ปีติพงศ์ ชูแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ เน้นนวัตกรรม-โครงสร้างพื้นฐาน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตภายใต้กรอบไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจห้าด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจดิทัล เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจเพื่อสังคม และเศรษฐกิจผู้สูงวัย พร้อมเสนอให้ปรับปรุงระบบส่งเสริมนวัตกรรม กฎหมาย และกลไกการลงทุนร่วมภาครัฐ-เอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนการเกษตรแบบนวัตกรรมและการคุ้มครองความเสี่ยงให้เกษตรกร รวมถึงการเร่งผลักดันนโยบายที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามภาคส่วนและทบทวนมาตรการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สปท. ลำดับที่ ๙๙ ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจที่เรียกว่าเศรษฐกิจกระแสใหม่ อยากจะขอทบทวนสักนิดหนึ่งว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้นำเสนอเรื่องไปแล้วทั้งหมด ๖ เรื่อง

เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจชีวภาพหรือที่เรียกว่าไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ซึ่งเป็นการชี้นำให้นำความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ไปบวกกับ วิทยาศาสตร์ทางด้านอาหาร วิทยาศาสตร์ทางด้านสุขภาวะของคนไทย เป็นต้น เพื่อจะสร้าง เศรษฐกิจกระแสใหม่ให้ได้

เรื่องที่ ๒ ก็คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทิศทางที่จะนำนวัตกรรม หรือแนวความคิดใหม่ ๆ ของคนไทยในการออกแบบไปบวกกับสิ่งซึ่งเป็นวัฒนธรรมหรือภูมิ ปัญญาของเราที่มีอยู่เก่าไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจบางประการ เช่น ธุรกิจออกแบบ ธุรกิจแฟชั่น ภาพยนตร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ได้พูดกันไปเมื่อสักครู่นี้

เรื่องที่ ๓ ก็คือเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งเป็นโอกาส และในขณะเดียวกันก็เป็นภัยคุกคามด้วย ถ้าเราไม่สามารถที่จะร่วมขบวนรถไฟที่ก้าวไป อย่างรวดเร็วในขณะนี้ของโลกเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ได้ เพราะว่า ข้อมูลก็ดี ระบบการทำงานก็ดี เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นตัวที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปได้โดยสะดวก แล้วก็รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ ๔ เรื่องเศรษฐกิจเพื่อสังคม ก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการอยากจะ นำเสนอวิธีการที่นำกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์มาใช้กับการแก้ปัญหาทางสังคม โดยมีข้อเสนอให้มีการยกเว้น แล้วก็สนับสนุนให้เกิดบริษัท ห้างร้าน ซึ่งทำธุรกิจเพื่อสังคม ให้มากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ ๕ ก็คือเรื่องของเศรษฐกิจผู้สูงวัย ซึ่งมองได้ ๒ ทาง มองว่า เป็นภัยคุกคามก็มองได้ เพราะว่าจะมีคนอายุมากมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการก็มองเห็นว่าเรื่องนี้มองในแง่ดีก็ได้ เพราะว่าใช้คนที่มีอายุในทางที่ถูก และในขณะเดียวกันสินค้าและบริการเพื่อที่จะนำมาใช้กับคนที่สูงอายุก็จะมีได้มากยิ่งขึ้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอีกแนวหนึ่ง

