รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๔/๒๕๖๐
วันจันทร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๑๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิด การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระ จำนวน ๔ เรื่อง คือ
เรื่องที่ ๑ รับทราบคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๖๐ เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง อีกเรื่องหนึ่ง คือ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๗/๒๕๖๐ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณา กลั่นกรอง เรื่อง เสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง รับทราบคำสั่ง ๒ เรื่องด้วยกันนะครับ ซึ่งรายละเอียดปรากฏอยู่ในเอกสารที่แจกให้สมาชิกแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ รับทราบการขอลาออกของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ
ด้วย พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๓๖ และ พลเอก สสิน ทองภักดี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๖๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้มีหนังสือ แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ ส่งผลให้ความเป็นสมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงทำให้ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงเหลือจำนวน ๑๙๕ คน
เรื่องที่ ๓ รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๕๓ วันพฤหัสบดีที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติให้นำสรุปผล การประชุมของคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย ครั้งที่ ๒/๒๕๖๐ และคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ และในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๔ วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติให้นำสรุปผลการประชุม ของคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย ครั้งที่ ๓/๒๕๖๐ และคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียด ปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว
เรื่องที่ ๔ รับทราบการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของคณะอนุกรรมาธิการ ตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๘๑ วรรคท้าย กำหนดว่า ในกิจการงานของคณะกรรมาธิการห้ามมิให้อนุกรรมาธิการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นให้เป็นหน้าที่ของประธานกรรมาธิการ โฆษกกรรมาธิการ หรือสมาชิกที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แถลง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ขอความกรุณาให้ประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการได้กรุณายึดถือข้อบังคับนี้ด้วยนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
- ครั้งที่ ๕๑/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙
- ครั้งที่ ๕๒/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙
- ครั้งที่ ๕๓/๒๕๕๙ เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ ซึ่งได้วางสำเนารายงานการประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าวไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจดูแล้ว บริเวณ ห้องรับรองสมาชิกชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง ดังนี้ ครั้งที่ ๕๑/๒๕๕๙ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิก ตรวจดู เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๕๒/๒๕๕๙ และครั้งที่ ๕๓/๒๕๕๙ เป็นพิเศษ ได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดู เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๐
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๓ ครั้งดังกล่าว เรียนเชิญท่านนิกร จำนง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ลำดับที่ ๗๙ ในระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ผมอยากจะสอบถาม ท่านประธานย้ำนิดหนึ่งว่า ได้มีการแจ้งว่ากรรมการ ๓ ฝ่ายได้ยุติไปเนื่องจากว่าเรามีชุดใหม่ เข้ามาแทนในรายละเอียด ทีนี้ก็อยากจะเรียนถามว่างานที่มีการสรุปเดิมไว้ในกรรมการ ๓ ฝ่ายมีเป็นจำนวนมากตั้งแต่เดิมของคณะต่าง ๆ ก็อยากจะกราบเรียนสอบถามรายละเอียด ว่างานตรงนี้มีการโอนไปยังชุดใหม่ในการติดตาม คือมีส่วนที่ว่าพอไป ๓ ฝ่ายแล้วส่งต่อไป แล้วจะมีการติดตามเป็นระยะ ระบบการติดตามกันเป็นอย่างไรครับ ก็ขอกราบเรียน เพื่อสอบถามตรงส่วนนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมาก ในเมื่อมีคำสั่ง คสช. ฉบับดังกล่าว และคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าวแล้ว เพื่อให้กระบวนการทำงานรวดเร็วขึ้น งานของคณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย ก็จะไปอยู่ที่คณะกรรมการ กขป. ๖ ด้าน ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั่นเองนะครับ ต่อไปนี้งานก็จะเร็วขึ้นเมื่อมี ป.ย.ป. ขึ้นมาแล้ว ซึ่งขณะนี้ท่านสมาชิกก็คงจะได้รับทราบจาก สื่อมวลชนพอสมควรแล้วถึงความคืบหน้าของการดำเนินงานของ ป.ย.ป. ดังกล่าวนี้ ที่ผมยังไม่ได้กราบเรียนให้ที่ประชุมทราบเป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากขณะนี้มันเป็นจุดเริ่มต้น ยังไม่ลงตัวอะไร แต่ในหลักการแล้วขณะนี้รัฐบาลได้มีนโยบายแล้วว่าจะทำการปฏิรูป ๒๗ เรื่อง ให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ก็กราบเรียนในเบื้องต้นอย่างนี้ เพราะว่าขณะนี้ มันยังไม่ลงตัวอะไร เรียนเชิญท่านนิกร
ผมเรียนเพิ่มเติมนิดเดียวครับ ก็คงจะเป็นลักษณะนั้น แต่ว่าเป็นภาพรวม ทีนี้ก็อยากจะขอคอมเมนต์ (Comment) ไว้ เนื่องจากว่าเรามีชุดตรงนี้ ใหญ่มาก แล้วก็ไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้มาประชุมได้สักกี่ครั้ง เพราะท่าน เป็นประธานไปหมด พอใหญ่มากในส่วนของเราเองจะมีรองประธานเป็นกรรมการอยู่ด้วย ดังนั้น ในส่วนงานของสภาของเราก็อยากจะกราบเรียนท่านประธาน อาจจะฝากไปถึง ตอนวิป (Whip) ว่าตรงส่วนนี้เดิมจะมีการรายงาน เราติดตามได้ แต่ตรงนี้จะเป็น คณะกรรมการชุดใหญ่ และมีเรื่องของคนอื่นอีกเยอะ ดังนั้นก็กราบเรียนว่าขอให้รองประธาน ที่ไปเป็นกรรมการนำมารายงานให้พวกเราทราบเป็นระยะ ๆ ในช่วงวาระเรื่องที่ประธาน จะแจ้งต่อที่ประชุมก็ได้ครับจะได้ทราบ เพราะว่าเรื่องที่เราเสนอกันไปมีเยอะอยู่ ต้องมีใคร ช่วยติดตามมาให้เราในสภาแห่งนี้ด้วยจะได้ทราบความเป็นไป กราบเรียนด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ถ้ามีความคืบหน้าที่เป็นทางการก็จะกราบเรียนให้ที่ประชุมทราบด้วย คือขณะนี้เรื่องผ่านที่ประชุม สปท. ไปแล้ว และได้เสนอท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วที่เป็นทางการ ๑๔๑ เรื่องด้วยกัน และขณะนี้ ในจำนวนนั้นเราจัดลำดับความสำคัญ อันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ ไปตลอดเวลาที่เรา เริ่มทำงานมา และขณะนี้เรื่องทั้งหลายก็ผ่านประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้าน เพื่อช่วยกัน จัดลำดับความสำคัญ หมายเลข ๑ หมายเลข ๒ หมายเลข ๓ ของแต่ละด้านไปด้วย ขณะนี้ เรื่องก็อยู่ใน ๒๗ หัวข้อเรื่อง ขณะนี้ก็ยังไม่ลงตัว ยังไม่นิ่งนะครับ แต่ ๒๗ เรื่อง รัฐบาล ได้ประกาศออกไปแล้ว มันอาจจะมีเพิ่ม อาจจะมีลด ซึ่งขณะนี้ท่านรองประธานวลัยรัตน์ วันนี้ก็ยังจะทำงานอยู่เพื่อให้ได้ข้อยุติ เพื่อจะเสนอรัฐบาลต่อไป อย่างไม่เป็นทางการ ก็อาจจะมีการประชุมในวันที่ ๓ มีนาคมอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นขณะนี้รัฐบาลมีนโยบาย แน่นอนแล้วว่าเอา ๒๗ เรื่องแน่ ๆ ทั้ง ๑๒ ด้านที่เสนอไป ที่ถือว่าสำคัญที่สุด อันดับ ๑ อันดับ ๒ ไปอย่างนี้ ที่จะทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ขอบพระคุณครับ เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับที่ ๗ ที่จริงก็จะถามท่านประธานคล้าย ๆ กับที่คุณนิกร เพื่อนสมาชิกได้ถามไว้ คือกลับไปที่ประเด็นแรกที่ท่านประธานได้กล่าวไว้แต่ต้น เรื่องการที่ท่านประธาน รองประธานได้รับเชิญจากรัฐบาล คสช. เข้าไปร่วมใน ป.ย.ป. ผมก็มีความเป็นห่วง แล้วก็ อยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่า ท่านประธานคิดจะทำงานกับทาง ป.ย.ป. นี้อย่างไร เพราะว่าดู ๆ แล้วเรามากด้วยคณะกรรมการ แล้วก็ประชุมมากมาย และตอนนี้ท่านก็ยังมี ภาระเพิ่มขึ้นอีก แล้วประเด็นก็คือว่าเราจะรอรับคำสั่งจาก ป.ย.ป. หรือว่า คสช. แล้วท่าน ก็มาเล่าให้เราฟังที่นี่ หรือว่าในแง่กลับจากที่นี่ขึ้นไป ถึงแม้ว่าเราจะได้ส่งเรื่อง ๔๐ กว่าเรื่อง ไปที่รัฐบาลหรือ คสช. แล้ว มันก็ต้องมานั่งทบทวนกันในที่ประชุม สปท. เพื่อจะจัดลำดับ ความสำคัญก่อน หลัง แล้วก็เพื่อจะดูว่าเรื่องไหนที่จะไปที่ตรงปรองดองหรือไม่ เรื่องไหน จะไปที่ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี และเรื่องไหนที่จะไปที่การปฏิรูปประเทศไทย อีกทั้งท่านประธาน จะมีเวลามากน้อยแค่ไหน เพราะมันมากด้วยคณะกรรมการ แล้วบุคคลคนเดียว ก็หลายตำแหน่งเหลือเกิน เช่นท่านประธาน ผมก็เป็นห่วงว่าท่านจะมีเวลาทำงาน แล้วก็ ทีมงานที่จะรองรับให้ท่านไปทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ร่วมกับทาง คสช. ครม. ในกรอบของ ป.ย.ป. นั้นเป็นใคร แล้ว ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการประชุม โดยเฉพาะพรุ่งนี้ วันอังคารก็จะไม่มี ผมก็ได้พูดหลายครั้งว่าวันจันทร์ก็ขอให้เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการ ของเราเสนอเรื่องขึ้นมาเพื่อจะพิจารณาลงมติ แต่วันอังคารถ้าเผื่อไม่มีเรื่อง จากคณะกรรมาธิการ ผมก็เสนอว่าให้เอาเรื่องที่อยู่นอก สปท. แต่อยู่ในประเทศไทยมาพูดจากัน ให้มันเต็มที่ เราจะได้ซักซ้อมความเข้าอกเข้าใจพื้นฐานซึ่งกันและกัน แล้วก็เป็นการให้ความรู้ ให้ความนึกคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และมาบัดนี้ ก็มีเรื่อง ป.ย.ป. เข้ามาเพิ่มอีก ๑ เรื่อง แต่ว่าเราก็ไม่ค่อยจะมีทิศทาง ทุกสิ่งทุกอย่างเสมือนว่า จะต้องรองานจากทางด้านกรรมาธิการทั้งหลาย นั่นคงไม่ใช่เป็นวิธีทำงานที่จะทำให้เรา มีความคล่องตัว แล้วก็จะทำให้เราทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ๆ ขึ้นนะครับท่านประธาน ก็ขอเสนอเป็นข้อพิจารณา ท่านประธานอาจจะไม่จำเป็นต้องตอบเดี๋ยวนี้ แต่เมื่อท่าน จะเข้าไปอยู่ในคณะเตรียมการ ป.ย.ป. ดังกล่าวนั้น ผมคิดว่าระบบการทำงานจะต้องให้พวกเรา มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง แล้วเราจะต้องมีส่วนในการที่จะเสนอความคิดเห็นที่เป็นอื่นก็ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะมีความรู้สึกว่าต้องรับคำสั่งจากผู้นำรัฐบาล ผู้นำ คสช. แล้วเราก็ต้องมาทำกัน คงจะไม่ใช่ครับ ที่นี่ท่านได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่าเป็นองค์กรวิชาการ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมันต้อง มีให้เต็มที่ และในเมื่อเราอยากจะปฏิรูปให้เป็นสังคมประชาธิปไตย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เราต้องเตือนสติพวกเราเองกันทุกคนครับ ไม่ใช่เด็กรับคำสั่ง ไม่ใช่เด็กที่อยู่ในอาณัติ เราต้องการที่จะสร้างชาติ ปฏิรูปประเทศด้วยกันทุก ๆ คนและรักชาติเหมือน ๆ กันครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ก็ขอรับไว้พิจารณานะครับ ผมขอดำเนินการประชุมตามวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ท่านไวกูณฑ์ครับ เรียนเชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภา ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ จากการที่คณะกรรมาธิการร่วมได้นำเสนอข้อปฏิรูป จำนวน ๔๐ กว่ารายการ รวมทั้งความเร่งด่วนแต่ละเรื่องมีความแตกต่างกัน รวมทั้งทิศทาง ของการที่แต่ละเรื่องจะไปสู่การปฏิบัตินั้นก็มีความแตกต่างกัน อยากจะกราบเรียนขอให้ ท่านประธานกรุณาได้นำเสนอเอกสารที่เป็นการบรรจุรายละเอียดดังกล่าวต่อสมาชิกสภา เมื่อมีโอกาส เพื่อสมาชิกสภาจะได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันครับ
ขอบคุณครับ ก็รับไว้พิจารณา
สำหรับอีกเรื่องหนึ่งที่ขอเรียนปรึกษาต่อที่ประชุมนะครับ สำหรับระเบียบวาระ การประชุมในวันนี้เดิมกำหนดไว้ ๓ เรื่องด้วยกัน มีด้านเศรษฐกิจ ๒ เรื่อง และด้านพลังงาน ๑ เรื่อง ปรากฏว่าท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้ขอถอนเรื่องพลังงาน ซึ่งเป็นวาระที่ ๓.๒ ที่เราจะพิจารณาในวันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องนี้ ถ้าเข้าที่ประชุมผ่านมติ สปท. ไปแล้วก็จะต้องส่งให้คณะรัฐมนตรีตามข้อบังคับ ข้อ ๘๙ แต่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเรื่อง ของการศึกษาเพื่อส่งให้กระทรวงพลังงานโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเมื่อผ่านที่ประชุมวิป (Whip) แล้ว ก็อยากจะให้ ผมเสนอทางกระทรวงพลังงานโดยตรง ไม่ต้องนำเสนอท่านนายกรัฐมนตรี จึงขอถอนเรื่อง ที่ประชุมจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญท่านคำนูณ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมมีความเห็นว่า ในประการแรก ก็สุดแท้แต่ท่านประธานจะวินิจฉัย แต่ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่าในวาระของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานที่แต่เดิมบรรจุระเบียบวาระไว้ว่าจะมีการอภิปราย ในวันนี้นั้น แม้ว่าโดยตัวของรายงานฉบับนี้จะระบุไว้ว่าไม่มีความเร่งด่วน ไม่ใช่จะต้องทำ ภายในปี ๒๕๖๐ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ใช่รายงาน ๓ ดาว และจากการประชุมของประธาน ๑๒ คณะ ร่วมกับคณะทำงานของ ป.ย.ป. ก็มิได้บรรจุไว้ แต่ว่ารายงานเรื่องนี้จะมีความสำคัญอย่างมี นัยสำคัญกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ที่ผ่านมติจากสภา สปท. ไปแล้ว เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เมื่อ ๑ ปีที่แล้ว ในเรื่อง บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... กระผมจะขออนุญาตตั้งข้อสังเกตสักเล็กน้อยเพื่อบันทึกไว้ ในที่ประชุมแห่งนี้ถึงร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ซึ่งเป็นรายงาน ๓ ดาว ลำดับแรกที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเลือกเอาไว้ แล้วทาง ป.ย.ป. ก็จะบรรจุไว้เป็นความสำคัญลำดับแรก ทีนี้ประเด็นผมไม่สู้ติดใจในเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ฉบับที่ผ่านมติ สปท. ไปเมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เท่าไรนัก และค่อนข้างจะชื่นชมเสียด้วยซ้ำ แต่ประเด็นสำคัญ ที่กระผมไปค้นพบตลอด ๒ วันมานี้ก็คือว่า ทางกระทรวงพลังงานได้มีร่างพระราชบัญญัติ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ออกมาอีกฉบับหนึ่งคู่ขนานไปกับร่างพระราชบัญญัติ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ที่ผ่าน สปท. ไปเมื่อ ๑ ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะมองได้ว่า มีความแตกต่างกันในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่กระผมเห็นว่ามีความแตกต่าง ในสาระสำคัญอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือในร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ฉบับกระทรวงพลังงาน ที่กระผมติดตามได้ว่าได้เข้าไปสู่คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๕ ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ออกมา แต่ว่าก็มีบุคคลในแวดวงพลังงานที่เขียนเผยแพร่ ทางสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง แล้วกระผมได้เอกสารมาแบบไม่เต็มที่นักจำนวนหนึ่ง แต่สาระสำคัญก็คือมีการเพิ่มวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ขึ้นมา อีกอย่างหนึ่งก็คือสนับสนุนการลงทุนการสำรองทางยุทธศาสตร์สำหรับการสนับสนุน การป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำมาใช้ในกรณีวิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อประโยชน์ความมั่นคงทางด้านพลังงาน อันนี้เป็นวัตถุประสงค์ที่เพิ่มขึ้นมาที่อาจจะ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการใหญ่ที่สุดของการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ ซึ่งถ้าได้ มีการอภิปรายกันในสภา สปท. ก็จะได้พูดถึงกันต่อไป แต่เมื่อไม่มีการอภิปรายเสียแล้ว ท่านถอนวาระออกไปแล้วกระผมไม่ติดใจ แต่กระผมติดใจว่าถ้าจะเสนอรายงานนั้น ไปยังกระทรวงพลังงานทันทีเลยก็จะเป็นการไปเจือสมกับร่างพระราชบัญญัติกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงหลักการใหญ่หลวง พูดง่าย ๆ ก็คือจะมีการเปิดโอกาสให้นำกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปสนับสนุนการลงทุน การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ หรือที่เรียกว่าเอสพีอาร์ (SPR) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในขณะนี้ ณ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์นั้น มียอดสูงเกินกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเผื่อรายงาน จาก สปท. ไปเจือสมกับร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ของกระทรวง พลังงาน ที่บังเอิญก็เป็นรายงาน ๓ ดาวของ สปท. ด้วย แต่เนื้อหาสาระเมื่อไปถึงกระทรวง พลังงานนั้นมีการปรับเปลี่ยนในสาระสำคัญ มันก็จะเท่ากับว่าอาจจะมีการนำกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปสนับสนุนการสำรองน้ำมัน ทางยุทธศาสตร์โดยรัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วกระผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้แปลว่ากระผมเห็นถูก แต่ว่าน่าจะได้มีการอภิปรายกันว่าเหตุใดจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญที่ยึดมั่น มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๓ ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา ๗ ประกอบมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ เป็นผลให้รัฐเข้าไปลงทุนสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์เสริมจาก ภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นเงินลงทุนจำนวนมาก และจะมีผลทำให้การยกเลิกหรือการชะลอ การจัดเก็บ ไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งถ้าอนุวัต ตามร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ฉบับที่ผ่านมือพวกเราไป เมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ซึ่งกำหนดเพดานขั้นสูงและเพดานขั้นต่ำเอาไว้ กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงในขณะนี้ต้องยุติการจัดเก็บชั่วคราวแล้วครับ เพราะมันเกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว แต่ท่านไปเพิ่มวัตถุประสงค์ให้นำกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปลงทุนสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ การยกเลิกหรือการชะลอการจัดเก็บเพื่อชดเชยราคาของน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับ พี่น้องประชาชนจะเป็นไปไม่ได้ เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องถูกจัดเก็บตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกระผมยังมีความเห็นว่าถ้าเผื่อจะส่งรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานที่ผ่านคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วไปยังกระทรวงพลังงานทันทีเลยนั้นกระผมยังไม่สู้ เห็นด้วย ถ้าจะส่งไปก็ต้องเพิ่มสารัตถะที่เป็นหมายเหตุเอาไว้ว่าเราจะต้องยืนหยัด ตามรายงาน ๓ ดาวฉบับแรกของเราที่ผ่าน สปท. ไปเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ยืนหยัดตามหลักการของร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ฉบับนั้น ที่ไม่ได้เพิ่มวัตถุประสงค์ที่จะเอากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปสำรองทางยุทธศาสตร์ แล้วก็ ไม่มีการกำหนดเพดานขั้นสูงของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วที่สำคัญก็คือคณะกรรมการ บริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับของ สปท. กับฉบับของกระทรวงพลังงานนั้น ก็มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้นที่จริงกระผมเตรียมอภิปรายในวาระภาคบ่าย ก็ยังเตรียมได้ไม่พร้อมดี แต่เมื่อท่านประธานขอความเห็นมา กระผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกต สำคัญเป็นเบื้องต้นเอาไว้ว่า ขออนุญาตยังไม่เห็นด้วยที่จะให้ส่งรายงานฉบับนั้นไปยัง กระทรวงพลังงาน กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเชิญท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียน แนวความเห็นที่ท่านประธานจะขอให้ส่งรายงานดังกล่าวนี้เกี่ยวกับเรื่องการสำรอง น้ำมันเชื้อเพลิงทางยุทธศาสตร์ไปให้หน่วยงานโดยตรงเลยนั้น ผมออกจะเห็นด้วย กับท่านคำนูณ สิทธิสมาน เป็นอย่างยิ่ง ผมก็พยายามที่จะเข้าใจสิ่งที่กรรมาธิการท่านเสนอ พยายามที่จะเห็นด้วยในทุก ๆ เรื่องที่คิดว่ามันเป็นเรื่องการปฏิรูป แล้วก็เป็นประโยชน์ กับประเทศชาติ ประชาชน สังคมโดยรวม แต่ได้อ่านรายงานฉบับนี้แล้วต้องกราบเรียนว่า รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเวลาเราพูดถึงน้ำมัน พูดถึงเชื้อเพลิง พูดถึงพลังงาน เราก็ จะมีการพูดถึงสิ่งที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอยู่ในยุคปัจจุบัน ก็คือถ้าจะปฏิรูปทั้งที ผมคิดว่าเราน่าจะคิดในเรื่องเกี่ยวกับทำอย่างไรให้น้ำมันราคาลดลง เราต้องหาคำตอบ ให้กับประชาชนส่วนที่ติดตามเรื่องเหล่านี้มาตลอดว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจริง ๆ แล้ว ราคาเท่าไรกันแน่ ในขณะที่ประเทศหลายประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านเรามีราคาน้ำมันที่ถูก แต่เรายังหาคำตอบที่ชัดเจนให้กับประชาชนไม่ได้ว่าทำไมน้ำมันเราถึงแพงกว่าคนอื่น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศน่าจะหาทางออก หาแนวทาง หรือหาวิธีการ ที่ผมพยายามพูดอยู่เสมอว่าถ้าเราจะปฏิรูปในเรื่องเหล่านี้ เราลองหาวิธี ทำให้น้ำมันถูกลงจะทำได้อย่างไร จะทำให้ราคาน้ำมันที่อยู่ในปัจจุบันนั้นชัดเจนได้อย่างไร ตอนนี้ก็ยังเคลือบแคลงสงสัยแล้วก็พูดกันมาตลอด แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือมันเป็นเรื่อง ของราคาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและธุรกิจ ดังนั้นที่ผมให้เหตุผลดังกล่าวนี้ผมอยากจะบอกกับ ท่านประธานว่าถ้าหากว่าจะส่งรายงานดังกล่าวนี้ไปโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภา ผมว่ามันจะกระทบกับคนทั้งประเทศ แล้วมันจะเป็นการเปิดประตูให้เกิดการที่จะใช้จ่ายเงิน จำนวนมหาศาลไปกับการสำรองน้ำมัน แล้วก็จะต้องมีการเสียค่าเช่าถังน้ำมันอีกปีละ ไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ค่าน้ำมันอีกที่จะต้องเก็บมาสำรองไว้ ผมว่า มันเป็นแสนล้านบาท กี่แสนยังคำนวณไม่ได้ แต่ไม่น้อยกว่านี้แน่นอน ดังนั้นสิ่งที่เรากำลัง จะส่งไปนี้ผมว่ารัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจจะยังไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่เท่าที่ทราบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังที่จะทำเรื่องนี้ แล้วก็จะมีกฎหมายอย่างที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านคำนูณได้พูดถึง และเรากำลังมองว่ามันไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ผมกราบเรียนว่าถ้าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่เราส่งเรื่องนี้ไปเท่ากับเราเปิดประตูให้เขาเร่งทำ ในเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะใช้กระบวนการตามรายงานฉบับนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การสำรองน้ำมันก็มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ตัวเลขอาจจะสำรองอยู่ ๒๕ วัน หรือ ๓๕ วัน แต่ถ้าไปทำมากกว่านี้เป็น ๕๐ วัน ๖๐ วัน มันจะใช้เงินอีกมหาศาล แล้วผลที่ได้ ก็คือภาคเอกชนที่จะได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ควรจะเสียเงินไปกับ ในเรื่องเหล่านี้เลย ดังนั้น ตามรายงานฉบับนี้ผมเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอย่างเดียว เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องการปฏิรูปด้วยซ้ำไป ดังนั้นก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความห่วงใย เจตนาดีของกรรมาธิการก็เคารพ แต่ผมคิดว่าผมเห็นด้วยที่ให้ถอน แต่ก็ยังเห็นด้วยอีกว่า ไม่ควรที่จะให้ส่งไป ถ้าหากว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือรัฐบาลเขาเห็นจำเป็นเขาทำเอง แต่ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็น แต่ยังมีผลเสียกับการที่ต้องใช้เงินอีกจำนวนเป็นแสนล้านบาท กับการต้องซื้อน้ำมันมาสำรอง แล้วก็ต้องเสียค่าเช่าถังน้ำมันอีกปีละไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมคิดว่ามันเป็นภาระของรัฐบาล เป็นภาระของพี่น้องประชาชน ที่ต้องเอาภาษีอากรมาใช้จ่ายเรื่องเหล่านี้ ถ้าหากเราเห็นว่าเงินเปรียบเทียบกับพลังงานแล้ว จำนวนไม่มาก ผมว่าเอาเงินเหล่านี้ไปช่วยเหลือคนยากจน เอาเงินเหล่านี้ไปช่วยคนแก่ คนสูงอายุ ไปช่วยสังคม จะได้ประโยชน์มากกว่า ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอเรียนเชิญท่านนิกร จำนง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง ลำดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นที่ถอนไปที่จริงแล้วผมก็เตรียมที่จะมีการอภิปรายในนัยสำคัญ อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถอนไปเห็นด้วย แต่ว่าอย่างที่ท่านสมาชิกท่านที่ ๒ ท่านที่ ๓ เห็นว่าอย่าส่งตรงไป ถ้าจะมีการพิจารณาก็กลับมาพิจารณากันก่อน เพราะว่าจะมีนัยสำคัญ อยู่หลายประเด็น เพราะขณะนี้ที่ท่านคำนูณ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงว่ากองทุนน้ำมัน คือเราให้ประชาชนแบกมายาวนานในขณะที่น้ำมันราคาถูก แล้วก็ขณะนี้มันกระทบ การเดินทาง ผมดูแลเรื่องคมนาคมนี่เห็นได้ชัด แต่ว่าเป็นการเหมือนกับเอามารวบรวม เราเคยจ่ายไป แต่ตอนนี้น้ำมันถูก แต่เราไม่ได้ลด เรายังเก็บค่าพรีเมียม (Premium) ค่าภาษีน้ำมันอยู่ มันไปชนเพดานก็ไม่ต้องเก็บ จะได้ลด เศรษฐกิจกำลังแย่มาก แต่ถ้าเรื่องนี้ผ่านไป ที่ผมเตรียมไว้ก็คือว่านอกจากเรายังจะต้อง เดินหน้าเก็บไปอีกแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก ในนี้มีการกำหนดไว้ว่าระยะแรกเกี่ยวกับค่าเช่าถัง มีค่าใช้จ่าย ๖ สตางค์ต่อลิตร ในระยะที่ ๒ ๖ สตางค์ต่อลิตร มีทางเลือก แล้วก็ระยะต่อมา ค่าใช้จ่าย ๑๒ สตางค์ต่อลิตร รวมเป็น ๓ ระยะ เป็นเงิน ๒๔ สตางค์ต่อลิตร ตรงนี้นอกจากว่า เราจำเป็นต้องเก็บต่อไปอีก ยังมีค่าใช้จ่ายลึกลงไปอีก ดังนั้นผมเห็นว่ามันจะไปกระทบ ต่อค่าจำหน่ายปลีกน้ำมันเป็นอย่างมาก ดังนั้นก็เลยเตรียมการว่าจะมีการอภิปราย ในส่วนนี้อยู่บ้าง แต่ถ้าหากว่าถอนไปก็ถอนไป แต่ถ้าตรงไปเลยเห็นว่ามันไปกระทบกระเทือน กับประชาชนส่วนใหญ่และทั่วไปด้วยนะครับ ทุกมิติก็คิดว่าอยากจะได้รับคำยืนยันอีกครั้งว่า ถอนไปก็คือว่าถ้าจะส่งไปก็กลับมาพิจารณากันก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ
เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับที่ ๗ ผมขอพูดแค่หลักการนะครับ ยังไม่เข้าไปในเนื้อหาเพราะว่าผมก็อ่านทำการบ้านมาเต็มที่ อันนั้นไว้ในโอกาสต่อไป แต่หลักการของเราก็คือว่าเราเป็น ๑ ในแม่น้ำ ๕ สาย แล้วก็ โดยตลอดมาปีกว่าไม่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำอะไรเราประสานกับอีก ๔ สาย กระทรวงพลังงาน ไม่ใช่สายที่ ๖ เพราะฉะนั้นในแง่หลักการกระทำไม่ได้ครับ แล้วมันก็มีแอบแฝง ก็ไม่อยาก จะมองเป็นอคติกันว่ามันต้องมีอะไร แต่ว่าระหว่างนี้ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ ในอนาคต เมื่อจะมีการอภิปรายเรื่องพลังงาน ผมขอข้อมูลทั้งหมดเลยเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ทั้งในประเทศ แล้วก็ทั่วโลก ผมอยากจะรู้ว่าไปลงทุนแล้ว มีกี่บ่อน้ำมันในต่างประเทศ มีกี่ท่อแก๊ส เพราะนั่นคือปริมาณสำรองโดยปริยาย อีกประเด็นหนึ่งคือ ก็อยู่มาด้วยการสำรองโดยภาคเอกชนตามกฎหมาย ๒๐ กว่าวัน ก็ไม่เห็นประเทศไทย มีประเด็นปัญหาอะไร อยู่ ๆ ก็มีเรื่องนี้ แล้วถ้าเผื่อเพิ่มภาระต้องขยายกองทุน น้ำมันก็จะ อยู่ที่ ๒๘ บาท ๓๐ บาท ขณะที่ประเทศมาเลเซีย ๑๘ บาท ก็ไปเพิ่มภาระให้กับประชาชน จะคิดหรือว่าจะทำอะไรอย่างไรต้องไม่มีผลประโยชน์เข้าตัวครับ แต่มีเรื่องเดียวคือ ผลประโยชน์เพื่อคนทั้งชาติ อันนี้เป็นสำคัญ ต้องขอเตือนสติด้วยนะครับ และอย่าได้กระทำ เป็นอันขาด ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ให้ข้อสังเกต ด้วยความห่วงใยนะครับ แล้วก็ขอน้อมรับไป ก็ได้ปรึกษาท่านประธานอนุกรรมาธิการ คือท่าน พลเอก เลิศรัตน์แล้ว ก็คิดว่าอยากจะขอถอนวาระนี้เพื่อรับข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้พูด แล้วเพื่อให้ความสบายใจก็ยังไม่ต้องส่งกระทรวงพลังงานก็ได้ ถ้าเรา ไปปรับปรุงแล้วจะมาเสนอวิป (Whip) อีกทีว่ามีคุณภาพเพียงพอหรือยัง อย่างนี้ก็จะดีกว่า แล้วก็เป็นทางออก ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ก็เป็นไปตามที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานได้กรุณาเสนอนะครับ คือถอนไปก่อน ถ้าไปปรับปรุงแล้วก็นำเข้าสู่กระบวนการใหม่ อีกครั้งหนึ่ง เช่น เข้าที่ประชุมวิป (Whip) แล้วก็ต่อมาถ้าหากที่ประชุมวิป (Whip) เห็นชอบ ก็นำเข้าที่ประชุมใหญ่ สปท. เรานี้ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ จำนวน ๒ เรื่อง
๑. การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง
๒. การปฏิรูประบบนิเวศและการลงทุนในเศรษฐกิจกระแสใหม่
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทำรายงาน จำนวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่องและให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ตามลำดับ โดยเริ่มจากเรื่องการปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง
โดยที่ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรมและบริการเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง การปฏิรูประบบที่พักแรม และข้อมูลคนเข้าเมือง ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต มี ๕ ท่าน ก็คือ ท่านพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ท่านประทวน สุทธิอำนวยเดช ท่านขจร วีระใจ ท่านธเนศ วรศรัณย์ ท่านพิมพ์ชนก วรวัฒนนนท์
มีผู้เสนอและรายงานดังต่อไปนี้ ๑. ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ๒. ท่านมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓. ท่านกลินท์ สารสิน รองประธานหอการค้าไทย ๔. ท่านพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ท่านเป็นพิธีกร และผู้จัดรายการข่าว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๕. ท่านประทวน สุทธิอำนวยเดช เลขานุการอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ท่านเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๖. ท่านขจร วีระใจ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ อดีตรองปลัดกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ๗. ท่านธเนศ วรศรัณย์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ท่านเป็นกรรมการบริหารและรองประธาน คณะกรรมการท่องเที่ยวและบริการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ๘. ท่านพิมพ์ชนก วรวัฒนนนท์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม และบริการ ท่านเป็นผู้ช่วยประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเรียนเชิญ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเป็นเศรษฐกิจการส่งออกสินค้า ได้ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ได้เติบโตอย่างที่เคยเป็น เนื่องจากความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งส่งผลให้มีการลดค่าเงินบาทนั้น ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออกเป็นสำคัญ จนกระทั่งเศรษฐกิจโลก ในช่วงที่ผ่านมาได้ชะลอตัวลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่การส่งออกของไทย ได้ส่งออกไปเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เองการส่งออกของประเทศไทยจึงลดน้อยถอยลง ตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้น ยุทธศาสตร์หนึ่งของการเสริมเข้ามา เพื่อให้การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าไปได้อย่างเหมาะสม ก็คือการส่งเสริมในเรื่องของการส่งออกบริการ เมื่อการส่งออกทางด้านสินค้าชะลอตัวลง การส่งออกบริการเป็นอีกยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่จะต้องผลักดัน เพื่อให้การเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้อย่างดี การส่งออกบริการที่สำคัญคือการท่องเที่ยว ที่เรียกว่า การท่องเที่ยวเป็นการส่งออก ก็เนื่องจากว่าเมื่อนักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทยนั้นได้นำเงินตราต่างประเทศมาใช้ด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการนำเงินตรา ต่างประเทศเข้ามาใช้ จึงเรียกว่าเป็นการส่งออกทางด้านบริการ เมื่อเน้นทางด้าน การท่องเที่ยวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปด้านการท่องเที่ยว ซึ่งในเรื่องนี้คณะอนุกรรมาธิการด้านอุตสาหกรรมและบริการได้ดำเนินการในเรื่อง ของการปฏิรูปการท่องเที่ยวขึ้นมา ซึ่งในวันนี้จะเป็นการปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูล คนเข้าเมือง การปฏิรูปเรื่องการท่องเที่ยวนอกเหนือจากเรื่องอื่น ๆ แล้วก็คือเรื่องของการทำให้ การท่องเที่ยวเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น เมื่อถึงจุดหนึ่งการท่องเที่ยวที่เคยเน้น ทางด้านปริมาณจำเป็นจะต้องหันมาเน้นทางด้านคุณภาพ เพื่อที่จะให้การท่องเที่ยวนั้น ได้ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ได้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาอย่างเหมาะสม การท่องเที่ยว ในเชิงคุณภาพนั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปัจจุบันปรากฏว่าในเรื่องของการพักแรมนั้น การดำเนินการหลายอย่างที่ยังไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย หลายอย่างยังไม่ได้เป็นไป ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องความมั่นคงของประเทศนั้น ก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการดำเนินการในเรื่องของข้อมูลของคนเข้าเมืองให้มีการดำเนินการที่มี การปฏิรูปที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้เองในวันนี้ ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ท่านกลินท์ สารสิน และคณะอนุกรรมาธิการ จึงได้นำเรียนเสนอต่อท่านประธานและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทุกท่าน ในประเด็นการปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ผมขออนุญาตท่านประธานให้ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ได้กรุณานำเสนอในเรื่องนี้เป็นลำดับถัดไป ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านมนู เลียวไพโรจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพและท่านสมาชิก กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ กรรมาธิการในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม และบริการ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๑๕ ขออนุญาตเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นรายงานเรื่องที่ ๒ ของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทางด้านการท่องเที่ยว ซึ่งต่อเนื่องจากเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรของการท่องเที่ยวซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว โดยการพัฒนาทางด้านการท่องเที่ยวนั้นมีหลักอยู่ ๓ หลักใหญ่ ๆ
ประการที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการบูรณาการทางด้านการท่องเที่ยว อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมีการ บูรณาการกันอย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานในการท่องเที่ยวให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว และถูกต้อง
ประการที่ ๒ คือการมีส่วนร่วมของชุมชนและของประชาชนในพื้นที่ที่มี การส่งเสริมการท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวกันมาก ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่จะต้อง กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ประการที่ ๓ เป็นเรื่องของการสร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว สำหรับ การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ก็จะเป็นการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น และระยะยาว แก้ปัญหาในเรื่องการท่องเที่ยวทั้งระบบ โดยเริ่มตั้งแต่นักท่องเที่ยวที่เดินทาง เข้ามาในประเทศไทย ผ่านหน่วยตรวจคนเข้าเมืองจนกระทั่งพักแรมในสถานที่ต่าง ๆ ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ และในที่สุดก็เดินทางออกจากประเทศไทย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการเข้ามานั้น นักท่องเที่ยวจะเข้ามาอย่างมีความสะดวกสบาย ถ้าหากว่า จะได้ดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะเหตุว่าในเรื่องการท่องเที่ยวนั้นมีกฎหมาย หลายฉบับที่เกี่ยวข้องกัน แล้วก็เกี่ยวข้องกันมาก อย่างไรก็ตามระบบกฎหมายที่ว่านี้มีเรื่อง ของการท่องเที่ยวบางส่วนที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อเป้าหมายในการพัฒนาการท่องเที่ยว ของประเทศ และที่สำคัญที่สุดที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวสักครู่นี้ คือเรื่องของคุณภาพ ของการท่องเที่ยวของประเทศในด้านความสะดวก และในท้ายที่สุดก็คือความปลอดภัย ของนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นส่วนที่จะสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ของประเทศไทย และสะท้อนถึงความมีสังคมที่น่าอยู่ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ก่อนที่จะถึง ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวก็จะต้องมีการจัดการในเรื่องของระบบข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว ในเรื่องพักแรม สถานที่พักแรม ไม่ว่าจะ เป็นโรงแรม หรือที่พักแรมประเภทอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแล เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่าในเรื่องของที่พักแรมนั้นจะมีสัดส่วนรายได้ถึงร้อยละ ๓๐ ของรายได้การท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งสำคัญที่สุดความปลอดภัย ของนักท่องเที่ยว คนไทยกันเองและชาวต่างชาติในประเทศไทย ในที่สุดก็เป็นเรื่อง ของการสะท้อนถึงความมั่นคงของชาติ ซึ่งถ้าหากว่ามีระบบที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวที่เข้ามา สามารถติดตามได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี หลักการสำคัญที่สุดที่จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ ก็คือ
ประการแรก จัดทำแพลตฟอร์ม (Platform) ซึ่งจะจัดข้อมูลทะเบียน ของนักท่องเที่ยว ทะเบียนของที่พักแรม รวมทั้งข้อมูลคนเข้าเมืองที่เป็นทั้งเข้าเมือง ในที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่สนามบิน ท่าอากาศยาน หรือทางเรือ ทางบก และในทุก ๆ ที่ เพื่อที่จะจัดให้เป็นข้อมูลเดียวกัน ที่เรียกกันว่าซิงเกิลแพลตฟอร์ม (Single Platform) โดยอ้างอิงข้อมูลอีพาสปอร์ต (e-Passport) เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ และการใช้ข้อมูลเหมือนกันหมดนะครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายก็เช่นเดียวกัน จะต้องกวดขัน การแจ้งทะเบียนการเข้าพักของชาวต่างชาติ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติ คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๘
ประการที่ ๓ ลงทะเบียนเข้าพักสำหรับชาวต่างชาติด้วยการใช้พาสปอร์ต (Passport) เป็นหลัก สำหรับการพักทุกประเภทที่บันทึกข้อมูลผ่านออนไลน์ (Online) และเก็บสำเนาพาสปอร์ต (Passport) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามข้อมูล อย่างถูกต้อง
ประการที่ ๔ เมื่อดำเนินการทั้ง ๓ ประการแล้ว ก็เห็นสมควรยกเลิก การใช้บัตร ตม. ๖ ซึ่งจะต้องมานั่งเขียนในการผ่านเข้าออกประเทศ ทั้งของคนไทย และชาวต่างชาติ โดยเราจะใช้ข้อมูลอีพาสปอร์ต (e-Passport) และข้อมูลการลงทะเบียน การเข้าพักแบบออนไลน์ (Online) แทน ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่า จะเห็นได้ชัดว่า ใบ ตม. ๖ ที่เขียนกัน แล้วข้างหลังจะมีเขียนว่า ที่อยู่ บางท่านก็เขียนที่อยู่เปรอะไปหมดเลยจนไม่ทราบว่าที่อยู่อยู่ตรงไหน ถ้าไปต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าเขากำหนดบอกว่าให้พักที่โรงแรมไหน บางทีนึกโรงแรมไม่ออกก็ใส่โรงแรมฮิลตัน ไว้ก่อน โรงแรมแบบชื่อดัง ๆ ไว้ก่อน ใส่เข้าไปเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร คือถ้าได้ข้อมูลอย่างนั้น มันจะไม่ตรงต่อความเป็นจริง แต่สิ่งที่จะตรงต่อความเป็นจริงก็คือข้อมูลจากพาสปอร์ต (Passport) แล้วเข้าที่พักที่ไหนก็ใช้ข้อมูลพาสปอร์ต (Passport) นั้น แล้วเป็นแหล่งเดียวกัน สามารถที่จะตรวจสอบได้ทันทีทันใด
ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะต้องมีการจัดระบบประเภทที่พักแรม แล้วก็ กำหนดมาตรฐานข้อบังคับให้ครอบคลุมที่พักทุกประเภท ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรฐานและความ ปลอดภัยโดยการปรับปรุงกฎหมายที่จะดำเนินการต่อไป แล้วบทลงโทษก็ต้องดำเนินการ ให้เคร่งครัด แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มบทลงโทษในบางกรณีด้วย นั่นก็คือสิ่งที่ กำลังเสนอ ในขณะเดียวกันกระผมขออนุญาตเรียนว่าสำหรับรายละเอียดตามที่ผมได้เรียน ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบแล้ว ผมจะขอนำเสนอรายละเอียดโดยขอให้ท่านกลินท์ สารสิน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. แล้วก็ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ และท่านประธานคณะทำงานการท่องเที่ยว คือคุณกลินท์ สารสิน เป็นผู้รายงานให้ท่านต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านกลินท์ สารสิน กรรมาธิการ แล้วท่านก็ยังเป็นรองประธาน หอการค้าไทย และเป็นประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยด้วย ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านนะครับ ผม กลินท์ สารสิน สปท. ลำดับที่ ๔ วันนี้ก็จะขอเล่าให้ฟังเรื่องการปฏิรูป ระบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองของอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งเมื่อสักครู่ที่ท่านสถิตย์ แล้วก็ท่านมนูได้เกริ่นไปแล้วเบื้องต้น ซึ่งทางคณะกรรมาธิการเราได้แจกไป ๓ ฉบับด้วยกัน เอกสารรายงานฉบับนี้ ๑ ฉบับ เรื่องที่ ๒ คือที่ผมจะเล่าให้ฟัง เป็นตัวสรุป หน้านี้นะครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ พระราชบัญญัติโรงแรม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และกฎกระทรวงควบคุมอาคาร อันนี้จะได้เดินไปด้วยกันได้ รายละเอียดอยู่ในนี้หมด ซึ่งคณะ สปท. เราได้เริ่มตอนนั้น ก็ได้มีการดูความสำคัญ ความเร่งด่วน แล้วก็สัมฤทธิผลของการปฏิรูปด้านการท่องเที่ยว อันไหนที่เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบเวลาที่เรามีอยู่ สรุปมาแล้วมีอยู่ ๕ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบ และบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เราได้ดำเนินการไปแล้ว แล้วก็ได้มีการติดตามผล ก็มีการแก้ไขแล้วบางส่วน ก็เกือบหมดแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง วันนี้ที่ผม จะขอเสนอนะครับ
เรื่องที่ ๓ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวของคนในท้องถิ่น หรือว่าอินคลูซิฟทัวริซึม (Inclusive Tourism)
เรื่องที่ ๔ การบริหารขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของสถานที่ ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการบริหารการจัดเก็บรายได้ การกระจายรายได้ไปในสถานที่ ที่ท่องเที่ยวให้เหมาะสม
เรื่องที่ ๕ เรื่องการรักษามาตรฐานการจัดแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้อยู่ ระดับในสากลหรือเวิลด์คลาส (World Class)
ตอนนี้อยู่เรื่องที่ ๒ นะครับ เรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ เรื่องที่ ๕ ถ้าเผื่อมีเวลา ก็จะทำต่อไปครับ
ถัดมาก็จะเห็นว่าในแวลูเชน (Value Chain) หรือว่าในระบบการท่องเที่ยว ตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก ในแวลูเชน (Value Chain) ทั้งหมด ตามที่พักก็ดี หรือว่า พักอยู่ที่ไหน จะเที่ยวที่ไหน ชอปปิง (Shopping) ที่ไหน กินอาหารที่ไหน จะเที่ยวที่ไหน การขนส่งเดินทางอย่างไร ต่าง ๆ พวกนี้ ในแวลูเชน (Value Chain) นี้ก็มีการเก็บตัวเลข มาในประเทศไทย ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องที่พักอาศัย นักท่องเที่ยวใช้เงินของเขาเยอะในนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราก็เห็นว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่มา แล้วก็เป็นความมั่นคง ของชาติด้วย นักท่องเที่ยวไม่ใช่ดีไปทั้งหมด บางท่านก็แฝงมาในรูปนักท่องเที่ยว อันนี้ก็ต้อง ดูความปลอดภัยของประเทศชาติเราด้วย ก็เล็งเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก็เลยเอาการพักแรม ของนักท่องเที่ยวมาเป็นประเด็นที่เราจะมาปฏิรูปกัน เริ่มจากการเดินเข้ามาในประเทศไทยก่อน ด่านทางสนามบิน ตอนนี้ทุกคนก็เข้ามาเทกพาสปอร์ต (Take Passport) พาสปอร์ต (Passport) สมัยใหม่ตอนนี้เป็นอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เป็นอีพาสปอร์ต (e-Passport) เข้ามา ในนั้นเวลากรอกมาจะเห็นแล้วว่าชื่ออะไร เกิดเมื่อไร พักที่ไหน เป็นคนชาวอะไร จะมีรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งในอีพาสปอร์ต (e-Passport) นี้ก็คิดว่าใช้ประมาณสัก ๒-๓ ปีมาแล้ว ก็ได้ประโยชน์ค่อนข้างเยอะ แต่ขณะเดียวกันกฎกติกามารยาทในบ้านเราก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เวลาเข้ามาเราจะดูว่าเข้ามาแล้วเราสามารถพัฒนา จากอีพาสปอร์ต (e-Passport) แล้วเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ไหม การเข้าพักต่าง ๆ มีการเรกคอร์ด (Record) ดูว่าลูกค้าหรือว่านักท่องเที่ยวจะพักที่ไหน อำนวยความสะดวก ให้เขาได้ไหม ความปลอดภัยเขาด้วยหรือเปล่า แล้วก็ผู้ประกอบการได้ความสุขสบายด้วย ได้ความปลอดภัยด้วย ซึ่งตอนนี้นักท่องเที่ยวที่เดินเข้ามาไม่เฉพาะต่างชาติ บ้านเราเหมือนกันจะต้องกรอกเรียกว่า ตม. ๖ คือใบขาว ๆ ที่เรากรอกทุกครั้ง ตม. ๖ คือ เอกสารขาว ๆ ที่บอกว่าชื่ออะไร พักที่ไหน ทำงานอะไรในลักษณะพวกนี้ที่พวกเราต้องกรอก ถามว่าคนไทยกรอกเพื่ออะไร ไม่จำเป็น ได้สืบมาแล้วว่าเอาไปใช้ประโยชน์ไหม บอกไม่ใช้ประโยชน์ ถามว่าคนไทยปีหนึ่งเดินทางสักกี่สิบล้านคน ก็หลายสิบล้านคน แต่ต่างชาติเข้ามาก็ถือว่าใช้ประโยชน์ได้บางส่วน ซึ่ง ณ ปัจจุบันถามว่าข้อมูลที่กรอกนั้น ถูกต้องหรือเปล่า ก็ไม่มั่นใจ แล้วก็ถามว่ากรอกไปแล้วเราจะหาข้อมูลนั้นหายากไหม หายากมาก กรอกข้อมูลแล้วสืบหาข้อมูลหายากมาก คือข้อมูลที่ผ่านมาไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร เรื่อง ตม. ๖ นี้ เดี๋ยวเราจะมาดูว่าปรับปรุงอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่พัก ที่พักตอนนี้หลายแห่งก็เข้ามา แล้วก็มีการกรอกเข้าไป ว่าพักที่ไหน ต่าง ๆ พวกนี้ โรงแรมประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ตอนนี้ถูกกฎหมาย ตอนนี้มีโรงแรมจำนวนมากหรือที่พักจำนวนมากยังไม่อยู่ในระบบ เขาอยากอยู่ในระบบ แต่ยังไม่อยู่ในระบบตอนนี้ ทำอย่างไรให้อยู่ในระบบ แล้วเราสามารถ จัดมาตรฐานเขาให้ได้ ในขณะเดียวกันทำอย่างไรเวลาคนมาพัก แล้วโรงแรมที่ไม่อยู่ในระบบ สามารถอยู่ในระบบได้ไหม เขาพักที่ไหน แล้วขณะเดียวกันคนที่ไม่ถูกระบบจริง ๆ เขาไปโฆษณาไปแหกตาลูกค้า ขออภัยนะครับ ลูกค้ามาเสร็จแล้วโรงแรมไม่มีก็มี แล้วบางครั้งก็ต้องมีการลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่มีโรงแรมหรือว่าโรงแรมไม่ได้มาตรฐาน แต่โฆษณาไปเกินความจริง การปฏิรูปของระบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองในครั้งนี้ เรามีแนวคิดการปฏิรูปเป็นการส่งเสริมมากกว่าควบคุม เป้าหมายของการปฏิรูปของเรา คือเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพราะว่านักท่องเที่ยวทุกคนเวลาเดินทางมา เขาต้องดูความสะดวกและความปลอดภัย ถ้าเผื่อไม่ปลอดภัยเขาไม่กล้ามาแน่นอน เรื่องการ ส่งเสริมผู้ประกอบการการท่องเที่ยวเหมือนกัน ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวทุกราย ก็อยากจะทำถูกกฎหมาย ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเราจะส่งเสริมให้เขา ได้มีมาตรฐานที่ดี รองรับในการเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา มารยาทในอนาคตของโลก
ต่อมาเรื่องความมั่นคงของประเทศไทยเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน ภาครัฐ สามารถติดตามสถานะของนักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้ามาในประเทศไทย พักที่ไหน อยู่ที่ไหน กี่วันสามารถดูได้
อีกเรื่องหนึ่ง การดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบเพื่อความยั่งยืน อันนี้สำคัญ ผู้ประกอบการโรงแรมทุกคนประกอบการแล้วต้องดูว่าคอนเซิร์น (Concern) เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า คนในชุมชนมีส่วนร่วมหรือไม่ ขณะเดียวกันตอนนี้แนวโน้ม ของโลกก็มีบริบทเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในอนาคตนะครับ
เพราะฉะนั้นวันนี้เรื่องการปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองนี้ ก็มีอยู่ ๔ เรื่องด้วยกัน เมื่อสักครู่ท่านมนูบอกไปแล้วนะครับว่าจะมี ๔ เรื่องที่เราจะปฏิรูป เรื่องแรก คือการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมือง เรื่องที่ ๒ เรื่องการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อส่งเสริมและควบคุมที่พักแรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ เรื่องที่ ๓ คือใช้มาตรฐาน ของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม ให้เป็นมาตรฐานนะครับ เรื่องที่ ๔ คือเพิ่มบทลงโทษ และบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมาย ที่เมื่อสักครู่เล่าให้ฟังนะครับ
