สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องประชากรสูงอายุในประเทศไทย โดยระบุว่าประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก และมีการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังระบุว่าประชากรสูงอายุจะส่งผลกระทบต่อแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในเรื่องนี้ โดยเสนอขยายเวลาเกษียณอายุสำหรับคนมีอาชีพที่ไม่เสี่ยงต่ออันตราย เช่น นักวิชาการ แพทย์ ผู้พิพากษา และคนมีอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมาก เช่น 65 ปี นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการออมและวินัยการออม โดยเห็นด้วยกับพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ และต้องการสร้างค่านิยมและทัศนคติที่ไม่ทำลายศักยภาพของผู้สูงวัย เช่น ผู้สูงอายุสามารถมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเพิ่มแรงจูงใจให้คนแต่งงานเร็ว และการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในกิจการงานสาธารณะ และยังหารือเรื่องการดูแลคนชราและเรื่องการส่งเสริมให้คนต่างชาติที่มีคุณภาพได้รับสัญชาติไทย

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ กรรมาธิการได้หยิบเรื่องที่สำคัญ ผมคิดว่าประเทศไทยกำลังจะเป็น ประเทศที่เป็นผู้สูงอายุ และถ้าผมให้สถิติกับท่านประธาน ท่านประธานจะรู้สึกกลัวว่าในอีก ๒๕ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ขณะนี้ท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ถ้าอายุ ๓๕ ปี อีก ๒๕ ปี ท่านก็จะเริ่มเป็นคนชรา ท่านประธานครับ คนไทยมีอยู่ ๖๕ ล้านคน ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย ผู้หญิงเฉลี่ยอายุถึง ๗๗ ปีกว่าจะตาย แต่ผู้ชาย ๗๐ ปีครับโดยเฉลี่ย แล้วก็เฉลี่ยทั้งประเทศ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิงประมาณ ๗๔ ปี แต่คนที่สูงอายุนั่นนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ มีเพิ่มขึ้น เฉพาะคนที่สูงอายุ ๙.๔ เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุ ถัดมาอีก ๕ ปีการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุเป็น ๑๐.๗ เปอร์เซ็นต์ ถัดออกมาอีก ๕ ปี ผู้สูงอายุเกือบถึง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปีที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อีก ๒๕ ปีจะมีคนสูงอายุถึง ๒๐ ล้านคน ท่านลองนึกดูว่า ๒๐ ล้านคนใน ๒๕ ปีข้างหน้า และคนในวัยแรงงานกำลังลดลงจาก ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงแค่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณ ๒๒ ล้านคน ๒๓ ล้านคนที่เป็นวัยแรงงาน แรงงาน ๓ คน ต้องแบกคนแก่ ๒.๗ คน แล้วก็มีลูกอีก ๑ คน เอาไว้คอยอุ้มด้วย คำถามคือ แรงงานของเราใน ๒๕ ปีข้างหน้าเป็นคนที่มีคุณภาพแค่ไหน ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ คนที่มีลูกวันนี้อีก ๒๕ ปีก็อยู่ในวัยแรงงานที่สมบูรณ์คืออายุ ๒๕ ปี ปรากฏว่าขณะนี้ คนที่พร้อมมีคุณภาพไม่นิยมมีลูกหรือมีก็มีคนเดียว แต่คนที่ไม่พร้อมกลับมีลูก จนมีคำพูดกันว่า คนท้องไม่พร้อม ส่วนคนพร้อมนั้นไม่ท้อง แม่วัยใสสถิติออกมาเมื่อ ๒-๓ วันนี้เอง ว่านับตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๕๕ เด็ก ๆ ที่เป็นแม่วัยใสนี่นะครับ ปรากฏว่าคลอดบุตรรวมกัน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ในช่วงปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๕๕ ท่านลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าคุณภาพของคน ที่จะเป็นวัยแรงงานเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยถ้าไม่ปฏิรูปเรื่องนี้ผมว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นที่กรรมาธิการเสนอเรื่องการออมเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อให้คนในเมื่อถึงวัยชรา จะได้มีเงินไว้ดูแลตัวเอง และถึงเวลานั้นจะให้คนในวัยแรงงานจ่ายภาษีผมก็ไม่มั่นใจว่าภาษี จะเพียงพอแค่ไหน และถ้าคุณภาพของคนเป็นอย่างที่ผมพูดในที่สุดวิกฤติการคลังของประเทศก็คงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมันต้องคิดอะไรตั้งแต่ตอนนี้ในเรื่องของการปฏิรูป ผมอยากจะเสนอ ท่านประธานว่าไม่เพียงแต่ที่กรรมาธิการเสนอเฉพาะการออม ผมขออนุญาตท่านประธาน พูดไปถึงเรื่องการปฏิรูปเรื่องนี้พันไปกับการออม การออมนั้นเป็นหนึ่งเท่านั้น ผมขอเสนอ ๗ ประการ

