สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาสำหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเรื่องการออมเงินและให้ความรู้แก่เด็กและนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะจบ และยืนยันการสนับสนุนความคิดของอาจารย์เจิมศักดิ์ โดยเสนอแนวทางต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้ทำงานในประเทศไทย

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์

ขออภัยครับท่านประธาน ผมไม่ได้ใช้หลายวัน ก็เลยลืมบัตร กราบเรียนท่านประธานนะครับ แล้วก็ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ ในส่วนของ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุนะครับ แล้วก็เรื่องของที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ได้กระทำมา ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะว่าตอนนี้ผมยังไม่สูงอายุนะครับ แล้วก็ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นกับผมในอีก ๒๐-๒๕ ปีข้างหน้า เพียงแต่ว่าผมมีประเด็นอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่ขอกล่าว อย่างชัดเจนนะครับ

ประเด็นแรก ผมคงจะต้องบอกว่า พ.ร.บ. ต่าง ๆ หรือกองทุนต่าง ๆ ที่เรา จัดทำขึ้นมันเป็นเรื่องของแรงจูงใจซึ่งอันนั้นดีมาก แต่อีกอันหนึ่งที่ผมอยากเห็นมากก็คือ เรื่องของการให้เขาออมเองด้วย การที่จะทำให้เขาออมเองด้วยมันต้องขึ้นอยู่กับว่า เราให้ความรู้เขาเพียงพอหรือไม่ ผมทำงานด้านการศึกษามาตลอด นิสิตปี ๔ ที่ผมสอนอยู่นี่ ผมถามเรื่องเกี่ยวกับการออมรู้ไหมว่าจบไปเสร็จแล้วทำงานแล้วจะต้องไปออมอย่างไร เด็กแทบจะไม่มีความรู้ใด ๆ กับเรื่องนี้ การศึกษาของเราที่ให้การศึกษากันมาเยอะแยะ มากมาย เรียนอะไรกันเยอะแยะ จนจบปี ๔ กำลังจะออกไปทำงาน กลับไม่มีความรู้ในเรื่อง ว่าต้องออมเงินเผื่อไว้สำหรับชีวิตในวัยชราหรืออื่น ๆ อีกมาก ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ก็ต้องฝากรบกวน ในเรื่องของการให้ความรู้กับเด็ก ไม่ต้องเด็กเล็ก ๆ ก็ได้ เอาเด็กนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะจบไปนี่ โดยอาจจะบรรจุไปอยู่ในส่วนหนึ่งของการศึกษาหรือใด ๆ ก็ตามที่ทำให้นิสิตนักศึกษาของเรา ที่กำลังจะเรียนจบมีความรู้พื้นฐานในเรื่องการออม มีความรู้พื้นฐานว่าเขาต้องใช้ชีวิต ในวันข้างหน้าอย่างไร ตรงนั้นเป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะว่ามันจะเป็นการทำให้เขากลัวต่อ อนาคต ทำให้เขารู้หนทางที่จะหลีกเลี่ยงอนาคตอันน่ากลัวได้ตรงนั้น อันนั้นคือจุดแรก นะครับ

