเครือข่ายและภารกิจการปฏิรูปแบบต่อยอด และต่อเนื่อง นั่นก็คือไม่หยุดอยู่กับที่จะต้องมีความต่อเนื่อง ร่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ปรับปรุง แก้ไขจากของเดิมแทนที่จะอยู่ใต้สํานักนายกรัฐมนตรีก็มาอยู่ใต้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ได้วางไว้ตามที่เราได้ตกผลึกกันนะครับ
ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชน และ
๖.๔ คือร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ก็เป็น ๓ ฉบับของกฎหมายที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ทางการเมือง ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชนอย่างสําคัญ
ต่อไปคือผลกระทบเชิงบวกที่จะเรียนว่าประชาชนก็จะมีความเป็นพลเมือง อย่างที่เราได้พูดกันมาตลอดนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ การเมืองมีความมั่นคง เพราะว่าผู้ปกครองมาแล้วไปแต่ประชาชนยังอยู่ ประชาชนมีพลัง ในการตรวจสอบ มีพลังในการเรียนรู้ มีพลังในการมีส่วนร่วม เขาก็สามารถที่จะทําให้ การเมืองดีขึ้นได้ การมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่วัฒนธรรมแบบอุปถัมภ์ การมีคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น การยอมรับจากนานาประเทศ
ข้อเสนอคืออะไรครับ ข้อเสนออันนี้ก็เป็นรวม ๆ บรรจุกรอบหลักการ การปฏิรูปให้เป็นวาระการปฏิรูปประเทศไทย เพราะทั้งหลายทั้งปวงคือการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม นั่นเอง ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อคนไทยทุกคน
และสุดท้ายที่อยากจะน้อมนําวาทธรรมของเจ้าคุณพุทธทาสภิกขุบอกว่า ธรรมะกับการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ธรรมะกับการเมืองเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมืองก็สลาย เป็นการเมืองทําลายโลกขึ้นมาทันที ขอย้ํานะครับ ธรรมะกับ การเมืองแยกกันไม่ได้ ธรรมะกับการเมืองเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมือง ก็สลายเป็นการเมืองทําลายโลกขึ้นมาทันที และถ้าเผื่อจะทําให้ธรรมะกับการเมืองไปด้วยกัน ก็คือการมีส่วนร่วมทางการเมือง การเรียนรู้ทางการเมืองที่ต้องปฏิบัติอย่างเป็นจริง ที่ต้อง ได้รับการเอื้ออํานวยจากภาครัฐไม่ใช่ปล่อยตามเวรตามกรรม ขอบพระคุณครับ