ประการที่ ๑ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้คนสูงอายุที่สุขภาพดีเพราะเทคโนโลยี ทันสมัยขึ้น คนแข็งแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นรัฐจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาเกษียณ ผมไม่ได้ หมายความว่าขยายเวลาเกษียณให้จำนวนผู้สูงอายุมันน้อยลง แต่ด้วยข้อเท็จจริงว่า คนสูงอายุมีสุขภาพดีขึ้น ท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ก็เกิน ๖๐ ปีเยอะแยะ ยังกระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉงทำงานได้ ช่วยบ้านช่วยเมืองปฏิรูปได้ เพราะฉะนั้นเราอาจจะขยายเป็น ๖๕ ปีก็ได้ และบางอาชีพอาจจะเป็น ๗๐ ปีก็ได้ เช่น อาชีพนักวิชาการ แพทย์ ผู้พิพากษา หรือคนที่ใช้ความคิดแต่ว่าไม่ได้ใช้แรงงาน แต่ผู้ที่อยู่กับเครื่องจักรและความเสี่ยงอาจจะ ขยายไป ๖๕ ปีก็ย่อมจะทำได้ และขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เขาสามารถจะเกษียณอายุ ตัวเองก่อนได้ ๕๕ ปีก็ทำได้ เพราะฉะนั้นระบบจะยืดหยุ่นมากขึ้นในเรื่องนี้ และรัฐก็ควรจะ ส่งเสริมให้เอกชนช่วยกันทำเหมือน ๆ กันไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานของรัฐโดยให้แรงจูงใจ นั่นเป็นประการที่ ๑ ท่านประธาน

ประการที่ ๒ ต้องส่งเสริมการออมและวินัยการออมอย่างแท้จริง ผมเห็นด้วย กับท่านประธานกรรมาธิการว่าพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติเป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่ใช่มาตรา ๔๐ ของพระราชบัญญัติประกันสังคม ผมจะไม่พูดซ้ำเพราะท่านพูดมาเยอะแล้ว ท่านประธานครับ ผมนี่เคยนั่งสนทนาระดมความคิดกับผู้ที่เป็นแม่บ้าน แท็กซี่ รับเหมา เย็บเสื้อผ้า แรงงานรับจ้างก่อสร้าง พวกนี้ไม่ได้อยู่เป็นแรงงานในระบบที่มีนายจ้างอยู่ใน ระบบบริษัท ที่มีระบบในการหักเงินเดือนและบริษัทจ่ายบางส่วนแล้วรัฐเติมอีกบางส่วน ที่เรียกว่าสวัสดิการสังคม แต่คนพวกนี้ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย ยามชรานี่จะมีปัญหามาก แล้วอย่างที่ผมกราบเรียนว่า ๒๕ ปีจะหวังให้เด็กคอยดูแลหรือรัฐจะดูแลอาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาตินี่สำคัญมาก แล้วก็เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดแล้วว่ามาตรา ๔๐ ที่ไปขยายเวลานี่ มันทำให้ผมได้ยินกับหู เลยว่ามีคนไปสมัคร ตัวเลขนี่ต่างกับท่านประธานนิดหนึ่ง เขาไปสมัครเขาจ่าย ๓,๒๐๐ บาท พอ ๓๒ เดือนย้อนหลัง เขาบอกว่าเดี๋ยวรัฐก็เติมอีก ๓,๒๐๐ บาท เสร็จแล้วเขาก็จะลาออก เขาก็จะได้ ๖,๔๐๐ บาท ผมได้ยินกับหูเลย ตกลงเรื่องนั้นมาตรา ๔๐ ของพระราชบัญญัติ ประกันสังคมมันไม่ใช่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการช่วยผู้ที่จะเกษียณอายุจะได้มีเงินเอาไว้ เก็บออมไว้ใช้ในยามที่แก่เฒ่า

ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ผมคิดว่าเราต้องสร้างค่านิยม สร้างทัศนคติ ที่ไม่ทำลายศักยภาพที่แท้จริงของผู้สูงวัย อาทิ ผู้สูงอายุสามารถมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ

ประการที่ ๔ จะต้องส่งเสริม สร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวที่มีความพร้อม เร่งที่จะให้มีลูกทันทีเมื่อแต่งงาน มันต้องกลับกันกับสมัยที่คุณมีชัยทำตอนนั้น คนที่มี ความพร้อมต้องเร่งที่จะมีลูกทันทีเมื่อแต่งงาน ถามว่ารัฐจะทำอย่างไรได้ มีอาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิตเคยเสนอว่าให้เก็บภาษีคนโสด คนก็ฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมลองพิจารณาอีกทางหนึ่งก็คือให้ส่วนลดหย่อนภาษีสำหรับคนที่มีบุตร สำหรับคน แต่งงานแล้วมีบุตร เพิ่มส่วนลดหย่อนภาษี ท่านประธานก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ท่านประธาน จะเข้าใจดีว่ามันก็มีผลเช่นเดียวกันกับเก็บภาษีคนโสด แต่ไปให้แรงจูงใจในทางบวกกับคน ที่มีบุตรแล้วก็แต่งงาน เพราะฉะนั้นตรงนี้จะช่วยทำให้ลดภาระและเป็นซิกเนิล (Signal) หรือเป็นการส่งสัญญาณให้คนที่มีคนที่ต้องจ่ายภาษี ก็คือคนที่มีรายได้พอสมควรจะเร่งที่จะมีลูก

ในประการถัดไปครับท่านประธานครับ จะต้องส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วม ในกิจการงานสาธารณะที่เหมาะสม เช่น งานในสถานศึกษา ชุมชน ชาวบ้าน ถ้าได้ผู้ชรา หรือผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์เข้าไปช่วยในโรงเรียน เข้าไปช่วยในสถานศึกษา ผมคิดว่า ผู้สูงอายุนั้นจะดีใจด้วยซ้ำที่ได้ไปทำงานร่วมกับลูก ๆ หลาน ๆ และขณะเดียวกันเด็กก็จะได้ ประสบการณ์จากผู้สูงอายุด้วย

ในประการที่ ๖ ผมคิดว่าต้องส่งเสริมวัฒนธรรมและแนวทางที่จะให้ลูกดูแล พ่อแม่ในยามชรา เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเน้น แม้เราจะยังดีกว่าประเทศ ในตะวันตก แต่ก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้แต่ละคน คนละไม้คนละมือมีส่วนร่วมในการดูแล คนชราในอนาคต และขณะเดียวกันแน่นอนครับท่านประธานจะหวังให้ครอบครัวดูแลหมด ไม่ได้ บ้านพักคนชราในแต่ละสถานะจะต้องได้รับการดูแล เพราะในอนาคตเกิดปัญหา แน่นอนที่จะมีคนชรามากมาย และเรากำลังจะมีคนชราจากญี่ปุ่นและประเทศอื่นที่อยาก เข้ามาตั้งบ้านพักคนชราในประเทศไทย เพราะฉะนั้นบ้านพักคนชราอย่างขณะนี้ ที่สวางคนิวาสก็เป็นบ้านพักคนชราสำหรับคนมีสตางค์ ซึ่งก็เป็นระบบที่ดีครับ ก็ส่งเสริมไป ถ้าเขาจะช่วยตัวเขาเอง ท่านประธานคงทราบใช่ไหมครับว่าที่สวางคนิวาสร่วมกันกับกาชาด ร่วมกันกับผู้ที่เข้าไปเหมือนกับว่าไปจ่ายเงินแล้วก็เช่าอยู่จนเสียชีวิต มีระบบการดูแลรักษา และเมื่อเสียชีวิตแล้วก็จะต้องส่งคืน คนอื่นเขาก็จะมาใช้ต่อ ผมคิดว่าต้องคิดเรื่องนี้กันให้ มากขึ้นนะครับ หวังแต่ส่งเสริมให้ลูกดูแลพ่อแม่อย่างเดียวก็คงจะไม่พอ

ประการถัดไปครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าจะต้องเริ่มคิดที่จะให้คน ต่างชาติที่มีคุณภาพแล้วก็มีความประสงค์ที่จะอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวรซึ่งมี ได้ให้เขา ได้รับสัญชาติไทย ท่านประธานครับ เราจะสร้างจุดเปลี่ยน เมื่อเราเห็นปัญหาชัด ๆ นิวซีแลนด์ก็ดี ออสเตรเลียก็ดี สิงคโปร์ก็ดี ถ้าคนที่มีคุณภาพเข้าไปทำงาน มีทรัพยากร จำนวนหนึ่ง เขาชวนเลยว่ามาเป็นคนของเขาเลยได้ไหม อย่ามานั่งแต่ทำงานประเทศเขาแล้ว ส่งเงินกลับบ้าน เขาจะได้รู้สึกมีส่วนร่วมรักประเทศแล้วเขาจะได้ตั้งถิ่นฐานในที่นั้น ท่านประธานครับ ถ้าเราสามารถจะวางกฎเกณฑ์เอาคนที่มีคุณภาพ ผมเน้นนะครับ ที่เข้ามา อยากจะทำงานในประเทศไทย ควรจะต้องพิจารณาในเรื่องนี้ ไม่ใช่หวงกันอย่างเดียวว่า เราจะให้สัญชาติไทยกับเขาหรือ ก็ต้องพิจารณากันในอนาคตในประเด็นนี้ด้วย นี่คือ จุดเปลี่ยนประเทศไทยประการหนึ่ง

สุดท้ายครับท่านประธานครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้เสริมกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการเน้นแต่เรื่องพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติอย่างเดียว ซึ่งผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเติมเพื่อให้เห็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยให้ได้ เพราะเรื่องนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นแน่ ๆ ประเทศไทยจะมีปัญหาเรื่องนี้แน่ ๆ ถ้าไม่ปฏิรูป

สุดท้ายอยากจะเรียนข้อคิดของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เขียนชรากถา หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์บอกว่าอยู่ ๑๐ ประการของคนที่ชรา กฎของการใช้ชีวิตในวัยทอง อย่างมีความสุข คือ ๑. อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัวและเป็นอิสระ ๒. ถือครองเงินฝากธนาคารและทรัพย์ไว้กับตัว ๓. อย่าไปคาดหวังลูกเต้าจะดูแลตอนแก่ ๔. หาเพื่อนเพิ่มครบทุกวัย แล้วก็ ๕. อย่าเอาเปรียบตัวเองกับคนอื่น ๖. อย่าไปยุ่งวุ่นวาย กับชีวิตลูก ๗. อย่าเอาความชรามาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกร้องความเคารพนับถือและ ความสนใจ ๘. ให้ฟังเสียงผู้อื่น แต่ให้วิเคราะห์และปฏิบัติตามที่คิดอย่างอิสระ ๙. ให้สวดมนต์ แต่อย่าร้องขอจากพระ และ ๑๐. ข้อสุดท้ายคืออย่าเพิ่งตาย ขอบพระคุณครับ