ส่วนที่ ๒ ผมก็คงต้องบอกชัดเจนว่าผมสนับสนุนความคิดของอาจารย์ เจิมศักดิ์และอีกหลายท่านด้วยที่บอกว่าเราควรจะขยายเวลาในการเกษียณอายุ ด้วยเหตุผล ง่าย ๆ ผมทำงานอยู่กับภาคการศึกษา หน่วยงานที่ผมรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ ผมเป็นหัวหน้าภาคมาหลายปีนะครับ สิ่งที่ผมพบก็คือว่าเรามีนิสิตจบมา เรามีการจบมาส่งไป เรียนต่อกว่าจะกลับมาอายุ ๓๘-๔๐ ปีกว่าจะจบปริญญาเอกกลับมา เริ่มสอนจริง ๆ กว่าจะเรียนรู้เทคนิคการสอน ไป ๆ มา ๆ เราปั้นเด็กคนหนึ่งขึ้นมาจนจบมาเป็นอาจารย์ ระดับปริญญาเอก มีความรู้ความชำนาญด้านการสอนเราเหลือเวลาใช้งานพวกท่านเหลือแค่ ๑๕ ปี ๑๕ ปีสำหรับการเรียนการสอนตั้งแต่ ป. ๑ ก่อนที่จะกลับคืนการศึกษาให้กับสังคม มันสั้นมากนะครับ ๑๕ ปี แล้วหลายท่านอายุ ๖๐ ปีต้องเกษียณทั้งที่ท่านเหล่านั้นมีความรู้ ความสามารถมหาศาล แล้วกำลังอยู่ในวัยที่สามารถจะให้อะไรกับสังคมผ่านการศึกษาได้ อย่างมาก แต่เราจำเป็นต้องเกษียณด้วยกติกาอะไรก็ไม่รู้โดยที่เอาตัวเลขของอายุมาเป็นเกณฑ์ ว่าหมดเวลาของคุณแล้ว ซึ่งจริง ๆ แล้วผมว่าตรงนี้ประเทศไทยจะได้ประโยชน์เยอะแยะ มากมายมหาศาล หากเราสามารถที่จะเลือกคนดีมีระบบให้คนดีคนที่มีกำลังใจอยากทำงาน ให้สังคมต่อได้โดยที่ไม่เอาตัวเลข ๖๐ มาเป็นตัวเลขเกณฑ์ว่าคุณไม่สามารถจะให้อะไรกับ สังคมอีกแล้ว ต่อจากนี้คุณคือวัยชรา วัยชรากับวัยทำงานไม่ใช่วัยเดียวกัน ในความคิดของผม หรือแม้กระทั่งคนชราด้านอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ ในญี่ปุ่นเขาก็จะมีโน่นนี่นั่นให้ทำ เข้าพิพิธภัณฑ์ที่ผมเห็นก็มีแต่โวลันเทียร์ (Volunteer) เต็มไปหมดเป็นคนชราที่เข้ามาช่วย คือมันไม่ใช่เกี่ยวกับเงินอย่างเดียวครับ มันเกี่ยวกับว่าให้เขารู้สึกว่าเขามีประโยชน์ต่อสังคม ตรงนั้นสำคัญมาก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ศูนย์การท่องเที่ยวทั้งหมดเป็นคนที่วัยเกินเกษียณ ไปแล้วมาพูดคุยกับนักท่องเที่ยว อันนั้นก็คืออีกอันหนึ่งที่อยากชี้ให้ชัดว่าเราควรจะต้องหา อะไรที่จะทำให้ผู้สูงอายุของเรามีความสุข ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินอย่างเดียว เงินแน่นอนว่า มันเป็นหลักประกัน แต่ความสุขคือสิ่งสำคัญ และความสุขก็ไม่ใช่หมายความว่ามานั่งให้ ลูกหลานมาอยู่รอบ ๆ ตัวอย่างเดียว ความสุขหมายถึงว่าเขายังคิดว่าเขามีช่องทางที่จะทำ ประโยชน์ให้กับสังคมได้ นั่นคือความสุขของคนที่เกิดมาทำงานตลอดชีวิตแล้วเกษียณไปแล้ว รู้สึกว่าเคว้งคว้าง ตรงนั้นเป็นจุดที่สำคัญมาก

สุดท้ายนะครับ ผมก็ยังสนับสนุนความคิดของอาจารย์เจิมศักดิ์ว่าชาวต่างชาติ มีจำนวนมากที่เข้ามาประเทศไทยแล้วก็อยากมาเป็นคนไทยด้วยใจรัก โดยอยากทำงานให้ ประเทศไทย ตรงจุดนี้เราน่าจะเปิดช่องทางต่าง ๆ หาแนวทางต่าง ๆ ผมมี ๓ ประเด็น ขอบคุณท่านประธานครับ