โกวิท ศรีไพโรจน์ เสนอแนวคิดการปฏิรูปการเมืองและการศึกษา โดยเน้นย้ำว่าการปฏิรูปไม่ใช่การปฏิวัติ และเสนอแนวทางที่จะลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพรรคใหญ่และพรรคเล็ก พร้อมเสนอการเพิ่มหลักสูตรเรื่องหน้าที่พลเมืองให้ครอบคลุมทุกระดับ และการปรับปรุงบทบาทของ กกต. เพื่อให้มีอํานาจในการควบคุมการเมืองอย่างเต็มที่
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี หมายเลข ๑๙ ครับ ท่านประธานครับ การปฏิรูปไม่ใช่การปฏิวัติ มันไม่ใช่ เรโวลูชัน (Revolution) สามารถทําได้ภายในวันเดียว อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง วันนี้ก็ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการอุตส่าห์ทํารายงานฉบับนี้ขึ้นมา จากสภาพปัญหาของรายงานผมมีประเด็นอยู่ ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก เรื่องการปฏิรูประบบพรรคการเมือง เรื่องของปฏิรูประบบ พรรคการเมืองนี่จากรายงานเห็นว่าสภาพปัญหาพรรคการเมืองที่คณะกรรมาธิการทํามา มีถึง ๒๘ ปัญหาทีเดียว ดูเสมือนว่าในประเทศไทยนั้นการที่จะมีพรรคการเมืองไม่ประสบ ความสําเร็จอะไรเลย เหมือนกับว่าวันนี้ไม่มีใครเข้าใจเรื่องระบบพรรคการเมืองเลย จนกระทั่งก่อให้เกิดปัญหาขณะนี้ หรือกลายเป็นว่าพรรคการเมืองวันนี้มันไม่ใช่ พรรคการเมืองที่แท้จริงเลย เพราะฉะนั้นเหมือนกับพรรคการเมืองมีไว้ทําไม ทั้ง ๆ ที่ในฐานะ ที่เราศึกษากันมา เราก็รู้ว่าการรับผิดชอบต่อประชาชน ต่อสังคมและต่อประเทศชาตินั้น พรรคการเมืองเป็นสิ่งที่สําคัญ พรรคการเมืองเป็นกุญแจสําคัญที่สุดที่จะรับฟังพี่น้อง ประชาชนและเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ให้สมาชิกของพรรคนั้นเข้าสู่ฐานอํานาจของรัฐ ในการบริหารประเทศ แต่เมื่อออกมาดูตรงนี้แล้วดูเหมือนจะมืดมนอนธการพอสมควร ท่านประธานครับ ผมไปฟังประชาชนเขาก็บ่นบอกว่าคนจนเสียเปรียบ วันนี้ผมก็คงจะขออ้าง คํานี้มาว่า พรรคเล็กอย่างไร ๆ ก็เสียเปรียบพรรคใหญ่วันยังค่ํา ทําอย่างไรจึงจะลดความเหลื่อมล้ํา ที่สามารถทําให้พรรคเล็กเข้ามาได้ ประชาชนบางกลุ่มได้ให้เสนอความเห็นมาว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าหากว่าการเข้าสู่อํานาจรัฐนั้นไม่อาศัยพรรคการเมือง หมายความว่าให้มีผู้สมัครอิสระ เข้าไปได้เลย ไม่จําเป็นจะต้องสังกัดกลุ่มหรืออะไรหรอกครับ หมายความว่าเขาใช้คะแนน เสียงส่วนตัวในท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้ก็ยังเป็นที่คิดกันอยู่ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นคนดีอย่างแท้จริงนั้น ย่อมสามารถเข้าสู่อํานาจทางการเมืองได้โดยการสมัครสมาชิกวุฒิสภา ตรงนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องที่สําคัญที่สุดเป็นประเด็นที่ผมอยากจะขอกล่าวถึงในวันนี้ก็คือ ขอสนับสนุนโดยเฉพาะท่านอาจารย์ประสาร มฤคพิทักษ์ ที่ท่านได้อภิปรายในเรื่อง