เรื่องแรก เรื่องการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมือง หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว ก็จะมีอีพาสปอร์ต (e-Passport) เราก็รู้ว่าเขามาเข้าประเทศไทยแล้ว ตอนนี้ในบ้านเรา มีพระราชบัญญัติ ๒ พระราชบัญญัติด้วยกันที่ต้องแจ้งเกี่ยวกับเรื่องการพักของนักท่องเที่ยว เรื่องแรกคือพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ทางซ้ายมือในจอนะครับ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ เจ้าของพระราชบัญญัตินี้คือสำนักงานตรวจคน เข้าเมือง คือใครเข้ามาก็ตามมาพักที่ไหนก็ตาม เจ้าบ้านหรือเจ้าของ หรือผู้จัดการโรงแรม ต้องแจ้งภายใน ๒๔ ชั่วโมงว่าคนนี้มาพักที่นี่ โรงแรมนี้ ที่พักนี้เฉพาะคนต่างชาติ อันนี้บอกว่า เฉพาะคนต่างชาติ แต่พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ อันนี้ขึ้นกับกรมการปกครอง อันนี้ผู้จัดการโรงแรมมีหน้าที่แจ้ง ใครพักที่โรงแรมบ้าง ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ จะเห็นว่า เป็นเรื่องเดียวกัน ๒ พระราชบัญญัติ ซึ่งช่องทางการแจ้งของพระราชบัญญัติแรกที่พูดถึง คือพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ นี้ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต้องแจ้งตาม แบบฟอร์มของ ตม. ที่มีอยู่ ถ้าเผื่อ ตม. ในเขตนั้นไม่มีก็ต้องแจ้งสถานีตำรวจหรือว่าแจ้งทาง เว็บไซต์ (Web site) ก็ได้นะครับ ส่วนทางด้านพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ ของกรมการปกครองนั้น ทางขวามือนะครับ เขามีบอกว่าต้องแจ้งบันทึกบัตรทะเบียน ผู้พักทันที ตามโรงแรมจะมีแบบฟอร์มให้กรอกทันที กรอกผิดกรอกถูกไม่รู้ให้เขากรอกเอง ต่อมาก็บันทึกรวบรวม รวบรวมทุกคนที่เข้าพักโรงแรมนั้นกรอกทันทีภายใน ๒๔ ชั่วโมง หลังจากนั้นแล้วก็รวบรวมทุกวันออกมาใน ๑ อาทิตย์ รวบรวมชื่อทุกคน แล้วส่งให้ทาง เจ้าหน้าที่ทะเบียนที่กรมการปกครอง แล้วเก็บทะเบียนนี้ไว้ ๑ ปีตามกฎหมาย ซึ่งเห็นไหมครับ ทั้ง ๒ พระราชบัญญัติตอนนี้มันก็มีปัญหาพอสมควร ปัญหาแรกคือพระราชบัญญัติ คนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบอกว่า ยากต่อการบังคับใช้ให้ทั่วถึง ซึ่งตอนนี้ ณ ปัจจุบันก็ไม่มีใครกรอก แล้วแจ้งให้สถานีตำรวจหรือว่า ตม. ก็ไม่มี ส่วนใหญ่ตอนนี้คนก็ ไม่ทราบว่าต้องกรอกด้วยตามโรงแรมต่าง ๆ แล้วก็บางทีข้อมูลก็ไม่ตรง บางทีถ้าจะใช้ก็ต้องไปหา ตม. ๖ ว่าตอนนี้คนนี้เข้ามาจริงหรือเปล่า อยู่ที่ไหน ส่วนทางด้านพระราชบัญญัติโรงแรม ของกรมการปกครอง ทางขวามือ ข้อมูลจะไม่เชื่อมต่อกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แล้วทุกอาทิตย์ต้องมารีคีย์ (Re-key) ใหม่อีกที เสียเวลาด้วยนะครับ เสียแรงงานด้วย คณะเราที่จะเสนอก็คือว่าการปฏิรูประบบข้อมูลของคนเข้าเมือง คือเป็นไปได้ไหม เอาทั้ง ๒ ระบบนี้ พระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้เอามาเป็นฉบับเดียวกัน เอามาเป็นใส่ดาต้าเบส (Data based) เดียวกัน เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) เดียวกัน ทุกคนต้องแจ้งข้อมูลภายใต้ แพลตฟอร์ม (Platform) เดียวกัน จะเป็นเว็บเบส (Web based) ก็ตาม หรือแอปพลิเคชัน (Application) ก็ตาม จะกรอกโดยคอมพิวเตอร์หรือว่ามือถือก็ได้ ลงทะเบียนผู้เข้าพัก ถ้าเป็นต่างชาติก็ใช้พาสปอร์ต (Passport) ถ้าเผื่อคนไทยก็ใช้เป็นบัตรประชาชน บัตรประชาชนก็มีรายละเอียดหมดทุกอย่างในนั้นแล้ว ข้อมูลผู้เข้าพักจะได้รู้ว่าตอนนี้พักที่ไหน ข้อมูลก็มีอยู่แล้ว แล้วก็หน่วยงานของรัฐก็สามารถ เอาไปใช้ได้ง่ายด้วย ดึงไปใช้ได้ง่ายด้วย ณ ปัจจุบันการใช้งานมีน้อยมากและลำบาก ตอนนี้ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบอกว่า ต้องการทราบว่าคนที่เข้ามานี่เขามาทำบิซิเนส (Business) หรือว่ามาท่องเที่ยว ก็สามารถไปเพิ่มจุดกดได้ตรงเข้าในประเทศว่า เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ว่าจะเข้ามาทำงานหรือว่าท่องเที่ยวเท่านั้นเอง ก็ง่าย ๆ อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องการสแกน (Scan) ลายนิ้วมือที่ด่าน ตม. ทุกแห่ง ณ ปัจจุบันหลายแห่งก็มีอยู่แล้ว ใครเข้าประเทศไทยก็มีการสแกนลายนิ้วมืออยู่แล้ว อันนี้สำคัญ ถ้าเผื่อ ๓ อย่างนี้ทำได้แล้ว ก็สามารถยกเลิก ตม. ๖ ได้ คือทำแพลตฟอร์ม (Platform) ให้เรียบร้อย เรื่องกดว่าเขา มาท่องเที่ยวหรือว่ามาทำบิซิเนส (Business) และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องสแกน (Scan) ลายนิ้วมือ ก็คิดว่าจะเริ่มต้นที่คนไทยก่อน ยกเลิก ตม. ๖ ก็เริ่มที่คนไทยก่อน เรื่องที่ ๒ คือ เริ่มจากด่านที่สนามบินก่อน เพราะมีคนเข้าประเทศไทยจำนวนมาก
ประโยชน์ที่ได้รับจากที่เราปฏิรูปไปแล้ว นักท่องเที่ยวจะได้ความสะดวกสบาย เพิ่มมากขึ้น ประสิทธิภาพในการบริการจะเพิ่มมากขึ้น นโยบายบ้านเรา ประเทศไทย บอกจะเป็นดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) แล้วถ้ายังทำแบบเดิมก็คงไม่ได้ แล้วการกรอกเอกสาร ตม. ๖ ใช้ข้อมูลเดียวกันจากพาสปอร์ต (Passport) ได้ เพียงข้อมูล ที่พักแรมจะเพิ่มขึ้นเท่านั้นว่ามาพักแรมที่ไหน ก็สามารถส่งไปได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการ ลงทะเบียนโดยใช้พาสปอร์ต (Passport) ไม่ต้องกรอกเอกสารซ้ำไปซ้ำมา ส่วนผู้ให้ที่พัก นักท่องเที่ยวก็จะสะดวก ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะกรอกครั้งเดียว ไม่ต้องแยกทะเบียนต่าง ๆ หลายวันแล้วมาซัมมารี (Summary) เป็น ๑ อาทิตย์อีกทีหนึ่ง ก็น่าจะสะดวกขึ้น ลดต้นทุนด้วย ส่วนที่กรอกเข้าเว็บเบส (Web based) หรือว่าแอปพลิเคชัน (Application) ก็จะง่าย หรือถ่ายรูปของพาสปอร์ต (Passport) ออกมาก็น่าเป็นไปได้ แล้วง่ายด้วย ผู้ให้ที่พักชาวต่างชาติที่ไม่ใช่โรงแรมก็สามารถแจ้งข้อมูลสะดวก ภายใน ๒๔ ชั่วโมงก็สามารถทำได้ เราจะได้รู้ว่าใครอยู่ตรงไหน เวลาไหน ส่วนหน่วยงานภาครัฐ ก็ยิ่งสะดวกเข้าไปใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นคง จะรู้ว่าในวันนี้ใครอยู่ที่ไหนบ้าง เพราะใน ตม. ๖ ถามว่าอยู่โรงแรมอะไร เขาบอกจุด ๆ เดียว แต่นักท่องเที่ยวหลายคน ที่มาอยู่นานก็สามารถย้ายไปหลายจังหวัดได้ การเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ก็สามารถ นำมาวิเคราะห์ได้ หน่วยงานหลายกระทรวงในภาครัฐ ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ตาม กระทรวงมหาดไทยก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ก็ตาม ก็สามารถเอามาวิเคราะห์ได้ว่า นักท่องเที่ยวตอนนี้ทำอะไร ต้องการอะไรในอนาคต
เรื่องถัดมา เรื่องการปฏิรูประบบที่พักแรม ตอนนี้ที่พักแรมที่สำคัญที่สุด เมื่อสักครู่บอกไปแล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดของการท่องเที่ยว แล้วตอนนี้ เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในที่พักแรมเป็นเรื่องสำคัญ ควรมีกฎหมายกำกับและดูแล ให้เหมาะสม รูปแบบการท่องเที่ยว ที่พักแรมในตอนนี้จะเปลี่ยนแปลงไป ก็จะมีตึกเก่า ๆ มาปรับปรุงใหม่ให้ดี เรียกว่าบูทิกโฮเทล (Boutique Hotel) ตอนนี้มีการขายห้อง แต่ขายเป็นเตียง เขาเรียกว่าโฮสเทล (Hostel) ห้องน้ำใช้รวมกัน บางครั้งเรียกว่าเกสต์เฮาส์ (Guesthouse) ก็ยังมี บางครั้งก็บอกว่าเป็นโฮมสเตย์ (Homestay) ตอนนี้ก็ยิ่งกว่านั้น มีแพด้วย แล้วก็มีไทม์แชริง (Time Sharing) พวกนี้เป็นบริบทต่าง ๆ ที่ออกมาใหม่ ซึ่งในกฎหมายเรายังไม่มีครอบคลุม บ้านเรามีแค่พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ เท่านั้นเอง ซึ่งไม่ครอบคลุมเมื่อสักครู่ที่ผมบอกไป เพราะฉะนั้นปัญหาที่เราพบคือว่าที่พักแรม ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับจะทำอย่างไรต่อ เราต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริม และควบคุม ต่อมาเรื่องกฎหมายเดิมบอกว่าอาคารต้องปรับปรุงให้เหมาะสมเป็นอาคาร เป็นโรงแรม เดี๋ยวจะมีการใช้มาตรฐานของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่น ที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งมีความปลอดภัยเพียงพอสำหรับเป็นประเภท อาคาร ขอให้เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรมในอนาคตต่อไป
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องที่พักที่ดำเนินการแบบผิดกฎหมาย ที่ยังไม่ถูกต้อง จะเป็นพวกคอนโดมิเนียมที่ปล่อยเช่ารายวันพวกนี้ หรือไทม์แชริง (Time Sharing) ต่าง ๆ พวกนี้ ก็ต้องเพิ่มโทษและบังคับใช้กฎหมายตามผู้กระทำผิด ก็จะขอเล่ารายละเอียด เพิ่มเติมนะครับ เรื่องการปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมและควบคุมที่พักที่ยังไม่มีกฎหมาย รองรับ ตอนนี้ก็มีที่พักแรมไม่เกิน ๔ ห้อง เข้าพักไม่เกิน ๒๐ คน แบบนี้เขาเรียกว่าเป็น โรงแรม ขอให้กำหนดที่พักประเภทนี้ แก้ไขกฎกระทรวงขอให้เป็นโรงแรม ยกเว้นโฮมสเตย์ (Homestay) โฮมสเตย์ (Homestay) ซึ่งได้มาตรฐานของกรมการท่องเที่ยว มาตรฐาน ของกรมการท่องเที่ยวบอกว่าห้องพักไม่เกิน ๔ ห้อง คนเข้าพักไม่เกิน ๒๐ คน เป็นรายได้เสริม ของหมู่บ้านนั้น ของคน ๆ นั้น อยู่หลังคาเดียวกัน อันนี้ก็มีมาตรฐานของเขาแล้วนะครับ ตอนนี้มีหลายคนที่ทำบ้านหลัง ๆ เยอะแยะเลยแล้วบอกเป็นโฮมสเตย์ (Homestay) ก็อยากให้จดทะเบียนเป็นโรงแรม
ถัดมา ที่พักรูปแบบพิเศษต่าง ๆ เช่น แพ บ้านต้นไม้ เรือ เครื่องบินเก่า รถเก่า เต็นท์ แคปซูล ต่าง ๆ พวกนี้ขอให้เพิ่มพระราชบัญญัติที่พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่โรงแรม เพื่อส่งเสริมและควบคุมที่พักประเภทนี้ ซึ่งตอนนี้ไม่มีพระราชบัญญัติควบคุม อันนี้อยู่
ถัดมา เรื่องการใช้มาตรฐานของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่น ที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม ซึ่งปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของกฎกระทรวงนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเป็นโรงแรมจะติดขัด ลักษณะอาคารซึ่งเข้าสู่ระบบไม่ได้ เพราะมาตรฐานอาคารตามกฎหมายเดิมสูงเกินไป ไม่สามารถใช้อาคารเล็กเป็นโรงแรมได้ ซึ่งตอนนี้ทางกฎกระทรวงเดิมบอกว่าจะต้อง ดำเนินการแก้ไขอาคารเล็กก่อนกันยายน ๒๕๕๙ ที่ออกเป็นกฎกระทรวงเท่านั้น รวมถึง การกำหนดยื่นแบบภายใน ๒ ปี ปรับปรุงให้เสร็จภายใน ๕ ปี อันนี้กฎกระทรวงออกไปแล้ว แต่เนื่องจากการนำอาคารเดิม อาคารเก่ามาปรับปรุงเป็นที่พัก แล้วก็สร้างโรงแรมใหม่ ในแบบอาคารเล็ก ๆ แนวโน้มจะมีที่นิยมสูงขึ้น สูงขึ้นมาก ๆ ก็เปิดโอกาสให้นำมาตรฐาน คิดว่ามาตรฐานที่ทางกระทรวงมหาดไทยออกมาควรจะเป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม สำหรับอาคารขนาดเล็กนี้นะครับ มาตรฐานของกระทรวงนี้เป็นการปรับเกณฑ์ ความปลอดภัยให้เหมาะสมกับประเภทอาคาร ไม่ใช่ลดระดับความปลอดภัยนะครับ ยกตัวอย่างบางทีมาตรฐานเดิมบอกว่าตึกใหญ่ บันไดต้องกว้าง ๑.๕ เมตร แต่อาคาร ขนาดเล็กปรับเป็น ๑ เมตร ก็เป็นไปได้นะครับ อันนี้ก็คือปรับเกณฑ์ความปลอดภัย ให้เหมาะสม ที่เสนอคือว่า ควรขยายขอบเขตการใช้มาตรฐานกฎกระทรวงฉบับนี้ออกไป เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม โดยผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ตามมาตรฐานก่อนเปิดดำเนินการทุกครั้ง ส่วนผู้ประกอบการที่ดำเนินการมาก่อน ออกกฎกระทรวงยังคงกำหนดเวลายื่นแบบภายใน ๒ ปีเช่นเดิม อันนี้ที่คณะอนุกรรมาธิการ เสนอนะครับ
เรื่องถัดมา การเพิ่มบทลงโทษและบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุม ผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งตอนนี้ก็มีผู้ประกอบการหลายรายที่เมื่อสักครู่เล่าให้ฟังแล้ว จริง ๆ แล้วตอนนักท่องเที่ยวมาถึงปั๊บ ที่เขาลงในโฆษณาภาพสวย ๆ ออกมาต่าง ๆ ที่จริงแล้ว ไม่เป็นตามนั้น ก็เลยบอกเขาว่า กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมระบุเลขที่ใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงแรมในใบโฆษณาประชาสัมพันธ์ใด ๆ ทั้งสิ้น โดยผู้ประกอบการ ที่ผิดกฎหมายจะโฆษณาผ่านช่องทางใด ๆ ไม่ได้เลย รวมถึงออนไลน์ ทราเวล เอเจนต์ (Online Travel Agent) บนอินเทอร์เน็ต (Internet) ด้วย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ในขณะเดียวกันเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๙ ให้เป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปัจจุบันบอกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ขอปรับเป็น ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละ ของเดิมบอกว่า ๑๐,๐๐๐ บาทต่อวัน ขอปรับเป็น ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาทต่อวันที่ยังฝ่าฝืน ทั้งนี้ทั้งนั้นคิดว่า ถ้าประกาศแล้วก็น่าจะได้ผลด้วย ขณะเดียวกันต้องบังคับใช้กฎหมายให้จริงจัง อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องคอนโดมิเนียม ปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมปล่อยเช่ารายวัน ทำให้คนที่ซื้อคอนโดมิเนียม ห้องข้าง ๆ ไม่ได้รับความปลอดภัย คิดว่าเรื่องคอนโดมิเนียมนี้ถ้าจะใช้จริง ๆ ก็จดทะเบียน เป็นโรงแรมไป หรือว่าอพาร์ตเมนต์ (Apartment) ก็ตามขอให้จดทะเบียนเป็นโรงแรม ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ ขณะเดียวกันเรื่องไทม์แชริง (Time Sharing) ก็เหมือนกัน จะทำเป็นธุรกิจโรงแรมก็ขอให้จดทะเบียนเป็นโรงแรมไป ประโยชน์ ที่จะได้ในการปรับปรุงระบบที่พักอาศัย นักท่องเที่ยวจะได้ความปลอดภัยสูงขึ้น โรงแรม จะมีมาตรฐาน จดทะเบียนถูกต้อง นักท่องเที่ยวมาบ้านเราปีที่แล้ว ๓๒.๖ ล้านคน ก็มาเห็นความปลอดภัย เชื่อใจ ประทับใจ แล้วก็มาเที่ยวอีก มาบ้านเรามีคุณภาพ ด้านท่องเที่ยวและที่พักด้วย และการท่องเที่ยวเป็นอย่างยั่งยืน ถัดมาผู้ให้บริการที่พัก กับนักท่องเที่ยวก็มีมาตรฐานที่ดี เรื่องความปลอดภัย เรื่องความสะอาดและประทับใจ แล้วเราสามารถช่วยปรับปรุงพัฒนายกระดับที่พักแรมให้มีมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้น ส่วนหน่วยงาน ภาครัฐก็จะสามารถดูรู้ว่าใครอยู่ที่ไหน ความมั่นคงของประเทศว่าผู้ก่อการร้ายหรือ คนหนีเข้าประเทศจะอยู่ที่ไหน และขณะเดียวกันก็สามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกันก็อยู่ในระบบที่สอดส่องดูความปลอดภัยด้วย ถ้าเผื่อเข้าในระบบแล้วคิดว่า ลดการคอร์รัปชันจะได้ไม่เป็นช่องทางในการรีดไถของเจ้าหน้าที่
ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องแรก เรื่องปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมือง หน่วยงานที่รับผิดชอบคือทางด้าน ตม. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องที่ ๒ คือปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริม และควบคุมที่พักที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ อันนี้คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องที่ ๓ คือใช้มาตรฐานของกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคาร ประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นมาตรฐานของธุรกิจโรงแรม อันนี้ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องสุดท้าย การเพิ่มบทลงโทษ และบังคับใช้กฎหมาย เพื่อควบคุมผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมาย อันนี้เป็นกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายงานที่คณะอนุกรรมาธิการด้านอุตสาหกรรม และบริการได้ทำเสนอ ขอบคุณมากครับ
ขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็น ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรก ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รัก ทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. ลำดับที่ ๑๗๓ เรื่องนี้ที่คณะกรรมาธิการ นำเสนอผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ตรงกับระยะเวลาที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็มีข้อเสนอ บางประการที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ แล้วผมก็ขออนุญาต มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่จะนำเสนอด้วย
ภาพแรก เป็นภาพที่ผมอยากกราบอัญเชิญพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ น้อมนำมาเพื่อเป็นสิริมงคลกับที่ประชุม ท่านตรัสไว้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๔ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๒๕ สรุปว่าท่านเน้นเรื่องการธำรงรักษาชาติและความมั่นคงของประเทศ แล้วก็ไม่คิดถึงประโยชน์ ส่วนตัวหรือพวกพ้อง โดยสรุปนะครับ
ภาพที่ ๒ อันนี้ที่ท่านพูดนี่ ถ้าไม่มีเครื่องบิน โอกาสที่ท่านจะมาคุยเรื่องนี้ คงจะลำบาก ผมพยายามไปหาภาพการบินไทยโดยเฉพาะ ไม่มี ก็เลยมีภาพเครื่องบินหลายชาติ แต่ก็ให้ประชาชนรวมทั้งที่ประชุมเห็นว่า ถ้าไม่มีเครื่องบินพาชาวต่างประเทศมา ท่านก็ ไม่จำเป็นที่จะต้องมี ตม. ๖ แล้วก็รวมทั้งคนเข้าเมือง ออกเมือง
ภาพต่อไปครับ นี่ครับ ไม่มีใครไม่รู้จักครับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้าเมือง ถูกต้องตามกฎหมายจะเข้าผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วเป็นสนามบินที่อวด ชาวต่างประเทศได้ มีเครื่องไม้เครื่องมือครบ เมื่อมีเครื่องบินแล้ว มีคนขึ้นเครื่องบินแล้ว มีสนามบินแล้ว เก่านี่นะครับ ท่านก็จะมี ตม. ๖ อันนี้บัตรขาเข้า ต่อไปเป็นบัตรขาออก ทุกคนที่ไปต่างประเทศหรือเข้าเมือง โดยเฉพาะคนไทยก็จะมีแบบนี้ให้กรอก เราก็กรอกกัน แต่ที่ท่านกรรมาธิการบอกกรอกแล้วไปทำอะไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้พอกรอกแล้วจะต้อง ถือพาสปอร์ต (Passport) เข้ามาพร้อมกับใบ ตม. ก็คิวยาวอย่างนี้ ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีแล้ว แต่ว่าก็ยังมีอยู่ในบางโอกาสตอนเช้ามืดท่านไปดู คนเข้าดอนเมือง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คนต่อวัน บางวันถึง ๕,๐๐๐ คน ก็ยาวแบบนี้ เมื่อยาวแบบนี้ปุ๊บก็ช้า ก็เกิดความอึดอัดกับคนที่เขา อยากจะมาทำธุรกิจท่องเที่ยว ร้อยแปดจิปาถะ ทีนี้ก่อนที่จะพูดเข้าไปในเนื้องานผมอยากจะ บอกว่า ท่านประธานครับ ผมก็เป็นคนอยากได้เงิน ยิ่งเป็นเงินตราต่างประเทศผมก็อยากได้ เพราะเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศไทยมากเท่าไร เงินเราออกน้อยไปนี่เราจะได้เปรียบ ดุลทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ท่านก็ทราบแล้วว่ามันเป็นซอฟต์มันนี (Soft money) ลงทุนน้อยแต่ได้ผลเยอะ
ผมให้ท่านดูภาพต่อไปครับ ตาชั่งครับ อันนี้มันจะพอดี ๆ ตาชั่งที่มาตรฐาน ซ้าย ขวา อันนี้แบบโบราณที่อยู่บนคอปกเสื้อของบางส่วนราชการ เที่ยงตรง
แต่อย่างไรก็ตาม ท่านดูภาพต่อไป ผมไม่อยากเห็น เรานึกถึงเงินตรา ต่างประเทศ ไม่ว่าจะของประเทศไหน มากไปกว่าความมั่นคงของชาติบ้านเมือง ผมจึงนำภาพนี้ มาให้ดูว่าให้คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของประเทศ ไม่ว่าจะชีวิตหรือทรัพย์สินของคนไทย ให้มากกว่าเงินตราต่างประเทศ ด้านซ้าย ผมจึงให้น้ำหนักธงชาติกับแผนที่ประเทศไทย ไว้ให้ท่านดูเป็นการเตือนอนุสติว่าอย่าคิดถึงเรื่องเงินทองมากจนชาติบ้านเมืองเราจะเกิด ความเสียหาย ที่ท่านพูดทั้งหมดผมอยากกราบเรียนว่าท่านจะยกเลิก ตม. แบบ ตม. ๖ หรืออะไร ร้อยแปดจิปาถะ จะต้องป้องกันการปลอมพาสปอร์ต (Passport) การตรวจ พาสปอร์ต (Passport) ก็ตาม ครั้งหนึ่งเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ผมได้ยินกับหู มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านพูดกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ผบ.ตม. ว่า ให้ไปดูสิว่ามันมีเครื่องมืออะไร ที่เขาเรียกไบโอเมตริก (Biometric) มาทดแทนการดูแลด้วยแมนวล (Manual) แล้วเมื่อเช้า ผมเจอท่าน ผบ.ตม. ท่านก็บอกว่าทำเกือบเสร็จแล้ว เครื่องนั้นคือเรียกว่าไบโอเมตริก (Biometric) ท่านที่พูดสั่งเรื่องนี้ เมื่อ ๒ ปีที่แล้วผมได้ยินกับหูโดยบังเอิญ ก็คือท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านพูดเรื่องนี้ ในอดีตท่านใช้นิ้วเดียว พออายุเยอะ ๆ พอนิ้วสึก อย่างผมนี่นิ้วสึกต้องเวฟ (Waive) ท่านรองสุวัฒน์ก็จะทราบ ปัจจุบันนี้มันพัฒนาขึ้นไปอีกอันหนึ่ง ใช้ ๑๐ นิ้วกลิ้งไปกลิ้งมาได้ นิ้วไหนผ่าน หรือ ๒ นิ้วผ่าน แล้วแต่ประเทศ ก็ถือว่าใช้ได้ แล้วมันจะไปปรากฏอยู่ในคลังข้อมูลว่า นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ออกจากประเทศไทยเมื่อวันนั้น กลับเข้าประเทศไทยเมื่อวันนี้ อันนี้หมายถึงว่าเครื่องไบโอเมตริก (Biometric) แล้วผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพผ่านไปยังกรรมาธิการว่า หลังจากที่ผมได้ยินคำนี้แล้ว รวมทั้งเห็นระเบียบวาระนี้เข้ามา ผมก็ไปค้นหาเรื่องไบโอเมตริก (Biometric) ไบโอเมตริก (Biometric) มี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ประเภทที่ ๑ ดูลักษณะ ทางกายภาพ ก็คือลายนิ้วมือ ใบหน้า ใบหู ตา ร้อยแปดจิปาถะ มี ๖-๗ อย่าง กับประเภทที่ ๒ ลักษณะของพฤติกรรม การเดิน เสียง ก็ใช้ได้ แต่ที่ใช้กันมากที่สุดก็คือ ลายนิ้วมือกับใบหน้า อันนี้คือการส่องไปที่เลนส์ตาว่าสีอะไร แต่พออายุเยอะ ๆ แล้วมันก็อาจจะเพี้ยนไปได้
ข้อเสนอของผม ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ด้วยความเคารพว่า สิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือว่าเราจะยกเลิก ตม. ๖ หรือความสะดวกอะไร ก็ตาม ท่านต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยีหรือทั่วโลกเขาใช้ไบโอเมตริก (Biometric) ให้ครบทุกด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้งขาเข้าและขาออกอย่างเป็นระบบเสียก่อน ถ้ายังไม่ครบ ก็จะเป็นปัญหา ผมยกตัวอย่างว่ามีด่านอยู่ ๒๐ ด่าน ๕ ด่านยังไม่มี คนที่คิดร้ายคิดไม่ดี ก็จะไปเข้าด่าน ๕ ด่านนั้น เพราะฉะนั้นต้องมีให้ครบเสียก่อน
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากจะเสนอก็คือว่าต้องจัดให้มีดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) มีไว้ทำอะไร เพื่อบูรณาการข้อมูลครบทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตม. หรือตำรวจท้องที่ก็ตาม กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ฝ่ายความมั่นคง ที่หลัก ๆ ก็คือกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ถ้ายังไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่เป็นหนึ่งเดียวเขาก็จะ เขย่งกัน กดก็ไม่ออก ใช้ก็ไม่ได้ ข้อมูลก็ไม่แม่นตรง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องทำเลย ต้องทำเสียก่อน ก่อนที่จะยกเลิกเรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ตม. ๖ ที่เราบ่นกันเหลือเกินว่า กรอกเข้าไปแล้วเอาไปทำอะไร ผมไม่ทราบเพราะผมไม่ได้อยู่หน่วยพวกนี้ ทีนี้ถามว่า อันนี้มีความจำเป็นไหม ท่านนึกย้อนหลังไปเมื่อปีก่อนโน้น ระเบิดตูมตอนค่ำวันหนึ่ง ที่สี่แยกพระพรหม ผลคืออะไร คนไทยและคนต่างประเทศบาดเจ็บไปเยอะมาก ตรวจไปตรวจมาก็คือว่าเข้าเมืองโดยไม่ผ่านระบบการตรวจสอบ แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลก็สั่งการให้ตามจับจนได้หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน แต่ว่าคงไม่เฮง อย่างนี้เสมอไป เราคงไม่อยากให้เกิดเรื่องต่าง ๆ อย่างนี้ในประเทศไทยเรา
ผมขอเพิ่มอีกข้อหนึ่ง ข้อ ๓ การบังคับใช้กฎหมายต้องเข้มแข็ง ทุกภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง ไม่ปล่อยให้มีชาวต่างชาติที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ต้องใช้คำนี้ หรือเดินขายถั่ว ร้อยแปดจิปาถะ เดินกันไปเต็มตรอกซอกซอย ตำรวจที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาก็ยังไม่เคยถามว่า เธอเข้าเมืองถูกต้องไหม ผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สิ่งที่ท่านเสนอ ผมเห็นด้วย แล้วก็มีข้อเสนอฝากท่านไปพิจารณาอีกเล็กน้อย ขอบคุณครับ
ขอบคุณคำอภิปรายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เรื่องที่เราจะพิจารณากันมี ๒ ประเด็นคือ ๑. จะเข้าเมือง เข้าประเทศไทยอย่างไร ๒. แล้วเมื่อเข้ามาแล้วควรจะต้องทำอะไรบ้างของแขก จากต่างประเทศ
