สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๕ · ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘

สังศิต พิริยะรังสรรค์ หารือเรื่องการปฏิรูปคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแยกอำนาจระหว่างฝ่ายกรรมการและฝ่ายบริหาร และการถ่วงดุลในการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังเสนอแนะว่าควรแยกหน้าที่ระหว่างกรรมการที่วินิจฉัยคดีกับฝ่ายบริหาร และจัดตั้งศาลชํานาญการพิเศษคดีทุจริตเพื่อให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ากับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และเรียกร้องการแก้ไขตาม พ.ร.บ. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เพื่อไม่ให้ถูกตัดออกจากรายชื่อที่เขาจะยอมรับของนานาชาติ

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมดูงานของ คณะกรรมาธิการชุดนี้แล้ว ผมคิดว่าการพิจารณาถึงองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ควรจะอยู่บนหลักการที่สําคัญ ๒ ประการ ก็คือ

ประการแรก องค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบจะต้องมีความเป็นอิสระแล้วก็ไม่ถูก แทรกแซงทางการเมืองได้

ประการที่ ๒ ก็คือการจัดองค์กรขององค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบจะต้องใช้ หลักธรรมาภิบาลในการจัดองค์กร ก็คือการแยกอํานาจระหว่างฝ่ายกรรมการกับฝ่ายบริหาร ออกจากกัน ถ้ายึดถือหลักการอย่างนี้นะครับ ท่านประธานครับ การปฏิรูปคณะกรรมการ ปปง. จะเป็นปัญหา เพราะว่าไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะเอาอํานาจการรวบรวมข้อมูล ธุรกรรมทางการเงินเอาไว้กับองค์กรที่มีอํานาจบังคับใช้กฎหมาย โดยทั่วไปในโลกนี่นะครับ องค์กรที่จะทําหน้าที่รวบรวมธุรกรรมต่าง ๆ ทางการเงินนี่นะครับ เขามักจะไว้ที่ กระทรวงการคลัง แล้วก็มีหน่วยงานอีกหน่วยหนึ่งที่ทําหน้าที่บังคับใช้ แต่ถ้าของไทย ปปง. จะทําหน้าที่รวบรวมเอกสารธุรกรรมเครือข่ายทางการเงินต่าง ๆ การบังคับใช้ต้องแยกให้กับ อีกหน่วยงานหนึ่งครับ เพื่อที่จะทําให้องค์กรมีการตรวจสอบแล้วก็มีการถ่วงดุล

ในประเด็นที่ ๒ ก็คือองค์กร ป.ป.ช. ผมคิดว่าปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพ ของ ป.ป.ช. ในการที่จะทําหน้าที่จัดการกับปัญหาทุจริต แล้วก็มีจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดจากการที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ ออกแบบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีทั้งอํานาจในการวินิจฉัยและอํานาจในการบริหาร ก็คือกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากวินิจฉัย คดีแล้วก็ลงไปดูแลเรื่องบุคลากร แต่งตั้ง โยกย้าย ดูแลเรื่องงบประมาณ ซึ่งอันนี้ ขัดกับหลักธรรมาภิบาล ควรจะแยกหน้าที่ระหว่างกรรมการที่ทําหน้าที่วินิจฉัยคดีกับ ฝ่ายบริหารที่จะต้องทําหน้าที่ทางธุรการ แล้วก็ทําหน้าที่รวบรวมคดี เอกสารต่าง ๆ เพื่อให้ ฝ่ายกรรมการทําหน้าที่วินิจฉัย และที่สําคัญก็คือถ้าจะทําให้งาน ป.ป.ช. เป็นไปด้วยความ รวดเร็วก็ควรจะมีการจัดตั้งศาลชํานาญการพิเศษคดีทุจริต ซึ่งอันนี้ก็จะทําให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐที่มีระดับต่ํากว่าอธิบดีมีเส้นทางในการพิจารณาที่รวดเร็วขึ้น ส่วนนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งธุรกิจเอกชน ถ้าหากว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็ขึ้นศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของนักการเมือง แล้วก็ที่สําคัญก็คือผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่จะให้รวม ป.ป.ช. เข้ากับ ป.ป.ท.

แล้วก็อีกประการหนึ่งก็คือองค์กรที่ทําหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นจะต้องมีเครื่องมือ หรือกลไกที่จะทําหน้าที่ตรวจสอบองค์กรนั้นด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีคดีที่ค้างอยู่ที่ ป.ป.ช. ในปัจจุบันที่ยังไม่ได้พิจารณาประมาณ ๓,๐๐๐ คดี ปัญหาก็คือว่า เมื่อ สตง. ส่งรายงานการตรวจสอบไปให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช. รับแล้วก็จะไปเริ่มนับ ๑ ใหม่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นจุดอ่อน เพราะฉะนั้นการเกิดศาลคดีการคลังและงบประมาณจะเป็นการแก้ จุดอ่อนเพื่อจะเรียกเงินแผ่นดินคืน ส่วนในคดีอาญาก็ยังต้องส่งให้กับ ป.ป.ช. เพื่อดําเนินการ ต่อไป

ในประเด็นสุดท้ายก็คือการรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ากับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านประธานครับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเน้นเรื่องสิทธิ ของประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ด้อยโอกาสหรือคนที่ถูกละเมิดสิทธิ ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรที่มุ่งปรับปรุงการทํางานของภาครัฐให้มีความโปร่งใส ให้มีธรรมาภิบาล ๒ องค์กรนี้มีปรัชญาและจุดมุ่งหมายในการทํางานที่แตกต่างกัน จึงไม่สมควรที่จะนํามารวมกัน ขอประทานโทษขออีกนิดเดียวนะครับ ก็คือเพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ในขณะนี้เรากําลังจะมีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่ แล้วก็ปิดรับสมัครในวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน อันนี้จะเป็นปัญหาของประเทศไทย รัฐบาล จะตกเป็นจําเลยของสมาชิกทั่วโลก เพราะว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตอนที่มี การใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็มี พ.ร.บ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหมด ๒๔ คน อันนี้นานาชาติ แล้วก็หลักการ ปารีสว่าด้วยสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน รวมทั้งองค์กรที่เรียกว่าอินเตอร์เนชันนอล โคออร์ดิเนติง คอมมิทตี ออฟ เนชันนอล ฮิวแมน ไรทซ์ อินสทิทิวชัน (International coordinating committee of national human right institution) หรือ ไอซีซี (ICC) ให้เราได้อยู่ในเกรด (Grade) ที่ ๒ เป็นเกรดเอ (Grade A) แล้วก็ต่อมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไปลดจํานวนของผู้ที่สรรหา เราก็ถูกลดเกรดลงมาเหลือเกรดที่ต่ําลงมาอีกนี้ ซึ่งถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถูกนําออกมาใช้ก็ดี หรือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ดีในเรื่องการสรรหา ผมมั่นใจว่าในเดือนตุลาคมนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยจะถูกตัดออกจาก ลิสต์ (List) รายชื่อที่เขาจะยอมรับ เราจะกลายเป็นประเทศที่จะถูกทั่วโลกแซงก์ชัน (Sanction) ทันที เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องใช้ พ.ร.บ. กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ที่ว่าด้วยการสรรหานี้ที่จะต้องมาจากภาคส่วนต่าง ๆ อันนี้ถึงจะเป็นการแก้วิกฤติ ของประเทศ ไม่เช่นนั้นหลังเดือนตุลาคม รัฐบาลจะเจอสึนามิจากประเทศต่าง ๆ ในเรื่อง สิทธิมนุษยชนครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