คุรุจิต เสนอปฏิรูปที่พัก-ข้อมูลนักท่องเที่ยว เชื่อมดิจิทัล-ยกเลิก ตม.6

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

คุรุจิต นาครทรรพ อภิปรายการปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมืองและที่พักแรม โดยชี้ปัญหาความไม่สะดวกของนักท่องเที่ยวและข้อจำกัดของระบบเดิม พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปทั้งการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลร่วม การใช้ระบบดิจิทัลแทนแบบฟอร์ม ตม.6 การจดทะเบียนที่พักทุกประเภท และการเพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน เพื่อยกระดับความมั่นคงและรองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ผมจะขออภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบที่พักแรมและข้อมูล คนเข้าเมืองสักเล็กน้อย ดังนี้ รายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเรื่องนี้เป็นรายงานที่ดีมาก โดยสรุปคณะกรรมาธิการก็อารัมภบทว่าปัจจุบัน การเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวจนกลับออกไป มีกฎระเบียบและเอกสาร มากมายเกี่ยวกับการเข้าเมืองที่ไม่สะดวก ไม่เอื้อต่อนักท่องเที่ยว รวมทั้งที่พักแรมปัจจุบัน ก็แปรรูปไปมีหลายรูปแบบ ไม่ได้มีแต่เฉพาะโรงแรม ๕ ดาว ๔ ดาว ๓ ดาว แต่มีที่พัก เกสต์เฮาส์ (Guesthouse) แพต่าง ๆ โฮมสเตย์ (Homestay) ซึ่งก็ขาดมาตรฐานด้านการ อำนวยความสะดวก และที่สำคัญก็คือไม่มีระบบลงทะเบียน ซึ่งก็จะนำมาซึ่งความไม่มั่นคง ของประเทศในเรื่องของไม่รู้ว่ามีใครเข้ามาในประเทศบ้าง คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงได้เสนอแนวทางปฏิรูประบบข้อมูลคนเข้าเมืองและปฏิรูป ระบบที่พักแรม โดยแบ่งประเด็นข้อเสนอออกเป็น ๖ ข้อ ประกอบด้วย ด้านคนเข้าเมือง ๔ ข้อ และที่พักแรม ๒ ข้อ ดังนี้

ในเรื่องของการปฏิรูปข้อมูลคนเข้าเมือง ก็คือให้มีการจัดทำข้อมูล การลงทะเบียนที่พักแรมและข้อมูลคนเข้าเมือง ให้เป็นแพลตฟอร์ม (Platform) และใช้เป็น ฐานข้อมูลเดียวกันรองรับระบบหนังสือเดินทางแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีพาสปอร์ต (e-Passport)

ข้อ ๒ ให้กวดขันให้โรงแรมแจ้งการลงทะเบียนเข้าพักของคนต่างชาติ ตามกฎหมาย ซึ่งจะรวมไปถึงเรื่องที่ท่านเสนอปฏิรูปโรงแรมด้วย เพราะปรากฏว่าสิ่งที่ ไม่ใช่โรงแรมก็เลยไม่ต้องลงทะเบียน

ข้อ ๓ ให้ใช้วิธีลงทะเบียนเข้าพักคนต่างชาติด้วยพาสปอร์ต (Passport) เพื่อมีการเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน

และข้อ ๔ คือให้ยกเลิกการใช้บัตร ตม. ๖ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ โดยให้ใช้ระบบสแกน (Scan) อิเล็กทรอนิกส์ เก็บข้อมูลจากพาสปอร์ต (Passport) แทน

