เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกครับ ผม ทวีศักดิ์ กออนันตกูล สปท. ลำดับที่ ๖๓ ขอขยายความในส่วนที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ ได้มอบหมายนะครับ ประเด็นแรก จะตรงกับสไลด์ (Slide) หน้า ๑๐ ที่เป็นตารางแสดงถึง กลไกต่าง ๆ เข้าใจว่าตอนนี้เครื่องฉายสไลด์ (Slide) อาจจะมีปัญหา ท่านก็จะได้เห็นว่า ในปัจจุบันนั้นได้มีกลไกสนับสนุนเพื่อจะให้เกิดเศรษฐกิจกระแสใหม่หรือเกิดนวัตกรรม เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่จะดีกับประเทศค่อนข้างมาก คณะทำงานก็ได้รวบรวมกลไกต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งหมด ในหน้า ๑๑ ซึ่งกลไกเหล่านี้ในช่องแรกคืออุดหนุนทางด้าน การเงินนั้นถือว่าเป็นการตั้งงบประมาณให้หน่วยงานรัฐไปช่วยหน่วยงานเอกชนแล้วก็มีกลไก หลายชนิด แล้วสามารถช่วยกลุ่มเป้าหมายได้หลายด้าน ช่วงที่เป็นเรื่องภาษีนั้นเป็นวิธี สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมโดยที่ไม่ต้องตั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่าเป็นแรงกระตุ้น ที่ให้ผู้ประกอบการนั้นลุยไปข้างหน้าเพื่อที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด ซึ่งวิธีการนี้ หลายประเทศก็ดำเนินการเช่นเดียวกัน แต่ว่าที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการสนับสนุนการเข้าถึง ตลาดภาครัฐ ซึ่งในอดีตอย่างที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้แถลงไปแล้ว เกิดขึ้นน้อยมาก ๆ ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นแรงมาก ๆ ในประเทศญี่ปุ่น ในประเทศเกาหลี และในประเทศจีน นั่นหมายความว่าภาครัฐนั้นนิยมไม่ซื้อของที่ผลิตในประเทศ ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐจัดงบประมาณ มหาศาล และประกาศนโยบายว่าช่วยให้เราเข้มแข็ง ดังนั้น การที่เรามีโครงการขนาดยักษ์ โครงการขนาดใหญ่ มันจะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ แล้วก้าวไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้สำเร็จ ส่วนอีก ๒ ส่วน ก็คือเรื่องคำปรึกษา กับเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ภาครัฐเองควรจะอุดหนุนเรื่องการให้คำปรึกษาที่จะทำให้ ภาคเอกชนของไทยนั้นเกิดความเข้มแข็ง มีอำนาจต่อรอง แล้วก็สามารถดำเนินการได้ ก็มีบางโครงการที่เดินไปแล้ว อย่างเช่นโครงการบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีและเสาะหาเทคโนโลยี ซึ่งใช้เงินเพียงน้อยนิด แต่พบว่าทุก ๆ ๑ บาทที่ภาครัฐใส่เข้าไปในประเด็นเรื่องการ ให้คำปรึกษาจนกระทั่งภาคเอกชนเข้มแข็งนั้นมีผลตอบแทนต่อประเทศในเชิงเศรษฐกิจ ประมาณ ๗ บาท ดังนั้นหากว่าเพิ่มส่วนนี้ได้ดีก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เอกชนเข้มแข็ง ส่วนอันสุดท้ายคือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้นทุนสูง ราคาแพง ภาครัฐเท่านั้น ถึงจะเป็นเจ้ามือใหญ่ที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ขึ้นมาได้ แล้วก็เปิดบริการ ให้ภาคเอกชนนั้นได้มาใช้เพื่อจะสร้างให้ตัวเองนั้นกลายเป็นผู้ประกอบการที่เข้มแข็งต่อไป ภาพนี้ทั้งหมดมีความประสงค์เพื่อที่จะให้ทุกท่านเห็นว่าเมืองไทยนั้นได้มีการคิด ได้มีการลงมือ ทำกิจกรรมมากมาย แต่สิ่งที่พบก็คือว่าเราไม่ทราบว่ากิจกรรมเหล่านี้อันไหนที่มีผลกระทบแรง แล้วก็อันไหน ที่ทำไปก็แค่มีเท่านั้นเอง แต่มีปริมาณน้อยมาก ๆ จึงเรียกว่า เป็นระบบนิเวศ ที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจใคร่ขอเสนอให้ท่าน พิจารณา แล้วสิ่งที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านปีติพงศ์ได้นำเสนอนั้น ก็คือว่า เรามาช่วยกันเสนอการจัดการระบบนิเวศของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้ออกมาเพื่อจะก้าวร่วมกัน ไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้สำเร็จ
