รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๗
วันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุมแล้ว ๑๗๔ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขออนุญาตดำเนินการประชุม ครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๗
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี มีแค่รับทราบบันทึก การประชุมที่ดำเนินการไปเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ วันอังคารที่ ๑๖ และวันพุธที่ ๑๗ ธันวาคม ที่ผ่านมานะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
วันนี้มีเรื่องที่จะพิจารณาคือ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วอยู่ ๑ เรื่อง เป็นส่วนที่เราเรียกว่า ปฏิรูปเร็ว หรือควิก วิน (Quick win) เป็นรายงาน การพิจารณาศึกษาเรื่องหลักประกันความมั่นคงด้านรายได้เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุ การเร่งรัดการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส พิจารณาเสร็จแล้ว เข้าใจว่าเอกสารรายงานนี้ได้ถึงมือท่านสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ผมขอเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการหรือผู้แทนได้นำเสนอวาระนี้ครับ
(นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ ประทานโทษ ที่ยกมือนะครับอาจารย์สมบัติหรือเปล่า ผมเห็นไม่ชัด
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่าน ผมขออนุญาตเรื่องสืบเนื่องสั้น ๆ นิดหนึ่งครับ เนื่องจากการพิจารณาเรื่องความเห็นในวันที่ ๑๗ ตอนท้าย มีความเห็นของท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามนะครับ เรื่องของคำถาม เรื่องจุดเสี่ยง ก็ไม่เป็นไรนะครับ มีเยอะ หลายข้อ ผมก็ตั้งใจว่าจะทำเป็น เอกสารเพื่อที่จะให้คำตอบ ความเห็นแตกต่างนี่ผมถือว่าเป็นเรื่องปกติรับได้ แต่มันจะมี ความเห็นเรื่องซูเปอร์ เพรสซิเดนต์ (Super president) เรื่องของซูเปอร์ประธานาธิบดี ซึ่งถ้าข้อมูลถูกต้องก็รับได้ แต่ว่าผมได้ตรวจสอบดูแล้ว องค์ประกอบของคำว่า ระบบซูเปอร์ ประธานาธิบดี มีความคลาดเคลื่อน ก็เลยอยากจะให้ผู้นำเสนอไปตรวจสอบแล้วก็ยืนยัน นะครับ การที่ระบุว่าเป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดีนี่ เหตุผลบอกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่มีอำนาจในการเสนอกฎหมายงบประมาณ อันนั้นเป็นข้อ ๑ แล้วก็ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งโดยตรงมีอำนาจ ในการเสนอกฎหมายงบประมาณ แล้วก็ถ้า ส.ส. จะเสนอกฎหมายการเงินต้องได้รับ การรับรองจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อ ๒ นี้ก็ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง บอกว่าใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ แล้ว ส.ส. มีอำนาจในการเสนอกฎหมายทุกประเภท รวมทั้ง กฎหมายการเงิน ไม่ต้องขอคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นองค์ประกอบที่ทาง ท่านอาจารย์บวรศักดิ์เสนอไว้ว่าเป็นระบบซูเปอร์ประธานาธิบดีนี่ก็ไม่ตรงกับข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง อันนี้อยากจะให้ตรวจสอบ เพราะว่าถ้าหากว่าเรามี ความเห็นที่ ความจริงระบบประธานาธิบดีก็ดูจะฟังน่ากลัวอยู่แล้ว แต่พอเป็นระบบซูเปอร์ ประธานาธิบดีก็จะยิ่งน่ากลัวมากขึ้น ถ้าความเห็นถ้าข้อมูลถูกต้องก็ยินดีรับ แต่ผมเห็นว่า ข้อมูลตรงนี้คลาดเคลื่อนขอให้ตรวจสอบ เพราะถ้าข้อมูลมันไม่ตรงเอามาใช้มันก็จะทำให้คน เข้าใจผิดได้ง่าย อันนี้ก็ขอยืนยันให้ตรวจสอบแล้วแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ผมคิดว่า เมื่อรายงานการประชุมเรียบร้อยแล้วนี่ก็นำเสนอเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนะครับอาจารย์สมบัติ เพราะรายงานการประชุมวันที่ ๑๕ วันที่ ๑๖ วันที่ ๑๗ ยังไม่เรียบร้อย
ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ หรือผู้แทน
กราบเรียนท่านประธานครับ
ขอประทานโทษ
กระผมขออนุญาต ผม อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสครับ ขอกราบเรียนท่านประธานถ้าผมจะขออนุญาตเชิญ รองประธานและทางกรรมาธิการขึ้นมาด้วยจะได้ไหมครับ
เชิญครับ
ผมอยู่คนเดียวเหงาครับ กราบเรียนท่านประธานครับ และท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ต้องกราบ ขอบพระคุณที่ทางท่านประธานและคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้บรรจุระเบียบวาระนี้นะครับ อาจจะเรียกว่าเป็นปฐมฤกษ์ก็ได้นะครับ หลังจากที่เรา เหน็ดเหนื่อยทำข้อเสนอต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็เรื่องนี้ก็ได้รับการบรรจุเป็นเรื่องแรก ของเราที่จะคุยกันต่อเรื่องการปฏิรูปในระดับต่าง ๆ ต่อไปนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณที่ได้ ให้โอกาสทางคณะกรรมาธิการ กระผมกราบเรียนว่าในขณะที่เรายกร่างข้อเสนอต่อการทำ รัฐธรรมนูญนั้น เราก็ได้ทราบว่าจะต้องมีการขบคิดเรื่องข้อเสนอต่อการปฏิรูปในด้านอื่น ๆ ในระดับต่าง ๆ ตามไปด้วย ทางคณะกรรมาธิการของเราก็เลยได้ทำงานคู่ขนานกันนะครับ แล้วก็ได้สรุปรายงานนี้เสนอต่อท่านประธาน ซึ่งเรื่องที่เราได้นำเสนอนี้อยู่ในความสนใจของ สังคมอย่างมาก ผมจะขอใช้เวลาในการนำเสนอกราบเรียนต่อสภาเป็นอันดับ ๆ ไป เพื่อที่จะ ได้เรียนรู้เรื่องนี้ด้วยกัน แล้วก็ดูสิว่าเรื่องนี้ควรจะต้องถูกผลักดันต่อไปสู่การปฏิรูปหรือไม่ ต้องกราบขอบพระคุณครับ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเราพูดถึงการปฏิรูปที่ตาม รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ เราคงมองตรงกันว่าการปฏิรูปนี้เป็นการทำเพื่อปรับเปลี่ยน ในระดับระบบโครงสร้าง กลไก กติกาสำคัญ ไม่ใช่การพัฒนาหรือแก้ปัญหาบริหารทั่ว ๆ ไป เท่านั้นนะครับ ซึ่งเรามีด้วยกันในคณะกรรมาธิการเรามองเป็น ๓ ระดับครับ
ระดับที่ ๑ คือการวางกรอบกติกา กลไก หลักการสำคัญที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราได้ทำงานกันไปแล้ว และคงจะต้องติดตามสนับสนุนการทำงานเรื่องรัฐธรรมนูญกัน ต่อไป
ระดับที่ ๒ ก็คือการออกกฎหมาย แก้กฎหมาย หรือยกเลิกกฎหมายเพื่อจัด ปรับระบบ โครงสร้าง กลไก กติกาต่าง ๆ เพื่อจะนำไปสู่การปฏิรูป คือการปรับในระดับ ระบบในระดับกลไกในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความเป็นธรรม
ระดับที่ ๓ ที่เรามองนะครับ ก็คือการให้ข้อเสนอแนะต่อการผลักดัน ขับเคลื่อนการปฏิบัติ ในเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่มีระบบกลไก กติกาและโครงสร้างอยู่แล้ว และเป็นไปในทิศทางปฏิรูปประเทศไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความเป็นธรรมนะครับ เรามอง ๓ ระดับ
ผมกราบเรียนท่านประธาน ท่านเพื่อนสมาชิกว่าสิ่งที่เราเสนอนี้เป็น การขับเคลื่อนการปฏิรูประดับที่ ๓ ครับ แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องการเสนอเพื่อแก้ปัญหาทั่วไป หรือการพัฒนาเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่เราเห็นว่ามีเนื้องานเรื่องการปฏิรูปอย่างชัดเจน แต่ยังติดขัดในเรื่องการขับเคลื่อน และมีกฎหมาย มีกติกา มีกฎเกณฑ์ มีโครงสร้างอยู่แล้ว แต่ไม่ได้มีการขับเคลื่อน กระผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทั้งหลายตอนที่เราทำงานอยู่ใน คณะกรรมาธิการเมื่อเราตรวจค้นไปในเรื่องต่าง ๆ ที่เราทำ เราจะพบว่ามีงานในระดับ ๓ อยู่จำนวนไม่น้อยที่น่าจะขับเคลื่อนได้แล้วแต่ยังติดขัดอยู่นะครับ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของสภา ของเราที่จะต้องดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งต้องขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งครับ
ในเรื่องนี้นะครับ หัวข้อคือหลักประกันความมั่นคงด้านรายได้เพื่อยังชีพ ของผู้สูงอายุ การเร่งรัดการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมจะขอใช้สั้น ๆ ต่อไปว่าเป็น กอช. นะครับ กอช. คือพระราชบัญญัติกองทุน การออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ อันนี้คือเนื้องานหลักนะครับ คณะกรรมาธิการเราได้ ดำเนินการเรื่องนี้ตามข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ข้อ ๘๐ วรรคสาม ให้อำนาจ หน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทางและข้อเสนอต่อการปฏิรูปที่เกี่ยวกับสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสให้สัมฤทธิผลนะครับ แล้วเราก็ทำแล้ว แล้วก็เสนอต่อสภา ซึ่งจะสอดคล้องกับที่ท่านประธานได้เรียนไปสักครู่นะครับว่าในเรื่องของ สภาเราซึ่งได้มีหนังสือของคณะกรรมการที่ปรึกษายุทธศาสตร์การปฏิรูปของท่านประธาน ได้พิจารณาเห็นว่า เราควรจะมีประเด็นแนวทางการดำเนินงานปฏิรูปประเทศไทยของสภา ที่ประชาชนและสื่อมวลชนมีความวิตกกังวลห่วงใยในภารกิจด้านการปฏิรูป ซึ่งเราควรจะมี การทำงานอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า การดำเนินการโดยเร็วและไม่ยุ่งยากซับซ้อนผ่านวิธีการ ที่เรียกว่า ปฏิรูปเร็ว หรือควิก วิน เผอิญเรื่องนี้ก็สอดคล้องกัน ๒ เรื่องเลย เรื่องหนึ่งคือ รายงานของกรรมาธิการที่ทำเสร็จแล้ว แล้วก็เป็นประเด็นที่ชัดเจนนะครับ ปฏิรูปเร็วได้ ถามว่ายุ่งยากสลับซับซ้อนไหม เดี๋ยวผมจะกราบเรียนไปท่านจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วไม่ยุ่งยากครับ แต่มีความสลับซับซ้อนอยู่ในระดับหนึ่งแล้วในขณะนี้นะครับ
รายงานนี้เราได้ดำเนินการศึกษาจากเอกสาร สอบถามผู้เกี่ยวข้องแล้วก็ มีการวิเคราะห์ต่าง ๆ รวมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารทางสาธารณะโดยตลอดจนถึงวันนี้นะครับ เมื่อเช้านี้เราก็ติดตามอยู่ตลอด จากการศึกษาแล้วเราได้สรุปผลการศึกษาดังที่อยู่ในรายงาน ที่มอบให้กับทุกท่านแล้วนะครับ ผมจะขอไปตามลำดับดังนี้ครับ
เราได้ศึกษาแล้วพบว่า ข้อ ๒.๑ ในรายงานนะครับ สังคมไทยเราเป็นสังคม ผู้สูงอายุแล้วปัจจุบันนี้ มีประชากรอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ ๑๐ ซึ่งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แล้วครับ คือจำนวน ๙.๖ ล้านคน ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ เรานั่งอยู่ในห้องนี้ ก็อยู่ใน ๙.๖ ล้านคน จำนวนมากนะครับ คิดเป็นร้อยละ ๑๔ ของประชากรทั้งหมดครับ เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ หลักประกันที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีมีอยู่ ๓ ประการ คือ
ประการที่ ๑ หลักประกันด้านสุขภาพ
ประการที่ ๒ หลักประกันด้านเศรษฐกิจ และ
ประการที่ ๓ ความมั่นคงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะเอื้ออำนวยให้เขา มีคุณภาพชีวิตที่ดี
อันนี้คือหลักสำคัญในการที่ดูแลผู้สูงอายุ ๓ ประการ สิ่งที่กระผมจะกราบเรียน ต่อไปนี้ซึ่งเป็นเรื่องหลักประกันความมั่นคงรายได้อยู่ในหลักประกันที่ ๒ ครับ คือเรื่อง หลักประกันด้านเศรษฐกิจสำหรับผู้สูงอายุนะครับ
เรื่องหลักประกันด้านเศรษฐกิจ หรือการมีรายได้พื้นฐานนั้นในวัยที่ ไม่สามารถทำงานได้หรือหารายได้แล้วเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี แม้ว่ารัฐ ได้จัดเบี้ยยังชีพให้ตามอายุนะครับ อยู่ในระดับคนละ ๖๐๐ บาท ถึง ๑,๐๐๐ บาทตามอายุ ถ้าได้ ๑,๐๐๐ บาทต้องอายุ ๙๐ ปีขึ้นนะครับ ซึ่งเป็นลักษณะระบบที่เรียกว่า สังคม สงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่ใช่เป็นระบบการออม ไม่ใช่เป็นระบบหลักประกัน แต่เป็นการ สงเคราะห์จากนโยบายของรัฐบาล เงินจำนวนนี้ที่ผ่านมาไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตของ ผู้สูงอายุนะครับ แล้วก็ที่สำคัญจากการวิจัยพบว่ารายได้ที่ผู้สูงอายุใช้จะต้องพึ่งพิงบุตรหลานคือครอบครัว และที่สำคัญคือครอบครัวกำลังมีขนาดเล็กลงครับ ประชาชนที่จะให้ผู้สูงอายุพึ่งพิงมีจำนวน ลดลงนะครับ ตรงนี้เป็นปัญหาระยะยาวที่สำคัญ ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงเงินทองของบุตรหลาน มีถึง ๘๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีผู้สูงอายุ ๓๑ เปอร์เซ็นต์ไม่มีการเก็บเงินออม ผู้สูงอายุมี ๔๒ เปอร์เซ็นต์นะครับมีปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายนะครับ อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่สำคัญ นี่ก็คือเหตุผลครับว่าทำไมถึงมีการคิดเรื่องการปฏิรูประบบจากการสังคมสงเคราะห์ไปสู่ การออมครับ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูประบบนี้ เพราะฉะนั้นที่ผมกราบเรียนแล้วเรื่องนี้ ที่ผมนำเรียนเป็นเรื่องการปฏิรูปชัดเจน ไม่ใช่เรื่องการแก้ปัญหาธรรมดาครับ
ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเรามอง ประชากรอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปนะครับ ประเทศไทยมีคนที่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไปอยู่ ๓๙.๓ ล้านคน แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มง่าย ๆ เลยครับ
กลุ่มที่ ๑ เราเรียกว่าแรงงานในระบบ ก็คือใครครับ ข้าราชการ พนักงาน ของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการท้องถิ่น ลูกจ้างในระบบคือที่เรียกว่าลูกจ้างที่มี นายจ้าง ลูกจ้างในระบบประกันสังคมนั่นเอง ตรงนี้มีอยู่ ๑๔.๗ ล้านคนครับ เท่ากับถ้าง่าย ๆ ก็คือ ๑ ใน ๓ เท่านั้น สำหรับคนอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปครับ พวกนี้มีระบบหลักประกันเศรษฐกิจ ผมไม่พูดเรื่องหลักประกันสุขภาพนะครับ นี่พูดหลักประกันเศรษฐกิจ คือมีระบบบำเหน็จ บำนาญ มี กบข. มีกองทุนประกันสังคม มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เรามีพี่น้องคนไทยที่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไปอยู่อีก ๒๔.๖ ล้านคนครับ หรือ ๒ ใน ๓ เรียกว่าเป็นแรงงานนอกระบบ อันนี้คือ ใครครับ เกษตรกร คนที่เป็นอาชีพอิสระ พนักงานบริการร้านอาหาร หาบเร่แผงลอย คนเก็บขยะ คนรับซื้อของเก่านะครับ คนขี่มอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ ทั้งหลายหมดเลย รวมทั้งในนี้ เขาเขียนให้ผมด้วย หมอนวดแผนโบราณ ทุกอาชีพครับที่ไม่มีนายจ้างที่อยู่ในระบบ มีคนอยู่ ๒๔.๖ ล้านคนไม่มีระบบที่เขาจะเป็นสวัสดิการทางเศรษฐกิจเป็นหลักประกันเศรษฐกิจ เมื่อเขาเข้าสู่ผู้สูงอายุครับ ทุกวันนี้เขาหากินก็ต้องใช้ไปเลยแล้วไม่มีระบบการออม เมื่อกี้ที่ผม ให้ท่านดูตัวเลขระบบการออมนั้นมีการออมน้อยมาก ตรงนี้แหละครับเป็นที่มาของ พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ หรือที่ผมเรียกว่า กอช. นะครับ มีกฎหมายเรียบร้อย แล้วครับแต่ไม่ได้ปฏิบัติมาจนถึงวันนี้ ๓ ปี ๗ เดือนครับ นี่คือประเทศไทยนะครับ มีการคิดเรื่อง ระบบการปฏิรูปเรื่องนี้ก่อนที่เรามีสภาครับ แล้วมีการผลักดันออกกฎหมายแล้วแต่ไม่ได้มี การปฏิบัติ มันเกิดอะไรขึ้นครับ มันเกิดอะไรขึ้นนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่ามีการผลักดัน การออกกฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอดนะครับ ใช้เวลานานทีเดียวตั้งแต่สมัยที่ ขออนุญาต ดูเอกสารนิดเดียวนะครับ เรื่องของ พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาตินี้มันมาอย่างไร พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีการประกาศมีผลใช้บังคับ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ย้อนหลังไปนาน เริ่มดำเนินการโดยทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เป็นจุดเริ่มต้นนะครับ แล้วก็กฎหมายฉบับนี้ได้ให้จัดตั้งสำนักงาน กอช. อยู่ในกระทรวงการคลัง แล้วก็ให้ไปสรรหา คณะกรรมการการออมแห่งชาติ หน่วยงานนี้จะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ราชการนะครับ เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับกระทรวงการคลัง แล้วกฎหมายกำหนดให้มี ผู้บริหารคือเลขาธิการ ซึ่งจะต้องไปสรรหามา แล้วมีวาระนะครับ เป็นการออกแบบไว้อย่างดี และมีการเตรียมการให้มีพนักงานแล้วจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่ได้สรรหาเลขานะครับ และมี เงินงบประมาณจัดสรรเตรียมไว้เมื่อปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ ๗๕๐ ล้านบาทเป็นจุดเริ่มต้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำครับ มันเกิดอะไรขึ้นนะครับ ในช่วงนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่ากองทุนนี้เมื่อพ้น ๓๖๐ วัน ก็คือ ๑ ปี ให้เริ่มรับสมัครสมาชิกครับ แต่ปรากฏว่าถ้าท่านย้อนไปจะพบว่าบ้านเมืองขณะนั้น มีการเปลี่ยนรัฐบาลครับ แล้วก็เลยไม่ได้มีการดำเนินการเรื่องนี้ ถ้าท่านติดตามจะพบว่า มีข้อเสนอจากองค์กรต่าง ๆ มากมายนะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วก็ปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการ ในขณะเดียวกันรัฐบาลในช่วงนั้นได้ไปผลักดันให้ขยาย การบังคับใช้มาตรา ๔๐ ของพระราชบัญญัติประกันสังคมเพื่อจะเปิดช่องใหม่ขึ้นมา ซึ่งคล้าย ๆ กับช่องนี้ แล้วก็มีอะไรต่าง ๆ ที่สลับซับซ้อน ตรงนี้แหละครับเดี๋ยวผมจะอธิบายว่ามันเกิดอะไร ผมอยากจะกราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ที่ตั้งต้นขึ้นมา ขออนุญาตท่านประธานดูเอกสาร นิดเดียวครับ มีการดำเนินการมาค่อนข้างยาวนะครับ มีการดำเนินการอย่างนี้ครับ โดยสรุป ก็คือว่าก่อนที่มีกฎหมายนี้ผลักดันกันอยู่ประมาณ ๔-๕ ปี เสนอโดยเครือข่ายแรงงาน นอกระบบ และองค์กรที่สำคัญที่มีการผลักดันเรื่องนี้คือสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ที่นำโดยอาจารย์หมอบรรลุ ศิริพานิช มองเห็นว่าอนาคตประเทศจะมีปัญหาเรื่องนี้ก็มี การผลักดัน และที่สำคัญคือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพใหญ่ นะครับ มีการยกร่างกฎหมาย มีการรับฟังความเห็นของผู้คน แล้วก็มีขั้นตอนจนออก กฎหมายนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในตอนการออกกฎหมายนี่นะครับ ปรากฏว่าผ่านกฎหมายในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ตรงนี้ผมอยากเรียนให้ท่านประธาน และที่ประชุมได้รับทราบครับ กฎหมายวาระสามผ่านด้วยคะแนนเสียง ๓๒๔ ต่อ ๑ เสียง หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านผ่านกฎหมายฉบับนี้ มาด้วยกันครับ แต่พอฝ่ายค้านได้กลับมาเป็นรัฐบาลไม่ดำเนินการตามกฎหมายครับ นี่คือบ้านเรานะครับ นี่คือบ้านเรา ไม่ใช่เรื่องบุคคลนะครับ เรื่องของพรรคการเมืองเลย ถ้าเกิดคะแนนเสียงกฎหมายฉบับนี้โหวตโดยฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก แล้วฝ่ายค้าน ไม่เอาด้วยอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่อันนี้ฝ่ายค้านโหวตด้วยนะครับ เป็นเสียงเอกฉันท์ ๓๒๔ ต่อ ๑ แต่พอถึงมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลแล้วไม่ทำครับ ตรงนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนนะครับ คราวนี้เมื่อไม่ทำแล้วเกิดอะไรขึ้นครับ ก็มีการไปออกทางข้าง ๆ นะครับ ทางออกทางข้าง ๆ มีการติดตามจากองค์กรต่าง ๆ มากมาย กรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งก็มีการไต่ถามตลอด อันนี้ก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนะครับ สำนักงานปฏิรูปก็มีการจัดเวทีสิ้นสุดการรอคอย เดินหน้าบำนาญเพื่อประชาชน ศูนย์ประสานแรงงานนอกระบบก็ขับเคลื่อนติดตามตลอด คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็เสนอต่อรัฐบาลในสมัยนั้นให้ขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เครือข่ายบำนาญภาคประชาชนซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายจำนวนมากก็ขับเคลื่อนเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นก็ขับเคลื่อน เรื่องนี้นะครับ ผมนำให้ท่านเห็นว่าไม่ได้มีใครหยุดนิ่งนะครับ ผลักดันตลอด ประเด็นความท้าทาย จะมาอยู่ที่สภาปฏิรูปแล้วล่ะครับ เรากำลังมีส่วนจะผลักดันเรื่องนี้ใช่หรือไม่ แล้วมันจะ เกิดขึ้นได้หรือไม่นะครับ อันนี้เดี๋ยวดูต่อไป ศูนย์ประสานงานแรงงานก็ขับเคลื่อนจนกระทั่ง หลังจากมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว มีการเข้ามาควบคุมอำนาจแล้วก็มี การขับเคลื่อนเรื่องนี้ เดี๋ยวผมจะพักตรงนี้เอาไว้เพื่อจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งว่าหลังจากมี คสช. แล้ว มีรัฐบาลปัจจุบันแล้วมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างไรนะครับ แต่สิ่งที่มันเกิดในขณะระหว่าง ทางนั้นก็คือรัฐบาลในช่วงนั้นได้มีการพยายามที่จะเสนอแก้กฎหมายฉบับนี้ เมื่อกี้ผมย้ำแล้ว นะครับว่าผ่านมาด้วยเสียงเอกฉันท์นะครับ ๓๐๐ กว่าต่อ ๑ นะครับ ไม่ได้ปฏิบัติ ก็มีการเสนอแก้กฎหมายเมื่อปี ๒๕๕๖ คาดว่าจะแก้ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ต่อเนื่องกันมา มีการเสนอขอแก้ ๗ ประเด็น ซึ่งผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด ใน ๗ ประเด็นที่ขอแก้ไขนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย สามารถที่จะดำเนินการไปแล้ว แล้วก็แก้ไขภายหลังได้ทั้งสิ้นถ้าจะต้องแก้ไขให้สมบูรณ์ขึ้น อันนี้ก็ผ่านไปนะครับ พอรัฐบาลช่วงนั้นนอกจากขอแก้ไขแล้วก็ที่สำคัญคือไม่ได้แก้นะครับ สรุปแล้วไม่ได้เสนอแก้ กฎหมายนี้ก็คามาเรื่อย ๆ รัฐบาลนั้นได้เปิดช่องทางใหม่ ในระบบ พ.