ในประเด็นแรก ต้องขอทบทวนนะครับ แล้วก็เป็นข้อเสนอด้วยว่า ด่านแรก ของประเทศไทยนั้นไม่ใช่ ตม. ที่สนามบินหรือว่าที่ท่าเรือ หรือว่าตลอดแนวชายแดนของเขต ตม. ศุลกากร ๔๐ กว่าแห่งด้วยกันทั่วประเทศ แต่มันเป็นกระทรวงการต่างประเทศ คือสถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลก เพราะว่าเราให้นักท่องเที่ยวหลาย ๆ ประเทศ เข้าประเทศไทยโดยที่ไม่ต้องตรวจลงตราหรือไม่ต้องขอวีซ่า (Visa) แต่หลาย ๆ ประเทศเขาก็ ยังต้องขอตรวจลงตราอยู่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ กับอันที่ ๒ ก็คือถ้าเผื่อไม่ใช่นักท่องเที่ยวแล้ว จะเข้ามาติดต่อธุรกิจ จะมาทำงานต่าง ๆ เหล่านี้ ทุกคนที่เป็นชาวต่างชาติต้องมาขอวีซ่า (Visa) เข้าประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ท่านสมาชิกทุกท่าน ท่านประธานอยู่ในห้องนี้ คงจะมีความรู้สึกต่ำต้อย แล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจ แล้วก็อดสูด้วย บางครั้งคงจะดูทุเรศ ที่พี่น้องชาวไทยต้องตากแดดตากฝน แล้วก็ไปยืนออกันที่สถานกงสุลหรือว่าหน่วยงานกงสุล ของสถานทูตต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่เราปล่อยให้คนของเขา เข้าประเทศไทยโดยที่ไม่ต้องมีการขอวีซ่า (Visa) มันก็เรื่องของศักดิ์ศรีของคนไทย ประเทศไทย แล้วก็หลักปฏิบัติตอบแทน และเรซิโพรซิตี้ (Reciprocity) ที่รัฐที่มีความเป็นอารยธรรม จะต้องพึงกระทำต่อกัน เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้ทบทวนอย่างนี้ด้วย ดังที่ผมได้เคยเสนอแล้ว ขอให้เก็บค่าวีซ่า (Visa) จากทุกประเทศ เพราะว่าประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ของเป้าหมายของการท่องเที่ยว ไม่จำเป็นที่จะต้องมาโฆษณาหรือว่ามาเชิญชวนด้วยการที่ ไม่เก็บค่าวีซ่า (Visa) ถ้าเผื่อไม่ใช่เป็นนักท่องเที่ยวระดับโลก ระดับสากล แล้วไม่มาเมืองไทย เขาก็เชย เขาต้องมาครับ เรามีของดีอยู่ที่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นควรจะเก็บ ค่าวีซ่า (Visa) ให้หมดทุกคน จะมีผลประโยชน์ ๒-๓ ประการด้วยกัน คือ ๑. เป็นรายได้ เข้าประเทศ ซึ่งอาจจะไปช่วยในการพัฒนางานของฝ่ายกงสุล ของสันติบาล ของท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย แม้กระทั่งงานของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย แล้วก็ระบบ เชื่อมโยงการขนส่งมวลชนทั้งหลายมันก็จะเป็นประโยชน์ และส่วนหนึ่งก็อาจจะนำไปในการ ที่จะบูรณปฏิสังขรณ์มรดกโลกที่อยู่ที่ประเทศไทย แหล่งธรรมชาติทั้งหลาย แล้วก็รวมทั้ง การเก็บขยะด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการเก็บค่าวีซ่า (Visa) เป็นประโยชน์ และไม่เป็นสิ่งที่จะ ไปลบหรือว่าจะลดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเลย นั่นเป็นด่านที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ถ้าเผื่อมาขอวีซ่า (Visa) ที่สถานทูต สถานกงสุลทั่วโลก เราก็จะ ได้เรกคอร์ด (Record) สถิติไว้ตั้งแต่ต้นว่าเขามาจากที่ไหน ทำอะไร จะไปอยู่ที่ไหนเมื่อเข้ามา ที่ประเทศไทย แล้วก็ทันทีที่ทางฝ่ายกงสุลของสถานทูตได้ข้อมูลอันนี้ ในระบบไอที (IT) ก็ส่งกลับมาที่ประเทศไทย ไปที่อย่างน้อย ๓ หน่วยงานด้วยกัน คืออันที่ ๑ ไปที่ ตม. อันที่ ๒ ไปที่สันติบาล แล้วก็อันที่ ๓ ไปที่กระทรวงมหาดไทย อีกทั้งเราก็อาจจะขอ เพราะในช่วงนี้การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติมากมายต้องป้องกันประเทศนะครับ นอกเหนือจากต้องให้ขอวีซ่า (Visa) แล้ว ก็มีการโฟลว์ (Flow) การกระจายของข้อมูลไหลลื่น เราก็ต้องบังคับหรือขอความร่วมมือจากบรรดาสายการบินทุกสายการบินที่เข้าประเทศไทยว่า ต้องส่งรายชื่อของผู้โดยสาร ทันทีที่เขาขึ้นจากลอนดอน เขาก็สามารถที่จะส่งข่าวมาที่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือมาที่กระทรวงคมนาคม หรือมาที่ ตม. หรือทั้ง ๓ แห่งได้ เราก็จะได้รู้ตั้งแต่ต้นเลยว่าจะมีผู้โดยสารกี่คน เป็นใครบ้าง แล้วก็จะไป เทียบกับการไปขอวีซ่า (Visa) ที่สถานกงสุล แล้วก็ของสถานทูตไทยทั่วโลกได้ มองในแง่ของ รายได้ อันที่ ๒ ในแง่ของการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการก่อการร้าย และบรรดาพวกมาเฟีย (Mafia) ทั้งหลายที่มาหมกตัวอยู่ที่บางถนนของกรุงเทพมหานคร ที่พัทยา ที่เกาะสมุย ที่ภูเก็ต ที่หัวหิน แล้วก็ที่เชียงใหม่ ต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราต้องพยายามที่จะทำความสะอาดสังคมไทยครับ คราวนี้เมื่อข้อมูลเข้ามาแล้ว ที่กระทรวงมหาดไทย หรือที่ ตม. ก็ต้องมาโยงไปที่ทุกเขตของ กทม. ๕๐ กว่าเขต แล้วก็ ต้องไปที่เทศบาล แล้วก็ต้องไปที่ศาลากลางจังหวัด แล้วก็ต้องไปที่ อบต. ในประเด็นนี้ผม ขอมาโยงกับที่จะยกร่างพระราชบัญญัติที่จะไปควบคุมพวกโฮมสเตย์ (Homestay) ทั้งหลาย ผมไม่อยากจะให้มีการออกกฎหมายเพื่อจะบังคับแล้วก็ลงโทษประชาชน อย่าเป็นกฎหมาย ที่จะบอกว่าถ้าเผื่อเขาอยากจะเปิดบ้าน ๒ ห้องให้เป็นที่พัก อันนี้เป็นสิ่งที่พึงจะมี แล้วถ้าเผื่อ ยังทำไม่ได้ หรือทำผิดไปไม่ต้องเอาเขาไปปรับแล้วก็เข้าคุก แล้วก็มอบอำนาจของการ ตรวจสอบให้เป็นท้องถิ่น เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีสำนักงาน ท่องเที่ยวและการกีฬาอยู่ในต่างจังหวัด ในเมื่อเรามี อบจ. อบต. มีเทศบาลแล้วเขามีหน้าที่ ที่จะต้องดูแลผู้ประกอบการ แล้วอำนาจจากส่วนกลางก็โอนมาที่ท้องถิ่นได้เป็นการเพิ่ม ความรับผิดชอบ เป็นการกระจายอำนาจ แล้วก็ทำให้ผู้ประกอบการได้อยู่กับนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี ก็ว่ากันเองว่าจะต้องทำตัวอย่างไร เพราะว่าเป็นผลประโยชน์ร่วม ของการมีรายได้เข้ามา แล้วก็มีภาษีท้องถิ่นที่มันพึงจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ออกมา ก็เพียงจะบ่งบอกทิศทางว่าควรจะจัดบ้านช่องหรืออาคารอย่างไรที่จะเป็นการท่องเที่ยว นอกรูปแบบ คือไม่ใช่โรงแรม ไม่ใช่รีสอร์ต (Resort) แล้วก็เป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว เป็นสำคัญ ผมอยากจะให้มองประเด็นนี้ อีกอันหนึ่งคือเราก็พูดกันมากเรื่องระบบไอที (IT) กับอีพาสปอร์ต (e-Passport) ต้องทำลิสต์ (List) มาเสียก่อนครับ ณ วันนี้มีกี่ประเทศ ที่เป็นพาสปอร์ต (Passport) แบบอีพาสปอร์ต (e-Passport) ผมว่าส่วนใหญ่ยังไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดูด้วย แล้วประเทศที่เขามาแล้วพาสปอร์ต (Passport) เขาไม่เป็น อีพาสปอร์ต (e-Passport) จะทำอย่างไร อันนี้ก็ต้องอีกระบบ เราก็ต้องมี ๒ ระบบที่ประเทศไทย หรือว่าที่ ตม. นอกจากนั้นแล้ว ณ วันนี้ก็มีเอเปกการ์ด (APEC Card) ให้กับนักธุรกิจ ของประเทศสมาชิกเอเปก (APEC) ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจว่าคงไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง แล้วในอนาคตเราก็คงจะต้องมีอาเซียนการ์ด (ASEAN Card) ของ ๑๐ ประเทศ ๖๐๐ ล้านคน มันก็จะมีเรื่องของการรวมตัวของภูมิภาคต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในการที่จะปรับปรุง การเข้าประเทศของต่างชาติ ผมว่าต้องมองให้มันครบองค์เสียก่อน ไม่ใช่มองแค่บางจุด แล้วก็มาว่ากันอย่างนั้น คงไม่ใช่นะครับ แล้วผมก็อยากจะให้เอาประเด็นเหล่านี้ไปทบทวน แล้วก็เสนอเข้ามาใหม่ ผมไม่ค่อยจะสบายใจเวลาลงคะแนนกันแล้ว แล้วประธานกรรมาธิการ ที่มาเสนอก็บอกว่า จะเอาประเด็นที่เราเสนอเข้าไป แล้วก็รวบรวม แล้วก็ส่งไปที่แม่น้ำ ๓ สาย ๔ สาย หรือไปที่ คสช. ไปที่ ครม. ผมคิดว่ามาทำเอกสารให้มันสมบูรณ์เป็นเรื่องเป็นราว ให้มันครบองค์นะครับ ขอใช้คำภาษาอังกฤษว่าคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) แล้วเรา ก็มาดูกันเสียอีกทีหนึ่ง เพื่อให้เราคงความเป็นเลิศของศูนย์กลางท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เป็นศูนย์กลางของอาชญากรรม ขบวนการมาเฟีย (Mafia) แล้วก็ ไปโยงใยกับนักการเมืองผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น โกงกินบ้านเมืองกัน แล้วที่นี่ก็เป็นศูนย์กลาง ของอาชญากรรมต่าง ๆ ดังที่รู้กันอยู่เป็นวีซ่าฟรี (Visa Free) หรืออะไรทำให้มันง่ายไปแล้ว ไม่เป็นการเพียงพอ เราต้องดูเรื่องความมั่นคงและต้องดูเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ของสังคมไทยด้วย ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านธานินทร์ ผะเอม อดีตรองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขอเชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธานินทร์ ผะเอม ลำดับที่ ๗๔ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่ทำเรื่องนี้ เปเปอร์ (Paper) อาจจะดูคอนไซส์ (Concise) แต่ก็ตรงจุดตรงประเด็นดี แล้วก็ คอนทริบิวชัน (Contribution) ของการท่องเที่ยวมันโตได้เร็ว แล้วก็มีส่วนสำคัญ ตอนนี้ ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นเสาหลักสำคัญ ตัวเลขที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแถลงเมื่อเช้านี้ ปี ๒๕๕๙ เราโต ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนนั้นเป็นคอนทริบิวชัน (Contribution) จากภาคท่องเที่ยว ๑๗.๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็สูงขึ้นในแง่สัดส่วนต่อจีดีพี (GDP) สูงกว่าปี ๒๕๕๘ พอสมควร ตอนที่ ผมเข้ามาทำงานที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อสัก ๒๐ กว่าปีก่อนนี้ การท่องเที่ยวอยู่แค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ก็เล็กกว่าก่อสร้างด้วยซ้ำไป ตรงนี้ ผมเรียนนิดหนึ่งว่าถึงแม้จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ตรงจุดตรงประเด็น แต่ผมคิดว่ามันมีบางเรื่อง ที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยทำให้เปเปอร์ (Paper) นี้ครอบคลุม แล้วก็เข้มแข็งขึ้น ผมจะขออนุญาต ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก เป็นเรื่องของบทบาทอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสมาคมโรงแรม จะเห็นว่าในเปเปอร์ (Paper) ข้อเสนอการปฏิรูปซึ่งเป็นประเด็นขับเคลื่อนมันมีแต่บทบาท ของภาครัฐ
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องกระบวนการสร้างความรับรู้และกระบวนการ มีส่วนร่วม อันนี้ถ้าจะให้ขับเคลื่อนได้ต้องให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม แต่ตรงนี้ เขาก็ต้องเข้าใจ แล้วก็รับทราบถึงกระบวนการที่เขาจะมีส่วนร่วมได้อย่างเหมาะสม
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) เรื่องไอที (IT) ที่ท่านเสนอมาว่าจะช่วยกระชับเวลา แล้วก็ ลดต้นทุน เป็นเลสเปเปอร์ (Less Paper) เราก็เข้าใจว่ายังมี เปเปอร์เลส (Paperless) คงยัง ไปไม่ถึงดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) ของเรา ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นี้ ก็ คงยังต้องใช้เวลา ถึงแม้ว่ารัฐจะมีความชัดเจน ส่งสัญญาณที่ชัดเจน แล้วก็ต้องมูฟ (Move) เป็นไมโคร (Micro)
ผมจะขออนุญาตเริ่มในประเด็นที่ ๑ ก่อน เรื่องบทบาทของภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม ถ้าตัวเล่น เป็นคีย์เพลเยอร์ (Key Player) ตรงนี้ไม่ปรากฏที่ชัดเจน คำว่า ประชารัฐ ซึ่งที่เรารับทราบกัน มันก็จะมีแต่ภาคเอกชนกับรัฐที่ทำกันอยู่ บางทีมันยังลงไปไม่ถึงท้องถิ่นชุมชน และภาคเอกชน ที่อยู่ในพื้นที่ตรงนี้เราจะพบว่ามีบทบาทและความสำคัญมาก ถ้าเราจะให้ผู้ประกอบการ เข้มแข็ง เราก็ต้องให้แรงเขา สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผมอ่านดูแล้ว ไม่ปรากฏเลย เปเปอร์ (Paper) นี้อาจจะลีน (Lean) แต่ตรงนี้ก็ควรจะต้องมีส่วนที่สำคัญ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเราเคลื่อนไม่ได้หรอกครับ เพราะคนทำมาหากินจะต้องเข้ามา และข้อสำคัญสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็คล้าย ๆ กับหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยซึ่งมีกฎหมายรับรองออกเป็นพระราชบัญญัติ ก็หมายถึงว่า รัฐให้การยอมรับว่า รัฐจะทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดังเช่น ที่ทำกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเช่นเดียวกัน แต่ต้องยอมรับว่า สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไม่ได้เข้มแข็งอย่างหอการค้าไทยของท่านกลินท์ หรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีการจัดตั้ง มีออกาไนเซชัน (Organization) ที่เข้มแข็ง คือเวลล์ออกาไนซ์ (Well Organized) หรือแม้แต่สมาคมโรงแรมที่เราได้ยิน แล้วมีการเรพรีเซนต์ (Represent) ที่ค่อนข้างจะเข้มแข็ง ผู้แทนประชาคมหรือผู้ประกอบการ ที่อยู่ในขอบข่ายได้อย่างชัดเจน อันนั้นก็จะทำให้ระบบความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน มีความชัดเจนขึ้น
ประการที่ ๒ ที่ผมจะพูดต่อเนื่องรวมไป ถ้าเราจะแข่งขันได้ก็คือคอมเพทิทิฟ (Competitive) และอินคลูซิฟ (Inclusive) ตรงนี้ท่านก็จะมีแผนการทำต่อ อันนี้ผมก็จะ ขอพูดต่อเนื่องไปเลยว่า ตรงนี้มันต้องลงไปถึงท้องถิ่น แล้วก็ชุมชนด้วย การสร้างกระบวนการ รับรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมมันสำคัญกับเรื่องความยั่งยืน ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ท่านสุรินทร์ได้พูดไว้ มันไม่ใช่ประเด็นข้อกังวลเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว ประเด็นเรื่องความยั่งยืน เพราะว่าคีย์เพลเยอร์ (Key Player) หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นเจ้าของ เป็นโอเนอร์ชิป (Ownership) และมีส่วนร่วมที่จะ คอนทริบิวต์ (Contribute) และขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว ทั้งรายได้ ทั้งเรื่องอื่น ๆ การนำวัฒนธรรม มาใช้ทำให้วัฒนธรรมไม่ตาย ซึ่งตรงนี้เรามีความหลากหลายทางด้านชีวภาพ และยังมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมในประเทศนี้ ตรงนี้ก็ต้องยอมรับว่า เราคงต้องเวิร์กเอาต์ (Workout) ในฐานะที่ สปท. ก็ทำเรื่องที่จะต้องปรับกระบวนการ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค แล้วก็ส่วนท้องถิ่นตรงนี้ให้ชัดเจน เพราะว่า แอเรียเบส (Area based) ที่เราปรับอยู่นี้เราก็พบว่าได้มีการดำเนินการไปมากแล้ว
ในประการที่ ๓ ผมจะเรียนอย่างนี้ครับว่า คำว่า โอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) รัฐบาลได้ลงทุน โดยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ลงทุนไปเยอะ แต่ที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินตรวจสอบดู หน่วยราชการยังใช้น้อยมากนะครับ แบ็กโบน (Backbone) ใหญ่ของเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่เราลงทุนไป หลายปีที่ผ่านมา เป็นเงินจำนวนมหาศาล แต่เราใช้ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์แต่ละหน่วยนะครับ ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็บางหน่วยหรือบางพื้นที่ที่ไปลงทุนไว้ในบางจังหวัดคงไม่ต้องเอ่ยนะครับ ไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย คือต่างคนต่างอยู่ ตรงนี้ถ้ามาดูจะเห็นว่าในกรณีนี้มีทั้ง กระทรวงมหาดไทย มีทั้ง ตม. คือตำรวจ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หลัก ๆ เราคงไม่ไปรอภาพแมโคร (Macro) ผมเรียนไว้แล้วว่าดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) มันก็เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องทำ ไม่ทำเราตกรถแน่นอน แต่ตรงนี้เรามูฟ (Move) เป็นไมโคร (Micro) ได้ อย่างกรณีอิสชู (Issue) เรื่องนี้ เรื่องที่พัก เรื่องโรงแรม เราน่าที่จะคอนเนกต์ (Connect) ระหว่างหน่วยงานรัฐบาลกันก่อนนะครับ ก่อนที่จะไปคอนเนกต์ (Connect) กับผู้ประกอบการ ภาคเอกชน หรือว่าแม้แต่ท้องถิ่น หรือประชาชนโดยทั่วไปเพื่อให้ระบบ ของเราเป็นระบบที่โอเพน (Open) ตามคอนเซปต์ (Concept) ของโอเพน แอนด์ คอนเนกเตด กัฟเวิร์นเมนต์ (Open and Connected Government) ตรงนี้ที่ผมคิดว่า เวลาพูดถึงการมีส่วนร่วมแล้วปล่อยให้รัฐดำเนินการเรื่องลอว์เอนฟอร์ซเมนต์ (Law Enforcement) เรื่องของการติดตามความคืบหน้าเพื่อจะให้มีฟีดแบ็ก (Feedback) ไม่ได้จับผิดนะครับ ประเด็นนี้ที่บอกว่าติดตามหรือประเมินนี่ไม่ได้เป็นการจับผิด แต่เพื่อที่จะ ทำให้เกิดการปรับปรุง เพิ่มเติม ทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือมีคอนทินิวอัส อิมพรูฟเมนต์ (Continuous Improvement) อันนี้ระบบไอที (IT) หรือไอซีที (ICT) ที่เราลงทุนไปแล้วนี้ ถ้าเรามีแอปพลิเคชัน (Application) ที่เอามาใช้แล้วให้มันเชื่อมโยงกัน ลิงเกจ (Linkage) นี่ สำคัญมาก ผมขอให้กำลังใจกรรมาธิการ แล้วก็อยากให้ท่านพิจารณา นำประเด็นเหล่านี้ ไปพิจารณาดูว่า ควรจะนำไปประกอบในการที่จะทำให้รายงานของท่านมีความเข้มแข็ง มากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจภูธร ภาค ๑ และเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอเชิญครับ
กราบขอบพระคุณครับ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๑๙๗ ก็คงเรื้อเวทีไปนานพอสมควร วันนี้เดิมทีตั้งใจว่าจะมาอภิปรายเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ก็ผิดหวังเล็ก ๆ ครับ เตรียมข้อมูลไว้เยอะ เรื่องนั้นยังไม่เข้าสภา ก็กลายเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบที่พักแรม และข้อมูลคนเข้าเมือง ถ้าฟังแผนการปฏิรูปซึ่งคณะกรรมาธิการเองก็ชี้แจงแล้วว่า เพื่อพัฒนา คุณภาพการท่องเที่ยวสู่สากลให้มีมาตรฐาน แต่ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันยึดโยงกับ ความมั่นคงของประเทศ ถ้าเราไม่ทราบว่าใครเข้ามาบ้าง ไปอยู่ที่ไหน ถ้าเราไม่ทราบว่า ใครออกไปนอกประเทศบ้าง ออกไปโดยวิธีใด จะขี่ด้ามไม้กวาดไป หรือนั่งจานบินไป เรามีปัญหาเรื่องความมั่นคง ดังนั้น ผมเลยต้องลุกมาอภิปรายเรื่องนี้ด้วย
ผมนำเรียนอย่างนี้ว่าโดยหลักการ ธุรกิจธุรกรรมใดก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับ ความมั่นคงของประเทศ เจ้าของธุรกิจนั้นจะต้องมีส่วนร่วม เจ้าของธุรกิจนั้นจะต้อง รับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจ ผมให้ดูตัวอย่างขำ ๆ ตัวอย่างหนึ่งครับ ตั้งแต่ผมรับราชการ มาใหม่ ๆ ครับ วันวาเลนไทน์ต้องจัดตำรวจไปเฝ้าหน้าโรงแรมม่านรูดเพื่อไม่ให้เด็ก และเยาวชนประพฤติผิดศีลธรรม มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ผมต้องไปยืนเฝ้าหน้าโรงแรม ม่านรูด แล้วเฝ้าอย่างนั้นมาตลอด ผมเกษียณแล้ว วันวาเลนไทน์ปีนี้ก็ยังจัดตำรวจไปเฝ้า หน้าโรงแรมม่านรูดอีก ทำไมเราไม่ปฏิรูปให้โรงแรมม่านรูดรับผิดชอบล่ะครับ ต้องเอาตำรวจ ไปเป็นพนักงานโรงแรมไปคัดกรองคนเข้าพักหรือครับ ในลักษณะเดียวกันในเรื่องของ ที่พักแรมจะต้องปฏิรูปผลักภาระให้เขานั้นต้องรับผิดชอบดูแลคนที่มาพัก มีข้อมูลแบบ กระดิกไปไหนเรารู้ ใครมาพัก มาพักกับใคร พักนานเท่าไร ระหว่างพักไปติดต่อกับใครที่ไหน ภาพถ่ายของคนที่พักและร่วมพัก นั่นคือข้อมูลที่สมบูรณ์ ถ้าหากว่าอีพาสปอร์ต (e-Passport) ของท่านมีเพียงสำเนาหนังสือเดินทางบวกที่พัก ไม่พอครับ เป็นอันตรายทันทีเลยครับ จะต้องมีรายละเอียดอย่างน้อยหรือมากกว่า ตม. ๖ เดิมครับ ถ้าท่านมีข้อมูลเฉพาะ หนังสือเดินทางพาสปอร์ต (Passport) ก็แปลว่าที่อยู่ในต่างประเทศสูงต่ำ ดำขาว ตา ๒ ชั้น ตาชั้นเดียว อายุ ไม่มีประโยชน์กับประเทศเราครับ ท่านจะต้องออกแบบให้ลงลึก ให้มากกว่านั้น เพราะนั่นคือความมั่นคงของประเทศครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรมหรือที่พัก ท่านบอกว่าเพื่อเป็นการ พัฒนาการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงกำหนดให้ลงรายละเอียดในหนังสือชี้ชวนในการโฆษณา เพื่อธุรกิจท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาขายในการจัดงานแสดงสินค้าหรือจะโฆษณา ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม ท่านบอกว่าให้มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. ชื่อสถานประกอบการ เช่น โรงแรม ก โรงแรม ข ก็แล้วแต่ ๒. ที่อยู่ของสถานประกอบการ และ ๓. เลขใบอนุญาต ประกอบการของสถานประกอบการ จริง ๆ แล้วท่านไม่ต้องระบุสิ่งนี้ก็ได้ เพราะในการไปเชิญชวน ไปชี้ชวน ไม่ว่าจะทางอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะไปเปิดแฟรนไชส์ (Franchise) อะไรก็แล้วแต่ เวลาเขาชี้ชวนเขาต้องบอกชื่อโรงแรมอยู่แล้วครับ เวลาเขาไปชี้ชวนเขาต้องบอกที่ตั้ง โรงแรมอยู่แล้ว ไม่ต้องระบุครับ แต่สิ่งที่ควรจะระบุท่านไม่มี ในการพัฒนาคุณภาพ การท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งครับ การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว การเอารัดเอาเปรียบลูกค้า การฉ้อโกงนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เป็นเรื่องสำคัญยิ่งท่านไม่มีในนี้ ทุกอย่างครับ ไปทานอาหารมื้อเดียว รายการอาหารก็ธรรมดา ๆ คะน้าหมูกรอบ ในโลกโซเชียล (Social) ท่านเห็นบ่อย จานหนึ่ง ๒,๔๐๐ บาท หมูทองคำหรืออะไร แล้วก็มาต่อล้อต่อเถียงเป็นข่าว ไปทั่วโลก ก็ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว สิ่งที่ควรจะมีในหนังสือชี้ชวนที่ผมบอกว่า ท่านไม่มี แต่ท่านไปมีสิ่งที่ไม่ควรมี ชื่อโรงแรม ที่ตั้งโรงแรม ไปบอกทำไม เขาต้องบอกอยู่แล้ว ไม่ต้องระบุ เพราะเขาไปชี้ชวน สิ่งที่ควรบอกก็คือค่าที่พักและบริการครับ มันเป็นเหมือนเมนู ดังนั้นจะคิดเกินกว่านี้ไม่ได้ เมื่อระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน แล้วมันก็จะสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวไม่ให้มีการฉ้อโกง นักท่องเที่ยว ผมว่าท่านไม่ครบ แต่ก็ต้องขอบคุณครับที่ได้คิดแผนการปฏิรูปเรื่องนี้ขึ้นมา อย่างน้อยก็เป็นสารตั้งต้นให้สมาชิกในสภาได้ช่วยกันเติม ผมขอเติมไป ๒ เรื่องนะครับ ด้วยความเคารพ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ทำแผนการปฏิรูปเรื่องนี้ขึ้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เพื่อความสมบูรณ์ผมได้อภิปรายไปใน ๒ ประเด็น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการ จะให้ความสำคัญ
ในเรื่องแรก ก็คือต้องไปเขียนแผนให้เจ้าของธุรกิจ เจ้าของธุรกรรม มีส่วนรับผิดชอบเรื่องข้อมูล ผมยกตัวอย่างนิดเดียวครับ สมมุติว่ามีการบันทึกภาพ ของคนเข้าพักไว้ เขาจะกล้าขยับไปไหนครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือปิดช่องทางที่จะเกิดการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำลายธุรกิจการท่องเที่ยว ไม่มีประเทศใดหรอกครับที่นักท่องเที่ยว อยากจะไป ถ้าประเทศนั้นฉ้อโกง ถ้าประเทศนั้นขี้โกง ถ้าประเทศนั้นเอารัดเอาเปรียบ นำเรียนด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรองผู้ว่า กทม. นะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานได้กรุณาให้อภิปรายในเรื่อง การปฏิรูป ระบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจนำเสนอ กระผมก็คงมีความเห็นสอดคล้องกับทั้ง ๔ ท่านที่ได้อภิปรายมาแล้วว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นปัญหาที่มีอยู่ในระบบที่พักแรม ระบบข้อมูล ของคนเข้าเมืองประเทศของเรา อีกทั้งในหลายระบบนั้นหรือแม้แต่ตัวกฎหมาย ก็ได้ใช้มาเป็นเวลานาน ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน ซึ่งก็เป็นลักษณะของบ้านเรา ระบบราชการ การปรับเปลี่ยนอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าต้องมีการลงทุนด้วยเงิน ด้วยงบประมาณแล้ว ยิ่งยากในการที่จะดำเนินการ ฉะนั้นการนำเสนอในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะว่าบ้านเมืองเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากมาย ๓๐-๔๐ ล้านคนต่อปี แต่ที่สำคัญคือ ภัยของการก่ออาชญากรรม ภัยของการก่อการร้ายในปัจจุบันนี้ได้เพิ่มสูงมากขึ้น เราจะเห็นว่า ประเทศต่าง ๆ ในโลกได้ให้ความสำคัญในเรื่องการคัดกรองคนที่เข้าประเทศ เรื่องของการ จัดระบบนักท่องเที่ยว ระบบที่พัก ระบบการเข้าเมืองต่าง ๆ อย่างเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น ผมเอง ก็ได้มีประสบการณ์ในการเดินทางต่างประเทศค่อนข้างมาก ปีหนึ่งหลายครั้ง ก็จึงได้เห็น ระบบต่าง ๆ ของประเทศต่าง ๆ ที่มีทั้งรัดกุม มีทั้งอาจจะหย่อนยานบ้าง ข้อเสนอของ กรรมาธิการใน ๔ เรื่อง
เรื่องแรก คือเรื่องการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมืองที่เสนอไว้ ๔ ประเด็น คือ การจัดทำแพลตฟอร์ม (Platform) ซึ่งอันนี้ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก แล้วก็ใช้ เอฟฟอร์ต (Effort) ค่อนข้างสูง เพื่อจัดเก็บข้อมูลการลงทะเบียนที่พักต่าง ๆ ประเด็นที่ ๒ คือการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการแจ้งทะเบียนการเข้าพักของชาวต่างชาติ ประเด็นที่ ๓ ให้ลงทะเบียนเข้าพักสำหรับชาวต่างชาติด้วยพาสปอร์ต (Passport) และประเด็นที่ ๔ คือยกเลิกการใช้บัตร ตม. ๖ ในการผ่านเข้าออกประเทศทั้งคนไทยและคนต่างชาติ
การกรอกบัตรเพื่อเข้าเมืองตอนนี้เริ่มมีประเทศที่เลิกใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ยังมีใช้อยู่ในบางประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้บางท่านก็ได้อภิปรายแล้วถึงข้อดี ข้อเสีย ซึ่งผม ก็คิดว่าเมื่อไม่ใช้ก็ต้องมีระบบทดแทนที่มีประสิทธิภาพ เพราะข้อมูลต่าง ๆ ในอีพาสปอร์ต (e-Passport) ก็ค่อนข้างจะมีหมด ที่พักของคน ๆ นั้นในประเทศของตนเองต่าง ๆ กรณี พาสปอร์ต (Passport) ปลอมก็ยังมีใช้อยู่ในโลกนี้ ประเทศไทยก็เป็นแหล่งของการผลิต พาสปอร์ต (Passport) ปลอมค่อนข้างมากอยู่ประเทศหนึ่ง
อีกประเด็นหนึ่งคือในเรื่องของการให้ไปลงทะเบียนหรือว่าให้โรงแรม ที่พักต่าง ๆ ต้องลงทะเบียนผู้เข้าพักทุกคน อันนี้ก็เป็นมาตรการที่ดี ซึ่งเราไปในประเทศไหน ในโลกนี้ส่วนใหญ่ก็จะต้องบังคับให้เราลงทะเบียนทุกคนที่เข้าพักในห้องพักนั้น ที่ผมอยากจะ กราบเรียนตรงนี้คือว่าข้อเสนอเหล่านี้ก็เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ คนเข้าเมืองได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ การที่จะคัดกรองคนเข้าประเทศ เพื่อการที่จะป้องกันเหตุร้ายมันมีมากกว่าข้อเสนอนี้ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ท่านเสนอ หรือไม่ แต่มันเกี่ยวข้องกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ ความฉับไวในการที่เราเรียกว่า ดำเนินการต่อเรื่องที่เกิดขึ้นหรือเทกแอ็กชัน (Take action) ยกตัวอย่างกรณีสังหารญาติ ผู้นำเกาหลีเหนือที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเช้าทางการมาเลเซียเพิ่งแถลงว่า ผู้ต้องสงสัย ๔ คนชาวเกาหลีเหนือได้เดินทางออกจากประเทศไปแล้ว แล้วก็ไม่ได้บิน จากกัวลาลัมเปอร์ไปเกาหลีเหนือ เขาบินไปใกล้ ๆ ไปจาการ์ตาก่อน แล้วก็ไปดูไบ แล้วก็ต่อ ไปลงที่รัสเซีย แล้วก็บินเข้าประเทศ ประโยชน์ที่ได้ก็คือรู้ว่าอาชญากรหรือผู้ต้องสงสัย ได้หนีออกจากประเทศไปอย่างไร ๆ แต่มันไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อการที่จะดำเนินการต่อคน เหล่านั้น ถ้าเผื่อระบบหรือว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความฉับไวในการดำเนินการ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่มีการให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นว่าเราจะทำอย่างไร ที่จะให้เจ้าหน้าที่ ตม. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับความมั่งคงทางด้านชายแดนต่าง ๆ สามารถที่จะ ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว แล้วนำไปปฏิบัติ นำไปเทกแอ็กชัน (Take action) ก่อนที่คนร้าย หรือคนที่ไม่หวังดีจะเข้ามาในประเทศ มีบางกรณีสมัยผมรับราชการ ระดับหัวหน้า ของอัลกออิดะฮ์ที่เข้ามาในประเทศ มาทางชายแดนใต้ เผอิญเจ้าหน้าที่เก่งมาก สามารถ ที่จะดูใบหน้าบนพาสปอร์ต (Passport) แล้วก็ต้องสงสัย ก็รายงานมาที่ส่วนกลางจึงรู้ว่า เป็นผู้ก่อการร้าย ถึงแม้จะเป็นพาสปอร์ต (Passport) ปลอม เป็นชื่อปลอม ก็สะกดรอย จนสามารถจับกุมได้ นั่นก็เป็นขีดความสามารถของคนในการทำงาน ในการที่จะดูลักษณะ ที่เขาควรจะสังเกต เพราะฉะนั้นระบบเหล่านี้ทุกอย่างก็ยังต้องอาศัยคน อาศัยประสิทธิภาพ ในการทำงาน เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ไปลงทะเบียนต่าง ๆ หลาย ๆ คนเข้าพักในโรงแรม แจ้งว่าพัก ๒ คน พอกลับมาตอนเย็นก็เอาเพื่อนมานอนอีก ๒-๓ คนโดยไม่ได้ลงทะเบียน ก็ทำได้ หรือไม่ผู้ก่อการร้ายที่เขาจะเข้ามาทำอะไรในประเทศหนึ่งประเทศใดนั้นเขาก็จะมี เครือข่ายที่คอยสนับสนุนเขาที่จะนำเข้าพักในที่ที่เขาไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ใช่หมายความว่า เมื่อระบบเหล่านี้อิมพลีเมนต์ (Implement) แล้วทุกอย่างประเทศไทยจะปลอดภัย ก็ต้อง ให้ความระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ
ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนเป็นข้อเสนอ เป็นข้อห่วงใยและเป็น ข้อคิดเห็น คือการปฏิรูปในเรื่องของระบบที่พักแรม ซึ่งได้มีการเสนอให้มีการเพิ่มโทษ ในการบังคับใช้กฎหมาย เช่นจากปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไปปรับ ๒๐๐,๐๐๐ บาทอะไรต่าง ๆ กรณีที่กระทำผิดแล้วก็มีโทษจำคุกด้วย สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือในหน้า ๑๑ ย่อหน้าสุดท้าย ท่านพูดถึงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย กรณีนำคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ (Apartment) มาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยมิได้มีการจดทะเบียนหรือเป็นโรงแรมไม่ถูกต้อง ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย แต่ต้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เนื่องจาก เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมจึงต้องรักษาสิทธิของปัจเจกบุคคล รวมไปถึงคอนโดมิเนียมที่มีการทำ ไทม์แชริง (Time sharing) ด้วย อันนี้ละครับเรื่องใหญ่เลย เรื่องใหญ่มาก แล้วจะกระทบ ต่อธุรกิจเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ตอนนี้คนไทยนิยมมีบ้านที่ ๒ มีรีสอร์ต (Resort) ตามชายทะเล หรือที่เป็นภูเขาอากาศเย็น ๆ เช่น เขาใหญ่ เพชรบุรี แก่งกระจาน ของท่านประธานเอง หรือลงไปจนถึงชะอำ หัวหิน เป็นบ้านของเศรษฐีที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ยอมจ่ายค่าซื้อเต็มที่ ก็บอกโอเค (Okay) ซื้อ แต่ฉันจะไปอยู่แค่เดือนละ ๕ วัน ที่เหลือ ๒๕ วัน ให้เจ้าของพรอเพอร์ตี (Property) เจ้าของรีสอร์ต (Resort) สามารถที่จะนำไป ให้ผู้อื่นเช่าได้ นี่คือเงื่อนไขในการขาย จึงทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถไปสร้างรีสอร์ต (Resort) สร้างคอนโดมิเนียม สร้างอพาร์ตเมนต์ (Apartment) ในที่พักตากอากาศเป็นบ้านที่ ๒ ของคนที่มีสตางค์เพื่อซื้อ แต่ไม่ได้ซื้อไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองตลอดระยะเวลา เปิดช่อง ให้ผู้ดำเนินธุรกิจสามารถที่จะไปให้ผู้อื่นเช่าได้ และการเช่าเหล่านั้นไม่ใช่เป็นการเช่าแบบโรงแรม ไม่เข้าข่ายของการกระทำธุรกิจตาม พ.ร.บ. โรงแรม ปี ๒๕๔๗ นี่คือปัญหา ถ้าเอนฟอร์ซ (Enforce) ถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายตรงนี้อย่างเข้มงวดจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงเลย ท่านไปดูได้เลยครับ ธุรกิจเหล่านั้นทั้งหลายที่โฆษณาในการขายนี่ ผู้ซื้อซื้อบนเงื่อนไขที่ผมพูด เกือบทั้งสิ้น ไม่มีใครยอมจ่ายสตางค์ไปซื้อคอนโดมิเนียมที่ภูเก็ต หรือไปซื้ออพาร์ตเมนต์ (Apartment) ที่ภูเก็ต แล้วก็ยังต้องจ่าย ๒๐-๓๐ ล้านบาท แล้วยังจ่ายค่าส่วนกลาง ประจำเดือนอีกเป็นหมื่นบาท เขาก็จะยอมปล่อยที่พักของเขา กรรมสิทธิ์ของเขาให้ทาง เจ้าของพรอเพอร์ตี (Property) นำไปให้คนอื่นเช่า เพราะฉะนั้นผมจึงฝากข้อห่วงใยตรงนี้ ไว้ว่าเราจะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ทำอย่างไรให้ทั้งผู้ที่ซื้อแล้วก็ผู้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้เข้าสู่กฎหมายอย่างถูกต้องบนเงื่อนไขที่ว่านั้น เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วก็อย่างที่ เขาดำเนินธุรกิจอยู่ ไม่มีใครหรอกครับจะยอมจ่ายเงินมากมายขนาดนั้น แล้วบางคนไปอยู่แค่ ปีละ ๒ ครั้งเอง ๓ ครั้งเอง เพราะฉะนั้นเราจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แต่ถ้าท่านบังคับใช้ กฎหมายนี้อย่างเข้มงวดท่านจับได้เยอะเลย ท่านสามารถปิดกิจการได้เต็มเลย แล้วต้อง มีการคืนเงินดาวน์ มีการล้มดิว (Due) ล้มสัญญากันเต็มไปหมดเลย เป็นหมื่น ๆ ราย เป็นหลาย ๆ ร้อยพรอเพอร์ตี (Property) เลย จึงเรียนให้ทราบว่าอันนี้จะเป็นปัญหา ที่ใหญ่มากถ้ามีการดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นผมก็เห็นด้วยกับการทำอะไร ที่ให้ถูกกฎหมาย ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. เป็นไปตามกฎระเบียบ แต่ว่าต้องช่วยกันหาทางออก ตรงนี้เพื่อจะแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย ก็ขอสนับสนุน ข้อเสนอต่าง ๆ พร้อมกับฝากข้อห่วงใยไว้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพอากาศ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ เช่นเดียวกับท่านผู้อภิปรายท่านอื่น ผมก็คงต้องขอแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วย กับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่นำเสนอ หัวข้อเรื่องการปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง อย่างไรก็แล้วแต่ขณะนี้ ผมเป็นกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก็ขอเสนอ ประเด็นความห่วงใยในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจเอาไว้สักประเด็นหนึ่งนะครับ กล่าวคือ ถ้าเราจะคำนึงถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาประเทศไทยนี่แน่นอนครับ เมื่อสักครู่ มีผู้อภิปรายบางท่านได้กล่าวไว้แล้วว่าเรามีรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล รวมถึงว่า นักท่องเที่ยวก็ทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันมีต้นทุนครับ ต้นทุนในที่นี้ก็คือเรื่อง สาธารณสุข เนื่องจากว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้เข้ามาในประเทศไทยแล้วก็มาเกิดการเจ็บป่วย ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุหรือฉุกเฉินก็แล้วแต่ ก็ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ในระบบสาธารณสุขของประเทศ เราลองมาดูกรณีถ้าเราจะเดินทางไปต่างประเทศนะครับ เมื่อสักครู่มี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิตก็บอกว่าเราต้องมีการขอวีซ่า (Visa) ใช่ไหมครับ ต้องมีจ่ายค่าวีซ่า (Visa) ทีนี้บางประเทศเราจะต้องดีแคลร์ (Declare) ด้วยว่าเรามีประกันอุบัติเหตุหรือประกัน เจ็บป่วยอย่างไรเพื่อจะไปเสนอที่กงสุลก่อนขอวีซ่า (Visa) แต่ผมเชื่อว่าการเข้าสู่ประเทศไทย ไม่มีการขอพวกนี้ครับ นักท่องเที่ยวเข้ามา แน่นอนครับในจำนวนเป็นล้านคนต้องมีการ เจ็บไข้ได้ป่วย แล้วขณะนี้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยต้องรองรับการเจ็บป่วย ของบุคคลเหล่านี้เป็นจำนวนมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะ แล้วก็สิทธิ กล่าวคือบุคคลที่มีปัญหาเรื่องสัญชาติที่จะต้องจ่ายปีหนึ่งมากกว่า ๒๐๐ ล้านบาท แรงงานต่างด้าวทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายนะครับ ผู้อพยพเข้าเมือง แล้วก็ ผู้ป่วยข้ามแดน คือไปเช้าเย็นกลับ เพราะมารักษาพยาบาลอย่างเดียวนี่ก็จำนวนมหาศาล ทีนี้นักท่องเที่ยวเป็นสิบล้านคนก็มียอดที่โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขจะต้อง รับภาระเป็นจำนวนมาก ก็เลยมีแนวคิดของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้งส่วนของ สปท. เราเอง แล้วก็ของกระทรวงสาธารณสุข คิดว่าเราน่าจะมีเงินจำนวนหนึ่งที่จะมาใช้เพื่อจะแอ็บซอร์บ (Absorb) จำนวนนี้ เพราะว่าทางเราจะได้ไม่ต้องจ่ายหมด ถามว่าจำนวนเท่าไรดี ขณะนี้ หลักประกันสุขภาพที่เราจ่ายให้กับประชาชนคนไทย หรือที่เรียกว่าบัตรทอง ปีละประมาณ ๓,๐๐๐ บาทเศษ เฉลี่ยแล้วก็คือวันละ ๑๐ บาท เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะเก็บเงิน จากนักท่องเที่ยว เช่นเอาเป็นว่าวันละ ๑๐ บาท ถ้ามา ๗ วัน ๑๐ วัน ก็วันละ ๑๐ บาท จะเก็บพร้อมวีซ่า (Visa) หรือจะเก็บอาร์ไรวัล (Arrival) ก็แล้วแต่วิธีการ แต่ถ้ามาเป็น บอร์ดดิงพาส (Boarding Pass) มาเช้าเย็นกลับวันเดียวได้ไหม ได้ครับ ขายบัตรสุขภาพได้ไหมครับ บัตรละ ๑๐ บาท ถามว่าจำนวนน้อยไหม น้อย แต่ว่าการที่เขาเข้ามาแม้แต่เพียงวันเดียว โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุหรือฉุกเฉินก็มีได้ตลอดเวลานะครับ ขณะนี้ทางกระทรวงสาธารณสุข ก็กำลังจะมีโครงการเจ็บป่วยวิกฤตแล้วก็มีสิทธิเข้าได้ทุกที่นะครับ ซึ่งคิดว่าคงจะประกาศใช้ ทันสงกรานต์ปีนี้ อันนี้ก็จะทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้มีสิทธิที่จะเข้าใช้บริการทั้งโรงพยาบาล รัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น ก็จะเป็นภาระมากยิ่งขึ้น ผมก็เลยขอฝากประเด็น เอาไว้สักเล็กน้อยครับว่าเป็นไปได้ไหม เราจะทำเป็นข้อมูลอยู่แล้ว มีวิธีการใดที่จะเสนอแนะ เข้าไปกับผู้เกี่ยวข้องที่จะเก็บเงินส่วนหนึ่งเพื่อจะมาใช้ในกิจการนี้ ส่วนว่าจะเป็นภาระต้องตั้ง กองทุนอะไรใหม่คงไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ คิดว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. สามารถรับภาระ หมายถึงว่าหลังจากเก็บเงินแล้วโอนมาให้ สปสช. ดูแล ก็คงจะเป็น หน่วยงานที่สามารถดำเนินการได้ครับ ฝากไว้สั้น ๆ ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพนะครับ ความจริงมีบางประเทศที่เมื่อ นักท่องเที่ยวเดินทาง นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อประกันสุขภาพเลย ก็เป็นการดูแลตัวเอง และสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการปฏิรูป สาธารณสุขและเกี่ยวโยงทั้งการท่องเที่ยว แล้วก็มาตรฐานคุณภาพชีวิตการรักษาพยาบาล คนไทย บัดนี้ พ.ร.บ. สถานพยาบาล ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้วันที่ ๒๑ ธันวาคม ซึ่งตรงนี้จะทำให้ทุกสถานพยาบาลทั้งเอกชน และรัฐจะต้องติดป้ายราคาค่าบริการ ค่ายา ค่ารักษาพยาบาลทุกอย่าง จะเก็บเกินจากนั้นไม่ได้ และได้เพิ่มโทษจากเพียงมีโทษปรับก็มีโทษจำ ที่เคยมีโทษจำก็เพิ่มโทษจำให้สูงขึ้น ตรงนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ๒. ก็คือว่าภายใต้การปฏิรูปดังกล่าวได้ช่วยเหลือคนยากคนจน หรือในภาวะ ที่ฉุกเฉินวิกฤตอย่างที่ท่าน พลอากาศเอก ธีระภาพได้พูดไว้นะครับ ก็คือว่าภายใต้ พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉินนั้น ต่อไปนี้สถานพยาบาลจะปฏิเสธการรับคนไข้ในอาการวิกฤต ไม่ได้นะครับ เช่นเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วเข้าไป โรงพยาบาลเอกชนบอกว่าจะต้องเอาทอง เอาสร้อย เอาโฉนด เอาบัญชีเงินฝาก เอาใครมาค้ำประกัน ไม่ได้ ต้องรักษาทันที ไม่อย่างนั้น มีความผิดทางกฎหมายทันที อันนี้ช่วยคนยากคนจน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในชนบท แล้วก็ไม่มีเงิน ไม่มีทอง แล้วก็เป็นภาวะวิกฤตอย่างนั้น เข้าเอกชนก็ต้องรักษาทันที เหมือนอย่างที่ เป็นข่าวว่าถึงกับต้องเอาสร้อยคอวางมัดจำ อย่างนี้ผิดกฎหมายนะครับ และเราก็ปฏิรูปตรงนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทย แล้วก็อัปเกรด (Upgrade) ให้การรักษาพยาบาลเป็นไป อย่างเสมอภาค ก็เลยเรียนเพิ่มเติม รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วยนะครับ
ต่อไปท่านสุดท้าย ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ผมจะขออภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูล คนเข้าเมืองสักเล็กน้อย ดังนี้ รายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเรื่องนี้เป็นรายงานที่ดีมาก โดยสรุปคณะกรรมาธิการก็อารัมภบทว่าปัจจุบัน การเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวจนกลับออกไป มีกฎระเบียบและเอกสาร มากมายเกี่ยวกับการเข้าเมืองที่ไม่สะดวก ไม่เอื้อต่อนักท่องเที่ยว รวมทั้งที่พักแรมปัจจุบัน ก็แปรรูปไปมีหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแต่เฉพาะโรงแรม ๕ ดาว ๔ ดาว ๓ ดาว แต่มีที่พัก เกสต์เฮาส์ (Guesthouse) แพต่าง ๆ โฮมสเตย์ (Homestay) ซึ่งก็ขาดมาตรฐานด้านการ อำนวยความสะดวก และที่สำคัญก็คือไม่มีระบบลงทะเบียน ซึ่งก็จะนำมาซึ่งความไม่มั่นคง ของประเทศในเรื่องของไม่รู้ว่ามีใครเข้ามาในประเทศบ้าง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงได้เสนอแนวทางปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมืองและปฏิรูป ระบบที่พักแรม โดยแบ่งประเด็นข้อเสนอออกเป็น ๖ ข้อ ประกอบด้วย ด้านคนเข้าเมือง ๔ ข้อ และที่พักแรม ๒ ข้อ ดังนี้
ในเรื่องของการปฏิรูปข้อมูลคนเข้าเมือง ก็คือให้มีการจัดทำข้อมูล การลงทะเบียนที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ให้เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) และใช้เป็น ฐานข้อมูลเดียวกันรองรับระบบหนังสือเดินทางแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีพาสปอร์ต (e-Passport)
ข้อ ๒ ให้กวดขันให้โรงแรมแจ้งการลงทะเบียนเข้าพักของคนต่างชาติ ตามกฎหมาย ซึ่งจะรวมไปถึงเรื่องที่ท่านเสนอปฏิรูปโรงแรมด้วย เพราะปรากฏว่าสิ่งที่ ไม่ใช่โรงแรมก็เลยไม่ต้องลงทะเบียน
ข้อ ๓ ให้ใช้วิธีลงทะเบียนเข้าพักคนต่างชาติด้วยพาสปอร์ต (Passport) เพื่อมีการเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน
และข้อ ๔ คือให้ยกเลิกการใช้บัตร ตม. ๖ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ โดยให้ใช้ระบบสแกน (Scan) อิเล็กทรอนิกส์ เก็บข้อมูลจากพาสปอร์ต (Passport) แทน
ในเรื่องของการปฏิรูปที่พักแรม ท่านก็เสนอ ๒ ข้อ คือให้ทบทวนจัดประเภท ที่พัก กำหนดมาตรฐานของโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาต อย่างที่จังหวัดภูเก็ตมีอยู่มากมายเลย ก็กลายเป็นบ่อเกิดของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่จะไปตรวจ แล้วก็เรียกปรับเขาโดยไม่ชอบ อะไรอย่างนี้ เพื่อให้คุมที่พักแรมต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาพักแรมจริงให้อยู่ในระบบ แล้วก็จะได้มีการลงทะเบียน พร้อมกันนั้นคือเพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายโรงแรมที่ไม่เข้ามา จดทะเบียน แล้วก็ไม่ลงทะเบียนแจ้งเรื่องนักท่องเที่ยว ซึ่งรายงานทั้งหมดผมถือว่า เป็นรายงานที่ดี แล้วก็เห็นควรที่จะให้การสนับสนุนได้ ผมเห็นด้วยกับการให้มีการแจ้งที่พัก นักท่องเที่ยว ตามมาตรา ๓๘ ของ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง โดยใช้การรายงานตามแบบ ตม. ๑๐ หรือแบบ ร.ร. ๔ ร.ร. ๕ โดยใช้อิเล็กทรอนิกส์ คงหมดสมัยที่จะกรอกแบบฟอร์มด้วยลายมือ แล้วส่งไปแล้ว ใช้อีพาสปอร์ต (e-Passport) เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญ แต่ที่สำคัญก็คือ คงจะต้องใช้พละกำลังและรีซอร์ซ (Resource) ค่อนข้างมากว่า ไหน ๆ จะออกแบบทั้งที ต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง มีข้อสังเกตที่จะฝากท่านไปว่าฐานข้อมูลการลงทะเบียน นักท่องเที่ยว ตม. ๓๐ อะไรนี้จะต้องเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่มีความจุมาก เพราะปัจจุบัน เมืองไทยรับนักท่องเที่ยวเกิน ๓๐ ล้านคนต่อปีขึ้นไป จากฐานข้อมูลปีที่แล้ว และควรให้ มีสเปซ (Space) ที่จะเก็บข้อมูลรองรับระบบไบโอเมตริก (Biometric) พิมพ์ลายนิ้วมือ ม่านตา หรือดีเอ็นเอ (DNA) ถ้าเราจะพัฒนาไปให้ถึงระบบเหล่านี้ในอนาคตด้วย ซึ่งมันก็ต้อง ใช้ฐานข้อมูลใหญ่ ท่านอย่าซื้อของที่ว่าของถูก ๆ แล้วพอขยายสเปซ (Space) เขาชาร์จ (Charge) ท่านแรง ๆ ต้องคิดถึงการขยาย
ข้อ ๒ ก็คือผู้ประกอบการโรงแรมซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ ราย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องควรจะต้องเข้าถึงเพื่อตรวจสอบการลงทะเบียนได้อย่างสะดวก ตามระบบลงทะเบียน ตม. ๓๐ อะไรที่เปลี่ยนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ระบบนี้จะต้องสามารถ ออนไลน์ (Online) และเชื่อมโยงไปได้ในด่าน ตม. ทุกแห่ง ไม่ใช่เฉพาะที่สนามบิน แต่ด่าน ที่แม่สายหรือด่านที่หาดเล็กก็ต้องมีแบบนี้ด้วย ซึ่งมันก็จะต้องเกี่ยวข้องกับการรีเทรน (Retrain) ตำรวจ ตม. พนักงานเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจระบบเหล่านี้ แล้วที่สำคัญระบบนี้ ต้องไม่มีแฮง (Hang) ไม่มีล่ม ต้องมีแบ็กอัป (Backup) ที่สามารถ ไม่ใช่ว่านักท่องเที่ยว เข้ามารอแล้วไฟดับ ระบบล่ม เขาเข้าเมืองไม่ได้ อย่างนี้มันจะต้องมีวิธีการแบ็กอัป (Backup)
สำหรับข้อเสนอในเรื่องให้ยกเลิกแบบ ตม. ๖ ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะว่า ปัจจุบันผมเดินทางไปหลาย ๆ ประเทศเขาก็ยกเลิกแบบฟอร์ม (Form) อย่างยุโรปไม่มีแล้ว ไปมาเลเซียเมื่อก่อนก็กรอกเหมือนเรา เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ให้กรอก ไปถึงเขาก็เอาพาสปอร์ต (Passport) สแกน (Scan) แล้วก็ให้กดนิ้วมือ ๒ นิ้ว มันก็เก็บข้อมูลได้หมด แล้วก็ กรอกแบบฟอร์ม (Form) ผมก็ไม่เชื่อว่าตำรวจจะไปนั่งอ่านลายมือของคนกรอก อ่านไม่ออก ใส่เบอร์ผิด วันเกิดผิด มันก็ไม่ได้กรอกอยู่ดีครับ ใช้วิธีสแกน (Scan) ก็ได้ แต่ก็มีข้อที่ น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่า คือปัจจุบันนี้คนไทยที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์พาสปอร์ต (Electronics Passport) ไม่ต้องกรอก ตม. ๖ อยู่แล้ว เดินผ่านเข้าออโตเกต (Auto Gate) ก็ออกไปได้เลย แล้วเข้าก็ออโตเกต (Auto Gate) แต่ต่างชาติยังต้องทำอยู่ ทีนี้ถ้าท่านจะให้ต่างชาติ ไม่ต้องนั่นด้วยท่านก็ต้องมีเครื่องมือมาทดแทน เช่นสแกน (Scan) นิ้วมือ หรืออะไร เพราะไม่อย่างนั้นท่านต้องระวังว่าคนเข้า ๓๐ ล้านคนอาจจะมีคนไม่ดี มีผู้ก่อการร้าย มีโจรลักขโมยหนีคดีมา มันจะได้ติดตามได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องออกแบบที่จะคัฟเวอร์ (Cover) ในเรื่องเหล่านี้ด้วยว่าไม่ใช้ ตม. ๖ แล้วสิ่งที่มามันดีกว่า ซึ่งผมคิดว่าต้องดีกว่าแน่นอน แต่ว่า อยากให้คิดถึงเรื่องการควบคุมด้านความมั่นคง ด้านการก่อการร้ายด้วยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการเพิ่มบทลงโทษผู้ประกอบการที่ไม่ลงทะเบียน ก็เห็นด้วยนะครับ และปัจจุบันก็มีผู้ประกอบการที่เป็นที่พักที่ไม่ถูกต้อง เช่น เกสต์เฮาส์ (Guesthouse) คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ (Apartment) ไม่ได้แจ้งลงทะเบียน อันนี้ เอาเขาเข้ามาอยู่ในระบบแล้วให้เขาลงทะเบียน ถ้าไม่ลงก็จะต้องมีโทษ ผมก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้นอย่างที่ผมกราบเรียนว่าที่ภูเก็ตมีโรงแรม ๕ ดาว ๓ ดาว ๔ ดาว ที่อยู่ในระบบ อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ที่ไม่อยู่ในระบบมากกว่าอีก เพราะว่าผิดเรื่องมาตรฐาน บันได ถนนข้างหน้า ที่จอดรถ เลยไม่ได้เป็นโรงแรม เลยไม่ต้องแจ้งอะไรเลย อย่างนี้มันก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นเอาเขาเข้ามาอยู่ในระบบ แล้วเมื่อเอาเข้ามาอยู่แล้วก็ต้องส่งเสริม ให้เขาลงทะเบียน แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เพราะฉะนั้นโดยรวมมันจะต้องมีการ เตรียมการ แล้วผมคิดว่าถ้ายกเป็นวาระแห่งชาติได้ก็จะดี แล้วก็จะต้องได้รับความร่วมมือ ไม่ใช่จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วาระนี้ไม่ใช่วาระของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จริง ๆ เป็นวาระของกระทรวงมหาดไทยที่ทำเรื่องรับจดทะเบียนโรงแรม เรื่องของตำรวจ ที่ทำเรื่อง ตม. เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการน่าจะเสนอให้มีการเวิร์กชอป (Workshop) ใหญ่เลย ว่าจะทำอย่างไร แล้วที่สำคัญเมื่อมีระบบใหม่มันต้องมีการเทรน (Train) คนใหม่ เทรน (Train) ให้เหมือนกับเมื่อก่อนกรอกด้วยมือ มากรอกด้วยอิเล็กทรอนิกส์จะทำอย่างไร เพื่อให้ระบบนี้เดินหน้าไปได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราอุตส่าห์คิดระบบแพง ๆ แล้วพอเดินไม่เวิร์ก (Work) ก็จะมีคนติว่า ระบบล่มนี่ทุจริตหรือเปล่า ซื้อของไม่มีคุณภาพหรือเปล่า จริง ๆ ไม่ใช่ เป็นเพราะว่าไม่ได้เตรียมการมา เพราะฉะนั้นก็อยากให้ลงไปถึงเรื่องการทำแผนปฏิบัติการ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ แล้วก็การหาอุปกรณ์ที่จะใช้ได้ในอนาคตอย่างยั่งยืนต่อไปไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีหรือ ๑๕ ปี ผมก็มีข้อสังเกต แล้วก็ยินดีให้การสนับสนุนรายงานนี้ ขอบพระคุณครับ
จะมีสมาชิกที่จะขออภิปรายในรายงานปฏิรูปไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มีผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจง ข้อซักถามของสมาชิก ขอเชิญท่านกลินท์ สารสิน ครับ
เรียนท่านประธานและสมาชิกทุกท่าน เมื่อสักครู่ที่รับฟังท่านสมาชิกทุกท่านได้ให้ความเห็น ก็เห็นด้วยนะครับ ตอนนี้ก็มีข้อมูลบางส่วน ที่หาเพิ่มเติมมาจากกระทรวงการต่างประเทศ ตอนนี้จะมีประมาณ ๑๐๖ ประเทศ ที่มีอีพาสปอร์ต (e-Passport) ที่เข้าประเทศไทย ตอนนี้รู้สึกว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามา ก็ใช้อีพาสปอร์ต (e-Passport) แล้วนะครับ ในอนาคตท่านรองปลัดกระทรวง การต่างประเทศบอกว่าเราจะมีอีวีซ่า (e-Visa) ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ แบบที่ท่านสมาชิกบอกว่า ในอนาคตด่านแรกคือกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นวีซ่า (Visa) ก็เห็นด้วยนะครับ
เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่พรีเซนต์ (Present) เมื่อเช้าเรื่องแพลตฟอร์ม (Platform) ก็คล้าย ๆ กัน เหมือนกันที่เราควรจะมีเป็น แพลตฟอร์ม (Platform) ใหญ่ ขณะเดียวกันแพลตฟอร์ม (Platform) ใหญ่ต้องใช้เงิน พอสมควร อันนี้ก็คงต้องจัดเวิร์กชอป (Workshop) ที่ท่านบอกว่าจะมีเวิร์กชอป (Workshop) แล้วก็มีคนเกี่ยวข้องหลายคน แล้วมีเรื่องเป็นวาระแห่งชาติเป็นเรื่องที่สำคัญ ของประเทศ
เรื่องถัดมาเรื่องโฮมสเตย์ (Homestay) อันนี้อธิบายนิดหนึ่งครับ โฮมสเตย์ (Homestay) ที่พูดถึง ณ ปัจจุบันนี้ก็จะมีอยู่แล้ว ถ้าเผื่อบ้านมีไม่เกิน ๔ ห้อง แล้วคนพัก ไม่เกิน ๒๐ คน ถือเป็นโฮมสเตย์ (Homestay) แล้วมีพระราชบัญญัติ มีกฎกระทรวงท่องเที่ยว คุมอยู่แล้ว แต่ถ้าเผื่อเกินกว่านั้นที่ไม่อยู่ในกรอบของกรมการท่องเที่ยวก็ขอให้จดทะเบียน เป็นโรงแรมไป ส่วนเมื่อสักครู่นี้เรื่องเป็นแพ หรือว่าบ้านต้นไม้อะไรต่าง ๆ พวกนั้น อันนี้ เราจะเพิ่มในพระราชบัญญัติ เรื่องโรงแรมอยากให้เพิ่มอันนั้นด้วย เราจะได้เอาพวกนี้ให้มา อยู่ในระบบได้ถูกต้องนะครับ
เรื่องการรักษาพยาบาล ก็เห็นด้วย ผมว่าอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเราต้องตาม อีกเวทีหนึ่งดูว่า ทำอย่างไรคนเข้าประเทศไทยก็ควรจะมีประกันสุขภาพ เหมือนหลาย ประเทศที่เขาเข้าไปแล้วมีเก็บค่าประกันสุขภาพไว้ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำต่อไป
เรื่องข้อมูลต่าง ๆ ที่เข้ามาต้องมีแบ็กอัป (Backup) อันนี้ก็เห็นด้วยว่าต้องมี
เรื่องการชี้ชวนคนที่จะเข้าไปอยู่ในเว็บไซต์ (Web site) เวลาโฆษณาต่าง ๆ สำคัญคือว่าเราต้องมีใบอนุญาต ก็เขียนใบอนุญาตไว้ด้วยว่า เขาชี้ชวนใบอนุญาตเบอร์อะไร ถ้าเผื่อเขาชี้ชวนให้มาพักเสร็จ ไม่มีใบอนุญาต หลายคนที่เข้ามาบอกว่าที่โฆษณาแล้วไปอยู่ ที่จริงแล้วมันไม่เหมือนในภาพที่บอกไว้เลย แล้วบางแห่งก็สกปรก แล้วเอาเปรียบ เดี๋ยวต้องมาดูในรายละเอียดอีกทีหนึ่ง แล้วเจ้าของธุรกรรมต่าง ๆ หรือว่าเจ้าของโรงแรมต่าง ๆ ก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐอย่างเดียวในการปฏิรูปครั้งนี้ พวกสมาคมต่าง ๆ หรือสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องมีส่วนร่วมด้วย ส่วนเรื่องคอนโดมิเนียม ถ้าคอนโดมิเนียม ให้เช่าระยะยาวถือว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าเผื่อเช่าระยะสั้นอันนี้ต้องกลับมาดู ทำอย่างไร จดทะเบียนเป็นโรงแรมได้ไหม ที่เขาเหมามาแล้วก็เช่าเป็นระยะสั้นต่อวัน ต่อวัน ส่วนไทม์แชริง (Time sharing) จดทะเบียนเป็นโรงแรมได้ อันนี้ดีเทล (Detail) เดี๋ยวผม มีอนุกรรมาธิการเป็นเอกซ์เพิร์ต (Expert) ที่คุณธเนศ วรศรัณย์ สามารถอธิบายได้ หลังเวที แล้วก็สามารถดูได้ แต่ทีนี้คือทำอย่างไรที่บอกไทม์แชริง (Time sharing) ที่มีคนโฆษณา ในหลายแห่งให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบเรา ส่วนใหญ่ผมก็รับเรื่องไว้หมดก็มาพิจารณาว่า จะเข้าครั้งนี้หรือว่าบางอย่างจะเสริมต่อในรายงานครั้งนี้ได้เลยก็จะใส่เข้าไป ขอบคุณมากครับ
มีสมาชิกติดใจจะซักถามไหมครับ สำหรับผู้ที่ได้อภิปรายแล้วก็มีการตั้งประเด็น ให้ชี้แจง
(ไม่มีสมาชิกซักถาม)
ไม่มีแล้วนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ ที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ขอโทษครับ ท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ขอเชิญครับ
ขออนุญาต ไม่ใช่ประเด็นใหม่ครับ แต่เมื่อสักครู่ยังไม่ครอบคลุมกรรมาธิการในเรื่องของคนเข้าเมือง จะมองไปเฉพาะ ตม. ที่นั่งเครื่องบินมาจะลงสุวรรณภูมิหรือดอนเมืองก็แล้วแต่เข้ามาในระบบส่วนใหญ่คนดี ส่วนที่ เข้ามาไม่ประสงค์ดีเขาไม่มาอย่างนั้นหรอกครับ มันมีช่องทางอื่นนอกจาก ตม. ช่องทาง จุดผ่อนปรน เข้ามาผ่านด่านศุลกากร ด่านธรรมชาติ ไม่ใช้หนังสือเดินทาง ใช้บอร์ดดิงพาส (Boarding Pass) พวกเหล่านี้เราจะต้องยื่นมือไปควบคุมให้ได้ด้วย ถ้าเรามุ่งเฉพาะที่มาลง สุวรรณภูมิ โอกาสน้อยครับ ด่านศุลกากรจะดูเฉพาะของ แต่คนมาด้วย เพราะฉะนั้น เราจะต้องให้มันครอบคลุมทั้งหมด กราบขอบพระคุณครับ
ทางกรรมาธิการเชิญครับ
รับข้อเสนอทั้งหมดครับ ขอบคุณมากครับ
มีสมาชิกที่จะซักถามเพิ่มเติมไหมครับ ต้องขออภัยท่านอำนวยนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
วันนี้ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มี ๒ รายงาน ฉบับนี้เป็นรายงานในเรื่องของการปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง เพราะว่าการท่องเที่ยวปีที่ผ่านมานั้นเกินเป้าหมาย สร้างรายได้ประมาณ ๒.๕ ล้านล้านบาท เชื่อว่าปีหน้าจะเป็นปีแรกที่รายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศอาจจะ เกินงบประมาณประจำปีครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นประเทศเดียวในโลกกระมังที่สามารถสร้างรายได้ ด้านเศรษฐกิจเฉพาะด้านการท่องเที่ยวได้สูงกว่างบประมาณแผ่นดิน ก็เป็นเรื่องที่เป็นจุดแข็ง ของเราตามแนวทางการปฏิรูป โดยเฉพาะวาระเร่งด่วน ๒๗ วาระที่ต้องปฏิรูปให้แล้วเสร็จ ในปี ๒๕๖๐ ภายใต้ ป.ย.ป. ยังมีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ แสดงตน เรียบร้อยนะครับ ผมขอทราบผลการแสดงตนด้วยครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๗๒ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้ นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยัง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้ามีก็ขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนน ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนน จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๗๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เชิญท่านธานินทร์ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ พอดีผมไม่ได้กด ผม ธานินทร์ ลำดับที่ ๗๔ เห็นด้วยครับ
ตกลงเห็นด้วยเพิ่มเป็น ๑๖๘ นะครับ คุณปิยะธิดาครับ
เรียนท่านประธานค่ะ เห็นด้วยค่ะ แล้วก็เมื่อสักครู่ยังไม่ได้กดปุ่มแสดงตนค่ะ
ลำดับที่ครับ
ลำดับที่ ๙๘ ค่ะ
เพิ่มท่านธานินทร์กับท่านปิยะธิดา ก็เป็น ๑๖๗ บวก ๒ เป็น ๑๖๙ นะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวนะครับ จบการพิจารณา รายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมืองแล้วนะครับ ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานเรื่องที่ ๒ การปฏิรูประบบนิเวศและการลงทุน ในเศรษฐกิจกระแสใหม่