ผมใคร่ขอไปสไลด์ (Slide) ที่ ๑๕ เพื่อจะกล่าวเสริมนิดหนึ่งว่า แนวคิดที่เรา เสนอเป็น ๔ ขั้นตอนนั้น อันแรกสุดก็คือการทบทวนมาตรการภาครัฐที่มีอยู่ นั่นก็หมายความว่า ให้ดูกลไกการทำงานที่เกิดขึ้นแล้วในทุกหน่วยงาน แต่เราควรจะต้องจัดระบบเพื่อจะให้ ทุกหน่วยงานนั้นทำงานด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานการทำงาน อะไรก็ตาม ที่บริการประชาชนเหมือนกันแล้วเกิดขึ้นในหลาย ๆ แห่งนั้นควรจะมาเสริมกันในการลด ความซ้ำซ้อนเพื่อให้กลายเป็นพลัง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือทุก ๆ ปีควรจะต้องมีการจัดระบบ ติดตาม การประเมินผลที่สอดคล้องกัน ส่วนข้อ ๒ นั้นเนื่องจากว่า สปท. เองได้เสนอวาระ เข้าไปใน ป.ย.ป. ถึงหลายวาระ วิธีการที่จะสนับสนุนเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทางด้านการค้า กับทางด้านสังคมนั้นกลไกการสนับสนุนจะต้องต่างกัน แล้วก็มีการเลือกใช้วิธีการแบบ ครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) กับโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ให้เหมาะสม
ฉะนั้นผมใคร่ขอไปถึงประเด็นที่ท่านประธานปีติพงศ์ได้มอบหมายให้ผม ดำเนินการนำเสนอ สไลด์ (Slide) ที่ ๑๗ ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูป ข้อแรกก็คือ ให้จัดประเภทนวัตกรรม อุตสาหกรรม และบริการที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคง หรือใช้เวลายาวนาน ข้อนี้คือช่องว่างซึ่งเรามีปัญหามาช้านาน ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ซึ่งได้ มีการศึกษาในรายงานเขาก้าวข้ามตรงนี้ไปได้สำเร็จ เราเรียกปัญหาตรงนี้ว่าเป็นหุบเหวมรณะ ซึ่งประเทศเรานั้นก็ควรที่จะใช้โอกาสนี้ทำการแก้ไข ผมใคร่ขอเรียนว่าการก้าวข้ามหุบเหวมรณะ ที่ประเทศไทยเคยทำมา แล้วก็อาจจะเป็นตัวอย่างเพื่อให้ท่านเกิดความเข้าใจว่าเราไปได้ตั้งไกล ตัวอย่างเช่นนโยบายทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยนั้นได้เลือกที่จะ เป็นศูนย์การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับระบบห่วงโซ่การบริโภคของโลก หรือโกลบอล ซัปพลาย เชน (Global Supply Chain) โดยยอมให้ผู้ผลิตรถยนต์ทุกยี่ห้อมาตั้งฐานการผลิต ในประเทศไทย แล้วก็สร้างอุตสาหกรรมไทยในลักษณะที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก แล้วก็ซัปพลาย (Supply) ให้กับทุกราย แต่เราใช้กระบวนการร่วม ๓๐ ปีถึงจะถึงขั้นนี้ หรือว่าเราได้มีการสร้างอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) แล้วก็ได้ผลักดัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก็ ๓๐ ปีเช่นเดียวกัน แต่อย่าลืมว่า ๓๐ ปีอาจจะใกล้จะหมดอายุ เรามีอะไรใหม่ ๆ ที่จะก้าวข้ามหุบเหวมรณะ ของใหม่ ๆ อันนี้เกิดขึ้นหรือเปล่า ซึ่งในประเด็น ที่คณะอนุกรรมาธิการได้วิเคราะห์ก็มองเห็นว่าความมั่นคงทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตยาหรือวัคซีนซึ่งมีบางโรคบางชนิดที่ประเทศไทยบริโภคสูงมาก และเราควรที่จะ พึ่งตนเองได้ รวมทั้งใช้วัตถุดิบในประเทศไทย