ร.บ. ประกันสังคมขึ้นมาที่เรียกว่ามาตรา ๔๐ ผมคิดว่าขณะนี้ท่านประธานครับ ผมเองและหลาย ๆ คนก็สับสนมากว่ามันคืออะไร พอคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ไปศึกษา ก็พบว่า อ๋อนี่มันเป็นทางอีกทางหนึ่งที่มีการไปใช้ พ.ร.บ. ประกันสังคม ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ หลักของเขาคือใช้กับแรงงานในระบบ อันนี้คือเป็นงานนอกระบบ เปิดช่องใหม่เพื่อที่จะ มีทางเลือกอยู่ ๔ ทาง ๕ ทาง เพื่อจะให้คนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมคือแรงงาน นอกระบบเข้าไปในช่องนี้ได้ แล้วเดี๋ยวมันเกิดอะไรขึ้นผมจะกราบเรียนนะครับ ตรงนี้ ก็เปิดโอกาสช่องใหม่ขึ้นมา ปรากฏว่าในช่องใหม่นี้ ณ ถึงวันนี้ได้มีการเปิดช่องให้ตั้งแต่ คนที่อยู่นอกระบบ ในช่องที่ ๑ ในทางที่ ๑ ที่ ๒ เขาได้ประกันอุบัติเหตุในการเจ็บไข้ได้ป่วย อันนั้นเรื่องประกันสุขภาพนะครับ ในทางเลือกที่ ๒ ก็คือคุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชรา แล้วก็ขยายเรื่องบำเหน็จ ในทางเลือกที่ ๓ คุ้มครองเรื่องชราภาพ คือเงินบำนาญ ซึ่งก็ซ้อนกับเรื่อง กอช. แล้วนะครับ ตรงนี้ซ้อนกับเรื่อง กอช. ในทางเลือกที่ ๔ คุ้มครองเรื่องประสบภัย การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิตและชราก็คือซ้อนนะครับ และทางเลือกที่ ๕ ก็เช่นกัน มีเรื่องของทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และกรณีบำเหน็จ บำนาญ ไปเปิดช่องให้ได้ทั้งบำเหน็จและบำนาญ โดยใช้การขยายออกพระราชกฤษฎีกา และขยายโดยกฎหมายนั้น แต่ กอช. เป็นการเน้นการออมที่หวังให้ได้บำนาญครับ เพื่อจะให้ เขาได้จนวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อไม่ให้มีการซิกแซกไปเอาบำเหน็จมาใช้แล้วตอนสุดท้าย ก็เป็นภาระของสังคม เพราะฉะนั้นอันนี้มันแปลก และที่มันแปลกไปกว่านั้นนะครับ มีการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ลด แลก แจก แถม ให้เข้าไปสมัครได้ และสมัครได้นั้น เป็นข้าราชการบำนาญก็ได้ครับ เป็นพนักงานของรัฐที่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญแล้วก็ได้อีกครับ แสดงว่าสิ่งที่เรากำลังจะลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมนี่ช่องที่เปิดใหม่นี้ก็ปรากฏว่า ทำให้คนที่มีโอกาสได้มากอยู่แล้วก็ได้มาก แต่คน ๒๔.๖ ล้านคนที่เป็นตาสีตาสา คนเล็ก คนน้อยนั้นกลับไม่ได้มีโอกาสเข้ามาเพราะ กอช. ไม่ได้บังคับใช้ครับ แล้วก็ไม่ได้เดินหน้า ทั้งที่กระทรวงการคลังพร้อมทุกอย่างที่จะสตาร์ต (Start) ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ที่ผมถืออยู่นี้คืออะไร ผมลองไปสมัครมาแล้วเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ การประกาศพระราชกฤษฎีกานี้ แล้วก็ให้คนไปสมัครในมาตรา ๔๐ ช่องทางเลือกที่ ๓ คือสามารถส่งเงินออมย้อนหลังได้ และล่วงหน้าไปได้อีกปีหนึ่ง ผมไปสมัครไม่ได้ต้องการ เงินตัวนี้ เพราะเรามีสวัสดิการแล้วคือเป็นข้าราชการบำนาญครับ แล้ว กอช. ก็ไม่ได้ให้ คนเหล่านี้ได้ประโยชน์นะครับ เรากำลังจะไปเน้น ๒๔.๖ ล้านคน แต่ปรากฏว่าช่องนี้เปิดขึ้น แล้วถ้าเราไม่เข้าใจนะครับเราจะเห็นทีวีและข่าวต่าง ๆ นั้นมีคนทลายไปยื่นเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของบทที่เขาบอกให้ ๑ ปี จนมีการตกอกตกใจเพราะว่า คนสนใจขนาดนี้ทำไมไม่ต่ออายุ นี่ล่ะครับคือเรื่องใหญ่ครับ ผมไปยื่นเรียบร้อยครับ และมันอย่างไรครับ ถ้าพรุ่งนี้ผมไปลาออกนะครับ รัฐบาลจ่ายให้ผม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขณะนี้ผมจ่ายไป ๔,๐๐๐ กว่าบาท ย้อนหลังไปได้ด้วยนะครับ เขาให้ย้อนหลังไปถึง ปี ๒๕๕๕ พฤษภาคม และให้จ่ายล่วงหน้าไปอีก ๑ ปี ถ้าผมลาออกรัฐบาลจ่ายให้ผมเท่าไร ทราบไหมครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะขณะนี้ปรากฏว่าคนอธิบายกันและที่แห่กันไป เพราะอะไร เขาบอกไม่มีฝากเงินที่ไหนดีเท่านี้ เพราะฉะนั้นก็ผิดกลุ่มเป้าหมายครับ มีคนอายุ ๖๐ กว่าปีขึ้นไป ไปสมัครอันนี้เป็นแสนคน ซึ่งเราไม่รู้ตัวเลขนะครับว่าเท่าไร เป็นแสนคนครับ ผิดกลุ่มเป้าหมาย แต่กลุ่มเป้าหมายใน กอช. ไม่ได้ทำครับ ขณะนี้มีความสับสนเรื่องนี้ แล้วมีบางส่วนกำลังคิดจะขยายเวลาเรื่องนี้ครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นช่องทางที่ไม่ถูกกลุ่มเป้าหมาย ผมเอาอันนี้มาให้ดูเพื่อจะได้เรียนรู้ว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้น แล้วถ้าเราไม่เข้าใจที่ชัดเจน เราก็ไป ขยายแล้วผิดกลุ่มครับ ตาสีตาสา หัวไร่ปลายนา คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไม่มีคนไป บอกเขาให้เข้า กอช. ไม่มีคนไปบอกเขาให้เข้ามาตรา ๔๐ วงเล็บต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะเราไปใช้ระบบประกันสังคม แล้วปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา เพราะเราไปเปิด แต่สิ่งที่ กอช. พร้อมที่จะเดินหน้าไม่เคาะครับ ไม่เดินหน้า อันนี้ผม ขออนุญาตกราบเรียนว่าข้อเท็จจริงกำลังเป็นอย่างนั้นครับ คราวนี้สิ่งที่จะรายงานต่อ ต้องขออภัยท่านประธานและท่านสมาชิก คืออาจจะดูยาวไปสักนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากเพื่อให้ เข้าใจกันอย่างทะลุปรุโปร่ง ที่ผมกราบเรียนแล้วว่าเดิมผมก็ไม่เข้าใจ แล้วก็คิดว่าตอนนี้เรา สับสนเยอะ แต่จริง ๆ เรื่องนี้ง่ายเพียงแต่ว่าซับซ้อนครับ คราวนี้มาถึงพอตั้งกองทุนไม่ได้ ไม่ตั้งใด ๆ คือไม่เคาะเดินหน้า แล้วก็ไปทำด้านข้างแบบที่ว่านี้ โดยมีความคิดว่าทำด้านข้าง แล้วมันจะมาแทนอันนี้ได้ ขณะนี้มันเลยกลายเป็นตัวขวางครับ ว่าที่เกิดอันนี้มันทำให้ กอช. เดินไปไม่ได้นะครับ เดี๋ยวผมจะกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วง่ายนิดเดียวครับ เดินได้ครับ ง่ายนิดเดียว หลังจากนั้นท่านประธานครับ เมื่อมีการติดขัดแบบนี้นะครับ ในช่วงหลังจากมี คสช. ประชาชนและเครือข่ายต่าง ๆ มีความหวังครับว่าเรื่องนี้สำเร็จแน่นอน เพราะมันติดขัด ตรงนั้นอาจจะมองประเด็นว่าเป็นประเด็นทางด้านการเมืองนะครับ ในระหว่าง ๒ พรรค แต่ผมกราบเรียนแล้วว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่การเมือง เพราะโหวตมาด้วยกัน กฎหมายฉบับนี้ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลไม่ใช่ประเด็นการเมือง มันประเด็นอะไรผมไม่ทราบ ก็มี ความพยายามครับ คนติดตาม ผลักดัน ขับเคลื่อน และติดตลอด แล้วก็ไปเปิดช่อง ๔๐ ที่ผม เรียนแล้วนะครับ พอหลังจากมี คสช. ครับ สภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยซึ่งมีเครือข่ายเป็น แสนคนทั่วประเทศ ผู้สูงอายุทั้งนั้น นำโดยอาจารย์หมอบรรลุ ศิริพานิช ไปยื่นหนังสือต่อ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๗ เพื่อจะให้นำ พ.ร.บ. กอช. นี้มาบังคับใช้ คือคิก ออฟ (Kick off) นะครับ ซึ่งหลังจากนั้นท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่านได้กล่าวในรายการคืนความสุขให้ คนไทยในชาติ ออกอากาศเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ตอนค่ำ ท่านบอกว่ากองทุนการออม แห่งชาติ กองทุนสวัสดิการชุมชนเมือง โฉนดชุมชน ที่เคยดำเนินการมาเราได้พยายามทำให้ เกิดความยั่งยืนเพื่อความเหลื่อมล้ำลดลง แล้วก็เพื่อความเป็นธรรม กำลังอยู่ในขั้นตอน พิจารณาหาวิธีดำเนินการโดยไม่ให้มีผลกระทบกับระบบการเงินการคลังของประเทศ ท่านพูดไว้กว้าง ๆ นะครับตรงนี้ แต่ท่านทราบแล้วว่าเรื่องนี้มีประเด็นครับ หลังจากนั้น ก็มีเครือข่ายประชาชน เยาวชน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ แม่ค้า หาบเร่ เกษตรกร คนงาน นะครับ นำโดยคุณอรุณี ศรีโต ประธานเครือข่ายบำนาญภาคประชาชนก็เปิดแถลงข่าว ผลักดันกันเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้นะครับ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวมาโดยตลอดครับ คราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาเป็น คสช. และเป็นรัฐบาลใหม่ แล้วนะครับ อันที่ ๑ ท่านประยุทธ์ท่านได้กล่าวถึงในรายการที่ผมกราบเรียนแล้ว อันที่ ๒ ครับ ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้เอง ในขณะที่กรรมาธิการชุดผมศึกษาเรื่องนี้ก็มีเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามมาพร้อม ๆ กัน ท่านรองนายกรัฐมนตรีด้านสังคมคือดอกเตอร์ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ท่านกล่าวว่าจากก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังเสนอ คสช. ผลักดัน กอช. นะครับ เพื่อจะกลับมาปฏิบัติ แล้วก็ไปติดขัด อยู่ในรัฐบาลก่อนหน้านั้นที่ไม่ได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้นะครับ ในข่าวนะครับ ท่านบอกว่าล่าสุด ครม. เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนายกรัฐมนตรีและ หัวหน้า คสช. เห็นชอบให้ดำเนินการเพื่อเป็นเงินออมให้กับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ก็คือแรงงานนอกระบบนะครับ ไม่ได้เป็นสมาชิกประกันสังคม และไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. เพื่อความมั่นคงในชีวิตเมื่อสูงอายุขึ้นมานะครับ โดยรัฐจะสมทบเงินออม เช่น อายุ ๓๐ ปี รัฐบาลส่งให้อีก ๓,๐๐๐ บาท อายุ ๕๐ ปี ๖,๐๐๐ บาทต่อปี อันนี้เป็นข่าวนะครับ ก็หมายความว่าขณะนั้นเราคาดว่ารัฐบาลปัจจุบันท่านจะเดินหน้าแล้ว กรรมาธิการเรา พิจารณาไปเราก็ดีใจว่าวันหนึ่งที่เข้ามารายงานต่อสภาเราน่าจะมารายงานเพื่อชื่นชม ขอบคุณรัฐบาลที่ให้ของขวัญประชาชนในวันปีใหม่ สื่อมวลชนส่วนหนึ่งก็ได้ออกข่าวไปแล้วว่า สปช. กำลังจะแกะของขวัญ รัฐบาลกำลังจะเป็น คนมอบของขวัญให้กับคน ๒๔.๖ ล้านคนที่ผมกราบเรียนแล้ว น่าเสียดายครับวันที่ ๑๕ ธันวาคม หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ลงว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสมหมาย ภาษี ได้บอกว่า กระทรวงการคลังจะยังไม่เสนอเรื่องนี้ต่อ ครม. ครับ ให้พิจารณาเรื่อง กอช. โดยจะเลื่อน ออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด และจะพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะไม่ให้ซ้ำซ้อนกับ มาตรา ๔๐ ช่องทางที่ ๓ ของประกันสังคม เมื่อกี้ผมกราบเรียนแล้ว จริง ๆ ไม่ซ้อนครับ มันเป็นการไปสร้างอันใหม่ขึ้นมาแล้วคล้าย ๆ ขวางทาง ดังนั้นสิ่งที่มันจะเดินหน้าต่อไป มันจะไปอย่างไร ผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้ปฏิรูปชัดเจนนะครับ คือปฏิรูปวิธีคิดจากสงเคราะห์ มาเป็นปฏิรูปให้มีระบบการออม คนที่หาเงินได้ในวัยที่ทำงานเอาเงินมาลงรัฐบาลลงด้วย พอเขาทำงานไม่ได้เขามีบำนาญจนถึงวันตาย หลักมีอยู่แค่นี้ซึ่งเป็นปฏิรูปชัดเจน เพียงแต่ ยังไม่เดินแล้วมันไปติดขัดเรื่องของการเข้ามาทางข้างเรื่องของมาตรา ๔๐ แล้วเมื่อกี้ผม กราบเรียนไปแล้วก็ปรากฏว่าไปเปิดให้มันผิดกลุ่มเป้าหมายเข้าไปอีกมันก็เลยติดขัดนะครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นอย่างไร เราเห็นว่ามีประเด็นที่เป็นข้อพิจารณาที่ในรายงานมี ๔ ข้อ แต่หลังจากที่เราทำงานไปแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มอีก ๒ ข้อ ที่กรรมาธิการเราเห็นเพิ่มเติมขึ้นมา เรามองเห็นว่า สิ่งที่ไม่ขยับเขยื้อน กอช. ๓ ปี ๗ เดือนมานี้เสียหายต่อประชาชน ต่อสังคมอย่างน้อย ๖ ประการครับ
ประการที่ ๑ คือเลื่อนเวลารับสมัครสมาชิก เพราะฉะนั้นก็มีผลเสียกับ แรงงานนอกระบบ ซึ่งแทนที่เขาจะได้ลงเงินเร็วแล้วได้รับสมทบเร็วเพื่อจะมีเงินมาก เมื่อเขาเกษียณแล้ว ก็ช้าออกไป ๓ ปีกว่ามาแล้วนะครับ ถ้าหากปีแรกยังไม่พร้อม ๑ ปีก็เป็น ๒ ปีกว่านะครับ แล้วตอนนี้ก็เสียเวลาไปเรื่อย ๆ คนที่เขาใกล้อายุ ๖๐ ปี ตามกฎหมายนี้ เขาสมัครได้ วันนี้เขาเกิน ๖๐ ปีไปแล้วก็หมดสิทธิสมัคร เราก็ไปต้อนให้เขาไปสมัครใน มาตรา ๔๐ ประกันสังคมซึ่งคนละส่วนกันและเป็นคนละระบบกันนะครับ
เรื่องที่ ๒ ในมาตรา ๔๐ มันเป็นฐานของพระราชกฤษฎีกาภายใต้ พ.ร.บ. ประกันสังคมซึ่งเป็นวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง แต่การที่เป็น กอช. นี้เป็นเรื่องของ พ.ร.บ. เพราะฉะนั้นความมั่นคง การพิจารณาเรื่องอัตราสมทบต่าง ๆ นั้นมันจะเป็นฐานที่มั่นคง แตกต่างกันชัดเจน
ประเด็นที่ ๓ สิทธิตามกฎหมายของ กอช. มุ่งไปที่บำนาญจนวันที่เสียชีวิต ของผู้สูงอายุนะครับ แต่พระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๔๐ เปิดให้รับบำเหน็จก็ได้ บำนาญก็ได้ ที่ผมกราบเรียนไปแล้วเมื่อกี้ วันหนึ่งเขาอาจจะไปรับบำเหน็จเพื่อเอาไปใช้ก่อนแล้วก็ไม่มีเงิน ใช้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต นี่ก็คือหลักการที่แตกต่างกันนะครับ
เรื่องที่ ๔ เรื่องของระบบสวัสดิการการออมเกษียณอายุแตกต่างกัน เพราะว่า เรื่องระบบสวัสดิการมันจะผูกพันระยะสั้นแบ่งเบาการดำรงชีวิต เช่น การเจ็บป่วย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แต่ในขณะที่ การออมเพื่อการเกษียณเป็นภาระผูกพันระยะยาว กระทบต่อภาวะการเงินการคลังของ ประเทศ ซึ่งควรจะอยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลังครับ เพื่อจะให้ดูแลการบริหารงาน การเงินการคลังรักษาวินัยการคลังก็อยู่ที่เดียว และที่สำคัญครับมันถูกที่มาตลอดนะครับ เพราะที่ผมเรียนแล้ว กอช. เกิดขึ้นโดยกระทรวงการคลังครับ เพราะฉะนั้นถูกที่ แต่มันถูกย้าย ไปผิดที่ แล้วอันนี้เลยไม่ได้เดินหน้านะครับ
คราวนี้อีก ๒ ข้อที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุม ในมาตรา ๔๐ ในทางเลือกที่เขาเปิดทางเลือกที่ ๓ ถึง ๕ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการเงินบำเหน็จ บำนาญนี่นะครับ สำหรับคนผู้สูงอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปมันก็ไม่สอดคล้องกับเจตนาของ กอช. ชัดเจน ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้ว และผมได้ทดลองเอาตัวผมซึ่งมีสวัสดิการอยู่แล้วเข้าไปลองสมัคร สมัครได้ ตอนนี้ก็ถ้ามีการขยายผมเชื่อว่าคนอายุ ๖๐ ปีที่มีหลักประกันอื่นอยู่แล้วก็จะไปเฮโล สมัคร เพราะไม่มีอะไรแล้วครับที่รัฐบาลให้เท่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เข้าไปอีกเท่าหนึ่งนะครับ
เรื่องที่ ๖ อันนี้ก็สำคัญครับ เรื่องการอภิบาลหรือการจัดการระบบครับ กอช. นั้นในกฎหมายได้ยึดหลักธรรมาภิบาลเอาไว้ชัดเจน มีคณะกรรมการ ๒ ชั้นครับ คณะกรรมการ ลงทุน คือเอาเงินไปลงทุน มีคณะกรรมการ กอช. ซึ่งมีทั้งฝ่ายภาครัฐและมีสมาชิกของผู้ที่ ลงเงินออมเข้าไปร่วมอยู่ด้วย แต่พอไปเป็นมาตรา ๔๐ ของประกันสังคม คนที่ดูแลประกันสังคมคือนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ คนที่ส่งเงินออมเป็นประชาชนนอกระบบไม่มีตัวแทนเข้าไปอยู่ในนั้น ผิดฝาผิดตัวครับ และ กอช. นั้นได้กำหนดให้มีหน่วยงานของรัฐที่บริหารได้คล่องตัวมาเป็นเลขา เลขาธิการ ต้องสรรหามาไม่ใช่เป็นราชการ แต่ประกันสังคมทั้งหมดเป็นราชการครับ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อสังเกตที่สำคัญว่ามันจะทำให้เกิดปัญหา ๖ ประการ เป็นจุดที่จะต้องพิจารณา สิ่งที่จะเดินหน้าต่อไปเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสสนทนากับ อาจารย์หมอบรรลุ ศิริพานิช อดีตประธานสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิอาวุโส ของบ้านเมืองเรา ผมถามท่านว่าคำถามง่ายนิดเดียว อาจารย์ครับ กอช. ดีไหม อาจารย์บอกว่าดี แล้วต้องทำนะครับ ผมก็ถามอาจารย์อีกว่าแล้วทำอย่างไร เขาบอกมันไปติดมาตรา ๔๐ ของประกันสังคม อาจารย์บอกว่าไม่เห็นจะยากเลย อันนี้ก็ทำไปสิครับ ตรงนั้นถ้าเขาเปิดเป็น อำนาจหน้าที่เขาเปิดก็เปิดไป แล้วถ้าวันหนึ่งถ้าตรงนั้นจะโอนบางส่วนมาอยู่ใน กอช. ก็ไปว่ากัน แต่ไม่ใช่เอาสิ่งที่มันติดขัดไปเอามาตรา ๔๐ ประกันสังคมมา แล้วบอกว่าไม่ทำ กอช. นะครับ ซึ่งตรงนี้อาจารย์บอกว่ากฎหมายนี้ใช้เวลามานานกว่าจะได้ออกมาเป็นกฎหมาย รัฐบาลพอ ได้มาแล้วรัฐบาลกลับไม่ทำ คนไทยจำนวนมากเสียโอกาส สังคมก็เสียโอกาสสร้างระบบ การออม ซึ่งเป็นระบบที่ดีกว่าสังคมสงเคราะห์แน่นอน และเป็นการปฏิรูป อาจารย์พูดนะครับ ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลทำไมไม่ทำ
สุดท้ายนี่ครับ แล้วอาจารย์บอกว่าเอามาอ่านในนี้ได้ ท่านบอกอย่างนั้นนะครับ ยิ่งถ้ารัฐบาลที่มาจาก คสช. มาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย มาเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน ผมและคณะได้ไปยื่นหนังสือตอนมี คสช. ใหม่ ๆ เห็นว่านายกรัฐมนตรีพูดว่าจะเดินหน้า แล้วตอนนี้มันหยุดชะงัก ผมไม่เข้าใจแล้วเสียดายจริง ๆ อาจารย์พูดตอนท้ายนะครับว่า แล้วอย่างนี้จะไปหวังปฏิรูปอย่างไร ถ้าเรื่องอย่างนี้มีกฎหมายเรียบร้อย หลักการปรัชญา ชัดเจนนะครับ เป็นประโยชน์สังคมชัดเจนก็ไม่ทำ รัฐบาลที่แล้วก็ว่าไป แต่ตอนนี้มี คสช. มีคณะรัฐมนตรีซึ่งมาเพื่อจะปฏิรูปประเทศไทยชัดเจนนะครับ แล้วก็ปรากฏว่ากำลังจะ เดินหน้าแล้ว หยิบออกไปอีกแล้ว แล้วไม่รู้นะครับ ในรายงานข่าวบอกว่าไม่มีกำหนดครับ ว่าจะเอาเข้าเมื่อไร ทั้งหมดนี้ก็กราบเรียนด้วยการที่พยายามเรียบเรียงให้ท่านประธานและ สมาชิกได้ทราบด้วยความกระจ่างนะครับ ไม่เช่นนั้นคนก็จะงงว่าเมื่อมีมาตรา ๔๐ ประกันสังคมแล้ว แล้วทำไมต้องมาทำเรื่องนี้อีก เรื่องนี้มีที่มาที่ไปและมีความสำคัญต่อ ประเทศชาติจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย ๒๔.๖ ล้านคนที่อยู่นอกระบบ จะทำให้คนไทย เกิดหันมาเปลี่ยนแปลงเรื่องการรอแบมือรับสงเคราะห์มาสู่การออมร่วมกันเพื่ออนาคต ในขณะที่ ทำงานได้ก็เก็บหอมรอมริบ แล้วรัฐบาลก็สนับสนุนแล้วก็มีสวัสดิการ มีบำนาญตลอดชีวิต จนถึงวันตาย เรื่องอย่างนี้นะครับเป็นเรื่องที่ปฏิรูปชัดเจน ผมขออนุญาตขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้เวลาโดยที่ไม่ได้ตัดอะไรเลยนะครับ แล้วก็ขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้งหลาย สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการชุดเราเสนอนะครับ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ด้วยความเป็นมาเป็นไปทั้งหลาย ทั้งหมดนี้เราเสนอนะครับ ตามอำนาจหน้าที่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๓๑ (๑) นะครับ ที่ให้เราศึกษา วิเคราะห์ จัดทำ แนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เสนอต่อ สนช. ครม. คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ อันนี้ก็เป็นดำเนินการตามหน้าที่นี้
และอีกประการหนึ่ง ที่เราเสนอก็คือว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านเป็นหัวหน้า คสช. และเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้กล่าวไว้ว่าถ้ามีอะไรจะให้รัฐบาล หรือ คสช. ทำ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปเรื่องกฎหมายอะไรหรือจะต้องทำอะไร ขอให้สภาเรา เร่งรัดและให้รีบบอกมา ด้วยเหตุผลนี้ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ที่เราจะมีหน้าที่ ถ้าท่านประธาน และสมาชิกเห็นชอบด้วยนะครับ เราก็เสนอ ๒ ข้อครับ
ข้อที่ ๑ แจ้งเรื่องนี้ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เร่งรัดปฏิบัติตาม พ.ร.บ. กอช. ปี ๒๕๕๔ ทันที ในรายงานเขียนไว้อย่างนั้นนะครับ
ข้อที่ ๒ เสนอเรื่องไปยัง สนช. เพื่อติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ในระยะต่อไปตามหน้าที่ของ สนช.