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ผู้แทนจากอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ เรื่อง การปฏิรูประบบนิเวศและการลงทุนในเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จำนวน ๔ ท่าน คือ ๑. นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ อนุกรรมาธิการ ผู้เชี่ยวชาญด้านดุลยภาพการออมและการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ๒. นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล อนุกรรมาธิการ ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี (TCDC) ๓. นายณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ อนุกรรมาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ หรือ สกส. ๔. รองศาตราจารย์นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าว เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
โดยที่วันนี้ก็จะมีรายชื่อผู้นำเสนอและชี้แจงในส่วนของคณะกรรมาธิการ ได้แก่ ๑. ดอกเตอร์สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ๒. ดอกเตอร์ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษา กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ๓. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อคณะกรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเชิญ ท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนั้น การปฏิรูปทางด้าน เศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้นำเสนอตลอดมา หนึ่งในแนวทางของการปฏิรูปที่สำคัญของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ก็คือการปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งดำเนินการโดยอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ นำโดย ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา การปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ซึ่งได้รับความกรุณาจาก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอนุมัติไปหลายเรื่องแล้วนั้น เพื่อที่จะให้ การดำเนินการดังกล่าวมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีการปฏิรูประบบนิเวศและการลงทุนในเศรษฐกิจกระแสใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนำเสนอต่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านในวันนี้ ระบบนิเวศคือระบบที่เป็นสภาพแวดล้อมในการส่งเสริม อำนวยความสะดวก ให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งประสบความสำเร็จ คำว่า ระบบนิเวศ เดิมทีใช้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ต่อมาได้นำมาใช้ในทางเศรษฐกิจและธุรกิจด้วย นั่นก็คือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น กล่าวโดยเฉพาะในเรื่องนี้ เศรษฐกิจกระแสใหม่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างสภาพแวดล้อม ปฏิรูป สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อทำให้เศรษฐกิจกระแสใหม่ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปแล้วก็คือการสร้างระบบกฎหมายและระเบียบที่เอื้ออำนวย ให้เรื่องนั้น ๆ สามารถที่จะดำเนินการไปได้ด้วยดี เป็นเรื่องของการทำโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เรื่องของการวิจัย เรื่องห้องทดลอง เรื่องเกี่ยวกับฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนให้เรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่ดำเนินไปได้ แต่ที่สำคัญก็คือว่าทำอย่างไรให้เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สามารถนำไปสู่เรื่องของธุรกิจ นำไปสู่ เรื่องของพาณิชย์ นำไปสู่เรื่องของการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นจะต้องมี ระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงิน การสนับสนุนทางภาษี การสนับสนุน ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตลาด การปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่จะดำเนินการไปได้ด้วยดี ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปสภาพแวดล้อมดังกล่าวด้วย ซึ่งในวันนี้ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะได้นำเสนอต่อสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ เพื่อกรุณาได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องนี้จะได้ผ่านกระบวนการไปสู่การปฏิรูปต่อไป ผมขออนุญาตท่านประธานนำเรียนต่อท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เพื่อจะได้กรุณา นำเสนอเรื่องนี้ต่อไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ก่อนที่จะเชิญดอกเตอร์ปีติพงศ์นะครับ ขอแจ้งรายชื่อเพิ่มเติมผู้นำเสนอ และชี้แจง ซึ่งเป็นกรรมาธิการและสมาชิก สปท. อีกท่านหนึ่ง คือ ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ต่อไปขอเชิญดอกเตอร์ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลำดับที่ ๙๙ ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจที่เรียกว่าเศรษฐกิจกระแสใหม่ อยากจะขอทบทวนสักนิดหนึ่งว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้นำเสนอเรื่องไปแล้วทั้งหมด ๖ เรื่อง
เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจชีวภาพหรือที่เรียกว่าไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ซึ่งเป็นการชี้นำให้นำความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ไปบวกกับ วิทยาศาสตร์ทางด้านอาหาร วิทยาศาสตร์ทางด้านสุขภาวะของคนไทย เป็นต้น เพื่อจะสร้าง เศรษฐกิจกระแสใหม่ให้ได้
เรื่องที่ ๒ ก็คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทิศทางที่จะนำนวัตกรรม หรือแนวความคิดใหม่ ๆ ของคนไทยในการออกแบบไปบวกกับสิ่งซึ่งเป็นวัฒนธรรมหรือภูมิ ปัญญาของเราที่มีอยู่เก่าไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจบางประการ เช่น ธุรกิจออกแบบ ธุรกิจแฟชั่น ภาพยนตร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ได้พูดกันไปเมื่อสักครู่นี้
เรื่องที่ ๓ ก็คือเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งเป็นโอกาส และในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามด้วย ถ้าเราไม่สามารถที่จะร่วมขบวนรถไฟที่ก้าวไป อย่างรวดเร็วในขณะนี้ของโลกเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ได้ เพราะว่า ข้อมูลก็ดี ระบบการทำงานก็ดี เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นตัวที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปได้โดยสะดวก แล้วก็รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
เรื่องที่ ๔ เรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคม ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการอยากจะ นำเสนอวิธีการที่นำกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์มาใช้กับการแก้ปัญหาทางสังคม โดยมีข้อเสนอให้มีการยกเว้น แล้วก็สนับสนุนให้เกิดบริษัท ห้างร้าน ซึ่งทำธุรกิจเพื่อสังคม ให้มากยิ่งขึ้น
เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจผู้สูงวัย ซึ่งมองได้ ๒ ทาง มองว่า เป็นภัยคุกคามก็มองได้ เพราะว่าจะมีคนอายุมากมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการก็มองเห็นว่าเรื่องนี้มองในแง่ดีก็ได้ เพราะว่าใช้คนที่มีอายุในทางที่ถูก และในขณะเดียวกันสินค้าและบริการเพื่อที่จะนำมาใช้กับคนที่สูงอายุก็จะมีได้มากยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอีกแนวหนึ่ง
นอกจากนั้นแล้วเราก็ได้เสนอเรื่องของการปรับปรุงระบบทรัพย์สิน ทางปัญญา และในวันนี้ก็จะมาเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นกรณีสุดท้าย ก็คือการสร้าง ระบบนิเวศ แล้วก็การลงทุนในเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานกรรมาธิการ ดอกเตอร์สถิตย์ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่ามีความหมายว่าอย่างไร ผมขอเรียนว่าเศรษฐกิจ กระแสใหม่มันมีความผูกพันโดยตรงกับไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะว่ามันเป็น เครื่องมือในการอธิบายว่าเราจะก้าวไปอย่างไร ทำให้มองเห็นว่าหน้าตาของระบบเศรษฐกิจ ของเรา นอกเหนือจากเศรษฐกิจเก่ามันจะบวกกับอะไรขึ้นไปบ้าง เศรษฐกิจใหม่ที่เราคิดว่า จะบวกเข้าไปก็มี ๓-๔ เรื่องที่ได้พูดไว้ เช่น สมมุติเราลองจินตนาการว่าถ้าเราเป็นดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) อะไรจะเกิดขึ้น เราจะมีธุรกิจเรื่องเกี่ยวกับบิ๊ก ดาต้า อะนาไลซิส (Big Data Analysis) มีธุรกิจที่โอนเงินได้อย่างรวดเร็ว มีการใช้กระดาษน้อยลงกว่านี้เยอะ เป็นต้น เราสามารถที่จะมองเห็นได้ว่าในแต่ละลักษณะนั้นควรจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี ไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ก้าวไปสู่ไบโออีโคโนมี (Bio Economy) เราอาจจะมียา ซึ่งผลิตในประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซากของเรา เช่น โรคไข้เลือดออกเหล่านี้เป็นต้น ถ้าเราสามารถก้าวไปสู่ครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) ได้ เราอาจจะเป็นเจ้าพ่อ ในเรื่องของภาพยนตร์แถวนี้ก็ได้ เพราะว่าหลายประเทศก็เอาภาพยนตร์ของเราไปดูอยู่แล้ว เราอาจจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากการสร้างสรรค์ของคนไทยในประเทศ เพื่อให้ผู้มาเที่ยว ในเมืองไทยได้ใช้จ่ายเงินในประเทศมากยิ่งขึ้น เราจะมีโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ซึ่งภาคเอกชนและธุรกิจแบ่งเบาภาระของรัฐบาลไป โดยการดูแลคนสูงอายุ โดยการดูแล ผู้ด้อยโอกาสในเชิงเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าธุรกิจเป็นเศรษฐกิจของผู้สูงวัย ซึ่งอาจจะนำผู้สูงวัยมาใช้งานให้มากยิ่งขึ้น มีธุรกิจซึ่งสร้างเครื่องช่วยเหลือการดำเนินชีวิต ของผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เหล่านี้จะเป็นทิศทางที่ทำให้เรามองเห็นว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นอกเหนือจากเรื่องเก่า ๆ ที่เราทำอยู่แล้วเราควรจะผลักดันเรื่องอะไรบ้าง ๔-๕ เรื่องที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ก็เป็นที่น่ายินดีครับ เพราะเราได้ทราบว่าในประเด็นเร่งด่วนหรือวาระเร่งด่วน ๒๗ วาระของรัฐบาล งานที่เรา เสนอทั้งหมดได้ถูกบรรจุไว้ ๕ วาระด้วยกัน ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจ ชีวภาพ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งถูกบรรจุไว้ในวาระเศรษฐกิจอนาคต ซึ่งชื่อต่างกับเรานิดหน่อย มีเรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งบรรจุอยู่ในเครื่องมือการพัฒนา รากฐาน มีเรื่องการเตรียมการสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่ในวาระที่เกี่ยวกับคน ก็เป็นที่น่ายินดีว่า เรื่องที่ผ่าน สปท. ไปในส่วนของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มีถึง ๕ เรื่องที่ได้เข้าไปบรรจุในวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ๒๗ วาระ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติม เพียงนิดเดียวว่า นอกจากที่ได้รับการบรรจุไว้แล้วก็ยังมีหลายเรื่องที่ได้ก้าวไปข้างหน้า แล้วไม่ได้บอกว่าเพราะเรา เพียงแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันใกล้เคียงกับสิ่งที่เรานำเสนอรัฐบาลไป เช่น ทางด้านดิจิทัล (Digital) ก็มีการผ่านกฎหมายไป ๒ ฉบับแล้วจากจำนวนกฎหมาย หลายฉบับที่มีการเสนอไป มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรทางด้านดิจิทัล (Digital) ของรัฐ มีการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่เปิดเผยซึ่งเป็นข้อมูลของรัฐอยู่ ๓ โครงการ หนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องการใช้ภาษี ทางด้านชีวภาพก็มีการริเริ่มโครงการรักษาพันธุกรรม และฐานข้อมูลระดับชาติ ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทีซีดีซี (TCDC) ก็ได้รับอนุมัติในเบื้องต้น ให้เป็นองค์การมหาชนแยกต่างหากออกไป มีหน้าที่ในการนำเสนอแผนการส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ แล้วก็มีการปฏิรูปองค์ความรู้ด้วย ในส่วนของเศรษฐกิจเพื่อสังคมก็ได้มีการออก พระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีเงินได้ให้กับกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมไปแล้ว เหลืออยู่เฉพาะ เรื่องกฎหมายซึ่งเราจะต้องดำเนินการต่อไป ผู้สูงวัย คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้หักภาษี การจ้างงานผู้สูงวัยได้ถึง ๒ เท่าสำหรับกิจการที่จ้างผู้สูงวัย ส่วนด้านทรัพย์สินทางปัญญานั้น ก็มีการจัดตั้งศูนย์คำปรึกษาของผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์ได้รับผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร และนายทะเบียนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนถึง ๘๒ อัตรา นอกจากนั้นก็มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ เรื่องเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ อันนี้ก็เป็น ความก้าวหน้า แล้วก็ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง รายงานอันนี้คงเป็นรายงานที่สนับสนุน สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดผลักดันให้มันเดินไปได้ ซึ่งวัตถุประสงค์ของรายงานก็มีเพียง ๓ วัตถุประสงค์ก็คือว่า เสนอประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เสนอวิธีขับเคลื่อนโดยการปรับปรุง ระบบนิเวศ แล้วก็เสนอวิธีขับเคลื่อนโดยการปรับปรุงวิธีการและเงื่อนไขในการลงทุน ๓ อย่างเท่านั้นครับ ก่อนที่จะไปถึงประเทศไทยผมอยากจะเรียนปูพื้นนิดหน่อยว่า ต่างประเทศเขาสนับสนุนให้ระบบนิเวศเหล่านี้เพื่อจะให้เศรษฐกิจกระแสใหม่เกิดขึ้น อย่างไรบ้าง ลองดูที่สิงคโปร์ที่เขาเป็นเจ้าพ่อเรื่องสตาร์ตอัป (Startup) เขาทำหลายอย่างมาก อันแรกก็สนับสนุนระบบนิเวศโดยแก้ไขกฎระเบียบทางด้านเทคโนโลยี แล้วก็แรงงาน ทางไอที (IT) ก็คือให้คนที่มีแรงงานทางไอที (IT) ไม่ว่าจะเป็นคนของเขาหรือต่างประเทศ ได้เข้ามาทำงานได้อย่างสะดวก มีการสนับสนุน แล้วก็จัดระเบียบการลงทุนใหม่ ๆ ที่เป็น ฟินเทค (FinTech) เช่น พวกแองเจิลฟันด์ (Angels Funds) พวกแอ็กเซเลเรเตอร์ (Accelerators) ต่าง ๆ สำหรับพวกสตาร์ตอัป (Startup) หรือว่าเวนเจอร์แคพิทัล (Venture Capital) ซึ่งบางอันรัฐบาลเข้าไปร่วมทุนด้วย เขาเปิดโอกาสให้รัฐบาล เข้าไปร่วมทุนด้วย มีองค์กรพิเศษเพื่อสนับสนุนเทคสตาร์ตอัป (Tech Startup) เท่าที่ ผมอ่านในข้อมูลก็ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์เป็นตัวกลางในการที่จะดูและรับรองว่า เทคโนโลยีอันไหนพอจะไปได้ที่ควรจะไปช่วยเรื่องสตาร์ตอัป (Startup) นอกจากนั้น เขาก็เปิดกว้างให้สตาร์ตอัป (Startup) จากต่างประเทศมาลงทุนในสิงคโปร์ด้วย อันนี้ก็เป็น หลักของสิงคโปร์อยู่แล้ว เขาเป็นประเทศที่เปิดนะครับ ก็ต่างกับเรานิดหน่อย
ในเรื่องต่อไปก็มีประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหราชอาณาจักรหรือในยุโรป หลายประเทศก็มีการกำหนดโปรแกรมไปเลยว่าโปรแกรมเรื่องอะไรที่เขาสนใจ เขาไม่ได้พูด กว้าง ๆ เขาบอกว่าเรื่อง ๑ ๒ ๓ ๔ รัฐบาลจะเข้าไปร่วมทุนด้วย มีความชัดเจนว่าใน ๕ ปี ๑๐ ปีต้องการจะให้เกิดอะไรขึ้น แล้วก็เข้าไปร่วมลงทุน นโยบายเรื่องพีพีพี (PPPs) ก็คือ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกับที่ของเรายังใช้เวลา แล้วก็ควรจะต้องปรับกระบวนการทางกฎหมายให้ง่ายยิ่งขึ้น ในประเทศที่กำลังเจริญ ก็มีการทำในเรื่องนี้เหมือนกันเกี่ยวกับกลไกสนับสนุน ก็คือว่าเขาพยายามที่จะแลกการนำ เทคโนโลยีกับเรื่องอื่น ๆ ที่เขาเรียกว่าออฟเซต (Offset) ซึ่งเดี๋ยวอาจารย์ทวีศักดิ์คงจะ อธิบายให้ฟังเพิ่มขึ้นนิดหน่อยว่าเขาจะทำอย่างไร กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าถ้าเราจะไปเอา เทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ก็มีเงื่อนไขที่กำหนดว่าจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี อย่างไร จะต้องมีการลงทุนในประเทศอย่างไร จะต้องปล่อยให้ประเทศผู้ซื้อได้มีส่วนในการ บริหารอย่างไร ไม่ใช่อิมพอร์ต (Import) เข้ามาทั้งหมด จะมีเงื่อนไข ซึ่งในขณะนี้เมืองไทย ทำอย่างนั้นได้ยากมาก ส่วนราชการมักจะไม่ได้ทำอย่างนั้นเพราะเกรงว่าจะผิดกฎหมาย อันนี้ก็คงจะต้องเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเราคงจะต้องมองดู เรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็มีแปลก ๆ ที่เราไม่เคยเห็น เช่น ถ้าเผื่อมาลงทุนในเทคโนโลยีจะลดหย่อนภาษี ที่แปลกก็คือลดหย่อน ภาษีมรดก แล้วก็ภาษีแคพิทัลเกนส์ (Capital Gains) ซึ่งเป็นเรื่องไกลตัวมาก แต่ก็มีคนที่ทำ อย่างนั้นเช่นกัน มีการสร้างระบบนิเวศแบบออนไลน์ (Online) ก็คือคอมพิวเตอร์คุยกับ คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องมีตัวกลาง เพราะการลงทุนในแง่ของเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ใช้คอมพิวเตอร์ พูดกับคอมพิวเตอร์โดยตรง อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่กรรมาธิการเราก็พยายามที่จะไปหาดูว่า ประเทศอื่น ๆ เขาทำอย่างไร แต่ว่าเมื่อกลับมาประเทศเรา เราก็มองเห็นว่าองค์ประกอบ ของระบบนิเวศกับการลงทุนก็มีอยู่สัก ๔ ประการด้วยกัน จากซ้ายไปก็คือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอันนี้อนุกรรมาธิการไม่ได้พูดถึงมาก เพราะว่าพูดในเรื่องอื่นอยู่แล้ว เช่น เรื่องการวิจัย การพัฒนาต่าง ๆ มีเรื่องระบบกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ มีเรื่องการอุดหนุนทางการเงิน และภาษี แล้วอันสุดท้ายคือเรื่องการทำตลาด ก็วนอยู่ใน ๓-๔ ข้อนี้ แต่ว่าเมื่อมาดูสถานภาพ ของมาตรการในระบบนิเวศของการลงทุนในปัจจุบันก็พอจะสรุปได้ว่าของเรานี่แบ่งออกเป็น สัก ๔ ประเภทด้วยกัน
ประเภทแรก ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการอุดหนุนทางด้านการเงินเป็นส่วนใหญ่ คือเรื่องกลไกการอุดหนุนทางการเงิน ภาษี ตลาด ให้คำปรึกษา แล้วก็โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้แม้จะลงทุนไปแล้วก็ยังไม่เพียงพอ
ประเภทที่ ๒ ก็คือมาตรการที่สนับสนุนการเงินเพื่อผู้ประกอบการใหม่ เช่น พวกสตาร์ตอัปเวาเชอร์ (Startup Voucher) อะไรต่าง ๆ บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งพยายามที่จะบวกระหว่างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมเข้ากับการลงทุน ให้ได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เช่นลดหย่อนเงินภาษี ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับบริษัท ซึ่งทำการวิจัยและพัฒนาเหล่านี้เป็นต้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ามาตรการส่วนใหญ่ เพิ่งเกิดเมื่อปีที่แล้ว เมื่อมาดูรายละเอียดแล้ว เดี๋ยวท่านอาจารย์ทวีศักดิ์อาจจะชี้แจงเพิ่มขึ้น นิดหน่อยก็คือว่า เรามีมาตรการอยู่สัก ๔ มาตรการด้วยกัน
ในเรื่องแรกเป็นกลไกในการสร้างนวัตกรรม ซึ่งก็มีทั้งในเรื่องของเงินอุดหนุน เรื่องภาษี เรื่องสนับสนุนการเข้าตลาด การให้คำปรึกษา แล้วก็โครงสร้างพื้นฐาน อันนี้จะเน้น ในเรื่องของนวัตกรรมเป็นหลัก
ส่วนอันที่ ๒ ในหน้าต่อไป ท่านอาจจะดูได้ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มันเล็กไปหน่อย ก็มีเรื่องของมาตรการสนับสนุนทางด้านการเงินโดยตรง ซึ่งก็มี หลายมาตรการ แต่ข้อสังเกตก็คือว่าเงินสนับสนุนในบางเรื่องรู้สึกจะน้อยเกินไปหน่อย ที่จะสร้างนวัตกรรมขึ้นมา
อันที่ ๓ ก็คือเรื่องสิทธิประโยชน์ในทางภาษี ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตรการ ที่ได้กำหนดไว้ แล้วส่วนใหญ่อย่างที่เรียนแล้วก็เพิ่งทำก็ยังไม่ทราบว่าในที่สุดแล้วผล จะเป็นอย่างไร
ในสไลด์ (Slide) ต่อไป เราพยายามที่จะรวมว่าในมาตรการทั้งหมด ที่กำหนดไว้อันไหนประเมินผลได้บ้าง ก็ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ
อันที่ ๑ เราไม่สามารถประเมินอิมแพกต์ (Impact) หรือว่าผลกระทบได้ว่า มาตรการเหล่านี้ไปช่วยทำให้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน เหตุผลก็คือว่า การจัดการเรื่องการสนับสนุนได้ถูกมอบหมายให้กับส่วนราชการในแต่ละส่วนราชการ เพราะฉะนั้นส่วนราชการนี้ก็จะมองเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่ภาพรวมของมาตรการทั้งหมด เราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ในลักษณะนี้ มันต้องมีคนกลางสักคนหนึ่งที่มองภาพรวมว่า ในที่สุดแล้วมาตรการที่จะนำมาเพื่อผลักดันเศรษฐกิจกระแสใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินก็ดีโดยภาพรวมนี้มันไปไหวไหม อันไหนไปได้ อันไหนไปไม่ได้ และถ้าอันไหนไปไม่ได้ก็ควรจะเลิกเสีย
อันที่ ๒ ถ้าดูทั้งหมดแล้วเราจะเน้นเรื่องการเงินหรือภาษีมากเกินไป ส่วนเรื่องการแก้ไขระเบียบ ผมไม่ได้พูดเรื่องกฎหมาย ผมพูดถึงระเบียบและวิธีการ มันจะน้อยมาก แล้วก็ช้ากว่าหลายประเทศ
อันที่ ๓ ก็คือกระบวนการในทางงบประมาณของเรามันจะเน้นเรื่องการใช้เงิน แต่ว่าผลตอบแทนต่อการใช้เงินในภาพรวมนี้มันจะไม่รู้ว่าในที่สุดแล้วใครจะเป็นคนประเมิน เพราฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ก็พยายามจะใช้จ่ายเงินให้หมด ให้มีการกู้ยืมตามที่กำหนดไว้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในแง่ของอิมแพกต์ (Impact) ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะเป็นอย่างไรขณะนี้ยังไม่ค่อยรู้ เพราะว่าอย่างที่ผมกราบเรียนนี้บางมาตรการเพิ่งใช้ไป เมื่อสักปีกว่านี้เอง
ทีนี้ในแง่ของแนวคิดในการปฏิรูประบบนิเวศและการลงทุนเพื่อสร้าง เศรษฐกิจกระแสใหม่ เราก็แบ่งออกเป็น ๔ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ เราเห็นว่าควรจะต้องมีการทบทวนมาตรการที่รัฐมีอยู่ว่ามันมี ประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ จะแก้ไขอย่างไร หรือว่าจะเลิก เพราะเงินลงทุนในแต่ละปี เยอะมากพอสมควรนะครับ
เรื่องที่ ๒ อธิบายนิดหน่อยว่าการลงทุนประเภทนี้นวัตกรรมบางประเภท ใช้เวลานานมาก เช่น เรื่องยา เรื่องอาหาร เรื่องพลังงานบางเรื่อง เพราะฉะนั้นมันต้องมี การจำแนกให้มีความชัดเจนว่าในเศรษฐกิจ ๔-๕ ประการที่เราได้เสนอไปแล้ว อันไหนมีเรื่อง อะไรที่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติบ้าง ท่านอย่าลืมว่าความมั่นคงของชาติ ความมั่นคง ทางการเมือง ความสนใจทางด้านธุรกิจ หรือสิ่งที่เรียกว่าอินคลูซิฟดีเวลอปเมนต์ (Inclusive Development) หรือการพัฒนาที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ มันคนละเรื่องกันนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนออันแรก นอกจากเรื่องของการทบทวนมาตรการที่มีอยู่แล้ว เราเสนอว่า ใน ๗-๘ อุตสาหกรรม รัฐบาลต้องมานั่งดูว่าอะไรเป็นเรื่องที่อยากจะให้เกิด อะไรควรจะปล่อย เป็นเรื่องบิซิเนสอินเทอเรสต์ (Business Interest) หรือความต้องการของผู้ลงทุน และอะไร ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่แผนเรียกว่าอินคลูซิฟดีเวลอปเมนต์ (Inclusive Development) ก็คือ การพัฒนาที่ไม่ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะต้องมีความชัดเจนในแง่นั้นครับ
เรื่องที่ ๓ ที่เราเสนอก็คือว่าระบบนิเวศและการลงทุนจะต้องตัดเสื้อให้เข้ากับ เรื่องแต่ละเรื่อง การลงทุนในส่วนที่เป็นเรื่องดิจิทัล (Digital) ก็เรื่องหนึ่ง การลงทุนในส่วน ที่เป็นไบโอ (Bio) ก็เรื่องหนึ่ง การลงทุนในส่วนที่เป็นครีเอทิฟ (Creative) ก็เรื่องหนึ่ง จะไปใช้มาตรการเดียวกันทั้งหมดเราคิดว่าคงจะมีปัญหานะครับ
เรื่องสุดท้าย ก็คือการจัดภารกิจการขับเคลื่อน เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ โดยตรง เพราะว่าส่วนราชการก็จะขับเคลื่อนในส่วนของกระทรวง ทบวง กรมของตัวเอง เท่านั้น ผมคิดว่ากลไกที่สร้างขึ้นมาที่เรียกว่า ดียู (DU) หรือว่าเดลิเวอรียูนิต (Delivery Unit) เป็นเรื่องที่อาจจะต้องจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณาดูว่าควรจะมี เป็นแอดฮอก (Ad hoc) หรือเป็นการถาวรต่อไป เพื่อจะขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจของเราไปข้างหน้าให้ได้
ส่วนในเรื่องของกรอบข้อเสนอการปฏิรูป เราก็พยายามใส่เข้าไปในบริบท ของแนวความคิดของนายกรัฐมนตรี เรื่องความมั่นคง เรื่องความมั่งคั่ง แล้วก็การสร้าง ความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่พยายามจะแสดงให้เห็นว่ามีส่วนที่ สอดคล้องกันอย่างไร
ทีนี้ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปก็มีอยู่ ๓-๔ ข้อด้วยกัน