นอกจากนั้นแล้วเราก็ได้เสนอเรื่องของการปรับปรุงระบบทรัพย์สิน ทางปัญญา และในวันนี้ก็จะมาเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นกรณีสุดท้าย ก็คือการสร้าง ระบบนิเวศ แล้วก็การลงทุนในเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานกรรมาธิการ ดอกเตอร์สถิตย์ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่ามีความหมายว่าอย่างไร ผมขอเรียนว่าเศรษฐกิจ กระแสใหม่มันมีความผูกพันโดยตรงกับไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะว่ามันเป็น เครื่องมือในการอธิบายว่าเราจะก้าวไปอย่างไร ทำให้มองเห็นว่าหน้าตาของระบบเศรษฐกิจ ของเรา นอกเหนือจากเศรษฐกิจเก่ามันจะบวกกับอะไรขึ้นไปบ้าง เศรษฐกิจใหม่ที่เราคิดว่า จะบวกเข้าไปก็มี ๓-๔ เรื่องที่ได้พูดไว้ เช่น สมมุติเราลองจินตนาการว่าถ้าเราเป็นดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) อะไรจะเกิดขึ้น เราจะมีธุรกิจเรื่องเกี่ยวกับบิ๊ก ดาต้า อะนาไลซิส (Big Data Analysis) มีธุรกิจที่โอนเงินได้อย่างรวดเร็ว มีการใช้กระดาษน้อยลงกว่านี้เยอะ เป็นต้น เราสามารถที่จะมองเห็นได้ว่าในแต่ละลักษณะนั้นควรจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี ไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ก้าวไปสู่ไบโออีโคโนมี (Bio Economy) เราอาจจะมียา ซึ่งผลิตในประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาซ้ำซากของเรา เช่น โรคไข้เลือดออกเหล่านี้เป็นต้น ถ้าเราสามารถก้าวไปสู่ครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) ได้ เราอาจจะเป็นเจ้าพ่อ ในเรื่องของภาพยนตร์แถวนี้ก็ได้ เพราะว่าหลายประเทศก็เอาภาพยนตร์ของเราไปดูอยู่แล้ว เราอาจจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากการสร้างสรรค์ของคนไทยในประเทศ เพื่อให้ผู้มาเที่ยว ในเมืองไทยได้ใช้จ่ายเงินในประเทศมากยิ่งขึ้น เราจะมีโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ซึ่งภาคเอกชนและธุรกิจแบ่งเบาภาระของรัฐบาลไป โดยการดูแลคนสูงอายุ โดยการดูแล ผู้ด้อยโอกาสในเชิงเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าธุรกิจเป็นเศรษฐกิจของผู้สูงวัย ซึ่งอาจจะนำผู้สูงวัยมาใช้งานให้มากยิ่งขึ้น มีธุรกิจซึ่งสร้างเครื่องช่วยเหลือการดำเนินชีวิต ของผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เหล่านี้จะเป็นทิศทางที่ทำให้เรามองเห็นว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นอกเหนือจากเรื่องเก่า ๆ ที่เราทำอยู่แล้วเราควรจะผลักดันเรื่องอะไรบ้าง ๔-๕ เรื่องที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ก็เป็นที่น่ายินดีครับ เพราะเราได้ทราบว่าในประเด็นเร่งด่วนหรือวาระเร่งด่วน ๒๗ วาระของรัฐบาล งานที่เรา เสนอทั้งหมดได้ถูกบรรจุไว้ ๕ วาระด้วยกัน ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจ ชีวภาพ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งถูกบรรจุไว้ในวาระเศรษฐกิจอนาคต ซึ่งชื่อต่างกับเรานิดหน่อย มีเรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งบรรจุอยู่ในเครื่องมือการพัฒนา รากฐาน มีเรื่องการเตรียมการสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่ในวาระที่เกี่ยวกับคน ก็เป็นที่น่ายินดีว่า เรื่องที่ผ่าน สปท. ไปในส่วนของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มีถึง ๕ เรื่องที่ได้เข้าไปบรรจุในวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ๒๗ วาระ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติม เพียงนิดเดียวว่า นอกจากที่ได้รับการบรรจุไว้แล้วก็ยังมีหลายเรื่องที่ได้ก้าวไปข้างหน้า แล้วไม่ได้บอกว่าเพราะเรา เพียงแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันใกล้เคียงกับสิ่งที่เรานำเสนอรัฐบาลไป เช่น ทางด้านดิจิทัล (Digital) ก็มีการผ่านกฎหมายไป ๒ ฉบับแล้วจากจำนวนกฎหมาย หลายฉบับที่มีการเสนอไป มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรทางด้านดิจิทัล (Digital) ของรัฐ มีการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่เปิดเผยซึ่งเป็นข้อมูลของรัฐอยู่ ๓ โครงการ หนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องการใช้ภาษี ทางด้านชีวภาพก็มีการริเริ่มโครงการรักษาพันธุกรรม และฐานข้อมูลระดับชาติ ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทีซีดีซี (TCDC) ก็ได้รับอนุมัติในเบื้องต้น ให้เป็นองค์การมหาชนแยกต่างหากออกไป มีหน้าที่ในการนำเสนอแผนการส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ แล้วก็มีการปฏิรูปองค์ความรู้ด้วย ในส่วนของเศรษฐกิจเพื่อสังคมก็ได้มีการออก พระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีเงินได้ให้กับกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมไปแล้ว เหลืออยู่เฉพาะ เรื่องกฎหมายซึ่งเราจะต้องดำเนินการต่อไป ผู้สูงวัย คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้หักภาษี การจ้างงานผู้สูงวัยได้ถึง ๒ เท่าสำหรับกิจการที่จ้างผู้สูงวัย ส่วนด้านทรัพย์สินทางปัญญานั้น ก็มีการจัดตั้งศูนย์คำปรึกษาของผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์ได้รับผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร และนายทะเบียนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนถึง ๘๒ อัตรา นอกจากนั้นก็มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ เรื่องเครื่องหมายการค้าซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ อันนี้ก็เป็น ความก้าวหน้า แล้วก็ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง รายงานอันนี้คงเป็นรายงานที่สนับสนุน สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดผลักดันให้มันเดินไปได้ ซึ่งวัตถุประสงค์ของรายงานก็มีเพียง ๓ วัตถุประสงค์ก็คือว่า เสนอประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เสนอวิธีขับเคลื่อนโดยการปรับปรุง ระบบนิเวศ แล้วก็เสนอวิธีขับเคลื่อนโดยการปรับปรุงวิธีการและเงื่อนไขในการลงทุน ๓ อย่างเท่านั้นครับ ก่อนที่จะไปถึงประเทศไทยผมอยากจะเรียนปูพื้นนิดหน่อยว่า ต่างประเทศเขาสนับสนุนให้ระบบนิเวศเหล่านี้เพื่อจะให้เศรษฐกิจกระแสใหม่เกิดขึ้น อย่างไรบ้าง ลองดูที่สิงคโปร์ที่เขาเป็นเจ้าพ่อเรื่องสตาร์ตอัป (Startup) เขาทำหลายอย่างมาก อันแรกก็สนับสนุนระบบนิเวศโดยแก้ไขกฎระเบียบทางด้านเทคโนโลยี แล้วก็แรงงาน ทางไอที (IT) ก็คือให้คนที่มีแรงงานทางไอที (IT) ไม่ว่าจะเป็นคนของเขาหรือต่างประเทศ ได้เข้ามาทำงานได้อย่างสะดวก มีการสนับสนุน แล้วก็จัดระเบียบการลงทุนใหม่ ๆ ที่เป็น ฟินเทค (FinTech) เช่น พวกแองเจิลฟันด์ (Angels Funds) พวกแอ็กเซเลเรเตอร์ (Accelerators) ต่าง ๆ สำหรับพวกสตาร์ตอัป (Startup) หรือว่าเวนเจอร์แคพิทัล (Venture Capital) ซึ่งบางอันรัฐบาลเข้าไปร่วมทุนด้วย เขาเปิดโอกาสให้รัฐบาล เข้าไปร่วมทุนด้วย มีองค์กรพิเศษเพื่อสนับสนุนเทคสตาร์ตอัป (Tech Startup) เท่าที่ ผมอ่านในข้อมูลก็ปรากฏว่ามหาวิทยาลัยแห่งสิงคโปร์เป็นตัวกลางในการที่จะดูและรับรองว่า เทคโนโลยีอันไหนพอจะไปได้ที่ควรจะไปช่วยเรื่องสตาร์ตอัป (Startup) นอกจากนั้น เขาก็เปิดกว้างให้สตาร์ตอัป (Startup) จากต่างประเทศมาลงทุนในสิงคโปร์ด้วย อันนี้ก็เป็น หลักของสิงคโปร์อยู่แล้ว เขาเป็นประเทศที่เปิดนะครับ ก็ต่างกับเรานิดหน่อย