เป็นการเสนอ ๒ ข้อครับ เมื่อเช้านี้ถ้าใครอ่านหนังสือพิมพ์นะครับ นี่เขามานี่ อีกครับ ประกัน มาตรา ๔๐ ประชานิยม ซึ่งเมื่อสักครู่ที่ผมเรียนเนื้อหาไปแล้วนะครับ มันผิดช่องผิดทาง ก็ด้วยความเคารพท่านประธานแล้วก็สมาชิกทั้งหลายครับ อันนี้ก็คือ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ขออนุญาตเสนอรายงานที่เราทำเสร็จแล้ว และเป็นการปฏิรูปเร็วตามนโยบายของสภา เพื่อให้สภาได้พิจารณา ด้วยความขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน เชิญท่านสมาชิกได้ก่อนนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ใช่ไหมครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ ช่วยบันทึกชื่ออีก ๒ ท่านด้วยนะครับ ท่านอื่นด้วย เชิญอาจารย์เจิมศักดิ์ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ กรรมาธิการได้หยิบเรื่องที่สำคัญ ผมคิดว่าประเทศไทยกำลังจะเป็น ประเทศที่เป็นผู้สูงอายุ และถ้าผมให้สถิติกับท่านประธาน ท่านประธานจะรู้สึกกลัวว่าในอีก ๒๕ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ถ้าอายุ ๓๕ ปี อีก ๒๕ ปี ท่านก็จะเริ่มเป็นคนชรา ท่านประธานครับ คนไทยมีอยู่ ๖๕ ล้านคน ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย ผู้หญิงเฉลี่ยอายุถึง ๗๗ ปีกว่าจะตาย แต่ผู้ชาย ๗๐ ปีครับโดยเฉลี่ย แล้วก็เฉลี่ยทั้งประเทศ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิงประมาณ ๗๔ ปี แต่คนที่สูงอายุนั่นนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ มีเพิ่มขึ้น เฉพาะคนที่สูงอายุ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุ ถัดมาอีก ๕ ปีการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเป็น ๑๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ถัดออกมาอีก ๕ ปี ผู้สูงอายุเกือบถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปีที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อีก ๒๕ ปีจะมีคนสูงอายุถึง ๒๐ ล้านคน ท่านลองนึกดูว่า ๒๐ ล้านคนใน ๒๕ ปีข้างหน้า และคนในวัยแรงงานกำลังลดลงจาก ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณ ๒๒ ล้านคน ๒๓ ล้านคนที่เป็นวัยแรงงาน แรงงาน ๓ คน ต้องแบกคนแก่ ๒.๗ คน แล้วก็มีลูกอีก ๑ คน เอาไว้คอยอุ้มด้วย คำถามคือ แรงงานของเราใน ๒๕ ปีข้างหน้าเป็นคนที่มีคุณภาพแค่ไหน ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ คนที่มีลูกวันนี้อีก ๒๕ ปีก็อยู่ในวัยแรงงานที่สมบูรณ์คืออายุ ๒๕ ปี ปรากฏว่าขณะนี้ คนที่พร้อมมีคุณภาพไม่นิยมมีลูกหรือมีก็มีคนเดียว แต่คนที่ไม่พร้อมกลับมีลูก จนมีคำพูดกันว่า คนท้องไม่พร้อม ส่วนคนพร้อมนั้นไม่ท้อง แม่วัยใสสถิติออกมาเมื่อ ๒-๓ วันนี้เอง ว่านับตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๕๕ เด็ก ๆ ที่เป็นแม่วัยใสนี่นะครับ ปรากฏว่าคลอดบุตรรวมกัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ในช่วงปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๕๕ ท่านลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าคุณภาพของคน ที่จะเป็นวัยแรงงานเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยถ้าไม่ปฏิรูปเรื่องนี้ผมว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นที่กรรมาธิการเสนอเรื่องการออมเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อให้คนในเมื่อถึงวัยชรา จะได้มีเงินไว้ดูแลตัวเอง และถึงเวลานั้นจะให้คนในวัยแรงงานจ่ายภาษีผมก็ไม่มั่นใจว่าภาษี จะเพียงพอแค่ไหน และถ้าคุณภาพของคนเป็นอย่างที่ผมพูดในที่สุดวิกฤติการคลังของประเทศก็คงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมันต้องคิดอะไรตั้งแต่ตอนนี้ในเรื่องของการปฏิรูป ผมอยากจะเสนอ ท่านประธานว่าไม่เพียงแต่ที่กรรมาธิการเสนอเฉพาะการออม ผมขออนุญาตท่านประธาน พูดไปถึงเรื่องการปฏิรูปเรื่องนี้พันไปกับการออม การออมนั้นเป็นหนึ่งเท่านั้น ผมขอเสนอ ๗ ประการ
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้คนสูงอายุที่สุขภาพดีเพราะเทคโนโลยี ทันสมัยขึ้น คนแข็งแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาเกษียณ ผมไม่ได้ หมายความว่าขยายเวลาเกษียณให้จำนวนผู้สูงอายุมันน้อยลง แต่ด้วยข้อเท็จจริงว่า คนสูงอายุมีสุขภาพดีขึ้น ท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ก็เกิน ๖๐ ปีเยอะแยะ ยังกระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉงทำงานได้ ช่วยบ้านช่วยเมืองปฏิรูปได้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะขยายเป็น ๖๕ ปีก็ได้ และบางอาชีพอาจจะเป็น ๗๐ ปีก็ได้ เช่น อาชีพนักวิชาการ แพทย์ ผู้พิพากษา หรือคนที่ใช้ความคิดแต่ว่าไม่ได้ใช้แรงงาน แต่ผู้ที่อยู่กับเครื่องจักรและความเสี่ยงอาจจะ ขยายไป ๖๕ ปีก็ย่อมจะทำได้ และขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เขาสามารถจะเกษียณอายุ ตัวเองก่อนได้ ๕๕ ปีก็ทำได้ เพราะฉะนั้นระบบจะยืดหยุ่นมากขึ้นในเรื่องนี้ และรัฐก็ควรจะ ส่งเสริมให้เอกชนช่วยกันทำเหมือน ๆ กันไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานของรัฐโดยให้แรงจูงใจ นั่นเป็นประการที่ ๑ ท่านประธาน
ประการที่ ๒ ต้องส่งเสริมการออมและวินัยการออมอย่างแท้จริง ผมเห็นด้วย กับท่านประธานกรรมาธิการว่าพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติเป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่ใช่มาตรา ๔๐ ของพระราชบัญญัติประกันสังคม ผมจะไม่พูดซ้ำเพราะท่านพูดมาเยอะแล้ว ท่านประธานครับ ผมนี่เคยนั่งสนทนาระดมความคิดกับผู้ที่เป็นแม่บ้าน แท็กซี่ รับเหมา เย็บเสื้อผ้า แรงงานรับจ้างก่อสร้าง พวกนี้ไม่ได้อยู่เป็นแรงงานในระบบที่มีนายจ้างอยู่ใน ระบบบริษัท ที่มีระบบในการหักเงินเดือนและบริษัทจ่ายบางส่วนแล้วรัฐเติมอีกบางส่วน ที่เรียกว่าสวัสดิการสังคม แต่คนพวกนี้ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย ยามชรานี่จะมีปัญหามาก แล้วอย่างที่ผมกราบเรียนว่า ๒๕ ปีจะหวังให้เด็กคอยดูแลหรือรัฐจะดูแลอาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาตินี่สำคัญมาก แล้วก็เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดแล้วว่ามาตรา ๔๐ ที่ไปขยายเวลานี่ มันทำให้ผมได้ยินกับหู เลยว่ามีคนไปสมัคร ตัวเลขนี่ต่างกับท่านประธานนิดหนึ่ง เขาไปสมัครเขาจ่าย ๓,๒๐๐ บาท พอ ๓๒ เดือนย้อนหลัง เขาบอกว่าเดี๋ยวรัฐก็เติมอีก ๓,๒๐๐ บาท เสร็จแล้วเขาก็จะลาออก เขาก็จะได้ ๖,๔๐๐ บาท ผมได้ยินกับหูเลย ตกลงเรื่องนั้นมาตรา ๔๐ ของพระราชบัญญัติ ประกันสังคมมันไม่ใช่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการช่วยผู้ที่จะเกษียณอายุจะได้มีเงินเอาไว้ เก็บออมไว้ใช้ในยามที่แก่เฒ่า
ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเราต้องสร้างค่านิยม สร้างทัศนคติ ที่ไม่ทำลายศักยภาพที่แท้จริงของผู้สูงวัย อาทิ ผู้สูงอายุสามารถมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ
ประการที่ ๔ จะต้องส่งเสริม สร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวที่มีความพร้อม เร่งที่จะให้มีลูกทันทีเมื่อแต่งงาน มันต้องกลับกันกับสมัยที่คุณมีชัยทำตอนนั้น คนที่มี ความพร้อมต้องเร่งที่จะมีลูกทันทีเมื่อแต่งงาน ถามว่ารัฐจะทำอย่างไรได้ มีอาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิตเคยเสนอว่าให้เก็บภาษีคนโสด คนก็ฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมลองพิจารณาอีกทางหนึ่งก็คือให้ส่วนลดหย่อนภาษีสำหรับคนที่มีบุตร สำหรับคน แต่งงานแล้วมีบุตร เพิ่มส่วนลดหย่อนภาษี ท่านประธานก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ท่านประธาน จะเข้าใจดีว่ามันก็มีผลเช่นเดียวกันกับเก็บภาษีคนโสด แต่ไปให้แรงจูงใจในทางบวกกับคน ที่มีบุตรแล้วก็แต่งงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะช่วยทำให้ลดภาระและเป็นซิกเนิล (Signal) หรือเป็นการส่งสัญญาณให้คนที่มีคนที่ต้องจ่ายภาษี ก็คือคนที่มีรายได้พอสมควรจะเร่งที่จะมีลูก
ในประการถัดไปครับท่านประธานครับ จะต้องส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วม ในกิจการงานสาธารณะที่เหมาะสม เช่น งานในสถานศึกษา ชุมชน ชาวบ้าน ถ้าได้ผู้ชรา หรือผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์เข้าไปช่วยในโรงเรียน เข้าไปช่วยในสถานศึกษา ผมคิดว่า ผู้สูงอายุนั้นจะดีใจด้วยซ้ำที่ได้ไปทำงานร่วมกับลูก ๆ หลาน ๆ และขณะเดียวกันเด็กก็จะได้ ประสบการณ์จากผู้สูงอายุด้วย
ในประการที่ ๖ ผมคิดว่าต้องส่งเสริมวัฒนธรรมและแนวทางที่จะให้ลูกดูแล พ่อแม่ในยามชรา เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเน้น แม้เราจะยังดีกว่าประเทศ ในตะวันตก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้แต่ละคน คนละไม้คนละมือมีส่วนร่วมในการดูแล คนชราในอนาคต และขณะเดียวกันแน่นอนครับท่านประธานจะหวังให้ครอบครัวดูแลหมด ไม่ได้ บ้านพักคนชราในแต่ละสถานะจะต้องได้รับการดูแล เพราะในอนาคตเกิดปัญหา แน่นอนที่จะมีคนชรามากมาย และเรากำลังจะมีคนชราจากญี่ปุ่นและประเทศอื่นที่อยาก เข้ามาตั้งบ้านพักคนชราในประเทศไทย เพราะฉะนั้นบ้านพักคนชราอย่างขณะนี้ ที่สวางคนิวาสก็เป็นบ้านพักคนชราสำหรับคนมีสตางค์ ซึ่งก็เป็นระบบที่ดีครับ ก็ส่งเสริมไป ถ้าเขาจะช่วยตัวเขาเอง ท่านประธานคงทราบใช่ไหมครับว่าที่สวางคนิวาสร่วมกันกับกาชาด ร่วมกันกับผู้ที่เข้าไปเหมือนกับว่าไปจ่ายเงินแล้วก็เช่าอยู่จนเสียชีวิต มีระบบการดูแลรักษา และเมื่อเสียชีวิตแล้วก็จะต้องส่งคืน คนอื่นเขาก็จะมาใช้ต่อ ผมคิดว่าต้องคิดเรื่องนี้กันให้ มากขึ้นนะครับ หวังแต่ส่งเสริมให้ลูกดูแลพ่อแม่อย่างเดียวก็คงจะไม่พอ
ประการถัดไปครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าจะต้องเริ่มคิดที่จะให้คน ต่างชาติที่มีคุณภาพแล้วก็มีความประสงค์ที่จะอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวรซึ่งมี ได้ให้เขา ได้รับสัญชาติไทย ท่านประธานครับ เราจะสร้างจุดเปลี่ยน เมื่อเราเห็นปัญหาชัด ๆ นิวซีแลนด์ก็ดี ออสเตรเลียก็ดี สิงคโปร์ก็ดี ถ้าคนที่มีคุณภาพเข้าไปทำงาน มีทรัพยากร จำนวนหนึ่ง เขาชวนเลยว่ามาเป็นคนของเขาเลยได้ไหม อย่ามานั่งแต่ทำงานประเทศเขาแล้ว ส่งเงินกลับบ้าน เขาจะได้รู้สึกมีส่วนร่วมรักประเทศแล้วเขาจะได้ตั้งถิ่นฐานในที่นั้น ท่านประธานครับ ถ้าเราสามารถจะวางกฎเกณฑ์เอาคนที่มีคุณภาพ ผมเน้นนะครับ ที่เข้ามา อยากจะทำงานในประเทศไทย ควรจะต้องพิจารณาในเรื่องนี้ ไม่ใช่หวงกันอย่างเดียวว่า เราจะให้สัญชาติไทยกับเขาหรือ ก็ต้องพิจารณากันในอนาคตในประเด็นนี้ด้วย นี่คือ จุดเปลี่ยนประเทศไทยประการหนึ่ง
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้เสริมกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการเน้นแต่เรื่องพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติอย่างเดียว ซึ่งผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเติมเพื่อให้เห็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้ เพราะเรื่องนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นแน่ ๆ ประเทศไทยจะมีปัญหาเรื่องนี้แน่ ๆ ถ้าไม่ปฏิรูป
สุดท้ายอยากจะเรียนข้อคิดของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขียนชรากถา หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์บอกว่าอยู่ ๑๐ ประการของคนที่ชรา กฎของการใช้ชีวิตในวัยทอง อย่างมีความสุข คือ ๑. อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัวและเป็นอิสระ ๒. ถือครองเงินฝากธนาคารและทรัพย์ไว้กับตัว ๓. อย่าไปคาดหวังลูกเต้าจะดูแลตอนแก่ ๔. หาเพื่อนเพิ่มครบทุกวัย แล้วก็ ๕. อย่าเอาเปรียบตัวเองกับคนอื่น ๖. อย่าไปยุ่งวุ่นวาย กับชีวิตลูก ๗. อย่าเอาความชรามาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกร้องความเคารพนับถือและ ความสนใจ ๘. ให้ฟังเสียงผู้อื่น แต่ให้วิเคราะห์และปฏิบัติตามที่คิดอย่างอิสระ ๙. ให้สวดมนต์ แต่อย่าร้องขอจากพระ และ ๑๐. ข้อสุดท้ายคืออย่าเพิ่งตาย ขอบพระคุณครับ
เจ้าหน้าที่ ช่วยบันทึกไว้นะครับว่าลำดับนะครับ ถัดไปเป็นอาจารย์วันชัย สอนศิริ คุณธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร หมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ เชิญอาจารย์วันชัย สอนศิริ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานครับ เวลาพระท่านอวยพรมักจะได้ยินอยู่ คำหนึ่งครับ อย่าเจ็บ อย่าจน ขอให้โยมอย่าได้เจ็บ อย่าได้จน เหมาะกับคนที่สูงวัย เป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน เบื้องต้นก่อนที่จะอภิปรายในรายละเอียดของเรื่องนี้ กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสที่เห็นความสำคัญและเสนอเรื่องนี้มา พูดจากใจจริงเลย นะครับ ขอชื่นชมต่อการทำงานเรื่องนี้และข้อเสนอเรื่องนี้ แต่อยากจะเรียนกับท่านว่า ท่านจุดประกายเรื่องนี้เบาไปหน่อย ความจริงแล้วประธานหรือคณะกรรมาธิการ ต้องจุดประกายชูประเด็นให้สังคมได้รับรู้กระพือโหมมากกว่าที่จะเข้าสภาวันนี้ด้วย แต่เอาละ ไม่เป็นไร ถ้าวันนี้มติที่ประชุมเห็นพ้องด้วยกับคณะกรรมาธิการท่านควรจะต้องชูเรื่องนี้ ให้สังคมนั้นทราบกันชัดเจนว่าอะไรเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ วันสุดท้าย ที่พระราชกฤษฎีกาเรื่องให้มีการจ่ายเงินสมทบกับประกันสังคมกับผู้ชราที่เป็นข่าวครึกโครม เรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่คนสงสัยแล้วก็ว่าเกิดอะไรขึ้นในแผ่นดินนี้ ผมเองก็ไม่รู้มาก่อน จนกระทั่งต้องไปอ่านพระราชกฤษฎีกา อ่าน พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ จึงรู้เรื่องว่า เกิดเรื่องในประเทศนี้แล้ว ดังนั้นผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้พูดไปแล้วว่าสังคมของเรา รวมทั้ง พวกเราที่นั่งอยู่นี้ด้วยเป็นสังคมของผู้สูงวัยที่จำเป็นจะต้องมีการช่วยเหลือ มีการวางแผน การดำรงชีวิตเพื่อคุณภาพที่ดี เบื้องต้นผมขอเรียนก่อนครับท่านประธาน ลำพังคนชรา คนสูงอายุ คนแก่ ที่รับราชการนั้น เกษียณแล้ว สูงอายุแล้ว แก่แล้ว ทุพพลภาพแล้ว พิกลพิการแล้วไม่เดือดร้อนอะไรเท่าไรครับท่านประธานครับ พอช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ใช้แรงงานครับท่านประธานครับ ก็พอจะช่วยเหลือตัวเองได้ตามหลักประกันสังคม เพียงพอ จะช่วยได้เท่านั้นเอง แต่ท่านทั้งหลายครับ คนแก่ คนชรา ผู้สูงอายุ ที่ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ ดังที่ผมกราบเรียนนี้แล้วท่านลองนึกถึงภาพดูสิว่าชีวิตจะวังเวงขนาดไหน ถ้าเกิดเจ็บด้วย จนด้วยไปกันใหญ่เลยครับถ้าไม่มีการออม รัฐไม่ดูแล ไม่เยียวยา ไม่ช่วยเหลือ หรือมี การวางแผนเสียตั้งแต่ต้นบัดนี้เป็นต้นไป อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานเพิ่มเติมว่า ฟังจากท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้มาแล้ว ๓ ปี ๗ เดือน แต่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เลยทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญของผู้สูงวัยที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ผมเองก็ไปอ่านหลักการ เหตุผล รวมทั้งตัวบทมาตราของกฎหมายฉบับนี้ บอกตรง ๆ ว่าทั้งหลักการ ทั้งเหตุผล ตัวบทกฎหมายเป็นเรื่องที่ดีเหมาะสมอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุและ สังคมไทยครับท่านประธานครับ และฟังจากท่านชี้แจงแล้วบอกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ผ่านโดยแทบจะไม่มีใครคัดค้านเลยถึง ๓๐๐ กว่าเสียง แต่เป็นเรื่องอัศจรรย์มากครับ ท่านประธานครับ ๓ ปีกว่าแล้วไม่มีใครดำเนินการอะไร พรรคการเมืองบางพรรคไปร้องที่ ป.ป.ช. บอกว่ารัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีนั้นละเว้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ น่าเสียดายครับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง มันน่าจะลากมาติดคุกเสียพวกนี้ครับท่านประธานครับ สิ่งที่สำคัญที่ผม อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้ไม่ต้องพูดในรายละเอียดเพราะตัว ท่านประธานคณะกรรมาธิการนั้นได้ชี้แจง และถ้าอ่านดูรายละเอียดจะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ประชาชนนั้นสมทบส่วนหนึ่ง ถ้าเราอายุ ๒๕ ปี ๒๖ ปี ๒๘ ปี ๒๙ ปี ๓๐ ปีเป็นต้นไป เริ่มออม ทีละร้อยสองร้อย หรือสองร้อยอะไรก็ตาม พอเราเกษียณแล้วอายุ ๖๐ ปีครับ ยังพอมีเงินที่ เรียกว่าอาจจะเป็นบำนาญครับ พอดูแลตัวเองได้เดือนหนึ่ง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท มีเงิน คนชราอีกสัก ๑,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาทนี่พอดำรงชีพอยู่ได้ครับ ไม่ต้องพึ่งพาลูกก็ยังพอได้ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ควรจะปฏิบัติอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นคืออะไรครับท่านประธานครับ ตัวการเมือง การเมืองบ้านเรานี่ใครทำมา พรรคไหน ทำมา อีกพรรคหนึ่งขึ้นมา เอ๊ะ ถ้าฉันไม่ได้เสียง ไม่ได้เงิน ชักจะไม่เอาด้วย ทั้ง ๆ ที่กฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายดี ทำแล้วตัวเองจะไม่ได้เสียง ไม่ได้เงิน และไม่สามารถจะเข้าไปยุ่ง เกี่ยวกับกองเงินในบางส่วนได้ พรรคการเมืองบางพรรคก็พยายามที่จะเฉไฉ และข้าราชการ ประจำเองก็ไม่กล้าทำอะไร ทั้ง ๆ ที่มีเงินมากองอยู่แล้ว ๗๐๐ กว่าล้านบาทครับท่านประธาน ที่ท่านบอกแล้ว แต่ถ้าตัวการเมืองไม่ขยับเขยื้อนไม่เคลื่อน กองทุนนี้ก็กลายเป็นหมันไปทั้ง ๆ ที่ กฎหมายออกมาบังคับใช้แล้ว ใครเสียประโยชน์ครับ คนที่จะต้องสูงอายุต่อ ๆ ไปในอนาคต กลับเสียประโยชน์ไปเกือบ ๓ ปีครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมจึงอยากจะเรียกร้องให้ตัวของพวกเราคือสภาปฏิรูปแห่งชาติผลักดัน เลยครับ มันเป็นการปฏิรูปแบบควิก วินเลยครับ ควิก วินแน่นอนครับเรื่องนี้ปฏิรูปเร็ว ปฏิรูปด่วน เป็นประโยชน์ต่อผู้สูงวัยและคนออมในอนาคตแน่นอน เริ่มตั้งแต่บัดนี้ เพราะฉะนั้นจากการจุดประกายของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และสภาแห่งนี้มีมติเสียงดังฟังชัดว่าบ้านนี้เมืองนี้ต้องมี พระราชบัญญัติฉบับนี้ที่มีอยู่แล้วนั้นปฏิบัติใช้ได้จริง รัฐบาลจะต้องเห็นพ้องด้วยกับ สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอเป็นแนวทางว่าเริ่มแล้ว ณ วันนี้ เดี๋ยวนี้ บัดนี้ เราเป็นส่วนกระตุ้น อย่างแรง ๆ และอย่างสำคัญอันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าอยากให้ที่ประชุมได้มีมติเห็นพ้องต้องกันดำเนินการตาม ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและ ผู้ด้อยโอกาสที่เสนอเรื่องนี้มา และต้องช่วยกันแถลงข่าวใหญ่ให้กับสังคมได้รับรู้ และเร่งรัดให้ รัฐบาลดำเนินการจะโดยประสานจากภาคส่วนใดอย่างไรก็แล้วแต่ ผมถือว่าเรื่องนี้พวกเราจะ มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ ปัจจุบันที่มาทำ ๆ กันอยู่ตาม พระราชกฤษฎีกานี่มันเป็นการทำแบบ ขออภัยนะครับ เอาทั้งผู้ใช้แรงงาน เอาทั้งคนที่สูงอายุ ที่เป็นแรงงานนอกระบบมารวมกัน มันมั่วกันอยู่ตรงนั้นครับท่าน มันไม่ได้ตรงเรื่อง ตรงประเด็น ตรงจุดเลย แต่ผมไม่เข้าใจว่าเขาทำไปเพื่ออะไร ทั้ง ๆ ที่มันเป็นน้ำคนละสาย เลยครับท่านประธานครับ จึงกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อทำอย่างนี้แล้วในที่สุด ผมเชื่อเหลือเกินว่าผู้สูงอายุรุ่นลูกรุ่นหลานของเราต่อไปในอนาคตแม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ใน ประเทศนี้ก็คงถึงเจ็บก็มีเงินพอช่วยเหลือเยียวยาได้ แม้จนก็ยังมีเงินกองทุนนี้ช่วยเหลือได้ ในที่สุดก็จะสมดังที่คำพระอวยพรว่า อย่าเจ็บ อย่าจน ด้วยประการฉะนี้แล กราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านเพื่อนสมาชิก ผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม นายธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ สปช. หมายเลข ๐๙๘ ผมขออภิปรายให้ ข้อสังเกตพร้อมด้วยเหตุผลนะครับ ที่จะสนับสนุนให้สภานี้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ข้อเสนอของกรรมาธิการชื่อยาวยิ่งนะครับ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ รู้สึกจะครบเกือบทุกคน ขาดแต่บุรุษนะครับ ที่สรุปเหตุผลรวมได้ ๕ ประการนะครับ
ประการแรก ผมเห็นด้วยครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องควิก วินโดยแท้ ทำไมเป็น ควิก วิน เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับกลไกการปฏิรูปที่เกี่ยวกับโครงสร้างการออมของ ประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้เกษียณ คนแก่ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตด้วยซ้ำนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างการออมของชาติที่สำคัญ เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่เป็นเรื่องควิก วินเลยนะครับ ผมเรียกว่าเป็นเวรี ควิก (Very quick) ด้วยซ้ำ เพราะมาได้ทันใจเหลือเกินนะครับ
ประการที่ ๒ การสร้างหลักประกันรายได้แก่กลุ่มแรงงานผู้สูงวัยในอนาคตนี่ ซึ่งคงไม่รวมตัวผมแน่นะครับ เพราะว่าสูงวัยไปแล้ว ก็เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับสังคมที่ โครงสร้างประชากรมีสัดส่วนผู้สูงวัยมากขึ้นนะครับ ท่านสมาชิกอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้ให้ ข้อมูลไปแล้วว่าในอนาคตสังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเวลานี้ทั้งโครงสร้างของ สังคมไทยเรานี่เรื่องของทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ในเมื่อมีคนแก่มากขึ้น แรงงาน เราก็หมด เราก็ไม่ได้เป็นประเทศที่มีแรงงานมากต่อไปแล้ว เราใช้แรงงานราคาถูกไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นการใช้ประโยชน์จากแรงงานที่มีอยู่ในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ ผลิตภาพ จึงสำคัญ และจึงจำเป็นอย่างยิ่งนะครับที่เราจะต้องเร่งรัดกลไกการออมภายในประเทศ ในอนาคตเพื่อลดภาระของรัฐนะครับ ในอนาคตไม่ต้องสร้างหนี้ ไม่ต้องขาดเงินทุนที่จะใช้ ในการลงทุนแล้วก็ดูแลสวัสดิภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นการเน้นการออมอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลานาน ผมย้ำคำนี้นะครับว่าสำคัญยิ่ง การออมจะต้องเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลานาน ๆ โครงการแบบกองทุนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งนะครับ มีผลงานวิจัยด้าน เศรษฐศาสตร์ที่ผมอ่านพบและประสบมา สรุปสำคัญว่า การออมในประเทศเรายังไม่พอเพียง ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ เท่าที่ผมเคยทำงานมาทางด้านเศรษฐกิจบ้าง รู้สึกว่าในอดีตที่ผ่านมาการออมของประเทศเราไม่ได้ต่ำนะครับ ใน ๒๐ ปีที่ผ่านมาการออม ทั้งหมดของประเทศอยู่ในอัตราพอสมควรทีเดียว แต่ในระยะหลัง ๆ นี่มันอยู่ในขาลงครับ จากที่เราประสบปัญหาทางเศรษฐกิจมากมายนี่ เพราะฉะนั้นมีผลที่นักเศรษฐศาสตร์ เขาคำนวณว่าในเวลานี้หากต้องการให้เศรษฐกิจโตประมาณปีละ ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ ปีสองปีนี้ เราโตได้แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ก็เก่งแล้วนะครับ เราก็มีปัญหามาก แต่ว่าถ้าจะ ต้องการให้เศรษฐกิจโต ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ผ่านพ้น ที่เขาเรียกว่าประเทศรายได้ปานกลาง กับดักรายได้ปานกลาง มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ไปสู่ประเทศที่ร่ำรวย ขึ้นไป เราจำเป็นจะต้องออมให้ได้อย่างน้อยถึงร้อยละ ๓๒-๓๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เมื่อเทียบกับประมาณร้อยละ ๓๐.๕ ในปัจจุบัน ความจริง ๓๐.๕ ก็ไม่ได้ต่ำนะครับ แต่ว่าถ้าเราจะโตถึง ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ต่อไปเราต้องออมมากขึ้นกว่านี้ ถ้าหากว่าจะยอมให้โต ๕-๖ เปอร์เซ็นต์นี่ในอนาคต ยอมให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสักร้อยละ ๓ ในอีก ๔-๕ ปี ข้างหน้าเราต้องออมให้ได้ประมาณ ๓๐.๕ เปอร์เซ็นต์นะครับถึงจะผ่านพ้น ถึงจะสามารถ เจริญก้าวหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ เพราะฉะนั้นการออมที่พอเพียงในอนาคตจึงมี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในแง่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่เสถียรภาพของผู้ที่จะแก่ ต่อไปข้างหน้านะครับ
