ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อภิปรายสนับสนุนคณะอนุกรรมาธิการ ด้านการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ครับ ขออภิปรายสนับสนุนคณะอนุกรรมาธิการ ด้านการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนะครับ
ประการแรก อยากจะยกให้เห็นถึงข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมานั้น การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเมืองไทยมีเพิ่มมากขึ้น ไม่น้อยกว่าก่อนหน้านั้นเลย เพราะเรามีช่องทางมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสื่อ มีทั้งวิทยุชุมชน มีทั้งทีวีดาวเทียม มีทั้งโซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ และมีทั้งเวทีประชาคม แล้วก็รวมทั้งการประท้วง อารยะขัดขืนต่าง ๆ นานาเยอะแยะ แต่ที่ประเด็นก็คือว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นมันไม่ได้นําไปสู่ การมีคุณภาพที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะประเด็นคุณภาพในความหมายที่ว่าประสิทธิภาพ ในการที่ประชาชนจะได้เอาความคิดเห็นของเขานั้นไปทําให้หน่วยงานของภาครัฐได้รับรู้ รับฟังแล้วก็นําเอาไปปฏิบัติ นําเอาไปปรับแก้ นําเอาไปปรับนโยบาย เท่าที่ผ่านมายังมีผล ค่อนข้างน้อย มันอาจจะด้วยเหตุว่าภาครัฐอาจจะมีช่องทางกลไกอะไรต่าง ๆ ที่เปิดรับหรือว่า แข็งตัวค่อนข้างจะมาก แล้วก็งานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมาก็ได้สรุปตรงกันว่าเวลานี้คนไทยนั้น ไม่ได้มีทักษะการมีส่วนร่วมน้อยคือมีมาก แต่เป็นทักษะในลักษณะที่เอาไปต่อรอง เอาไปต่อรองทางการเมือง เอาคะแนนเสียงไปต่อรอง เอาเสียงสนับสนุนไปต่อรองให้ได้มา ซึ่งโครงการบ้าง งบประมาณของกลุ่มตัวเองบ้าง คือมีทักษะทางการเมืองที่ไม่น้อยหน้าใคร ในโลกก็ว่าได้ แต่เป็นทักษะที่ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้เกิดประชาธิปไตยที่ดี อันนี้เป็นสิ่งที่ งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นนะครับ และสาเหตุที่มันเป็นอย่างนี้งานรัฐศาสตร์ที่ผ่านมารวมทั้งงานวิจัย ของผมเองก็ชี้ให้เห็นว่าที่คุณภาพการมีส่วนร่วมของเรามีไม่มาก อันนี้มันเนื่องจากว่าเรามี ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรายังแก้ไม่สําเร็จ ซึ่งก็อาศัยจะปฏิรูปคราวนี้ล่ะครับ ก็คือการที่ว่า การเมืองไทยนั้นภาครัฐมันมีบทบาท มีอํานาจใหญ่และอยู่เหนือประชาชน และประชาชน ของเราอยู่ใต้ระบบนี้มานาน ดังนั้นทัศนคติแบบสยบยอมต่ออํานาจรัฐ ค่านิยมแบบบุญคุณ ต้องทดแทน ความแค้นต้องชําระมันก็ยังฝังอยู่ในสังคมบ้านเราโดยเฉพาะในชนบท แล้วก็งานวิจัยของคณะรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เสร็จไปเมื่อต้นเดือนนี้ก็ชี้ให้เห็น ว่าการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพไม่มากนี่เป็นต้นเหตุทําให้ที่เราพูดมาในชุดอนุกรรมาธิการ ต่าง ๆ ในวันนี้คือการเข้าสู่อํานาจของคนที่ไม่สมควรได้รับตําแหน่ง การที่ใช้อํานาจ อย่างลุแก่อํานาจ การที่ไปออกนโยบายแบบประชานิยมไปสัญญาอะไรต่าง ๆ แล้วก็หาทาง ใช้เงินทรัพยากรแผ่นดินเอาไปตอบสนองฐานเสียง ตลอดจนการที่หักเปอร์เซ็นต์ เบี้ยใบ้รายทางทุจริตคอร์รัปชันทั้งหลายล้วนแต่เกิดจากการมีส่วนร่วมที่ยังไม่มีคุณภาพที่ดี