ข้อ ๑ อย่างที่เรียนแล้วว่าต้องมีการจำแนกว่าอะไรเป็นความจำเป็น หรือความมั่นคงต่อชาติ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลายาวนาน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มไบโออีโคโนมี (Bio Economy) สมมุติว่าเราต้องการวัคซีนที่จะแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่างซึ่งสร้าง ในประเทศไทย ต้องมีการกำหนดลงไปเลยว่าอันนี้เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) แล้วต้องทำ หรือว่าในส่วนของสิ่งแวดล้อมเราต้องการจะสร้างไบโอพลาสติก (Bio Plastic) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้ ไม่ต้องมานั่งเก็บขยะกันอยู่อย่างนี้ หรือลดการเก็บขยะ อุตสาหกรรมข้างหน้าเราต้องการที่จะพัฒนาอะไร หรือว่าเรื่องพลังงาน หรือความมั่นคงพลังงานในชนบทเรามีแนวโน้มว่าจะต้องใช้พลังงานที่เกิดจาก สิ่งมีชีวิตมากขึ้น มากน้อยแค่ไหน ผมเข้าใจว่าเป็นความต้องการของประเทศ และถ้ามัน เป็นความต้องการของประเทศ ผมคิดว่าควรจะทำสัก ๓-๔ อย่างด้วยกัน คือ ๑. ระเบียบ และวิธีการงบประมาณต้องแก้ ถ้าเผื่อเวลาเข้ากรรมาธิการแล้วเข้าทีละกรม ผมว่าทำไม่ได้หรอก คือเวลาเขามาพิจารณางบประมาณ ท่านที่เคยดีเฟนด์ (Defend) คงจะเข้าใจว่าเขาดูทีละกรม แล้วแผนที่จะให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างนวัตกรรมจนกระทั่งถึงธุรกิจมันจะไปได้อย่างไร ยังนึกไม่ออก เพราะว่าถ้าโดนตัดงบประมาณ ส่วนราชการก็จะเลื่อนแผนที่ไปทำร่วมกับคนอื่น ออกไป แล้วเอาแผนของตัวเองทำก่อน เพราะฉะนั้นการจัดวิธีการงบประมาณเป็นเรื่องที่ จำเป็นและจะต้องดูว่าเราจะมีการจัดงบประมาณเป็นเรื่องที่เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) โดยตรงหรือเปล่า อันที่ ๒ เรื่องพีพีพี (PPPs) หลายประเทศใช้ได้แต่ประเทศไทยใช้ยากมาก ผมคิดว่ากฎหมาย พีพีพี (PPPs) หรือระเบียบต่าง ๆ ที่ออกตามกฎหมายอันนั้นคงจะต้องมีการแก้ไข ให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ขณะนี้มีเพียง ๒-๓ โครงการที่เป็นเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) เท่านั้นที่เป็นพีพีพี (PPPs) อันที่ ๓ ก็คือกรณีการร่วมทุนกับต่างประเทศ ระบบออฟเซต (Offset) คงจะต้องมีการใช้มากยิ่งขึ้นก็คือว่าการแชร์ผลประโยชน์ ระหว่างผู้ขายเทคโนโลยีกับผู้รับเทคโนโลยี และอันที่ ๔ ก็คือว่าที่คณะกรรมาธิการของเรา พูดมาหลายครั้งแล้วว่าถ้ารัฐบาลไม่เริ่มซื้อของที่สร้างจากเทคโนโลยีของเราก่อน คนอื่น ก็ไม่ซื้อ มีหลายอย่างที่เทคโนโลยีเราพรูฟ (Prove) ว่าใช้ได้ แต่ว่าภาครัฐบาลไม่ซื้อ ตรงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ข้อ ๒ เป็นเรื่องของการปรับปรุงระบบนิเวศและการลงทุนสำหรับนวัตกรรม ที่ให้ผลตอบแทนทางธุรกิจ อันนี้ก็คือนวัตกรรมที่ทางภาคเศรษฐกิจเขาต้องการทำอยู่แล้ว หลักที่ง่ายที่สุดที่จำไว้ก็คือว่ารัฐบาลอย่าไปยุ่งมากในเรื่องพวกนี้ รัฐบาลควรจะสร้างเฉพาะ แพลตฟอร์ม (Platform) หรือว่าพื้นที่ที่จะทำให้คนเหล่านี้มาลงทุนหรือลงแรงได้ อย่างสะดวก ลงความคิดได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ในประเด็นแรก ผมคิดว่ามันแก้ไม่ยากหรอก คืออะไรก็ตามที่เป็นนวัตกรรมที่ไปเกี่ยวกับเงินของรัฐแม้แต่นิดเดียว กฎหมายบอกว่ารัฐ ต้องเป็นเจ้าของสิทธิอันนั้นด้วยทั้งหมด ท่านคิดดูว่าถ้าเผื่อเราสามารถผลักดันนวัตกรรม จนกระทั่งไปเป็นธุรกิจแล้ว ในทางอ้อม ๑. เราก็สร้างเงินรายได้ให้ประเทศชาติ ๒. เราก็ได้ภาษีจากธุรกรรมเหล่านั้นแล้ว อย่าไปนึกขายหรือไปมีส่วนร่วมในการขาย อินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือว่าไอพี (IP) พวกนั้นเลย ปล่อยให้คนที่เขาคิดได้ลงทุน แล้วเราไปเก็บเกี่ยวเอาทีหลังดีกว่า ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง การขาย สิ่งที่เรียกว่าอินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือว่าความคิด กับเรื่องสร้างถนน เวลาเราสร้างถนน คนอยู่ข้างถนนได้มูลค่าเพิ่มเยอะแยะเลยเราไม่เห็นเก็บ แคพิทัล เกนส์ แทกซ์ (Capital Gains Tax) ทันทีเลย แต่เวลาคนคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาใหม่ เราอยากจะเป็นเจ้าของร่วมด้วยแล้วให้เขาไปขายเพื่อจะเอาสตางค์ทันทีก็เป็นเรื่องแปลก ถ้าเราจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่เราต้องลดแนวความคิดในเรื่องนี้แล้วสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ ข้อ ๒.๒ พวกแพลตฟอร์ม (Platform) ผมคงไม่พูดมากเพราะว่ารัฐบาลพยายามทำอยู่แล้ว แพลตฟอร์ม (Platform) อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวกับเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) ก็ดี เกี่ยวกับเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็ดีก็ทำกันอยู่แล้ว ข้อ ๒.๓ ความช่วยเหลือต่าง ๆ จากความช่วยเหลือที่ได้ชี้แจงมาแล้วทั้งทางด้านการเงินและการคลัง ผมคิดว่ามันต้อง ดูสักหน่อยว่ามันเหมาะสมกับอีโคโนมี (Economy) ประเภทไหน ถ้าเป็นไบโอ (Bio) ใช้เวลานานมาก ถ้าเป็นครีเอทิฟ (Creative) อาจจะสั้น ถ้าเป็นดิจิทัล (Digital) เป็นเรื่องที่ อิมพอร์ต (Import) เทคโนโลยีมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นมันต้องดูว่าอย่างไหนมันควรจะ เหมาะสมกับอะไร เรื่องสุดท้ายก็อาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะเกี่ยวพันกับข้อ ๒.๓ ก็คือว่ากรณีที่ เป็นเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มันคงไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเงินหรือสิ่งแวดล้อมธรรมดา เท่านั้น การสร้างย่านที่ทำให้คนเกิดการสร้างสรรค์ สมัยผมเด็ก ๆ มีท่าพระลาน แถวมหาวิทยาลัยศิลปากร เดี๋ยวนี้ก็หมดไปแล้ว ตรงนั้นเป็นย่าน หรือแถวถนนตรีทอง ก็เป็นย่านที่มีความชำนาญเฉพาะเรื่อง แต่ขณะนี้ย่านเหล่านั้นมันเหมือนจะหมดไป ถ้าเป็นย่านการเมืองก็อาจจะเป็นธรรมศาสตร์อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันค่อย ๆ หมดไป เพราะฉะนั้นครีเอทิวิตี (Creativity) หรือแนวความคิด ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างอันหนึ่งอยากจะ ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างมันมีอยู่มาก ถ้าเป็นเรื่องไบโอไซเอนซ์ (Bio Science) ก็จะกลายเป็นเรื่องแล็บ (Lab) เรื่องพื้นที่ทดลอง เรื่องการควบคุมทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นนิเวศของแต่ละเรื่องมันจะไม่เหมือนกัน เราไป กำหนดให้เหมือนกันไม่ได้
เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องที่ผมเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องจำแนกให้ชัดเจน เช่นเดียวกันก็คือว่า นโยบายซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นวัตกรรมสำหรับ ภาคชุมชนกับภาคเกษตรมันมีความจำเป็นถ้าเราจะไม่ทิ้งชนบทไว้ข้างหลัง เราต้องพัฒนา ชนบทควบคู่กับเมือง ซึ่งผมเห็นว่ากลไกในชนบทมีเยอะแยะ ราชการส่วนภูมิภาคเต็มไปหมด อาสาสมัครเต็มไปหมด พนักงานราชการซึ่งมาแทนลูกจ้างประจำเต็มไปหมด แต่เราจะทำอย่างไร ให้คนเหล่านั้นสามารถที่จะโฟกัสหรือมองเห็นความต้องการในแง่ของการปรับเปลี่ยนสภาพ ทางเศรษฐกิจให้ได้ ท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ผมเองไม่ค่อยแน่ใจว่ามีบทบาทเรื่องเหล่านี้ มากแค่ไหน ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องรีวิว (Review) ดูว่าเราจะดำเนินการอย่างไรเพื่อทำให้คน จำนวนมหาศาลเหล่านี้ในชนบท และคนจำนวนมหาศาลเหล่านี้ที่มีหน้าที่จะพัฒนาชนบท ได้มองไปข้างหน้าบ้าง อย่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว ฝนตก ภัยแล้งอะไรต่าง ๆ ถ้าท่านมองดูในรายงานของเรามันจะมีอยู่หน้าหนึ่งที่บอกว่าเมื่อปี ๒๕๕๙ เฉพาะเรื่อง เงินอุดหนุนเพื่อการผลิตอย่างเดียวในภาคชนบท และเฉพาะของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไม่นับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอะไรต่าง ๆ มีจำนวนมาก เข้าใจว่าประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีนี้เริ่มเอา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาทำเรื่องนวัตกรรมเพื่อผลักดันเศรษฐกิจกระแสใหม่ได้ไหม แล้วในปีต่อ ๆ ไปเอียร์มาร์ก (Earmark) เงินพวกนี้เพื่อไปทำเศรษฐกิจกระแสใหม่ได้ไหม ทำได้ทันที นอกจากนั้นแล้ว ผมคิดว่าเรื่องการบริหารการเกษตรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นรายพื้นที่ก็มีความสำคัญ ซึ่งอันนี้ ก็อยู่ใน ๒๗ วาระที่รัฐบาลกำหนดอยู่แล้ว ผมก็คงจะไม่พูดถึง ภูมิคุ้มกันสำหรับคนที่ นำนวัตกรรมไปใช้ ชาวบ้านที่ใช้นวัตกรรมเสี่ยงเองนะขณะนี้ ถ้ามีปัญหาก็รับไปเอง ผมคิดว่า ต้องมีกลไกที่จะดูแลเรื่องพวกนี้ให้ได้
ข้อสุดท้ายจริง ๆ ก็คืออยากจะบอกว่า นอกจากประเด็นที่เป็นแต่ละเรื่องแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่เกี่ยวพันกับทุก ๆ ฝ่ายอยู่สัก ๔-๕ ประเด็นด้วยกัน อันแรก คือเรื่อง การก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็น ๑ ใน ๒๗ วาระของรัฐบาล ถ้าไม่มีกลไกที่จะดูเรื่องนี้โดยเฉพาะให้ส่วนราชการต่างคนต่างดู ไปไม่ไหวครับ ส่วนจะทำ เป็นอย่างไรก็ต้องดูอีกทีหนึ่ง อันที่ ๒ ที่เรียนไปแล้วก็คือกระบวนการจัดตั้งงบประมาณ คงจะต้องแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการงบประมาณ อันที่ ๓ ก็คือความเชื่อมโยง เรื่องข้อมูล เรื่องคลังข้อมูล เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากที่สุดอันหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจสมัยใหม่ ไปได้ สมมุติว่าวันนี้เราทำวันแมป (One Map) มันเป็นไปได้ไหมว่าเราเปิดให้คนที่มี กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเข้าไปเช็ก (Check) ว่ากรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของเรา มันอยู่ในป่าหรือเปล่า เริ่มมันอย่างนี้จะทำได้ไหม การสร้างบุคลากรเป็นเรื่องที่ มีความสำคัญมาก เพราะว่าถ้าเรามีดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) หรือสังคมดิจิทัลแล้ว คนที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ไม่เป็นก็จะถูกไล่ออก ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องนับสตางค์ เรื่องใช้งาน ที่เป็นปกติ คงไม่มีงานทำ ถ้าไม่พัฒนาคนเหล่านี้ก็คงจะลำบาก เรื่องเคลียริงเฮาส์ (Clearing House) เรื่องข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะจัดการเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างที่ผมเรียนไปอย่างเมื่อสักครู่นี้ เอกสารต่าง ๆ ที่เป็นกระดาษ แล้วในอนาคตจะไม่เป็นกระดาษแล้วเราจะทำอย่างไรกับมัน ลายเซ็น อิเล็กทรอนิกส์มีกฎหมายแล้ว ผลการบังคับใช้จะเป็นอย่างไรต่อไปคงจะต้องช่วยกันดู และอันสุดท้ายก็คือการประเมินผลเรื่องการลงทุนก็คงจะต้องมาดูว่า ในที่สุดแล้วควรจะเริ่ม หรือเลิกราอะไรไป สิ่งที่อยากจะเสนอก็เพียงแต่ว่าขอให้เพื่อนสมาชิกที่เคารพได้พิจารณา รับหลักการ แล้วเราจะได้นำเสนอรัฐบาลเพื่อดำเนินการต่อไป ท่านประธานครับ ผมขอให้ ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ได้ชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องครับ
เชิญท่านดอกเตอร์ทวีศักดิ์ค่ะ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกครับ ผม ทวีศักดิ์ กออนันตกูล สปท. ลำดับที่ ๖๓ ขอขยายความในส่วนที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ได้มอบหมายนะครับ ประเด็นแรก จะตรงกับสไลด์ (Slide) หน้า ๑๐ ที่เป็นตารางแสดงถึง กลไกต่าง ๆ เข้าใจว่าตอนนี้เครื่องฉายสไลด์ (Slide) อาจจะมีปัญหา ท่านก็จะได้เห็นว่า ในปัจจุบันนั้นได้มีกลไกสนับสนุนเพื่อจะให้เกิดเศรษฐกิจกระแสใหม่หรือเกิดนวัตกรรม เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่จะดีกับประเทศค่อนข้างมาก คณะทำงานก็ได้รวบรวมกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งหมด ในหน้า ๑๑ ซึ่งกลไกเหล่านี้ในช่องแรกคืออุดหนุนทางด้าน การเงินนั้นถือว่าเป็นการตั้งงบประมาณให้หน่วยงานรัฐไปช่วยหน่วยงานเอกชนแล้วก็มีกลไก หลายชนิด แล้วสามารถช่วยกลุ่มเป้าหมายได้หลายด้าน ช่วงที่เป็นเรื่องภาษีนั้นเป็นวิธี สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมโดยที่ไม่ต้องตั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่าเป็นแรงกระตุ้น ที่ให้ผู้ประกอบการนั้นลุยไปข้างหน้าเพื่อที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด ซึ่งวิธีการนี้ หลายประเทศก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน แต่ว่าที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการสนับสนุนการเข้าถึง ตลาดภาครัฐ ซึ่งในอดีตอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้แถลงไปแล้ว เกิดขึ้นน้อยมาก ๆ ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นแรงมาก ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ในประเทศเกาหลี และในประเทศจีน นั่นหมายความว่าภาครัฐนั้นนิยมไม่ซื้อของที่ผลิตในประเทศ ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐจัดงบประมาณ มหาศาล และประกาศนโยบายว่าช่วยให้เราเข้มแข็ง ดังนั้น การที่เรามีโครงการขนาดยักษ์ โครงการขนาดใหญ่ มันจะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ แล้วก้าวไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้สำเร็จ ส่วนอีก ๒ ส่วน ก็คือเรื่องคำปรึกษา กับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ภาครัฐเองควรจะอุดหนุนเรื่องการให้คำปรึกษาที่จะทำให้ ภาคเอกชนของไทยนั้นเกิดความเข้มแข็ง มีอำนาจต่อรอง แล้วก็สามารถดำเนินการได้ ก็มีบางโครงการที่เดินไปแล้ว อย่างเช่นโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีและเสาะหาเทคโนโลยี ซึ่งใช้เงินเพียงน้อยนิด แต่พบว่าทุก ๆ ๑ บาทที่ภาครัฐใส่เข้าไปในประเด็นเรื่องการ ให้คำปรึกษาจนกระทั่งภาคเอกชนเข้มแข็งนั้นมีผลตอบแทนต่อประเทศในเชิงเศรษฐกิจ ประมาณ ๗ บาท ดังนั้นหากว่าเพิ่มส่วนนี้ได้ดีก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เอกชนเข้มแข็ง ส่วนอันสุดท้ายคือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้นทุนสูง ราคาแพง ภาครัฐเท่านั้น ถึงจะเป็นเจ้ามือใหญ่ที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ขึ้นมาได้ แล้วก็เปิดบริการ ให้ภาคเอกชนนั้นได้มาใช้เพื่อจะสร้างให้ตัวเองนั้นกลายเป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็งต่อไป ภาพนี้ทั้งหมดมีความประสงค์เพื่อที่จะให้ทุกท่านเห็นว่าเมืองไทยนั้นได้มีการคิด ได้มีการลงมือ ทำกิจกรรมมากมาย แต่สิ่งที่พบก็คือว่าเราไม่ทราบว่ากิจกรรมเหล่านี้อันไหนที่มีผลกระทบแรง แล้วก็อันไหน ที่ทำไปก็แค่มีเท่านั้นเอง แต่มีปริมาณน้อยมาก ๆ จึงเรียกว่า เป็นระบบนิเวศ ที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจใคร่ขอเสนอให้ท่าน พิจารณา แล้วสิ่งที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านปีติพงศ์ได้นำเสนอนั้น ก็คือว่า เรามาช่วยกันเสนอการจัดการระบบนิเวศของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้ออกมาเพื่อจะก้าวร่วมกัน ไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้สำเร็จ
ผมใคร่ขอไปสไลด์ (Slide) ที่ ๑๕ เพื่อจะกล่าวเสริมนิดหนึ่งว่า แนวคิดที่เรา เสนอเป็น ๔ ขั้นตอนนั้น อันแรกสุดก็คือการทบทวนมาตรการภาครัฐที่มีอยู่ นั่นก็หมายความว่า ให้ดูกลไกการทำงานที่เกิดขึ้นแล้วในทุกหน่วยงาน แต่เราควรจะต้องจัดระบบเพื่อจะให้ ทุกหน่วยงานนั้นทำงานด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานการทำงาน อะไรก็ตาม ที่บริการประชาชนเหมือนกันแล้วเกิดขึ้นในหลาย ๆ แห่งนั้นควรจะมาเสริมกันในการลด ความซ้ำซ้อนเพื่อให้กลายเป็นพลัง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือทุก ๆ ปีควรจะต้องมีการจัดระบบ ติดตาม การประเมินผลที่สอดคล้องกัน ส่วนข้อ ๒ นั้นเนื่องจากว่า สปท. เองได้เสนอวาระ เข้าไปใน ป.ย.ป. ถึงหลายวาระ วิธีการที่จะสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทางด้านการค้า กับทางด้านสังคมนั้นกลไกการสนับสนุนจะต้องต่างกัน แล้วก็มีการเลือกใช้วิธีการแบบ ครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) กับโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ให้เหมาะสม
ฉะนั้นผมใคร่ขอไปถึงประเด็นที่ท่านประธานปีติพงศ์ได้มอบหมายให้ผม ดำเนินการนำเสนอ สไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูป ข้อแรกก็คือ ให้จัดประเภทนวัตกรรม อุตสาหกรรม และบริการที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคง หรือใช้เวลายาวนาน ข้อนี้คือช่องว่างซึ่งเรามีปัญหามาช้านาน ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งได้ มีการศึกษาในรายงานเขาก้าวข้ามตรงนี้ไปได้สำเร็จ เราเรียกปัญหาตรงนี้ว่าเป็นหุบเหวมรณะ ซึ่งประเทศเรานั้นก็ควรที่จะใช้โอกาสนี้ทำการแก้ไข ผมใคร่ขอเรียนว่าการก้าวข้ามหุบเหวมรณะ ที่ประเทศไทยเคยทำมา แล้วก็อาจจะเป็นตัวอย่างเพื่อให้ท่านเกิดความเข้าใจว่าเราไปได้ตั้งไกล ตัวอย่างเช่นนโยบายทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยนั้นได้เลือกที่จะ เป็นศูนย์การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับระบบห่วงโซ่การบริโภคของโลก หรือโกลบอล ซัปพลาย เชน (Global Supply Chain) โดยยอมให้ผู้ผลิตรถยนต์ทุกยี่ห้อมาตั้งฐานการผลิต ในประเทศไทย แล้วก็สร้างอุตสาหกรรมไทยในลักษณะที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก แล้วก็ซัปพลาย (Supply) ให้กับทุกราย แต่เราใช้กระบวนการร่วม ๓๐ ปีถึงจะถึงขั้นนี้ หรือว่าเราได้มีการสร้างอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้วก็ได้ผลักดัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ ๓๐ ปีเช่นเดียวกัน แต่อย่าลืมว่า ๓๐ ปีอาจจะใกล้จะหมดอายุ เรามีอะไรใหม่ ๆ ที่จะก้าวข้ามหุบเหวมรณะ ของใหม่ ๆ อันนี้เกิดขึ้นหรือเปล่า ซึ่งในประเด็น ที่คณะอนุกรรมาธิการได้วิเคราะห์ก็มองเห็นว่าความมั่นคงทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตยาหรือวัคซีนซึ่งมีบางโรคบางชนิดที่ประเทศไทยบริโภคสูงมาก และเราควรที่จะ พึ่งตนเองได้ รวมทั้งใช้วัตถุดิบในประเทศไทย และถึงขั้นที่จะเป็นศูนย์ที่จะสามารถส่งออกไป ทั่วโลก ประเทศไทยนั้นมีความชำนาญและมีชื่อเสียงมากทางด้านโรคเขตร้อน เรามีสถาบันที่ดังที่สุดในโลกเกี่ยวกับเรื่องการวิจัยเกี่ยวกับโรคเขตร้อน แต่ว่าเรายังไม่ถึงขั้น ที่จะเป็นผู้ที่ดูแลโรคเกี่ยวกับเรื่องของยาและวัคซีนบางชนิด ซึ่งเหมาะสมมาก ที่จะทำในประเทศไทย ความมั่นคงทางด้านอื่น ๆ ผมขอยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเขาห่วงเรื่องความมั่นคงเรื่องน้ำมากที่สุด แต่เขาใช้เวลา ๑๐ ปีเพื่อทำการวิจัยและดูแล ระบบนิเวศของการพัฒนาเรื่องน้ำ จนกระทั่งในปัจจุบันสิงคโปร์ประกาศตัวเองว่า มีความพอเพียงเรื่องน้ำดื่ม น้ำใช้ หากมาเลเซียตัดไม่ส่งน้ำขายสิงคโปร์ สิงคโปร์ก็ไม่แคร์ (Care) สามารถที่จะกรองน้ำทะเล เป็นน้ำจืดในปริมาณที่สูง และน้ำที่เอามาใช้นั้นสามารถที่จะรีไซเคิล (Recycle) เป็นน้ำ ซึ่งพอเพียงสำหรับที่จะใช้บนเกาะสิงคโปร์ ไม่หวั่นกลัวแม้กระทั่งเกิดสงคราม ซึ่ง ๑๐ ปีนั้น เป็นเวลาที่ไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไปที่ประเทศไทยอาจจะต้องนึกถึงความมั่นคงของน้ำ ของประเทศไทยเช่นเดียวกัน น้ำของประเทศไทยไม่ใช่น้ำดื่มน้ำใช้ แต่ว่าน้ำท่วม น้ำแล้ง แล้วก็การเสียเงินไปตลอดในการที่จะบรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่อง การก้าวข้ามหุบเหวมรณะและจำเป็นจะต้องใช้วิทยาการ ซึ่งระบบนิเวศเกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เรียนเสนอนั้นสามารถที่จะดำเนินการได้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากเรียนเสนอก็คือว่ากลไกทางด้านระบบนิเวศที่เสนอ มาแล้วทั้งหมด แล้วก็มีผู้ดำเนินการอยู่นั้น ก็จะมีกลไกบางชนิดซึ่งเราอาจจะยังไม่เคยทำ เพราะว่าอาจจะขาดประเด็นอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อตั้งใจที่จะทำโครงการใหญ่ในลักษณะ ที่จะมองยาว การเสนองบประมาณควรที่จะคิดเป็นโครงการแบบ ๕ ปี ไม่แตกต่างไปจาก การสร้างอาคาร สร้างตึก สร้างสนามกีฬา แต่พอถึงขั้นวิจัยและพัฒนาความรู้เรายังคงเลือก ที่จะพัฒนาแบบเป็นโครงการเล็ก ปีต่อปี ปีหน้ามาต่อใหม่ ไม่มีการคอมมิต (Commit) ในขณะซึ่งประเทศอื่น ๆ รวมทั้งการลงทุนในบริษัทเขาจะคิดทีละ ๕ ปี แล้วก็มีการ ประเมินผลทุกปี เพื่อจะประเมินว่าเรากำลังเดินหน้าไปอย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้น ในการคิดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา สิ่งซึ่งจะต้องเชื่อมโยงไปถึงขั้นการผลิต แล้วก็ การทำให้เกิดการซื้อขายในตลาดอย่างแท้จริง จำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อตั้งแต่การคิด การวิจัย การออกแบบงานทางด้านวิศวกรรมและการผลิต และการขาย จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ซึ่งหากว่าภาครัฐได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนในลักษณะประชารัฐแล้ว ระบบนิเวศที่ว่านี้ก็คง จะพอเป็นไปได้
แล้วในกรณีสุดท้ายนะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านปีติพงศ์ได้พูดถึงมาตรการ ออฟเซต (Offset) ผมใคร่ขอขยายความนิดหนึ่งนะครับ คำว่า ออฟเซต (Offset) นั้น หมายความว่าเราจะซื้อของอะไรที่มันแพง ๆ ใหญ่ ๆ จากต่างประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้ต้องการที่จะพึ่งเขาไปตลอด เรามีอุตสาหกรรมภายในประเทศที่พร้อมที่จะรับ แล้วก็ดำเนินการสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นต่อ ผมขอยกตัวอย่างระบบราง ซึ่งเรามีระบบรางมา ๑๒๐ ปี วันนี้เราถึงจุดที่เราคิดว่าประเทศไทยจะต้องยกระดับการเดินทางด้วยระบบรางเพื่อจะ ทดแทนรถติด รถบรรทุกที่ทำถนนเสียหาย แล้วก็ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นระบบราง ที่ประชาชนสามารถใช้งานได้ เราก็ควรจะต้องวางแผนมากกว่ายุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ของประเทศ คือไปถึง ๑๐๐ ปีข้างหน้า และการดำเนินการไปถึง ๑๐๐ ปีข้างหน้า การเลือกซื้อ ในวันนี้จะต้องมีการวางแผนว่ามีผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไรเกี่ยวกับระบบราง มีผู้ที่จะดูแล บำรุงรักษาระบบรางในประเทศไทยที่จะอยู่คู่กับไทยไปอีกเป็นร้อยปี แล้วก็เริ่มพัฒนา ไปตั้งแต่บัดนี้ การเริ่มพัฒนาและรับเทคโนโลยีโดยรัฐเป็นผู้บงการ เพราะรัฐเป็นผู้ลงทุน โครงการขนาดยักษ์ โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ เรียกว่าออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) ประเทศจีนจากที่ไม่มีความสามารถในการผลิตรถไฟเลย สามารถใช้เวลาเพียง ๑๐ ปี ด้วยนโยบายออฟเซต (Offset) แล้วก็บอกว่าจีนพร้อมที่จะซื้อเทคโนโลยีรถไฟที่ดีที่สุดจากทั่วโลก หากคุณมาขายให้กับประเทศจีน ประเทศจีนตั้งใจจะซื้อเพียงไม่กี่ขบวน หลังจากนั้น คุณต้องยกทีมมาผลิตในประเทศจีนด้วยเทคโนโลยีของคุณ และภายในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น คนจีนจะสร้างรถไฟทั้งหมด เวลาผ่านไป ๑๐ ปีประเทศจีนสามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยกำลังจะเพิ่งเริ่ม เพราะฉะนั้นการคิดเรื่องโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐเป็น การลงทุนให้กับประเทศ น่าที่จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะกระทรวง ที่ซื้อของเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงถึงกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องพัฒนาคน คำนึงถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่จะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมมาต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเงื่อนไข มาตรการออฟเซต (Offset) นั้นจะปรากฏอยู่ในระบบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ ของรัฐที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยนั้นอยู่ในโอกาสที่ควรจะต้องปฏิรูประบบนิเวศ โดยการเพิ่มมาตรการออฟเซต (Offset) ควบคู่ไปด้วยในการปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่ารายละเอียดของเรื่องระบบนิเวศนั้นมีมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ใช่ว่าเขียนแผนดี แล้วมันจะเกิด มันจะต้องลงมือทำ แล้วก็มีหน่วยงานที่จะต้องจัดการเชื่อมโยงให้การ สนับสนุนทั้งภาครัฐและหน่วยงานเอกชน ที่เดิมทำงานเล็ก ๆ ให้ร่วมมือกันทำเป็นโครงการ ขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นเราควรที่จะให้ สปท. นั้นให้การสนับสนุนเพื่อต่อกับ ป.ย.ป. ของรัฐบาล ซึ่ง ป.ย.ป. นั้นได้มีการจัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ ไพรม์มินิสเตอร์ส เดลิเวอรี ยูนิต (Prime Minister’s Delivery Unit) ซึ่งในพีเอ็มดียู (PMDU) นั้น ทางคณะกรรมาธิการใคร่ขอเสนอว่าเราควรที่จะต้องมีเดลิเวอรียูนิต (Delivery Unit) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศเพื่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ และทำให้ ระบบที่เรากำลังมองไปข้างหน้าที่มองว่าเป็นอนาคตนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีการ บริหารจัดการที่แท้จริง ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ กรรมาธิการชี้แจงครบถ้วนสมบูรณ์ทุกท่านแล้วนะคะ ต่อไปก็ขอเชิญสมาชิกอภิปราย ใช้เวลาท่านละ ๑๐ นาที ท่านแรก ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ก่อนอื่นผมขอแจ้งเป็นทางการ แล้วก็เป็นเรกคอร์ด (Record) เป็นบันทึกไว้ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการใด ๆ ที่รัฐเข้าไปร่วมทุน จะเป็นโครงการในระบอบของ ประชารัฐ หรือโครงการที่จะทำเกษตร หรือว่าพื้นที่เกษตรรายใหญ่ หรือจะอะไรก็ตาม ที่จะเกี่ยวกับเศรษฐกิจสมัยใหม่ทั้ง ๕ ประการ เพราะว่าเราเป็นสังคมที่เป็นการค้าเสรี แล้วก็เอกชนเป็นตัวนำ แล้วในหลาย ๆ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้นได้พูดไว้ แน่ชัดว่ารัฐจะต้องไม่ทำการทางธุรกิจแข่งขันกับประชาชน ก็อาจจะมีอยู่บ้าง พวกสาธารณูปโภคที่ไม่มีกำไร น้ำประปา ไฟฟ้า ต่าง ๆ เหล่านี้ แต่อะไรที่เป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในตลาดหุ้น หรือว่าทำในเชิงธุรกิจ หรือจะมาตั้งบริษัทพีพีพี (PPPs) ใหม่ในกรอบประชารัฐ หรือจะพื้นที่เกษตรอันนี้ ผมคิดว่าขัดกับหลักการรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ แล้วก็ ความเป็นไปของสังคมไทยโดยตลอดมาว่าเอกชนเป็นตัวนำ รัฐมีหน้าที่สนับสนุน แล้วก็ ส่งเสริม แต่ไม่ใช่มาเป็นคู่ค้าเสียเอง มันทำให้มีความรู้สึกว่าเราอยากจะเป็นรัฐบาลที่มี ความเป็นสังคมนิยมมากขึ้นหรือเปล่า อันนี้ต้องระมัดระวังนะครับ ผมขอเตือนสติ ทุก ๆ ท่านด้วย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็ขอแวะเข้าไปในเรื่องออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) สักนิดหนึ่ง ไม่ใช่ของใหม่ครับ ตอนผมเป็นทูตอยู่ที่เยอรมนีเมื่อเกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว ก็ได้เจรจากับบริษัท ซีเมนส์ จำกัด เรื่องรถไฟฟ้า แล้วก็ตั้งเป็นเงื่อนไขว่าเราจะต้องมี ออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) คือชิ้นส่วนต่าง ๆ สร้างในประเทศไทย แต่ความ เปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขาก็เลยไปตั้งโรงงานไว้ที่ประเทศจีน ช่วงเป็นรัฐมนตรี ก็ได้เคยเจรจากับรัฐบาลสเปน แล้วก็อีก ๒-๓ ประเทศในยุโรป เรื่องที่จะเช่าซื้อหรือว่า ขอยืมเรือดำน้ำมาเพื่อฝึกอบรมทหารเรือของเรา แล้วถ้าเผื่อในอนาคตเราจะจัดซื้ออะไร ที่เราจะทำได้ใส่ไปในเรือดำน้ำให้เป็นออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) ก็พึงจะกระทำ แล้วก็พูดกันมามากตลอดเวลาไม่สำเร็จเสียที ผมก็อยู่ในคณะกรรมการที่เคย ไปเจรจากับต่างประเทศเรื่องการเปิดเส้นทางทางการบินอะไรต่าง ๆ ของการบินไทย ก็ได้มีโอกาสมาตลอดเวลาหลาย ๆ โอกาสว่า เมื่อไปซื้อเครื่องบินที่ไหน อะไรที่จะใส่ไป ในเครื่องบินจากโรงงานของประเทศไทยได้เป็นออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) ต้องทำ แล้วผมคิดว่าที่ สปท. ไม่ต้องรอช้าครับ ก็เอาเรื่องของรัฐวิสาหกิจมาเป็นตัวตั้ง แล้วสั่ง ไปได้เลยว่า ต่อไปนี้สั่งซื้ออะไรเข้ามาแล้ว กี่เปอร์เซ็นต์จะต้องเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย แล้วจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็ใส่ไปในคำสั่งของ คสช. มาตรา ๔๔ จะใส่ไป ในร่างกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง หรือจะเป็นมติ ครม. เดี๋ยวนี้ก็ทำกันเสียเลยไม่ต้องรอช้า ถ้าเผื่อ เราจะเอากันจริง ๆ จัง ๆ และเมื่อมันพูดกันแน่ชัดแล้ว ผลประโยชน์ขององค์กรเฉพาะหน้า ซื้อใต้โต๊ะ สไตล์ (Style) โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ทั้งหลายมันก็จะไม่เกิดขึ้น อันนี้ ต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่าจะเอากันจริง ๆ จัง ๆ มันทำกันได้เลย อันนั้นก็ในส่วนนั้น
