สมชัย ฤชุพันธุ์ เสนอระบบการเงินเพื่อความปลอดภัยทางสังคม โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก คือ ระบบกำหนดสิทธิประโยชน์ ระบบกำหนดจำนวนเงินที่นำส่งเข้ากองทุน และระบบการออมเพื่อการชราภาพ นอกจากนี้ยังเสนอระบบตาข่ายแห่งความปลอดภัยทางสังคมที่ไม่มีการล้มและไม่เป็นภัยต่อผู้ออม และเรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎหมายนี้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกหมายเลข ๒๐๔ ครับ ผมขออนุญาตเรียนอภิปรายเสริม สนับสนุนอาจารย์หมออำพล และท่านทั้งหลายที่อภิปรายไปล่วงหน้าแล้ว แต่ที่ผมจะพูดนี้ เป็นมิติเชิงการคลังนะครับ เพราะว่าผมเป็นกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง แต่ว่าจะเป็นการสนับสนุนนะครับ เรื่องที่เรากำลังพูดอยู่นี่มันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องระบบ ใหญ่ของประเทศซึ่งพึงต้องมี ที่เรียกว่าเป็นระบบโซเชียล เซฟตี เน็ต (Social safety net) หรือภาษาไทยเรียกว่า ระบบตาข่ายแห่งความปลอดภัยทางสังคม ซึ่งรัฐพึงต้องจัดให้มีระบบนี้ เพื่อให้ความปลอดภัยในการดำรงชีวิตต่อประชาชนของรัฐ รัฐพึงต้องจัดนี่ไม่ได้แปลว่า รัฐต้องทำเองหมด รัฐต้องจัดการให้มีให้เกิดขึ้น ซึ่งระบบนี้ถ้าจะให้ดีก็อย่างที่คุณไพบูลย์ บอกนะครับ คือต้องเป็นระบบที่มีความเพียงพอ มีการครอบคลุม แล้วก็มีความยั่งยืน จะให้มี ความเพียงพอ ครอบคลุมและยั่งยืนได้ก็ต้องเป็นระบบที่เรียกว่า ระบบ ๓ เสาหลัก ซึ่งได้ทำกัน ในนานาประเทศนะครับ แล้วก็เป็นระบบที่มีหลักประกัน
คราวนี้มาพูดถึงกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ ผมอยากจะเรียนเสริมมิตินี้ ว่าในบรรดากองทุนการออมเพื่อการชราภาพทั้งหลายมันมี ๒ ระบบ ระบบหนึ่งเรียกว่า ดีไฟน์ เบเนฟิต ภาษาไทยก็คือกำหนดสิทธิประโยชน์ อีกระบบหนึ่งเรียกว่าระบบ ดีไฟน์ คอนทริบิวชัน (Defined contribution) หรือภาษาไทยเรียกว่า กำหนดจำนวนเงิน ที่นำส่งเข้ากองทุน ทั้ง ๒ ระบบนี่มีความแตกต่างกัน และมีผลกระทบต่อการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ระบบกำหนดผลประโยชน์ กำหนดสิทธิประโยชน์นี่ก็จะกำหนดว่าคุณเป็นสมาชิกกองทุนนี้ และคุณมีภารกิจต้องส่งเงินเข้ากองทุน และเวลาที่คุณพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกหรือว่า คุณอายุมากชราภาพแล้วนี่คุณก็จะได้ผลประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าได้เงินเดือน เท่าไร ชราภาพแล้วได้บำนาญเท่าไร อันนั้นเป็นการกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะได้รับสิทธิ ประโยชน์เท่าไร
แต่อีกระบบหนึ่งจะเป็นระบบที่เร่งรัดส่งเสริมให้มีการออม แล้วก็มีการจัด บัญชีเงินออมของแต่ละสมาชิก พร้อมทั้งเงินสมทบที่นายจ้างออกให้ และผลประโยชน์ของ การนำเงินออมและเงินสมทบไปลงทุนของสมาชิกแต่ละคนนั้น และสมาชิกแต่ละคนจะ ได้รับผลตอบแทนจากการออมของตน และจากผลประโยชน์ที่เอาเงินออมของตนไปลงทุน และจากเงินที่นายจ้างส่งให้ ระบบหลังนี่เป็นระบบที่ไม่มีการ มันจะไม่มีผลในทางที่ว่ากองทุน จะล้ม เพราะว่าใครออมเท่าไร นายจ้างส่งให้เท่าไร ผลประโยชน์จากการออมซึ่งไปลงทุนนั้น เป็นเท่าไร ผู้นั้นก็จะได้รับคืนตามสัดส่วนและตามเวลาของการมีชีวิตอยู่ ระบบหลังนี่เป็น ระบบที่เป็นที่นิยมทั่วไปและแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้นทุกที ระบบของสิงคโปร์ก็เป็นระบบ การกำหนดเงินนำส่งเข้า แล้วก็เป็นระบบที่มีหลักประกันมั่นคงมาก ระบบนี้ไม่ล้มก็เพราะว่า