ดังนั้นผมคิดว่าจุดคานงัดในเรื่องนี้ที่คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอก็คือเสนอร่าง หรือปรับกฎหมายหรือว่าออกกฎหมายใหม่ ๓ ฉบับมันจะเป็นการทําให้เกิดผล ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ คือการปรับโครงสร้างทางการเมือง นั่นก็คือว่ากฎหมายว่าด้วยเรื่องการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารซึ่งอาจจะมีกฎหมายอื่น ๆ อีก เช่น กฎหมายรับฟังความคิดเห็นซึ่งกําลังยกร่างกัน ปรับขึ้นมา มันจะลดพื้นที่ของราชการในความหมายว่าจะเปิดกว้างขึ้นทําให้เสียงประชาชน มันไปกระทบ มันไปมีผลต่อการทํางานของภาครัฐมากขึ้นทําให้ประชาชนได้รู้เห็นมากขึ้น มีความสามารถที่จะต่อรองเท่าทันกับฝ่ายการเมืองฝ่ายประจํามากขึ้น แล้วก็จะนําไปสู่การใช้ ดุลยพินิจที่ดีของตัวเองมากขึ้น
ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นจุดคานงัดก็คือเรื่องของการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แบบอํานาจนิยม แบบพึ่งพารัฐนี่ล่ะครับ กฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้ทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี่มันจะทําให้ประชาชนได้เข้าใจการเมืองที่ถูกต้องมากขึ้น ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษก็คือว่าเราต้องสร้างโพลิทิคอล ลิสเทอเรซี (Political literacy) ให้คนไทยนะครับ คือการอ่านออกเขียนได้ทางการเมือง ถ้าเราแปลแบบทื่อ ๆ แต่หมายถึงว่า เข้าใจที่ถูกต้องว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องการอะไร แล้วส่วนกฎหมายที่ว่าด้วย การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี่มันก็จะทําให้ประชาชนได้เห็นว่าประชาธิปไตยที่ดี นี่คนจะต้องไม่วางเฉยนะครับ คนจะต้องไม่เชื่อตามกันไป คนจะต้องออกแรงจึงจะได้มา ซึ่งการเมืองที่สัมมาอย่างที่เราตั้งเป็นวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปเราตั้งแต่วันแรก ๆ ที่เรามาพบกัน ที่นี่นะครับ นอกจากนั้นแล้วกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเรียนรู้ทางการเมือง กับการมีส่วนร่วมนี่นะครับ ขอครึ่งนาทีครับ ก็คือกฎหมายนี้ถ้าออกมานี่จะทําให้เราได้เปิด โอกาสให้ภาคเอกชนก็ดี ให้องค์กรไม่แสวงหากําไรก็ดีเขาได้มีช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่จะเข้ามามีส่วนให้ความรู้หรือมีส่วนในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ สร้างสรรค์ให้แก่ประชาชนนะครับ เพราะว่าวันนี้เรามีสิ่งที่เราเรียกว่า CSR ใช่ไหมครับ ก็คือการแสดงความรับผิดชอบของบรรษัททั้งหลายทางสังคม แต่จริง ๆ แล้วเขาก็อยากจะทํา เรื่องของ คอพเพอเรท โพลิทิคอล เรสปอนซิบิลิตี (Cooperate political responsibility) หรือที่ผมเรียกว่า CPR เขาก็อยากจะทํา แต่เราไม่มีกฎหมายเราไม่มีช่องทางให้เขา เพราะฉะนั้นถ้าเรามีกฎหมายการมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วก็มีเงื่อนไขทําให้สมาคม ห้างร้านต่าง ๆ เขาสามารถแสดงกิจกรรมทางการเมืองร่วมกับประชาชนได้ในเชิงสร้างสรรค์ และถูกต้องตามกฎหมายนี่ก็จะทําให้เกิดพลังในการทําให้การเมืองของเรานั้นมันสัมมา มากขึ้นครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