ในเรื่องของการปฏิรูปที่พักแรม ท่านก็เสนอ ๒ ข้อ คือให้ทบทวนจัดประเภท ที่พัก กำหนดมาตรฐานของโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาต อย่างที่จังหวัดภูเก็ตมีอยู่มากมายเลย ก็กลายเป็นบ่อเกิดของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่จะไปตรวจ แล้วก็เรียกปรับเขาโดยไม่ชอบ อะไรอย่างนี้ เพื่อให้คุมที่พักแรมต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาพักแรมจริงให้อยู่ในระบบ แล้วก็จะได้มีการลงทะเบียน พร้อมกันนั้นคือเพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายโรงแรมที่ไม่เข้ามา จดทะเบียน แล้วก็ไม่ลงทะเบียนแจ้งเรื่องนักท่องเที่ยว ซึ่งรายงานทั้งหมดผมถือว่า เป็นรายงานที่ดี แล้วก็เห็นควรที่จะให้การสนับสนุนได้ ผมเห็นด้วยกับการให้มีการแจ้งที่พัก นักท่องเที่ยว ตามมาตรา ๓๘ ของ พ.ร.บ. คนเข้าเมือง โดยใช้การรายงานตามแบบ ตม. ๑๐ หรือแบบ ร.ร. ๔ ร.ร. ๕ โดยใช้อิเล็กทรอนิกส์ คงหมดสมัยที่จะกรอกแบบฟอร์มด้วยลายมือ แล้วส่งไปแล้ว ใช้อีพาสปอร์ต (e-Passport) เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญ แต่ที่สำคัญก็คือ คงจะต้องใช้พละกำลังและรีซอร์ซ (Resource) ค่อนข้างมากว่า ไหน ๆ จะออกแบบทั้งที ต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง มีข้อสังเกตที่จะฝากท่านไปว่าฐานข้อมูลการลงทะเบียน นักท่องเที่ยว ตม. ๓๐ อะไรนี้จะต้องเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่มีความจุมาก เพราะปัจจุบัน เมืองไทยรับนักท่องเที่ยวเกิน ๓๐ ล้านคนต่อปีขึ้นไป จากฐานข้อมูลปีที่แล้ว และควรให้ มีสเปซ (Space) ที่จะเก็บข้อมูลรองรับระบบไบโอเมตริก (Biometric) พิมพ์ลายนิ้วมือ ม่านตา หรือดีเอ็นเอ (DNA) ถ้าเราจะพัฒนาไปให้ถึงระบบเหล่านี้ในอนาคตด้วย ซึ่งมันก็ต้อง ใช้ฐานข้อมูลใหญ่ ท่านอย่าซื้อของที่ว่าของถูก ๆ แล้วพอขยายสเปซ (Space) เขาชาร์จ (Charge) ท่านแรง ๆ ต้องคิดถึงการขยาย

ข้อ ๒ ก็คือผู้ประกอบการโรงแรมซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ ราย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องควรจะต้องเข้าถึงเพื่อตรวจสอบการลงทะเบียนได้อย่างสะดวก ตามระบบลงทะเบียน ตม. ๓๐ อะไรที่เปลี่ยนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ระบบนี้จะต้องสามารถ ออนไลน์ (Online) และเชื่อมโยงไปได้ในด่าน ตม. ทุกแห่ง ไม่ใช่เฉพาะที่สนามบิน แต่ด่าน ที่แม่สายหรือด่านที่หาดเล็กก็ต้องมีแบบนี้ด้วย ซึ่งมันก็จะต้องเกี่ยวข้องกับการรีเทรน (Retrain) ตำรวจ ตม. พนักงานเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจระบบเหล่านี้ แล้วที่สำคัญระบบนี้ ต้องไม่มีแฮง (Hang) ไม่มีล่ม ต้องมีแบ็กอัป (Backup) ที่สามารถ ไม่ใช่ว่านักท่องเที่ยว เข้ามารอแล้วไฟดับ ระบบล่ม เขาเข้าเมืองไม่ได้ อย่างนี้มันจะต้องมีวิธีการแบ็กอัป (Backup)

