พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการออมเพื่อใช้ยามชรา โดยเห็นด้วยกับเจิมศักดิ์ที่เสนอว่าควรทบทวนอายุการทำงานและเปิดช่องให้คนที่ถึงวัยเกษียณที่ยังมีกำลังวังชาอยู่สามารถทำงานได้ พิสิฐ ลี้อาธรรม ย้ำว่าบ้านเราน้อยเกินไป จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการออมเพื่อใช้ยามชรา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกเลขที่ ๑๕๗ ผมมีความรู้สึกดีใจนะครับที่ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูป สังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส และท่านสมาชิกอีกหลายท่าน ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ เพราะว่าเป็นประเด็นที่ผมให้ความสนใจมาเป็นเวลา ช้านานนะครับ ผมอยากขออนุญาตใช้เวลาเพื่อที่จะได้เรียนให้ข้อมูลนะครับ เพื่อประกอบ การสนับสนุนท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ จริง ๆ เรื่องของการออม เพื่อใช้ยามชรานี่นะครับ กระทรวงการคลังในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีชวนก็ได้มีการริเริ่ม ในเรื่องนี้ โดยทางเอดีบี (ADB) นี่นะครับได้ให้ทุนในการไปศึกษา แล้วเราก็ได้ว่าจ้างโดย กระทรวงการคลังว่าจ้างทางเดอะลอยด์นี่ทำการศึกษาจนกระทั่งเรื่องนี้ออกมาเป็นนโยบาย ที่ชัดเจน แล้วก็ได้มีการนำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เป็นมติคณะรัฐมนตรีที่จะให้มีการออม เพื่อใช้ยามชราสำหรับประชาชนที่ไม่อยู่ในระบบ เช่น ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม หรือ กบข. เป็นต้น แต่ก็ปรากฏว่าในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมาเรื่องนี้ก็ไม่ได้มีความก้าวหน้า เมื่อตอนที่กระผม อยู่ในสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุดที่ ๒ เราก็ได้มีการจัดการศึกษาเรื่องนี้ โดยมีอาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาทำการศึกษา ก็มีข้อเสนอ ที่ชัดเจน แล้วก็ไม่ได้มีการสานต่อนะครับ จวบจนกระทั่งมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หลายท่านในที่นี้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนะครับ ก็ได้มีการบรรจุไว้ในมาตรา ๘๔ (๔) ที่ว่า รัฐจะต้องจัดให้มีการออมเพื่อใช้ยามชราอย่างทั่วถึง แต่ก็ปรากฏว่าใน ๗ ปีที่ผ่านมานี่ครับ ระบบนี้ก็ยังเป็นแค่อยู่ในกระดาษก็ยังไม่ได้มีความก้าวหน้า ซึ่งวันนี้ที่ท่านนำเสนอขึ้นมาผมจึง เห็นด้วยทุกประการ แล้วก็อยากจะเห็นการผลักดันเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะประเทศไทยเป็น ประเทศที่คู่กับสิงคโปร์ในอาเซียน ๑๐ ประเทศที่เรากำลังมีประชาชนที่อยู่ในวัยชรามากขึ้น เรื่อย ๆ สิงคโปร์เขาโชคดีที่เขามีระบบการบังคับการออมที่เรียกกันว่า เซ็นทรัล โพรวิเดนต์ ฟันด์ (Central Provident Fund) ทุกคนในสิงคโปร์ที่ทำงานจะมีเงินเก็บ โดยเวลาทำงานจ่าย ๒๐ เปอร์เซ็นต์จากเงินเดือน แล้วก็นายจ้างจ่าย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาก็เอาเงินนี้ไปบริหาร เพราะฉะนั้นคนสิงคโปร์ทุกคนที่เกษียณอายุจะไม่ต้องไปพึ่งพา ลูกหลานเพราะว่ามีเงินรออยู่ พูดง่าย ๆ คือคนสิงคโปร์แก่แล้วนี่รวย แต่บ้านเราซึ่งมี โครงสร้างประชากรพอ ๆ กัน อย่างที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่าเราจะมีจำนวนคนชรา มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัดส่วนกับประชากร แต่เราไม่มีระบบการออมที่เพียงพอและทั่วถึง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะว่าประเทศสมาชิก อาเซียนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เหล่านี้เป็นต้น ยังมีประชากร ที่อยู่ในวัยเด็ก วัยทำงานจำนวนมาก พูดง่าย ๆ ก็คือเขายังไม่ได้เข้าสู่สังคมวัยชราแบบที่บ้านเรา กับสิงคโปร์จะประสบ อันนี้จะมีผลที่ค่อนข้างจะใหญ่หลวงมากกับอนาคตของบ้านเราในเรื่อง ของการรวมกับอาเซียน แล้วก็ประเทศบางประเทศ อย่างเช่นจีนซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยพยายาม จะจำกัดการเพิ่มประชากร แต่ช่วงหลังนี้จีนก็มีประเด็นในเรื่องของการมีสังคมวัยชราเช่นกัน เขาจึงได้มีการผ่อนคลายนโยบายการบังคับไม่ให้มีลูกเกิน ๑ คน โดยเปิดโอกาสให้ท้องถิ่น ต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาคของจีนไปเลือกนโยบายกันเองว่าจะส่งเสริมให้คนมีลูกกันอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่เราจะต้องมองนโยบายประชากรจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมจึงเห็นด้วยกับที่ท่านสมาชิก ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ท่านเจิมศักดิ์ที่ได้เสนอว่า เราควรต้องทบทวนในเรื่องของอายุการทำงาน เพราะทุกวันนี้อายุ ๖๐ ก็ต้องถือว่ายังมี กำลังวังชาอยู่ค่อนข้างจะมาก เราน่าจะต้องมีการเปิดช่องตรงนี้ หลายประเทศอย่างเช่น ที่สหรัฐอเมริกาเขาถือว่าการไปเขียนข้อกำหนดเรื่องอายุมันเป็นการไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญที่ว่าทุกคนจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะต้องดูว่าคนที่ถึงวัย ที่ว่าเกษียณจริง ๆ ถ้ายังทำงานได้น่าจะเปิดช่องนะครับ หรือถ้าเกิดจะขอเกษียณก่อนอายุ ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ ท่านประธานเองก็อยู่ในแวดวงการศึกษาก็จะเห็นได้ว่าโพรเฟสเซอร์ (Professor) เก่ง ๆ อย่างเช่นที่ได้รับรางวัลโนเบล ไพรซ์ (Nobel Prize) ด้านต่าง ๆ ล้วนแต่ อายุเกิน ๖๐ ปี ๗๐ ปี เพราะเขาใช้ประสบการณ์ตลอดชีวิตมาสร้างสมความรู้พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ในช่วงปลายนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่ประเทศไทยที่จะต้องมีการเปลี่ยน ความคิดในเรื่องนี้ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมเคยไปพูดให้กับชุมชนแห่งหนึ่งฟัง ในเรื่องของการออมเพื่อใช้ยามชรา ปรากฏว่ามีคนชรามาฟังเยอะแยะเลย ผมก็ต้องให้ ความผิดหวังกับเขาว่าที่ผมพูดนี่ไม่ได้ให้คนชราฟังนะครับ เพราะผมต้องการให้คนเด็ก ๆ คนที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มวัยสาวฟังว่าเขาจะต้องมีการออมเพื่ออนาคตที่ว่าเมื่อถึงวัยชราแล้วจะได้ มีเงินใช้สำหรับตัวเอง เพราะเงินที่เขาออม ๑ บาทในยามทำงานมันจะไม่ใช่ ๑ บาทในยาม เกษียณ แต่มันจะต้องมีการบริหารจัดการเพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นให้กลายเป็น ๑๐ บาท หรือ ๒๐ บาท ถ้าเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นการออมแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญมาก แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้เราก็จะ เห็นแนวคิดในเรื่องนี้ของบ้านเรายังสับสนอย่างมาก อย่างเช่น ล่าสุดที่มีการออกกฎหมาย กบข. ให้ข้าราชการที่ควรจะอยู่ในระบบ กบข. มีสิทธิออกนอกระบบได้ ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่า มันเป็นการสวนทางกับแนวคิดเรื่องนี้อย่างชัดเจนนอกเหนือจากเรื่องของประกันสังคม มาตรา ๔๐ ที่ท่านประธานได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการสวนแนวคิด ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยกับท่านสมาชิกก่อนหน้านี้ที่เสนอให้เราต้องมี การจัดระบบเรื่องนี้กันให้ดีโดยมีการตั้งองค์กรดูแลเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราจะดูแลแค่การกำกับ อย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีหน้าที่ในการส่งเสริมพัฒนาเพื่อจะให้การออมมีอย่างทั่วถึง เพราะอย่างที่ท่านประธานกล่าวนะครับว่ามีประชาชนคนไทยแค่ ๑ ใน ๓ ที่อยู่ในวัยแรงงาน เท่านั้นที่มีระบบ อีก ๒ ใน ๓ ยังไม่อยู่ในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบที่จะต้องมี การบังคับการออม แล้วก็เงินที่ออมไม่ว่าจะเป็นในระบบของประกันสังคม หรือในระบบของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในหลาย ๆ ที่ก็ยังไม่เพียงพอ ก็คือยังน้อยเกินไปจึงต้องมีองค์กร ช่วยดูแลผลักดัน จริง ๆ แล้วเมืองไทยต้องถือว่าเรามีนโยบายภาษีอากรที่เอื้ออำนวยมาก สำหรับการออมเพื่อใช้ยามชรา เพราะว่าเงินทุกบาทที่เราจ่ายเข้าไปในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุน กบข. สามารถหักภาษีได้ตลอดทาง ตั้งแต่ตอนจ่ายเข้า ตอนที่ได้รับผลตอบแทน แล้วก็ตอนที่ออกจากระบบเป็นระบบ ๓ อี (3E) ที่ไม่มีที่ไหนในโลกเป็นอย่างนี้ที่เขาจะ เอื้ออำนวยขนาดนี้ แต่กระนั้นก็ตามก็ยังปรากฏว่าเรื่องของการออมก็ยังไม่เพียงพอ ยังไม่ทั่วถึง แม้กระทั่งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์บางบริษัทก็ยังไม่ได้มีการจัดระบบ ให้พนักงานของเขาต้องมีการออม ก็ยังดีที่ว่าที่ตลาดหลักทรัพย์เองก็ยังจัดให้บริษัทที่เข้าใหม่ ต้องมีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะฉะนั้นเรื่องของการดูแลเรื่องนี้จึงต้องมีการกำหนด เป็นนโยบาย แล้วก็ต้องมีการส่งเสริมให้อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ต้องมี การควบคุมดูแลว่าเงินที่เราออมนั้นมันได้มีการไปลงทุนอย่างถูกต้องเหมาะสม มิฉะนั้นแล้วก็จะ เหมือนกับบางประเทศที่มีปัญหาว่าเงินที่ลงไปนั้นมันสูญหายหรือว่าเกิดการฉ้อฉลเกิดขึ้น หรือว่าจะต้องมีกลไกที่ต้องคอยดูแลว่าเงินในกองทุนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่เป็น ดีไฟน์ เบเนฟิต เช่นของกองทุนประกันสังคม ซึ่งเงินที่ออมกับเงินที่รับนี่มันไม่สัมพันธ์กัน มันจะต้องมีหลักมีการตรวจสอบทางคณิตศาสตร์ ประกันภัยว่าเงินที่อยู่นั้นท้ายที่สุดในอนาคตมันจะมีเพียงพอต่อการจ่ายผู้ประกันตนหรือไม่ พูดง่าย ๆ ก็คือเรื่องของการตรวจสอบ หรือการกำกับ หรือว่าการพัฒนามันจะต้องมีการดู อย่างค่อนข้างที่จะมากด้วยกัน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องมีระบบที่ต้องถือได้ว่าเป็นการปฏิรูป ในเรื่องการออมอย่างนี้นะครับ
ขอกล่าวเป็นประเด็นสุดท้ายนะครับว่า เวลาเราพูดถึงเรื่องของการปฏิรูป ระบบการออมเพื่อใช้ยามชราในบ้านเรา เราจะต้องเข้าใจว่ามันคนละเรื่องกับที่ต่างประเทศ เขามีกันในยุโรปหรือในอเมริกา เพราะที่อเมริกาหรือที่ยุโรปนี่ระบบการดูแลคนชรานี่เขามี มากเกินไป เขาจึงต้องมีเรื่องของเพนชัน รีฟอร์ม (Pension reform) เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่บ้านเรานี่เป็นอีกข้างหนึ่งเรามีน้อยเกินไป เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเรื่องนี้ ขึ้นมา ซึ่งกระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็อยากจะเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นควิก วิน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