กลับมาที่ประเด็นที่ข้อเสนอวันนี้ ผมอ่านครั้งแรกพอใช้คำว่า ระบบนิเวศ ผมก็นึกถึงลำธาร ต้นไม้ ผมก็ขอเรียนถามสักนิดว่าใช้ภาษาอังกฤษอะไรครับ มาจากศัพท์ไหน เพราะว่าโดยทั่ว ๆ ไปเราก็บอกว่าสภาพแวดล้อม บรรยากาศของการทำธุรกิจ แล้วก็ การลงทุนในประเทศไทย ก็เป็นศัพท์แสงที่ใช้กันมา ๒๐-๓๐ ปี ณ วันนี้เราจะบัญญัติศัพท์ใหม่ บอกว่าระบบเศรษฐกิจของเราคือระบบนิเวศ อันนี้ต้องพูดให้แน่ชัด นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ต้องขยายความครับว่า ระบบนิเวศที่เป็นอยู่ ณ วันนี้มันมีประเด็นปัญหาอย่างไร ท่านกรรมาธิการ ท่านปีติพงศ์ เพื่อนผมก็บอกแล้ว มันก็มีปัญหาเรื่องการจัดงบประมาณ เรื่องดาต้า (Data) เรื่องอะไรต่าง ๆ แต่ว่ามันไม่ครบครับ มันเป็นแค่บางประเด็น ผมคิดว่า กรรมาธิการทั้งคณะจะต้องมีหน้าที่ที่จะต้องวาดภาพของระบบนิเวศทางด้านเศรษฐกิจ และการลงทุนจากต่างประเทศให้มันชัด แล้วให้เป็นเอกสารเรียบเรียงเป็นเรียงความครับ ไม่ใช่เป็นพอยเตอร์ (Pointer) ขึ้นจอกันทีละคำสองคำ ไม่ใช่ ต้องมาถกกันให้แน่ชัดว่า ระบบนิเวศ ณ วันนี้ของการทำธุรกิจของเศรษฐกิจของไทยคืออะไร เพราะหลังจากนั้นแล้ว มันก็มีแต่ภาษาอังกฤษเยอะแยะไปในเอกสาร เริ่มตั้งแต่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็บอกว่ามีเศรษฐกิจสมัยใหม่ ๕ ประเภท ดิจิทัล (Digital) ไบโอ (Bio) ครีเอทิฟคัลเจอรัล (Creative Cultural) โซเชียล (Social) แล้วก็ซิลเวอร์ (Silver) หลังจากนั้นก็บอกว่ามี ๓ กลไก อินโนเวชัน (Innovation) อองเทรเพรอเนอร์ชิป (Entrepreneurship) แล้วก็คอนเนกทิวิตี (Connectivity) แล้วก็อยู่ในบริบทคอนเทกซ์ (Context) ของมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) อินอีควอลิตีแทรป (Inequality Trap) แล้วก็อิมบาลานซ์แทรป (Imbalance Trap) เอาทั้งหมดมาใส่บนกระดาษนี้ ผมไม่รู้ว่าแล้วมันโยงกับระบบนิเวศอย่างไร แล้วเราจะ แก้ประเด็นปัญหาเพียงแค่อยากจะให้มีเศรษฐกิจสมัยใหม่เพียง ๕ ประเภท แล้วมันจะไป โยงกับการหลุดพ้นจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) แล้วก็ลดอินอีควอลิตี (Inequality) แล้วก็ลดอิมบาลานซ์ (Imbalance) ในเศรษฐกิจของไทยอย่างไร ภาพมันไม่ชัดครับ แล้วทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็เป็นเรื่องที่จะต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แล้วก็เชิญต่างประเทศ มาลงทุน แล้วจะของบของรัฐบาลบวกของเอกชน ของรัฐวิสาหกิจ แล้วก็รายได้ ของมหาวิทยาลัยที่มีจากการค้าขาย อาคารพาณิชย์ให้เช่าทั้งหมด รวมกันแล้วขอสัก ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ไหมครับ เพื่อจะเอาไปลงในเรื่องของการค้นคว้าและวิจัย เพื่อจะเสริมสร้างความเป็นเลิศในเศรษฐกิจสมัยใหม่ ๕ ด้าน อันนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ มันต้องมีการค้นคว้าวิจัย ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นนักซื้อสิทธิบัตร ซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) แล้วเราก็จะมีสตาร์บัคส์ มีอะไรต่าง ๆ ไปทั่วประเทศไทย แต่อยากจะให้เห็นจิม ทอมป์สัน อยากจะเห็นเอสแอนด์พี อยากจะเห็นการบริหารจัดการของกลุ่มโรงแรมของดุสิตธานีที่เป็น ของไทย ต่าง ๆ เหล่านี้ หรือว่าผลิตภัณฑ์ของสหพัฒน์ หรือจะเป็นไก่ย่างของซีพีก็เป็นของไทย ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องมาคิดกัน ไม่ใช่ว่าจะมีตั้งกองทุนกันขึ้นมาแล้วเราบอกว่าจะเป็น เศรษฐกิจสมัยใหม่ จะเป็น ๔.๐ แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราซื้อเขาเข้ามาทั้งนั้น แล้วมันจะมี ประโยชน์อะไรถ้าเผื่อเราไม่คิดเอง ไม่ค้นคว้า ไม่ประดิษฐ์ แล้วก็ไม่พัฒนา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ท่านก็ได้กล่าวไว้บ้างเรื่องการศึกษา แต่มันเป็นการกล่าว แบบผ่าน ๆ ไปครับ ภาษาฝรั่งเศสอาจจะใช้คำว่า อองปาสซอง (En passant) ไม่ใช่ครับ ถ้าเผื่อจะเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เด็กประถมศึกษาเราจะกล่อมเกลาเขาอย่างไร มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และเราจะเปลี่ยนทัศนคติของคุณครู แล้วก็ผู้บริหารทุกคนที่กระทรวงศึกษาธิการ อย่างไร ไมนด์เซต (Mindset) เพื่อจะให้เสริมสร้างการเรียนการสอนให้มันมีการคิดได้ ไม่ใช่อยู่กันด้วยไม้เรียว แล้วก็จดไป แล้วก็จำไป แล้วก็สอบ ไม่ใช่ มันต้องมีครีเอทิวิตี (Creativity) ในห้องเรียน บรรยากาศในห้องเรียนจะเป็นอย่างไร ทุกระดับ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ
แล้วอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ผมก็ดูทีวีทุกวัน ตอนนี้ก็ประทับใจครับ การโฆษณาผ่านซีเอ็นเอ็น (CNN) ของประเทศไทย ผมไม่ทราบว่าหน่วยงานไหนทำ ภาพสวยไปหมดเลยครับ ผมก็ไม่รู้ว่าหมดไปกี่ร้อยล้านบาท แต่ว่าระบบนิเวศของเรา มันไม่ใช่เศรษฐกิจเสรีและการเมืองภาคเสรี ผมว่ามันผิดฝา ผิดหอย เพราะตอนนี้เราเป็น รัฐบาลพิเศษ ชื่อ คสช. เป็นรัฐบาลทหาร ไปโฆษณาอย่างนั้นไม่มีใครเชื่อ แล้วการที่จะ เปลี่ยนแปลงระบบนิเวศทางด้านเศรษฐกิจนั้นมันต้องมีระบบนิเวศของเสรีประชาธิปไตย ทางการเมืองด้วยเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครมา ท่านประธานไปตรวจได้ว่า ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา หรือ ๓ ปีที่ผ่านมา ที่เรียกว่าฟอเรนจ์ ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ (Foreign Direct Investment) นั้นมันเข้ามาน้อยมาก ๆ เขาจะไม่เข้ามา แล้วต่อให้เรามีแผนเศรษฐกิจ สมัยใหม่ มีดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) มี ๔.๐ เขาจะไม่มา ตราบใดที่โครงสร้าง ทางการเมืองยังเป็นอย่างนี้ มันต้องมีความแน่ชัดเสียก่อนว่ามุ่งมั่นในการที่จะกลับไปสู่สังคม ประชาธิปไตย ของแบบนี้ผมก็มาพูดตรงไปตรงมา อาจจะทำให้กระเทือนซางไปบ้าง ก็ต้อง กราบขอประทานโทษด้วย แต่ถ้าเผื่อเราจะทำอะไรกันจริง ๆ จัง ๆ มันต้องเอาของจริง มาพูดกัน แล้วก็ทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) หรือให้ฝรั่ง มาลงทุนในประเทศไทย แล้วก็บอกว่าภาษีไม่ต้องเสีย ๘ ปี แล้วเราก็จ่ายค่าแรง ไม่ใช่ครับ เราต้องเริ่มสร้างคนตั้งแต่วันนี้ ทั้งในระยะยาว ปานกลาง แล้วก็เฉพาะหน้า เด็กนักเรียน อาชีวศึกษาทั้งหลายจะต้องให้รู้เรื่อง ๓-๔ เรื่องเหล่านี้ เพื่อให้เขาเป็นช่างฝีมือ แล้วเงินเดือน เขาต้องไม่ต่ำต้อยไปกว่าคนที่จบปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ในฐานะสมาชิก สปท. ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็ให้ความรู้มาก เพราะว่าดิฉันอยู่ทางด้านสุขภาพ แต่คิดว่าในการปฏิรูปของท่านทางด้านเศรษฐกิจนี้ ก็เชื่อมโยงกันเช่นเดียวกัน แล้วก็เห็นด้วยที่จะต้องมีการปรับปรุงระบบสิ่งแวดล้อม หรือระบบนิเวศของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพื่อเข้าไปสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่ แต่อยากจะเสนอข้อคิดเห็น โดยเฉพาะการพัฒนาในด้านของไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ซึ่งในรายละเอียดก็ปรากฏตามที่ท่านได้แสดงไว้ในรายงาน แต่ว่ามีหัวข้อที่สำคัญ ๆ ในความเห็นของดิฉัน ๒-๓ เรื่องที่อยากจะเรียนให้ทราบไว้เพื่อพิจารณาในการที่จะพัฒนา ด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ท่านได้เสนอมา เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการเก็บรักษาทรัพยากร ทางชีวภาพ ซึ่งอันนี้ก็คิดว่าเป็นทรัพยากรทางชีวภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือเป็นสัตว์ ก็เป็นสิ่งที่มีค่า แล้วก็มักจะถูกเคลื่อนย้าย หรืออาจจะเรียกว่าถูกลักพา หรือครอบครองสิทธิ โดยที่ประเทศไทยนั้นก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เรื่อย ๆ อันนี้ก็เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการ ให้เป็นรูปธรรม เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ประโยชน์อันมหาศาลแก่มนุษยชาติ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการทำเป็นยารักษาโรค หรือว่าอาหารอะไรพวกนี้นะคะ เป็นซอร์ซ (Source) ของอาหารที่ดี แต่ในขณะเดียวกันเราคิดมากไปเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยโดยตรง หรือไม่ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันมีความหลากหลาย ยิ่งมีความหลากหลายมากเท่าไร ประโยชน์ของมันก็ยิ่งมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้ร่วมมือกันในระหว่างอาเซียน (ASEAN) ทั้งหลาย ซึ่งเป็น ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน มีสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศเหมือนกันก็จะยิ่ง มีความหลากหลายในชีวภาพมากขึ้น แล้วประโยชน์ในการที่จะพัฒนาไม่ว่าจะเป็น ยารักษาโรค ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนจะมีประโยชน์มหาศาลมากยิ่งขึ้น ดิฉันอยากให้ท่าน ลองพิจารณาดูว่าไม่เฉพาะแต่ยังประโยชน์ให้ประเทศไทย แต่ว่ายังประโยชน์ให้กับมนุษย์ ทั้งโลก หรือว่าเอาใกล้ที่สุดก็คือมนุษย์ในภาคพื้นอาเซียน (ASEAN) เหล่านี้ ซึ่งมีสภาพ ของทางด้านร่างกาย ทางด้านเจเนติก (Genetic) คล้ายคลึงกัน เขาจะได้ประโยชน์สูง จากความร่วมมือ เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็นเนชันนัล ไบโอ แบงก์ (National Bio Bank) มันจะเป็นอาเซียน ไบโอ แบงก์ (ASEAN Bio Bank) ได้ไหมคะ ถ้าเราขยับขยาย อันนี้คือ ความคิดเห็นนะคะ ประโยชน์มันจะได้สูงกว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดจะมารวมกัน ไม่เฉพาะแต่นักวิทยาศาสตร์ไทย เราจะมีนักวิทยาศาสตร์ในแถบอาเซียน (ASEAN) ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมกันคิด อันนี้ก็เป็นข้อเสนออันหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องจีเอ็ม (GM) อันนี้ดิฉันคิดว่าอาจจะต้องระวังมากอยู่ ในฐานะแพทย์ เราอยากจะให้ติดตามการศึกษาวิจัย ข้อสำคัญก็คือขณะนี้เรารู้ว่าพืชบางชนิด การพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ต้องการพืชพันธุ์ที่แข็งแรง แล้วก็จีเอ็ม (GM) จะช่วยในด้านนี้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็คือการโมดิไฟ (Modify) ของเจเนติก (Genetic) มันก็เหมือนมิวเทชัน (Mutation) ในลักษณะของการเกิดโรค อันนี้ถ้าเผื่อว่ามีการติดตาม การศึกษาวิจัยต่อเนื่อง ก็คือเมื่อคนได้บริโภคพืชที่ได้ทำจีเอ็ม (GM) เป็นปริมาณต่อเนื่อง อย่างสม่ำเสมออะไรพวกนี้ มีการศึกษาวิจัยไหมที่มันมีการเปลี่ยนแปลงในเจเนติก (Genetic) ของคน ซึ่งอันนี้ถ้าเผื่อมันเปลี่ยนแปลงได้มันก็น่ากลัว แต่ถ้าเผื่อว่ามันไม่ส่งผลกระทบ มันก็ไม่เป็นอะไร แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่น่าวิตกอันอื่นก็คือว่ามันจะทำให้พืชพันธุ์แท้ ๆ ของเราได้กลายไปหมดหรือไม่ คิดดูว่าเราอาจจะมีมะม่วงอกร่องที่หวานอร่อย แต่ไม่ช้า ด้วยกระบวนการทางธรรมชาติของจีเอ็ม (GM) มันอาจจะทำให้เราหามะม่วงอกร่องที่เป็น พันธุ์แท้ที่อร่อยเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว อาจจะไปผสมกับมะม่วงน้ำดอกไม้หรืออะไรก็ไม่ทราบ กลายเป็นพันธุ์ใหม่อะไรขึ้นมา อันนี้ก็เป็นโดยวิถีธรรมชาติซึ่งไม่อาจจะป้องกันได้ ถ้าหากว่า เราพัฒนาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและกว้างขวางออกไป ดิฉันเห็นด้วยที่จะต้องพยายามผลักดัน พ.ร.บ. เกี่ยวกับความปลอดภัยทางด้านนี้ให้ออกมาโดยเร็ว แล้วก็คิดว่าพืชบางชนิด อาจจะต้องถูกจำกัดว่าไม่ให้มีการทำในเรื่องของจีเอ็ม (GM) อันนี้
เรื่องสุดท้ายเป็นทางด้านของการเกษตร ที่ท่านบอกว่าจะสนับสนุนในเชิง เศรษฐกิจให้เป็นการเกษตรขนาดใหญ่ อันนี้ก็แล้วแต่นะคะ แต่ดิฉันคิดว่านโยบาย เป็นสิ่งที่สำคัญในเรื่องของการเกษตร ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายว่า เราจะดำเนินการเกษตรไม่ว่าจะเป็นผืนเล็ก ผืนใหญ่ โดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อที่จะเป็น เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ ดิฉันคิดว่าเมื่อไรนโยบายเหล่านี้มันชัดเจน อาหารของเราก็จะเป็น อาหารที่ปลอดจากสารเคมี พืช ผักทั้งหลาย สิ่งแวดล้อมจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีอีกต่อไป แล้วตรงนั้นดิฉันคิดว่าเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ใครจะไม่อยากมาเที่ยวประเทศ ซึ่งอาหารการกินทุกอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักทั้งหลายที่ไม่ต้องวิตกเกี่ยวกับสารเคมีปนเปื้อนอีกต่อไป อันนี้ ถ้าเผื่อคิดในทางเศรษฐศาสตร์ผลตอบแทนทางด้านการท่องเที่ยวจะมากมายมหาศาล แล้วเราก็จะได้นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเกษตรผืนเล็ก ผืนใหญ่ หรืออะไร ดิฉันเห็นด้วยถ้าหากว่ามันเป็นเกษตรที่ปลอดจากสารเอ็นซี (NC) เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจที่จะพัฒนาก็จะต้องไม่เป็นเศรษฐกิจที่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็ น่าจะเน้นในการบริโภคให้ได้ตามหลักสุขภาพที่ดี ไม่เฉพาะแต่ปนเปื้อนด้วยสารเคมี เช่น อาจจะโปรโมต (Promote) ได้เลยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ไม่หวานเกินไป ไม่เค็มเกินไป อะไรทำนองนี้ แล้วก็มีกฎหมายที่สอดคล้องกัน อันนี้ เป็นข้อสังเกต แล้วก็ข้อเสนอแนะที่อยากจะฝากไว้ด้วย ดิฉันเห็นด้วยกับประเด็นการที่จะ สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุน แต่ในขณะเดียวกันการลงทุนเพื่อเพิ่มผลผลิต ทางเศรษฐกิจควรจะยั่งยืนและมั่นคงโดยไม่ทำร้ายสุขภาพของคน แล้วก็สิ่งแวดล้อม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะฉะนั้นการศึกษาวิจัย การติดตามอีวิเดนซ์เบส (Evidence based) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และจำเป็นที่จะต้องทำต่อเนื่องกันไปด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณคุณหมอพรพันธุ์ค่ะ มีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติม อีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ขอเรียนเชิญท่านปีติพงศ์ตอบค่ะ
ขอบคุณท่านสมาชิก ทุกท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เรื่องคำว่า อีโคซิสเต็ม (Ecosystem) ท่านประธานสถิตย์ ได้พูดไปแล้วคือว่า จริง ๆ แล้วเดิมเป็นคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ แต่นักเศรษฐศาสตร์ อย่างพวกผมไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร ในที่สุดก็เลยขอยืมถ้อยคำทางวิทยาศาสตร์มาใช้ ซึ่งมันอธิบายได้ง่ายว่าเป็นระบบที่เกี่ยวพันกับมนุษยชาติ แล้วก็เกี่ยวพันกับสิ่งแวดล้อม ทั้งหมด อันที่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหลาย อันที่จริงเราได้อธิบายไปแล้วทั้ง ๕ ประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) ก็ดี เศรษฐกิจไบโอ (Bio) ก็ดี ซึ่งในคราวนี้ เราเพียงแต่เสนอหลักการว่าการลงทุนควรจะต้องทำอะไรบ้าง ก็คงเป็นเรื่องที่ถ้าเราจะรับ สิ่งที่เป็นข้อเสนอในเรื่องของการปรับปรุงให้มีความชัดเจนขึ้น เข้าไปดำเนินการให้เกิด ความชัดเจนขึ้น ในส่วนของการขยายความร่วมมือไปสู่อาเซียน (ASEAN) นั้น ทางเราคิดว่า เป็นความจำเป็น เราจะไปพูดให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพราะว่าจริง ๆ แล้วเราต้องการให้ รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่โอเพน (Open) แทนที่เป็นรัฐบาลที่ปิด แล้วก็ไม่มีข้อมูลอะไร ความช่วยเหลือระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น
เรื่องที่ ๒ เรื่องจีเอ็ม (GM) ตอนที่ผมเคยอยู่ในรัฐบาลก็มีการนำเสนอ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมเรื่องจีเอ็ม (GM) แต่ว่าไปถูกเบี่ยงเบนเสียว่ามันเป็นเรื่องที่ ไม่ควรจะเอามาพูดเลย ประเด็นอยู่ที่ว่าควรจะมีกฎหมายควบคุมหรือไม่ควรจะมีกฎหมาย ควบคุม ซึ่งอันนี้เราก็คงจะต้องต่อสู้กันต่อไป สำหรับความเห็นของกรรมาธิการก็คิดว่าอะไร จำเป็นที่จะต้องควบคุมก็ต้องควบคุม แล้วกฎหมายก็เป็นกลไกหรือเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วย ควบคุมได้
เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องเกษตรอินทรีย์ในหลักการเห็นว่าเกษตรอินทรีย์ มีอนาคต แล้วก็เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อม แต่ว่าในส่วนของการขยายเรื่องเกษตรอินทรีย์ คงต้องใช้เวลา อันที่ ๒ ก็คือความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างที่ท่านอาจารย์ได้พูดไว้ เป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เพราะถ้าเราเป็นอยู่ประเทศเดียว พวกแมลงหรือว่าศัตรูพืชทั้งหลาย คงมารุมเล่นงานเราอยู่คนเดียว เพราะว่ามันกินของคนอื่นแล้วตาย กินของเราแล้ว ไม่เป็นอะไร เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น แต่ว่าก็มีขีดจำกัด ในตัวของมันเองเหมือนกัน
ผมขอแสดงความขอบคุณท่านกรรมาธิการทุกท่านอีกครั้งหนึ่งที่ได้ให้ ข้อคิดเห็นนะครับ เราคงต้องไปปรับเปเปอร์ (Paper) ใหญ่นิดหน่อยเพื่อให้สิ่งที่ท่านได้กรุณา ให้คำแนะนำปรากฏอยู่ในเปเปอร์ (Paper) ก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ครับท่านประธาน
อาจารย์ทวีศักดิ์จะมีอะไรตอบไหมคะ ไม่มีนะคะ เชิญท่านประธานค่ะ ไม่มีนะคะ ท่านดุสิตยกมือหรือเปล่าคะ เชิญท่านดุสิตค่ะ
กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลำดับที่ ๕๓ ขออนุญาตอภิปรายคั่นรายการหน่อยได้ไหมครับ บังเอิญมาลงชื่อไม่ทันนะครับ สั้น ๆ ครับ
เชิญค่ะ อภิปรายได้ค่ะ
ขอบคุณครับ คือเนื่องจากกระผมเองล่าสุด ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในกรรมการในคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชานะครับ โดยมีท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานคณะกรรมการ แล้วก็มีคณะอนุกรรมการ อีก ๓ ชุด ตอนนี้เวลาจะพูดอะไรค่อนข้างจะเรียกว่าอยู่ในกระแสหรือว่าขึ้นสมองก็แล้วแต่ ก็คือคำว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นผมก็เลยมีความเห็น ขออนุญาตเสริม เพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา หรือ สปท. นี้ ถ้าหากว่า จะมีการนำเสนออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่หรือว่าเศรษฐกิจ แล้วละก็ น่าจะต้องมีการสอดแทรกหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปอยู่ในรายงาน ทุก ๆ เรื่อง ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะว่ามีข้อเท็จจริงที่สนับสนุนว่าเป็นสิ่งที่ สปท. เรา หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติไปนั้นมีเขียนไว้ถึง ๒ มาตรา อยู่ใน ๒ หมวด คือในมาตรา ๗๕ เป็นมาตราว่าด้วยเรื่องแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ อะไรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจก็ขอให้รัฐทำนโยบายที่เป็นเศรษฐกิจ ที่สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็ยังมีอีก ๑ มาตรา คือมาตรา ๒๕๗ เป็นเรื่องของการปฏิรูปล้วน ๆ เลย เราคงจำได้ในมาตรา ๒๕๗ ก็เขียนไว้อีกชัดเจนว่า ในการปฏิรูปประเทศนั้นขอให้ยึดหลัก โดยเฉพาะการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ ในการพัฒนาประเทศขอให้ยึดหลักตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพราะฉะนั้นหัวข้อการปฏิรูปที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในวันนี้มีคำว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเห็นว่าแนวทางของท่านหรือของเราคำว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่ ได้ไปวิเคราะห์มาแล้วละว่าสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรบ้าง หัวข้อที่ ๑ ก็คือเรื่องความพอเพียง โมเดอเรชัน (Moderation) หัวข้อที่ ๒ ก็คือเรื่อง ของการมีเหตุผล รีซันเนเบิล (Reasonable) หัวข้อที่ ๓ การมีภูมิคุ้มกันหรือว่าอิมมูนิตี (Immunity) ก็เป็นลักษณะของห่วง ๓ ห่วง แล้วก็ยังมีคีย์เวิร์ด (Keyword) ข้างล่างอีก ในเรื่องของการมีตัวอย่าง การเป็นตัวอย่างอะไรที่ดีอะไรทำนองนั้นนะครับ ก็เพียงแต่ เสริมเข้าไปก็จะทำให้เราปฏิบัติสอดคล้องตามรัฐธรรมนูญด้วยนะครับ ซึ่งตอนนี้ก็เข้าใจว่า กำลังจะเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านช่วยกรุณาทำเวลาให้ดิฉันได้เป็นอย่างดี ถือว่าไม่ได้เป็น คำถามนะคะ เป็นข้อสังเกตที่ฝากไปค่ะ ท่านจะปรับปรุงรายงานเพิ่มเติมเข้าไปโดยยึดหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วย ต่อไปดิฉันจะขอตรวจสอบองค์ประชุมนะคะ เดี๋ยวยังมี สมาชิกยังทยอยมาอีก ๒ ท่าน ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
โปรดกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ปิดการแสดงตนนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๙ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบนิเวศและการลงทุนในเศรษฐกิจกระแสใหม่ หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะคะ ขอปิดการลงคะแนนนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ ผลการลงคะแนน จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบนิเวศและการลงทุนในเศรษฐกิจ กระแสใหม่แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความเห็นของท่าน และข้อเสนอของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการและท่านผู้เข้าร่วมชี้แจงทุกท่านค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ประสงค์จะหารือ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ผมมีอยู่ประโยคเดียวครับท่านประธาน เพื่อจะให้เป็นสิ่งที่เราจะต้องร่วมกัน พิจารณาเสนอแนะต่อรัฐบาล คือปัญหาโรงไฟฟ้าถ่านหินกับพลังงานหมุนเวียนและทดแทน แล้วก็โดยเฉพาะกับเศรษฐกิจ ๔.๐ แล้วก็เศรษฐกิจกระแสใหม่ที่พวกเราเพิ่งลงคะแนนกันไป หรือจะพูดเป็นภาษาเล่น ๆ ว่าถ่านหินประยุทธ์กับถ่านหิน ๔.๐ มันไม่สามารถที่จะ ไปด้วยกันได้ครับ ประเทศไทยต้องตัดสินใจครับ แล้วก็เป็นที่ยอมรับของโลกในที่ประชุมโลกร้อนที่กรุงปารีส เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปด้วย แล้วก็เป็นพันธกรณีของไทยว่า น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน มีส่วนสำคัญที่จะทำให้โลกร้อนยิ่งขึ้น แล้วเขาจะไม่ใช้กันแล้ว แล้วโรงไฟฟ้า ถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ก็มีพืชไร่อื่น ๆ ที่สามารถจะมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทนได้ อีกทั้งที่ผม ได้พูดในที่ประชุมนี้หลายครั้งว่าทะเลอันดามันเป็นเพชรน้ำหนึ่งของการท่องเที่ยวของโลก สู้กับเมดิเตอร์เรเนียน เอเดรียติก หรือสู้กับแคริบเบียนได้ แต่ว่าถ้าเผื่อจะไปมีโรงไฟฟ้า ที่มาจากถ่านหินหรือว่าท่าเรือน้ำลึก ความเป็นเลิศ ความเป็นหนึ่งของอ่าวหรือว่าทะเลอันดามัน จะหมดไป มันก็อยู่ที่ว่าประเทศไทย แล้วก็โดยรัฐบาลนี้จะเลือกความเป็นหนึ่งของทะเลอันดามัน แล้วจะไป ๔.๐ หรือว่ายังจะจมปลักกับถ่านหิน น้ำมัน แล้วก็ก๊าซธรรมชาติ ๒ อย่าง ไปด้วยกันไม่ได้ ผมอยากจะขอเสนอท่านประธานว่าเรื่องอย่างนี้เวลาไม่มีวาระที่จะขึ้นมาจาก คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ก็ขอเวลา ขอความกรุณาเอาเรื่องที่มันสำคัญ ๆ ต่อประเทศชาติ มาพูดคุยกัน จะได้ไม่ต้องไปจับเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เขาออกมาประท้วง เพราะว่าเขาชุมนุม เกิน ๕ คน ผมคิดว่าเขารักธรรมชาติ รักประเทศ รักทะเลอันดามัน แล้วเขาเป็นเจ้าของ ร่วมกัน แล้วก็ยังมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ยังปิดหูปิดตา ดันทุรังอยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้นเสียที เสมือนว่าไม่รู้ว่ามันได้มีการประชุมคอป ๑๙ (COP19) คอป ๒๐ (COP20) คอป ๒๑ (COP21) มีประชุมที่ปารีส มีคำว่า เอสดีจี (SDGs) ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นพันธกรณีของประเทศไทย อันนี้ไม่ได้ครับ แล้วเราที่นั่งอยู่ใน สปท. จะปล่อยให้ เรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้วเรานิ่งเฉย ขณะที่เราก็มาพูดกันอย่างสวยงามด้วยคำพูดสวย ๆ มากไปด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่องดิจิทัล ครีเอทิฟ อีโคโนมี (Digital Creative Economy) ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) อีโคโนมิกดีเวลอปเมนต์ (Economic Development) มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) อันนี้ไม่ได้เหมือนกับเราหลอกตัวเองครับ ท่านประธาน ผมอยากจะขอฝากท่านประธาน แล้วก็จากท่านประธานไปยังท่านประธาน ทั้งสาม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศว่าเอาเรื่องที่ มันสำคัญมาพูดกัน แล้วมาช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศด้วย ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันจะนำเข้าไปหารือในวิป (Whip) อาทิตย์ถัดไปเลยนะคะ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะหารืออีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ถ้าไม่มี ขอขอบพระคุณมากนะคะ วันนี้หมดวาระแล้ว ขอขอบพระคุณ สมาชิกทุกท่านที่มาประชุมนะคะ และปิดประชุมค่ะ สวัสดีค่ะ