สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗

ไพบูลย์ นลินทรางกูร หารือเรื่องระบบบำนาญภาคแรงงานนอกระบบ และเสนอแผนปฏิรูประบบบำนาญของประเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มความครอบคลุมของระบบประกันสังคม

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ไพบูลย์ นลินทรางกูร สปช. ด้านเศรษฐกิจครับ ผมเห็นด้วยนะครับอย่างยิ่งเลยกับที่ท่านประธาน กรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ท่านอำพล จินดาวัฒนะ ได้นำเสนอเมื่อครู่นี้นะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ ได้อภิปรายไปนะครับ เพราะว่าระบบบำนาญภาคแรงงานนอกระบบตอนนี้เป็นระบบบำนาญ ที่อ่อนแอที่สุดในประเทศไทยอยู่แล้วนะครับ การผ่าน พ.ร.บ. หรือการนำ พ.ร.บ. นี้มาใช้ก็จะ เติมเต็มในจุดนั้นนะครับ แต่จริง ๆ แล้วที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือผมอยากจะเสนอให้ สปช. เราคิดเรื่องใหญ่กว่านี้นะครับ ผมอยากให้พวกเราทำเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญของ ประเทศเลย ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้เป็นที่เราได้ถกกันในกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและ การคลังนะครับ เพราะอะไรผมถึงเรียนนำเสนออย่างนี้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราดูจาก ระบบบำนาญของประเทศไทยในวันนี้จะเห็นได้ว่าเป็นระบบบำนาญที่ไม่มีประสิทธิภาพเลย เพราะอะไรครับ ธนาคารโลกซึ่งเป็นผู้นำความคิดเรื่องการทำระบบบำนาญได้พูดไว้ชัดเจนว่า ระบบบำนาญที่ดีของแต่ละประเทศจะต้องเป็นระบบบำนาญที่มี ๓ องค์ประกอบ ข้อแรก คือความเพียงพอ ข้อที่ ๒ จะต้องมีความครอบคลุม และข้อที่ ๓ คือจะต้องมีความยั่งยืน

เราลองมาดูเรื่องความเพียงพอ หรือภาษาอังกฤษที่เขาใช้ว่า แอดดิเควซี (Adequacy) นี่นะครับ ความเพียงพอก็คือว่าเงินที่ได้รับหลังเกษียณจะต้องสูงพอต่อการยังชีพ และทำให้การรักษาคุณภาพชีวิตยังทำได้อยู่ ธนาคารโลกได้ระบุไว้ชัดเจนว่าเงินที่ได้ หลังเกษียณควรจะอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เคยได้อยู่ก่อนเกษียณ แต่ถ้ามาดู ข้อเท็จจริงของประเทศไทยจะเห็นว่าระดับการได้เงินเปอร์เซ็นต์ตรงนี้ต่ำกว่ามากนะครับ

ข้อที่ ๒ ในเรื่องของความครอบคลุมนะครับ แน่นอนกองทุนการออมแห่งชาติ ก็จะช่วยทำให้แรงงานนอกระบบเข้ามาเติมเต็มความครอบคลุมตรงนี้ได้ แต่ถามว่าเพียงพอ หรือยัง ก็ยังไม่พออีกนะครับ เพราะตอนนี้ข้าราชการมีแล้วนะครับ แรงงานนอกระบบ ถ้ากฎหมายตัวนี้นำมาใช้ก็จะมี แต่ว่าในส่วนอื่นจะมีน้อยมากนะครับ ถึงแม้เราบอกเรามี ระบบประกันสังคม แต่ระบบประกันสังคมหลังจากเกษียณแล้วเราจะได้แมกซิมัม (Maximum) เลยนะครับ มากสุดคือเดือนละ ๓,๐๐๐ ถึง ๔,๐๐๐ บาท แน่นอนมันถือว่า ไม่ครอบคลุมแน่นอนนะครับ ฉะนั้นความครอบคลุมยกตัวอย่างง่าย ๆ คือกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพภาคเอกชน ตอนนี้เป็นภาคสมัครใจ มีสมาชิกอยู่ประมาณแค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ยังไม่ใช่ภาคบังคับนะครับ อันนี้ผมยกตัวอย่างก่อนนะครับ