ประการที่ ๓ เห็นด้วยครับ ที่ว่าการเร่งรัดนโยบายการส่งเสริมการออม ต้องทำควบคู่กันไปกับเรื่องอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกอาจารย์เจิมศักดิ์ก็ได้กล่าวมาแล้วหลายข้อ ผมเห็นว่าที่อยากจะกล่าวเพิ่มเติมย้ำว่าการแก้ไขความยากจน รวมทั้งการเพิ่มผลิตภาพของ กำลังแรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีรายได้สูงขึ้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ ผมอ่านพบ รายงานวิจัยเมื่อหลายสิบปีก่อน น่าตกใจนะครับที่บอกว่าจะหวังให้พ่อแม่พึ่งลูกนี่ ในอนาคตนี่ให้พึ่งลูกให้มากขึ้น งานวิจัยนี้เป็นเรื่องของงานวิจัยครอบครัวที่อบอุ่นนะครับ เขาค้นพบว่าครอบครัวที่อบอุ่นถึงแม้จะแยกกันไปอยู่ พ่อแม่ลูกแยกกันไปอยู่ แต่ลูกก็จะมา เยี่ยมพ่อแม่อยู่เป็นประจำนะครับ แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องมีสมบัตินะครับ คือพ่อแม่ที่มี สตางค์ยังไม่ได้มอบมรดกค่อนข้างจะอบอุ่นกว่าครอบครัวที่ไม่มีอะไร อันนี้เป็นข้อวิจัยที่ผมว่า หนักไปทางด้านเงินเกินไป แต่ว่าก็เป็นที่น่าคิดว่าการที่จะหวังให้ลูกดูแลพ่อแม่ก็คงจะต้อง เร่งรัดเรื่องความกตัญญูกตเวที เรื่องการสร้างความอบอุ่นอย่างขนานใหญ่ครับ ท่านประธานครับ นอกจากนี้ก็ยังมีงานวิจัยที่น่าห่วงในเรื่องการออมอีกตัวเลขหนึ่งนะครับ ก็คือมีงานวิจัยค้นพบว่าการออมในภาคครัวเรือนของเรานี่ลดลงอย่างต่อเนื่องนะครับ ในอดีตเราเคยมีการออมภาคครัวเรือนถึงประมาณร้อยละ ๑๔.๔ ของจีดีพีในปี ๒๕๓๒ ปัจจุบันนี้ลดเหลือน้อยลง เหลือประมาณร้อยละ ๔ เท่านั้น การออมในครัวเรือนมีปัญหา ในครัวเรือนที่ยากจนอยู่ห่างไกลไม่สามารถออม จริง ๆ แล้วครัวเรือนที่ยากจนเราค้นพบว่า ยิ่งจนยิ่งออมน้อย อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ท่านทั้งหลายคงได้ยินได้ฟังสิ่งที่ท่าน มหาเศรษฐีใหญ่ของโลก นายวอร์เรน บัฟเฟตต์ ราชาผู้ประสบความสำเร็จจากการนำเงินออม มาลงทุน เขาถ่ายทอดประสบการณ์การเรียนรู้ของท่านว่า จงอย่าออมจากเงินเหลือใช้ แต่ให้กันเงินออมไว้ก่อนแล้วใช้จากเงินที่เหลือ เอาเงินออมนั้นไปลงทุนให้เงินมันทำงานแทนเรา อันนี้เป็นหลักการออมที่ผมคิดว่านักการเงินที่ยิ่งใหญ่ของโลกเขาเรียนรู้มา แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ ข้อมูลที่เรามีอยู่ยิ่งชี้ชัดเจนว่ายิ่งจนลงก็ยิ่งออมน้อยลง คงจะไม่มีปัญญาจะออม อย่างที่ท่านบัฟเฟตต์สอนไว้นะครับ เพราะหากเราไม่เร่งรัดการดำเนินงานทางด้านการแก้ไข ความยากจน การเพิ่มผลิตภาพของผู้ด้อยโอกาสก็คงจะกระทำควบคู่กันไปนะครับ
ประเด็นที่ ๔ การส่งเสริมการออมจะช่วยให้เกิดการสะสมทุนเพื่อการลงทุน สร้างงานรายได้ในอนาคตที่ผมได้กล่าวมาแล้วนะครับ แล้วยังจะสามารถสร้างความเป็นธรรม ในสังคม ซึ่งตามเอกสารของคณะกรรมาธิการยังมีผู้เสียโอกาสที่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิก กองทุนอีกตั้ง ๑๒ ล้านคน เพราะฉะนั้นการเร่งรัดให้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้จะทำให้ สังคมได้รับประโยชน์ เพราะว่าการล่าช้าในการเร่งรัดการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผมคิดว่ามีสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เขาเรียกว่า ออปเพอร์ทูนิตี คอสต์ (Opportunity cost) คือมีมูลค่าแห่งการเสียโอกาส การประวิงเวลาผมคิดว่าคงจะทำให้มูลค่าแห่งการเสียโอกาส เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งรัดที่จะให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ โดยสรุปผมเห็นด้วยกับ ข้อเสนอของท่านกรรมาธิการทุกประการครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ไพบูลย์ นลินทรางกูร สปช. ด้านเศรษฐกิจครับ ผมเห็นด้วยนะครับอย่างยิ่งเลยกับที่ท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ได้นำเสนอเมื่อครู่นี้นะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ ได้อภิปรายไปนะครับ เพราะว่าระบบบำนาญภาคแรงงานนอกระบบตอนนี้เป็นระบบบำนาญ ที่อ่อนแอที่สุดในประเทศไทยอยู่แล้วนะครับ การผ่าน พ.ร.บ. หรือการนำ พ.ร.บ. นี้มาใช้ก็จะ เติมเต็มในจุดนั้นนะครับ แต่จริง ๆ แล้วที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือผมอยากจะเสนอให้ สปช. เราคิดเรื่องใหญ่กว่านี้นะครับ ผมอยากให้พวกเราทำเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญของ ประเทศเลย ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้เป็นที่เราได้ถกกันในกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและ การคลังนะครับ เพราะอะไรผมถึงเรียนนำเสนออย่างนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราดูจาก ระบบบำนาญของประเทศไทยในวันนี้จะเห็นได้ว่าเป็นระบบบำนาญที่ไม่มีประสิทธิภาพเลย เพราะอะไรครับ ธนาคารโลกซึ่งเป็นผู้นำความคิดเรื่องการทำระบบบำนาญได้พูดไว้ชัดเจนว่า ระบบบำนาญที่ดีของแต่ละประเทศจะต้องเป็นระบบบำนาญที่มี ๓ องค์ประกอบ ข้อแรก คือความเพียงพอ ข้อที่ ๒ จะต้องมีความครอบคลุม และข้อที่ ๓ คือจะต้องมีความยั่งยืน
เราลองมาดูเรื่องความเพียงพอ หรือภาษาอังกฤษที่เขาใช้ว่า แอดดิเควซี (Adequacy) นี่นะครับ ความเพียงพอก็คือว่าเงินที่ได้รับหลังเกษียณจะต้องสูงพอต่อการยังชีพ และทำให้การรักษาคุณภาพชีวิตยังทำได้อยู่ ธนาคารโลกได้ระบุไว้ชัดเจนว่าเงินที่ได้ หลังเกษียณควรจะอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เคยได้อยู่ก่อนเกษียณ แต่ถ้ามาดู ข้อเท็จจริงของประเทศไทยจะเห็นว่าระดับการได้เงินเปอร์เซ็นต์ตรงนี้ต่ำกว่ามากนะครับ
ข้อที่ ๒ ในเรื่องของความครอบคลุมนะครับ แน่นอนกองทุนการออมแห่งชาติ ก็จะช่วยทำให้แรงงานนอกระบบเข้ามาเติมเต็มความครอบคลุมตรงนี้ได้ แต่ถามว่าเพียงพอ หรือยัง ก็ยังไม่พออีกนะครับ เพราะตอนนี้ข้าราชการมีแล้วนะครับ แรงงานนอกระบบ ถ้ากฎหมายตัวนี้นำมาใช้ก็จะมี แต่ว่าในส่วนอื่นจะมีน้อยมากนะครับ ถึงแม้เราบอกเรามี ระบบประกันสังคม แต่ระบบประกันสังคมหลังจากเกษียณแล้วเราจะได้แมกซิมัม (Maximum) เลยนะครับ มากสุดคือเดือนละ ๓,๐๐๐ ถึง ๔,๐๐๐ บาท แน่นอนมันถือว่า ไม่ครอบคลุมแน่นอนนะครับ ฉะนั้นความครอบคลุมยกตัวอย่างง่าย ๆ คือกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพภาคเอกชน ตอนนี้เป็นภาคสมัครใจ มีสมาชิกอยู่ประมาณแค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ยังไม่ใช่ภาคบังคับนะครับ อันนี้ผมยกตัวอย่างก่อนนะครับ
ข้อที่ ๓ คือเรื่องความยั่งยืน หรือ ซัสเตนอะบิลิตี (Sustainability) ความยั่งยืนก็คือระบบที่จะต้องไม่เป็นภาระที่มากเกินไปต่อภาครัฐและภาคเอกชนใน การแบกรับภาระการคอนทริบิวต์ (Contribute) เงินเข้าไปในกองทุนนี้นะครับ แต่ของประเทศไทย ผมเชื่อว่าไม่ได้มีการศึกษาอย่างดีพอว่าภาระต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะต้องมีที่จะต้องเอามาจ่ายให้ ในระบบบำนาญมีมากน้อยแค่ไหนนะครับ ตรงนี้ผมก็เลยคิดว่าถ้าจะทำเรื่องนี้แล้วผมขอ เสนอให้ทำเป็นเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญของประเทศ โดยสิ่งแรกที่จะต้องทำคือจะต้องมี การจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อกำกับดูแลระบบบำนาญของชาติ คือตอนนี้ระบบบำนาญบ้านเรา ทำกันอย่างกระจัดกระจาย เรามี กบข. ซึ่งทำของข้าราชการ เรามีกองทุนประกันสังคม ซึ่งอยู่อันเดอร์ (Under) กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ซึ่งทำเรื่องประกันสังคมและ บำนาญบางส่วนด้วย เรามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเอกชนเพื่อพนักงานภาคสมัครใจ และเรากำลังจะมีกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมันไม่ได้ซิงค์ (Sync) กันเลย ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างกำกับดูแล และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าเวลาทำเรื่องบำนาญหลาย ๆ ครั้งนี่ เราไม่ได้ดูในเรื่องรายละเอียด อย่างระบบประกันสังคมในเรื่องของอัตราสะสมต่าง ๆ ก็ใช้กัน มาเป็นเวลานาน อย่างที่ผมเรียนไปแล้วพอหลังเกษียณแล้วคนที่ใส่เงินเข้าไปเยอะที่สุดจะได้ คืนประมาณ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน ก็ไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอหรือเปล่าต่อการยังชีพนะครับ ฉะนั้นจะต้องเป็นการดูแบบบูรณาการเพื่อให้มีความมีประสิทธิภาพ จะต้องดูใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงนโยบายการลงทุนด้วย ซึ่งตอนนี้ก็เป็นปัญหามากนะครับ เพราะว่าตอนนี้เรามี กฎระเบียบค่อนข้างมากว่าเงินที่ได้ในระบบกองทุนประเภทเหล่านี้สามารถไปลงทุนอะไร ได้บ้าง แต่ผลตอบแทนที่ได้คืนมาเราไม่ค่อยใส่ใจกัน ซึ่งหลาย ๆ ประเทศได้พรูฟ (Prove) แล้วว่าถ้าผลตอบแทนที่ได้กลับคืนมาให้กองทุนมันไม่มากเพียงพอ มันก็อาจจะไม่สามารถ ที่จะนำเอาไปจ่ายผลประโยชน์ที่เคยคอมมิต (Commit) ไว้ และโดยเฉพาะประเทศไทย เรามีการให้ระบบตอบแทนแบบเขาเรียก ดิไฟน์ เบเนฟิต (Define benefit) นี่บอกชัดเจนว่า คุณจะได้เงินเท่าไรหลังเกษียณ ซึ่งตรงนี้ที่มาของเงินจะต้องตอบให้ได้ชัดเจนนะครับ ฉะนั้นผมคิดว่ามันถึงเวลาที่จะต้องมาดูเป็นระบบ และโดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาคเอกชน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเป็นภาคบังคับ ตอนนี้มีสมาชิกแค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ขณะที่เอกชนมีพนักงานไม่รู้กี่ล้านคนนะครับ ฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้มันถึงเวลาที่ควรจะทำ ทุกอย่างเป็นระบบใหญ่ เราคงจะไม่ต้องการให้เหมือนกับประเทศกรีซ ซึ่งกรีซมีโอกาส ในการปฏิรูประบบบำนาญตัวเองมาหลายโอกาสเหลือเกินแต่เลือกที่จะไม่ทำ วันที่กรีซเข้าสู่ วิกฤติ ซึ่งเราทราบกันดีประมาณ ๗ ปีที่แล้ว ระบบบำนาญของเขา รัฐบาลเขามีภาระ ที่จะต้องจ่ายบำนาญให้กับประชาชนเขานี่คิดเป็น ๑๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ณ วันนั้น มันเลยอยู่ไม่ได้นะครับ ฉะนั้นตอนนี้ผมคิดว่ากองทุนการออมแห่งชาติเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่มันเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของจิกซอว์ (Jigsaw) ที่ถ้าผมคิดว่า สปช. จะทำเรื่องปฏิรูปจริง ๆ นี่ ผมไม่อยากแค่ผลักดันเสนอกฎหมายชุดนี้เข้าไปให้มันออกมานำใช้ ผมอยากให้เราคิดต่อ ใช้เวลาอีกนิดหนึ่งแล้วก็ทำเป็นเรื่องปฏิรูประบบบำนาญของประเทศ แล้วนำเสนอเป็นชุดใหญ่ ผมคิดว่าอันนี้ไม่ใช่ควิก วิน แต่ถ้าเรากำลังจะทำเรื่อง ๑๐ ปี ๒๐ ปีจากนี้ ผมคิดว่า มีความจำเป็นที่จะต้องดูเรื่องนี้อย่างเป็นระบบครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ก่อนจะเชิญหมอพรพันธุ์นะครับ ผู้ที่เข้าชื่ออภิปรายถัดจากนั้น คุณเตือนใจ สินธุวณิก คุณพิสิฐ ลี้อาธรรม คุณสุชาติ นวกวงษ์ คุณทิวา การกระสัง คุณอลงกรณ์ พลบุตร คุณสมชัย ฤชุพันธุ์ ดอกเตอร์อมรวิชช์ นาครทรรพ และคุณสารี อ๋องสมหวัง นะครับ เชิญหมอพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นดิฉันอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปสู่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคมและอีกยาวนะคะ ถึงความชื่นชม ในการนำเสนอของท่านที่ชัดเจนและทำให้เราเข้าใจปัญหาได้กระจ่างยิ่งขึ้น แน่นอนดิฉัน อยากจะเรียนว่าเราทุกคนก็คงจะสนับสนุน พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ เพราะว่ามันมี ความจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าในขณะเดียวกันดิฉันก็เห็นด้วยที่ว่าประเทศไทยนั้น มีความจำเป็นไม่ใช่แต่เฉพาะพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่เป็นเรื่องของการออมของคนในชาติ ทั้งหมดที่จะต้องทำให้เป็นระบบและทำให้เกิดประสิทธิภาพ เพราะว่าก็คงจะทราบดีจากที่มี ผู้ได้อภิปรายก่อนหน้านี้มาแล้วว่าภายในเวลาประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ประเทศไทยคงจะเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุเต็มที่ก็คือประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรก็จะเป็นผู้สูงอายุ เดินมา ๕ คน ๑ ใน ๕ ก็จะต้องเป็นผู้ที่สูงอายุก็คืออายุ ๖๐ ปีขึ้นไป แต่ในขณะเดียวกันในปัจจุบันนี้ เรายังอยู่ในสภาวะของประเทศที่มีรายได้ปานกลางอยู่นะคะ แล้วก็ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย ซึ่งไม่ถึง ๕ ก็จะทำให้ถ้าเผื่อเราพัฒนาประเทศไปในลักษณะเช่นนี้ก็คงถึงประมาณปี ๒๕๗๙ ที่เราจะสามารถหลุดจากสภาวะของการเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปได้ ซึ่งตอนนั้น เราเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปแล้ว ๑๐ กว่าปีนะคะ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสนอ ข้ออภิปรายของ ท่านประธานทีดีอาร์ไอ (TDRI) ซึ่งดิฉันคิดว่าน่าสนใจมากนะคะ นอกจากนี้แล้วเรายังมีปัญหา วิกฤติก็คือเรามีอัตราเกิดที่น้อยมาก แล้วต่อไปในระยะเวลาเดียวกันนี้คืออีก ๒๐-๓๐ ปี ข้างหน้าเราจะมีวัยแรงงานซึ่งน้อยลงอย่างมาก และเราจะมีวิกฤติของแรงงานนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสภาวการณ์เป็นเช่นนี้เท่ากับว่าสังคมไทยนั้นเราจนก่อนแก่นะคะ ก็คือ ในขณะเดียวกันกับที่ประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้นั้นรวยก่อนแก่ ของเรานี่แก่แล้ว ถึงได้ อาจจะแก่ก่อนรวยอีกนะคะ ซึ่งจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศ แล้วถ้าหากว่ามาซ้ำด้วยปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้เป็นสิ่งที่เราจะต้องระวัง เช่น ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เช่น แล้งจัด หนาวจัด น้ำท่วมรุนแรง หรือมีปัญหาการเงิน การคลัง ด้านสุขภาพ ก็คือปัญหา ที่ว่าเราไม่สามารถที่จะดูแลบุคคล ๓๐ บาทนี่มีปัญหาใช้ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมดหรืออะไร ก็ตามที ก็จะมีปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุซ้ำเติมเข้ามา หรือเราใช้เงินมากไปในโครงการ ประชานิยม อาจจะมีวิกฤติของอัตราแลกเปลี่ยน วิกฤติทางธนาคาร อันนี้ก็จะทำให้ ระยะเวลาของเราในการที่จะพ้นไปจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางล่าออกไปไม่ต่ำกว่า ๒-๔ ปี และถ้าหากว่าเราไม่ระวังให้เกิดวิกฤติการเมืองอีกครั้งหนึ่งแทบว่าจะไม่มีโอกาสหลุดพ้น ประเทศรายได้ปานกลางไปได้เลย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องคำนึงถึงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็สิ่งที่เราจะก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น และเป็นผู้สูงอายุซึ่งจากการสำรวจในขณะนี้ว่ายังเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งด้อยโอกาสเป็นส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจนแล้วก็ต้องพึ่งพิง เพราะฉะนั้นนอกจากการออมแล้วรัฐจำเป็นที่จะต้องมีสวัสดิการช่วยเหลืออีกเช่นเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องเป็นการช่วยเหลือซึ่งไม่ใช่ทุ่มเงินลงไปในระบบประชานิยม จนกระทั่งเกิดปัญหาอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเห็นด้วยค่ะที่จำเป็นที่จะต้องคิดถึงระบบ การออมทั้งระบบของชาติไทยนะคะ และคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับประเทศ ของเรา แล้วก็ไม่ใช่ที่จะรอเวลาอีก แต่ควรจะดำเนินการได้ คิดได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอบคุณค่ะ
เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ ค่ะ ก่อนอื่นดิฉัน ก็ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสค่ะ ขอกราบแสดงความชื่นชมท่านอย่างยิ่ง นะคะที่ได้สนองนโยบายของท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติในการที่จะคิดค้นหรือว่า นำเรื่องที่ท่านประธานอยากให้เป็นนโยบายเรื่องของควิก วินเข้ามาสู่สภาของเรานะคะ ดิฉัน อยากจะขอเรียนว่าขอกราบสนับสนุนท่านเป็นอย่างยิ่งค่ะ เนื่องจากเห็นจุดดีของพระราชบัญญัติ กองทุนการออมแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๔ นี้ในหลายประการด้วยกันค่ะ ตัวดิฉันเองนั้น เป็นข้าราชการบำนาญของสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งสุดท้ายก็คือเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ฉบับนี้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามดิฉันเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ดีอย่างยิ่งสำหรับ พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาตินี้ เพราะว่าจะสร้างความเสมอภาค แล้วก็ทำให้ชีวิต ของพี่น้องแรงงานนอกระบบนั้นได้มีโอกาสมีชีวิตที่ดีขึ้นนะคะ จุดดีที่ดิฉันอยากจะขอ สนับสนุนก็คือในมาตรา ๓๑ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ ที่บอกว่าผู้เป็นสมาชิกนั้นสามารถ ที่จะออมเงินไม่ต่ำกว่า ๕๐ บาท ซึ่งดิฉันคิดว่าต่อจากเวลานี้ไป การออมเงินไม่ต่ำกว่า ๕๐ บาทถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แล้วก็จะสร้างความภูมิใจให้กับคนออมด้วยค่ะ เพราะว่า ในการเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนพระราชบัญญัตินี้นั้น ดิฉันคิดว่าจะทำให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้แรงงานมีความภาคภูมิใจ แม้ว่าขณะนี้จะมีเรื่องของการที่ทางรัฐบาลเอง ได้มีการจ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุที่อยู่นอกระบบนะคะ อายุ ๖๐ ปีขึ้นไปสามารถไปลงทะเบียน แล้วก็รับเงินจากรัฐบาลได้ปีละประมาณ ๕๐๐ ถึง ๖๐๐ บาท แต่นั่นเป็นการให้เปล่าค่ะ ดิฉันมองว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้มีสิ่งที่เป็นจุดเด่นจุดดีก็คือ ผู้ที่จะเข้าเป็นสมาชิกนั้นมีอายุ ตั้งแต่ ๑๕ ปี ถึง ๖๐ ปี ซึ่งในระหว่างนั้นดิฉันคิดว่าทุกคนที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกนั้นคงจะเห็น จุดดีของการที่ตัวเองนั้นได้มีเกียรติและศักดิ์ศรีในการที่จะได้ออมเงินด้วยตัวของตนเอง แล้วก็ เป็นการสร้างอนาคตให้ตัวเอง แล้วก็จะเกิดความภาคภูมิใจว่าเงินที่ได้ออมไว้นั้นรัฐบาลเห็นคุณค่า และสามารถที่จะเก็บไว้ตามมาตรา ๓๖ บอกว่าสามารถที่จะแจ้งความประสงค์ได้ด้วยว่า จะมอบต่อให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานของตัวเองหรือใครก็ตามที่กำหนด ดังนั้นคิดว่าสิ่งนี้ เป็นจุดที่เรียกว่าสมกับที่สอดคล้องกับนโยบายที่สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้กำลังจะเดินหน้าไป เป็นจุดคานงัดสำคัญของสังคมไทยค่ะ และพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาตินี้ก็ได้ มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ดังนั้นการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้จะให้ การสนับสนุนนั้น อย่างที่ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสได้เรียนมานั้นก็เป็นเพียง ๒ ข้อเท่านั้น คือส่งไปให้ ทาง สนช. และทางรัฐบาลให้เร่งรัดให้เกิดการเปิดรับสมาชิกได้อย่างแท้จริงเป็นรูปธรรม นะคะ ดังนั้นดิฉันคิดว่าอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าสมควรอย่างยิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ แห่งนี้จะได้ร่วมมือร่วมใจกันด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ในการสนับสนุนที่จะให้ดำเนินการตามที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและ ผู้ด้อยโอกาสได้กราบเรียนเสนอต่อที่ประชุมและท่านประธานในวันนี้ กราบขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกเลขที่ ๑๕๗ ผมมีความรู้สึกดีใจนะครับที่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูป สังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และท่านสมาชิกอีกหลายท่าน ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ เพราะว่าเป็นประเด็นที่ผมให้ความสนใจมาเป็นเวลา ช้านานนะครับ ผมอยากขออนุญาตใช้เวลาเพื่อที่จะได้เรียนให้ข้อมูลนะครับ เพื่อประกอบ การสนับสนุนท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ จริง ๆ เรื่องของการออม เพื่อใช้ยามชรานี่นะครับ กระทรวงการคลังในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีชวนก็ได้มีการริเริ่ม ในเรื่องนี้ โดยทางเอดีบี (ADB) นี่นะครับได้ให้ทุนในการไปศึกษา แล้วเราก็ได้ว่าจ้างโดย กระทรวงการคลังว่าจ้างทางเดอะลอยด์นี่ทำการศึกษาจนกระทั่งเรื่องนี้ออกมาเป็นนโยบาย ที่ชัดเจน แล้วก็ได้มีการนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่จะให้มีการออม เพื่อใช้ยามชราสำหรับประชาชนที่ไม่อยู่ในระบบ เช่น ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือ กบข. เป็นต้น แต่ก็ปรากฏว่าในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมาเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีความก้าวหน้า เมื่อตอนที่กระผม อยู่ในสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุดที่ ๒ เราก็ได้มีการจัดการศึกษาเรื่องนี้ โดยมีอาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาทำการศึกษา ก็มีข้อเสนอ ที่ชัดเจน แล้วก็ไม่ได้มีการสานต่อนะครับ จวบจนกระทั่งมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หลายท่านในที่นี้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนะครับ ก็ได้มีการบรรจุไว้ในมาตรา ๘๔ (๔) ที่ว่า รัฐจะต้องจัดให้มีการออมเพื่อใช้ยามชราอย่างทั่วถึง แต่ก็ปรากฏว่าใน ๗ ปีที่ผ่านมานี่ครับ ระบบนี้ก็ยังเป็นแค่อยู่ในกระดาษก็ยังไม่ได้มีความก้าวหน้า ซึ่งวันนี้ที่ท่านนำเสนอขึ้นมาผมจึง เห็นด้วยทุกประการ แล้วก็อยากจะเห็นการผลักดันเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะประเทศไทยเป็น ประเทศที่คู่กับสิงคโปร์ในอาเซียน ๑๐ ประเทศที่เรากำลังมีประชาชนที่อยู่ในวัยชรามากขึ้น เรื่อย ๆ สิงคโปร์เขาโชคดีที่เขามีระบบการบังคับการออมที่เรียกกันว่า เซ็นทรัล โพรวิเดนต์ ฟันด์ (Central Provident Fund) ทุกคนในสิงคโปร์ที่ทำงานจะมีเงินเก็บ โดยเวลาทำงานจ่าย ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากเงินเดือน แล้วก็นายจ้างจ่าย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาก็เอาเงินนี้ไปบริหาร เพราะฉะนั้นคนสิงคโปร์ทุกคนที่เกษียณอายุจะไม่ต้องไปพึ่งพา