และถึงขั้นที่จะเป็นศูนย์ที่จะสามารถส่งออกไป ทั่วโลก ประเทศไทยนั้นมีความชำนาญและมีชื่อเสียงมากทางด้านโรคเขตร้อน เรามีสถาบันที่ดังที่สุดในโลกเกี่ยวกับเรื่องการวิจัยเกี่ยวกับโรคเขตร้อน แต่ว่าเรายังไม่ถึงขั้น ที่จะเป็นผู้ที่ดูแลโรคเกี่ยวกับเรื่องของยาและวัคซีนบางชนิด ซึ่งเหมาะสมมาก ที่จะทำในประเทศไทย ความมั่นคงทางด้านอื่น ๆ ผมขอยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเขาห่วงเรื่องความมั่นคงเรื่องน้ำมากที่สุด แต่เขาใช้เวลา ๑๐ ปีเพื่อทำการวิจัยและดูแล ระบบนิเวศของการพัฒนาเรื่องน้ำ จนกระทั่งในปัจจุบันสิงคโปร์ประกาศตัวเองว่า มีความพอเพียงเรื่องน้ำดื่ม น้ำใช้ หากมาเลเซียตัดไม่ส่งน้ำขายสิงคโปร์ สิงคโปร์ก็ไม่แคร์ (Care) สามารถที่จะกรองน้ำทะเล เป็นน้ำจืดในปริมาณที่สูง และน้ำที่เอามาใช้นั้นสามารถที่จะรีไซเคิล (Recycle) เป็นน้ำ ซึ่งพอเพียงสำหรับที่จะใช้บนเกาะสิงคโปร์ ไม่หวั่นกลัวแม้กระทั่งเกิดสงคราม ซึ่ง ๑๐ ปีนั้น เป็นเวลาที่ไม่สั้นเกินไป ไม่ยาวเกินไปที่ประเทศไทยอาจจะต้องนึกถึงความมั่นคงของน้ำ ของประเทศไทยเช่นเดียวกัน น้ำของประเทศไทยไม่ใช่น้ำดื่มน้ำใช้ แต่ว่าน้ำท่วม น้ำแล้ง แล้วก็การเสียเงินไปตลอดในการที่จะบรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่อง การก้าวข้ามหุบเหวมรณะและจำเป็นจะต้องใช้วิทยาการ ซึ่งระบบนิเวศเกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจสมัยใหม่ที่เรียนเสนอนั้นสามารถที่จะดำเนินการได้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากเรียนเสนอก็คือว่ากลไกทางด้านระบบนิเวศที่เสนอ มาแล้วทั้งหมด แล้วก็มีผู้ดำเนินการอยู่นั้น ก็จะมีกลไกบางชนิดซึ่งเราอาจจะยังไม่เคยทำ เพราะว่าอาจจะขาดประเด็นอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อตั้งใจที่จะทำโครงการใหญ่ในลักษณะ ที่จะมองยาว การเสนองบประมาณควรที่จะคิดเป็นโครงการแบบ ๕ ปี ไม่แตกต่างไปจาก การสร้างอาคาร สร้างตึก สร้างสนามกีฬา แต่พอถึงขั้นวิจัยและพัฒนาความรู้เรายังคงเลือก ที่จะพัฒนาแบบเป็นโครงการเล็ก ปีต่อปี ปีหน้ามาต่อใหม่ ไม่มีการคอมมิต (Commit) ในขณะซึ่งประเทศอื่น ๆ รวมทั้งการลงทุนในบริษัทเขาจะคิดทีละ ๕ ปี แล้วก็มีการ ประเมินผลทุกปี เพื่อจะประเมินว่าเรากำลังเดินหน้าไปอย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้น ในการคิดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา สิ่งซึ่งจะต้องเชื่อมโยงไปถึงขั้นการผลิต แล้วก็ การทำให้เกิดการซื้อขายในตลาดอย่างแท้จริง จำเป็นที่จะต้องเชื่อมต่อตั้งแต่การคิด การวิจัย การออกแบบงานทางด้านวิศวกรรมและการผลิต และการขาย จนกระทั่งประสบความสำเร็จ ซึ่งหากว่าภาครัฐได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชนในลักษณะประชารัฐแล้ว ระบบนิเวศที่ว่านี้ก็คง จะพอเป็นไปได้
แล้วในกรณีสุดท้ายนะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านปีติพงศ์ได้พูดถึงมาตรการ ออฟเซต (Offset) ผมใคร่ขอขยายความนิดหนึ่งนะครับ คำว่า ออฟเซต (Offset) นั้น หมายความว่าเราจะซื้อของอะไรที่มันแพง ๆ ใหญ่ ๆ จากต่างประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้ต้องการที่จะพึ่งเขาไปตลอด เรามีอุตสาหกรรมภายในประเทศที่พร้อมที่จะรับ แล้วก็ดำเนินการสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นต่อ ผมขอยกตัวอย่างระบบราง ซึ่งเรามีระบบรางมา ๑๒๐ ปี วันนี้เราถึงจุดที่เราคิดว่าประเทศไทยจะต้องยกระดับการเดินทางด้วยระบบรางเพื่อจะ ทดแทนรถติด รถบรรทุกที่ทำถนนเสียหาย แล้วก็ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นระบบราง ที่ประชาชนสามารถใช้งานได้ เราก็ควรจะต้องวางแผนมากกว่ายุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ของประเทศ คือไปถึง ๑๐๐ ปีข้างหน้า และการดำเนินการไปถึง ๑๐๐ ปีข้างหน้า การเลือกซื้อ ในวันนี้จะต้องมีการวางแผนว่ามีผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไรเกี่ยวกับระบบราง มีผู้ที่จะดูแล บำรุงรักษาระบบรางในประเทศไทยที่จะอยู่คู่กับไทยไปอีกเป็นร้อยปี แล้วก็เริ่มพัฒนา ไปตั้งแต่บัดนี้ การเริ่มพัฒนาและรับเทคโนโลยีโดยรัฐเป็นผู้บงการ เพราะรัฐเป็นผู้ลงทุน โครงการขนาดยักษ์ โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ เรียกว่าออฟเซตโปรแกรม (Offset Program) ประเทศจีนจากที่ไม่มีความสามารถในการผลิตรถไฟเลย สามารถใช้เวลาเพียง ๑๐ ปี ด้วยนโยบายออฟเซต (Offset) แล้วก็บอกว่าจีนพร้อมที่จะซื้อเทคโนโลยีรถไฟที่ดีที่สุดจากทั่วโลก หากคุณมาขายให้กับประเทศจีน ประเทศจีนตั้งใจจะซื้อเพียงไม่กี่ขบวน หลังจากนั้น คุณต้องยกทีมมาผลิตในประเทศจีนด้วยเทคโนโลยีของคุณ และภายในอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น คนจีนจะสร้างรถไฟทั้งหมด เวลาผ่านไป ๑๐ ปีประเทศจีนสามารถทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยกำลังจะเพิ่งเริ่ม เพราะฉะนั้นการคิดเรื่องโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐเป็น การลงทุนให้กับประเทศ น่าที่จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างกระทรวงต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะกระทรวง ที่ซื้อของเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงถึงกระทรวงศึกษาธิการที่จะต้องพัฒนาคน คำนึงถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่จะต้องพัฒนาอุตสาหกรรมมาต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเงื่อนไข มาตรการออฟเซต (Offset) นั้นจะปรากฏอยู่ในระบบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ ของรัฐที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยนั้นอยู่ในโอกาสที่ควรจะต้องปฏิรูประบบนิเวศ โดยการเพิ่มมาตรการออฟเซต (Offset) ควบคู่ไปด้วยในการปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่ารายละเอียดของเรื่องระบบนิเวศนั้นมีมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ใช่ว่าเขียนแผนดี แล้วมันจะเกิด มันจะต้องลงมือทำ แล้วก็มีหน่วยงานที่จะต้องจัดการเชื่อมโยงให้การ สนับสนุนทั้งภาครัฐและหน่วยงานเอกชน ที่เดิมทำงานเล็ก ๆ ให้ร่วมมือกันทำเป็นโครงการ ขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นเราควรที่จะให้ สปท. นั้นให้การสนับสนุนเพื่อต่อกับ ป.ย.ป. ของรัฐบาล ซึ่ง ป.ย.ป. นั้นได้มีการจัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี หรือ ไพรม์มินิสเตอร์ส เดลิเวอรี ยูนิต (Prime Minister’s Delivery Unit) ซึ่งในพีเอ็มดียู (PMDU) นั้น ทางคณะกรรมาธิการใคร่ขอเสนอว่าเราควรที่จะต้องมีเดลิเวอรียูนิต (Delivery Unit) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบนิเวศเพื่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ และทำให้ ระบบที่เรากำลังมองไปข้างหน้าที่มองว่าเป็นอนาคตนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงและมีการ บริหารจัดการที่แท้จริง ขอบพระคุณครับ