ในเรื่องต่อไปก็มีประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหราชอาณาจักรหรือในยุโรป หลายประเทศก็มีการกำหนดโปรแกรมไปเลยว่าโปรแกรมเรื่องอะไรที่เขาสนใจ เขาไม่ได้พูด กว้าง ๆ เขาบอกว่าเรื่อง ๑ ๒ ๓ ๔ รัฐบาลจะเข้าไปร่วมทุนด้วย มีความชัดเจนว่าใน ๕ ปี ๑๐ ปีต้องการจะให้เกิดอะไรขึ้น แล้วก็เข้าไปร่วมลงทุน นโยบายเรื่องพีพีพี (PPPs) ก็คือ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกับที่ของเรายังใช้เวลา แล้วก็ควรจะต้องปรับกระบวนการทางกฎหมายให้ง่ายยิ่งขึ้น ในประเทศที่กำลังเจริญ ก็มีการทำในเรื่องนี้เหมือนกันเกี่ยวกับกลไกสนับสนุน ก็คือว่าเขาพยายามที่จะแลกการนำ เทคโนโลยีกับเรื่องอื่น ๆ ที่เขาเรียกว่าออฟเซต (Offset) ซึ่งเดี๋ยวอาจารย์ทวีศักดิ์คงจะ อธิบายให้ฟังเพิ่มขึ้นนิดหน่อยว่าเขาจะทำอย่างไร กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าถ้าเราจะไปเอา เทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ก็มีเงื่อนไขที่กำหนดว่าจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี อย่างไร จะต้องมีการลงทุนในประเทศอย่างไร จะต้องปล่อยให้ประเทศผู้ซื้อได้มีส่วนในการ บริหารอย่างไร ไม่ใช่อิมพอร์ต (Import) เข้ามาทั้งหมด จะมีเงื่อนไข ซึ่งในขณะนี้เมืองไทย ทำอย่างนั้นได้ยากมาก ส่วนราชการมักจะไม่ได้ทำอย่างนั้นเพราะเกรงว่าจะผิดกฎหมาย อันนี้ก็คงจะต้องเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเราคงจะต้องมองดู เรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็มีแปลก ๆ ที่เราไม่เคยเห็น เช่น ถ้าเผื่อมาลงทุนในเทคโนโลยีจะลดหย่อนภาษี ที่แปลกก็คือลดหย่อน ภาษีมรดก แล้วก็ภาษีแคพิทัลเกนส์ (Capital Gains) ซึ่งเป็นเรื่องไกลตัวมาก แต่ก็มีคนที่ทำ อย่างนั้นเช่นกัน มีการสร้างระบบนิเวศแบบออนไลน์ (Online) ก็คือคอมพิวเตอร์คุยกับ คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องมีตัวกลาง เพราะการลงทุนในแง่ของเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ใช้คอมพิวเตอร์ พูดกับคอมพิวเตอร์โดยตรง อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่กรรมาธิการเราก็พยายามที่จะไปหาดูว่า ประเทศอื่น ๆ เขาทำอย่างไร แต่ว่าเมื่อกลับมาประเทศเรา เราก็มองเห็นว่าองค์ประกอบ ของระบบนิเวศกับการลงทุนก็มีอยู่สัก ๔ ประการด้วยกัน จากซ้ายไปก็คือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอันนี้อนุกรรมาธิการไม่ได้พูดถึงมาก เพราะว่าพูดในเรื่องอื่นอยู่แล้ว เช่น เรื่องการวิจัย การพัฒนาต่าง ๆ มีเรื่องระบบกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ มีเรื่องการอุดหนุนทางการเงิน และภาษี แล้วอันสุดท้ายคือเรื่องการทำตลาด ก็วนอยู่ใน ๓-๔ ข้อนี้ แต่ว่าเมื่อมาดูสถานภาพ ของมาตรการในระบบนิเวศของการลงทุนในปัจจุบันก็พอจะสรุปได้ว่าของเรานี่แบ่งออกเป็น สัก ๔ ประเภทด้วยกัน