เขาไม่ได้บอกว่าคุณจะได้รับเงินเท่าไรเมื่อตอนเกษียณ จะได้เท่าไรขึ้นอยู่กับว่าคุณออมไป เท่าไร นายจ้างหรือรัฐบาลส่งให้เท่าไร และผลประโยชน์เกิดขึ้นเท่าไร เพราะฉะนั้นจ่าย เท่าที่มีนะครับ ระบบนี้เป็นระบบที่จำเป็นต้องมี เป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ทั้งหมด แต่ไม่ได้แปลว่ามีระบบนี้แล้วระบบใหญ่ซึ่งประกอบขึ้นเป็น ๓ เสาหลักนี่มันต้องมีอีกตัวหนึ่ง ซึ่งรองรับสำหรับคนที่มีรายได้น้อยและออมน้อย และมีชราภาพแล้วไม่พอ เพราะฉะนั้น ระบบการออมเพื่อการชราภาพและระบบตาข่ายแห่งความปลอดภัยทางสังคมที่เป็น ๓ เสาหลักนี่มันจะเป็นระบบที่มีความสมบูรณ์แล้วก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และทำให้ไม่เป็นภัย ต่อใคร คือไม่เป็นภัยต่อผู้ออม ไม่เป็นที่เดือดร้อนของผู้ออม และไม่เป็นการก่อเกิดปัญหา การทำลายระบบการคลัง เพราะฉะนั้นมันก็จะมีความยั่งยืน กอช. นี่เป็นระบบที่ออกแบบไว้ อย่างนี้ คือเป็นระบบที่ออกแบบไว้ว่าให้สมาชิกส่งเงินเข้ากองทุนและรัฐบาลก็ส่งด้วย แล้วก็เอาเงินกองทุนนี้ไปลงทุน ผลประโยชน์ที่จะเกิดจากการลงทุนโดยเอาเงินสมาชิกและ เงินรัฐบาลที่ส่งให้นี่จะเก็บไว้ในบัญชีส่วนบุคคลจนกระทั่งเกษียณ และเขาจะโอนส่วนนี้ ไปเป็นเงินบำนาญ และคำนวณบำนาญบนพื้นฐานคนอย่างนี้ ระบบนี้เป็นที่แน่นอนและ มั่นคงว่าไม่ล้ม ไม่เกิดปัญหาทางการคลัง เพราะมิตินี้มีความสำคัญซึ่งเราต้องเข้าใจ และต้องใช้มิตินี้ไปยืนยันกับคนที่มีความห่วงใย เพราะระบบนี้จะนำพาไปสู่การล่มจมของ ระบบการคลัง ไม่ล่มแน่ครับ ปัญหามีอยู่นิดเดียวครับ คือปัญหาว่าระบบนี้ได้ออกแบบ ให้รัฐบาลเป็นผู้สมทบด้วย ที่ออกแบบไว้อย่างนี้ก็เพราะว่ากรณีนี้เป็นกรณีที่ใช้กับคนที่ไม่มี นายจ้าง คือเป็นชาวนา เป็นแม่ค้าหาบเร่ เป็นผู้ประกอบการอิสระ แต่อย่างไรก็ตามมีภาระ ต่องบประมาณ คราวนี้ก็ต้องดูว่าภาระต่องบประมาณนี้มันจะไม่เสียหาย ไม่ล่มจมนะครับ ก็ไปดูในอัตราต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ เวลานี้พระราชกฤษฎีกาก็มีแล้ว ในตัวเลขที่หมออำพล ส่งมาก็มีนะครับ ตัวเลขนั้นกระผมเห็นว่าเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและเขาได้คำนวณแล้วว่าจะไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นภัยต่อการคลังนะครับ คราวนี้ปัญหาจริง ๆ ของเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่าระบบนี้ดี หรือไม่ดี ให้ประโยชน์มากน้อยเป็นอย่างไร หรือว่าจะเสียหายต่ออะไร แล้วเราจะเอา หรือไม่เอา แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่ากฎหมายนี้มันผ่านสภาแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เป็นกฎหมายแล้ว แม้ว่าวันบังคับใช้กฎหมายนี้แบ่งออกเป็น ๒ ระยะ ระยะแรกคือ ณ วันที่ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนหมวด ๓ นั้นบอกว่าภายใน ๓๖๐ วันนับจากวันประกาศ ไปดูวันประกาศแล้วมันเป็น พ.ศ. ๒๕๕๔ นะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็เลยมานานแล้ว ปัญหาถึงมี อยู่ว่าเมื่อมีกฎหมายมาแล้ว มีผู้รักษาการตามกฎหมายแล้ว ครบกำหนดเวลาแล้ว และไม่มี การปฏิบัติ ทำได้ในเมืองไทยใช่ไหม แล้วก็จะจัดการอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นประเด็น จึงไม่ใช่อยู่ที่ว่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ดีหรือว่าอะไร แต่อยู่ที่ว่าเมื่อมีกฎหมายแล้ว ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ถึงเวลาแล้วไม่ได้มีการปฏิบัติ ผมไม่ใช่นักกฎหมายนะครับจึงไม่รู้ว่า จะมีผลอย่างไร ขอบคุณครับ