บุญเลิศ คชายุทธเดช หารือเรื่องการปฏิรูปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและบทบาทในการดำเนินงาน และเรียกร้องการส่งเสริมภาคพลเมืองและองค์กรสาธารณะให้มีส่วนร่วม รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนด้วย
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช นะครับ ก็อยากจะเรียนถึงการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง องค์กรอิสระ ๒ องค์กร นั่นคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ๒ องค์กรนี้เป็นข่าวในช่วงที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่าง กันมาแล้วก็มีข่าวว่าให้รวมกันนะครับ อย่างไรก็ดีคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็ได้ศึกษา เป็นวาระของการปฏิรูป ได้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นสําหรับองค์กรทั้งสองนี้ ประมวลออกมาได้ ๓ ประการด้วยกันคือ
๑. มีข้อจํากัดในทางกฎหมายและบทบาทอํานาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกัน ส่งผลกระทบ ต่อการปฏิบัติงาน ทําให้เกิดช่องว่างและประชาชนสับสน ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการ ร้องเรียนหรือการขอให้ตรวจสอบการใช้อํานาจได้ ทั้งนี้การออกแบบคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญให้ไปดู ให้ไปตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็มีทั้งประชาชนละเมิดกันเองและเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดต่อประชาชน ในขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหลาย ทั้งปวง มันไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน มันจึงเกิดปัญหาขึ้นว่าเวลาประชาชน เดือดร้อนมีทุกข์จากการถูกละเมิดสิทธิ จะไปร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือ จะไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดินดี อันนี้มันก็สร้างภาระให้กับประชาชน และเมื่อไปร้องก็เขา บอกว่าร้องไม่ถูก หรือร้องถูก กว่าจะคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนได้ก็ต้องใช้เวลา
ประเด็นปัญหาอันที่ ๒ ก็คือไม่มีกฎหมายรองรับการออกคําสั่งทางปกครอง หรือมาตรการลงโทษบุคคล หน่วยงาน และองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามคําวินิจฉัยหรือคําแนะนํา
ประเด็นปัญหาอันที่ ๓ ก็คือว่ากระบวนการ ขั้นตอน และการดําเนินงาน ที่ไม่ตอบสนองความต้องการของสังคม ดังนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็ศึกษา เรื่องนี้โดยกําหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ เพื่อปฏิรูปองค์กร กระบวนการ ขั้นตอนการดําเนินงานของ คณะกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มบทบาทการดําเนินงาน ในเชิงรุกให้ครอบคลุมทุกมิติทางสังคม
ประการที่ ๒ เพื่อปฏิรูปแนวทางส่งเสริมภาคพลเมืองและองค์กรสาธารณะ ภาคเอกชนเข้ามาทําหน้าที่ร่วม ก็อยากจะเรียนว่าในเอกสารที่แจกไปนั้นยังมีคําว่า พลเมือง อยู่ และต่อมาคํานี้ก็มีประเด็นเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันว่าบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องของพลเมืองเป็นใหญ่จะมีองค์กรนั่นองค์การนี่มันควรจะเป็นอย่างไร ก็ขอกราบเรียนว่าในเอกสารที่เสนอมานี้ยังเป็นพลเมืองอยู่ ซึ่งก็อยากจะฟังความเห็น ของท่าน สปช. ด้วยว่าอย่างไร
ประการที่ ๓ วัตถุประสงค์คือเพื่อปฏิรูปการปฏิบัติราชการทางปกครองให้มี อํานาจในการสั่งหรือลงโทษทางปกครอง ในการศึกษาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็เชิญคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ยกกันมาเป็นคณะเลยนะครับ ตัวท่านประธาน อาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ก็นําทีมมารวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินก็มาชี้แจง เราก็ซักไซ้ไล่เลียง แล้วก็ซักถามกัน จากนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองในส่วนที่มีคณะอนุกรรมาธิการ รับผิดชอบก็อภิปรายถกเถียงกันอย่างหน้าดําคร่ําเครียด แล้วก็ความเห็นก็ต่างกันว่าควรจะ ยุบรวม ควบรวมเข้าด้วยกันเป็นองค์กรหนึ่งหรือจะคงไว้แล้วก็แยกออกไป เมื่อคณะผู้ศึกษา