ประเภทแรก ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของการอุดหนุนทางด้านการเงินเป็นส่วนใหญ่ คือเรื่องกลไกการอุดหนุนทางการเงิน ภาษี ตลาด ให้คำปรึกษา แล้วก็โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้แม้จะลงทุนไปแล้วก็ยังไม่เพียงพอ

ประเภทที่ ๒ ก็คือมาตรการที่สนับสนุนการเงินเพื่อผู้ประกอบการใหม่ เช่น พวกสตาร์ตอัปเวาเชอร์ (Startup Voucher) อะไรต่าง ๆ บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งพยายามที่จะบวกระหว่างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมเข้ากับการลงทุน ให้ได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เช่นลดหย่อนเงินภาษี ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับบริษัท ซึ่งทำการวิจัยและพัฒนาเหล่านี้เป็นต้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ามาตรการส่วนใหญ่ เพิ่งเกิดเมื่อปีที่แล้ว เมื่อมาดูรายละเอียดแล้ว เดี๋ยวท่านอาจารย์ทวีศักดิ์อาจจะชี้แจงเพิ่มขึ้น นิดหน่อยก็คือว่า เรามีมาตรการอยู่สัก ๔ มาตรการด้วยกัน

ในเรื่องแรกเป็นกลไกในการสร้างนวัตกรรม ซึ่งก็มีทั้งในเรื่องของเงินอุดหนุน เรื่องภาษี เรื่องสนับสนุนการเข้าตลาด การให้คำปรึกษา แล้วก็โครงสร้างพื้นฐาน อันนี้จะเน้น ในเรื่องของนวัตกรรมเป็นหลัก

ส่วนอันที่ ๒ ในหน้าต่อไป ท่านอาจจะดูได้ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มันเล็กไปหน่อย ก็มีเรื่องของมาตรการสนับสนุนทางด้านการเงินโดยตรง ซึ่งก็มี หลายมาตรการ แต่ข้อสังเกตก็คือว่าเงินสนับสนุนในบางเรื่องรู้สึกจะน้อยเกินไปหน่อย ที่จะสร้างนวัตกรรมขึ้นมา

อันที่ ๓ ก็คือเรื่องสิทธิประโยชน์ในทางภาษี ซึ่งอันนี้ก็เป็นมาตรการ ที่ได้กำหนดไว้ แล้วส่วนใหญ่อย่างที่เรียนแล้วก็เพิ่งทำก็ยังไม่ทราบว่าในที่สุดแล้วผล จะเป็นอย่างไร

ในสไลด์ (Slide) ต่อไป เราพยายามที่จะรวมว่าในมาตรการทั้งหมด ที่กำหนดไว้อันไหนประเมินผลได้บ้าง ก็ปรากฏว่าอย่างนี้ครับ

อันที่ ๑ เราไม่สามารถประเมินอิมแพกต์ (Impact) หรือว่าผลกระทบได้ว่า มาตรการเหล่านี้ไปช่วยทำให้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน เหตุผลก็คือว่า การจัดการเรื่องการสนับสนุนได้ถูกมอบหมายให้กับส่วนราชการในแต่ละส่วนราชการ เพราะฉะนั้นส่วนราชการนี้ก็จะมองเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่ภาพรวมของมาตรการทั้งหมด เราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ในลักษณะนี้ มันต้องมีคนกลางสักคนหนึ่งที่มองภาพรวมว่า ในที่สุดแล้วมาตรการที่จะนำมาเพื่อผลักดันเศรษฐกิจกระแสใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงินก็ดีโดยภาพรวมนี้มันไปไหวไหม อันไหนไปได้ อันไหนไปไม่ได้ และถ้าอันไหนไปไม่ได้ก็ควรจะเลิกเสีย