ข้อที่ ๓ คือเรื่องความยั่งยืน หรือ ซัสเตนอะบิลิตี (Sustainability) ความยั่งยืนก็คือระบบที่จะต้องไม่เป็นภาระที่มากเกินไปต่อภาครัฐและภาคเอกชนใน การแบกรับภาระการคอนทริบิวต์ (Contribute) เงินเข้าไปในกองทุนนี้นะครับ แต่ของประเทศไทย ผมเชื่อว่าไม่ได้มีการศึกษาอย่างดีพอว่าภาระต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะต้องมีที่จะต้องเอามาจ่ายให้ ในระบบบำนาญมีมากน้อยแค่ไหนนะครับ ตรงนี้ผมก็เลยคิดว่าถ้าจะทำเรื่องนี้แล้วผมขอ เสนอให้ทำเป็นเรื่องการปฏิรูประบบบำนาญของประเทศ โดยสิ่งแรกที่จะต้องทำคือจะต้องมี การจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อกำกับดูแลระบบบำนาญของชาติ คือตอนนี้ระบบบำนาญบ้านเรา ทำกันอย่างกระจัดกระจาย เรามี กบข. ซึ่งทำของข้าราชการ เรามีกองทุนประกันสังคม ซึ่งอยู่อันเดอร์ (Under) กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ซึ่งทำเรื่องประกันสังคมและ บำนาญบางส่วนด้วย เรามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเอกชนเพื่อพนักงานภาคสมัครใจ และเรากำลังจะมีกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมันไม่ได้ซิงค์ (Sync) กันเลย ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างกำกับดูแล และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าเวลาทำเรื่องบำนาญหลาย ๆ ครั้งนี่ เราไม่ได้ดูในเรื่องรายละเอียด อย่างระบบประกันสังคมในเรื่องของอัตราสะสมต่าง ๆ ก็ใช้กัน มาเป็นเวลานาน อย่างที่ผมเรียนไปแล้วพอหลังเกษียณแล้วคนที่ใส่เงินเข้าไปเยอะที่สุดจะได้ คืนประมาณ ๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน ก็ไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอหรือเปล่าต่อการยังชีพนะครับ ฉะนั้นจะต้องเป็นการดูแบบบูรณาการเพื่อให้มีความมีประสิทธิภาพ จะต้องดูใหม่ทั้งหมด รวมไปถึงนโยบายการลงทุนด้วย ซึ่งตอนนี้ก็เป็นปัญหามากนะครับ เพราะว่าตอนนี้เรามี กฎระเบียบค่อนข้างมากว่าเงินที่ได้ในระบบกองทุนประเภทเหล่านี้สามารถไปลงทุนอะไร ได้บ้าง แต่ผลตอบแทนที่ได้คืนมาเราไม่ค่อยใส่ใจกัน ซึ่งหลาย ๆ ประเทศได้พรูฟ (Prove) แล้วว่าถ้าผลตอบแทนที่ได้กลับคืนมาให้กองทุนมันไม่มากเพียงพอ มันก็อาจจะไม่สามารถ ที่จะนำเอาไปจ่ายผลประโยชน์ที่เคยคอมมิต (Commit) ไว้ และโดยเฉพาะประเทศไทย เรามีการให้ระบบตอบแทนแบบเขาเรียก ดิไฟน์ เบเนฟิต (Define benefit) นี่บอกชัดเจนว่า คุณจะได้เงินเท่าไรหลังเกษียณ ซึ่งตรงนี้ที่มาของเงินจะต้องตอบให้ได้ชัดเจนนะครับ ฉะนั้นผมคิดว่ามันถึงเวลาที่จะต้องมาดูเป็นระบบ และโดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ภาคเอกชน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเป็นภาคบังคับ ตอนนี้มีสมาชิกแค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ขณะที่เอกชนมีพนักงานไม่รู้กี่ล้านคนนะครับ ฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้มันถึงเวลาที่ควรจะทำ ทุกอย่างเป็นระบบใหญ่ เราคงจะไม่ต้องการให้เหมือนกับประเทศกรีซ ซึ่งกรีซมีโอกาส ในการปฏิรูประบบบำนาญตัวเองมาหลายโอกาสเหลือเกินแต่เลือกที่จะไม่ทำ วันที่กรีซเข้าสู่ วิกฤติ ซึ่งเราทราบกันดีประมาณ ๗ ปีที่แล้ว ระบบบำนาญของเขา รัฐบาลเขามีภาระ ที่จะต้องจ่ายบำนาญให้กับประชาชนเขานี่คิดเป็น ๑๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ณ วันนั้น มันเลยอยู่ไม่ได้นะครับ ฉะนั้นตอนนี้ผมคิดว่ากองทุนการออมแห่งชาติเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่มันเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของจิกซอว์ (Jigsaw) ที่ถ้าผมคิดว่า สปช. จะทำเรื่องปฏิรูปจริง ๆ นี่ ผมไม่อยากแค่ผลักดันเสนอกฎหมายชุดนี้เข้าไปให้มันออกมานำใช้ ผมอยากให้เราคิดต่อ ใช้เวลาอีกนิดหนึ่งแล้วก็ทำเป็นเรื่องปฏิรูประบบบำนาญของประเทศ แล้วนำเสนอเป็นชุดใหญ่ ผมคิดว่าอันนี้ไม่ใช่ควิก วิน แต่ถ้าเรากำลังจะทำเรื่อง ๑๐ ปี ๒๐ ปีจากนี้ ผมคิดว่า มีความจำเป็นที่จะต้องดูเรื่องนี้อย่างเป็นระบบครับ ขอบคุณมากครับ