เห็นว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบอกว่าองค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมา ถ้าหากว่าจะไม่ให้ มีต่อไป ก็ขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณา คณะกรรมาธิการปฏิรูป การเมืองก็นําเอาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้มาประกอบ แล้วก็มีความเห็นว่า ข้อดีข้อเสียของการแยกกันกับการควบรวมกัน ก้ํากึ่งกันมาก แต่เมื่อฟังความเห็นไล่เลียงกัน เป็นรายบุคคลในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองแล้ว เห็นว่าการควบรวมเข้าด้วยกันน่าจะมี ผลดีมากกว่า โดยเอาประชาชนเป็นตัวตั้งที่จะได้รับการบําบัดทุกข์บํารุงสุขในกรณี ถูกการละเมิดสิทธิ ก็อยากจะเรียนว่าในการพิจารณาให้ควบรวมนั้นเห็นว่าขอให้ตั้งชื่อ โดยคงชื่อเดิมไว้ นั่นคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน ในขณะที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเขาให้ตั้งชื่อว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนนะ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองนี้ยังคงชื่อเอาไว้ สําหรับแนวทางในการปฏิรูปองค์กร โดยให้ทั้ง ๒ องค์กรควบรวมเข้าด้วยกัน กําหนดเอาไว้ว่าให้มีคณะกรรมการ ๑๑ คน ทําหน้าที่กําหนดนโยบายและควบคุมการดําเนินงานให้เป็นไปตามอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายบัญญัติอย่างมีประสิทธิภาพในการร่วมกันตัดสินใจ ซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจร่วมกัน ในรูปของคณะกรรมการ และมีการกําหนดหน้าที่รับผิดชอบของกรรมการแต่ละด้าน อย่างชัดเจน โดยครอบคลุมบทบาทอํานาจหน้าที่ทุกมิติ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็ยังไม่ทราบว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะบัญญัติเป็นร่างออกมาให้เราได้พิจารณากันอย่างไร และเราจะให้ความเห็นชอบทั้งร่างหรือไม่
แนวทางประการที่ ๒ ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อจํากัด ในอํานาจหน้าที่ในทางกฎหมาย การบังคับในทางกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะ หรือคําวินิจฉัย ทั้งมาตรการทางนโยบายต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และมาตรการ ทางปกครองต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งการประเมินผลการดําเนินงานของหน่วยงาน คณะกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยการตรวจสอบประเมินผลการดําเนินงาน ตามอํานาจหน้าที่ ในกฎหมายที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ โดยองค์กรตรวจสอบ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้การดําเนินงานขององค์กรนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะต้องมีการกําหนดมาตรการในการรับเรื่อง หรือการดําเนินการตรวจสอบตามอํานาจหน้าที่ ในกรณีที่ข้อเท็จจริงได้เกิดการทับซ้อน โดยมีการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพ และละเมิดต่อ สิทธิมนุษยชนในคราวเดียวกัน เพื่อมิให้ช่องว่างในการเข้าสู้สิทธิการได้รับการคุ้มครอง ตามหลักการของกฎหมายและหลักสากลในด้านสิทธิมนุษยชน ก็กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิกว่า จากการได้รับฟังคําชี้แจงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มา พบกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ให้ความสําคัญต่อนานาชาติที่ประเทศไทยเราเข้าไป ร่วมเป็นภาคีของสหประชาชาติอยู่ แล้วก็มีกฎบัตรอะไรต่าง ๆ มากมาย ภาพลักษณ์ ของประเทศเราในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง นั่นเป็นหน้าตาและภาพลักษณ์ของประเทศของเราที่จะไม่ต้องถูกจัดอันดับไว้ท้าย ๆ ว่า ปล่อยให้มีการล่วงล้ําก้ําเกินในสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการมีองค์กรให้ควบรวมมาก็จริงแต่ยังคง ชื่อของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอยู่ โดยให้ขึ้นชื่อเป็นชื่อแรกขององค์กร เมื่อยุบรวมแล้ว นั่นคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็มีเรื่อง ที่อยากจะกราบเรียนและต่อไปก็คงจะได้รับฟังความเห็นของท่านสมาชิกครับ ขอบคุณครับ