อันที่ ๒ ถ้าดูทั้งหมดแล้วเราจะเน้นเรื่องการเงินหรือภาษีมากเกินไป ส่วนเรื่องการแก้ไขระเบียบ ผมไม่ได้พูดเรื่องกฎหมาย ผมพูดถึงระเบียบและวิธีการ มันจะน้อยมาก แล้วก็ช้ากว่าหลายประเทศ

อันที่ ๓ ก็คือกระบวนการในทางงบประมาณของเรามันจะเน้นเรื่องการใช้เงิน แต่ว่าผลตอบแทนต่อการใช้เงินในภาพรวมนี้มันจะไม่รู้ว่าในที่สุดแล้วใครจะเป็นคนประเมิน เพราฉะนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ก็พยายามจะใช้จ่ายเงินให้หมด ให้มีการกู้ยืมตามที่กำหนดไว้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในแง่ของอิมแพกต์ (Impact) ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจกระแสใหม่ จะเป็นอย่างไรขณะนี้ยังไม่ค่อยรู้ เพราะว่าอย่างที่ผมกราบเรียนนี้บางมาตรการเพิ่งใช้ไป เมื่อสักปีกว่านี้เอง

ทีนี้ในแง่ของแนวคิดในการปฏิรูประบบนิเวศและการลงทุนเพื่อสร้าง เศรษฐกิจกระแสใหม่ เราก็แบ่งออกเป็น ๔ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน

เรื่องที่ ๑ เราเห็นว่าควรจะต้องมีการทบทวนมาตรการที่รัฐมีอยู่ว่ามันมี ประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ จะแก้ไขอย่างไร หรือว่าจะเลิก เพราะเงินลงทุนในแต่ละปี เยอะมากพอสมควรนะครับ

เรื่องที่ ๒ อธิบายนิดหน่อยว่าการลงทุนประเภทนี้นวัตกรรมบางประเภท ใช้เวลานานมาก เช่น เรื่องยา เรื่องอาหาร เรื่องพลังงานบางเรื่อง เพราะฉะนั้นมันต้องมี การจำแนกให้มีความชัดเจนว่าในเศรษฐกิจ ๔-๕ ประการที่เราได้เสนอไปแล้ว อันไหนมีเรื่อง อะไรที่เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติบ้าง ท่านอย่าลืมว่าความมั่นคงของชาติ ความมั่นคง ทางการเมือง ความสนใจทางด้านธุรกิจ หรือสิ่งที่เรียกว่าอินคลูซิฟดีเวลอปเมนต์ (Inclusive Development) หรือการพัฒนาที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ มันคนละเรื่องกันนะครับ เพราะฉะนั้นข้อเสนออันแรก นอกจากเรื่องของการทบทวนมาตรการที่มีอยู่แล้ว เราเสนอว่า ใน ๗-๘ อุตสาหกรรม รัฐบาลต้องมานั่งดูว่าอะไรเป็นเรื่องที่อยากจะให้เกิด อะไรควรจะปล่อย เป็นเรื่องบิซิเนสอินเทอเรสต์ (Business Interest) หรือความต้องการของผู้ลงทุน และอะไร ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่แผนเรียกว่าอินคลูซิฟดีเวลอปเมนต์ (Inclusive Development) ก็คือ การพัฒนาที่ไม่ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะต้องมีความชัดเจนในแง่นั้นครับ

เรื่องที่ ๓ ที่เราเสนอก็คือว่าระบบนิเวศและการลงทุนจะต้องตัดเสื้อให้เข้ากับ เรื่องแต่ละเรื่อง การลงทุนในส่วนที่เป็นเรื่องดิจิทัล (Digital) ก็เรื่องหนึ่ง การลงทุนในส่วน ที่เป็นไบโอ (Bio) ก็เรื่องหนึ่ง การลงทุนในส่วนที่เป็นครีเอทิฟ (Creative) ก็เรื่องหนึ่ง จะไปใช้มาตรการเดียวกันทั้งหมดเราคิดว่าคงจะมีปัญหานะครับ

เรื่องสุดท้าย ก็คือการจัดภารกิจการขับเคลื่อน เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ โดยตรง เพราะว่าส่วนราชการก็จะขับเคลื่อนในส่วนของกระทรวง ทบวง กรมของตัวเอง เท่านั้น ผมคิดว่ากลไกที่สร้างขึ้นมาที่เรียกว่า ดียู (DU) หรือว่าเดลิเวอรียูนิต (Delivery Unit) เป็นเรื่องที่อาจจะต้องจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณาดูว่าควรจะมี เป็นแอดฮอก (Ad hoc) หรือเป็นการถาวรต่อไป เพื่อจะขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจของเราไปข้างหน้าให้ได้

ส่วนในเรื่องของกรอบข้อเสนอการปฏิรูป เราก็พยายามใส่เข้าไปในบริบท ของแนวความคิดของนายกรัฐมนตรี เรื่องความมั่นคง เรื่องความมั่งคั่ง แล้วก็การสร้าง ความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่พยายามจะแสดงให้เห็นว่ามีส่วนที่ สอดคล้องกันอย่างไร