ของการศึกษา ท่านประธานครับ เมื่อปีที่แล้วผมเองผมก็เห็นนิสิตนักศึกษาออกมา แสดงความเห็นทางเมืองก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ผมค่อนข้างจะชื่นใจ ปีที่แล้วผมเองมีส่วน เป็นผู้บริหารสถานการศึกษา มีความเห็นว่านักเรียนสนใจทางการเมือง ผมก็คิดว่า ประเทศชาติวันนี้น่าจะมีแสงสว่าง แต่ท่านประธานครับ พอมาปีนี้หลังจากที่มีการยึดอํานาจ มาได้จนกระทั่งบัดนี้ ๑ ปีเศษสภาพกลับไปเหมือนเดิมแล้วครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมเองผมขอเรียนด้วยความละอายใจอยู่ส่วนหนึ่งว่าวันนี้ผมแทบจะไปขอบรรยาย เรื่องการเมืองให้กับนักศึกษาในโรงเรียนที่ตัวเองดูแลอยู่ เด็กเขาไม่ฟังเหมือนเดิมแล้วครับ ผมก็มานั่งคิดดูว่าเป็นเพราะอะไร ปีที่แล้วอาจจะเป็นไปได้นะครับ เพราะสื่อมวลชนได้เสนอข่าว เกี่ยวกับการเมืองอย่างกว้างขวาง ทําให้เกิดการตื่นตัวขึ้นมา แต่วันนี้เด็กก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิม ก็คือว่าไม่สนใจเหมือนเดิม วันนี้ถ้าหากว่าไปบรรยายเรื่องของประชาธิปไตย อาจจะพูด กับเขาได้แค่ ๑๕ นาที หลังจากนั้นเขาก็ไม่ฟังแล้วครับท่านประธานครับ ประเด็นผมก็คือว่า ในการปฏิรูปนั้นผมเห็นด้วยว่าจะต้องปฏิรูปการเมืองในสถานการศึกษา ผมเองได้เรียน หนังสือมาจําได้ว่าครูสอนเรื่องการเมืองตั้งแต่ชั้นประถมที่ ๔ ประถมที่ ๕ ประถมที่ ๖ ประถมที่ ๗ ในวิชาหน้าที่พลเมือง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ตัดวิชานี้ออกไปนะครับ การศึกษาหน้าที่พลเมืองระดับเยาวชน ระดับเด็ก ระดับเด็กเล็ก เด็กกลางและเด็กโต ตรงนี้สามารถจะบรรจุได้ครับ แต่ว่าของเราทิ้งไป ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการคิดที่จะปฏิรูป ตรงนี้ผมขอฝากตรงนี้ด้วยว่าควรจะทําหลักสูตรแล้วก็ให้มีวิชาการของหน้าที่พลเมืองเข้าไป ในหลักสูตรของการศึกษาทุกระดับตามแต่เนื้อหาที่เด็กในแต่ละพื้นที่ต้องการ อีกนิดเดียวครับท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้เราพูดถึงเรื่องของการกล่าวหาว่าบุคคลใด กระทําการทุจริต ขออนุญาตแป๊บเดียวครับ แต่ว่าเราไม่เคยพูดถึงการกล่าวหาเท็จคือผมใช้ คําว่า ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หมายความว่า การแกล้งกล่าวหากันโดยไม่มีมูลความจริงเพียงแต่ มุ่งร้ายทําลายผู้ที่สุจริต ผู้ที่แกล้งกล่าวหาเขาควรจะได้รับโทษในอีกส่วนหนึ่งด้วย ผู้ที่แพ้ การเลือกตั้งแล้วไปแกล้งกล่าวหาเขา ควรได้รับโทษด้วยครับ ตรงนี้เราไม่เคยมีการพูดถึงเลย
อีกเรื่องหนึ่งที่ขออนุญาตนะครับ ด้วยเวลาที่จํากัดก็คงจะฝากในรายงาน ฉบับนี้ กกต. ก็บ่นว่าไม่มีอํานาจ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ กราบเรียนท่านจริง ๆ ว่า กกต. มีอํานาจอยู่แล้วในกฎหมายเก่าครับ แต่ผมดูว่าค่อนข้างที่จะใช้อํานาจไม่ค่อยเป็น ผมมีแค่นี้ละครับท่านประธานครับ ขอกราบขอบคุณครับ