ลูกหลานเพราะว่ามีเงินรออยู่ พูดง่าย ๆ คือคนสิงคโปร์แก่แล้วนี่รวย แต่บ้านเราซึ่งมี โครงสร้างประชากรพอ ๆ กัน อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าเราจะมีจำนวนคนชรา มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัดส่วนกับประชากร แต่เราไม่มีระบบการออมที่เพียงพอและทั่วถึง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะว่าประเทศสมาชิก อาเซียนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เหล่านี้เป็นต้น ยังมีประชากร ที่อยู่ในวัยเด็ก วัยทำงานจำนวนมาก พูดง่าย ๆ ก็คือเขายังไม่ได้เข้าสู่สังคมวัยชราแบบที่บ้านเรา กับสิงคโปร์จะประสบ อันนี้จะมีผลที่ค่อนข้างจะใหญ่หลวงมากกับอนาคตของบ้านเราในเรื่อง ของการรวมกับอาเซียน แล้วก็ประเทศบางประเทศ อย่างเช่นจีนซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยพยายาม จะจำกัดการเพิ่มประชากร แต่ช่วงหลังนี้จีนก็มีประเด็นในเรื่องของการมีสังคมวัยชราเช่นกัน เขาจึงได้มีการผ่อนคลายนโยบายการบังคับไม่ให้มีลูกเกิน ๑ คน โดยเปิดโอกาสให้ท้องถิ่น ต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาคของจีนไปเลือกนโยบายกันเองว่าจะส่งเสริมให้คนมีลูกกันอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่เราจะต้องมองนโยบายประชากรจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงเห็นด้วยกับที่ท่านสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ท่านเจิมศักดิ์ที่ได้เสนอว่า เราควรต้องทบทวนในเรื่องของอายุการทำงาน เพราะทุกวันนี้อายุ ๖๐ ก็ต้องถือว่ายังมี กำลังวังชาอยู่ค่อนข้างจะมาก เราน่าจะต้องมีการเปิดช่องตรงนี้ หลายประเทศอย่างเช่น ที่สหรัฐอเมริกาเขาถือว่าการไปเขียนข้อกำหนดเรื่องอายุมันเป็นการไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญที่ว่าทุกคนจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะต้องดูว่าคนที่ถึงวัย ที่ว่าเกษียณจริง ๆ ถ้ายังทำงานได้น่าจะเปิดช่องนะครับ หรือถ้าเกิดจะขอเกษียณก่อนอายุ ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ ท่านประธานเองก็อยู่ในแวดวงการศึกษาก็จะเห็นได้ว่าโพรเฟสเซอร์ (Professor) เก่ง ๆ อย่างเช่นที่ได้รับรางวัลโนเบล ไพรซ์ (Nobel Prize) ด้านต่าง ๆ ล้วนแต่ อายุเกิน ๖๐ ปี ๗๐ ปี เพราะเขาใช้ประสบการณ์ตลอดชีวิตมาสร้างสมความรู้พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ในช่วงปลายนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่ประเทศไทยที่จะต้องมีการเปลี่ยน ความคิดในเรื่องนี้ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมเคยไปพูดให้กับชุมชนแห่งหนึ่งฟัง ในเรื่องของการออมเพื่อใช้ยามชรา ปรากฏว่ามีคนชรามาฟังเยอะแยะเลย ผมก็ต้องให้ ความผิดหวังกับเขาว่าที่ผมพูดนี่ไม่ได้ให้คนชราฟังนะครับ เพราะผมต้องการให้คนเด็ก ๆ คนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มวัยสาวฟังว่าเขาจะต้องมีการออมเพื่ออนาคตที่ว่าเมื่อถึงวัยชราแล้วจะได้ มีเงินใช้สำหรับตัวเอง เพราะเงินที่เขาออม ๑ บาทในยามทำงานมันจะไม่ใช่ ๑ บาทในยาม เกษียณ แต่มันจะต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นให้กลายเป็น ๑๐ บาท หรือ ๒๐ บาท ถ้าเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นการออมแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญมาก แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้เราก็จะ เห็นแนวคิดในเรื่องนี้ของบ้านเรายังสับสนอย่างมาก อย่างเช่น ล่าสุดที่มีการออกกฎหมาย กบข. ให้ข้าราชการที่ควรจะอยู่ในระบบ กบข. มีสิทธิออกนอกระบบได้ ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่า มันเป็นการสวนทางกับแนวคิดเรื่องนี้อย่างชัดเจนนอกเหนือจากเรื่องของประกันสังคม มาตรา ๔๐ ที่ท่านประธานได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการสวนแนวคิด ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับท่านสมาชิกก่อนหน้านี้ที่เสนอให้เราต้องมี การจัดระบบเรื่องนี้กันให้ดีโดยมีการตั้งองค์กรดูแลเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราจะดูแลแค่การกำกับ อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีหน้าที่ในการส่งเสริมพัฒนาเพื่อจะให้การออมมีอย่างทั่วถึง เพราะอย่างที่ท่านประธานกล่าวนะครับว่ามีประชาชนคนไทยแค่ ๑ ใน ๓ ที่อยู่ในวัยแรงงาน เท่านั้นที่มีระบบ อีก ๒ ใน ๓ ยังไม่อยู่ในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบที่จะต้องมี การบังคับการออม แล้วก็เงินที่ออมไม่ว่าจะเป็นในระบบของประกันสังคม หรือในระบบของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในหลาย ๆ ที่ก็ยังไม่เพียงพอ ก็คือยังน้อยเกินไปจึงต้องมีองค์กร ช่วยดูแลผลักดัน จริง ๆ แล้วเมืองไทยต้องถือว่าเรามีนโยบายภาษีอากรที่เอื้ออำนวยมาก สำหรับการออมเพื่อใช้ยามชรา เพราะว่าเงินทุกบาทที่เราจ่ายเข้าไปในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุน กบข. สามารถหักภาษีได้ตลอดทาง ตั้งแต่ตอนจ่ายเข้า ตอนที่ได้รับผลตอบแทน แล้วก็ตอนที่ออกจากระบบเป็นระบบ ๓ อี (3E) ที่ไม่มีที่ไหนในโลกเป็นอย่างนี้ที่เขาจะ เอื้ออำนวยขนาดนี้ แต่กระนั้นก็ตามก็ยังปรากฏว่าเรื่องของการออมก็ยังไม่เพียงพอ ยังไม่ทั่วถึง แม้กระทั่งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์บางบริษัทก็ยังไม่ได้มีการจัดระบบ ให้พนักงานของเขาต้องมีการออม ก็ยังดีที่ว่าที่ตลาดหลักทรัพย์เองก็ยังจัดให้บริษัทที่เข้าใหม่ ต้องมีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะฉะนั้นเรื่องของการดูแลเรื่องนี้จึงต้องมีการกำหนด เป็นนโยบาย แล้วก็ต้องมีการส่งเสริมให้อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ต้องมี การควบคุมดูแลว่าเงินที่เราออมนั้นมันได้มีการไปลงทุนอย่างถูกต้องเหมาะสม มิฉะนั้นแล้วก็จะ เหมือนกับบางประเทศที่มีปัญหาว่าเงินที่ลงไปนั้นมันสูญหายหรือว่าเกิดการฉ้อฉลเกิดขึ้น หรือว่าจะต้องมีกลไกที่ต้องคอยดูแลว่าเงินในกองทุนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่เป็น ดีไฟน์ เบเนฟิต เช่นของกองทุนประกันสังคม ซึ่งเงินที่ออมกับเงินที่รับนี่มันไม่สัมพันธ์กัน มันจะต้องมีหลักมีการตรวจสอบทางคณิตศาสตร์ ประกันภัยว่าเงินที่อยู่นั้นท้ายที่สุดในอนาคตมันจะมีเพียงพอต่อการจ่ายผู้ประกันตนหรือไม่ พูดง่าย ๆ ก็คือเรื่องของการตรวจสอบ หรือการกำกับ หรือว่าการพัฒนามันจะต้องมีการดู อย่างค่อนข้างที่จะมากด้วยกัน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องมีระบบที่ต้องถือได้ว่าเป็นการปฏิรูป ในเรื่องการออมอย่างนี้นะครับ
ขอกล่าวเป็นประเด็นสุดท้ายนะครับว่า เวลาเราพูดถึงเรื่องของการปฏิรูป ระบบการออมเพื่อใช้ยามชราในบ้านเรา เราจะต้องเข้าใจว่ามันคนละเรื่องกับที่ต่างประเทศ เขามีกันในยุโรปหรือในอเมริกา เพราะที่อเมริกาหรือที่ยุโรปนี่ระบบการดูแลคนชรานี่เขามี มากเกินไป เขาจึงต้องมีเรื่องของเพนชัน รีฟอร์ม (Pension reform) เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่บ้านเรานี่เป็นอีกข้างหนึ่งเรามีน้อยเกินไป เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเรื่องนี้ ขึ้นมา ซึ่งกระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็อยากจะเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นควิก วิน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณสุชาติ นวกวงษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม สุชาติ นวกวงษ์ รองศาสตราจารย์นะครับ ท่านประธานครับ ที่ผมจำเป็นต้องขออนุญาตอภิปรายด้วย ความจริงผมไม่ใช่เป็นนักอภิปรายครับ เป็นคนสอนในมหาวิทยาลัย แต่ว่าวันนี้ก็เห็น ความจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นขอแสดงความเห็นด้วยกับเรื่องของการเสนอให้มีการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ความจริงเรื่องนี้นะครับ ผมได้ยิน เรื่องของการประกันสังคมมานานแล้ว เพราะว่ามีพระราชบัญญัติประกันสังคม ซึ่งอันนั้น นายจ้างก็จะต้องเป็นผู้สมทบเงินให้กับลูกจ้างแล้วก็รัฐบาลก็สมทบส่วนหนึ่ง นั่นเป็น การบังคับตามกฎหมาย ก็ได้มีการปฏิบัติกันมานานแล้วนะครับ ส่วนจะพอใจหรือไม่พอใจ ก็ว่าอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ในเวลาเดียวกันนี่นะครับ ผมได้ย้อนกลับมาดู ท่านประธานครับ ประชากรประเทศไทยถ้าย้อนกลับไปประมาณ ๒๕๒๐ นี่นะครับ ผมจะนึกถึงปิรามิด ประชากรนะครับท่านประธานครับ ท่านประธานเองก็เคยสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย เรื่องปิรามิดประชากร คำว่า ปิรามิดประชากร หมายความว่ามองจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน ฐานปิรามิดนี่ข้างล่างจะใหญ่มากนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ามองดูว่าเมื่อปี ๒๕๒๐ นี่นะครับ ประชากรของประเทศไทยอายุ ๑๕ ถึง ๒๕ ปีนี่จะเป็นฐานที่กว้างมากนะครับ ก็แสดงว่า ประชากรสมัยนั้นมีประมาณ ๒๕ ล้านคน ถ้าผมใช้ตัวเลขคร่าว ๆ แล้วเวลาเดียวกันนะครับ ประชากรที่มีอายุมากกว่านะครับ ตั้งแต่ ๒๖ ปี ถึงอายุ ๔๕ ปีก็จะมีสัดส่วนลดลงมา แล้วก็มี ประชากรที่มีอายุตั้งแต่ ๔๖ ปี ถึง ๖๐ ปี แล้วก็มากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไปก็มีจำนวนน้อยนะครับ เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่า ปิรามิดประชากร แต่พอมา พ.ศ. นี้ครับท่านประธานครับ คำว่า ปิรามิดประชากรนี่ต้องเป็นลักษณะของหัวกลับนะครับ ใช้คำว่า ปิรามิดประชากร แบบฐานเดิมไม่ได้ คำว่า ฐานเดิม ที่ผมเรียนท่านประธานเมื่อกี้นี้แล้วว่ามันเป็นฐานกว้าง แล้วค่อย ๆ เรียวเล็กขึ้นไปถึงข้างบน แต่วันนี้ พ.ศ. นี้อีกสัก ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีข้างหน้านี่ครับ ฐานประชากรจะต้องเปลี่ยนไปในลักษณะของมุมกลับ นั่นคือว่าประชาชนที่มีอายุน้อยนี่ครับ ๑๕ ถึง ๒๕ ปีนี่จะมีจำนวนน้อยลงนะครับ อาจจะบอกได้ว่าในเวลานั้นอาจจะมีประชากร ที่มีอายุ ๒๕ ปี ไม่เกิน ๒๕ ปีนี่เพียงแค่ ๑๕ ล้านคน ในขณะที่ประชาชนที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไป หรือ ๕๐ ปีขึ้นไปนี่อาจจะมีถึง ๒๕ ล้านคน ซึ่งเป็นการรับภาระของคนรุ่นหลัง ที่มีอายุน้อย ๆ นี่จำนวนมากนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ เรื่องของจำนวนของประชาชน ที่มีอายุมาก ๆ มันก็เป็นเรื่องทั่วไปของประเทศต่าง ๆ ในโลกอยู่แล้ว ประเทศจีนก็มี ประชาชนที่มีอายุเยอะ ๆ เพิ่มมากขึ้นนะครับ เช่นเดียวกันครับ ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นจาก วัฏจักรเรื่องนี้ครับท่านประธานครับ เพราะว่าประชาชนเรามีอายุยืนขึ้น มีการสาธารณสุขที่ดีขึ้น มีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมครับ เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นประชาชนย่อมมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น แต่การจะทำให้ประชาชนที่มีอายุยืนยาวเหล่านี้มีความสุข ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย เช่นเดียวกันนะครับ การจัดการสิ่งแวดล้อมในปีนั้น พ.ศ. นั้นที่มีประชาชนอายุมาก ๆ จำเป็นต้องเข้าไปดูแล พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๔ ดูเหมือนว่า จะเป็นการช่วยทำให้คนที่อยู่ในสังคม พ.ศ. นั้นมีความสุขมากยิ่งขึ้นนะครับ ผมยังมองเห็นว่า บางคนที่อยู่ในปีที่เราจะพูดถึงนี่นะครับ ที่ว่าเราจะต้องเข้าไปสู่สังคมผู้มีอายุจำเป็นจะต้อง ได้รับการดูแล แต่จะดูแลอย่างไร พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการดูแลส่วนหนึ่ง ทำให้เขามี ความมั่นคงในชีวิตเพิ่มมากขึ้น มีเงินออมมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มากแต่ทำให้ชีวิตไม่ไร้ค่า ทีเดียว ผมยกตัวอย่างนะครับท่านประธานครับ ขออนุญาตพูดถึงเรื่องที่ผมเห็นมา ผมมีพี่ชาย อยู่ต่างจังหวัด มีลูก ๓ คน แต่ลูก ๓ คนนั้นไม่ได้อยู่ด้วย มาทำงานในกรุงเทพฯ หมดเลย วันหนึ่งพี่ชายโทรศัพท์มาหาผมบอกว่า ไปหากูหน่อย ขอโทษท่านประธานครับที่ใช้คำศัพท์ ภาษาไทย ให้ผมไปหาเขาหน่อย ผมถามว่าทำไม กูอยู่คนเดียว ไม่มีใครดูแลเลย ผมก็ถามว่า แล้วลูกไปไหนล่ะ อันนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมผู้สูงอายุนั้นเริ่มอยู่คนเดียวแล้ว อยู่คนเดียวแล้ว หว้าเหว่ เหงา อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ทำอย่างไรเราจึงจะสร้างหรือเราจะดูแลคนที่มีอายุมาก ๆ ได้ และไม่ใช่คน ที่มีอายุอย่างเดียวครับท่านประธานครับ คนที่ทำงานอิสระและมีอายุมาก เช่น รับงานทำงาน ที่บ้าน ทำงานกวาดขยะ ขายอาหาร คนเหล่านี้มีอาชีพอิสระครับ ไม่มีใครดูแล บางครั้ง คนเหล่านี้ไม่แต่งงานครับ บางคนสงวนตระกูลครับ มีบางคนนามสกุลสงวนตระกูลแล้วก็ ไม่แต่งงานทุกวันนี้ก็มีครับ ผมมีเพื่อนเป็นรุ่นพี่ด้วยครับ นามสกุล สงวนตระกูล และผมถามว่า ทำไมถึงไม่แต่งงานพี่ แต่งงานไปทำไม อยู่คนเดียวก็ได้ เพราะฉะนั้นก็สมกับนามสกุลครับ สงวนตระกูล ท่านประธานครับ ดังนั้นจึงเห็นอยู่ว่าเราจำเป็นจะต้องดูแลผู้สูงอายุให้มี สุขภาวะที่ดี พระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงแม้ว่าจะออกมาเมื่อ ๓-๔ ปีก่อน แต่ว่าขาดการบังคับใช้ ณ วันนี้ได้นำมาสู่การบังคับใช้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่บังคับใช้เต็มที่นักนะครับ แต่ผมเห็นว่า ข้อ ๑ และข้อ ๒ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคมได้นำมาพูดเมื่อกี้นี้ ข้อ ๑ บอกว่า ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เร่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกองทุน การออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็ให้ทำทันทีนะครับท่านประธาน ทำทันทีครับ แสดงว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราต้องมีหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลให้ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติฉบับนี้ทันทีเลย กรณีที่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังนี่นะครับยังไม่ ปฏิบัติตาม คงจะต้องมีการเร่งรัด เพราะฉะนั้นข้อ ๒ ที่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสได้เสนอบอกว่าถ้ารัฐบาลยังไม่ ปฏิบัติให้เสนอเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินงาน ของรัฐบาลเป็นระยะต่อไป อันนี้ผมก็ว่าเหมาะสมแล้วครับ เพราะว่าพวกเราต้องการให้เกิด การปฏิบัติทันที สมกับที่ท่านประธานบอกว่าควิก วิน ครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น มาถึงเวลานี้ผมใคร่จะขอสรุปว่าผมเห็นด้วยและสอดคล้องกับที่ท่านประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ได้นำเสนอวันนี้ พระราชบัญญัติเรื่องกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ขอให้มีการปฏิบัติและเร่งรัดทันที ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณทิวา การกระสัง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ใช้คำว่า ผู้สูงอายุ นะครับ เนื่องจากวันนี้พูดถึงเรื่องของ ผู้สูงอายุ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมมาจากสังคมชนบทนะครับ เห็นสภาพของผู้สูงอายุ ในชนบทซึ่งแตกต่างจากผู้สูงอายุในสังคมเมืองนะครับ เรียนตรง ๆ ว่าผมคิดถึงการออม โดยเฉพาะในภาคเกษตรนะครับ ประเทศเราเป็นสังคมภาคเกษตร บางทีผมเดินไปตาม ท้องนาผมเห็นชาวนาอายุประมาณ ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี ท่านเลี้ยงวัวเลี้ยงควายอยู่นะครับ ทำนาอยู่ ผมคิดว่าคนเหล่านี้ก็ทำงานเพื่อชาติเหมือนกันนะครับ ทำอย่างไรเมื่อเขา ไม่สามารถทำงานได้ ไม่สามารถทำเกษตรได้ ซึ่งอายุการเกษียณของคนเหล่านี้ไม่ใช่ ๗๐ ปี หรือ ๖๐ ปีนะครับ บางคนนี่ ๕๐ ปีก็ต้องเกษียณแล้วเนื่องจากว่าท่านทำงานหนักตลอดชีวิต นะครับ หลังจากเกษียณแล้วทุกวันนี่นะครับ พอ ๖๐ ปีจะได้ ๖๐๐ บาท หรือถ้า ๙๐ ปี ก็จะได้ ๑,๐๐๐ บาท ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้เมื่อเขาเกษียณแล้วหรือไม่สามารถที่จะทำงาน ได้เขาจะมีรายได้อย่างน้อยเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ก็ยังดีนะครับ ท่านทราบไหมครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ท่านบอกว่าอีก ๒๐ ปี คนแก่จะเยอะ แต่จริง ๆ แล้วนี่นะเหตุการณ์ เหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมชนบทแล้ว ตั้งแต่เรามีการปฏิรูปการศึกษามานะครับ สนับสนุนให้คน ในชนบทเรียนจบ ม.๓ หรือ ม.๖ มีอะไรเกิดขึ้นในสังคมชนบทครับ เด็กที่เรียนจบ ม.๓ ม.๖ หรือปริญญาตรีไม่ชอบกลับบ้าน ไม่ทำงานเกษตร ไปทำงานรับจ้างในโรงงาน ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือพ่อแม่ไม่มีคนดูแล ผมเคยเป็นที่ปรึกษาเทศบาลหรือ อบต. ในภาคอีสานในแถวบ้านผม นะครับ ผมเสนอให้มีการตั้งงบประมาณนะครับ ให้เงินแก่ลูกหลานที่อยู่บ้านดูแลพ่อแม่ อย่างน้อยเดือนละ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาท เขาบอกว่าไม่ใช่ภารกิจของท้องถิ่นทำไม่ได้ เราเรียกว่ากองทุนลูกกตัญญูนะครับ ผมนี่เป็นคนที่ต่อต้านการมีบ้านพักคนชรา ผมมองว่า การมีบ้านพักคนชรานั้นทำให้เป็นการทำลายจารีตประเพณีท้องถิ่นโบราณของชาวเอเชีย นะครับ ของชาวเอเชียเลยที่เราบอกว่าพ่อแม่ลูก ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่แก่แล้ว ลูกต้องกลับมาดูพ่อแม่ ท่านทราบไหมครับถ้าไปบ้านพักคนชราผมไปนั่งคุยกับคนชรา ท่านไม่มีความสุขหรอก ความสุขของคนชราก็คือได้อยู่บ้าน ได้ดูหลานวิ่งเล่นนะครับ ได้พบหน้าลูกอาทิตย์ละ ๒ ครั้งก็ยังดี การที่ลูกมีเงิน ๑ เดือน แรก ๆ อาจจะ ๒ อาทิตย์ต่อครั้ง หลัง ๆ มานี่ ๑ เดือนต่อครั้ง หลัง ๆ มา ๖ เดือนต่อครั้ง หลัง ๆ มาปีหนึ่งลูกไม่เคยมาเยี่ยม พ่อแม่เลยส่งแต่เงินไปนะครับ บ้านพักคนชราก็เป็นบ้านพักคนชราของคนมีสตางค์ ปัญหา ในชนบทก็คือว่าคนชราที่ไม่มีเงิน ไม่มีลูก หรือมีลูกแต่ลูกไม่ดูแลนี่นะครับ ไม่มีคนดูแลนะครับ ผมอยากจะให้ทางกรรมาธิการคิดเลยไปอีกให้มีการออมเป็นครอบครัวได้หรือไม่ ก็คือ ครอบครัวเกษตรนี่รายได้จะไม่เป็นเดือนนะครับท่าน รายได้สมมุติว่าในภาคอีสานทำนาปี ๑ ปีมีรายได้ต่อ ๑ ครั้ง ทำมันสำปะหลัง ๙ เดือนขุดมัน ๑ ครั้ง ให้ท่านไปศึกษา ขอความกรุณานะครับ ขอความกรุณาท่านกรรมาธิการไปศึกษาดูว่าการออมของสังคมเกษตร นี่นะครับ ถ้ามีจำหน่ายพืชพันธุ์ทางการเกษตรนี่นะครับ ก็ให้หักจากรายได้นั้นเป็นการออม กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่ากันไปจากราคาขายนะครับ เพื่อให้ครอบครัวแต่ละครอบครัวนี่นะครับ มีการออม ครอบครัวก็จะมีพ่อแม่หรืออาจจะลูก เราคิดถึงวัยทำงานว่า ๑๕ ปีขึ้นไปแล้วถึงมี การออมนะครับ ผมอยากเสนอให้ว่าครอบครัวทั้งประเทศนี้ขอให้มีการออม มันก็จะเป็น กองทุนขนาดใหญ่ เราอาจจะคิดไปอีกแบบหนึ่งก็ได้ คนที่มีเงินเดือนก็ออมอีกแบบหนึ่ง คนที่รายได้ภาคเกษตรก็ออมอีกแบบหนึ่งนะครับ เพราะว่าถ้าเราคิดเป็นย่อยออกไปก็จะเป็น ประโยชน์แก่ประเทศนี้มาก ก็จะมีกองทุนขนาดใหญ่สร้างความมั่นคงให้กับประเทศด้วย นะครับ เพราะว่าถ้าสังคมชนบทถ้าเราบอกเขาเขาก็จะออมนะครับ
อีกอย่างหนึ่งก็คือการเข้าถึงกองทุนนะครับ ที่กรรมาธิการบอกว่า มีการยกเลิก ถ้าตามรายงานนะครับ กองทุนประกาศเมื่อ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นะครับ แล้วก็ตามข้อ ๓ ตามรายงานตามข้อ ๓ พอมาข้อ ๘ บอกว่า สิงหาคมถึงตุลาคม ๒๕๕๖ ยกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ ๒๕๕๔ ให้ใช้มาตรา ๔๐ พระราชบัญญัติ สังคมแรงงานนอกระบบ ที่บอกว่าเป็นเมนู ๓ นะครับ อันนี้ก็ใช้ไม่ได้เลยนะครับ ไม่รู้ว่า คนคิดนี่ใช้สมองส่วนไหนคิด อย่างที่ท่านว่านั่นละครับมันเป็นคนละอย่างกัน กองทุนประกันสังคมก็อีกแบบหนึ่ง กองทุน ประกันการออมนี่ก็คือมุ่งถึงประโยชน์ของคนในชาติที่ไม่ได้มีรายได้เป็นปกตินะครับ เพราะว่า ครอบคลุมทั้งระบบเลย การที่มายกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนนี้ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างที่ท่านอาจารย์วันชัยกับท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ว่านะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้สภานี้ ทั้งกรรมาธิการให้ไปศึกษาถึงวิธีการเข้าถึงกองทุนด้วยถ้ามีการประกาศใช้แล้ว เนื่องจากว่า ในชนบทนี้พอประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนเขาจะไปเสียเงินตรงไหน เขาไปเสียเงิน การออมตรงไหน ใครจะเป็นคนทำงานให้กับเขา เพราะเขาไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอกครับ ผมอยากจะเสนอแนะอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถ้าให้คนในชาตินี้หรือคนในชนบท โดยเฉพาะสังคม เกษตรเข้าถึงพระราชบัญญัติกองทุนนี้ก็ควรจะให้ท้องถิ่นก็คือ อบต. นี้เป็นคนดำเนินการให้ หรือไม่ก็กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จริง ๆ แล้วรัฐบาลมีเครื่องมือเยอะแยะแต่ใช้เครื่องมือไม่เป็น นะครับ นอกจากที่ทางกรรมาธิการจะเสนอรัฐบาลให้เร่งรัดใช้กองทุนนี้อย่างรวดเร็วแล้ว ขอให้เสนอวิธีการที่ประชาชนจะเข้าถึงกองทุนด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นจะเป็นประโยชน์ อย่างมากนะครับ เหมือนที่ท่านอาจารย์วันชัยว่านี่ครับ ทางกรรมาธิการยกเรื่องนี้ทำเรื่องนี้ เงียบเกินไป เราต้องสร้างเรื่องนี้ให้เป็นกระแสเพราะเป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ คนในชาติ ไม่ใช่ว่าคนที่มีอายุ ๖๐ ปีต่อไปในอนาคตซึ่งผมก็จะต้องเป็นเหมือนกันนะครับ ให้มี การกระจายการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เขารู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้นกับประเทศนี้ เป็นไปได้ อย่างไรกฎหมายดี ๆ ออกตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แต่ไม่นำมาใช้ คิดกันง่าย ๆ แบบมาก ๆ เลยที่เอา พระราชบัญญัติประกันสังคมมาใช้นี่ครับ
สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่คิดเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อประโยชน์ ของประเทศ ถ้าจะให้ทางสภานี้ช่วยกระจายว่าทำอย่างไรให้รัฐบาลนี้ยกเรื่องพระราชบัญญัติ กองทุนนี้นำมาเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. เพราะเห็นว่ามันมีการยกเลิกแล้วจะต้องส่ง พระราชบัญญัตินี้ให้พิจารณาใหม่นี้นะครับ ขอให้ทำอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็ขอให้กำลังใจกับกรรมาธิการนะครับ ผมคิดว่าสมาชิกในสภานี้จะสนับสนุนท่านในสิ่งที่ ท่านคิดและทำ ขอขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เรียนว่าขณะนี้มีผู้ขออภิปรายอีก ๗ ท่านตามลำดับนะครับ คุณอลงกรณ์ พลบุตร อาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ดอกเตอร์อมรวิชช์ นาครทรรพ คุณสารี อ๋องสมหวัง คุณกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ ดอกเตอร์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แล้วก็อีก ๒ ครับ คุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี แล้วก็อาจารย์เสรี สุวรรณภานนท์ เชิญคุณอลงกรณ์ พลบุตร ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิก สปช. กระผมใคร่ขอถือโอกาสนี้ในการแสดงความเห็นและข้อเสนอแนะประกอบ ข้อเสนอการปฏิรูปเร็ว หรือว่าควิก วินของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นสวัสดิการสังคม สวัสดิการประชาชน และเป็นเรื่องความมั่นคงของประชาชน เรากำลังพูดถึงบำนาญ ประชาชน ในขณะที่เมื่อ ๓ ปีเศษผมเองมีส่วนในการลงมติถึง ๒ ครั้งนะครับ ภายใต้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งอยู่ในคณะรัฐมนตรี เรามี ๘ ระบบของระบบบำนาญ ๘ ระบบ ที่ผ่านมานั้นยังไม่สามารถที่จะดูแลประชาชนของเราได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะแรงงาน นอกระบบซึ่งมีอยู่ถึง ๒๔ ล้านคน จากกำลังแรงงานของประเทศ ๓๙ ล้านคน ๓ ล้านคน ที่เป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ มีระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการเดิม มีกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพ มีกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และเราก็ยังมีระบบอื่นสำหรับดูแลบุคลากร ทางการศึกษา ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนเอกชน ภายใต้ พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน เรามีกองทุน ประกันสังคม มาตรา ๔๐ ซึ่งก็มุ่งหวังที่จะขยายแขนขาการดูแลในเรื่องของระบบ บำเหน็จบำนาญหรือบำนาญของแรงงานนอกระบบ ซึ่งก็จะดำเนินการไปได้เพียงไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานนอกระบบ จึงได้เกิดการยกร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นการยกร่างที่คณะรัฐมนตรีนั้นได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจริง ๆ เพื่อปิด จุดอ่อนแล้วก็เสริมระบบให้สามารถดูแลประชาชนในสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นความมั่นคงของ มนุษย์ของคนไทยที่ยังตกหล่นจากระบบ เราได้เห็นภาพของผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งอยู่ตาม ท้องถิ่นชนบท และต้องถึงกับบริจาคเรี่ยไรในการที่จะช่วยเหลือ สิ่งเหล่านั้นยังเกิดขึ้นใน พ.ศ. นี้ของประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎรเมื่อเข้าสู่การพิจารณาปรากฏว่าทั้งฝ่ายค้านและ รัฐบาล ได้ลงมติอย่างท่วมท้นในการผ่าน พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งจะต้องมี การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ตรงนั้นเองคือจุดสำคัญมากครับ ที่ผมนำย้อนไปก็เพียงแต่ จะเรียนท่านประธานว่า ๓ ปีเศษนั้นยังไม่มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้ และนี่คือเหตุผล ที่เหมาะสมกับกาลเวลาที่สุดในการตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศด้วยข้อเสนอการปฏิรูปเร็ว ผมมีข้อสังเกตเพื่อให้ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมได้พิจารณาต่อไปว่าทำอย่างไรการที่ รัฐพึงจะต้องดูแลตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตายของประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่ระบบที่ผ่านมา หลายสิบปีภายใต้ ๘ บวก ๑ ถ้าหากว่าคณะรัฐมนตรีเห็นด้วยในแนวทางของ พ.ร.บ. กองทุน การออมแห่งชาติ ก็เป็นระบบที่ ๙ และมีถึงอย่างน้อย ๕ หน่วยงานหลัก ๆ ๔ กระทรวง ที่ดูแลครอบคลุมใน ๙ ระบบนี้ เรายังไม่มีระบบสวัสดิการสังคมและบำนาญแห่งชาติที่อยู่ ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐเป็นระบบเดียว ความจริงหลัก ๆ ของการบริหารจัดการเรื่องนี้มีอยู่ ๒ ด้านเท่านั้น ด้านที่ ๑ ก็คือในเรื่องของสวัสดิการสังคม ด้านที่ ๒ ก็คือในเรื่องของบำนาญ ประชาชน ดังนั้นการบริหารจัดการจึงทำให้เกิดช่องโหว่ ช่องว่างและเกิดปัญหาความไม่เข้าใจ ในการเข้าสู่ระบบของการคุ้มครองและการประกันในเรื่องนี้ในหมู่ของประชาชน โดยเฉพาะ แรงงานนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา เกษตรกรฤดูกาล หรือว่าแรงงานที่อยู่ในเมือง เช่น ในส่วนของการจ้างเหมา คนงานอิสระ หรือว่าแท็กซี่ หาบเร่แผงลอย พ่อค้าแม่ขาย รายย่อยที่ไม่มีนายจ้าง และรวมไปถึงบรรดาวินมอเตอร์ไซค์ คนเหล่านี้มีสิทธิอย่างเต็มที่ที่รัฐ พึงจะต้องดูแลตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส จะได้กรุณาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในการพิจารณาภายใต้โครงสร้างระบบเดียว นำ ๙ ระบบดังกล่าวนั้นมาศึกษา สังเคราะห์ และนำเสนอเป็นควิก วินที่สองของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งการบริหารจัดการโดยให้มี หน่วยงานที่กำกับดูแลเป็นหน่วยเดียว นอกเหนือจากกระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมไปถึงกระทรวงมหาดไทย แล้วก็ กรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าภายใต้ระบบที่สับสน ภายใต้ระบบที่ซ้ำซ้อน ทั้งในส่วนที่เป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือในส่วนแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบนั้น ระบบที่ซับซ้อนและ ยุ่งยาก ยากครับที่จะทำให้คนโดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสนั้นจะมีสิทธิที่จะเข้าถึงระบบได้ และการขาดความชัดเจนที่เป็นเอกภาพดังตัวอย่างที่เห็นในช่วง ๓ ปีกว่ามานี้ เมื่อรัฐบาลหนึ่ง เดินหน้าเรื่อง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ ที่มีกองทุนการออมแห่งชาติ ในขณะที่อีก รัฐบาลหนึ่งเห็นว่ามาตรา ๔๐ ของ พ.ร.บ. ประกันสังคมนั้นก็เดินหน้าดูแลได้แล้ว ตรงนี้ก็ยิ่ง สร้างความสับสน จากนี้ไปผมคิดว่าเป็นหน้าที่พวกเราที่จะต้องเสนอแนวทางที่ปฏิรูป รอบที่ ๒ ในระบบดังกล่าวนะครับ
แล้วก็สุดท้าย หลักการสำคัญที่ฝากไว้ก็คือว่าในเรื่องสวัสดิการสังคม เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องการออมเพื่อให้เกิดระบบบำนาญแห่งชาติเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เป็นเรื่อง เดียวกันภายใต้เรื่องของสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่ประชาชนจะต้องรับ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพในส่วนของภาครัฐ กึ่งรัฐ หรือภาคเอกชน ผมจึงขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมว่าขอเป็นกำลังใจนะครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะเดินหน้าในเรื่องนี้ เพราะว่าหลักการในเรื่องของสวัสดิการสังคมซึ่งเป็นหน้าที่หลักในส่วน ประกันสังคมนั้นเป็นภาระผูกพันระยะสั้น การดูแลการเจ็บป่วย การดูแลยามที่เสียชีวิต งานศพต่าง ๆ เหล่านี้เป็นภาระผูกพันระยะสั้น แต่ว่าเรื่องของการออมเป็นภาระผูกพัน ระยะยาว ทั้งในส่วนประชาชนที่เข้ามาในระบบในส่วนของรัฐ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเงิน การคลังที่รัฐจะต้องมีเงินสมทบเข้าไป และนานวันเราเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ๆ ภาระส่วนนี้ เป็นภาระภาครัฐจะต้องบริหารจัดการเป็นหนึ่งเดียวให้ได้นะครับ ก็ขอเป็นแนวคิด แนวทาง ต่อไปสำหรับเสนอให้กับท่านกรรมาธิการปฏิรูปสังคมได้พิจารณา ขอบพระคุณท่านประธาน
ขอบคุณครับ ผมเรียนหารือสมาชิกนิดหนึ่ง ท่านที่เหลือขณะนี้กำลังจะ ๑๒.๐๐ นาฬิกา เพราะฉะนั้น ถ้าประเด็นที่ท่านจะอภิปรายซ้ำแล้วนี่กรุณาเน้นเฉพาะส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นได้ไหมครับ จะขอความอนุเคราะห์โดยไม่กำหนดเวลานะครับ เชิญอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกหมายเลข ๒๐๔ ครับ ผมขออนุญาตเรียนอภิปรายเสริม สนับสนุนอาจารย์หมออำพล และท่านทั้งหลายที่อภิปรายไปล่วงหน้าแล้ว แต่ที่ผมจะพูดนี้ เป็นมิติเชิงการคลังนะครับ เพราะว่าผมเป็นกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง แต่ว่าจะเป็นการสนับสนุนนะครับ เรื่องที่เรากำลังพูดอยู่นี่มันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องระบบ ใหญ่ของประเทศซึ่งพึงต้องมี ที่เรียกว่าเป็นระบบโซเชียล เซฟตี เน็ต (Social safety net) หรือภาษาไทยเรียกว่า ระบบตาข่ายแห่งความปลอดภัยทางสังคม ซึ่งรัฐพึงต้องจัดให้มีระบบนี้ เพื่อให้ความปลอดภัยในการดำรงชีวิตต่อประชาชนของรัฐ รัฐพึงต้องจัดนี่ไม่ได้แปลว่า รัฐต้องทำเองหมด รัฐต้องจัดการให้มีให้เกิดขึ้น ซึ่งระบบนี้ถ้าจะให้ดีก็อย่างที่คุณไพบูลย์ บอกนะครับ คือต้องเป็นระบบที่มีความเพียงพอ มีการครอบคลุม แล้วก็มีความยั่งยืน จะให้มี ความเพียงพอ ครอบคลุมและยั่งยืนได้ก็ต้องเป็นระบบที่เรียกว่า ระบบ ๓ เสาหลัก ซึ่งได้ทำกัน ในนานาประเทศนะครับ แล้วก็เป็นระบบที่มีหลักประกัน
คราวนี้มาพูดถึงกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ ผมอยากจะเรียนเสริมมิตินี้ ว่าในบรรดากองทุนการออมเพื่อการชราภาพทั้งหลายมันมี ๒ ระบบ ระบบหนึ่งเรียกว่า ดีไฟน์ เบเนฟิต ภาษาไทยก็คือกำหนดสิทธิประโยชน์ อีกระบบหนึ่งเรียกว่าระบบ ดีไฟน์ คอนทริบิวชัน (Defined contribution) หรือภาษาไทยเรียกว่า กำหนดจำนวนเงิน ที่นำส่งเข้ากองทุน ทั้ง ๒ ระบบนี่มีความแตกต่างกัน และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ระบบกำหนดผลประโยชน์ กำหนดสิทธิประโยชน์นี่ก็จะกำหนดว่าคุณเป็นสมาชิกกองทุนนี้ และคุณมีภารกิจต้องส่งเงินเข้ากองทุน และเวลาที่คุณพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกหรือว่า คุณอายุมากชราภาพแล้วนี่คุณก็จะได้ผลประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าได้เงินเดือน เท่าไร ชราภาพแล้วได้บำนาญเท่าไร อันนั้นเป็นการกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะได้รับสิทธิ ประโยชน์เท่าไร
แต่อีกระบบหนึ่งจะเป็นระบบที่เร่งรัดส่งเสริมให้มีการออม แล้วก็มีการจัด บัญชีเงินออมของแต่ละสมาชิก พร้อมทั้งเงินสมทบที่นายจ้างออกให้ และผลประโยชน์ของ การนำเงินออมและเงินสมทบไปลงทุนของสมาชิกแต่ละคนนั้น และสมาชิกแต่ละคนจะ ได้รับผลตอบแทนจากการออมของตน และจากผลประโยชน์ที่เอาเงินออมของตนไปลงทุน และจากเงินที่นายจ้างส่งให้ ระบบหลังนี่เป็นระบบที่ไม่มีการ มันจะไม่มีผลในทางที่ว่ากองทุน จะล้ม เพราะว่าใครออมเท่าไร นายจ้างส่งให้เท่าไร ผลประโยชน์จากการออมซึ่งไปลงทุนนั้น เป็นเท่าไร ผู้นั้นก็จะได้รับคืนตามสัดส่วนและตามเวลาของการมีชีวิตอยู่ ระบบหลังนี่เป็น ระบบที่เป็นที่นิยมทั่วไปและแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้นทุกที ระบบของสิงคโปร์ก็เป็นระบบ การกำหนดเงินนำส่งเข้า แล้วก็เป็นระบบที่มีหลักประกันมั่นคงมาก ระบบนี้ไม่ล้มก็เพราะว่า เขาไม่ได้บอกว่าคุณจะได้รับเงินเท่าไรเมื่อตอนเกษียณ จะได้เท่าไรขึ้นอยู่กับว่าคุณออมไป เท่าไร นายจ้างหรือรัฐบาลส่งให้เท่าไร และผลประโยชน์เกิดขึ้นเท่าไร เพราะฉะนั้นจ่าย เท่าที่มีนะครับ ระบบนี้เป็นระบบที่จำเป็นต้องมี เป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ทั้งหมด แต่ไม่ได้แปลว่ามีระบบนี้แล้วระบบใหญ่ซึ่งประกอบขึ้นเป็น ๓ เสาหลักนี่มันต้องมีอีกตัวหนึ่ง ซึ่งรองรับสำหรับคนที่มีรายได้น้อยและออมน้อย และมีชราภาพแล้วไม่พอ เพราะฉะนั้น ระบบการออมเพื่อการชราภาพและระบบตาข่ายแห่งความปลอดภัยทางสังคมที่เป็น ๓ เสาหลักนี่มันจะเป็นระบบที่มีความสมบูรณ์แล้วก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และทำให้ไม่เป็นภัย ต่อใคร คือไม่เป็นภัยต่อผู้ออม ไม่เป็นที่เดือดร้อนของผู้ออม และไม่เป็นการก่อเกิดปัญหา การทำลายระบบการคลัง เพราะฉะนั้นมันก็จะมีความยั่งยืน กอช. นี่เป็นระบบที่ออกแบบไว้ อย่างนี้ คือเป็นระบบที่ออกแบบไว้ว่าให้สมาชิกส่งเงินเข้ากองทุนและรัฐบาลก็ส่งด้วย แล้วก็เอาเงินกองทุนนี้ไปลงทุน ผลประโยชน์ที่จะเกิดจากการลงทุนโดยเอาเงินสมาชิกและ เงินรัฐบาลที่ส่งให้นี่จะเก็บไว้ในบัญชีส่วนบุคคลจนกระทั่งเกษียณ และเขาจะโอนส่วนนี้ ไปเป็นเงินบำนาญ และคำนวณบำนาญบนพื้นฐานคนอย่างนี้ ระบบนี้เป็นที่แน่นอนและ มั่นคงว่าไม่ล้ม ไม่เกิดปัญหาทางการคลัง เพราะมิตินี้มีความสำคัญซึ่งเราต้องเข้าใจ และต้องใช้มิตินี้ไปยืนยันกับคนที่มีความห่วงใย เพราะระบบนี้จะนำพาไปสู่การล่มจมของ ระบบการคลัง ไม่ล่มแน่ครับ ปัญหามีอยู่นิดเดียวครับ คือปัญหาว่าระบบนี้ได้ออกแบบ ให้รัฐบาลเป็นผู้สมทบด้วย ที่ออกแบบไว้อย่างนี้ก็เพราะว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่ใช้กับคนที่ไม่มี นายจ้าง คือเป็นชาวนา เป็นแม่ค้าหาบเร่ เป็นผู้ประกอบการอิสระ แต่อย่างไรก็ตามมีภาระ ต่องบประมาณ คราวนี้ก็ต้องดูว่าภาระต่องบประมาณนี้มันจะไม่เสียหาย ไม่ล่มจมนะครับ ก็ไปดูในอัตราต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ เวลานี้พระราชกฤษฎีกาก็มีแล้ว ในตัวเลขที่หมออำพล ส่งมาก็มีนะครับ ตัวเลขนั้นกระผมเห็นว่าเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและเขาได้คำนวณแล้วว่าจะไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นภัยต่อการคลังนะครับ คราวนี้ปัญหาจริง ๆ ของเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่าระบบนี้ดี หรือไม่ดี ให้ประโยชน์มากน้อยเป็นอย่างไร หรือว่าจะเสียหายต่ออะไร แล้วเราจะเอา หรือไม่เอา แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่ากฎหมายนี้มันผ่านสภาแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เป็นกฎหมายแล้ว แม้ว่าวันบังคับใช้กฎหมายนี้แบ่งออกเป็น ๒ ระยะ ระยะแรกคือ ณ วันที่ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนหมวด ๓ นั้นบอกว่าภายใน ๓๖๐ วันนับจากวันประกาศ ไปดูวันประกาศแล้วมันเป็น พ.ศ. ๒๕๕๔ นะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็เลยมานานแล้ว ปัญหาถึงมี อยู่ว่าเมื่อมีกฎหมายมาแล้ว มีผู้รักษาการตามกฎหมายแล้ว ครบกำหนดเวลาแล้ว และไม่มี การปฏิบัติ ทำได้ในเมืองไทยใช่ไหม แล้วก็จะจัดการอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็น จึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ดีหรือว่าอะไร แต่อยู่ที่ว่าเมื่อมีกฎหมายแล้ว ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถึงเวลาแล้วไม่ได้มีการปฏิบัติ ผมไม่ใช่นักกฎหมายนะครับจึงไม่รู้ว่า จะมีผลอย่างไร ขอบคุณครับ
ขอบคุณอาจารย์ เชิญดอกเตอร์อมรวิชช์ นาครทรรพ ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อมรวิชช์ นาครทรรพ สปช. ด้านการศึกษาครับ มี ๓ ประเด็นครับที่อยากเรียนเพิ่มเติม ก่อนอื่น ก็เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมสนับสนุนสิ่งที่กรรมาธิการชุดนี้ทำเต็มที่นะครับ
ประเด็นแรก ผมคิดว่าปัญหาของผู้สูงอายุนี่มีมากแล้วก็อาจจะไปเลยจาก เรื่องของเงินออมนะครับ อาจจะขออนุญาตฝากท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณาต่อด้วยว่าจะมี กลไกที่ในส่วนเงินออมก็ดี ในส่วนอื่นก็ดีที่จะช่วยเรื่องนี้ได้หรือไม่นะครับ ตอนนี้ตัวเลขที่เรา ศึกษากันมา ที่ผมได้เคยมีโอกาสเรียนในสภาอยู่บ้างแล้วนะครับ ปัญหาเรื่องเด็ก เยาวชน และครอบครัวค่อนข้างรุนแรงมาก ตอนนี้เรามีเด็กที่ผมใช้คำว่า กำพร้าเทียม นะครับ ซึ่งมีพ่อมีแม่แต่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นี่จำนวนมากนะครับ ตอนนี้เรามีครอบครัวซึ่งเรียกว่า เป็นสคิป เจนเนอเรชัน แฟมิลี (Skip generation family) หรือครอบครัวแหว่งกลางน่าจะ ประมาณ ๒.๕ ถึง ๓ ล้านครอบครัว เป็นครอบครัวซึ่งเป็นปู่ย่าตายายดูแลหลานนะครับ ข้อมูล ที่เข้ามาจากท้องถิ่นที่เราสำรวจนี่ก็ยืนยันตัวเลขนี้ ถ้าคิดว่ามีเด็กโดยเฉลี่ยครอบครัวละ ๑-๒ คนนะครับ คูณ ๑.๕ เข้าไป เรากำลังพูดถึงเด็กประมาณ ๓-๔ ล้านคนเป็นอย่างน้อย ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ หรืออยู่ในภาวะที่ต้องพึ่งพิงกับปู่ย่าตายาย ตรงนี้ผมอยากฝากกราบเรียน ท่านกรรมาธิการว่าอาจจะต้องคิดต่อไปถึงกลไกระดับชุมชน กลไกที่จะมีเงินช่วยเหลือ ครอบครัวยากลำบาก ครอบครัวที่อยู่ในความเสี่ยงนะครับ ที่สำคัญผมคิดว่าเรื่องนี้อาจจะ ต้องประสานกับทางกรรมาธิการชุดอื่นด้วยนะครับ ในการที่จะทำให้เกิดระบบข้อมูลชุมชน ในการที่จะเข้าถึงครอบครัวที่อยู่ในความเสี่ยงแบบนี้นะครับ โดยเฉพาะครอบครัวที่เป็น ผู้สูงอายุที่ต้องรับภาระต่าง ๆ นี่ค่อนข้างมาก ตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้ที่เราสำรวจข้อมูล รายจังหวัดนี่นะครับท่านประธาน จังหวัดที่สภาพครอบครัวอ่อนแอจะมีจังหวัดอยู่ ๒ ลักษณะที่เราสำรวจในกลุ่มล่าง คือกลุ่มที่สภาพครอบครัวอ่อนแอมากคือดูจากอัตรา หย่าร้างก็ดี เด็กที่ไม่อยู่กับพ่อแม่ก็ดี ตัวชี้วัดอื่นก็ดีนี่นะครับ ก็คือมี ๒ ประเภทครับ คือจังหวัดที่ใหญ่ไปเลย จังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมมีแรงงานเข้าไปทำงานสูง แหล่งอบายมุขมาก มีเรื่องปัญหาสังคม อบายมุขต่าง ๆ เข้าไปมาก กับจังหวัดแบบที่ ๒ คือจังหวัดที่ยากจนไปเลย ก็คือจังหวัดที่มีแรงงานย้ายถิ่นสูงนะครับ เพราะฉะนั้นในกลุ่ม จังหวัดเหล่านี้ผมคิดว่าเรื่องระบบชุมชน ระบบที่จะเข้าไปดูแลช่วยเหลือครอบครัว ยากลำบาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้สูงอายุที่ต้องรับภาระต่าง ๆ มากน่าจะเป็นเรื่องจำเป็น ที่ขออนุญาตฝากท่านกรรมาธิการได้ช่วยพิจารณาต่อเนื่องจากเรื่องนี้ด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าเรื่องนี้อาจจะต้องมีการประสานข้ามกรรมาธิการ หลายเรื่องนะครับ นอกจากเรื่องทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลังแล้ว ผมคิดว่าแม้แต่เรื่อง ทางด้านท้องถิ่นก็ได้พูดไว้ชัด เสนอไว้ชัดว่างานหลาย ๆ เรื่องนี่จะลงไปสู่ท้องถิ่น งานด้านการศึกษา สาธารณสุข งานด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งก็รวมเรื่องครอบครัวด้วยแน่นอน เกี่ยวข้องด้วย เรื่องนี้อาจจะต้องมีการทำควิก วินร่วมกับกรรมาธิการชุดอื่นด้วยที่ทำให้เรื่องนี้ เกิดผลอย่างจริงจัง แล้วก็เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างกรรมาธิการที่จะทำให้เรื่อง ครอบครัวก็ดี เรื่องผู้สูงอายุก็ดี ด้านสังคมในภาพรวมที่ทางกรรมาธิการคาดหวังก็ดี ประสบผลสำเร็จดียิ่งขึ้นครับ
แล้วก็ประการสุดท้ายครับท่านประธาน ผมคิดว่าเรื่องควิก วินนี้เป็นเรื่องที่ เราอาจจะไม่ได้มีนิยามร่วมกันที่ชัดเจนหรือตรงกันเสียทีเดียวนะครับ อาจจะเป็นความเข้าใจ ตรงกันเลา ๆ แต่ในความรู้สึกผมควิก วินเป็นเรื่องที่เราควรจะเห็นผลได้ชัด จับต้องได้ แล้วก็วัดประเมินได้นะครับ เรื่องเงินออมผู้สูงอายุนี้อาจจะยังไม่ใช่เรื่องควิก วินเสียทีเดียวนะครับ ในความเห็นผม เพราะว่าอาจจะยังวัดได้ยาก ก็อาจจะต้องมีการผลักดันเรื่องนี้ให้เป็น รูปธรรมแล้วก็จับต้องได้นะครับ จะเป็นปริมาณสมาชิกที่เข้ามาร่วมหรืออะไรก็แล้วแต่ ผ่านการรณรงค์ทางสังคม อันนี้น่าจะเป็นเรื่องซึ่งทำให้เรื่องนี้เป็นควิก วินอย่างแท้จริง ที่สำคัญผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาร่วมอยู่ในหลายกรรมาธิการที่กฎหมายมีแล้วแต่ไม่เกิด การนำไปปฏิบัติ เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะมีการประสานเชื่อมโยงกับทางกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่นะครับ เรื่องนี้จริง ๆ อาจจะเป็นข้อคิดของ หลาย ๆ กรรมาธิการด้วยซ้ำ ถ้าเราแก้ปัญหาเรื่องกฎหมายไม่ถูก ใช้บังคับไม่ถูก ใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อประชาชนได้นี่หลายเรื่องมันก็คงเป็นเพียงกระดาษ เพราะฉะนั้นผมอยากเสนอว่า เรื่องนี้น่าจะมีการผลักดันให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงนะครับ ถ้าคณะกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจะช่วยกรุณาทำเรื่องนี้ให้เกิดกลไกในการทำให้เรื่องนี้ ถูกนำไปใช้ มันก็จะไม่ใช่แค่เป็นควิก วินครับ มันอาจจะเป็นคอมมอน วิน (Common win) คือเป็นชัยชนะร่วมของหลาย ๆ ชุดด้วยที่มีปัญหาเดียวกันของการที่มีกฎหมายแต่ไม่ถูก นำไปใช้นะครับ
แล้วก็ท้ายที่สุด ผมอยากเรียนว่าเรื่องนี้ถ้ามีการบูรณาการ อันนี้ฝากกราบเรียน ถึงท่านประธานกรรมาธิการด้านสังคมนะครับว่า เรื่องนี้ผมคิดว่าชุดด้านสังคมเป็นชุดที่มี ความจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานกับกรรมาธิการชุดอื่นมากที่สุด เพราะว่างานด้านสังคม เป็นงานที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม แล้วก็หลายเรื่องก็ประเด็นกว้างขวางมาก แต่ว่าเป็นเรื่อง สำคัญมาก เป็นรากฐานของการปฏิรูปประเทศในอนาคตนะครับ อยากกราบเรียนเสนอว่า อยากให้ทางกรรมาธิการด้านสังคมมีการเชื่อมโยงกับกรรมาธิการแทบทุกชุดนะครับ รวมทั้ง ชุดการศึกษาผมเองด้วย แล้วก็โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ด้านการผลิต ผมคิดว่าถ้าเรา มีการบูรณาการกับกรรมาธิการหลาย ๆ ชุดได้ผมเชื่อว่าเราจะเห็นการปฏิรูปประเทศที่เป็น การปฏิรูปอย่างบูรณาการจริง ๆ เราจะเห็นระบบเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การผลิต ทางเศรษฐกิจที่เป็นระบบที่ช่วยรักษาสังคมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณสารีครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง ขออนุญาตสนับสนุนคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสนะคะ ที่จะผลักดันเรื่อง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ ให้ประชาชนและรัฐร่วมสมทบให้มีการดำเนินการก็ขอสนับสนุน แล้วก็อยากจะให้ คณะกรรมาธิการนี้ได้ทำบางเรื่องเพิ่มเติม ซึ่งดิฉันคิดว่าจริง ๆ เรื่องการออมคงเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญนะคะ แล้วก็ไม่ว่าเราจะทำโดย พ.ร.บ. การออม หรือเพิ่มเติมตามมาตรา ๔๐ ก็ตามเพื่อที่จะได้แข่งขันกันแล้วก็ทำทั้ง ๒ ระบบนะคะ แต่ดิฉันมีประเด็นที่คิดว่าสำคัญ และอยากให้คณะกรรมาธิการได้ช่วยสนับสนุน แล้วก็เห็นด้วยกับท่านไพบูลย์ นลินทรางกูร ว่าขณะนี้เรามีระบบสวัสดิการ แล้วก็ระบบสวัสดิการทางสังคมที่ยังมีความเหลื่อมล้ำมาก อย่างเช่นดิฉันยกตัวอย่างดิฉันเป็นผู้ประกันตน ดิฉันส่งมา ๑๕ ปีแล้ว แล้วก็เรียกว่าจะครบ ๑๕ ปี ซึ่งทั้งหมด ๑๘๐ เดือน ดิฉันจะได้ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทนะคะ ไม่ใช่ ๔,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาทเป็นบำนาญแต่ละเดือน ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ทราบว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามดิฉันเชื่อว่านอกเหนือจากการออมที่ต่ำหรือว่าเงินบำนาญ สวัสดิการทาง สังคมที่ต่ำแล้วนี่ เราก็ยังมีคนที่ไม่มีอะไรจะออกนะคะ ซึ่งดิฉันเชื่อว่ากลุ่มคนที่ถ้าเรายึดจากคนที่ใช้ระบบ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง เราก็มีคนอยู่ประมาณ ๔๘ ล้านคนที่อาจจะถือว่า ไม่มีระบบหลักประกันเลย หรือถ้าเรายึดกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำสุดที่เฉลี่ยประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีรายได้ต่ำสุดนี่ ซึ่งดิฉันคิดว่ารัฐเองก็ควรจะมี ระบบที่สนับสนุนบำนาญประชาชนและทำให้เป็นบำนาญพื้นฐานที่อาจจะเรียกว่า เลยเส้นความยากจนของคน ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญนะคะว่าเราจะทำอย่างไร อย่างเช่น ดิฉันอยากชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างที่มันแตกต่างกันมากถึง ๑๒ เท่า ๑๓ เท่า ของรายได้ ครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า ๖๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนต่อครัวเรือนกับครัวเรือน ที่มีรายได้เพียง ๕,๐๐๐ บาทนี่ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเรื่องการออมนี่ก็ขอให้เดินหน้าแล้วก็ให้ทำ แต่ว่าขณะเดียวกันดิฉันคิดว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติควรจะต้องจัดการความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันในระบบทั้งระบบการออม ระบบสวัสดิการทางสังคมที่สำคัญ ๆ นะคะ ซึ่งเราควรจะทำต่อเนื่องและทำให้เป็นระบบเพื่อที่จะทำให้ระบบนี้สามารถที่จะอยู่ได้แล้วก็ ยั่งยืน อย่างเช่น ดิฉันยกตัวอย่างนะคะว่า พ.ร.บ. การออม จริง ๆ ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ ผู้ประกันตนสามารถที่จะเข้าไปออมได้เนื่องจากผู้ประกันตนก็มีส่วนการออมที่รัฐบาลอาจจะ สมทบ ๑ ใน ๓ บวกกับนายจ้าง แต่ขณะที่คนที่อาจจะยังไม่มีเงินออมนี่นะคะ ซึ่งอันนั้นเป็น ประเด็นที่มีความสำคัญนี่เราจะทำอย่างไรที่ทำให้เขาสามารถเรียกว่ามีหลักประกันที่จะมี ชีวิตอยู่เมื่อถึงคราวที่เรียกว่าสูงอายุนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเบี้ยยังชีพควรจะถูก ยกระดับให้เป็นเรื่องบำนาญประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม แล้วก็อยากให้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสนี่นะคะ พัฒนาระบบบำนาญประชาชน ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนั้นน่าจะเป็นควิก วินอีกเรื่องหนึ่งที่มี ความสำคัญของคณะเรียกว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่สำคัญ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน
เชิญคุณกิติพงศ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและ ผู้ด้อยโอกาสครับ ผม นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สปช. หมายเลข ๑๐ นะครับ ผมคิดว่า ข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูปสังคมนั้นเป็นข้อเสนอที่ควรจะได้รับการสนับสนุนจาก สปช. และควรจะเป็นควิก วิน ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ ประการที่จะกราบเรียนเสนอในการที่จะนำเรื่องนี้ เสนอต่อรัฐบาล แล้วก็ สนช. แล้วก็ที่สำคัญคือประชาชนนะครับ ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชน ทราบเรื่องนี้ ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัดคือ เรื่อง พ.ร.บ. ประกันสังคม มาตรา ๔๐ นี่นะครับ คนไทยไม่รับรู้เลยแล้วก็ให้เวลา ๑ ปีก็ไม่รู้มารู้เอาตอนสุดท้าย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะ ทำเรื่องนี้เราต้องตีฆ้องร้องป่าวว่า สปช. ของเราทำอะไรให้กับประชาชนบ้างนะครับ นั่นคือ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ นี่อาจจะสอดรับกันว่าการที่เราจะจัดตั้งกองทุนเงินออมนี่นะครับ อย่างที่ผมเคยกราบเรียนเรื่องของการแสดงฐานะของผู้มีเงินได้ของประชาชนนี่นะครับ ผมคิดว่าการทำ กอช. นี้อาจจะเริ่มต้นโดยการนำให้บุคคลที่จะเข้ามาในระบบ กอช. แสดงฐานะ เราจะได้มีฐานของผู้มีเงินได้ของประเทศไทยที่เราจะนำไปช่วยเหลือ หมายความว่า ใครก็ตามที่จะเข้ามาในระบบ กอช. ควรจะมีระบบฐานภาษีอากร อันนี้ผมไม่ได้หมายความว่า จะเก็บภาษีท่านนะครับ เพราะว่าคนพวกนี้อาจจะต้องเสียภาษีในระดับหนึ่ง จะเป็นชาวไร่ ชาวนา จะเป็นกรรมกร จะเป็นคนขับแท็กซี่ ถ้าเขาอยากจะเข้ามาในระบบเพื่อที่จะขอ ความช่วยเหลือจากรัฐบาลจะต้องมีเรกคอร์ด (Record) ที่กำหนดฐานภาษีเพื่อเราจะได้รู้ว่า ประเทศไทยมีคนมีรายได้เท่าไรนะครับ อันนั้นผมก็อยากจะฝากไว้ จะทำอย่างไรนี่ก็ต้องไปดูอีกที ผมไม่อยากให้เป็นฟรี ไรเดอร์ (Free rider) ใครก็ได้ที่เข้ามานะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เขาควรจะได้รับการคุ้มครอง
ประการที่ ๓ ผมเห็นด้วยกับคุณไพบูลย์อย่างยิ่งว่าเราต้องบูรณาการที่จะมี องค์กรที่ดูแลเรื่องบำนาญบำเหน็จ ทั้งกองทุนประกันสังคม ทั้ง กอช. ทั้งกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพของประชาชนว่าจะต้องมีหน่วยงานกลางที่มาดูแล แล้วก็บูรณาการว่าจะทำอย่างไร ที่จะให้กองทุนนี้มีความเป็นอิสระมั่นคงแล้วก็ไม่ล้มละลายอย่างที่ประเทศกรีซที่เกิดขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจะต้องมีหน่วยงานกลางไม่ใช่ต่างคนต่างทำในตอนนี้นะครับ
ประการที่ ๔ ผมคิดว่าการขยายเวลาของสมาชิกซึ่งผมคิดว่า ๖๐ ปีมันจะ น้อยไป จะมีคนเดี๋ยวนี้ทำงานในห้องผมว่าก็เกิน ๖๐ ปีเยอะมากนะครับ ยังทำงานแอกทีฟ (Active) มีรายได้ ผมคิดว่าทำอย่างไรที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลที่ยังทำงานในระบบภาษี สามารถยังคอนทริบิวท์ให้กับกองทุน กอช. ได้ แล้วเขาค่อยไปรับเงินเมื่อเขาหยุดทำงาน นะครับ อันนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้ดู ประการที่ ๒ คือเมื่อกี้ที่ท่านสมาชิก ท่านหนึ่งเรื่องของวงเงิน ๕๐ บาท แล้ววงเงินที่รัฐบาลคอนทริบิวท์ให้หรือว่าชำระให้ ผมว่ากฎหมายไทยมีปัญหาเยอะมาก คือการกำหนดมูลค่าเงินแล้วก็ไม่ได้คำนึงถึงเงินเฟ้ออีก ๕ ปีข้างหน้า ๑๐ ปีข้างหน้า ทำอย่างไร ซึ่งผมเคยกราบเรียนทางกฤษฎีกาว่าทำได้ไหม เขาบอกทำได้นะครับ เขียนกฎหมายไปเลยว่าจะต้องปรับอัตราโดยเงินเฟ้อตามสูตรนี่ สามารถเขียนได้โดยไม่ต้องเข้าสภา เพราะว่าการแก้กฎหมายของไทยใช้เวลานานมากนะครับ ขนาดกฎหมายนี้ผ่านสภาใช้เวลา ๓ ปีครึ่งลองคิดดูสิครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นนี้ อาจจะเป็นข้อสังเกตของกรรมาธิการของเรานะครับ แล้วก็ที่สำคัญคือผมคิดว่าจะทำอย่างไร อย่างที่ผมเรียนว่าจะทำอย่างไรให้ผู้อยู่ในระบบกองทุนอื่นสามารถเข้ามากองทุนนี้ ซึ่งผมเข้าใจว่าโดยกฎหมายนี้ทำได้นะครับ แล้วผมคิดว่าถ้าเรามีหน่วยงานกลางเข้ามาดูแลนี่ ก็จะช่วยได้นะครับ และสิ่งที่สำคัญผมคิดว่าอันนี้จะต้องบอกให้รับทราบว่าการที่ใครก็ตาม ที่จะมาพึ่งพารัฐได้รับสิทธิประโยชน์ ท่านจะต้องมาแสดงตนแล้วท่านจะต้องมีหน้าที่ เพราะว่าเงินพวกนี้เงินที่จะจ่ายให้ท่านมันมาจากเงินภาษีอากรนะครับ
อีกประการเป็นข้อสุดท้ายก็คือว่า เป็นไปได้หรือไม่ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยาก ในกฎหมายฉบับนี้ที่จะแก้กฎหมายว่าคนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาลมากแล้วเขาพิสูจน์ได้ มีหลักฐานได้ เขาอาจจะได้รับความชดเชยมากกว่าคนที่ไม่ได้เสียภาษีให้ภาครัฐ อันนี้ผมยัง คิดไม่ออกว่าทำอย่างไร แต่น่าจะเป็นข้อสังเกตที่จะสอดประสานกับข้อเสนอที่ทาง กรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลังเคยเสนอว่าผู้ที่เสียภาษีให้ภาครัฐควรได้รับ สิทธิประโยชน์อะไรบ้างว่าคนที่เสียภาษีนี่รัฐไม่ได้นิ่งดูดาย วันหนึ่งเมื่อเขาเกษียณอายุ เงินก้อนที่เขาเสียภาษีจะกลับไปหาเขาได้อย่างไร อันนี้ผมคิดว่าก็ฝากไปคิดกันต่อว่า เราจะทำอย่างไรให้คนที่เสียภาษีให้ภาครัฐแล้วจะได้สิทธิประโยชน์จาก กอช. นี้หรือกองทุนอื่น ได้อย่างไร กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุและด้วยผล พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะต้องนำมาปฏิบัติให้เกิด เป็นมรรคเป็นผลที่เป็นจริง แต่แล้ว ๓ ปีกับ ๗ เดือนเท่าที่ผมนับดูนะครับ คือถ้าเผื่อนับ ๓๖๐ วันหลังจากออก พ.ร.บ. มันก็จะตกวันที่ ๙ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ จากนั้นมาก็แปลว่า ๒ ปีกับ ๗ เดือนที่ประชาชนเสียโอกาส ผมทราบว่าในตอนนั้นตอนที่ออก พ.ร.บ. นั้นมีคนที่ อยู่ในข่ายที่จะได้รับประโยชน์ประมาณ ๒๓ ล้านคน แต่ถึงวันนี้ตามตัวเลขที่ท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสให้มา ก็คือ ๒๔.๖ ล้านคน ก็แปลว่าในเวลาที่ล่วงเลยไป ๒ ปีกับ ๗ เดือนนี่นะครับ ก็มีจำนวนคน ที่เพิ่มขึ้นมาอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ กับ ๖๐๐,๐๐๐ คน แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าถ้าเผื่อเวลา ทอดยาวออกไปอีกยังไม่ยอมปฏิบัติ ยังไม่ยอมให้เกิดผลคนที่เสียโอกาสก็จะมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น นี่คือประเด็นแรกที่ผมอยากจะเรียนเสนอนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดก็คือ พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาตินี่ มีความมั่นคง มีความเสถียร แล้วก็มีความยั่งยืนมากกว่ามาตรา ๔๐ ของ พ.ร.บ. ประกันสังคม เพราะว่าจะใช้มาตรา ๔๐ ได้ก็ต้องออกพระราชกฤษฎีกาตามที่เราได้รู้กัน พระราชกฤษฎีกานั้น ยังขึ้นกับคณะรัฐมนตรีครับ จะออกหรือไม่ออก จะสมทบกี่เปอร์เซ็นต์ จะอะไรต่อมิอะไร มันเป็นเรื่องรายปี ซึ่งสุดแท้แต่คณะรัฐมนตรีจะออกพระราชกฤษฎีกา ก็แปลว่าไม่มีความยั่งยืน ไม่มีความมั่นคง เท่ากับ กอช. ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ อันนี้ผมไปสืบเสาะดูก็พบว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของ หน้าตาครับ มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลเลยครับ เพราะเหตุว่าความจริงแล้ว พ.ร.บ. กองทุน การออมแห่งชาติ มันเกิดเป็นพลังของการสะสม กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าที่สงขลา ที่ตราด และที่อื่น ๆ อีกมากมาย นั่นก็คือต้นธารของการมี พ.ร.บ. กองทุน การออมแห่งชาตินะครับ ผมทราบว่าอาจารย์เจิมศักดิ์เตรียมที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้ให้พวกเรา รู้อยู่ ในที่สุดมันก็กลายเป็นมรรคเป็นผลในสมัยที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ รัฐบาลชุดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออภัยที่เอ่ยชื่อ คุณกรณ์ จาติกวณิช พอมันเป็น พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติขึ้นมามันก็เสมือนหนึ่งว่ากลายเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็เลยหันกลับไปใช้ พ.ร.บ. ประกันสังคม มาตรา ๔๐ ของสำนักงาน ประกันสังคมแทน แทนที่จะใช้อะไรที่ดีกว่า ยั่งยืนกว่า มีความมั่นคงมากกว่าและให้ หลักประกันได้ดีกว่า ทั้งหลายทั้งปวงนี้กลายเป็นเรื่องของหน้าตา เป็นศักดิ์ศรี มันไม่ใช่เรื่อง ของเหตุของผล นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรม ทำให้เกิดผล ที่เป็นจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ อะไรทั้งหลายทั้งปวง ที่มันไม่ชอบ ที่มันไม่ดี ที่มันไม่งามในบ้านเมืองนี้และแท้จริงแล้วมันเป็นผลประโยชน์ของ ประชาชนอย่างที่เรารับรู้กัน มันกลายเป็นการเตะตัดขาถูกสกัดด้วยเรื่องของหน้าตา ด้วยเรื่อง ของการว่าไม่ใช่ผลงานของพรรคตัวเอง เพราะฉะนั้นขอตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ ผมขอขอบคุณ ท่านประธานและกรรมาธิการทุกท่านครับ สนับสนุนเต็มที่และขอให้เกิดผลที่เป็นจริงครับ จะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อคนชราทั่วประเทศไทย ขอบพระคุณครับ
เชิญดอกเตอร์ธรณ์ เชิญครับ
ขออภัยครับท่านประธาน ผมไม่ได้ใช้หลายวัน ก็เลยลืมบัตร กราบเรียนท่านประธานนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ ในส่วนของ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุนะครับ แล้วก็เรื่องของที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ได้กระทำมา ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะว่าตอนนี้ผมยังไม่สูงอายุนะครับ แล้วก็ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นกับผมในอีก ๒๐-๒๕ ปีข้างหน้า เพียงแต่ว่าผมมีประเด็นอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่ขอกล่าว อย่างชัดเจนนะครับ
ประเด็นแรก ผมคงจะต้องบอกว่า พ.ร.บ. ต่าง ๆ หรือกองทุนต่าง ๆ ที่เรา จัดทำขึ้นมันเป็นเรื่องของแรงจูงใจซึ่งอันนั้นดีมาก แต่อีกอันหนึ่งที่ผมอยากเห็นมากก็คือ เรื่องของการให้เขาออมเองด้วย การที่จะทำให้เขาออมเองด้วยมันต้องขึ้นอยู่กับว่า เราให้ความรู้เขาเพียงพอหรือไม่ ผมทำงานด้านการศึกษามาตลอด นิสิตปี ๔ ที่ผมสอนอยู่นี่ ผมถามเรื่องเกี่ยวกับการออมรู้ไหมว่าจบไปเสร็จแล้วทำงานแล้วจะต้องไปออมอย่างไร เด็กแทบจะไม่มีความรู้ใด ๆ กับเรื่องนี้ การศึกษาของเราที่ให้การศึกษากันมาเยอะแยะ มากมาย เรียนอะไรกันเยอะแยะ จนจบปี ๔ กำลังจะออกไปทำงาน กลับไม่มีความรู้ในเรื่อง ว่าต้องออมเงินเผื่อไว้สำหรับชีวิตในวัยชราหรืออื่น ๆ อีกมาก ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ก็ต้องฝากรบกวน ในเรื่องของการให้ความรู้กับเด็ก ไม่ต้องเด็กเล็ก ๆ ก็ได้ เอาเด็กนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะจบไปนี่ โดยอาจจะบรรจุไปอยู่ในส่วนหนึ่งของการศึกษาหรือใด ๆ ก็ตามที่ทำให้นิสิตนักศึกษาของเรา ที่กำลังจะเรียนจบมีความรู้พื้นฐานในเรื่องการออม มีความรู้พื้นฐานว่าเขาต้องใช้ชีวิต ในวันข้างหน้าอย่างไร ตรงนั้นเป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะว่ามันจะเป็นการทำให้เขากลัวต่อ อนาคต ทำให้เขารู้หนทางที่จะหลีกเลี่ยงอนาคตอันน่ากลัวได้ตรงนั้น อันนั้นคือจุดแรก นะครับ
ส่วนที่ ๒ ผมก็คงต้องบอกชัดเจนว่าผมสนับสนุนความคิดของอาจารย์ เจิมศักดิ์และอีกหลายท่านด้วยที่บอกว่าเราควรจะขยายเวลาในการเกษียณอายุ ด้วยเหตุผล ง่าย ๆ ผมทำงานอยู่กับภาคการศึกษา หน่วยงานที่ผมรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ ผมเป็นหัวหน้าภาคมาหลายปีนะครับ สิ่งที่ผมพบก็คือว่าเรามีนิสิตจบมา เรามีการจบมาส่งไป เรียนต่อกว่าจะกลับมาอายุ ๓๘-๔๐ ปีกว่าจะจบปริญญาเอกกลับมา เริ่มสอนจริง ๆ กว่าจะเรียนรู้เทคนิคการสอน ไป ๆ มา ๆ เราปั้นเด็กคนหนึ่งขึ้นมาจนจบมาเป็นอาจารย์ ระดับปริญญาเอก มีความรู้ความชำนาญด้านการสอนเราเหลือเวลาใช้งานพวกท่านเหลือแค่ ๑๕ ปี ๑๕ ปีสำหรับการเรียนการสอนตั้งแต่ ป. ๑ ก่อนที่จะกลับคืนการศึกษาให้กับสังคม มันสั้นมากนะครับ ๑๕ ปี แล้วหลายท่านอายุ ๖๐ ปีต้องเกษียณทั้งที่ท่านเหล่านั้นมีความรู้ ความสามารถมหาศาล แล้วกำลังอยู่ในวัยที่สามารถจะให้อะไรกับสังคมผ่านการศึกษาได้ อย่างมาก แต่เราจำเป็นต้องเกษียณด้วยกติกาอะไรก็ไม่รู้โดยที่เอาตัวเลขของอายุมาเป็นเกณฑ์ ว่าหมดเวลาของคุณแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วผมว่าตรงนี้ประเทศไทยจะได้ประโยชน์เยอะแยะ มากมายมหาศาล หากเราสามารถที่จะเลือกคนดีมีระบบให้คนดีคนที่มีกำลังใจอยากทำงาน ให้สังคมต่อได้โดยที่ไม่เอาตัวเลข ๖๐ มาเป็นตัวเลขเกณฑ์ว่าคุณไม่สามารถจะให้อะไรกับ สังคมอีกแล้ว ต่อจากนี้คุณคือวัยชรา วัยชรากับวัยทำงานไม่ใช่วัยเดียวกัน ในความคิดของผม หรือแม้กระทั่งคนชราด้านอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ ในญี่ปุ่นเขาก็จะมีโน่นนี่นั่นให้ทำ เข้าพิพิธภัณฑ์ที่ผมเห็นก็มีแต่โวลันเทียร์ (Volunteer) เต็มไปหมดเป็นคนชราที่เข้ามาช่วย คือมันไม่ใช่เกี่ยวกับเงินอย่างเดียวครับ มันเกี่ยวกับว่าให้เขารู้สึกว่าเขามีประโยชน์ต่อสังคม ตรงนั้นสำคัญมาก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ศูนย์การท่องเที่ยวทั้งหมดเป็นคนที่วัยเกินเกษียณ ไปแล้วมาพูดคุยกับนักท่องเที่ยว อันนั้นก็คืออีกอันหนึ่งที่อยากชี้ให้ชัดว่าเราควรจะต้องหา อะไรที่จะทำให้ผู้สูงอายุของเรามีความสุข ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินอย่างเดียว เงินแน่นอนว่า มันเป็นหลักประกัน แต่ความสุขคือสิ่งสำคัญ และความสุขก็ไม่ใช่หมายความว่ามานั่งให้ ลูกหลานมาอยู่รอบ ๆ ตัวอย่างเดียว ความสุขหมายถึงว่าเขายังคิดว่าเขามีช่องทางที่จะทำ ประโยชน์ให้กับสังคมได้ นั่นคือความสุขของคนที่เกิดมาทำงานตลอดชีวิตแล้วเกษียณไปแล้ว รู้สึกว่าเคว้งคว้าง ตรงนั้นเป็นจุดที่สำคัญมาก
สุดท้ายนะครับ ผมก็ยังสนับสนุนความคิดของอาจารย์เจิมศักดิ์ว่าชาวต่างชาติ มีจำนวนมากที่เข้ามาประเทศไทยแล้วก็อยากมาเป็นคนไทยด้วยใจรัก โดยอยากทำงานให้ ประเทศไทย ตรงจุดนี้เราน่าจะเปิดช่องทางต่าง ๆ หาแนวทางต่าง ๆ ผมมี ๓ ประเด็น ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เชิญคุณกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ด้านสังคม หมายเลข ๐๑๓ ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนในการเสนอของประธานกรรมาธิการ ด้านสังคม ดิฉันขอเพิ่มเติมหรือว่าเติมเต็มในด้านของศาสนาอิสลามในการออม เพราะว่า ตามหลักของศาสนาอิสลามแล้วมีหลักการข้อที่ ๕ ทุกคนจะต้องไปทำพิธีฮัจญี ๑ ครั้ง ก่อนที่จะเสียชีวิต ดังนั้นจะต้องมีภารกิจที่จำเป็นจะต้องฝากออม แล้วก็ถ้าผู้นั้นได้เสียชีวิตไป ทายาทหรือว่าผู้ที่ดูแลจะต้องทำพิธีหรือจำเป็นต้องขายที่ ขายอะไร เพราะว่ามันจำเป็น ที่จะต้องประกอบพิธีฮัจญ์ ดังนั้นในฐานะที่ประเทศไทยมีศาสนาอิสลามเป็นอันดับ ๒ แล้วก็ อยากจะให้ฝากไปถึงท่านจุฬาราชมนตรี แล้วก็คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย แล้วก็ ประธานกรรมการระดับจังหวัด แล้วก็โต๊ะอิหม่าม อยากจะสนับสนุน พ.ร.บ. กองทุน การออมแห่งชาติตรงนี้ด้วย เพราะว่ามันจำเป็นสำหรับชีวิตตามหลักของศาสนาอิสลามแล้ว ท่านศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะไม่มีการพิธีละหมาดศพให้กับผู้ที่มีหนี้ หรือว่าไม่มีผู้รับที่จะประกอบพิธีฮัจญ์แทนนะคะ ดังนั้นการเสนอ พ.ร.บ. ตรงนี้เป็นควิก วินได้ นะคะ ขอสนับสนุนเป็นของขวัญให้กับชาวไทยมุสลิมแล้วก็ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม แล้วก็ การออมตรงนี้เป็นการออมที่จะเน้นให้การยกระดับครัวเรือนสู่การพัฒนาชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด แล้วก็ประเทศชาตินะคะ เป็นการแก้หนี้ครัวเรือน สร้างนิสัยเด็กให้เกิดการออมในอนาคต แล้วก็เพื่อสร้างอนาคต การออมตรงนี้สร้างในหมู่บ้านแล้วก็ตำบลให้เกิดธนาคารในหมู่บ้าน ดังที่ดิฉันได้เสนอว่าให้มี ธนาคารแรงงาน ดังนั้นตรงนี้มันจำเป็นมาก การออมตรงนี้ต่างชาติเราดูฝรั่งนะคะ เขามีการออม เมื่อเขาแก่ชราเขาสามารถท่องเที่ยวทั่วโลกได้ แต่ประเทศไทยของเราพอแก่เฒ่าก็ดูลูกหลาน แล้วก็บางครั้งให้สมบัติกับลูกหลานแล้วลูกหลานก็ทอดทิ้งไม่มีการดูแล ก็ต้องไปอยู่บ้าน คนชรา ดังนั้นอยากจะให้พวกเรามีการออมทุกครัวเรือนทุกบ้าน ถึงจะเล็กจะน้อยก็อยากจะ เพิ่มเติมว่า ใน พ.ร.บ. ตรงนี้อายุ ๑๕ ปีจนถึง ๖๐ ปี ถ้าเป็นไปได้อยากให้ผู้ปกครอง ฝากล่วงหน้าให้กับลูกที่เกิดมาใหม่ ๆ จนถึง ๑๕ ปีด้วย แล้วก็การออมตรงนี้อยากให้มี สวัสดิการครบวงจรเพื่อให้มีสวัสดิการหลาย ๆ อย่างที่เกินกว่าประเทศอื่นที่จะต้อนรับ อาเซียนในอนาคตนะคะ ดังนั้นการออมตรงนี้อยากจะให้ท่านผู้ใหญ่ก็คือท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วก็ท่านผู้ใหญ่ทุก ๆ คนอยากจะให้มี พ.ร.บ. กองทุนการออม แห่งชาติ แล้วก็มีธนาคารแรงงาน แล้วก็เป็นของขวัญให้กับชาวไทยทุกคน ฝากสมาชิก ทุกท่านด้วยนะคะ อยากจะให้ทุกท่านมีการสนับสนุน ขอขอบคุณค่ะ
เชิญคุณเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ เจ้าหน้าที่บอกท่านเสรีไม่อยู่ ทันไหมครับท่านเสรี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กราบเรียนสั้น ๆ ครับ
ประการแรก ก็เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการที่นำเสนอข้อมูลดังกล่าวนี้ นะครับ แต่เมื่อได้อ่านรายงานดังกล่าวแล้ว มีข้อที่ต้องฝากกรรมาธิการครับ ในหน้าที่ ๑ ของรายงานได้มีบันทึกในย่อหน้าสุดท้ายว่า หลักประกันด้านเศรษฐกิจหรือการมีรายได้ เพื่อใช้จ่ายในปัจจัยพื้นฐาน ในวัยที่ไม่สามารถทำงานหรือหารายได้แล้ว เป็นสิ่งสำคัญที่จะ ทำให้ยังคงคุณภาพชีวิตที่ดี แม้ว่ารัฐจะจัดเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ คนละ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาท ท่านดูรายงานที่ท่านเสนอไว้นะครับ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือนก็ตาม เงินจำนวนดังกล่าวนี้ ยังไม่พอเพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบกับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แหล่งรายได้ ที่สำคัญของผู้สูงอายุไทย คือ บุตรหลาน แต่ปัจจุบันครอบครัวที่ขนาดเล็กลงและหวังพึ่งพา บุตรหลานมีแนวโน้มลดลง นี่คือสาระของปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากเงินออมที่ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณานำเสนอให้เป็นหลักประกันกับผู้สูงอายุ ซึ่งไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีในปัจจุบัน ก็อยากจะฝากกรรมาธิการผ่านท่านประธาน ให้กรรมาธิการพิจารณาถึงสภาพปัญหาที่แท้จริงในเรื่องการกำหนดเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ คนละ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาท ท่านประธานลองพิจารณาดูนะครับว่าถ้าเบี้ยยังชีพได้คนละ ๖๐๐ บาทต่อเดือนนี่นะครับ เท่ากับเราดูแลผู้สูงอายุคนละเท่าไรครับ วันละ ๒๐ บาทนะครับ ส่วนถ้าได้ถึง ๑,๐๐๐ บาท ก็คือวันละ ๓๐ บาท นี่คือสภาพปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นในส่วนจะแก้ไขความเหลื่อมล้ำหรือดูแลผู้สูงอายุ จึงขอฝากท่านกรรมาธิการนะครับ ว่าถ้าหากที่จะหาแนวทางในการที่จะให้ผู้สูงอายุนั้นสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างแท้จริง อย่าเพิ่งไปมองว่าจะต้องเป็นเรื่องเขาจะต้องมาลงทุนสมทบ แต่มันเป็นสวัสดิการทางสังคม ที่คนวัยสูงอายุควรจะได้รับนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผ่านมาจะกำหนดตามอายุครับ อายุคนนะครับ ๙๐ ปี ท่านประธานบอกว่าได้ ๑,๐๐๐ บาท แต่ในสภาพความเป็นจริง ท่านต้องดูความยากจนข้นแค้นเป็นเกณฑ์ในการจะดูแลประชาชนด้วยนะครับ ถ้าหากว่า มาตรฐานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นี่นะครับ ซึ่งดูแลสังคมแล้ว พิจารณาถึงเกณฑ์ของความยากจนอย่างแท้จริงครับ มีจำนวนมากมาย แต่คนเหล่านี้ใช้ชีวิต ด้วยความยากลำบาก เราอาจจะสร้างเกณฑ์ตรงนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแล อย่างจริงจัง ถ้าอย่างน้อยวันละ ๑๐๐ บาทนี่นะครับ วันหนึ่งก็คือ ๓๐ กว่าบาท แต่ให้ดูแล คนที่ยากจนข้นแค้น ถ้าจะถือเกณฑ์ตรงนี้ผมคิดว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคมไทยนะครับ ก็ฝากท่านกรรมาธิการช่วยดำเนินการพิจารณาในเรื่องเหล่านี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณนะครับ อีก ๒ ท่านนะครับ คุณสุภัทรา นาคะผิว แล้วก็อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เชิญคุณสุภัทราครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุภัทรา นาคะผิว นะคะ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันมี ๔ ประเด็นนะคะ
ประเด็นแรก ดิฉันเองขอแสดงความชื่นชมและสนับสนุนข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ในการที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ นะคะ เพราะจริง ๆ แล้วกฎหมายฉบับนี้ก็อย่างที่หลายท่านพูดไปนะคะว่าได้มีผลบังคับใช้มา ตั้งนานแล้ว แต่ว่าไม่มีการปฏิบัติตาม แล้วก็มีเสียงเรียกร้องจากผู้ที่อาจจะเสียประโยชน์ จากการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ล่าช้านะคะ ทำให้เขาเสียโอกาสในการที่จะออมเงิน สำหรับการใช้ในชีวิตบั้นปลาย แต่อย่างไรก็ตามดิฉันมีข้อสังเกตอีก ๓ ข้อนะคะ
อันแรกก็คือว่าดิฉันคิดว่าการที่จะทำให้คนมีความสามารถในการออมและ ส่งเสริมขีดความสามารถของคนให้มีการออมได้เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เราจะต้องสร้างเรื่องพื้นฐานที่ทำให้คนมีรายได้ที่เหมาะสมเป็นธรรมในการดำรงชีวิต และมีเงินส่วนหนึ่งที่จะเก็บออมได้จริงนะคะ การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ในแง่ของการศึกษาก็ดี รวมไปถึงเรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุนเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อที่จะทำให้ เกิดความสามารถมากขึ้นในการออม ซึ่งดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ต้องทำควบคู่กันไปนะคะ