ทีนี้ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปก็มีอยู่ ๓-๔ ข้อด้วยกัน

ข้อ ๑ อย่างที่เรียนแล้วว่าต้องมีการจำแนกว่าอะไรเป็นความจำเป็น หรือความมั่นคงต่อชาติ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลายาวนาน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มไบโออีโคโนมี (Bio Economy) สมมุติว่าเราต้องการวัคซีนที่จะแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่างซึ่งสร้าง ในประเทศไทย ต้องมีการกำหนดลงไปเลยว่าอันนี้เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) แล้วต้องทำ หรือว่าในส่วนของสิ่งแวดล้อมเราต้องการจะสร้างไบโอพลาสติก (Bio Plastic) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้ ไม่ต้องมานั่งเก็บขยะกันอยู่อย่างนี้ หรือลดการเก็บขยะ อุตสาหกรรมข้างหน้าเราต้องการที่จะพัฒนาอะไร หรือว่าเรื่องพลังงาน หรือความมั่นคงพลังงานในชนบทเรามีแนวโน้มว่าจะต้องใช้พลังงานที่เกิดจาก สิ่งมีชีวิตมากขึ้น มากน้อยแค่ไหน ผมเข้าใจว่าเป็นความต้องการของประเทศ และถ้ามัน เป็นความต้องการของประเทศ ผมคิดว่าควรจะทำสัก ๓-๔ อย่างด้วยกัน คือ ๑. ระเบียบ และวิธีการงบประมาณต้องแก้ ถ้าเผื่อเวลาเข้ากรรมาธิการแล้วเข้าทีละกรม ผมว่าทำไม่ได้หรอก คือเวลาเขามาพิจารณางบประมาณ ท่านที่เคยดีเฟนด์ (Defend) คงจะเข้าใจว่าเขาดูทีละกรม แล้วแผนที่จะให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างนวัตกรรมจนกระทั่งถึงธุรกิจมันจะไปได้อย่างไร ยังนึกไม่ออก เพราะว่าถ้าโดนตัดงบประมาณ ส่วนราชการก็จะเลื่อนแผนที่ไปทำร่วมกับคนอื่น ออกไป แล้วเอาแผนของตัวเองทำก่อน เพราะฉะนั้นการจัดวิธีการงบประมาณเป็นเรื่องที่ จำเป็นและจะต้องดูว่าเราจะมีการจัดงบประมาณเป็นเรื่องที่เป็นเนชันนัลอินเทอเรสต์ (National Interest) โดยตรงหรือเปล่า อันที่ ๒ เรื่องพีพีพี (PPPs) หลายประเทศใช้ได้แต่ประเทศไทยใช้ยากมาก ผมคิดว่ากฎหมาย พีพีพี (PPPs) หรือระเบียบต่าง ๆ ที่ออกตามกฎหมายอันนั้นคงจะต้องมีการแก้ไข ให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ขณะนี้มีเพียง ๒-๓ โครงการที่เป็นเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) เท่านั้นที่เป็นพีพีพี (PPPs) อันที่ ๓ ก็คือกรณีการร่วมทุนกับต่างประเทศ ระบบออฟเซต (Offset) คงจะต้องมีการใช้มากยิ่งขึ้นก็คือว่าการแชร์ผลประโยชน์ ระหว่างผู้ขายเทคโนโลยีกับผู้รับเทคโนโลยี และอันที่ ๔ ก็คือว่าที่คณะกรรมาธิการของเรา พูดมาหลายครั้งแล้วว่าถ้ารัฐบาลไม่เริ่มซื้อของที่สร้างจากเทคโนโลยีของเราก่อน คนอื่น ก็ไม่ซื้อ มีหลายอย่างที่เทคโนโลยีเราพรูฟ (Prove) ว่าใช้ได้ แต่ว่าภาครัฐบาลไม่ซื้อ ตรงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อ ๒ เป็นเรื่องของการปรับปรุงระบบนิเวศและการลงทุนสำหรับนวัตกรรม ที่ให้ผลตอบแทนทางธุรกิจ อันนี้ก็คือนวัตกรรมที่ทางภาคเศรษฐกิจเขาต้องการทำอยู่แล้ว หลักที่ง่ายที่สุดที่จำไว้ก็คือว่ารัฐบาลอย่าไปยุ่งมากในเรื่องพวกนี้ รัฐบาลควรจะสร้างเฉพาะ แพลตฟอร์ม (Platform) หรือว่าพื้นที่ที่จะทำให้คนเหล่านี้มาลงทุนหรือลงแรงได้ อย่างสะดวก ลงความคิดได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น ในประเด็นแรก ผมคิดว่ามันแก้ไม่ยากหรอก คืออะไรก็ตามที่เป็นนวัตกรรมที่ไปเกี่ยวกับเงินของรัฐแม้แต่นิดเดียว กฎหมายบอกว่ารัฐ ต้องเป็นเจ้าของสิทธิอันนั้นด้วยทั้งหมด ท่านคิดดูว่าถ้าเผื่อเราสามารถผลักดันนวัตกรรม จนกระทั่งไปเป็นธุรกิจแล้ว ในทางอ้อม ๑. เราก็สร้างเงินรายได้ให้ประเทศชาติ ๒. เราก็ได้ภาษีจากธุรกรรมเหล่านั้นแล้ว อย่าไปนึกขายหรือไปมีส่วนร่วมในการขาย อินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือว่าไอพี (IP) พวกนั้นเลย ปล่อยให้คนที่เขาคิดได้ลงทุน แล้วเราไปเก็บเกี่ยวเอาทีหลังดีกว่า ถ้าเปรียบเทียบระหว่าง การขาย สิ่งที่เรียกว่าอินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือว่าความคิด กับเรื่องสร้างถนน เวลาเราสร้างถนน คนอยู่ข้างถนนได้มูลค่าเพิ่มเยอะแยะเลยเราไม่เห็นเก็บ แคพิทัล เกนส์ แทกซ์ (Capital Gains Tax) ทันทีเลย แต่เวลาคนคิดค้นนวัตกรรมขึ้นมาใหม่ เราอยากจะเป็นเจ้าของร่วมด้วยแล้วให้เขาไปขายเพื่อจะเอาสตางค์ทันทีก็เป็นเรื่องแปลก ถ้าเราจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจกระแสใหม่เราต้องลดแนวความคิดในเรื่องนี้แล้วสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ ข้อ ๒.๒ พวกแพลตฟอร์ม (Platform) ผมคงไม่พูดมากเพราะว่ารัฐบาลพยายามทำอยู่แล้ว แพลตฟอร์ม (Platform) อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวกับเรื่องของโลจิสติกส์ (Logistics) ก็ดี เกี่ยวกับเรื่องของอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ก็ดีก็ทำกันอยู่แล้ว ข้อ ๒.๓ ความช่วยเหลือต่าง ๆ จากความช่วยเหลือที่ได้ชี้แจงมาแล้วทั้งทางด้านการเงินและการคลัง ผมคิดว่ามันต้อง ดูสักหน่อยว่ามันเหมาะสมกับอีโคโนมี (Economy) ประเภทไหน ถ้าเป็นไบโอ (Bio) ใช้เวลานานมาก ถ้าเป็นครีเอทิฟ (Creative) อาจจะสั้น ถ้าเป็นดิจิทัล (Digital) เป็นเรื่องที่ อิมพอร์ต (Import) เทคโนโลยีมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นมันต้องดูว่าอย่างไหนมันควรจะ เหมาะสมกับอะไร เรื่องสุดท้ายก็อาจจะเป็นเรื่องที่อาจจะเกี่ยวพันกับข้อ ๒.๓ ก็คือว่ากรณีที่ เป็นเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มันคงไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเงินหรือสิ่งแวดล้อมธรรมดา เท่านั้น การสร้างย่านที่ทำให้คนเกิดการสร้างสรรค์ สมัยผมเด็ก ๆ มีท่าพระลาน แถวมหาวิทยาลัยศิลปากร เดี๋ยวนี้ก็หมดไปแล้ว ตรงนั้นเป็นย่าน หรือแถวถนนตรีทอง ก็เป็นย่านที่มีความชำนาญเฉพาะเรื่อง แต่ขณะนี้ย่านเหล่านั้นมันเหมือนจะหมดไป ถ้าเป็นย่านการเมืองก็อาจจะเป็นธรรมศาสตร์อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันค่อย ๆ หมดไป เพราะฉะนั้นครีเอทิวิตี (Creativity) หรือแนวความคิด ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างอันหนึ่งอยากจะ ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างมันมีอยู่มาก ถ้าเป็นเรื่องไบโอไซเอนซ์ (Bio Science) ก็จะกลายเป็นเรื่องแล็บ (Lab) เรื่องพื้นที่ทดลอง เรื่องการควบคุมทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นนิเวศของแต่ละเรื่องมันจะไม่เหมือนกัน เราไป กำหนดให้เหมือนกันไม่ได้

เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องที่ผมเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นจะต้องจำแนกให้ชัดเจน เช่นเดียวกันก็คือว่า นโยบายซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นวัตกรรมสำหรับ ภาคชุมชนกับภาคเกษตรมันมีความจำเป็นถ้าเราจะไม่ทิ้งชนบทไว้ข้างหลัง เราต้องพัฒนา ชนบทควบคู่กับเมือง ซึ่งผมเห็นว่ากลไกในชนบทมีเยอะแยะ ราชการส่วนภูมิภาคเต็มไปหมด อาสาสมัครเต็มไปหมด พนักงานราชการซึ่งมาแทนลูกจ้างประจำเต็มไปหมด แต่เราจะทำอย่างไร ให้คนเหล่านั้นสามารถที่จะโฟกัสหรือมองเห็นความต้องการในแง่ของการปรับเปลี่ยนสภาพ ทางเศรษฐกิจให้ได้ ท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ผมเองไม่ค่อยแน่ใจว่ามีบทบาทเรื่องเหล่านี้ มากแค่ไหน ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องรีวิว (Review) ดูว่าเราจะดำเนินการอย่างไรเพื่อทำให้คน จำนวนมหาศาลเหล่านี้ในชนบท และคนจำนวนมหาศาลเหล่านี้ที่มีหน้าที่จะพัฒนาชนบท ได้มองไปข้างหน้าบ้าง อย่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว ฝนตก ภัยแล้งอะไรต่าง ๆ ถ้าท่านมองดูในรายงานของเรามันจะมีอยู่หน้าหนึ่งที่บอกว่าเมื่อปี ๒๕๕๙ เฉพาะเรื่อง เงินอุดหนุนเพื่อการผลิตอย่างเดียวในภาคชนบท และเฉพาะของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไม่นับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอะไรต่าง ๆ มีจำนวนมาก เข้าใจว่าประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีนี้เริ่มเอา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาทำเรื่องนวัตกรรมเพื่อผลักดันเศรษฐกิจกระแสใหม่ได้ไหม แล้วในปีต่อ ๆ ไปเอียร์มาร์ก (Earmark) เงินพวกนี้เพื่อไปทำเศรษฐกิจกระแสใหม่ได้ไหม ทำได้ทันที นอกจากนั้นแล้ว ผมคิดว่าเรื่องการบริหารการเกษตรให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นรายพื้นที่ก็มีความสำคัญ ซึ่งอันนี้ ก็อยู่ใน ๒๗ วาระที่รัฐบาลกำหนดอยู่แล้ว ผมก็คงจะไม่พูดถึง ภูมิคุ้มกันสำหรับคนที่ นำนวัตกรรมไปใช้ ชาวบ้านที่ใช้นวัตกรรมเสี่ยงเองนะขณะนี้ ถ้ามีปัญหาก็รับไปเอง ผมคิดว่า ต้องมีกลไกที่จะดูแลเรื่องพวกนี้ให้ได้