สำหรับข้อเสนอในเรื่องให้ยกเลิกแบบ ตม. ๖ ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะว่า ปัจจุบันผมเดินทางไปหลาย ๆ ประเทศเขาก็ยกเลิกแบบฟอร์ม (Form) อย่างยุโรปไม่มีแล้ว ไปมาเลเซียเมื่อก่อนก็กรอกเหมือนเรา เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ให้กรอก ไปถึงเขาก็เอาพาสปอร์ต (Passport) สแกน (Scan) แล้วก็ให้กดนิ้วมือ ๒ นิ้ว มันก็เก็บข้อมูลได้หมด แล้วก็ กรอกแบบฟอร์ม (Form) ผมก็ไม่เชื่อว่าตำรวจจะไปนั่งอ่านลายมือของคนกรอก อ่านไม่ออก ใส่เบอร์ผิด วันเกิดผิด มันก็ไม่ได้กรอกอยู่ดีครับ ใช้วิธีสแกน (Scan) ก็ได้ แต่ก็มีข้อที่ น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่า คือปัจจุบันนี้คนไทยที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์พาสปอร์ต (Electronics Passport) ไม่ต้องกรอก ตม. ๖ อยู่แล้ว เดินผ่านเข้าออโตเกต (Auto Gate) ก็ออกไปได้เลย แล้วเข้าก็ออโตเกต (Auto Gate) แต่ต่างชาติยังต้องทำอยู่ ทีนี้ถ้าท่านจะให้ต่างชาติ ไม่ต้องนั่นด้วยท่านก็ต้องมีเครื่องมือมาทดแทน เช่นสแกน (Scan) นิ้วมือ หรืออะไร เพราะไม่อย่างนั้นท่านต้องระวังว่าคนเข้า ๓๐ ล้านคนอาจจะมีคนไม่ดี มีผู้ก่อการร้าย มีโจรลักขโมยหนีคดีมา มันจะได้ติดตามได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องออกแบบที่จะคัฟเวอร์ (Cover) ในเรื่องเหล่านี้ด้วยว่าไม่ใช้ ตม. ๖ แล้วสิ่งที่มามันดีกว่า ซึ่งผมคิดว่าต้องดีกว่าแน่นอน แต่ว่า อยากให้คิดถึงเรื่องการควบคุมด้านความมั่นคง ด้านการก่อการร้ายด้วยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการเพิ่มบทลงโทษผู้ประกอบการที่ไม่ลงทะเบียน ก็เห็นด้วยนะครับ และปัจจุบันก็มีผู้ประกอบการที่เป็นที่พักที่ไม่ถูกต้อง เช่น เกสต์เฮาส์ (Guesthouse) คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ (Apartment) ไม่ได้แจ้งลงทะเบียน อันนี้ เอาเขาเข้ามาอยู่ในระบบแล้วให้เขาลงทะเบียน ถ้าไม่ลงก็จะต้องมีโทษ ผมก็เห็นด้วย ไม่เช่นนั้นอย่างที่ผมกราบเรียนว่าที่ภูเก็ตมีโรงแรม ๕ ดาว ๓ ดาว ๔ ดาว ที่อยู่ในระบบ อยู่จำนวนหนึ่ง แต่ที่ไม่อยู่ในระบบมากกว่าอีก เพราะว่าผิดเรื่องมาตรฐาน บันได ถนนข้างหน้า ที่จอดรถ เลยไม่ได้เป็นโรงแรม เลยไม่ต้องแจ้งอะไรเลย อย่างนี้มันก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นเอาเขาเข้ามาอยู่ในระบบ แล้วเมื่อเอาเข้ามาอยู่แล้วก็ต้องส่งเสริม ให้เขาลงทะเบียน แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เพราะฉะนั้นโดยรวมมันจะต้องมีการ เตรียมการ แล้วผมคิดว่าถ้ายกเป็นวาระแห่งชาติได้ก็จะดี แล้วก็จะต้องได้รับความร่วมมือ ไม่ใช่จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วาระนี้ไม่ใช่วาระของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จริง ๆ เป็นวาระของกระทรวงมหาดไทยที่ทำเรื่องรับจดทะเบียนโรงแรม เรื่องของตำรวจ ที่ทำเรื่อง ตม. เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการน่าจะเสนอให้มีการเวิร์กชอป (Workshop) ใหญ่เลย ว่าจะทำอย่างไร แล้วที่สำคัญเมื่อมีระบบใหม่มันต้องมีการเทรน (Train) คนใหม่ เทรน (Train) ให้เหมือนกับเมื่อก่อนกรอกด้วยมือ มากรอกด้วยอิเล็กทรอนิกส์จะทำอย่างไร เพื่อให้ระบบนี้เดินหน้าไปได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราอุตส่าห์คิดระบบแพง ๆ แล้วพอเดินไม่เวิร์ก (Work) ก็จะมีคนติว่า ระบบล่มนี่ทุจริตหรือเปล่า ซื้อของไม่มีคุณภาพหรือเปล่า จริง ๆ ไม่ใช่ เป็นเพราะว่าไม่ได้เตรียมการมา เพราะฉะนั้นก็อยากให้ลงไปถึงเรื่องการทำแผนปฏิบัติการ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ แล้วก็การหาอุปกรณ์ที่จะใช้ได้ในอนาคตอย่างยั่งยืนต่อไปไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีหรือ ๑๕ ปี ผมก็มีข้อสังเกต แล้วก็ยินดีให้การสนับสนุนรายงานนี้ ขอบพระคุณครับ