ประเด็นถัดมาก็คือว่า โจทย์สำคัญตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องว่าแล้วคนที่ไม่มี ความสามารถที่จะออม อยากจะออม อยากจะมาเข้า กอช. เหมือนกัน แต่ลำพังการดำเนินชีวิต ก็ไม่เพียงพออยู่แล้วในแต่ละวันจะทำอย่างไรนะคะ ดิฉันคิดว่าก็สอดคล้องกับข้อเสนอของ หลาย ๆ ท่านว่าเราก็ต้องยอมรับความจริงนะคะว่าตอนนี้ช่องว่างในเรื่องของรายได้นั้น เป็นโจทย์ที่สำคัญมากของความเหลื่อมล้ำและทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมนะคะ การที่จะทำให้คนที่ไม่มีความสามารถในการออมทั้งที่เขาเองก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นสมาชิก แล้วก็อาจจะเสียภาษีอากรผ่านการเสียภาษีทางอ้อมจากการซื้อสินค้าและบริการนะคะ เรายังคงเห็นภาพของผู้สูงอายุซึ่งไม่มีคนดูแล แล้วก็ต้องไปออกรายการวงเวียนชีวิต ไปออกโทรทัศน์เพื่อขอเงินช่วยเหลือสงเคราะห์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งดิฉันคิดว่า ณ วันนี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. อาจจะต้องทำเรื่องที่ใหญ่กว่าเรื่องของกองทุนการออม ก็คือว่าเรา จะต้องพลิกเปลี่ยนเพื่อที่จะสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะ เรื่องของสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่หลายท่านได้พูดไปว่าเรากำลังก้าวสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในไม่ช้านี้นะคะ แนวคิดเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุจึงไม่ใช่ แนวคิดเรื่องการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ในความเห็นของดิฉันนะคะ ดิฉันคิดว่าทุกคนควรได้รับ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยที่ไม่ต้องไปแสดงตน ว่าเป็นคนยากจน ต้องทำให้ยากจนก่อนถึงจะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้ว มันก็เป็นเรื่องของเราต้องคิดว่านี่เป็นเรื่องสิทธิ เสร็จแล้วก็จะต้องทำให้เกิดระบบที่เป็นระบบ บำนาญประชาชน หลักคิดเดียวกันกับเรื่องหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยังมีคนที่ไม่มี หลักประกันในเรื่องของชราภาพอยู่อีกประมาณ ๔๐ กว่าล้านคนในประเทศนี้ และดิฉันคิดว่า สอดคล้องกับข้อเสนอของประชาชน สปช. ก็ต้องฟังเสียงของประชาชน ซึ่งมีการยื่นข้อเสนอ ดิฉันเข้าใจว่าผ่าน สปช. จังหวัดทุกจังหวัดมาว่าเขาต้องการเห็นระบบบำนาญประชาชน เป็นเครือข่ายของประชาชนที่เสนอมา แล้วก็อยากให้เราทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงเพื่อที่จะได้ลด ความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมได้จริง ๆ แต่อย่างที่ดิฉันบอกไปว่าในอนาคต ระยะยาวถ้าทุกคนมีความสามารถในการออมมากขึ้น มีรายได้ที่จะออมเองได้มากขึ้น รัฐเอง ก็อาจจะทำให้ภาระในเรื่องนี้ไม่ได้มากนะคะ แต่อย่างน้อยที่สุดในขั้นพื้นฐานสำคัญ ดิฉันเอง ก็เช่นเดียวกันค่ะ เป็นคนที่ใช้สิทธิอยู่ในประกันสังคมแล้วเราก็ส่งเงินมาโดยตลอด แต่ดิฉัน คิดว่าตอนนี้รัฐเองใช้ภาษีในการมาจัดสวัสดิการเรื่องของหลักประกันเมื่อชราภาพให้กับ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ แล้วก็ส่วนหนึ่งก็คือไปร่วมสมทบการออมในกองทุน ประกันสังคม ดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าประกันสังคมเมื่อถึงเวลาที่ดิฉันเกษียณ คงจะไม่เพียงพอในการดำรงชีวิต ดิฉันก็อยากเข้าไปอยู่ใน กอช. หรือเข้าไปอยู่ในกองทุนอื่น ซึ่งถ้าดิฉันมีความสามารถที่จะออมเพิ่มเติมนะคะ เพิ่มเติมเพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันนี้ก็อาจจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะฝากท่านกรรมาธิการว่าเราจะมีข้อเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อเปิดช่องหรือทำอย่างไรให้คนที่อาจจะยังมีสวัสดิการ ในเรื่องของชราภาพแต่ยังไม่ได้อยู่ในขีดที่จะเรียกได้ว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ตามเศรษฐกิจ ที่พึงจะมีนะคะ ให้เขามีช่องทางอื่น ๆ ในการที่จะเข้าในกองทุนต่าง ๆ ได้มากขึ้นนะคะ ดังนั้นประเด็นที่ดิฉันจะเสนอหลัก ๆ ก็คือว่าอยากจะสนับสนุนให้ทางกรรมาธิการทำเรื่อง ต่อเนื่องจากนี้ หลังจากที่มีการผลักดันให้ทำตามกองทุน พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ แล้วนะคะ ก็คือพัฒนาเพื่อเตรียมการทำให้เกิดระบบบำนาญประชาชนอย่างแท้จริงค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เชิญท่านอาจารย์วิริยะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นะครับ ผมว่าการปฏิรูปประเทศไทยเราต้องส่งสัญญาณชัดเจนว่า เราจะสนับสนุนคนไทยให้ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตนเองนะครับ ผมว่าอันนี้สำคัญ แล้วเราต้องชี้ให้เห็นว่าการแบมือขอ พึ่งคนอื่นอยู่ตลอดเวลามีแต่จะทำให้สังคมไทยเราจะแย่ลง แล้วเราอาจจะต้องล่มสลายเหมือนประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเป็นอยู่นะครับ ผมว่า พ.ร.บ. นี้ ก็เป็นการส่งเสริมให้คนไทยลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตัวเองครับ ผมได้ทำงานอยู่กับ ชุมชนต่าง ๆ ท่านประธานครับ ชุมชนต่าง ๆ ที่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาตัวเองเขาก็ลุกขึ้นมา จัดสวัสดิการของตัวเองที่เราเรียกว่า สัจจะออมทรัพย์ เขาก็บอกว่า เอาละ เราไม่มีมาก ก็ออมกันวันละบาท ก็เชิญชวนให้ออมกันวันละบาทเพื่อมาใช้จัดสวัสดิการให้กับกลุ่ม ในชุมชนของตัวเอง รวมถึงในกรณีของผู้สูงอายุด้วย แต่กลุ่มที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเองนั้นก็บ่นรำพึงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำไมผู้ใช้แรงงาน นายจ้างสมทบเข้าไปส่วนหนึ่งแล้วรัฐบาลก็สมทบเข้าไปอีก หมายความว่าผู้ใช้แรงงาน จ่ายไป ๑๐ บาท มีคนอื่นเอามารวมให้อีก ๒๐ บาทนะครับ แต่ผู้ที่ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา ตัวเองนะครับ จ่ายบาทหนึ่งก็มีแค่บาทหนึ่ง ไม่มีที่ไหนมาสมทบเลย จึงพยายามเรียกร้องอยู่ เสมอว่าทำไมรัฐบาลไม่สนับสนุนกลุ่มที่เขาต้องการลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเองนะครับ ผมจึงเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นสิ่งที่ดีครับ แล้วก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมา แก้ไขปัญหาตัวเองว่ารัฐบาลจะสนับสนุนโดยการสมทบเงินเข้าไปให้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเช่นนี้นะครับ ท่านประธานครับ คนไทยจำนวนมากก็จะลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเอง ตัวเองก็ใส่เงินออมเข้าไปรัฐบาลก็ออม เมื่อสูงอายุก็เอาเงินเหล่านี้ออกมาใช้ได้นะครับ ถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ท่านประธานครับ เบี้ยผู้สูงอายุก็จะต้องหนักขึ้นทุกวันนะครับ ในขณะที่เบี้ย ผู้สูงอายุจะต้องหนักขึ้นทุกวันเราก็มีปัญหาว่าผู้ใช้แรงงานของคนไทยที่จะมาแบกรับสังคม ข้างหน้าก็จะน้อยลง มันจะสวนทางกันแล้วมันจะอันตรายมากนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้อง ส่งสัญญาณชัดเจนให้คนไทยลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของตัวเองโดยรัฐให้การสนับสนุนนะครับ เบี้ยผู้สูงอายุนั้นเราก็ควรจะต้องปรับ คนที่รวยแล้วมีแล้วก็ไม่ควรจะรับ ก็ควรจะให้กับผู้ที่เขา ไม่มีปัญญาจะออมนะครับ คนที่ไม่มีปัญญาจะออมที่ยากจนยากไร้ก็ใช้เบี้ยสูงอายุ ผมเห็นใจครับ ถ้าเราจะไปตัดเบี้ยผู้สูงอายุลงก็อาจจะได้รับการต่อต้าน แต่การเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ในอนาคตข้างหน้าก็ควรจะเน้นในการเพิ่มให้กับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เป็นสำคัญ แล้วก็ต้องรณรงค์ปลุกจิตสำนึกให้คนไทยครับว่า ผู้สูงอายุที่มีอันจะกินแล้วกรุณาอย่าไปรับ เลยครับ ผมเป็นคนพิการนะครับท่านประธาน มีเบี้ยความพิการครับ ผมรณรงค์กับคนพิการ ตลอดนะครับว่าพวกเราที่ช่วยเหลือตัวเองได้แล้วอย่าไปรับเบี้ยคนพิการ สมัยก่อน เบี้ยคนพิการ ๕๐๐ บาท ผมบอกใครไปรับจะเรียกไอ้พวก ๕๐๐ นะครับ คือไม่ควรจะรับ อย่างยิ่งครับ ถึงกฎหมายไม่ห้ามเราก็ต้องรณรงค์ปลุกจิตสำนึกคนไทยด้วยครับว่า ท่านทั้งหลายที่มีแล้วกรุณาอย่ารับครับ แม้แต่คนพิการก็ยังรณรงค์ปลุกจิตสำนึกนี้เลยครับ แล้วผมก็ไม่เคยรับครับท่านประธาน หลายคนบอกผมว่าทำไมไม่รับแล้วก็ไปใส่มูลนิธิตัวเอง ผมบอกไม่ได้นะครับ ในโลกตะวันตก ในวัฒนธรรมที่เจริญแล้วเขารณรงค์กันตลอดว่า คุณช่วยตัวเองได้แล้วอย่าเอาเปรียบสังคมอย่าไปรับนะครับ ผมว่าสิ่งเหล่านี้ครับเราต้อง รณรงค์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยครับว่าเบี้ยผู้สูงอายุคนที่รวยแล้วอย่ารับครับ อย่าขับรถเบนซ์ ไปรับไอ้ ๕๐๐ บาทหรือ ๖๐๐ บาทนี้เลยครับ ถ้าเรารณรงค์ได้เราก็สามารถที่จะเอาเบี้ย จากคนที่เราจ่ายให้กับคนมีไปจ่ายให้คนที่ช่วยตนเองไม่ได้ แต่คนที่ลุกขึ้นมาที่อยากจะช่วย ตนเองอยากจะออมเพื่อใช้ในยามแก่รัฐบาลก็ต้องสนับสนุน ผมว่าถ้าเราทำเช่นนี้ก็จะทำให้ คนลุกขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตัวเองในอนาคตได้อย่างกว้างขวาง สังคมไทยก็จะเป็นสังคม ที่พึ่งตัวเองได้ในระยะยาวครับ ผมอยากจะขอเพิ่มเติมในส่วนนี้ครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายทั้งหมด ๒๐ ท่านครบแล้ว ท่านประธานกรรมาธิการจะขมวดปม สรุปนิดไหมครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมและ ชื่อยาว ๆ นี่นะครับ ต้องกราบขอบพระคุณครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง ได้ไหมครับว่าอยากจะขออนุญาตให้คุณอุบล หลิมสกุล ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป ระบบเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของเด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว และผู้สูงอายุเพิ่มเติมนิดหนึ่งได้ไหมครับท่านประธาน
เอาเฉพาะ ส่วนของ พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติก่อนนะครับ
ใช่ครับ เรื่องนี้ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางอุบล หลิมสกุล ในฐานะรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และในฐานะผู้สูงอายุ ในฐานะคนที่ทำงานด้านผู้สูงอายุมามากกว่า ๔๐ ปีนะคะ ขอเรียนว่าหลายท่านได้พูดถึงสังคมสูงวัยหรือ เอจจิง โซไซตี (Aging society) อยากจะขอเรียนว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วมีการเตรียมตัวต่อการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ๗๐ ปี ถึง ๑๐๐ ปี แต่ประเทศไทยใช้เวลาเพียง ๒๐ ปี ดูตัวเลขจากปี ๒๕๔๓ มีผู้สูงอายุร้อยละ ๘ ถ้าปี ๒๕๖๓ ที่มีการคาดการณ์จะมีผู้สูงอายุร้อยละ ๑๖ ในการทำงานที่ผ่านมานั้น ในการทำงานด้านผู้สูงอายุจะมียุทธศาสตร์ผู้สูงอายุภายใต้แผนที่กำหนดเอาไว้ในกฎหมาย ยุทธศาสตร์มี ๖ ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ประสบความล้มเหลวที่สุดคือยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือ การเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ไม่ว่าเรื่องสุขภาพ เรื่องการออม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำเรื่อง กอช. นั้นก็คือการสร้างหลักประกัน หลายท่านได้พูดเรื่อง คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ดิฉันอยากเรียนว่ามันมีงานสังเคราะห์วิเคราะห์จากงานวิจัยเป็น ร้อย ๆ เรื่อง พบว่า
ประการที่ ๑ ความต้องการของผู้สูงอายุคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าจะเรียน ในรายละเอียดการมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นหมายถึงการมีสุขภาพกายดี การมีสุขภาพจิตดี
ในประการที่ ๒ ได้อยู่กับครอบครัวของตัวเองหรือของลูกหลาน
ในประการที่ ๓ นั้นผู้สูงอายุต้องการมีความมั่นคงในเรื่องรายได้ ในเรื่อง ที่อยู่อาศัย เรื่องของสิ่งแวดล้อมในชีวิตและทรัพย์สิน
ในประการที่ ๔ นั้นผู้สูงอายุต้องการมีส่วนร่วมในสังคมในกิจกรรมที่ชอบ ถนัด สมัครใจ ได้รับการยกย่อง เคารพและยอมรับ
ในประการที่ ๕ มีโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐหรือสิทธิต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ ตามกฎหมายถ้าตัวเองต้องการ
และในประการสุดท้าย เมื่อถึงวันที่ต้องจากโลกนี้ไปอยากจากไปอย่างสงบ และมีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นสิ่งที่พูดมาสิ่งที่เราพูดเรื่องกฎหมาย กอช. นั่นคือการสร้าง หลักประกันให้ผู้สูงอายุได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ขอบพระคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตขมวดสุดท้าย ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ ประธาน กรรมาธิการนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสบรรจุเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญแล้วก็ปฏิรูปเร็วนะครับ เป็นชิ้นแรกของสภาของเรา หลังจากที่เราได้ ทำข้อเสนอรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วนะครับ กราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการและผู้เกี่ยวข้อง ที่ได้พัฒนางานชิ้นนี้มาเสนอนะครับ แล้วก็ขอบคุณท่านสมาชิกจำนวนมากที่ได้ให้ การสนับสนุนและได้ให้ข้อเสนอแนะที่จะต่อยอดเรื่องนี้ต่อไปซึ่งเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการต่อยอดประเด็นที่จะไปสู่การปฏิรูประบบบำนาญแห่งชาติ หรือระบบบำนาญประชาชน หรืออะไรต่าง ๆ ที่จะดูในภาพรวมทั้งหมด และเป็นเรื่องของ การเสนอแนะวิธีทำงานที่สำคัญ คือการไปเชื่อมโยงกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เพื่อจะมาทำงาน ด้วยกัน ซึ่งกระผมกราบเรียนว่าบังเอิญกรรมาธิการชุดที่เริ่มปฏิรูปด้านสังคมและชุมชนและ ชื่อยาว ๆ นี้ มันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องจำนวนมากทีเดียวนะครับ ซึ่งขณะนี้ทางเราก็ได้ไป ทำงานกับหลายชุดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม หรือพระราชบัญญัติคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล ผมคิดว่าจะมีกรณีเช่นนี้อีกหลายเรื่องที่เราจะต้องไปทำงานแบบ เชื่อมโยงซึ่งกันและกันนะครับ ในเรื่องปฏิรูประบบบำนาญแห่งชาตินี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญ ที่จะต้องมีการไปทำงานร่วมกันแน่นอนนะครับ
สุดท้ายผมอยากกราบเรียนว่าเรื่อง กอช. ถ้าโดยสรุปก็คือสภาของเราคง จะต้องมีหน้าที่เสนอตามมาตรา ๒๓ (๑) นะครับ คือเสนอให้รัฐบาลเดินหน้า โดยไม่เอาเรื่อง มาตรา ๔๐ ของ พ.ร.บ. ประกันสังคมมาเป็นตัวอ้างขัดขวางที่จะไม่เดินหน้า ในขณะเดียวกันนั้น ถ้ามาตรา ๔๐ ประกันสังคมยังอยากจะเดินหน้าต่อไป ก็เป็นเรื่องของ พ.ร.บ. นั้น และที่สำคัญ ที่เราฝากก็คือว่าถ้าจะเดินหน้ามาตรา ๔๐ ประกันสังคม ก็จะต้องเป็นการเพิ่ม ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งขณะนี้มีข้อสังเกตว่ามีโอกาสที่จะสวนทางสูงนะครับ ที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อเช้าว่าคนที่มีโอกาสแล้วก็ไปได้โอกาสนั้นอีก เหมือนที่อาจารย์วิริยะ พูดเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้นเป้าหมายหลักที่ควรจะเดินและควรจะไปอย่างรวดเร็วนั้นยังติดขัด ไม่ควรจะเอาเรื่องมาตรา ๔๐ มาเป็นตัวขัดขวางเรื่องนี้ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณครับ
เรื่องนี้สุดท้ายจริง ๆ ก็คือน่าจะเป็นบททดสอบเส้นทางการปฏิรูปงานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติของเราครับว่าเรื่องอย่างนี้ง่าย ๆ ชัดเจนและมีคุณประโยชน์มโหฬาร มหาศาลและเป็นประเด็นปฏิรูปชัดเจนจะเดินหน้าได้ไหม ข้อเสนอของเราจะไปสู่การปฏิบัติ ได้หรือไม่ ถ้าติดขัดไม่เดินหน้าเราก็ต้องมาทบทวนทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยของเรา เหมือนกันนะครับว่าถ้าเรื่องใหญ่กว่านี้สำคัญกว่านี้เราจะเดินหน้ากันได้หรือไม่ครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกอีกครั้งด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เป็นอันว่าในที่ประชุมเราได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นแล้ว ผมคงต้อง ขอความเห็นที่ประชุม ขอมตินะครับ ก่อนจะขอมติขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิก พร้อมแล้ว ขออนุญาตให้ท่านได้ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ กรุณาเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน ด้วยนะครับ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผมขออนุญาตหารือท่านประธานนิดเดียว มติที่เราจะลงนี่เราจะลงเพียงเฉพาะ ที่กรรมาธิการเสนอเรื่องพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ หรือว่าที่เราได้มี การพิจารณา มีผู้เสนอ ซึ่งผมเองก็เสนอว่าควรที่จะต้องมีการขยายเวลาเกษียณจาก ๖๐ ปี เป็น ๖๕ ปี หรือ ๗๐ ปี แล้วแต่กรณี แล้วก็มีผู้อภิปรายเห็นด้วยหมด ขณะเดียวกันก็มีผมได้ เสนอว่าคนต่างชาติที่เขามีคุณสมบัติ มีคุณภาพครบ และเขารักประเทศไทย ทำงานอยู่ใน ประเทศไทย อยากจะเป็นคนไทย อยากจะเป็นสัญชาติไทย ก็ควรที่จะให้เขา ของพวกนี้ เราจะลงมติไปด้วยเลยไหม หรือจะแต่เฉพาะเรื่องเดียว ผมคิดว่าถ้าเราดูเป็นระบบอาจจะ ดีกว่าไหม ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเรียนตอบ ท่านสมาชิกก่อนนะครับ ที่จะขอความเห็นหรือมตินี่เป็นไปตาม ๒ ข้อที่กรรมาธิการเสนอ ส่วนประเด็นที่สมาชิกเสนอเพิ่มเติมเดี๋ยวผมจะสรุป แล้วฝากกลับให้ไปทำการศึกษาต่อ ลงมติวันนี้ไม่ได้แน่เพราะเป็นเรื่องใหญ่มากเลย เอาอย่างนั้นนะครับ เดี๋ยวผมจะขาน เรื่องมติอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ขอทดสอบองค์ประชุมก่อน ถ้าท่านสมาชิกพร้อมแล้วกรุณา ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ กรุณาเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผม จำลอง โพธิ์สุข ครับท่านประธานครับ หมายเลข ๐๕๐ ขอแสดงตนครับ เนื่องจากบัตรมีปัญหาครับ
ของคุณจำลอง ลงไม่ได้นะท่านเลขาธิการ ของคุณจำลองเขาลงไม่ได้ใช่ไหม เครื่องขัดข้องใช่ไหมครับ
ครับ หมายเลข ๐๕๐ ครับ
ขอผลครับ
เรียนท่านประธานครับ ขอแสดงตนครับ หมายเลข ๑๐๕ กดไม่ได้ครับ
มีท่านใดอีกไหมครับ ขอทราบผลนะครับ ตอนนี้เท่าไรครับ ๒๐๖ นะครับ เป็น ๒๐๘ ใช่ไหมครับ รวมทั้ง ๒ ท่าน เชิญครับ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : ขออนุญาตแสดงตนครับท่านครับ บัตรใช้งานไม่ได้ หมายเลข ๐๓๘ ครับ
๒๐๙ เชิญครับ
หมายเลข ๐๘๒ ครับ
ใช้ไม่ได้เหมือนกัน ใช่ไหมครับ เป็น ๒๑๐ ครับ เชิญครับ
ขออนุญาตแสดงตน หมายเลข ๑๔๐ ครับ
เชิญครับ ๒๑๑ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ประทานโทษครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ หมายเลข ๒๒๗ ครับ แสดงตนด้วยครับ
ขออนุญาตครับ แสดงตนครับ หมายเลข ๑๕๓ ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ท่านประธานกรุณาให้แสดงตนใหม่ดีกว่าครับ แล้วก็นับยอดองค์ประชุมใหม่ครับ จะได้พร้อมกัน ท่านประธานครับ สุชาติครับ
ล้างก่อนนะครับ เครื่องมันคงเหนื่อยนะ ขออนุญาตแสดงตนอีกครั้งนะครับ กรุณาใช้สิทธิแสดงตน เสียบบัตร แล้วกดปุ่มแสดงตนนะครับ เชิญครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ได้ผลไหมครับ ช่วยนับของผมไปด้วยอีก ๑ คนนะครับ เท่าไรครับ ๒๑๒ ใช่ไหมครับ ขอส่งผลด้วยครับ ๒๑๓ นะครับ เรียบร้อยนะครับ
เพราะฉะนั้นความเห็นที่จะขอมติตามที่กรรมาธิการเสนอมี ๒ ข้อ ซึ่งปรากฏ เอกสารสรุปหน้า ๔
ข้อ ๑ แจ้งไปยังคณะรัฐมนตรีให้เร่งปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกองทุน การออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ทันที
ข้อ ๒ เสนอเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อติดตามและตรวจสอบ การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นระยะต่อไป
หากท่านสมาชิกเห็นด้วยนะครับ กรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านที่ไม่เห็นด้วย กรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นว่าควรงดออกเสียง กรุณากดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ พร้อมนะครับ เชิญครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีท่านใดยังไม่ได้ ให้ความเห็นไหมครับ ครบถ้วนแล้วขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ เป็นการเริ่มต้นที่ดีนะครับ หลังจากเครื่องทำงานเรียบร้อย ผู้เข้าประชุม ๒๑๒ คน เห็นด้วย ๒๑๒ ไม่เห็นด้วย ๐ งดออกเสียง ๐ แล้วไม่ลงคะแนน ๐ ท่านรองประธาน ทักท้วงว่าไม่ได้รวมเสียงประธาน ประธานงดออกเสียงครับ
ประเด็นที่ท่านสมาชิกเสนอเมื่อสักครู่ผมได้สรุปประมวลอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวจะ หารือกับสมาชิก ผู้เสนอจากทั้งหมด ๒๐ ท่านมีเรื่องสำคัญที่เสนอต่อเนื่องจากเรื่อง พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ สำคัญมากอยู่หลายเรื่อง
เรื่องแรก ผมประมวลทั้งหมดนะครับ เรื่องการดูแล การกำกับ และการบริหาร จัดการกองทุนทั้งหมด มีตั้งแต่เรื่องระบบบำนาญแห่งชาติ เรื่องระบบสวัสดิการ เรื่องระบบ ผู้สูงอายุ รวมทั้งนโยบายการลงทุน เบ็ดเสร็จเลยหลายท่านอภิปรายตรงโน้นตรงนี้ อย่างไรก็ตามที ข้อเห็นสำคัญนี่ขอประทานโทษเถอะ มาจากหลายท่านนะครับ คุณไพบูลย์ คุณสารี คุณกิติพงศ์ และท่านอื่น ๆ ซึ่งรวมรายละเอียดสำคัญ ความจริงมีหลายประเด็น มากเลย เรื่องขอบข่ายครอบคลุมก็ดี เรื่องความยั่งยืนก็ดี และมิติอื่น ๆ อันนี้ต้องมีการศึกษา รายละเอียดทั้งหมดเป็นโฮลิสติก วิว (Holistic view) นะครับ ขออนุญาตใช้คำนั้น
ประเด็นที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุของเรา ซึ่งประเทศกำลังก้าวไปเป็น ประเทศของสังคมผู้สูงอายุ เรื่องการดูแล อายุเกษียณ เรื่องสุขภาพ เรื่องครอบครัว เรื่องการให้มีส่วนร่วมในกิจกรรม เรื่องการจะให้ลูกช่วยดูแลพ่อแม่ยามชรา แล้วอื่น ๆ ทั้งหมดเลยเป็นมิติ ทั้งที่ส่วนปรากฏในกฎหมาย มีส่วนราชการ มีหน่วยงานดำเนินการ อยู่แล้ว และที่ยังไม่มี กับ
เรื่องที่ ๓ อื่น ๆ มี ๒ ประเด็นหลัก ๆ
ประเด็นแรก เป็นการตรวจสอบระบบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยังมีความขัดแย้ง มีช่องโหว่ ยังไม่มีครอบคลุมอะไรก็ตามที
แล้วเรื่องที่ ๒ คือประเด็นที่ว่าการมีกฎหมายบังคับใช้แล้ว มีผู้รักษาการ ตามกฎหมายแล้วแต่ไม่ปฏิบัติจะทำอย่างไร นี่เป็นคำถาม
ผมคิดว่าทั้งหมดนี้มีสมาชิกที่อภิปรายและให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่าน่าจะต้อง กรรมาธิการปฏิรูปสังคมและชื่อยาว ๆ นี่ โดยเฉพาะคำสุดท้ายคือ ผู้สูงอายุ น่าจะต้องเป็น เจ้าภาพดูแลเรื่องนี้ทั้งหมด แต่ก็คงต้องเชื่อมโยงและประสานกับกรรมาธิการอีกหลายชุด ที่เกี่ยวข้อง บางเรื่องกรรมาธิการที่มีการเอ่ยชื่อไว้ก็คือกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมอาจจะต้องรับไปช่วยดู ผมฝากในนามสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ไหมครับ จะให้การบ้านนานเท่าไรครับ การบ้านนี้ให้กรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสไปดูแล้วประสานเรื่องนี้กลับมาเสนออีกเมื่อไร ๓ เดือน ได้ไหมครับ น่าจะเพียงพอ ระบบมันใหญ่มากนะครับ แล้วถ้าประเด็นใดที่เสร็จก่อนก็อาจจะ นำมาเสนอก่อนก็ได้ ขอบคุณแทนสมาชิกทั้งหมดล่วงหน้าครับ สำหรับวันนี้หมดระเบียบ วาระการประชุมแล้วครับ ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม ขอปิดประชุมครับ