ข้อสุดท้ายจริง ๆ ก็คืออยากจะบอกว่า นอกจากประเด็นที่เป็นแต่ละเรื่องแล้ว ก็ยังมีประเด็นที่เกี่ยวพันกับทุก ๆ ฝ่ายอยู่สัก ๔-๕ ประเด็นด้วยกัน อันแรก คือเรื่อง การก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเมื่อสักครู่นี้เรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าเป็น ๑ ใน ๒๗ วาระของรัฐบาล ถ้าไม่มีกลไกที่จะดูเรื่องนี้โดยเฉพาะให้ส่วนราชการต่างคนต่างดู ไปไม่ไหวครับ ส่วนจะทำ เป็นอย่างไรก็ต้องดูอีกทีหนึ่ง อันที่ ๒ ที่เรียนไปแล้วก็คือกระบวนการจัดตั้งงบประมาณ คงจะต้องแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการงบประมาณ อันที่ ๓ ก็คือความเชื่อมโยง เรื่องข้อมูล เรื่องคลังข้อมูล เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากที่สุดอันหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจสมัยใหม่ ไปได้ สมมุติว่าวันนี้เราทำวันแมป (One Map) มันเป็นไปได้ไหมว่าเราเปิดให้คนที่มี กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเข้าไปเช็ก (Check) ว่ากรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของเรา มันอยู่ในป่าหรือเปล่า เริ่มมันอย่างนี้จะทำได้ไหม การสร้างบุคลากรเป็นเรื่องที่ มีความสำคัญมาก เพราะว่าถ้าเรามีดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) หรือสังคมดิจิทัลแล้ว คนที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ไม่เป็นก็จะถูกไล่ออก ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องนับสตางค์ เรื่องใช้งาน ที่เป็นปกติ คงไม่มีงานทำ ถ้าไม่พัฒนาคนเหล่านี้ก็คงจะลำบาก เรื่องเคลียริงเฮาส์ (Clearing House) เรื่องข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะจัดการเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างที่ผมเรียนไปอย่างเมื่อสักครู่นี้ เอกสารต่าง ๆ ที่เป็นกระดาษ แล้วในอนาคตจะไม่เป็นกระดาษแล้วเราจะทำอย่างไรกับมัน ลายเซ็น อิเล็กทรอนิกส์มีกฎหมายแล้ว ผลการบังคับใช้จะเป็นอย่างไรต่อไปคงจะต้องช่วยกันดู และอันสุดท้ายก็คือการประเมินผลเรื่องการลงทุนก็คงจะต้องมาดูว่า ในที่สุดแล้วควรจะเริ่ม หรือเลิกราอะไรไป สิ่งที่อยากจะเสนอก็เพียงแต่ว่าขอให้เพื่อนสมาชิกที่เคารพได้พิจารณา รับหลักการ แล้วเราจะได้นำเสนอรัฐบาลเพื่อดำเนินการต่อไป ท่านประธานครับ ผมขอให้ ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ได้ชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องครับ